Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘ความเจริญ’

เสนอ 3 ข้อ ผ่าทางตันการเมืองไทย

recommendare

 

” …. ทางออกของเรื่องนี้ คือการยุติ และเสียสละของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากยอมยุติ บรรดาผู้จงรักภักดีก็จะยอมยุติด้วย แต่เมื่อการยุติ เป็นการยุติแบบชั่วคราว ความขัดแย้งยังคงมีอยู่ จะรับประกันได้อย่างไรว่า จะไม่มีบุคคลแบบอดีตนายกฯเกิดขึ้นอีก … ประวัตศาสตร์ก็จะซ้ำรอย เกิดวิกฤตเหมือนเดิม … “

 

สรุป

ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การเมืองไทยในปัจจุบัน”

 

เนื่องโอกาสการประชุมใหญ่ทางวิชาการโรงพยาบาลราชวิถี

วันที่ 24 กุมภาพันธ์

 

โดย

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า

ราชบัณฑิตยสภา

 

ความมีดังนี้

 

วิกฤติการเมืองไทยที่เกิดขึ้น เป็นความขัดแย้งที่สะสมมาตั้งแต่สมัยการเปลี่ยนแปลงระบอบการบริหารประเทศและระบอบเศรษฐกิจ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีการเปลี่ยนแปลงจากระบอบเทศาภิบาล เป็นกระทรวง ทบวง กรม ระบบขุนนางกินเมืองเป็นข้าราชการกินเงินเดือน รายได้จากพระคลังและภาษี เป็นการเก็บภาษีอากร นอกจากนี้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ยังไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง กับสภาพสังคมไทย แผนพัฒนาเศรษฐกิจ ฉบับที่ 1-3 เน้นการผลิตและนำเข้า ฉบับที่ 4 และ 5 เน้นการผลิตเพื่อการส่งออก แต่ไม่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจใดที่กล่าวถึงการพัฒนาภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศเป็นรายได้หลักของประเทศ รวมทั้งไม่มีแผนพัฒนาอย่างชัดเจนถึงการขยายผลผลิต ยุทธศาสตร์การผลิตเพื่อการเกษตร ที่น่าแปลกและส่งผลถึงปัจจุบัน เมื่อข้าวมีราคาแพง รัฐบาลกลับไม่ดีใจ เข้ามาแทรกแซง ไม่ได้คำนึงว่าจะกระทบต่อคนจนหรือชาวนา 

 

สาเหตุหลักของความขัดแย้ง เหลื่อมล้ำ เป็นเพราะคนจนไม่เคยได้รับการช่วยเหลือ ไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากร การช่วยเหลือทั้งของบีโอไอ (สำนักงานส่งเสริมการลงทุน) และเอสเอ็มอี (ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) เป็นการช่วยเหลือที่กระจุกตัวอยู่ในคนมั่งคั่งและคนชั้นกลาง มีแต่ชนชั้นกลางกับชนชั้นสูงที่ได้รับการส่งเสริม จึงทำให้เกิดคนจนจำนวนมาก  คนรวย ก็รวยมากขึ้น ส่วนคนจนก็ยิ่งจนลง เมื่อคนจนไม่มีอำนาจต่อรองทรัพยากรเหมือนชนชั้นกลางความขัดแย้งจึงยิ่งทวีคูณ ในปี 2519 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 และ 5 พบว่า รายได้ของคนรวย ร้อยละ 20 มีรายได้เป็นเจ้าของรายได้ประชาชาติสุทธิ 29.26 คนจน 6.05 ในปี 2529 เพิ่มขึ้นเป็นคนรวย 55.63 ขณะที่คนจน 4.55 ซึ่งสังเกตได้ว่า ชนชั้นกลางแม้ว่าจะมีรายได้เศรษฐกิจดีขึ้น แต่ยังไม่เคยสนใจเรื่องการเมืองเช่นเดิม ขณะที่คนจนก็ไม่มีอำนาจต่อรอง

 

ในปีที่ผ่านมาประเทศไทย มีนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน จากการบริหารประเทศภายใต้ระบอบประชาธิปไตย 76 ปี ขณะนี้ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีแล้วทั้งสิ้น 27 คน มีรัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ เกิดกบฏ 11 ครั้ง รัฐประหารสำเร็จ 9 ครั้ง ความขัดแย้งในเรื่องของความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจ ทั้งปิดและเปิดยังคงมีอย่างต่อเนื่อง และซ่อนตัว และเมื่อปี 2540 เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นเป็นการแก้ในส่วนของเรื่องการเมืองเป็นหลัก ทำให้เกิดระบบการเลือกตั้ง ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ เน้นการหาเสียงเชิงนโยบายเป็นหลัก พรรคไทยรักไทย จึงได้รับคะแนนนิยมสูงสุดจากประชาชนในปี 2544 และได้เสียงข้างมากเกินครึ่งในปี 2548 เป็นผลมาจากนโยบายประชานิยม ทั้ง 30 บาท กองทุนหมู่บ้าน 1 อำเภอ 1 ทุน โอท็อป ซึ่งความขัดแย้งที่ถูกปิดก็ถูกเปิดขึ้นมา คนจนเข้าถึงทรัพยากรมากขึ้น ได้ลิ้มลองการรักษาฟรี และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ
  

จึงเป็นที่มาว่า คนจนเลือกตั้งรัฐบาล โดยคำนึงถึงนโยบายประชานิยม เพื่อการเข้าถึง ในขณะที่คนชั้นกลาง เป็นคนกำหนดนโยบายและล้มรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลไทยรักไทยถือได้ว่า เป็นการรวมตัวของมหาเศรษฐีที่ไม่เคยมีมาก่อน จึงเกิดปัญหาการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายขึ้น แต่การเมืองภาคประชาชนก็ไม่กล้าที่จะต่อสู้เรียกร้อง เพราะกลัวไม่ได้รับทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวกจากนโยบายของรัฐ ขณะที่สื่อมวลชนก็ตกภายใต้การบีบคั้นของภาคธุรกิจ ถ้าหากวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล โฆษณาก็จะลดน้อยลง ทำให้เสียงวิจารณ์ไม่มี และเลยเกิดความขัดแย้ง ที่ส่งผลต่อปัจจุบัน 
  

ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะนักการเมืองในสมัยที่แล้วรู้เห็นเป็นใจและปลุกให้กลุ่มคนเสื้อแดงขึ้นมาต่อสู้กัน และไม่มีใครรู้ได้ว่าความขัดแย้งนี้จะจบลงเมื่อไหร่ ซึ่งความขัดแย้งอาจเกิดจาก 2 ปัจจัยคือ

 

1.มาจากความขัดแย้งของคนเสื้อเหลืองกับอดีตนายกฯ ที่ผู้ต่อต้านไม่ยอมรับการได้มาซึ่งอำนาจ หากฝ่ายหนึ่งยอมหยุดก็จะยุติเพียงชั่วคราวเท่านั้น หากมีคนที่ใช้วิธีเดียวกันขึ้นมาอีกก็จะเกิดความขัดแย้งขึ้น

2.ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่าง คนมี กับ คนไม่มี ซึ่งวันนี้คนจนรู้แล้วว่าจะเข้าถึงอำนาจได้อย่างไรเพื่อให้เข้าถึงทรัพยากร

 

อนาคตพรรคการเมืองจะหันมาใช้นโยบายประชานิยมกันหมดเพื่อให้ได้คะแนนเสียง โดยไม่สนใจว่าจะเอาเงินมาจากไหนเพื่อทำตามนโยบายนั้น ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ขณะนี้การหันมาใช้นโยบายประชานิยมกันหมด จะส่งผลให้ทรัพยากรหมดประเทศ เพราะเป็นประชานิยมที่ออกแบบแบบฉาบฉวยไม่คำนึงถึงการหาทรัพยากรเพิ่มเติม กลายเป็นการผลักภาระหนี้ไปในอนาคตให้รัฐบาลรับผิดชอบภาระหนี้แทนภาคประชาชน สุดท้ายประเทศก็จะเป็นหนี้ระยะยาว เกิดเป็นวิกฤตเศรษฐกิจเหมือนละตินอเมริกาที่เป็นเจ้าประชานิยม

 

การปกครองประเทศแบบประชาธิปไตย เหมาะกับประเทศที่มีคนชนชั้นกลางมาก แต่ประเทศไทย ไม่ใช่ เพราะมีแต่คนจน และคนชอบประชานิยมแบบไม่มีเหตุผล ลด แลก แจก แถมไปเรื่อย  

 

ทางออกของเรื่องนี้ คือการยุติและเสียสละของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากยอมยุติ บรรดาผู้จงรักภักดีก็จะยอมยุติด้วย ความขัดแย้งก็จะไม่เกิดขึ้น แต่เมื่อการยุติ เป็นการยุติแบบชั่วคราว ความขัดแย้งยังคงมีอยู่ จะรับประกันได้อย่างไรว่า จะไม่มีบุคคลแบบอดีตนายกรัฐมนตรีเกิดขึ้นอีก หากนำนโยบายประชานิยมเข้ามาใช้และกลับมาเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ประวัตศาสตร์ก็จะซ้ำรอย เกิดวิกฤตเหมือนเดิม

 

ทางออกในเรื่องนี้ จึงต้องจัดสรรโครงสร้างทรัพยากรทางเศรษฐกิจใหม่ ด้วยการปรับโครงสร้างภาครัฐ ให้คนชนชั้นล่างมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจโดยไม่ต้องพึงพารัฐ ซึ่งสามารถทำได้ 3 ทาง  คือ 1. รัฐธรรมนูญ และกฏหมาย ต้องเปิดโอกาสให้คนจนเข้าถึงทรัพยากรและเศรษฐกิจมากขึ้น

 

1. รัฐธรรมนูญ และกฏหมาย ต้องเปิดโอกาสให้คนจนเข้าถึงทรัพยากรและเศรษฐกิจมากขึ้น

2.ปรับระบบภาษี หารายได้มาบริหารจัดการรายจ่าย นำเงินของคนมั่งมีมาช่วยคนจน เช่นภาษีมรดก ภาษีที่ดิน จัดการเรื่องรายจ่ายของประเทศ ไม่เน้นนโยบายประชานิยม เพราะเป็นการนำเงินอนาคตมาใช้ และ

3.ลดการกระจุกตัวของกลุ่มทุนธุรกิจขนาดใหญ่ จัดสรรทรัพยากรจากคนรวยให้เข้าถึงคนจน แต่ต้องไม่ก่อให้เกิดวิกฤตตามอีก ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่กระชากทรัพย์จากคนมีให้คนจน เหมือนระบอบคอมมิวนิสต์ หรือเป็นการแย่งชิงทรัพยากร แต่เป็นการร่วมแรงร่วมใจกัน ช่วยเหลือกระจายทรัพยากร

 

ทางออกวิกฤตก็ขึ้นอยู่กับคนในสังคมทั้งหมด ไม่ใช่แค่นักการเมือง หรือ รัฐสภา เพราะเป็นเรื่องใหญ่เกินที่ใครจะทำเพียงคนเดียวได้ แต่เชื่อว่าหากทำเช่นนี้ปัญหาต่าง ๆ ก็จะค่อย ๆ คลี่คลายและหมดไป 

 

Advertisements

Read Full Post »

triamboy

 

การ “พัฒนา”  ส่วนใหญ่ของทุกคนที่ได้ยินคำนี้มักจะถวิลหาโดยที่ไม่ได้ไตรตรองอย่างรอบคอบ  และเชื่อมั่นในการคาดการณ์ของผลลัพทธ์ด้านดีเกือบเสียทั้งหมดที่ถาโถมเข้าใส่ผ่านการให้ข้อมูลในรูปแบบต่างๆ  ทำให้คาดหวังว่าตนเองจะได้รับผลลัพธ์จากการพัฒนาเหล่านั้นในอนาคต  นำไปสู่การเห็นด้วย  ยอมรับ  และเพิกเฉยโดยอัตโนมัติ

 

ในทางกลับกันกลับมีคนส่วนน้อยบางส่วนที่เกี่ยวของโดยตรงกับการพัฒนานั้น  ในพื้นที่ที่เกือบถูกลืมไป  หรือถูกพยายามเพิกเฉย  ที่ได้รับผลลัพธ์ด้านไม่พึงปรารถนาจากการคาดการณ์  และไม่ได้ถูกเปิดเผยอย่างเท่าเทียมกันผ่านรูปแบบต่างๆเช่นเดียวกับผลลัพธ์พึงประสงค์ (อุปสงค์ส่วนใหญ่)  ที่ถูกคาดการณ์ไว้  ทำให้บุคคลเหล่านี้ต้องรักษาพื้นที่  (ทุนที่สะสมมา  รวมถึงทุนที่เกิดจากการพัฒนาในวันหน้า) ของตนเอง  โดยการต่อรองผ่านรูปแบบการเคลื่อนไหวต่างๆ  รวมถึงการร่วมมือ  สร้างเครือยข่ายของการเคลื่อนไหวของภาคส่วนต่างๆ  ภายใต้  และนอกเหนือที่กฎหมายกำหนด

 

ประเทศลาวก็เช่นเดียวกับประเทศที่กำลังเปลี่ยนผ่านอื่นๆ  (ตามกระแส  ไม่ใช่กระแสทางเลือก)  ไม่หลุดพ้นจากกระแสหลักของโลกที่กำลังเปลี่ยนจากความหลายหลายของสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองของตน  เข้าสู่ความพยายามเป็นรูปแบบเดียวของสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมือง  ผ่านรูปแบบของการสร้างมาตรฐานเดียวกันของทั้งสามสถาบันหลักนี้  อาทิ  มาตรฐานมนุษยชน  มาตรฐานการเมือง  มาตรฐานองค์กร  มาตรฐานกฎหมาย  เป็นต้น

 

จากการเดินทางเยือนประเทศลาวที่กำลังเปลี่ยนผ่านครั้งนี้  ทำให้ข้าพเจ้าได้รับรู้  และเรียนรู้ความเป็นไปภายในลาวผ่านแง่มุมที่หลากหลาย  ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนผ่าน  อาทิ  ชีวิตผู้คน  ทั้งประชาชนลาว  และประชาชนต่างประเทศ  สถาปัตยกรรมที่กำลังเปลี่ยนผ่าน  ผ่านการหลอมรวม  รักษา  รวมถึงการทำลายทิ้ง  มากกว่านั้นยังมีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่กำลังถูกเปิดเพื่อนำมาใช้ในการพัฒนา  เป็นต้น

 

สำหรับการนำเสนอเรื่องราวความเป็นไปของข้าพเจ้าที่ได้สัมผัส  และสิ่งที่เข้ามาสัมผัสข้าพเจ้าภายในประเทศลาว  โดยจะขอนำเสนอทีละประเด็นตามความสนใจ

 

เริ่มต้นเรื่องราวจากด้านที่ไม่ค่อยได้ถูกนำเสนอให้อยู่ในความสนใจ  และเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจในการพัฒนา  นั่นคือ  ผลลัพธ์ต่อสิ่งแวดล้อมในมิติของธรรมชาติในทางที่ทำลายโดยที่มนุษย์คิดว่าเป็นความบังเอิญ  หรือไม่คาดคิด  รวมถึงคิดไว้ในใจของหลายหลายคนก็เป็นได้

 

มีดังนี้

 

technology flower

ชื่อภาพ – innovative flower  ดอกไม้แห่งนวัตกรรม

เทคนิค – trash in the river  ขยะในแหล่งน้ำไหล

 

คำอธิบาย – แม่น้ำโขง  มหานทีแห่งชีวิต  เป็นนิยามท่ีหลายคนได้เคยให้ไว้  ด้วยเหตุที่ว่าหลายชีวิตของสิ่งมีชีีวิตที่หลากหลายได้พึ่งพาชีวิตแห่งนั้นไว้กับแม่น้ำโขง  รวมถึงมนุษย์กว่าห้าประเทศที่โขงไหลผ่าน  ได้แก่  จีน  พม่า  ลาว  ไทย  และเวียดนาม

 

แต่ในปัจจุบันในภาพที่เห็นตลอดสองฝั่งโขง  จากการเดินสำรวจ  พบว่า  เราสามารถพบเห็นพืชชนิดใหม่ที่ให้ดอกตลอดทั้งปี  โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่น้ำลดจะเป็นฤดูดอกไม้ผลิ  สามารถสังเกตเห็นดอกของพืชชนิดนี้ในปริมาณมาก  และชัดเจน  เนื่องจากว่าดอกของมันสามารถสะท้อนกับแสงที่ตกลงมากระทบได้เป็นอย่างดี  สีของดอกไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าต้นไหนสีอะไร  แต่มีสีเกือบครบครบทุกเฉด   และมีความหลากหลายของสีภายในดอกเดียวกัน  ขึ้นอยู่กับว่า  ส่ิงของจากนวัตกรรมมนุษย์นั้นจะตกเกสรลงบนต้นไหน

 

ความน่าสนใจ  หรือคุณลักษณะพิเศษของดอกไม้แห่งนวัตกรรมนี้มีอยู่ว่า  มันสามารถบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางทั้งใกล้  และไกลได้เป็นอย่างดีเสมอเหมือนตัวแม่น้ำโขงที่มันอาศัยอยู่  เราสามารถศึกษาประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติในยุคของทุนนิยมตลอดริมสองฝั่งโขงได้โดยผ่านรายละเอียดของกลีบดอก

 

กลีบดอกของมันบอกเล่าเรื่องราวการบริโภคของมนุษย์ตลอดริมฝั่งโขง ทั้งห้าประเทศ  ผ่านบรรจุภัณฑ์เหล่านี้  โดยสามารถจำแนกความแตกต่างผ่านความแตกต่างของสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองได้อาทิเช่น  

ภาษา  ผ่านตัวอักษร  ผ่านวลี  ผ่านประโยคบนกลีบดอก

การโฆษณา  ผ่านรูปแบบของการนำเสนอผ่านบรรจุภัณฑ์

การออบแบบ  ผ่านรูปแบบของบรรจุภัณฑ์

การผลิต  ผ่านคุณสมบัติ  คุณภาพของสินค้า

การบริโภค  ผ่านประเภทของสินค้า

เป็นต้น

นี่แหละคือดอกไม้แห่งนวัตกรรม  –  ศึกษาประวัติศาสตร์ผ่านดอกไม้

 

technology waterfall

ชื่อภาพ – innovative waterfall  น้ำตกแห่งนวัตกรรม

เทคนิค – contaminant on the way down  น้ำทิ้งจากที่สูงสู่ที่ต่ำ

 

คำอธิบาย –  ท่อระบายน้ำทิ้ง  การพัฒนาได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเกือบทุกอย่างรอบตัวเรา  ไม่เว้นกระทั่งการระบายของเหลวที่ตั้งใจ  และไม่ตั้งใจทิ้ง  เดิมทีนั้นการระบายน้ำทิ้งจากแต่ละครัวเรือนนั้น  เป็นการปล่อยน้ำทิ้งออกมาทางหน้าบ้าน  ให้ไหลต่อสู่คูน้ำขนาดเล็กแบบเปิดโล่งหน้าบ้าน  ซึ่งสิ้นสุดลงที่ทางน้ำไหลขนาดใหญ่อย่างเช่น  คลอง  แม่น้ำ  ริมหมู่บ้าน  แต่ด้วยที่ปริมาณน้ำทิ้งที่ไม่มาก  ทำให้ของทิ้งเหล่านี้สามารถซึมผ่านดินลงสู่ใต้ดินได้ในระยะเวลาไม่นาน  จนบางครั้งไม่ได้ไหลผ่านไปถึงแหล่งน้ำขนาดใหญ่

 

ด้วยการพัฒนา  ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างรวดเร็ว  การพัฒนาทางอุตสาหกรรม  ทำให้เกิดการกระจุกตัวของประชากรจำนวนมากในพื้นที่อาศัยขนาดเล็กที่เรียกว่าชุมชน  การปล่องน้ำทิ้งก็เช่นกัน  ไม่มีทางที่จะสามารถจัดการในรูปแบบเดิมได้  เนื่องจากปริมาณน้ำทิ้งปริมาณมากขึ้น  และเข้มข้นกว่าเดิม   รวมถึงหลากหลายชนิดของสารที่รวมตัวกันอยู่  การปล่อยน้ำทิ้งในรูปแบบเปิดโล่งแบบเดิมคงไม่เป็นผลดีต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์อย่างเราเราเป็นแน่

 

จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ  ทางระบายน้ำทิ้งจึงถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ  เพื่อรวบรวมน้ำทิ้งทั้งหมดในชุมชนเข้าด้วยกัน  นำไปสู่การบำบัดน้ำทิ้ง  ณ  ที่ใดใดที่หนึ่ง  เพื่อจัดการน้ำทิ้งให้เกิดผลกระทบต่อธรรมชาติ  และมนุษย์ที่เกี่ยวข้องน้อยที่สุด

 

แต่ด้วยความโชคไม่ค่อยจะดีของประเทศที่กำลังเปลี่ยนผ่าน  จำเป็นต้องใช้เงิน   ทุนจำนวนมากไปกับการพัฒนาด้านอื่นที่คิดว่าจำเป็น  และเร่งด่วนกว่า  การก่อสร้างโรงบำบัดน้ำเสีย  หรือเครื่องมือในการจัดการน้ำเสีย  จึงไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นในประเทศเหล่านี้  เนื่องมาจากต้องทุ่มงบประมาณจำนวนมากในการจัดการ  ดังนั้นระบบการจัดการน้ำทิ้งจึงถูกตัดตอน ​ ณ  จุดนี้

 

ทางเลือกเดียวของประเทศที่เปลี่ยนผ่าน  และเห็นความสำคัญของการพัฒนาเพียงผลประโยชน์ระยะสั้น  จึงจัดการน้ำทิ้งได้เพียงการสร้างทางระบายน้ำ  และไม่ได้วางโครงข่ายอย่างเป็นระบบเพื่อรวบรวมไปสู่การบำบัด  ในทางกลับกันกลับต้องวางเครือข่ายของทางระบายน้ำทิ้ง  โดยหาทางระบายสู่แหล่งน้ำไหลตามธรรมชาติที่ใกล้เคียงชุมชนมากที่สุด  เนื่องจากงบประมาณที่ใช้ในการจัดการน้อยที่สุด

 

จึงไม่เป็นที่แปลกใจเลย  ในการพบเห็น  “น้ำตกแห่งนวัตกรรม”  เหล่านี้ได้ตลอดสองฝั่งของแหล่งน้ำไหลตามธรรมชาติในประเทศที่กำลังเปลี่ยนผ่าน  จากรูปก็เช่นกัน  สองริมฝั่งแม่น้ำคาน  กลางตัวเมืองหลวงพระบาง  เมืองที่กำลังเปลี่ยนผ่าน  และการท่องเที่ยวเติบโตได้อย่างสดใส  จึงเป็น  “ตัวเลือก”  ลำดับแรกของแหล่งน้ำไหลตามธรรมชาติในการระบายน้ำทิ้งเช่นกัน  ระหว่างการเดินทางลัดเลาะไปตามแม่น้ำคานในยามบ่าย  สามารถพบเห็นน้ำตกเหล่านี้ได้มากมาย  และยิ่งแปลกใจอย่างยิ่งคือว่า  น้ำตกแหล่านี้มีลักษณะแบบเดียวกันทั้งหมด  ไม่แน่ใจว่าเป็นผลจากการประหยัดต่อขนาดของการพัฒนาอุตสาหกรรมหรือไม่

 

colorful plants

ชื่อภาพ – innovative garden  สวนแห่งนวัตกรรม

เทคนิค – trash on ground  ขยะบนพื้น

 

คำอธิบาย –  สวนริม (หมู่) บ้านของหมู่คน   หลังจากการกระจุกตัวของการพัฒนา  ทำให้เกิดหมู่หลายหมู่ขึ้นมาในประเทศที่กำลังเปลี่ยนผ่าน  อาทิเช่น  หมู่คน  หมู่บ้าน  หมู่โจร  หมู่มาร  หมู่งาน  รวมถึงหมู่ขยะ  การเปลี่ยนผ่านประเทศทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านรูปแบบการบริโภค  รวมถึงรูปแบบการบรรจุภัณฑ์ที่ตอบสนองรูปแบบการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน

 

ด้วยบรรจุภัณฑ์รูปแบบใหม่ ที่เกือบไม่ได้สร้างภาระต้นทุนในการได้มาให้กับผู้บริโภคเลย  จึงไม่แปลกใจที่ทำให้แรงจูงใจในการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพไม่เกิดขึ้น  ทางเลือกการจัดการที่ง่ายที่สุด  คือ  การทิ้ง  นอกเหนือจากทางเลือกอื่นๆ  อาทิเช่น  การใช้ซ้ำ  การแปรรูป  การลดการใช้  เป็นต้น

 

ยิ่งความโน้มเอียงในการบริโภคมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น  ยิ่งความเร็วในการบริโภคมากขึ้น  ทำให้แนวโน้มการบริโภคบรรจุภัณฑ์สูงมากขึ้น  ทั้งในแง่ปริมาณที่มากขึ้น  และคุณภาพที่สูงขึ้นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ  ทำให้แนวโน้มการทิ้งบรรจุภัณฑ์สูงมากขึ้น  ยิ่งในประเทศที่เพิ่งมีการเปิดประเทศ  และเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจระบบตลาด

 

นอกเหนือจากการจัดการบรรจุภัณฑ์โดยการ  ทิ้ง  แล้ว  การจัดการทิ้งที่ง่ายที่สุดคือ  ทิ้งในพื้นที่สาธารณะ  เนื่องจากความเป็นเจ้าของโดยสาธารณะซึ่งไม่มีความชัดเจนแน่นอน  หน้าที่  ความรับผิดชอบจึงไม่ชัดเจน  จึงเกิดความชอบธรรมโดยอัตโนมัติของหมู่คน  ในหมู่บ้านนั้น  ทำให้เกิดการรวบรวมขยะ  แล้วนำไปทิ้งในพื้นที่สาธารณะริมหมู่บ้านเกิดเป็นหมู่ขยะขึ้น  

 

ในประเทศเปลี่ยนผ่านอย่างประเทศลาวจึงยากที่จะหลีกเลี่ยงปัญหานี้  จึงไม่น่าสงสัยสำหรับการพบเห็นหมู่ขยะรวมกันกับพรรณไม้ที่มีอยู่เดิมก่อนหน้านี้  ก่อนที่จะเข้าถึงตัวหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้าน  ว่าไปแล้วหมู่ขยะจึงเปรียบเสมือนสัญญาณบ่งชี้ว่าพื้นที่นั้นมีหมู่คนอาศัยอยู่

 

หมู่ขยะเหล่านี้มีความน่าสนใจอยู่ที่ว่าสามารถพบเห็นได้ทุกหมู่บ้าน  มีสีสันที่หลายหลาย  สวยงามรวมตัวกลมกลืนกับธรรมชาติด้วยความตั้งใจทิ้ง  แต่ไม่ตั้งใจจัดวางตำแหน่งของหมู่คน  และมากกว่านั้นคือ  เราสามารถพบเห็นได้ตลอดทั้งปี  สีสันคงเดิมทนแดด  ลม  ฝน  และมีแนวโน้มที่จะเติบโต  ขยายพันธ์มากขึ้นตามการพัฒนา  เปรียบเสมือน  สวนดอกไม้ที่บานสะพรั่งต้อนรับคนที่มาเยี่ยมชม

Read Full Post »