Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘ความหวัง’

triamboy

ข้อเท็จจริง กับ การก้าวข้ามกรอบความคิด

ไม่นานมานี้, ข้าพเข้าได้อ่านข่าวเกี่ยวกับชนไทยในมุมมองของชนต่างชาติเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมาในมติชน ออนไลน์, ซึ่งถูกถ่ายทอดโดยอดีตตัวแทนของสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยในรายการวิทยุบีบีซีก่อนที่จะพ้นจากตำแหน่งในกระทรวงการต่างประเทศประเทศนี้. ตัวแทนที่กล่าวถึงท่านนี้คือ เซอร์ แอนโทนี รัมโบลด์ (Sir Anthony Rumbold), ผู้เคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยระหว่างปี ค.ศ. ๑๙๖๕ – ๑๙๖๗. เนื้อหาที่ถูกนำเสนอโดยท่านนี้ได้สร้างความแปลกใจ, ความสงสัย, ความงุนงง, …, แก่ชนไทยส่วนใหญ่เหมือนอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนหน้า, ซึ่งมีเนื้อหาส่วนหนึ่งที่ข้าพเจ้าพยายามหาได้ดังนี้;

“They have no literature, no painting and only a very odd kind of music; their sculpture, ceramics and dancing are borrowed from others, and their architecture is monotonous and interior decoration hideous. Nobody can deny that gambling and golf are the chief pleasures of the rich, and that licentiousness is the main pleasure of them all. The general level of intelligence of the Thais is rather low, a good deal lower than ours and much lower than that of the Chinese.”

(ต้นฉบับ)

“พวกเขาไม่มีวรรณกรรม ไม่มีภาพเขียน และมีแต่ดนตรีประเภทที่เก่ามากๆ ประติมากรรม เซรามิก หรือการร่ายรำของพวกเขาก็ยืมมาจากประเทศอื่น และสถาปัตยกรรมของพวกเขาก็ราบเรียบ และมีการตกแต่งภายในที่น่าเกลียด ไม่มีใครปฏิเสธว่าการพนัน และการเล่นกอล์ฟเป็นความเพลิดเพลินใจสูงสุดของคนรวย และความมักมากในกามก็เป็นความเพลิดเพลินใจของพวกเขาส่วนใหญ่ ระดับสติปัญญาโดยทั่วไปของคนไทยนั้นค่อนข้างต่ำ, ต่ำกว่าของคนในประเทศเราเยอะทีเดียว  และก็ต่ำกว่าของคนจีนมาก”

(ฉบับที่ถูกแปลเป็นภาษาไทย และใช้สื่อสารกับคนไทยทั่วไป, ซึ่งคำศัพท์เกือบเหมือนกันทุกสื่อ. ส่วนที่ต่างกันคือส่วนเสริมอารมณ์ของผู้รายงานข่าว (ผู้เขียนข่าว), ซึ่งข้าพเจ้าได้ตัดทิ้งส่วนนี้ให้เหลือแต่เพียงเนื้อหา.)


จากเหตุการณ์ครั้งนี้ พบว่าได้มีชนไทยบางส่วนที่ไม่พอใจ, ส่วนหนึ่งได้ออกมาโต้ตอบผ่านสื่อ, ส่วนหนึ่งได้ตอบโต้พูดคุยระหว่างคนรู้จัก, ส่วนหนึ่งต่อต้านอยู่ในเบื้องลึกของจิตใจ, ที่เหลือมีวิธีของแต่ละส่วน. ในตอนแรก, การนำเสนอครั้งนี้ดูเหมือนจะนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศ, แต่กลับเงียบไปอย่างฉับพลันด้วยการแก้ไขสถาณการณ์ทันด่วนของเอกอัครราชทูตคนปัจจุบัน โดยการเพิ่มเติมข้อมูลทางกลับในตลาด. โชคดีอย่างยิ่ง, ข้อมูลอีกทางหนึ่งนี้, กอปรกับการแดกด่วนความสงบ (นิ่งเฉย, เพิกเฉย, ไม่สนใจ, อภัย, เกื้อกูล, ยอมรับมัน, จำใจ, ไม่รู้ทำอย่างไร, เป็นต้น) ของชนไทย, ทำให้ความต้องการโต้ตอบโดยรวมจากชนบางส่วนนี้ลดลงอย่างมาก, และไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของความนึกคิดของชนในที่ตั้งประเทศไทย.



“My own views differ from my predecessor of 42 years ago. Amazing Thailand! Ever since I was first posted to Thailand 30 years ago, I have been impressed by the richness of Thai culture, be it art, sculpture, dance, music or literature. All this is embellished by the natural beauty of the landscape and the charm and warmth of the Thai people.

(ต้นฉบับข้อมูลในทางกลับ)

“มุมมองของผมแตกต่างจากท่านทูตคนก่อน เมื่อ 42 ปีที่แล้ว อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ ผมเคยมาทำงานที่สถานทูตอังกฤษเมื่อ 30 ปีที่แล้ว และตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมยังคงหวังที่จะกลับมาเป็นทูตที่ประเทศไทย เพราะรู้สึกประทับใจในประวัติศาสตร์อันยาวนานและวัฒนธรรมไทยซึ่งมีคุณค่ามาก ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของ ศิลปกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม ดนตรี และการฟ้อนรำ อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมาก ทูตทุกคนที่ประจำในประเทศไทยต่างรู้สึกดีใจเมื่อเห็นความสวยงามของประเทศไทยเสน่ห์ และอัธยาศัยไมตรีอันดีงามของคนไทยทุกคน”

(ฉบับที่ถูกแปลเป็นภาษาไทย และใช้สื่อสารกับคนไทยทั่วไป, ซึ่งคำศัพท์เกือบเหมือนกันทุกสื่อ. ส่วนที่ต่างกันคือส่วนเสริมอารมณ์ของผู้รายงานข่าว (ผู้เขียนข่าว), ซึ่งข้าพเจ้าได้ตัดทิ้งส่วนนี้ให้เหลือแต่เพียงเนื้อหา.)

สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ใช่ประเด็นหลัก, ที่ข้าพเจ้าต้องการนำเสนอในบทความนี้. เมื่อลองพิจารณาอย่างถี่ถ้วน, ทำให้ข้าพเจ้ามองเห็นความเป็นไปบางอย่างภายในที่ตั้งประเทศไทย, และคิดว่าสามารถใช้อธิบายความสัมพันธ์บางอย่างได้ต่อมาดังนี้;

ภูมิหลังหลักภายใต้บริบทสถาณการณ์นี้

๑. ผู้นำเสนอเนื้อหานี้เป็นเพียงหนึ่งในประชากรทั้งหมดของโลก, ที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับประเทศไทยในช่วงเวลาหนึ่งที่ผ่านมา และเข้าใจว่าเฝ้ามองติดตามความเป็นไปมาโดยตลอดหลังจากนั้น, ไม่ใช่เฉพาะที่ตั้งประเทศไทยเท่านั้น, ในความคิดข้าพเจ้า.

๒. เนื้อหานี้เป็นข้อเท็จจริงตามการรับรู้, วิเคราห์, และสังเคราะห์ของบุคคลหนึ่ง.

๓. เนื้อหามีลักษณะของการเปรียบเทียบเชิงคุณภาพของชนชาติที่ตั้ง, ที่มีโอกาสของการนำไปสู่การดูถูก, เหยียดหยาม, และแบ่งกลุ่ม.

๔. ประเทศไทยมีการตัดตอนการนำเสนอเนื้อหาบางส่วนจากต่างประเทศ, รวมถึงความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อชนไทย. เนื้อหาที่ถูกตัดตอนนี้ส่วนใหญ่มีลักษณะเชิงลบ, หรือมีเนื้อหาไม่เหมาะสมตามความคิดของผู้ตัดตอน.

๕. ชนต่างชาติที่มีความคิดการเปรียบเทียบเชิงคุณภาพของชนชาติที่ตั้งที่กล่าวข้างต้น, ไม่ใช่มีเพียงแต่อดีตตัวแทนของสหราชาณาจักรเท่านั้น. มากกว่านั้น, ยังมีชนต่างชาติอีกจำนวนที่มีนัยสำคัญ, ที่คิดในทิศทางนี้, รวมถึงการเปรียบที่ตั้งประเทศไทยเช่นกัน.

๖. ไม่เฉพาะแต่ชนต่างชาติที่มีความคิดการเปรียบเทียบเชิงคุณภาพของชนชาติที่ตั้งเท่านั้น, ชนไทย, เช่นกัน, มีความคิดการเปรียบเทียบเชิงคุณภาพของชนชาติที่ตั้ง, อย่างน้อยที่สุดเปรียบเทียบกับชนชาติที่มีอำนาจต่อรองตำ่กว่า และส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับชนชาตินั้น.

๗. เบื้องลึกภายใต้จิตสำนึกของชนไทย, ตามความคิดของข้าพเจ้าเข้าใจว่า เราส่วนใหญ่ตระหนักว่า เรามีคุณลักษณะของด้อยอารยะชน, หรือการด้อยกว่าโดยเปรียบเทียบ, อาทิเช่น ด้อยพัฒนา, ด้อยอารยะธรรม, เป็นต้น.

๘. เบื้องลึกภายใต้จิตสำนึกของชนตะวันตก, ตามความคิดของข้าพเจ้าเข้าใจว่า พวกเขาส่วนใหญ่ตระหนักว่า เขามีคุณลักษณะของเหนืออารยะชน, หรือการเหนือกว่าโดยเปรียบเทียบ, อาทิเช่น เหนือพัฒนา, เหนืออารยะธรรม, เป็นต้น.

สมมติฐานหลักของสถาณการณ์นี้

๑. การเปรียบเทียบทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณของชนชาติ, รวมถึงระหว่างชนชาติ และภายในชนชาติเดียวกัน, เป็นปัจจัยหลักหนึ่งต่อการกำหนดกรอบความคิดชนในสังคม.

๒. กรอบความคิดของการเปรียบเทียบ เป็นปัจจัยหลักต่อการกำหนดความเป็นผู้นำ และผู้ตามในสังคม. โดยกรอบความคิดที่มีลักษณะเหนืออารยะชนกำหนดความเป็นผู้นำ และกรอบความคิดที่มีลักษณะของด้อยอารยะชนกำหนดความเป็นผู้ตาม.

บทวิเคราะห์

ในการเปรียบเทียบทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณของชนชาติ, รวมถึงระหว่างชนชาติ และภายในชนชาติเดียวกัน ทำให้จุดประสงค์ หรือเจตนารมย์ของด้อยอารยะชนบิดเบือน หรือลู่ออกไปในทางที่ไม่เหมาะสม อันนำไปสู่พฤติกรรมที่บิดเบือน, ในขณะเดียวกันนั้นจุดประสงค์ หรือเจตนารมย์ของเหนืออารยะชนยังคงเหมาะสมเช่นเดิม หรือถูกปรับเปลี่ยนไปในทางที่เหมาะสมขึ้น (เหนือมากว่าเดิมโดยเปรียบเทียบ). พิจารณาในรายละเอียด, จุดประสงค์ หรือเจตนารมย์ของแต่ละเกมส์ส่วนใหญ่ถูกออบแบบจากผู้นำ, ที่เต็มใจพร้อมปฏิบัติภายใต้กติกาที่กำหนดขึ้นเอง, โดยถูกกำหนดจากปัจจัยภายในและภายนอกของผู้นำเป็นหลัก. ในทางกลับกัน, สำหรับผู้ตาม, การยอมรับเกมส์ทั้งที่เต็มใจและไมเต็มใจ, ที่ถูกออบแบบโดยผู้นำ, ทำให้ผู้ตามค้นหาและปฏิบัติทุกวิถีเพื่อให้ได้รับการเปรียบเทียบในระดับเดียวกัน หรือใกล้เคียง, รวมถึงวิถีทางที่ไม่สนใจวัตถุประสงค์ หรือเจตนาของเกมส์นั้น. ในวิถีทางหลังนี้, ดูเหมือนว่าจะเป็นทางออกหลักของภาวะผู้ตาม, และสร้างความสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขัน (เปรียบเทียบ) มากขึ้น .

ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์

กรณีศึกษาของการศึกษาบนบริบทที่ตั้งประเทศไทย

จากภูมิหลังที่กล่าวมาข้างต้น, การตระหนักด้อยอารยะชนส่วนหนึ่งหมายรวมถึงการตระหนักด้อยการศึกษาโดยเปรียบเทียบ, และการตระหนักด้อยการศึกษาดุลยภาพที่ตั้งประเทศไทยเป็นประเด็นหนึ่ง ทั้งที่ถูกเปรียบเทียบจากชนต่างชาติ, และถูกยอมรับโดยชนไทย. การเปรียบเทียบนี้ทำให้จุดประสงค์ หรือเจตนารมย์ของด้อยอารยะชนบิดเบือน หรือลู่ออกไปในทางที่ไม่เหมาะสม อันนำไปสู่พฤติกรรมที่บิดเบือน, ในขณะเดียวกันนั้นจุดประสงค์ หรือเจตนารมย์ของเหนืออารยะชนยังคงเหมาะสมเช่นเดิม หรือถูกปรับเปลี่ยนไปในทางที่เหมาะสมขึ้นอย่างที่กล่าวมาข้างต้น.

ในรายละเอียด, พบว่าตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบันเราถูกเปรียบเทียบให้เป็นด้อยอารยะชน, รวมถึงการศึกษา. โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาในสถานศึกษา, ที่ถูกเปรียบเทียบให้อยู่ในตำแหน่งที่ด้อยกว่าตั้งแต่ระดับพื้นฐานจวบจนระดับสูงโดยชนตะวันตกส่วนใหญ่, เริ่มต้นพัฒนา และคิดค้นการศึกษาทีหลังตะวันตก. มากกว่านั้น, การต้องการให้ก้าวข้ามด้อยอารยะชนทำให้การศึกษาเป็นแนวทางหนึ่งที่พิสูจน์ความเหนืออารยะชน, แต่ไม่ได้ศึกษาเพื่อตอบจุดประสงค์ที่เหมาะสมของการศึกษา. อย่างลืมไม่ได้, ใช่เพียงแต่ชนต่างชาติเท่านั้นที่มีการเปรียบเทียบการศึกษาเกือบทุกครอบครัว, อย่างน้อยที่สุดพ่อแม่, ไม่นับรวมถึงญาติ, พี่, น้อง, และเพื่อนบ้าน, ล้วนต้องการให้บุตรได้รับการศึกษาขั้นสูงสุดเท่าที่ทรัพยากรของครอบครัวจะอำนวยสนับสนุนได้. ถึงแม้นว่าไม่ได้รับความสนใจจากพ่อแม่, บุตรหลายคนต่างตระหนักดีว่าการศึกษาเป็นการก้าวข้ามสู่ความเหนืออารยะชน, ที่เป็นความเข้าใจผิดอย่างไม่น่าควรแก่การได้รับอภัยอย่างยิ่ง.

อย่างน้อยที่สุด, ข้าพเจ้าเข้าใจว่าชนไทยเราทุกคนต้องเคยสัมผัส หรือรับรู้ความเข้าใจทั้งโดยตรง และอ้อม, ที่ว่าพ่อ, แม่, หรือญาติพี่น้องใกล้ชิดอยากให้เรียนต่อ (ในสถานศึกษา) ให้สูงที่สุดเท่าที่ทำได้ พร้อมกับเงื่อนไขต่างต่างรอบตัว. บางคนบอกข้าพเจ้าว่าพ่อ, และแม่จะได้มีเรื่องไปคุยกับเพื่อนในสังคมต่างต่างของเขา. บางคนบอกข้าพเจ้าว่าพ่อ, และแม่หวังให้ลูกได้รับโอกาสต่างต่างจากสังคมเท่าที่จะได้รับจากการศึกษาสูงสุด, ที่ได้รับ. บางคนบอกข้าพเจ้าว่าเรียนไปก่อน, ถ้ายังหางานไม่ได้. บางคนบอกข้าพเจ้าว่าเรียนต่อเพื่อที่จะได้รับเข้าทำงาน, ระดับการศึกษาขณะนี้ไม่เพียงพอ. บางคนบอกข้าพเจ้าว่าเรียนต่อ เพราะสังคมไทยดูเพียงใบปริญญา. บางคนบอกข้าพเจ้าว่าเรียนสูงสูง, พ่อ, และแม่จะได้ภาคภูมิใจ. บางคนบอกข้าพเจ้าว่าเรียนต่อเพื่อเงินเดือนที่สูงขึ้นเมื่อกลับมาทำงานภายใต้ที่ตั้งบ้านเกิด. บางคนบอกข้าพเจ้าว่าเรียนไปเหอะ, จะได้รับการชุบตัว, หรือในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่าการคัดสรรรันทด (Adverse selection) -ช่างรันทดเสียจริงจริง, สังคมไทย. และคงมีอีกหลายคนที่ยังคงบอกเรื่องราวต่างต่างเหล่านี้กับตนเอง, หรือไม่ก็คนรอบข้างที่รับฟังความเห็นคุณ (อย่างเต็มใจ, พึงพอใจ, ไม่ประสงค์).

หากจุดประสงค์ของการศึกษาต่อของแต่ละปัจเจกบุคคลยังให้น้ำหนักอยู่ที่ปัจจัยข้างต้นเหล่านี้, ในขณะเดียวกันนั้นนำหนักที่มีต่อจุดประสงค์ต่อการศึกษาต่อในสถานศึกษาอย่างแท้จริงกลับน้อย- อย่างน้อยที่สุดผู้ศึกษาไม่ได้คาดหวังว่าการได้รับใบปริญญาเป็นหน้าที่หลักของการศึกษา, หากเป็นเงื่อนไขที่ได้รับจากการศึกษาเพื่อยืนยัน, ให้ความเชื่อมั่น, และให้เข้าใจ ถึงสิ่งที่รับรู้และเรียนรู้ตลอดระหว่างทางของการศึกษา-, ปัจเจกบุคคลนั้นไม่สามารถก้าวข้ามกรอบความคิดของด้อยอารยะชนอย่างหลีกหนีได้.

ทางก้าวข้ามกรอบความคิดสู่เหนืออารยะชน (พร้อมทั้งนาม และรูป).

จงเชื่อมั่นในตนเอง. จงเชื่อมั่นในชนเอง.

จงคาดหวังในตนเอง. จงคาดหวังในชนเอง.

จงลดความหวังต่อตนอื่น. จงลดความหวังต่อชนต่างชาติ.

จงเพิ่มความหวังต่อทุน (ทรัพยากรสังคม, เศรษฐกิจ, และการเมือง) ของชนต่างชาติ.

จงดูดซับทุนของชนต่างชาติ. จงลดการรับทุนเรี่ยร่ายรายทางของชนต่างชาติ.

อ้างอิง

The BBC programme revealed the assessment by Rumbold, who served in Bangkok from 1965 to 1967, delivered in a final dispatch to the foreign office in London before leaving his post.

Until the foreign office ended the tradition in 2006, departing British ambassadors would give valedictory summaries of their host nation upon leaving the post. The missives were meant to stay confidential. But the BBC used Freedom of Information legislation to obtain brutally frank dispatches from ambassadors for its radio series “Parting Shots”. Others were released under a 30-year National Archive rule.

Read Full Post »

หลายต่อหลายคนที่ได้ลงทุนเสี่ยงโชค เดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อมาหางานทำ มาขายแรงงาน ไม่ว่าจะแรงงานที่ถูกศีลธรรม หรือผิดศีลธรรม ก็ตาม มีทั้งทำโรงงาน ขายตัว เป็นคนใช้ ขายก๋วยเตี๋ยว พนักงานเสิร์ฟ ฯลฯ

คนเหล่านี้ได้เงินน้อยมากเมื่อเทียบกับค่าแรงที่เค้าเหล่านั้นได้เพียรพยายามทำในแต่ละวัน แต่กลับมีจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ ยากจะหาคนกรุงเทียบได้ แต่เรามาพูดถึงเรื่องเงินกันก่อนดีกว่า อย่างพ่อแม่ของหลายๆคน จ้างพี่เลี้ยงไว้ในบ้านแล้วกดเงินเดือนให้ต่ำสุดๆ อย่างเช่นบ้านผม ต่ำสุดในประวัติการณ์คือ 900 บาทค่อเดือน (ลาออกไปแล้ว) คนปัจจุบันได้ประมาณ 1500 บาทต่อเดือน แต่ทำงานวันเว้นวัน แล้วงานก็เท่ากับทำทั้งเดือนอยู่ดี เพราะถ้าอยู่ทั้งเดือนตอนกลางวันก็ดูทีวีไม่ได้ทำงานไร แต่นี่มาเฉพาะตอนเย็น แล้วมีอีกคนหนึ่งทีเด็ด มาทำงานที่บ้าน ไม่มีที่นอน แล้วแม่ให้ไปนอนในห้องเก็บของ ที่นอนแคบมาก นอนได้ประมาณคนเดียว มีแต่ตู้เสื้อผ้า และกองหนังสือ หน้าต่างก็พัง น้ำสาดเข้ามา ไม่มีให้แม้แต่พัดลม อายุเค้าก็เยอะมากแล้ว ประมาณ 40-50 มีอีกคนมาทำงานแล้วอยู่ดีๆ มีผู้ชายมาคุยแล้วบอกว่าเค้าสวยมาก จะพาไปประกวดนางงาม บลาๆๆ แล้วเค้าบอกว่าเราหลอกเค้าทำงานงานดักดาน แล้วในที่สุด พี่เค้าก็ไปกับคนนั้น กลับมามีลูกแล้วพิการ มาของเงินแม่ แล้วเล่าว่าเค้าพาไปขายตัว……

ถามว่ากดเงินแล้วเอาเงินไปทำไร ตอบได้เรย จากพฤติกรรมของบ้านผมนั้น เอาเงินไปทำบุญ ซื้อหวย ฯลฯ ทำบุญทีเป็นพัน ซื้อหวยก็หลายใบมาก ส่วนพี่พี่เลี้่ยงนั้น ผมได้ถามว่าทำไมทำงานเยอะจัง เอาเงินไปทำไร เค้าบอกว่าส่งกลับครอบครัวหมดเลย เหลือเก็บน้อยมาก ข้าวเย็นก็มากินบ้านผม ไม่ได้กินที่โรงงาน เพราะเค้าไม่เลี้ยง ฯลฯ ซึ่งคุณค่าของเงินที่เค้าได้รับ กับเงินที่แม่ผมไปทำบุญ (ให้พระ หรือป่อเต็กตึ๊ง) ช่างต่างกันลิบลับ คนหนึ่งนำไปประทังชีวิตของคนทั้งครอบครัว อีกคนนำไปเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ….

ก็คงมีหลายคนที่เป็นแบบนี้ แต่ถ้าจะบอกว่า ก็เงินเค้าหาได้ จะทำไรก็เรื่องของเค้า มันก็ไม่ผิดที่จะตอบแบบแถๆไปอย่างงั้นเหมือนกัน แต่ถ้าอีกฝ่ายเค้านำเงินไปใช้ประโยชน์จริง มันจะไม่ได้บุญไปกว่าการนำไปทำบุญตามวัดหรือ….

ถามว่าทำบุญแล้วไปไหน ถ้าดูจากภายนอกแล้วนั้น ทำบุญแล้ว พระก็นำไปสร้างวัดเสริมอัตตาให้แก่ธรรมสถานแห่งนั้น ให้ดูยิ่งใหญ่เกรียงไกรน่าเคารพ เพื่อให้คนมาทำบุญเพิ่ม หรือนำไปจ่ายค่าไฟ ค่าน้ำ ค่า maintainance พระพุทธรูป ค่าเนต ค่าคอม ฯลฯ ส่วนค่าอาหารนั้น ก็มีคนมาประเคนให้ทุกเช้าอยู่แล้ว ไม่ต้องจ่าย

แล้ววันๆพระทำประโยชน์ไรบ้าง ?

จากมุมมองภายนอกที่ไม่ได้เห็นเชิงลึกข้างใน ก็มีสร้างพระรูปเล็กๆเรี่ยไรเงินเข้าวัด เทศนาส่งสอนให้คนเป็นคนดี จัดงานบวช จัดงานศพ ส่งวิญญาณ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และบางวัดที่สามารถเรี่ยไรเงินได้มักจะมีพระพุทธรูปใหญ่ๆ ศักดิ์สิทธิ์ๆ มีธูปเยอะๆ กระถางฑูปใหญ่ๆ ฯลฯ มักจะเรี่ยไรเงินได้มากจากคนที่เดินธรรมดาๆ

ศาสนาพุทธถือว่าเป็นศาสนาที่หยั่งรากลึกเข้าสู่สังคมไทยได้อย่างฝังแน่นมากๆดูได้จาก

วันใดมีใช่วันสำคัญทางศาสนา
1) ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3
2) ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6
3) ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8
4) ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10

คุ้นหรือเปล่า ข้อสอบตอนศึกษาอยู่ประถม ถามว่ารู้วันเหล่านี้แล้ว จะเรียนเก่งขึ้น หรือเป็นคนดีขึ้น หรือรวยขึ้นหรือไม่อย่างไร….

อันนี้ก็คงต้องไปคิดต่อกันเอาเอง

มาดูเรื่อง Exploitation กันต่อ

จากการศึกษาที่ธรรมศาสตร์ของผม มีอยู่วิขาหนึ่ง EC 452 ว่าด้วยเศรซฐศาสตร์มหภาคระหว่างประเทศ (มั้ง) ซึ่งในวิชานี้เป็นจุดเปลี่ยนให้มาเหลียวมองคุณค่าของคนมากขึ้นมากกว่าเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่มองคนเป็นเพียงหน่วยเศรษฐกิจเท่านั้น

มีหลายบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ ที่เจ้าของโรงงาน sweatshop ซึ่งไม่รู้แปลเป็นไทยว่าไรนอกจากคำว่าโรงงานนรก คือ โรงงานที่ขาดสิ่งที่เป็นสวัสดิการอันพึงได้รับของมนุษย์ทั้งหลายแหล่จากหลักการ minimize cost ของเจ้าของโรงงานทำให้อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆขาดที่ป้องกัน ที่อาจได้รับความปลอดภัยตามมาตรฐาน แต่ก็ยังต่ำกว่าที่มนุษย์พึงมีเช่นกัน ยกตัวอย่างที่บังกลาเทศ มีโรงงานๆ หนึ่งให้บังคับให้คนทำงานห้ามพัก แล้วล็อคประตูไว้ แล้วเกิดไฟไหม้ มาเปิดไม่ทัน ตายห่าทั้งโรงงาน ส่วนเจ้าของโรงงาน ก็คงไม่ต้องเดา เอารายได้ไปมั่วกามบำเรอเซ็กส์ เพื่อคลายความเครียดจากการกดขี่สั่งงานลูกน้อง หรือบางที่ก็ให้เด็กอายุต่ำกว่าเกณฑ์มาทำงาน เพราะรองเท้าเด็กๆ มือใหญ่ๆสอดเข้าไปไม่ได้ ค่าแรงคนเหล่านี้ ชั่วโมงละ 2-3 บาทก็มี บ้างก็ 25-75 สตางค์ก็มี

แล้วทำไมเค้ายังเลือกไปทำงานในโรงงานเหล่านั้นอยู่อีก หรือทำไมยังมาทำอาชีพอื่นๆ ที่เราเห็นว่าค่าแรงมันต่ำมากอยู่อีก

ตอบคือ เพราะเค้าไม่มีทางเลือก ไม่ว่าจะไปทางไหนก็ไม่มีทางที่ดี และได้เงินมากกว่านี้แล้ว เค้ามาทำเพราะเป็นความหวังเดียวของครอบครัว และเป็นงานเดียวที่หาได้ภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่เท่านั้น เพราะทางโรงงานยื่นข้อเสนอให้ คือเงินค่าจ้าง แต่คนงานก็ยื่นแรงงานเป็นการตอบแทนแก่โรงงาน โดยเฉพาะแรงงานไร้ฝีมือ ที่ใครๆก็ทำได้ ต้องการขึ้นเงินเดือน ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะแรงงานสามารถหาใหม่ได้มากมายในสภาพแวดล้อมนั้นๆ สรุปคือ ไม่ทำคืออดตาย ทำก็ยังพอประทังชีวิตไปวันๆได้

สื่งที่เราพอช่วยได้ เช่น การไปประท้วงปิดโรงงานเหล่านั้น เพราะมาตรฐานในสถานที่ทำงานต่ำเกิน ก็จะให้คนงานเหล่านั้นไม่มีงานทำ ยิ่งลำบากเข้าไปใหญ่ ทางเลือกที่ดีกว่านั้น คือ ให้นายจ้างเพิ่มมาตรฐานโรงงาน หรือไรก็ตามแต่ หรือแม้แต่ให้การศึกษาเพิ่ม เพื่อให้หลุดออกจากความยากจนดักดานของการใช้แรงงานแบบไร้ฝึมือประเภทนี้

Read Full Post »