Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘ความรัก’

recommendare

บทความเรื่อง  ”สองมาตรฐาน แนวโน้มความรุนแรงในสังคมไทย : กรณีศึกษาเขายายเที่ยง”

โดย

อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ความมีดังนี้

กรณีเขายายเที่ยงเป็นตัวสะท้อนระบบสองมาตรฐานอย่างหนึ่ง และเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ที่อยู่ในสังคมไทยมาช้านาน นี่ไม่ใช่เรื่องที่ผิดไปจากความคาดหมาย ที่การทำผิดกฎหมายของคนใหญ่คนโตกับคนทั่วไปจะได้รับการปฏิบัติที่ไม่เหมือนกัน คือ เมื่อคนใหญ่โตทำผิดก็มักจะไม่ผิด หรือแม้จะผิดและต้องรับโทษแต่กระบวนการในการนำตัวมาลงโทษ ก็ต้องใช้เวลานานกว่าคนธรรมดาสามัญ

ระบบสองมาตรฐานคืออะไร พูดกันโดยภาษาชาวบ้าน ก็คือระบบที่จัดการกับปัญหาข้อเท็จจริงที่เหมือนกันให้แตกต่างกันออกไป ตามหลักมาตรฐานเดียวกันแล้ว ข้อเท็จจริงที่เหมือนกันต้องปฏิบัติอย่างเดียวกัน แต่หลักสองมาตรฐานเอาเรื่องอย่างเดียวกันมาปฏิบัติไม่ให้เหมือนกัน และที่มากไปกว่าปัญหาเขายายเที่ยงคือ เรื่องนี้มันเป็นปัญหาในทางโครงสร้างของกฎหมายด้วย

ระบบสองมาตรฐานที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายไทย ก็อย่างเช่น บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 ที่รับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของประกาศ คปค. คำสั่งของหัวหน้า คปค. และการปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งดังกล่าว ต้องเข้าใจว่ากฎหมายที่เราเรียกว่าพระราชบัญญัตินั้น ไม่ว่าจะออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ มันก็ตกอยู่ภายใต้การตรวจสอบถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญได้ตลอด แต่โดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 มีกฎหมายประเภทหนึ่งคือประกาศ คปค. หรือคำสั่งของหัวหน้า คปค.จะไม่สามารถถูกตรวจสอบถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญได้

อาจมีผู้แย้งว่าตรวจสอบไม่ได้ได้อย่างไร เพราะมีการยื่นเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้ตรวจสอบประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 และศาลรัฐธรรมนูญก็บอกว่ามันไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ผมยังยืนยันว่าพูดไม่ผิด คือ เมื่อมีการรับรองให้ประกาศ คปค. ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว แม้จะมีการส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าเนื้อหาของประกาศ คปค. จะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญยังไง ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่สามารถจะชี้ได้ว่ามันไม่ชอบเพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 309 รับรองความชอบให้มันแล้ว และหากศาลรัฐธรรมนูญกล้าบอกว่ามันไม่ชอบ ก็ถือว่าศาลจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญซึ่งมีผลให้ถูกถอดถอนได้ เรื่องนี้ สะท้อนให้เห็นว่าในโครงสร้างบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ยังปรากฏหลักความไม่เสมอภาคของกฎหมายต่างชนิดในแง่มุมของการตรวจสอบ

นอกจากประกาศ คปค. แล้ว กรณีจำนวนคะแนนเสียงเกี่ยวกับการผ่านร่างกฎหมายก็ดูจะสะท้อนถึงหลักสองมาตรฐานเหมือนกัน ตัวอย่างเช่น กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน แม้วุฒิสภาลงมติให้ผ่าน 70 ไม่ให้ผ่าน 53 ซึ่งเมื่อพิจารณาจากบททั่วไปของรัฐธรรมนูญแล้ว ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องถือว่าถูกคว่ำในชั้นวุฒิสภาเพราะคะแนนเสียงให้ผ่านมีไม่เกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา แต่เมื่อรัฐธรรมนูญมาตรา 302 วรรค 5 บัญญัติเป็นข้อยกเว้นไว้ว่า ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินนั้น การผ่านหรือไม่ให้ผ่านกฎหมาย ให้นับจากคะแนนเสียงไม่ให้ผ่านเป็นหลัก คือ ถ้าคะแนนเสียงไม่ให้ผ่านมีไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา แม้คะแนนเสียงให้ผ่านจะน้อยกว่าคะแนนเสียงไม่ให้ผ่านก็ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 302 วรรค 5 ก็ถือว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบแล้ว ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องแปลก เพราะขณะที่ร่างกฎหมายอื่นๆ การผ่านกฎหมายจะนับจากคะแนนเสียงให้ผ่าน แต่ร่างกฎหมายดังกล่าวนี้ คะแนนเสียงไม่ให้ผ่านจะเป็นตัววัดว่าร่างกฎหมายนั้นผ่านความเห็นชอบแล้วหรือไม่ เรื่องนี้ ถ้ามองให้ลึกลงไป นี่เป็นเทคนิคการเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อยื่นดาบอย่างไม่ลืมหูลืมตาให้กับบางองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในช่วงของการรัฐประหาร

นี่เป็นเรื่องสองมาตรฐานที่ปรากฏอยู่ในโครงสร้างของกฎหมายอย่างตัวรัฐธรรมนูญเอง และหากท่านสงสัยว่ารัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติในลักษณะนี้ได้ยังไง ก็ต้องตามไปดูเอาเองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ใครเป็นผู้ยกร่าง

นอกจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแล้ว ระบบสองมาตรฐานยังปรากฏร่องรอยอยู่ในการบังคับใช้รัฐธรรมนูญและกฎหมายด้วย

กรณีของกองทัพ มีคนสองกลุ่มใหญ่ๆ ต่างใช้เสรีภาพการชุมนุมในลักษณะพอๆ กัน แต่ท่านเห็นบทบาทของกองทัพหรือไม่ว่าทำไมการชุมนุมของคนกลุ่มหนึ่งกองทัพจึงกระวีกระวาดจัดการ แต่พอการชุมนุมของคนอีกกลุ่มหนึ่งกองทัพกลับไม่ค่อยทำอะไร และเมื่อรัฐบาลพยายามจะทำแล้ว ผู้มีอำนาจในกองทัพกลับออกมาพูดให้ลาออกเสียอีก ความจริงแล้ว ถ้ากองทัพเป็นกลไกตัวหนึ่งของรัฐเทียบเคียงว่าเป็นเบรกรถ ไม่ว่าคนมาแตะเบรกจะเป็นใคร ใส่เสื้อสีอะไร รถต้องหยุด แต่การดำเนินการของกองทัพเสมือนว่าไม่รู้ว่าตัวเองเป็นเบรกหรือเป็นคันเร่ง พอคนหนึ่งมาเหยียบก็เป็นเบรก แต่อีกคนมาเหยียบดันกลายเป็นคันเร่ง สุดแท้แต่ว่าคนเหยียบใส่เสื้อสีอะไร นี่เป็นปัญหาใหญ่เชิงระบบ

กรณี ปปช. น่าสงสัยว่าทำไมบางเรื่องหยิบมาพิจารณาเร็วมาก แต่บางเรื่องก็ช้าเสียจนแทบจะหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลไม่ค่อยได้ สำหรับ กกต.เอง ผมกำลังรอดูอยู่ว่าคดีบริจาคเงิน 258 ล้านให้กับพรรคประชาธิปัตย์ สุดท้ายจะออกมาอย่างไร ผมจะไม่พูดเรื่องปัญหาทางเทคนิคเกี่ยวกับการตั้งคณะอนุกรรมการซ้ำไปซ้ำมา แต่อยากจะดูว่าตัวเนื้อหาของคดีเมื่อเอาไปเปรียบเทียบกับเรื่องอื่นๆ แล้ว มันจะมีระบบสองมาตรฐานหรือไม่

อีกกรณีหนึ่งเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของอัยการ สิ่งที่ทุกท่านจะต้องไม่ลืมก็คือว่า วันนี้ข้อหาเรื่องการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถูกพูดกันมากว่ามีการดำเนินคดีที่สอดคล้องกับความมุ่งหมายของกฎหมายจริงๆ หรือเพื่อการทำลายล้างทางการเมือง ทำไมคนกลุ่มหนึ่งถูกเร่งให้ดำเนินคดีและมีการฟ้องร้องไปบ้างแล้ว แต่กับคนอีกกลุ่มหนึ่ง อัยการกลับสั่งไม่ฟ้องด้วยเหตุผลว่ามันไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ คำถามคือ เอาเกณฑ์ไหนมาวินิจฉัยว่าอะไรเป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ และเกณฑ์นั้นมีคำอธิบายบนพื้นฐานการไม่เลือกปฏิบัติหรือไม่

นี่เป็นการบังคับใช้กฎหมายที่ปรากฏร่องรอยของระบบสองมาตรฐาน

สำหรับระบบสองมาตรฐานในการวินิจฉัยคดีของศาล หากดูกรณีของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อศาลวินิจฉัยว่าประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยมีเหตุผลอย่างหนึ่งว่า เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 รับรองให้มันชอบ อย่างนี้ เมื่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 มันสร้างระบบสองมาตรฐานแล้วศาลเอามาใช้เป็นเหตุผลในคำวินิจฉัย คำวินิจฉัยของศาลก็ถือว่าเป็นการรับรองระบบสองมาตรฐานไว้ด้วยเช่นกัน

คำถามมีว่าระบบสองมาตรฐานที่สะท้อนผ่านบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ กระบวนการบังคับใช้กฎหมาย และคำวินิจฉัยของศาล มันเกิดมาได้ยังไง

บทสรุปในชั้นนี้คือว่า วันนี้เราอยู่ในช่วงของการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างคนสองกลุ่ม โดยคนกลุ่มหนึ่งมีความต้องการทำลายล้างทางการเมืองกับคนอีกกลุ่ม ซึ่งการทำลายล้างอย่างนี้จะไม่อาจสำเร็จขึ้นได้เลย ถ้าทุกอย่างดำเนินการไปบนพื้นฐานของความเสมอภาคและไม่เลือกปฏิบัติ เมื่อเป็นอย่างนี้ เป้าหมายจึงสำคัญกว่าวิธีการ และเมื่อเป้าหมายอย่างนี้ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ก่อนรัฐประหารและระหว่างรัฐประหาร ถึงวันนี้จึงไม่จำเป็นต้องเหนียมอายในการเลือกปฏิบัติอีกต่อไป เพราะเมื่อคนร่างรัฐธรรมนูญยังไม่เหนียมอาย แล้วคนที่ใช้กฎหมายจะอายไปทำไม

คำถามต่อไปก็คือ เมื่อระบบสองมาตรฐานมันปรากฏอยู่ ผลจากนี้จะเป็นอย่างไร ความรุนแรงจะเกิดขึ้นไหม

วันนี้ผมเห็นว่าระบบสองมาตรฐานมีอยู่จริง และมันไม่ได้เป็นระบบที่เกิดมาจากความไม่ตั้งใจ มันเกิดมาจากความจงใจที่ทำให้ระบบนี้เกิดขึ้นมาเพื่อทำลายล้างทางการเมือง เมื่อระบบสองมาตรฐานมันเกิดมาจากความตั้งใจอย่างนี้ การจะหวังให้ทุกอย่างกลับมาสู่มาตรฐานเดียวจึงไม่ต้องหวัง และระบบสองมาตรฐานนี้จะยังคงดำเนินต่อไปและจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ตราบใดที่คู่ต่อสู้ทางการเมืองกลุ่มหนึ่งยังไม่ถูกทำลายล้างจนราบคาบ

แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ถ้ามองเหตุปัจจัยตามหลักอิทัปปัจจยตา กรณีแรก เมื่อการปฏิบัติในลักษณะสองมาตรฐานยังดำเนินการต่อ และฝ่ายที่ถูกกระทำยอมรับการกระทำนั้น ทุกอย่างก็จบ ระบบสองมาตรฐานก็จะดำเนินการต่อไปจนกว่าเป้าหมายสุดท้ายจะเสร็จสิ้น แต่ในกรณีที่สอง หากผู้ถูกกระทำเขาไม่ยอมรับ ซึ่งผมเชื่อว่าเขาคงจะยอมรับไม่ได้ มันจะเกิดการต่อสู้ครั้งใหญ่

หากการต่อสู้กันยังอยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้ ระบบสองมาตรฐานจะดำเนินไปเหมือนเดิม แต่หากควบคุมไม่ได้แล้ว รัฐประหารจะเกิดขึ้นภายใต้เหตุผลเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ แต่ถามว่าแล้วจบไหม ผมคิดว่ามันไม่จบ การต่อสู้ที่เกิดขึ้นอีกต่อไปจะเป็นการต่อสู้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และสังคมจะเกิดความวุ่นวายอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน พูดง่ายๆ คือมีโอกาสที่จะเกิดสงครามกลางเมือง

โดยผลอย่างนี้ ทำไมฝ่ายหนึ่งถึงยังกล้าทำให้ระบบสองมาตรฐานนั้นคงอยู่ ผมเห็นว่าวันนี้ระบบการเมืองไทยมาถึงทางสองแพร่งสำคัญ และไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ คุณทักษิณถูกถือว่าเป็นจุดเชื่อมสำคัญจุดหนึ่งบนทางสองแพร่งนี้ว่าประเทศจะหักเหไปทางไหน ด้วยเหตุนี้ เพื่อทำลายล้างคุณทักษิณให้ได้ แม้จะใช้ระบบสองมาตรฐานก็จำเป็นต้องทำ แต่ผลของการทำอย่างนี้ ประเทศยิ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงมากขึ้นไปอีก และจะไม่ใช่ความรุนแรงชนิดที่ท่านเคยเห็นมาก่อนในประเทศไทยที่มีผลแค่เกิดการระเบิดตึกสักตึกหนึ่ง แต่มันจะเป็นความรุนแรงที่นำไปสู่การทำลายระบบโครงสร้างของประเทศ

หากถามว่าจะป้องกันอย่างไร ผมเห็นว่าคงหาทางป้องกันได้ยากเพราะมีคนอยากให้เกิด ความรุนแรงย่อมไม่เกิดหากคนทั้งสองขั้วยินดีจะไม่ให้เกิด แต่เมื่อฝ่ายหนึ่งตั้งใจทำลายล้างอีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่คำนึงถึงวิธีการว่าชอบหรือไม่ ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่อีกฝ่ายจะต้องสู้ และเมื่อถึงจุดๆหนึ่ง มันก็เลี่ยงไม่พ้นที่จะเกิดความรุนแรง

ผมวางใจกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในเมืองไทยแล้ว สถานการณ์ตอนนี้เหมือนมีสึนามิที่กำลังจะมาขึ้นฝั่ง เราทำได้เพียงอย่างเดียวคือดูว่าจุดจบจะเป็นอย่างไร และถ้าเรายังมีชีวิตอยู่ เราจะสร้างบ้านสร้างเมืองกันใหม่แบบไหน ส่วนใครจะเป็นผู้รอดอยู่ อนาคตจะเป็นผู้ให้คำตอบ

[ หมายเหตุ : บทความชิ้นนี้ปรับปรุงจากเนื้อหาคำอภิปรายของผู้เขียนเรื่อง ” สองมาตรฐาน แนวโน้มความรุนแรงในสังคมไทย : กรณีศึกษาเขายายเที่ยง ” ซึ่งจัดขึ้นที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553 โดยผู้เขียนเพียงปรับปรุงถ้อยคำบางส่วน แต่เนื้อหาสาระยังคงเดิมตามคำอภิปราย ]

โฆษณา

Read Full Post »

ความรัก คือ อะไร ? มนุษย์เราต่างต้องการมีความรักแต่มีผู้ใดรู้ความหมายหรือคำจำกัดความของคำ ๆ นี้บ้างหรือไม่? หลายท่านกล่าวคำจำกัดความของความไว้รักต่าง ๆ นา ๆ แตกต่างกัน บ้างก็บอกว่าความรัก คือ การให้ เป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ให้โดยไม่ต้องการผลตอบแทน เหมือนดังที่บุพการีของเราได้ให้ชีวิตและอุปการะเรามาเป็นอย่างดี และ การให้สิ่งที่คุณต้องการนั้นกับผู้อื่นเมื่อนั้นคุณก็จะได้สิ่งนั้นกลับคืนมา แต่แล้วความรักคือการให้จริงหรือ ? บางท่านก็กล่าวว่าความรัก คือ ความเสียสละ เป็นการเสียสละให้ทุกสิ่งเพื่อให้คนที่รักมีความสุข แต่เราจะต้องเสียสละมากเท่าใดคนรักของเราถึงจะมีความสุข แล้วอย่างนี้แล้วความรักคือการเสียสสละจริงหรือ ? ความรัก คือ ความเข้าใจ เข้าใจกันและกัน เปิดใจฟังกันและยอมรับในสิ่งที่คนรักเป็น แต่จะมีซักกี่คนที่จะยอมรับฟังแล้วเข้าใจในสิ่งที่คนรักเป็น ดังนั้นความรักคือความเข้าใจจริงหรือ ? ความรัก คือ การให้อภัยทุกอย่าง เมื่อคนรักทำผิดเพียงใดทำให้เสียความรู้สึกเพียงใดปวดร้าวเพียงใดสุดท้ายเราก็ย่อมให้อภัยเพราะจากความเชี่อที่เชื่อกันว่าสักวันนึงคนรักของเราคงสามารถแก้ไช้ปรับปรุงตัวเองได้ แต่เขาได้ปรับปรุงตัวแล้วรึยัง ? แล้วจากความเป็นจริงแล้วความรักคือการให้อภัยจริงหรือ ? ความรัก คือ ความเกลียดชัง เกลียดชังผู้ที่มาข้องเกี่ยวกับคนรักและทำให้คนรักของเราเปลี่ยนแปลงไป แล้วบ้างก็บอกว่ายิ่งรักมากก็ยิ่งเกลียดมากเมื่อคนรักมาทำให้ต้องผิดหวัง แต่ทำไมคนเราถึงยังต้องการมีความรัก แล้วอย่างนี้ความรักจะใช่ความเกลียดจริงหรือ ? ความรัก คือ ความกลัว กลัวที่จะเป็นทุกข์เพราะคนรัก ในเมื่อคนรักมักจะทำให้เกิดความทุกข์แต่ทำไมคนเราถึงต้องการความรัก และความรักคือความกลัวจริงหรือ ? ความรัก คือ ความอยาก อยากที่จะให้คนรัก รักเราเหมือนที่เรารักเขา แต่เราก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าเขารักเรารึเปล่า แล้วรักคือความอยากจริงหรือ ? ความรัก คือ สิ่งที่ทำให้โลกสวยสดงดงาม แต่บางครั้ง ความรักก็ทำให้โลกหม่นหมอง มืดมน ดังนั้นรักยังจะใช่สิ่งที่ทำให้โลกสวยสดงดงามจริงหรือ ? ความรัก คือ กรรม กรรมที่ต้องเกิดมารักคนที่เขาไม่ได้รักเรา ความรัก คือ ความเจ็บปวด เจ็บปวดเมื่อคนรักไม่เห็นคุณค่าของความรัก ความรัก คือ ความอิจฉา อิจฉาในสิ่งที่เขามองว่ามันมีค่า มากกว่าเรา ความรัก คือ ความแค้น แค้นจนอยากจะบอกว่า สักวันนึง คุณจะไม่เหลือคนรักคุณอย่างจริงใจ ความรัก คือ พลัง พลังที่จะต่อสู้กับอุปสรรคที่เข้ามา แต่บางครั้งความรักก็ทำให้ท้อแท้หมดหวัง เมื่อรู้อย่างงี้แล้วทำไมคนถึงต้องการมีความรัก ? แล้วถ้าอย่างนี้แล้วความรัก คือ อะไร ?

Read Full Post »

หมายเหตุ : บทความนี้เขียนขึ้นไม่ได้จงใจอวดอ้างตนของผู้เขียน เพียงแต่เห็นว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีที่เกิดขึ้นจากการกระทำ หนึ่งสิ่งในล้านๆ ครั้งของตัวเอง ซึ่งก็ต้องขออภัยในความยาวอีกอย่างหนึ่ง

————————————————————————————————————————

ช่วงวันหยุดปีใหม่ที่ยาวเป็นปกติของบ้านเรานั้น เป็นโอกาสดีที่ทำให้ผมได้หยุดคิด ถึงเรื่องราวชีวิตที่ผ่านมา

ท่านผู้อ่านครับ ผมมีความกล้าที่จะบอกท่านได้ว่า ช่วงเวลาปีใหม่ ปี2552นี้ เป็นปีหนึ่งที่กระผมภูมิใจในตัวเองเป็นอย่างสูง…. เปล่าหรอกครับ ผมไม่ได้ทำเรื่อง ยิ่งใหญ่อะไร และก็ไม่ได้ ทำอะไรที่เป็นสาระสำคัญกับคนส่วนใหญ่เสียด้วยซ้ำ และถึงแม้จะมีงานที่ต้องทำส่งอีกเยอะ ผมก็แทบไม่ได้เอาใจใส่ตรงนั้นเลย แล้วผมภูมิใจอะไร?

แต่สาเหตุที่ทำให้ผมภูมิใจนั้น ก็เพราะว่าปีใหม่ปีนี้ ผม สามารถได้ใช้ช่วงเวลาตลอดปีใหม่ไปกับคนรอบข้างทั้งในอดีต และปัจจุบัน คนผู้ที่ผมยังคงมีความรู้สึกลึกซึ้งผูกพันกับพวกเขาตลอดมา….และในช่วงท้ายของงานเทศกาลวันหยุด ผมก็ยังได้ใช้เวลาช่วงหนึ่งหมดไปกับการส่งสารไปยังพี่น้องผองเพื่อน ทั้งเก่า และใหม่ เพื่อแสดงคำสวัสดีต่อพวกเขา

ผมมี แนวคิดหนึ่งที่ยึดถือมาโดยตลอดนั้น คือ ผมเชื่อว่า ตัวผมล้วนกอปรขึ้นด้วยสิ่ง สื่อ และ ผู้คนที่ผมผ่านพบเข้ามาในชีวิต ซึ่งผมคิดว่าอย่างหลังนั้นสำคัญที่สุด ทั้งประสบการณ์ ความรู้ ความคิด และ วิธีปฏิบัติของเขา บ้างอาจจะดี และบ้างอาจจะมีที่ผิดพลาด(ในความคิดของผม)  แต่เมื่อทั้งหมด ผ่านเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ ตัวผมก็เกิดขึ้น โดยเอาส่วนประกอบทั้งหมดเข้ามาจัดเรียง ในแบบของผมเอง ดังนั้น ผมเชื่อว่า การพูด การคิด การกิน การเดิน พฤติกรรมต่างๆที่มันเกิดขึ้นในตัวผมนั้น ส่วนใหญ่คือการซึมซับ และ ผสมขึ้น โดยมีวัตถุดิบหลักเป็นประสบการณ์จากผู้คนและสิ่งแวดล้อม ที่ผมได้พานพบในชั่วชีวิตหนึ่ง และผมคิดว่า ปีใหม่นี้เป็นโอกาสดี ที่จะกลับไปค้นหา ใช้เวลาร่วมกับ ต้นตอของตัวผมเหล่านั้น

คุณครู

การจาริกกลับไปยังต้นตอของผม มันเริ่มตั้งแต่ วัน ศุกร์ที่ 26 ธันวาคม ช่วงสิ้นปีที่แล้ว สำหรับผม นี่เป็นประเพณีที่ทำต่อเนื่องมาร่วม 8-9 ปีแล้ว ทุกๆปีก่อนจะถึงวันหยุดในช่วงเทศกาลปีใหม่ ผมจะกลับไปที่โรงเรียน ที่เคยได้ศึกษาทั้งในสมัยประถม และมัธยม กลับไปเพื่อส่งมอบของขวัญ คำอวยพร และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความไม่ลืม ในบุญคุณและความเสียสละในฐานะมนุษย์ แด่คุณครูในดวงใจของผม ……จะขอยกตัวอย่างคุณครูของผม คนหนึ่งละกัน ครูชื่อประณาท เทียนศรี เป็นอาจารย์ประจำชั้นตอนสมัยป.6 อาจารย์เป็นคนใจดี แต่ก็มีเหตุผล เวลาตอนเช้าก่อนเข้าห้องเรียน อาจารย์จะมีเรื่องมาเล่า ทุกเรื่องล้วนน่าสนใจและให้แง่คิด เวลาที่เราอาจจะซนเกินขอบเขต อาจารย์ก็จะดุ แต่ก็เป็นการดุที่มีเมตตาแฝงอยู่ ดุเสร็จอาจารย์ก็จะสอนต่อแล้วก็ให้เหตุผลว่าทำไมถึงต้องทำแบบนั้น ผมจำได้ว่าความอบอุ่นในแบบลูกผู้ชายที่อาจารย์มอบให้ศิษย์นั้น เป็นสิ่งที่ผมประทับใจอย่างมาก…ในปีนี้ผมก็ได้กลับไปหาอาจารย์อีกครั้ง เราได้พูดคุยกันไม่นาน การสนทนาก็เป็นไปในระดับพื้นฐาน เพียงแค่ถามสารทุกข์สุกดิบ ธรรมดา ตามประสาของคนที่ไม่ได้คุ้นเคยกันทุกวัน ก่อนจะกลับอาจารย์ก็อวยพร พร้อมกับบอกว่า ขอบคุณมาก ที่ตลอดเกือบ10ปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยลืมอาจารย์เลย….ประโยคสุดท้ายนี้ ทำผมนิ่งไปแปลบหนึ่ง รู้สึกดีใจจากส่วนลึก ดีใจจัง รู้สึกว่า ผมต้องการแค่นี้แหละ ต้องการให้เขารู้สึกว่าผมยังรำลึกถึงอยู่เสมอ รู้สึกว่าผมรู้สึกขอบคุณในตัวเขามาโดยตลอด….. ก่อนเดินออกมา ผมมองไปในห้อง มีเด็กๆจำนวนหนึ่งนั่งอยู่ พวกเขาต่างจ้องมองผมด้วยความสงสัยนิดๆ ผมไม่รู้ว่าเขาจะเข้าใจรึเปล่าว่าพี่คนนี้นั้นมาทำอะไรที่นี้ แล้วอะไรนำพาเขามาที่ห้องเรียนนี้ อย่างไรก็ดี ผมก็หวังว่า สิ่งที่ผมทำในวันนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจเล็กๆที่จะยังคงอยู่ในความทรงจำของพวกเขาเมื่อโตขึ้น และจะมีพวกเขาอย่างน้อยคนนึง ที่จะกลับมาเป็นพลังใจให้กับ ครูบาอาจารย์ในโรงเรียนของผมแห่งนั้น เหมือนกับที่เคยมีรุ่นพี่บางคนทำให้ผมได้เห็นเมื่อครั้งที่ผมยังเป็นเด็กน้อยในห้องเรียน แบบนั้น     ผมเดินออกมาจากห้องเรียนของน้องๆ ด้วยใจที่ยิ้มเป็นพิเศษ เพราะผมมั่นใจว่า สิ่งที่อาจารย์จะรับไว้จากมือของผมนั้น มันมากกว่าแค่ของขวัญแทนคำอวยพรอย่างแน่นอน . . . .

———————————————————–

พ่อ แม่

สำหรับชีวิตเรานั้น คงไม่มีอะไรที่ประเสริฐไปกว่า พ่อ กับ แม่อีกแล้ว ผมเชื่ออย่างนั้น … เป็น เพราะเขา เราถึงได้ยังคงอยู่เป็นเราจนถึงทุกวันนี้ ผมคงไม่ต้องเสียเวลาพูดพร่ำถึง คุณความดีที่ท่านมอบให้เราว่าเป็นอย่างไรบ้าง ไม่ต้องบอกว่า ทำไม ตัวตนหลายๆส่วนของตัวเรา ถึงเกิดมีขึ้นจากความผูกพันที่มีต่อท่าน แต่ผมจะขอพูดในแนวนี้แทน…

ในช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมา หลายครั้ง ที่ผมได้มีโอกาสไปงานศพ ผู้ให้กำเนิดของเพื่อนๆของผม หลายๆคน พ่อ-แม่ของพวกเขาเหล่านั้น ซึ่งถ้าพูดตามจริงก็ต้องบอกว่า ดูเหมือนโอกาสนี้ของผมจะเริ่มถี่ขึ้นเรื่อยๆ บ้างก็จากไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ แต่ก็มีบางคนที่จากไปอย่างกระทันหันโดยที่แทบจะไม่มีโอกาสได้บอกลา การที่ไม่ได้บอกลานี้เป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจนะครับ วันๆหนึ่งคุณกลับบ้านไป เกิดมีปากเสียงกับพ่อแม่ พอวันต่อมาคุณรู้สึกผิดอยากกลับไปขอโทษ หรือทำดีกับเขาเป็นพิเศษ ปรากฎว่าเขาไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว เรื่องแบบนี้นั้นสะเทือนใจเกินไปจริงๆ

หนึ่งในนั้นเป็นพ่อของเพื่อนสนิทผมคนหนึ่ง พ่อของเธอจากไปด้วยโรคหัวใจฉับพลัน ในช่วงเวลานั้น ผมว่ามันเป็นอะไรที่เกินรับได้ สำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง ที่ไม่เคยคิดว่า พ่อที่ดูสุขภาพแข็งแรงดีจะจากไปในเร็ววันนี้ และคงไม่เคยแม้แต่จะคิดว่า แม้แต่คำร่ำลาก็จะไม่ได้บอกกัน ผมมั่นใจได้ว่า ความรู้สึกในตอนนั้นของเธอไม่สามารถอธิบายให้ใครหน้าไหนเข้าใจได้ จนกว่าคุณจะรับรู้ด้วยตนเอง (ซึ่งผมหวังว่าจะไม่เป็นอย่างนั้น) ความรู้สึกนั้นท่วมเอ่อ สิ่งที่ล้นออกมานั้นล้วนแต่เป็นความเศร้าโศกจากความสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต และไม่สามารถเอากลับมาได้อีกแล้ว พ่อของเธอจากไปแล้ว ไม่มีพ่อที่บ้าน ไม่มีเสาหลักที่นำพาชีวิตของครอบครัวของเธออีกแล้ว ความเสียใจจากความสูญเสียมันมากมายขนาดที่ทำให้เมื่อผมกลับบ้านมา ต้องกลับไปกอดพ่อกับแม่พร้อมกับบอกว่า อย่าเพิ่งไปไหน ผมยังไม่พร้อม ขนาดนั้นเลยทีเดียว

ท่านผู้อ่านครับ ชีวิตของเรานั้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เราทุกคนล้วนยังไม่อยากตาย และก็ไม่อยากให้คนที่เรารักนั้นมีอันเป็นไปเหมือนกัน แต่ทั้งนี้ เราก็ต้องยอมรับว่าผู้คนในโลกนี้ล้วนเกิด และ ตายทุกวัน และมันก็คงจะมีบ้าง ที่คนรอบข้างเราจะต้องเป็นคลื่นที่ม้วนลงใต้น้ำไปในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง…. ที่จริงแล้วความไม่แน่นอนของชีวิตนั้น ทุกคนได้เห็นได้ยินกันมาอยู่ตลอด แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้มันนำมาขบคิด และก็ไม่ใช่ทุกคนที่ได้นำมันมาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมขึ้นมา

พระอาจารย์พรหม ผู้เขียนหนังสือชวนม่วนชื่น ได้เล่าประสบการณ์ของท่าน(ซึ่งในตอนนั้นท่านยังดำรงสถานะฆราวาสอยู่) ได้อย่างน่าฟัง ตอนหนึ่งว่า เมื่ออาตมาเป็นหนุ่ม อาตมาชอบฟังเพลงทุกประเภท ตั้งแต่เพลงร็อค จนถึงเพลงคลาสสิค ตั้งแต่เพลงแจ๊ซ จนถึงเพลงพื้นบ้าน ลอนดอนเป็นเมืองที่เลิศสำหรับคนที่กำลงัเป็นหนุ่มเป็นสาว เมื่อสามสิบสี่ปีที่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่รักดนตรี อาตมาจำได้ถึงครั้งที่ไปฟังวงเลด เซ)ปลิน แสดงอย่างเขินๆ เป็นครั้งแรกในคลับเล็กๆ ในย่าโซโห แล้วอีกวาระหนึ่ง พวกเราเป็นเพียงไม่กี่คนนั่งดู ร็อด สจ๊วร์ต ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีใครรู้จัก ร้องนำในวงร็อคที่ห้องชั้นบนของผับเล็กๆ ทางเหนือของกรุงลอนดอน อาตมามีความทรงจำอันมีค่าหลากหลายฉากเกี่ยวกับดนตรีในกรุงลอนดอนในช่วงเวลานั้น

เมื่อคอนเสิร์ตจบลงอาตมาจะตะโกน เอาอีก! เอาอีก!” ร่วมไปกับคนอื่นๆ โดยปกติแล้ววงดนตรีหรือวงออเคสตร้าจะเล่นต่อให้อีกสักระยะหนึ่ง แต่ในที่สุดก็ต้องถึงเวลาเลิกราเก็บข้าวของกลับบ้าน อาตมาก็เช่นกัน ในความทรงจำของอาตมามันดูราวกับว่าทุกๆค่ำคืนที่อาตมาเดินจากคลับ ผับ หรือโรงแสดงคอนเสิร์ตกลับบ้าน ฝนมักจะกำลังตกอยู่เสมอ ฝนในความทรงจำของอาตมา เมื่อกลับจากคอนเสิร์ต มักจะเป็นชนิด ฝนตกปรอยๆหนาวเย็นและเศร้าซึม แม้อาตมาจะรู้แน่แก่ใจว่า อาตมาคงไม่มีโอกาสได้ฟังวงดนตรีวงนั้นอีก และอาตมาไม่มีวันได้พบพวกเขาอีก ไม่เคยเลยสักครั้งมที่อาตมาจะรู้สึกซึมเศร้า หรือร้องไห้ ขณะที่อาตมาเดินออกไปสู่ความหนาวเย็น ชื้นแฉะ และความมืดในยามค่ำคืนของกรุงลอนดอน เสียงดนตรีอันเร้าใจยังคงงก้องสะท้อนอยู่ในใจของอาตมา เยี่ยมจริงๆ มันจริงๆ โชคดีชะมัดเลยที่เราได้มาฟัง!’ อาตมาไม่เคยเศร้าใจเลยเมื่อการแสดงคอนเสิร์ตที่ยิ่งใหญ่ได้สิ้นสุดลง

นั่นเป็นความรู้สึกเช่นเดียวกับความรู้สึกของอาตมาเมื่อพ่อของอาตมาเสียชีวิต มันเป็นเช่นการแสดงคอนเสิร์ตอันยิ่งใหญ่ที่ต้องจบลงในบั้นปลาย มันเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยม เมื่อมันใกล้จะจบ ก็เหมือนกับที่อาตมาร้องตะโกนว่า เอาอีก เอาอีก!” พ่อผู้เป็นที่รักของอาตมาต่อสู้อย่างหนัก เพื่อจะมีชีวิตต่อไปอีกไม่นานนักเพื่อเรา แต่ในที่สุดก็ต้องถึงเวลาที่ท่าน เก็บข้าวของกลับบ้าน เมื่ออาตมาเดินออกมาจากฌาปนกิจสถานที่มอร์ทเลคตอนจบพิธีท่ามกลาง ฝนตกปรอยๆ ฝนอันเย็นเฉียบของลอนดอน อาตมาจำได้แจ่มชัดรู้แจ้งแก่ใจว่าอาตมาคงไม่ได้มีโอกาสได้อยู่กับท่านอีก และท่านได้จากไปตลอดกาล อาตมาไม่ได้รู้สึกโศกเศร้า หรือแม้แต่จะ ร้องไห้…  สิ่งที่ก้องอยู่ในใจอาตมาคือ ท่านช่างเป็นพ่อที่วิเศษเหลือเกิน ชีวิตของท่านช่างเป็นแรงบันดาลใจที่ทรงพลังจริงๆ เราช่างโชคดีเหลือเกินที่ได้เกิดมาเป็นลูกชายของท่าน ขณะที่อาตมาเดินจูงมือแม่ก้าวเดินไปข้างหน้า อาตมารู้สึกเบิกบานเป็นอย่างยิ่ง เช่นที่รู้สึกยามเดินออกมาจากการแสดงคอนเสิร์ตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต จะเอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม ขอบคุณครับพ่อ’”

ความเศร้าโศกจากการเพ่งมองเฉพาะความพลัดพราก ในขณะที่ความสำนึกในบุญคุณของผู้ที่จากไป และความรู้สึกกตัญญูที่เกิดขึ้น นำไปสู่การเฉลิมฉลองชีวิตดีงามที่ปิดฉากลงเรื่องของพระอาจารย์พรหม ก็จบแต่เพียงเท่านี้

………..ชีวิตคนเราทุกคน ก็เหมือนอยู่ในคอนเสิร์ตที่เราไม่รู้ว่ามันจะจบลงเมื่อไหร่ คำถามก็คือ เราจะเต็มที่กับมันแค่ไหน เพื่อที่เมื่อคนเสิร์ตจบ เราจะได้ไม่ต้องโวยวาย ว่าเรายังไม่ทันได้เต้นเลย ยังไม่ได้เต็มที่เลยก็จบซะแล้ว จะตะโกนไปยังนักดนตรีให้เล่นต่อ บอกเขาว่าเล่นได้เจ๋งมาก เอาอีก เอาอีก เราก็ไม่รู้ว่าเขาจะได้ยินไหม ทางที่ดี เราเต้นไปอย่างสุดแรงเกิดให้เขาได้เห็นจะดีกว่า

ช่วงหยุดเทศกาลปีใหม่ปีนี้ ผมได้ขับรถพาพ่อแม่ไปกินข้าว ซื้อของ หลายรอบ หลายวันด้วยกัน ผมใช้โอกาสนี้ใช้เวลาอยู่กับพวกเขามากเป็นพิเศษ เราพูดคุยเรื่องทั่วไปต่างๆกันทั้งวัน ถึงแม้ถ้าไปข้างนอกคนเดียว ผมก็จะกลับบ้านก่อนดึกเกือบทุกคืน ทั้งนี้พ่อกับแม่ท่านอาจจะไม่รู้ว่าผมกลัวคอนเสร์ตจบขนาดไหน แต่อย่างน้อยผมก็ดีใจที่รู้ตัวว่า เราอาจจะต้อง กลับบ้านก่อนกำหนด เมื่อไหร่ก็ได้ ท่านผู้อ่านครับ ปีใหม่ปีนี้อยู่บ้านกับพ่อแม่นี่ เป็นอะไรที่ดีที่สุดแล้ว

———————————————————–

เพื่อนๆ

ช่วงเวลาที่ยังเรียนในมหาวิทยาลัย ผมมีเพื่อนๆ อยู่สองสามกลุ่มที่สามารถเรียกได้ว่า เป็นเพื่อนที่วิเศษ สองกลุ่มในนั้นคือพวกที่ทำกิจกรรมด้วยกันมา ช่วงเวลาที่เราทำกิจกรรมนั้น มีอุปสรรค ขวากหนามต่างๆประเดประดังเข้ามามากมาย พวกเราได้ผ่านพ้น เรื่องราวเหล่านั้นมาด้วยกัน ถึงแม้มันจะเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสังคมใหญ่ แต่ด้วยจิตวิญญาณแห่งการเสียสละและมิตรภาพระหว่างกัน มันก็ทำให้ผมประทับใจอย่างยิ่ง….. กลุ่มหนึ่งในนั้น เราได้มีโอกาสนัดกินข้าวกันในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ระหว่างการกินข้าว ผมรู้สึกสนุกไปกับบรรยากาศเพื่อนฝูงที่อยู่รอบๆเราเป็นอย่างยิ่ง และพบว่าน่าอัศจรรย์ ที่ครั้งหนึ่ง พวกเราได้เคยร่วมเรียงเคียงอยู่ด้วยกันมา ผ่านพ้นเรื่องราวมาด้วยกัน บางคนได้ร่วมหัวร่อ บ้างก็ได้ร่วมคิดเห็น บ้างก็ได้ทะเลาะเบาะแว้ง แต่เหตุการณ์เหล่านั้น ก็ล้วนน่าอัศจรรย์ และนำพาให้ผมได้เป็นผมถึงทุกวันนี้ ผมคิดว่าผมเป็นหนี้บุญคุณพวกเขาหลายอยู่ ถ้าไม่มีพวกเขา ผมอาจจะไม่ได้เข้าใจความหมายในสิ่งต่างๆ(ที่ผมว่าเราเข้าใจกันเอง บอกไปคงไม่สนุก) และเรื่องราวในรั้วมหาวิทยาลัยของผมก็คงจะขาดสีสันไปเยอะเลยทีเดียว

ด้วยสำนึกในบุญคุณของพวกเขา และ ก็ด้วยความกลัวว่าถ้าผมตายไป เดี๋ยวจะไม่มีโอกาสได้บอก ผมก็เลยใช้เวลาอยู่นานเหมือนกันในช่วงหยุดปีใหม่นี้ เพื่อเขียนจดหมายส่งความสุข สวัสดี จากผมไปสู่พวกเขาเหล่านั้น ผู้ซึ่งสั่งสอนผมโดยที่เขาไม่รู้ตัว ซึ่งผมก็หวังว่า คนที่เปิดอ่าน จะได้รับอะไรจากผมไปบ้างน่ะครับ

ต้องขอปิดเรื่องของเพื่อนแบบสั้นๆเพราะว่าผมคิดว่า บทความนี้ชักจะยาวไปแล้ว อย่างไรเสีย ผมก็ไม่คิดว่าพวกเขาจะน้อยใจ อะไรหรอกครับ

———————————————————–

คนรู้ใจ

บ้า!!! เรื่องส่วนตัว ใครเค้าบอกกันครับ ฮ่า

.

กลับมาต่อกันนะครับ

.

…….ในช่วงชีวิตคนเรา ล้วนเต็มไปด้วยสับสนวุ่นวาย เหตุการณ์ต่างๆรอบตัวล้วนสำคัญ งานใหม่ๆเข้ามา ขณะที่งานเก่าๆยังไม่เสร็จ แค่เอาตัวรอดไปวันๆ ก็แทบจะหมดแรง เสาร์-อาทิตย์ก็อยากจะพักอยู่บ้านเฉยๆ วันหยุดยาวก็อยากจะไปเที่ยวต่างจังหวัดต่างประเทศกับเขาบ้าง แล้วเวลาจะไปนึกถึงคนอื่นจะไปมีได้อย่างไร ถึงมีก็ยังจะต้องเอาเวลาไปซื้อของ ไปเยี่ยมเยียนอีกต่างหาก…. ผมขออย่าให้เป็นอย่างนั้นไปซะทุกครั้งนะครับ แค่นี้โลกเราก็ชักจะแคบลงไปทุกวันๆแล้ว

สุดท้ายนี้ ผมขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่าน ได้มีโอกาส มีเวลาว่าง เพื่อทบทวนว่ามีใครที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของท่านบ้าง ใครคือคนที่เราประทับใจ การกระทำ คำพูดของเขาเหล่านั้น ได้เป็นแรงบันดาลใจ ผลักดันให้เราเป็นเราถึงทุกวันนี้ และผมก็ขอให้ท่านได้มีโอกาสได้ใช้เวลาร่วมกับ จิ๊กซอว์ ชีวิตของท่าน เหล่านั้น ได้มีโอกาส มอบสิ่งดีๆแก่ผู้ที่ท่านรัก เคยรัก เคยผูกพัน กลับไปแสดงออกต่อเขาโดยไม่เขินอาย หรือกลัวว่าจะเป็นไปโดยฝ่ายเดียว แสดงออกว่าเรายังรู้สึกดีห่วงใยแก่กัน  ขอให้เราอย่าได้หลงลืมสิ่งสำคัญทั้งหลายเหล่านี้ไป ขอให้คุณค่าแห่งจิตใจที่งดงาม ในความเป็นมนุษย์ ได้แพร่ออกไปโดยเริมต้นที่ตัวเราครับ …   /   ขอให้ทุกท่านดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาทครับ ขอบคุณครับ


ความดีของบทความนี้ หากจะพึงมี ข้าพเจ้าขอมอบให้ด้วยความขอบคุณ แด่ ทุกๆต้นตอ ของข้าพเจ้า(หากคุณคิดว่าใช่ คุณใช่) และ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ครอบครัว เอกแสงศรี ผู้ซึ่งสอนข้าพเจ้า แม้โดยทางอ้อม มิให้ประมาทในชีวิต (ซึ่งบางทีข้าพเจ้าก็ลืมไป)


Read Full Post »