Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘ความจริง’

recommendare

บทความเรื่อง  ”บทสนทนาระหว่างโสกราตีส และสกินเนอร์: ความจริง ความรู้ และธรรมชาติ”

โดย

ศศิน ดิศวนนท์

นิสิตปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ความมีดังนี้

ประวัติย่อของโสกราตีส

โสกราตีส (Socrates/ 470 BC-399 BC) ถือว่าเป็นผู้ให้กำเนิดสาขาของปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับตัวมนุษย์โดยตรง เนื่องจากเป็นผู้เริ่มตั้งคำถามประเภทอะไรคือความดี? อะไรคือความกล้าหาญ? อะไรคือความยุติธรรม? ขึ้น ซึ่งทำให้มนุษย์ต้องถามคำถามเกี่ยวกับชีวิต ศีลธรรม สิ่งที่ดี และสิ่งที่ชั่ว โสกราตีสเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้มีผลงานการเขียนอะไรคงเหลืออยู่ถึงปัจจุบัน (*) อย่างไรก็ตาม ตัวตนและความคิดของเขายังคงอยู่ถึงปัจจุบันผ่านงานเขียนของบุคคลอย่าง เพลโต (Plato) อริสโตเติล (Aristotle) อริสโตฟานเนส (Aristophanes) หรือ ซีโนฟอน (Xenophon) นอกจากนั้นยังมีทั้งนักเขียน นักคิด และนักปราชญ์อื่นๆ ที่เก็บเรื่องราวของโสกราตีส ซึ่งเราไม่สามารถรู้ว่าข้อมูลเรื่องเล่าถึงชีวิตของโสกราตีสนั้นจริงหรือเท็จได้อย่างแน่นอน

(*) สมบัติ จันทรวงศ์, ปรัชญาการเมืองเบื้องต้น: บทวิเคราะห์โสเกรตีส, กรุงเทพ : ส.น.พ.คบไฟ, 2546, หน้า 5

ตามธรรมเนียมโบราณ โสกราตีสนั้นเป็นลูกของโสโฟรนิกัส (Sophronicus) ผู้เป็นพ่อ และ แฟนาเรต (Phaenarete) ผู้เป็นแม่ โสกราตีสได้แต่งงานกับซานทิปป์ (Xanthippe) และมีลูกชายถึง 3 คน เมื่อเทียบกับสังคมสมัยนั้นซานทิปป์ถึงได้ว่าเป็นผู้หญิงอารมณ์ร้าย และโสกราตีสเองได้กล่าวว่า เพราะเขาสามารถใช้ชีวิตกับซานทิปป์ได้ เขาใช้ชีวิตกับมนุษย์คนใดก็ได้ เหมือนกับผู้ฝึกม้าที่สามารถทนกับม้าป่าได้ โสกราตีสได้เห็นและร่วมรบในสมรภูมิ และ ตามสิ่งที่เพลโตได้กล่าวว่า โสกราตีสได้รับเหรียญเกียรติยศสำหรับความกล้าหาญในสมรภูมิ

ข้อมูลทางประวัติศาสตร์มิได้กล่าวอย่างชัดเจนว่าโสกราตีสประกอบอาชีพใด ในเรื่อง”ซิมโพเซียม” (Symposium) ซีโนฟอนกล่าวว่า โสกราตีสใช้ชีวิตกับการสนทนาปรัชญา โสกราตีสไม่น่าที่จะมีเงินมรดกจากครอบครัว เพราะบิดาของโสกราตีสเป็นเพียงศิลปิน และตามการบรรยายของเพลโต โสกราตีสไม่ได้รับเงินจากลูกศิษย์ อย่างไรก็ตาม ซีโนฟอนกล่าวใน “ซิมโพเซียม” ว่า โสกราตีสรับเงินจากลูกศิษย์ของเขา และอาริสโตฟานเนสก็เล่าว่าโสกราตีสได้เปิดโรงเรียนของตนเอง ข้อสันนิษฐานอีกอย่างหนึ่งที่เป็นไปได้ก็คือ โสกราตีสเลี้ยงชีพผ่านเพื่อนที่ร่ำรวยของเขา เช่นเอลซีไบเดส (Alcibiades) (*)

(*) ข้อมูลจาก http://www.1911encyclopedia.org/Socrates_%28philosopher%29

และ http://en.wikipedia.org/wiki/Socrates สืบค้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2552

ในการศึกษาแนวคิดของโสกราตีส ปัญหาที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ เราจะศึกษาโสกราตีสของใคร? และศึกษาอย่างไร? ดังที่กล่าวไว้ในตอนต้นว่า เรารู้จักโสกราตีสจากกงานเขียนของเพลโต เซโนฟอน และอริสโตเติล แต่เราก็ยังไม่อาจตกลงกันได้ว่า โสกราตีสตัวจริงมีลักษณะเหมือนกับโสกราตีสที่ปรากฏในงานของใคร ทั้งนี้เนื่องจากว่าแม้เราจะรู้ว่าเคยมีโสกราตีสจริงๆ อยู่ แต่เขาก็ไม่เคยเขียนอะไรไว้เลย ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างโสกราตีสอย่างที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ขึ้นมา สำหรับในที่นี้จะใช้งานของเพลโตในบทสนทนาเรื่อง “ยูไทโฟร” เป็นหลัก เพราะเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าโสกราตีสของเพลโตมีกำเนิดจากโสกราตีสตัวจริง

ประวัติย่อของเควนติน สกินเนอร์ (*)

(*) สรุปและเรียบเรียงจาก http://www.jyu.fi/yhtfil/redescriptions/Yearbook%202002/Skinner_Interview_2002.pdf และ http://en.wikipedia.org/wiki/Quentin_Skinner สืบค้นข้อมูลเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2552

เควนติน สกินเนอร์ (Quentin Robert Duthie Skinner) เกิดเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ.1940 ได้รับตำแหน่ง Regius Professors of History ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เมื่อปี 1996 ปัจจุบัน (ปี 2008) เป็นศาสตราจารย์ทางด้านมนุษยศาสตร์ (humanities) ณ Queen Mary, University of London

ในด้านชีวประวัติ เควนติน สกินเนอร์เป็นบุตรคนที่สองของ Alexander Skinner กับ Winifred Rose Margaret, nee Duthie แต่งงานกับ Susan James ในปี 1979 สกินเนอร์ได้รับการศึกษาที่ Bedford School และ Gonville and Caius College, Cambridge ในปี 1982 เขาได้รับตำแหน่งที่สำคัญในการเป็นนักวิชาการทางด้านประวัติศาสตร์ คือ “double-starred first in History” และเริ่มสอนใน Christ’s College, Cambridge ต่อมาในปี 1978 เขาได้เป็นศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

งานเขียนทางด้านประวัติศาสตร์ของสกินเนอร์ มาจากความสนใจที่จะฟื้นฟูแนวคิดในช่วงแรกๆ ของนักเขียนทางด้านรัฐศาสตร์ในยุคสมัยใหม่ และหมู่นักเขียนที่เรียกว่า Renaissance republican authors เช่น Machiavelli, John Milton, James Harrington, and Algernon Sidney. สกินเนอร์ถือเป็นหนึ่งในสองบุคคล ที่มีอิทธิพลต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ความคิดทางการเมืองของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (‘Cambridge School’ of the study of the history of political thought) โดยอีกคนหนึ่งคือ J.G.A. Pocock ซึ่งที่ Cambridge School นี้เป็นที่ทราบกันดีว่าให้ความสำคัญกับเรื่อง “ภาษา” ในการศึกษาความคิดทางการเมือง

สำหรับสกินเนอร์ เขามีบทบาทในการเรียกร้องให้มีการสร้างทฤษฎีการตีความ (theory of interpretation) ซึ่งเน้นไปที่การกลับไปดู (recovering) ความตั้งใจของนักเขียนงานคลาสสิกที่เกี่ยวกับความคิดทางการเมือง (โดยเฉพาะ Machiavelli, Thomas More, และ Thomas Hobbes) ในทฤษฎีดังกล่าว เน้นความจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษานักเขียนที่ไม่มีชื่อเสียง โดยมองว่าจะเป็นวิธีการที่จะนำไปสู่การรู้จักนักเขียนที่คลาสสิก ผลประการหนึ่งที่ตามมาก็คือ ทฤษฎีดังกล่าวได้โจมตีฐานคติที่มองว่างานคลาสสิกทางด้านการเมืองนั้นมั่นคงและลอยตัว (monolithic and free-standing) เช่นแนวคิดของ Leo Strauss

การที่สกินเนอร์คำนึงถึงถ้อยคำต่างๆ ของงานเขียนทางการเมืองได้นำไปสู่การเริ่มต้นบทบาทของงานประเภท neo-classical rhetoric ในทฤษฎีการเมืองสมัยใหม่ (ช่วงทศวรรษที่ 1990s) ซึ่งเป็นผลมาจากการศึกษางานเรื่อง Reason and Rhetoric in the Philosophy of Hobbes ของเขา ซึ่งเขียนขึ้นในปี 1996 โดยจุดสำคัญของพัฒนาการดังกล่าวก็คืองานที่ชื่อ history of ideas ที่ได้วิพากษ์วิจารณ์งานต่างๆ ว่า นำมาใช้ผิดกาลเทศะ (anachronism) ซึ่งสกินเนอร์ได้พัฒนามุมมองดังกล่าวมาเป็นเป้าหมายหนึ่งในการศึกษาประวัติความคิดทางการเมือง เพื่อที่จะดึง (excavate) เอาแนวคิดในอดีตมาใช้ในการยืนยันความสำคัญของการถกเถียงทางการเมืองในปัจจุบัน โดยสกินเนอร์ได้กล่าวว่า “เราต้องทำมากกว่าที่จะคิดเกี่ยวกับตัวเราเอง” (do more thinking on our own.) ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ผู้เขียนจะขอยึดงานเขียนของสกินเนอร์เรื่อง Meaning and Understanding in the History of Ideas เป็นหลักในการสร้างตัวตนของเขา

นำเรื่อง

คืนหนึ่งขณะที่เควนติน สกินเนอร์ นักวิชาการผู้ซึ่งยึดมั่นในแนวทางการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ กำลังครุ่นคริดถึงคำถามของนักศึกษาปริญญาเอกที่เขาสอน ณ Queen Mary, University of London ซึ่งได้ซักถามเมื่อตอนบ่ายในประเด็นเกี่ยวกับความจริง ความรู้ และธรรมชาติ แต่ไม่นานนัก เนื่องด้วยภารกิจอันหนักหน่วงกับ Susan James ภรรยาของเขา ก็ทำให้เขาก็ผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว แต่เนื่องด้วยคำถามที่ค้างคาใจอยู่ทำให้ โสกราตีส ฟิลโลโซเฟอร์ในสมัยกรีกโบราณได้เข้ามาสนทนากับเขาในความฝัน โดยที่ในความฝันนั้น สกินเนอร์กำลังถูกโสกราตีสซักไซ้ไล่เรียงในรายละเอียดต่างๆ ดังนี้

ตอนที่ ๑ ภาพรวมแนวคิดของสกินเนอร์

โสกราตีส: ข้าทราบมาว่าในช่วงเวลาของท่าน เหล่าผู้ที่เชื่อในความสำคัญของการศึกษาบริบททางประวัติศาสตร์ของงานคลาสสิกเกี่ยวกับปรัชญาการเมือง มักจะอ่านและยึดมั่นในแนวคิดและงานเขียนของคุณเป็นหลัก

สกินเนอร์: คงเป็นเช่นนั้น

โสกราตีส: นอกจากนี้ข้ายังได้ยินมาว่า ผู้คนเหล่านั้นกล่าวขวัญว่าท่านเป็นบุคคลสำคัญที่วิพากษ์วิจารณ์แนวทางการศึกษาเฉพาะตัวบท (textual approach) ของงานคลาสสิก โดยมองว่าการศึกษาบริบทเชิงประวัติศาสตร์ (historical context) จำเป็นในการช่วยให้เกิดความเข้าใจตัวบทที่ชัดเจนและแม่นยำมากกว่าการศึกษาเฉพาะตัวบทของมันเอง

สกินเนอร์: ถูกแล้วครับ

โสกราตีส: ถ้าเช่นนั้นบริบทต่างๆ ก็จะเป็นสิ่งที่มากำหนดความรู้และเนื้อหาที่เราพบในงานเขียนเช่นนั้นหรือ

สกินเนอร์: ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ ผมเพียงเห็นว่าผู้ที่ยึดมั่นในตัวบท (textualist) ที่มองว่าเฉพาะตัวบทก็เป็นสิ่งที่เพียงพอแล้วในการค้นคว้าและทำความเข้าใจนั้น เป็นการศึกษาที่ยึดติดว่าตัวบทเป็นความรู้ที่เป็นเรื่องข้ามเวลา (timeless) และสากล ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะความจริงแล้วเราต้องมีความรู้เกี่ยวกับบริบททางสังคม เพื่อใช้ในการหาความตั้งใจ (intentions) ที่แท้จริงของผู้เขียน หรือเรียกว่าการศึกษาประวัติของความคิด (history of idea) ของนักเขียนต่างๆ นั่นเอง เพราะผู้ที่เขียนงานต่างๆ ย่อมต้องการให้งานเขียนนั้นออกมาเป็นอย่างที่ตัวเองตั้งใจไว้ จึงคิดว่าไม่มีนักคิดคนใดสามารถที่จะถูกกล่าวได้ว่ามีความหมายหรือทำอะไรก็ตามที่เขาไม่ได้ยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องของที่ที่เขาหมายความหรือได้กระทำลงไป (*)

(*)… no agent can eventually be said to have meant or done something which he could never be brought to accept as a correct description of what he had meant done. (Skinner, 1988, p 48)

โสกราตีส: ถ้าข้าจะอนุมานที่ท่านว่า ไม่เพียงแต่ตัวบทที่เราไม่สามารถนำมาใช้ในการตั้งและตอบคำถามได้เท่านั้น แต่มันยังไม่มีปัญหาเรื่องใดที่ดำรงอยู่ตลอดไปในทางปรัชญาตามแนวทางของท่าน มันมีเพียงคำตอบส่วนบุคคลสำหรับคำถามเฉพาะบุคคล และแต่ละคำถามที่แตกต่างกันก็ขึ้นอยู่กับผู้ถามที่แตกต่างกัน ถ้อยคำ (statement) ต่างๆ ในงานคลาสสิกนั้นจึงหนีไม่พ้นที่จะเป็นสิ่งที่รวมเอาความตั้งใจเฉพาะในโอกาสหนึ่งๆ และใช้ในการหาทางออกให้กับเรื่องเฉพาะหนึ่งๆ เท่านั้น ความพยายามที่จะทำให้มันเป็นเรื่องที่ข้ามกาลเวลา (transcend) จึงเป็นเรื่องที่ไร้เดียงสา

สกินเนอร์: ถูกต้อง ผมเห็นเป็นอย่างที่คุณว่ามา หรือคุณว่าสิ่งที่ผมคิดนั้นไม่เป็นจริง

โสกราตีส: อาจจะจริง หรือไม่จริงก็เป็นได้

สกินเนอร์: ผมไม่ค่อยเข้าใจ ลองขยายความหน่อยครับ

โสกราตีส: ถ้าเช่นนั้น ข้ามีคำถามจะถามท่าน หากท่านตอบคำถามข้าได้จนสิ้นข้อสงสัย ข้าก็จะเชื่อว่าเป็นจริง แต่หากข้ายังมิอาจคลายข้อสงสัยความจริงของท่าน ข้าก็ยังมิอาจเชื่อได้อย่างสนิทใจ

สกินเนอร์: เชิญคุณถามมาได้เลยครับ

โสกราตีส: ท่านเห็นว่าความหมายที่แท้จริงนั้นจะได้มาจากการศึกษาบริบทเชิงประวัติศาสตร์เท่านั้นใช่หรือไม่

สกินเนอร์: ไม่เชิงอย่างที่คุณกล่าวมาเท่าไหร่นัก ความจริงแล้วผมมีวัตถุประสงค์ที่แท้จริงเพียงแค่ต้องการหาวิธีการที่เหมาะสมในการที่จะทำความเข้าใจกับงานเขียนต่างๆ ซึ่งในสมัยของผม วิธีการหลักๆ จะมีอยู่สองแนวทาง

– แนวทางแรก เป็นฝ่ายที่ยึดมั่นในความเป็นเอกเทศของ “ตัวบท” (autonomy of the text itself) ว่าเป็นกุญแจสำคัญที่จะรู้ความหมายในตัวของมันเอง และจะไม่สนใจหรือพยายามที่จะสร้างหรือหาบริบทในภาพรวม (total context)

– อีกแนวทาง ซึ่งตรงข้ามกับที่ว่ามา คือจะยืนยันว่า “บริบท” ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยทางด้าน ศาสนา การเมือง หรือเศรษฐกิจต่างก็เป็นตัวกำหนด (determine) ความหมายของตัวบทที่นำมาศึกษา และบริบทจะให้กรอบคิด (ultimate framework) ในการทำความเข้าใจมัน ซึ่งในความคิดของผมเมื่อพิจารณาแล้ว การใช้แนวทางใดแนวทางหนึ่งเพียงแนวทางเดียวนั้นไม่เพียงพอ แม้ว่าจะดูเหมือนว่าเพียงพอ เพราะวิธีการทั้งสองต่างสามารถที่จะให้ข้อสรุปที่ผิดพลาด ดังนั้นจึงนำมาสู่การศึกษาในแนวทางที่เรียกว่าประวัติศาสตร์ความคิด (history of ideas) ซึ่งเป็นแนวทางการศึกษาแบบใหม่

โสกราตีส: แล้วที่มาของแนวคิดของท่านล่ะ เป็นอย่างไร

สกินเนอร์: แนวทางของผมเริ่มมาจากความมุ่งมั่นที่จะหาความจริงในอดีตอย่างถูกต้อง โดยมีรากฐานการพัฒนาจากทฤษฎีหรือการตีความที่เรียกว่า hermeneutics คือเชื่อว่า อดีตมีปัญหาและเหตุการณ์ในตัวของมันเองที่เกิดขึ้นและจบลงในแต่ละยุค การที่จะเข้าใจอดีตหรือเขียนเรื่องราวในอดีตได้อย่างถูกต้องนั้น จะต้องมองปัญหาและสิ่งที่เกิดขึ้นจากสายตาของคนยุคนั้นเอง โดยต้องไม่ใส่ค่านิยมของผู้ศึกษาลงไป และพยายามนึกคิดเหมือนคนในอดีตด้วย ปัญหาของคนในปัจจุบันก็เป็นปัญหาที่เกิดและขึ้นและถูกตอบโดยคนปัจจุบัน แม้ดูเผินๆ เราจะมองว่าเป็นปัญหาเดียวกัน แต่ในเนื้อแท้นั้นจะเป็นคนละปัญหากัน

โสกราตีส: ขอท่านยกตัวอย่างให้ข้าเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งทีเถิด

สกินเนอร์: ยกตัวอย่างหรือ เอาเป็นว่าหากพูดคำว่า “ประชาธิปไตย” ในสมัยของคุณกับในสมัยของผมก็แตกต่างกันแล้ว รูปแบบประชาธิปไตยในสมัยของคุณจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง ต่างจากประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วมผ่านตัวแทน ในสมัยของท่านหรือสมัยโบราณประชาธิปไตยมีนัยความหมายในแง่ลบ คือเป็นรูปแบบการปกครองที่ใช้อำนาจของความเป็นคนส่วนใหญ่และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่เอง ในขณะที่ประชาธิปไตยสมัยของผมหรือสมัยใหม่นั้น เริ่มจากขบวนการทางการเมืองที่เคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม นอกจากนี้ระบบตัวแทนนี้ไม่ได้หวังให้อำนาจการปกครองอยู่ในมือของประชาชนแต่มุ่งหมายเพื่อใช้ในการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจการปกครองเป็นสำคัญ

จะเห็นได้ว่าการตั้งคำถามต่างๆ อย่างเช่น “รูปแบบการปกครองที่ดีที่สุดคืออะไร” ก็มาจากเงื่อนไขทางสังคมการเมืองที่แตกต่างกัน ดังนั้นการตอบคำถามก็ย่อมแตกต่างกัน และสามารถเป็นประโยชน์ได้ในแต่ละสังคมยุคนั้นๆ ดังนั้น ผมจึงพยายามที่จะเข้าใจอดีตอย่างที่คนในอดีตเข้าใจ

โสกราตีส: ถ้าเช่นนั้น ความรู้ที่ท่านได้มาจากการคิดแบบคนในอดีตก็ไม่สามารถนำมาใช้ปัจจุบันได้น่ะสิ แล้วจะมีประโยชน์อันใดเล่า

สกินเนอร์: ผมยอมรับ คุณโสกราตีส ประโยชน์จากความเข้าใจในอดีตจะไม่มีผลต่อปัจจุบันหรือสัมพันธ์กับอนาคตเท่าใดนัก นอกจากประวัติศาสตร์จะรู้อดีตเพื่อสนองความอยากรู้เท่านั้น (for the sake of historical knowledge) ความรู้ดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้กับปัจจุบันได้เท่าไรนัก การศึกษาตามแนวทางของผมจะเน้นให้คุณค่ากับความสำคัญของตัวอดีตในแต่ละยุคสมัยเอง

โสกราตีส: เอาเถอะสกินเนอร์ คราวนี้ข้าอยากรู้ว่าท่านมีวิธีการหาความรู้อย่างไร

สกินเนอร์: ผมมีกฎเกี่ยวกับการหาความตั้งใจมีสองประการ ประการแรกเราควรที่จะเน้นการพิจารณาที่ไม่เพียงแค่การตีความจากตัวบท แต่ต้องพิจารณาระเบียบแบบแผนที่ครอบคลุมประเด็นหรือใจความที่ตัวบทนั้นคำนึงถึง ประการที่สองเราควรที่จะพิจารณาโลกของผู้เขียนหรือโลกแห่งความเป็นจริงของเขา (*)

(*) First, we should “focus not just on text to be interpreted but on the prevailing conventions governing the treatment of issues or themes with the text is concerned.” Second, we should “focus on the writer’s mental world, the world of his empirical beliefs.” (Skinner, 1988, p. 77)

จากกฎสองประการนี้ ได้นำไปสู่การกำหนดระเบียบวิธีในการศึกษาคือ การวาดภาพ (delineate) ภาพรวมของการสื่อสารที่สามารถดำเนินการได้บนโอกาสที่มี โดยการแสดงออก (utterance) ที่สามารถแสดงออกได้ และการสืบค้นความสัมพันธ์ระหว่างการแสดงออกที่บริบททางภาษาที่กว้างขึ้นเหมือนเป็นวิธีในการถอดรหัส (decoding) ความตั้งใจที่แท้จริงของผู้ที่เขียนงาน (*)

(*)… the appropriate methodology for the history of ideas must…delineate the whole range of communication which could have been conventionally performed on the occasion by the utterance of the given utterance, and next…trace relations between the given utterance and this wider linguistic context as a mean of decoding the actual intention of the given writer. (Skinner, 1988, p 63-64)

ผลจากระเบียบวิธีดังกล่าว ทำให้วิธีการของผมมีพื้นฐานความคิดว่า ความรู้ของความตั้งใจผู้เขียนในงานเขียน ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ตรง (relevant) กับความรู้เท่านั้น แต่ยังเทียบเท่า (equivalent) กับความรู้ที่ผู้เขียนได้เขียนอีกด้วย (*) ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้ว อัตลักษณ์ทางประวัติศาสตร์เฉพาะของตัวบทนั้น จะบ่งบอกถึงลักษณะเฉพาะของความตั้งใจของผู้เขียนในการเขียนงานเขียน

(*)… a knowledge of the author’s intensions in writing…is not merely relevant to, but is actually equivalent to, a knowledge of the [meaning] of what he write. (Skinner, 1988, p 75)

ตอนที่ ๒ ภาพรวมแนวคิดของโสกราตีสจากงานเรื่องยูไทโฟร

สกินเนอร์: เอาละโสกราตีส ผมเคยอ่านบทสนทนาที่คุณพูดคุยกับยูไทโฟร คุณได้ถาม ยูไทโฟรว่า “สุทธิธรรมย่อมคงสภาพอย่างไม่แปรเปลี่ยนตลอดไป ไม่ว่าในการกระทำใดๆ และอสุทธิธรรมก็คือธรรมอันตรงข้ามกับสุทธิธรรมเสมอไป มีลักษณะเป็นหนึ่งเดียวอันบ่งให้เห็นชัดถึงสภาวะของอสุทธิธรรม ใช่หรือไม่ ?” ซึ่งผมมองว่าตรงนี้เป็นการพูดถึงทฤษฎีเรื่องรูปแบบ (theory of forms) ด้วยการกล่าวถึงสิ่งที่เป็นสาระของสุทธิธรรมซึ่งคงที่ตลอดไป ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

โสกราตีส: อาจสรุปดังที่ท่านว่าก็ได้ แต่ยูไทโฟรมิได้ให้คำตอบอันเป็นที่พอใจแก่ข้า เขาตอบว่าการปฏิบัติสุทธิธรรมคือการกระทำแบบที่เขากำลังทำอยู่ (การฟ้องร้องบิดาของตนเอง) นั่นคือเขาไม่ได้บอกว่าอะไรคือสุทธิธรรม แต่กลับพูดถึงการกระทำที่เป็นสุทธิธรรม ยูไทโฟรไม่เข้าใจคำถามว่าข้าพเจ้ากำลังแสวงหาคุณสมบัติของสุทธิธรรม ซึ่งจะต้องมีอยู่ในการกระทำทุกอย่างที่เป็นสุทธิธรรม ดังนั้นสิ่งที่เขาตอบข้าเป็นเพียงการกระทำเฉพาะกรณีของเขา ซึ่งจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องไม่ได้ มิเช่นนั้นแล้ว ยูไทโฟรจะต้องคอยชี้การกระทำเฉพาะรายทุกๆ กรณีไปว่าเป็นสุทธิธรรมหรือไม่

สกินเนอร์: แล้วที่เขาตอบว่า “อะไรที่เทพชอบคือ”สุทธิธรรม” และอะไรที่เทพไม่ชอบ คือ”อสุทธิธรรม” ละครับ

โสกราตีส: เนื่องจากศาสนาในชุมชนของข้านั้นเชื่อว่ามีเทพเจ้าหลายองค์ และเทพเจ้านั้นก็มักจะทะเลาะเบาะแล้วกันเอง ทำให้การยอมรับเทพเจ้าเป็นมาตรฐานกำหนดการกระทำของมนุษย์นั้นไม่ได้ผล

สกินเนอร์: นั่นหมายความว่า ถ้าหากศาสนาในชุมชนของท่านมีการนับถือเทพเจ้าที่มีลักษณะสากล หรือที่เรียกว่าเอกเทวนิยม (monotheism) ก็จะทำให้คำตอบของยูไทโฟรใช้ได้ผล ซึ่งแสดงว่าคุณก็ยังเชื่อในเรื่องบริบททางสังคมเหมือนผมอยู่ เพราะมาตรฐานคำตอบที่ทำให้คุณพึงพอใจก็แปรเปลี่ยนไปตามสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ

โสกราตีส: ไม่หรอกสกินเนอร์ ถ้าหากยูไทโฟรยังยืนยันและยึดมาตรฐานตามที่เขาอ้างตั้งแต่แรกว่า “ซุสเป็นเทพเจ้าที่ดีที่สุด และยุติธรรมที่สุด” และเขาเลือกที่จะเชื่อเพียงเทพเจ้าที่ตนคิดว่ามีอำนาจสูงสุด ก็จะทำให้คำตอบของเขามีน้ำหนักและสมเหตุผล

สกินเนอร์: เช่นนั้นผมคิดว่าคุณเพียงต้องการแค่การยุติความเห็นต่างๆ ที่ไม่ตรงกันด้วยการวัด ดังที่คุณกล่าวไว้ว่า “ถ้าเราเห็นไม่ตรงกันในเรื่องขนาดของสิ่งต่างๆ เราก็ควรยุติการเห็นไม่ตรงกันนั้นเสียด้วยการวัด” ใช่หรือไม่

โสกราตีส: ก็ไม่ผิด เพียงแต่ข้าพเจ้าขอแบ่งประเภทของข้อขัดแย้งต่างๆ ทั้งหลายออกเป็นสองประเภทด้วยกัน

– ประเภทแรกเป็นข้อขัดแย้งที่สามารถมีมาตรฐานซึ่งคู่กรณีสามารถยอมรับเป็นเครื่องตัดสินได้ หรือพูดง่ายๆ ก็คือข้อขัดแย้งที่มีศาสตร์หรือศิลป์ที่ทุกคนยอมรับได้ว่าเป็นศาสตร์หรือศิลป์ของเรื่องนั้นๆ

– ส่วนข้อขัดแย้งประเภทที่สองนั้น เป็นข้อขัดแย้งที่ยังไม่มีศาสตร์หรือศิลป์ที่ให้คำตอบซึ่งทุกคนยอมรับได้ ส่วนมากข้อขัดแย้งประเภทนี้ได้แก่ข้อขัดแย้งเรื่องถูก ผิด ดี เลว ซึ่งข้อขัดแย้งหรือข้อพิพาทประเภทนี้จะมีความสำคัญต่อชีวิตของมนุษย์มากกว่าเนื้อหาของข้อพิพาทประเภทแรก แต่มักจะได้รับความสนใจน้อยกว่าที่ควรจะได้รับ หรือไม่เช่นนั้นก็มักจะมีการยอมรับเอาคำตอบต่อคำถามประเภทนี้ที่ตกทอดกันมาในรูปศาสนาประเพณีว่าเป็นคำตอบที่ถูกต้องอยู่แล้ว

สกินเนอร์: โสกราตีส คุณได้ใช้วิธีที่สมัยผมเรียกกันว่าวิภาษวิธี (dialectic) หรือการสนทนาแบบปุจฉา วิปัสสนา หรือการสนทนาที่โต้แย้งกันด้วยเหตุผลเพื่อหาข้อยุติหรือข้อสรุป โดยที่คุณจะเริ่มต้นด้วยการสอบถามบุคคลที่เชื่อถือได้เพื่อให้เขาเสนอแนวคิด (หรือทฤษฎี) เกี่ยวกับเรื่องรูปแบบของสภาวะนั้นๆ ด้วยการถามว่าอะไรคือ…? (*) เมื่อบุคคลดังกล่าวเสนอแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องรูปแบบของสภาวะนั้นๆ แล้ว คุณก็จะใช้ “การตั้งคำถาม” ตามหลักเหตุผลในการหักล้าง (refutation/elenchus) หรือตรวจสอบว่า ข้อสมมุติฐานเบื้องต้นที่บุคคลนั้นนำเสนอเป็นการแสดงถึงสภาวะที่เป็นหนึ่งเดียว ใช้ได้เป็นการทั่วไปและไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลาจริงหรือไม่

(*) Leo Strauss ชี้ว่า การที่โสกราตีสตั้งคำถามในลักษณะนี้เนื่องจากมีวัตถุประสงค์ที่จะทำให้ธรรมชาติของชนิดของสิ่งที่เป็นประเด็น นั่นคือ รูปแบบ (form) หรือคุณลักษณะของสิ่งนั้นๆ เด่นชัดขึ้น

โสกราตีส: เป็นจริงดังท่านว่า ข้าใช้วิธีการตั้งคำถามกับบรรดาผู้(อวด)รู้ทั้งหลาย (หรือที่เรียกว่าโสฟิสต์) เพื่อต้องการพิสูจน์ว่าพวกเขารู้เรื่องนั้นๆ จริงอย่างที่เขาประกาศหรือไม่ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง ข้าต้องการทำความกระจ่างว่า เวลาที่ใครก็ตามบอกว่าตนเองรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นอย่างดีนั้น จริงๆ แล้วสิ่งที่เขารู้มันคืออะไรกันแน่ เช่น ความดีคืออะไร ความงามคืออะไร ความบริสุทธิ์คืออะไร ความรักคืออะไร ความยุติธรรมคืออะไร? ฯลฯ วิธีการของข้าคือการซักไซ้ไล่เลียง โต้แย้งหักล้างเพื่อหาความชัดเจน ซึ่งเรียกกันอย่างที่ท่านว่ามา คือวิธีการแบบ “วิภาษวิธี” (dialectic) อันมีกระบวนการสามประการด้วยกัน ประการแรกคือข้อเสนอ หรือการเปิดประเด็น (thesis) ประการที่สองคือการโต้แย้ง (anti-thesis) และประการสุดท้ายคือการสรุปสังเคราะห์เพื่อนำไปสู่การเกิดข้อเสนอใหม่ และด้วยวิธีการเช่นนี้ แนวคิดหรือความรู้ใดถูกโต้แย้งหักล้างได้ด้วยเหตุผลก็จะคงอยู่ไม่ได้ ส่วนแนวคิดหรือความรู้ใดที่ทนต่อการพิสูจน์โต้งแย้งก็จะยังคงอยู่และได้รับการปรับปรุงพัฒนาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นๆ

สกินเนอร์: คุณใช้วิธีการเช่นนั้นเพื่ออะไร ทำไมคุณไม่ไปค้นคว้าเอกสารหรือใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบธรรมดาๆ ล่ะ เพราะส่วนมากคนที่ถูกคุณซักไซ้ไล่เลียงมักจะจนมุม เสียหน้า อับอายประชาชีเสียมากกว่า ทำให้คุณถูกกล่าวหาและลงโทษในที่สุด

โสกราตีส: ข้ามีความเชื่อว่า โดยทั่วไปแล้วมนุษย์มีแนวโน้มที่จะยอมรับว่าสิ่งที่ดีคือสิ่งที่สอดคล้องกับขนบธรรมเนียมที่ได้ปฏิบัติติดต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน และสิ่งที่เป็นที่ยอมรับกันมานานนั้นเป็นส่วนหนึ่งของตนเองและเป็นของที่ดี และย่อมเป็นที่แน่นอนว่าในชุมชนที่ยึดมั่นกับขนบธรรมเนียมเช่นว่านี้ ปรัชญาอันเป็นแนวคิดที่แปลกและใหม่ ที่พยายามแยกแยะระหว่างสิ่งที่ดีกับสิ่งซึ่งเป็นของดั้งเดิมย่อมถูกมองว่าเป็นของที่เลวร้าย

การค้นพบธรรมชาติ (nature) ที่แท้จริง จึงไม่อาจเกิดขึ้นได้ถ้าหากว่าอำนาจหรือวิถีชีวิตที่เคยเป็นอยู่ในชุมชนนั้นไม่ถูกตั้งข้อสงสัยเอาเสียก่อน แต่การตั้งข้อสงสัยเอากับขนบธรรมเนียมประเพณีโดยปรัชญานั้น แท้จริงแล้วก็คือความพยายามที่จะแทนที่สิ่งเก่าด้วยสิ่งที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งที่ดีโดยธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งที่เก่าแก่ยิ่งกว่าขนบประเพณีใดๆ ทั้งสิ้น เพราะธรรมชาติย่อมมีมาก่อนขนบประเพณีใดๆ ทั้งปวง และเพราะธรรมชาติย่อมอยู่เหนือข้อจำกัดหรือขอบเขตของสิ่งที่เรียกว่า ประวัติศาสตร์ สังคม ศีลธรรม และศาสนา

พวกโสฟิสต์ในสมัยข้ามักจะอ้างว่า ความรู้ของพวกเขานั้นเป็นความรู้ที่สามารถนำไปสู่ชีวิตอันประเสริฐได้ ข้าจึงต้องการที่จะชี้ให้เห็นว่าพวกโสฟิสต์นั้นไม่รู้ว่าความรู้ที่ตนมีอยู่นั้น หาใช่ความรู้ไม่ ความจริงแล้วพวกเขาไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าชีวิตที่ดีเป็นอย่างไร ตัวข้ามุ่งหาความจริงหรือกฎที่อยู่เหนือแค่กฎที่มนุษย์สร้างขึ้น ข้าต้องการเข้าถึงความจริงแท้ของสรรพสิ่งโดยเฉพาะประเด็นความรู้ที่แท้จริง และความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับคุณค่าต่างๆ เช่นความดี ความยุติธรรม เป็นต้น

สกินเนอร์: โสกราตีส ตำตอบของคุณทำให้ผมนึกถึงภาพยนตร์เรื่องหนึ่งในสมัยของผม

โสกราตีส: เรื่องใดหรือท่าน

สกินเนอร์: เรื่อง เดอะ เมทริกซ์ (The Matrix)

โสกราตีส: เพราะเหตุใด

สกินเนอร์: ตามเนื้อเรื่องในภาพยนตร์จะมีโลกสองโลก (*) คือ โลกเมตริกซ์ และ ไซออน เมตริกซ์คือโลกที่ถูกสร้างจากหุ่นยนต์ (AI) แต่มนุษย์คิดว่านั่นคือโลกจริง มนุษย์ดำเนินชีวิตไปตามปกติเหมือนคนเราทุกวันนี้ ทำงาน กิน ดื่ม เซ็กซ์ ทุกอย่างที่มนุษย์สัมผัสด้วยรูป รส กลิ่น เสียง และสิ่งที่ AI สร้างให้มนุษย์ได้รับอย่างนั้น เพราะความต้องการพื้นฐานของมนุษย์เป็นอย่างนั้น ในหนังจะใช้จุดนี้สร้างให้ AI ใช้ความยึดติดใน”กายหยาบ”ของมนุษย์ (อัตตา) เป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงมนุษย์ให้ยังคงหลงอยู่ในโลกเมตริกซ์ (**)

(*) การแบ่งออกเป็นสองโลกนี้ คล้ายกับหลักปรัชญาของเพลโต ใน The Republic ที่เชื่อว่า โลกแบ่งออกเป็นสองส่วน (divided line) ซึ่งก็คือ Visible Realm ซึ่งก็คือโลกที่วัตถุสามารถมองเห็นได้เสมือนโลกแห่งความจริงในภาพยนตร์ และ Intelligible Realm คือโลกที่ต้องใช้ความรู้และเหตุผลในการรับรู้สิ่งต่างๆ เสมือนโลกเมตริกซ์ในภาพยนตร์ (อ่านเพิ่มเติมใน http://summaphilosophiae.wordpress.com/2007/01/10/platos-divided-line/)

(**) ตัวละครในเรื่องมักจะกล่าวว่า I think, therefore I am (ซึ่งเป็นแนวคิดของ Rene Descartes) อีกอย่างในภาพยนตร์ที่อาจตีความได้ว่า ตัวละครทุกตัวล้วนไม่มีใครรู้ว่าตนเองมีตัวตนอยู่เพื่ออะไร คำตอบเดียวที่ทุกคนพูดก็คือ “เราอยู่เพื่อทำในสิ่งที่เราต้องทำเท่านั้น” อย่างที่ตัวละครในเรื่อง เช่น Oracle, Keymaker, Merovingian และแม้แต่ Agent Smith ต่างก็พูดถึงนัยยะในนี้ทั้งสิ้น

แต่มีกลุ่มคนที่พบว่าโลกเมตริกซ์ไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงสิ่งลวงตาที่ AI สร้างให้จิตมีมโนภาพขึ้นมาในตัวมนุษย์ นั่น คือ สิ่งที่มนุษย์ยึดติดในความไม่มีอยู่จริง จุดนี้ AI เป็นเหมือนจิตของมนุษย์ เป็นเพราะจิตทำให้เกิดทุกอย่าง อันเป็นสาเหตุแห่งทุกข์ เพราะมนุษย์ยังยึดติดอยู่ที่จิต การวนเวียนอยู่ในวัฎสงสาร ก็คือการที่ AI เลี้ยงมนุษย์มาใช้เป็นพลังงาน ซึ่ง AI ต้อง ทำแบบนั้น เพราะ AI ขาดพลังงานไม่ได้ มนุษย์เป็นบ่อเกิดพลังงานอย่างดี แต่จะทำอย่างไรให้มนุษย์ไม่กบฏ นั่นก็คือการสร้างโลกให้มนุษย์รู้สึกว่าตัวเองเป็นอยู่อย่างนั้น ทุกอย่าง AI ควบคุมได้ ซึ่งก็เป็นจิต ที่สร้างอัตตาให้มนุษย์ยึดติดนั่นเอง และผมกำลังจะบอกว่าตัวคุณเปรียบเหมือนนีโอ (*) พระเอกในเรื่อง ซึ่งเป็นผู้ที่ตื่นขึ้นจากเมตริกซ์และจะมาปลดปล่อยมนุษย์ และกล่าวว่าไม่มีใครที่จะทำให้คนอื่นเห็นความจริงได้ แต่ต้องเป็นคนคนนั้นเองที่จะค้นว่าเมตริกซ์คืออะไร คนอื่นเพียงแค่สามารถชี้ทางให้ได้เท่านั้น

(*) ได้มีการตีความว่า Neo / Thomas Anderson – นีโอ หรือชื่อเดิม โทมัส แอนเดอร์สัน กับคำว่า ‘Neo’ มีลักษณะเป็นอนาแกรมของคำว่า ‘eon’ และ ‘One’ จากคำว่า The One หรือ (พระผู้เป็นเจ้า)ผู้ปลดปล่อย (อนาแกรมคือการสลับที่ตัวอักษรในคำแล้วกลายเป็นคำอื่นได้) Neo เป็นภาษากรีกซึ่งแปลว่า “ใหม่” ‘new’ ซึ่งอาจเป็น (มีต่อ) ความหมายแฝง เกี่ยวกับความเป็นพระผู้ไถ่ในฐานะที่ Neo มาปฏิบัติภารกิจในโลกของ เดอะ เมตริกซ์ ส่วนชื่อ “Thomas Anderson” ดูเหมือนจะใกล้เคียงกับบทสวด Gospel of Thomas และคำภาษากรีก “man”, andras, ซึ่งในภาษากรีกโบราณคือ andros (เป็นคำแสดงความเป็นเจ้าของ เหมือนภาษาอังกฤษในรูปเติม ‘s) จากคำแผลงนี้ “andros-son” อาจจะแปลได้ว่า Son of Man (บุตรของมนุษย์) ซึ่งเป็นคำหนึ่งที่เคยถูกใช้เรียกพระเยซูคริสต์ Thomas อาจจะสื่อถึง Doubting Thomas ซึ่งเป็นชื่อของสาวกคนหนึ่งของพระเยซูที่เคยสงสัยในการเกิดใหม่ (ฟื้นจากตาย) ของพระเยซูคริสต์ในทีแรก

นอกจากนี้การตั้งชื่อต่างๆ ในภาพยนตร์ก็ได้มีการตีความไว้ เช่น เรือที่ชื่อ Logos (บัญชาการโดย Captain Niobe) ซึ่งในแนวปรัชญายุคกรีกคำว่า Logos (การคิด, ถ้อยคำ, การคำนวณ, ตรรกะ) เป็นแก่นสำคัญที่ครอบคลุมจักรวาลทั้งระบบ รวมทั้งการใช้เหตุผลของมนุษย์เกี่ยวกับจักรวาล ในศาสนายูดาย (Judaism) คือโลกของพระเจ้า และในศาสนาคริสต์ คือโลกแห่งการสรรค์สร้างของพระผู้เป็นเจ้า

(ที่มา: http://whatisthematrix.warnerbros.com/rl_cmp/new_phil_partridge.html)

โสกราตีส: อาจเป็นเช่นนั้นสกินเนอร์

สกินเนอร์: ผมสงสัยว่าทำไมคุณถึงพยายามที่จะเข้าถึงความจริงแท้นักเล่า

โสกราตีส: สกินเนอร์เอ๋ย เจ้าลองคิดดูสิว่า มนุษย์ทุกคนต่างก็ปรารถนาสิ่งที่ดีด้วยกันทั้งสิ้น โดยมีเงื่อนไขว่า สิ่งที่ดีนั้นทำให้เขามีความสุข ดังที่อริสโตเติลศิษย์ของศิษย์ข้าได้กล่าวไว้ว่า “…all actions of all mankind are done with a view to what they think to be good.” แต่มิได้หมายความว่า สิ่งที่แต่ละคนทำหรือมุ่งหวังนั้นจะเป็นสิ่งที่ดีจริงๆ สำหรับตัวเขา เพราะถ้ามนุษย์ทุกคนรู้และเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่ดีจริงๆ ที่จะนำความสุขที่แท้จริงมาให้เขา ปัญหาย่อมจะไม่เกิดขึ้นเพราะความสุขความดีที่แท้ ย่อมนำมาซึ่งความสุขความดีในการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ และถ้าเห็นพ้องต้องกันแล้ว ความขัดแย้งก็คงไม่เกิดขึ้น และปรัชญาการเมืองก็คงไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นหรือดำรงอยู่

สกินเนอร์: แต่ผมกลับคิดว่า วิธีวิเคราะห์เชิงบริบท (contextual analysis) ที่ผมนิยมใช้ นั้นก็มองว่า ความคิดความรู้ต่างๆ นั้นต่างก็ถูกกำหนดโดย “บริบท” และเรื่องบริบททางสังคมนี้ไม่ยอมรับว่า มีสิ่งที่เป็นเรื่องข้ามเวลาและสากล ดังนั้นจึงสรุปว่า มนุษย์เราไม่ต้องไปหวังที่จะค้นหาประวัติของความคิดของนักเขียนต่างๆ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การตอบคำถามที่ข้ามกาลเวลา ปรัชญาการเมืองที่ท่านว่ามาก็เป็นองค์ความรู้ชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นจากอิทธิพลของบริบทเช่นเดียวกัน คือ บริบทเงื่อนไขหลักที่ว่า “ธรรมชาติมนุษย์นั้นปรารถนาสิ่งที่ดี” โดยมีเงื่อนไขว่าสิ่งที่ดีนั้นทำให้เขามีความสุข

โสกราตีส: อาจเป็นเช่นที่ท่านว่า

สกินเนอร์: ถ้าเช่นนั้นคุณก็น่าจะยอมรับว่า การศึกษาโดยยึดแนวความคิดเรื่องบริบทเป็นสำคัญตามแนวทางของผมก็ได้ทำลายความเป็นอมตะ (philosophia perennis) หรือลักษณะ สัจธรรมของปรัชญาความคิดของท่านและลูกศิษย์ เพราะปรัชญาความคิด การมองปัญหา และการแก้ไขปัญหาตามแนวทางของท่าน ถูกจำกัดขอบเขตให้อยู่ภายใต้กาลเวลาและสถานที่หรือบริบททางสังคมของท่านเอง

โสกราตีส: ช้าก่อน สกินเนอร์ หากยึดตามแนวทางบริบทที่ท่านว่ามา ในทัศนะของข้า “บริบทเงื่อนไขหลัก” ที่ท่านว่านี้ก็คงเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่มาตลอด และก็จะดำรงอยู่ตลอดไป ดังนั้นเมื่อเงื่อนไขหรือสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ยังคงเป็นเช่นนี้ มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ปัญหาภายใต้บริบทดังกล่าวนี้จะยังคงเป็นปัญหาเดิมๆ ที่ไม่เปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด และเป็นปัญหาที่ทำให้เกิดการคิดแก้ปัญหาดังกล่าว และการคิดแก้ปัญหาดังกล่าวก็คือการแสวงหาหรือความรักในความรู้ในกิจกรรมหรือการกระทำในกิจกรรมส่วนรวม หรือก็คือองค์ความรู้ที่เรียกว่า “ปรัชญาการเมือง” นั่นเอง

เอาล่ะสกินเนอร์ผู้รอบรู้ หากท่านเป็นพวกที่ยึดมันในเรื่องบริบท (contextualism) นัก ข้าขอถามท่านว่า อะไรคือแนวความคิดว่าด้วยบริบท

ตอนที่ ๓ ข้อถกเถียงในประเด็นเรื่องบริบท (context)

สกินเนอร์: ไม่ยากหรอกโสกราตีส แนวความคิดว่าด้วยบริบทก็คือ แนวความคิดที่เน้นลักษณะเฉพาะและความจำกัดของสิ่งหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต โดยพิจารณาว่าเวลาและสถานที่เป็นตัวกำหนดความเฉพาะหรือความจำกัดของสิ่งหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนั้นคุณค่าและความหมายของสิ่งหรือเหตุการณ์ใดๆ ที่เกิดขึ้นจะสามารถเข้าใจได้อย่างถูกต้องก็โดยการนำสิ่งหรือเหตุการณ์นั้นๆ วางลงในบริบทของมัน และศึกษาความสัมพันธ์ของสิ่งหรือเหตุการณ์นั้นๆ กับสิ่งหรือเหตุการณ์อื่นๆ ในบริบทเดียวกัน ซึ่งนักประวัติศาสตร์ได้พยายามจินตนาการและพยายามมองอย่างรวบยอดสร้างเป็นภาพรวมขึ้นมาจากข้อความ ข้อมูล และเอกสารต่างๆ (*)

(*) The social meanings of texts or utterances are equivalent with author’s intentions in writing (“illocutionary force”) and can be fully explained by reconstructing the conversation around text’s occurrence. ตัวอย่างเช่นที่สกินเนอร์กล่าวว่า …Thus, to understand Defoe, we need to recover his intentions, what he was doing in writing (question and ridiculing intolerance).

โสกราตีส: ข้าเห็นว่าแนวทางของท่านอาจไม่สามารถอธิบายคนที่อยู่ในบริบทเดียวกันแต่คิดต่างกันได้ ตัวอย่างเช่น ในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ อดัม สมิทมองว่าควรใช้กลไกตลาดแบบทุนนิยมในการแก้ปัญหา แต่คาร์ล มาร์กซ์ กลับมองว่าต้องใช้ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม ทั้งๆ ที่ทั้งสองเป็นบุคคลร่วมสมัยกัน เป็นต้น

สกินเนอร์: โสกราตีส หากผมลองแบ่งบริบทออกเป็นบริบทระดับมหภาค (บริบทในภาพรวมของสังคมหนึ่งๆ) และบริบทระดับจุลภาค (บริบทของบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ) ข้อจำกัดที่กล่าวถึงข้างต้นในทางหลักการถือว่าไม่ใช่ความผิดพลาด เพียงแต่เป็นข้อจำกัดในรายละเอียดปลีกย่อย หรือด้าน “เครื่องมือ” หรือด้าน “ความสามารถ” ที่ยังไม่สามารถหาบริบทในระดับจุลภาคของแต่ละคนได้เท่านั้น เพราะถ้าจะพิจารณากันจริงๆ บริบทสามารถไล่ลงไปถึงเรื่อง DNA ของแต่ละคนที่มีความแตกต่างกันไป ซึ่งมีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมอันส่งผลให้เกิดการก่อตัวของความคิดที่แตกต่างกัน ซึ่งในปัจจุบันยังเป็นเรื่องเกินความสามารถที่จะตรวจสอบได้

โสกราตีส: เอาล่ะสกินเนอร์ ที่ท่านบอกข้าว่าเราจะสามารถเข้าใจความหมายของสิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ก็โดยการนำสิ่งหรือเหตุการณ์นั้นๆ วางลงในบริบทของมัน ข้าอยากทราบว่าท่านจะแยกแยะระหว่างสิ่งที่เป็นตัวบท (text) กับสิ่งที่เป็นบริบท (context) ได้อย่างไร หรือท่านจะเอาอะไรมากำหนดหรือเลือกสรรวางขอบเขตตัวบทที่เราจะศึกษาและประกอบขึ้นเป็นบริบทขึ้นมาเพื่อนำเอาเรื่องที่เราศึกษาขึ้นมาวางลงในตำแหน่งของมันในบริบทของมัน

สกินเนอร์: คุณหมายความว่าเราจะขีดเส้นตีกรอบบริบทที่เราศึกษาอย่างไรใช่หรือไม่

โสกราตีส: ถูกแล้ว

สกินเนอร์: ผมยอมรับว่าสิ่งที่คุณว่านั้น เกี่ยวข้องกับเรื่องข้อจำกัดของมนุษย์ ผมรู้ว่าคุณกำลังจะบอกว่าแนวทางการศึกษาของผมมีทางตันเนื่องมาจากปัญหาของบริบท คือเราไม่สามารถที่จะทราบได้ว่าเราจะเริ่มบริบทที่ได้ที่ใด ปัญหาจะมีลักษณะเป็นวงกลมที่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน เหมือนปัญหาที่ถามว่าไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน และโดยแท้จริงผมยอมรับว่า สิ่งที่เราจะนำมาสร้างเป็นบริบทก็ล้วนแต่เป็นเอกสารหรือหลักฐานบางอย่างเท่านั้น สิ่งต่างๆ ที่ประกอบเป็นบริบทจริงๆ ในยุคนั้นๆ ได้ถูกแปรรูปหรือถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือภายใต้บริบทของผู้ที่ผลิตงานเขียนออกมา ดังนั้นเราจะต้องศึกษาบริบทของแต่ละคนผู้บันทึกเอกสารนั้นๆ ซึ่งถ้าจะกล่าวไปแล้ว ความเป็นไปได้มีน้อยมากกับงานที่ยากเย็นและมหาศาลเช่นนั้น

โสกราตีส: แล้วไม่จริงหรือที่บริบทอันไม่สถิต ทำให้เราไม่สามารถกำหนดได้ว่าสิ่งใดเป็นอิทธิพลต่อการพัฒนาความคิดของนักคิด คือ เราไม่สามารถที่จะกำหนด “ขอบเขต” ได้อย่างชัดเจนว่าบริบทในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งเป็นตัวกำหนดความคิดของนักคิดแต่ละคนอย่างมีนัยสำคัญ

สกินเนอร์: โสกราตีส ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะมีอิทธิพลหรือมีความสำคัญเท่าเทียมกันหมดต่อการกำเนิดความคิดของนักเขียนงานคลาสสิก บางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะไม่มีความสำคัญหรือมีอิทธิพลมากมายอะไรก็ได้ ฉะนั้นแม้ว่าบริบททางประวัติศาสตร์จะมีขอบเขตกว้างและไม่สถิต แต่ในการศึกษารายละเอียดทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขา เพียงแต่พยายามคิดถึงสิ่งสำคัญๆ ในบริบททางประวัติศาสตร์ของนักเขียนที่น่าจะมีอิทธิพลต่อเขา

โสกราตีส: แล้วท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่ท่านหยิบมาศึกษานั้นมันถูกต้อง

สกินเนอร์: ในการศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งในเชิงบริบท งานศึกษานั้นๆ ไม่จำเป็นจะต้องถูกต้องทั้งหมดเสมอไป การศึกษาเรื่องเดิมที่เคยมีผู้ศึกษาแล้วก็สามารถนำเอามาศึกษาใหม่ได้โดยสามารถเสริม หรือหักล้างด้วยหลักฐานหรือข้อค้นพบใหม่ๆ ที่หนักแน่นและเป็นที่ยอมรับมากกว่าได้

โสกราตีส: เอาล่ะ แม้ว่าสิ่งที่ท่านว่ามาข้างต้นจะสามารถแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้ แต่ท่านจะแก้ปัญหาข้อจำกัดทางบริบทของตัวท่านเองได้อย่างไร เพราะถ้าอดีตมันมีบริบทของมันและสรรพสิ่งทั้งหลายตกอยู่ในบริบทของมัน ตัวท่านซึ่งอยู่ในปัจจุบันก็จำต้องถูกจำกัดภายใต้บริบททางความคิดหรือประสบการณ์ของตัวท่านในปัจจุบันด้วย สิ่งทั้งหลายที่ท่านมองหรือเข้าใจต่างก็เป็นผลผลิตภายใต้บริบทปัจจุบันทั้งสิ้น การมองประวัติศาสตร์ด้วยสิ่งที่ท่านเรียกว่ากรอบของทฤษฎีปัจจุบัน เช่น ทฤษฎีโครงสร้าง ล้วนแต่เป็นการเอาบริบทปัจจุบันไปมองบริบทอดีต ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ผิดยุคผิดสมัย (anachronism) ดังนั้นการอ้างความเข้าใจหรือการเข้าถึงความรู้ในบริบทอดีต ก็เป็นเพียงการเขียนประวัติศาสตร์หรือเรื่องราวของปัจจุบันเพียงเท่านั้นเอง

ขณะที่สกินเนอร์กำลังคิดทบทวนอยู่นั้น อ.ไชยันต์ ไชยพร ก็ได้เดินเข้ามาและกล่าวว่า

อ.ไชยันต์: สกินเนอร์ ท่านอย่าได้กังวลใจไปเลย แนวทางของท่านนั้นเป็นสิ่งที่เรียกว่าประวัติศาสตร์แห่งประวัติศาสตร์ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของมนุษย์ที่จะรู้เห็นเข้าใจเรื่องราวของมนุษย์ในกาลเวลา หากความพยายามของมนุษย์มีข้อจำกัดเพียงเท่านี้ แต่ถ้าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่จงใจและรู้ตัว ก็เป็นความพยายามที่จะเอาชนะธรรมชาติของตัวมนุษย์ หรือชี้ให้เห็นธรรมชาติของมนุษย์ที่แท้ว่าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงที่เข้าใจอยู่ แต่ความพยายามนี้ไม่แน่นอนว่าจะสำเร็จหรือไม่และเมื่อไหร่ และคงต้องปล่อยกันและดูไปตามทางของใครของมันว่า มนุษย์จะเจริญก้าวหน้ากันไปถึงไหน และความเจริญนั้นจะวัดกันด้วยอะไร? แต่ถ้าเป็นการกระทำที่ลืมหวนมองถึงข้อจำกัดของตัวเองแล้ว ประวัติศาสตร์แห่งประวัติศาสตร์ก็อาจจะช่วยให้หวนกลับมานึกถึงข้อจำกัดของมนุษย์ได้ ปัญหาสำคัญอยู่ตรงที่ธรรมชาติของมนุษย์คืออะไร มนุษย์มีธรรมชาติหรือไม่ หรือมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาประวัติศาสตร์? (*)

(*) ไชยันต์ ไชยพร, “ประวัติศาสตร์ : วิถีแห่งความพยายามของมนุษย์ต่อความรู้ของเทพเจ้า,” วารสารธรรมศาสตร์, ปีที่ 19, ฉบับที่ 2, 2536, หน้า 71 – 72

โสกราตีส: อ.ไชยันต์ ท่านได้กล่าวถึงธรรมชาติของมนุษย์และข้อจำกัด นั่นแสดงว่าท่านเชื่อมั่นในแนวทางการศึกษาตามปรัชญาการเมือง เนื่องจากแนวคิดของท่านเกี่ยวข้องกับคำถามอันไม่เปลี่ยนแปลง และมีคำตอบอันเป็นสัจธรรม ไม่ได้ตกอยู่ภายใต้กาลเวลา

แต่น่าเสียดายก่อนที่จะได้ตอบคำถามของโสกราตีส อ.ไชยันต์ ไชยพร ก็ได้เดินทางไปอย่างรีบร้อนเสียก่อน

สกินเนอร์: โสกราตีส สิ่งที่ อ.ไชยันต์ได้พูดไปก็ถูก แต่ในแนวทางการศึกษาของผม ผู้ศึกษาต้องพยายามทำตัวให้ปลอดจากค่านิยม (value free) ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อพยายามศึกษาทำความเข้าใจบริบทต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดความคิดของนักคิด แม้บางครั้งอาจจะเผลอเอาบริบทตนเองไปใช้ในการตีความ แต่เราก็ไม่สามารถที่จะละเลยความสำคัญของตัวบริบทไปได้ เนื่องจากบริบทเปรียบได้เหมือนภาพที่เป็นตัวอย่างในการเล่นภาพต่อ (jigsaw) ซึ่งเป็นการเอาชิ้นส่วนต่างๆ มาปะติดปะต่อกันเพื่อเติมเต็มภาพให้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ ตามรูปแบบภาพที่เป็นตัวอย่างนั้นๆ

จริงอยู่ที่ไม่มีนักคิดใดที่จะสามารถคิดได้เกินจากบริบทของตนเอง หรือเราไม่สามารถคิดอะไรได้เกินไปจากกรอบภาษาของเราเอง แต่ในแง่มุมนี้ไม่ถือว่าเป็นข้อจำกัดของการศึกษาเชิงบริบท เพราะฐานคิด (premise) ของแนวคิดนี้คือ บริบทมีความสำคัญในฐานะที่มีอิทธิพลต่อการก่อตัวสร้างความคิดของนักคิด หรือบริบทเป็นเงื่อนไขสภาวะแวดล้อมของนักคิดที่มีอิทธิพลต่อการก่อตัวของความคิดเขา ดังนั้นนักคิดจึงไม่สามารถคิดอะไรได้เกินไปจากภาษาหรือสัญลักษณ์ที่เป็นสื่อให้เขารับรู้บริบทได้

อย่างไรก็ตามในแง่มุมนี้หากปรากฏเป็นที่แน่ชัดหรือเชื่อถือได้ว่า มีนักคิดคนหนึ่งคนใดที่สามารถคิดไปเกินจากบริบทหรือกรอบภาษาของตนเอง ย่อมถือว่าการวิเคราะห์เชิงบริบทตามแนวทางของผมนั้นก็ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป

ตอนที่ ๔ ประเด็นเรื่องภาววิทยา ญาณวิทยา และวิธีวิทยา

สกินเนอร์: เอาละโสกราตีส ผมคิดว่าที่เรามาถกเถียงกันอยู่นี้ เป็นเพราะเรามีความแตกต่างกันในด้านภาววิทยา (ontology) ญาณวิทยา (epistemology) และวิธีวิทยา (methodology)

โสกราตีส: หากท่านได้โปรดขยายความสิ่งที่ท่านกล่าวมาให้ข้าได้เข้าใจ ข้าจะได้สนทนากับท่านต่อไปได้

สกินเนอร์: จริงสินะ การใช้ถ้อยคำ (terminology) เหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่มีในสมัยของคุณ เอาเถอะ ผมจะอธิบายให้คุณเข้าใจเอง เริ่มจากภาววิทยาคือ ทฤษฎีว่าด้วยสรรพสิ่ง (theory of being) เป็นการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับความจริงหรือสัจธรรม (reality) สิ่งที่ดำรงอยู่ (existence) และความจริงในธรรมชาติที่เหนือการมองเห็นและสัมผัสได้ทางกายภาพ (metaphysics) ทั้งนี้ในทางปรัชญา ภาววิทยาพยายามที่จะค้นหาคำอธิบายและจัดวางประเภทและความสัมพันธ์ของแก่นแท้และความจริงที่ดำรงอยู่ (*)

(*) ตามพจนานุกรมฉบับ The American Heritage? Dictionary of the English Language: 4th Edition ปี ค.ศ. 2000 ให้ความหมาย “ภาววิทยา (ontology)” ไว้ว่า “The branch of metaphysics that deals with the nature of being”

และหากมุมมองทางภาววิทยาสะท้อนทัศนะของผู้ศึกษาที่มีต่อธรรมชาติของโลก มุมมองด้านญาณวิทยาหรือปรัชญาความรู้ก็เป็นการสะท้อนทัศนะที่ผู้ศึกษามีต่อการตอบคำถามว่าอะไรคือสิ่งที่รู้เกี่ยวกับโลกและเรารู้สิ่งนั้นได้อย่างไร? ญาณวิทยา จึงเป็น “ทฤษฎีว่าด้วยความรู้” (a theory of knowledge) เป็นสาขาหนึ่งของวิชาปรัชญา ศึกษาเรื่องกำเนิด ที่มาของความรู้ ความรู้วัดได้อย่างไร ความจริงกับความเท็จต่างกันอย่างไร เราใช้อะไรเป็นเครื่องตัดสิน (*) ซึ่ง Plato ศิษย์ของท่านเชื่อว่า ความรู้คือสิ่งที่มาจากความจริง (truths) ผสมกับความเชื่อ (beliefs). ญาณวิทยาเป็นคำศัพท์ที่แปลมาจากภาษาตะวันตก มีที่มาจากภาษากรีก ว่า “episteme” แปลว่า ความรู้ และ “logos” แปลว่า เหตุผล รวมความว่า “เหตุผลของความรู้”

(*) ตามพจนานุกรม The American Heritage ได้ให้ความหมายของญาณวิทยาไว้ว่า “The branch of philosophy that studies the nature of knowledge, its presuppositions and foundations, and its extent and validity”

ส่วนวิธีวิทยาหมายถึงแบบแผนในการหาความรู้ ซึ่งประกอบด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล ที่จำเป็นในการตอบคำถามของปัญหาของการศึกษา (*) โดยวิธีวิทยาจะขึ้นอยู่กับความเชื่อในเรื่องภาววิทยาและญานวิทยาของตัวผู้ศึกษา

(*) The American Heritage ได้ให้ความหมายของวิธีวิทยาไว้ว่า “1 a. A body of practices, procedures, and rules used by those who work in a discipline or engage in an inquiry; a set of working methods: the methodology of genetic studies; a poll marred by faulty methodology. b. The study or theoretical analysis of such working methods. 2. The branch of logic that deals with the general principles of the formation of knowledge. 3. Usage Problem Means, technique, or procedure; method”

โสกราตีส: แล้วเราทั้งสองนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร

สกินเนอร์: คุณเชื่อว่าอะไรคือรูปแบบหรือธรรมชาติของความจริง และสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นอยู่ในการรับรู้อย่างไร?

โสกราตีส: ข้าเชื่อมั่นในการดำรงอยู่ของสภาวะที่เป็นนามธรรม (abstract entities) หรือลักษณะทั่วไป (universals) ทั้งหลาย ซึ่งการดำรงอยู่ของสภาวะดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นความดี ความงาม หรือสิ่งอื่นๆ นั้นไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลาและสถานที่ และไม่ว่าเราจะรู้จักถึงสิ่งนั้นหรือไม่ หรือมีทัศนะต่อมันในแง่ใด สิ่งนั้นก็ยังคงมีอยู่

สกินเนอร์: นั่นไงโสกราตีส คุณกับผมมีความคิดในเรื่องภาววิทยาแตกต่างกันจริงๆ เพราะผมคิดว่าความจริงแท้ที่เป็นสากล และเป็นที่เข้าใจร่วมกันของทุกคนนั้นไม่มี มนุษย์ไม่สามารถรับรู้สิ่งต่างๆ หรือทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้โดยปราศจากอคติ หรือค่านิยมที่ตนยึดถือ สิ่งที่คุณถือว่าเป็นความรู้เป็นความสำเร็จในการศึกษานั้น จึงไม่ใช่สิ่งที่ผู้ศึกษาในแนวทางของผมมองว่าเป็นความรู้ที่สมบูรณ์แบบ การที่ใครคนหนึ่งไปศึกษาเรื่องอะไรแล้วได้สิ่งที่เขาเรียกว่าความรู้นั้น เป็นเพียงแค่ความรู้ในมุมมองของผู้ที่ศึกษาคนนั้น (หรืออาจจะเป็นความรู้ในสายตาของคนอื่นๆ ที่เชื่อผู้ศึกษาคนนั้น)เท่านั้น หรือสิ่งที่เป็นความรู้ของคนหนึ่ง อาจจะไม่เป็นความรู้ในสายตาของคนอื่นก็ได้

แนวคิดที่สอดคล้องกับวิธีการตามแนวทางของผม (หรือที่เรียกว่าศาสตร์แห่งการตีความ) แต่มีมุมมองที่สุดโต่งมากกว่าก็คือ แนวคิดแบบที่เรียกว่า Relativism หรือ”สัมพัทธนิยม” ซึ่งหมายถึง ความเชื่อที่ว่าเราไม่สามารถที่จะบอกได้ว่าอะไรดีกว่าอะไร เพราะแต่ละสิ่งแต่ละอย่างนั้นจะมีคุณค่า หรือจะดีไม่ดีเพียงใด ขึ้นอยู่กับความคิดของคนที่เข้าไปสัมผัสสิ่งนั้น โดยคนแต่ละคนก็ไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกัน หรือถ้ามองในแง่ของความรู้ก็จะมองได้ว่า ไม่มีความรู้เรื่องใด หรือความรู้ของใครดีกว่าใคร ทุกแนวคิดมีคุณค่ามากน้อยไปตามความคิด ความเชื่อ หรือค่านิยมของผู้ตีความ เพราะฉะนั้นเราจึงไม่สามารถที่จะเปรียบเทียบได้ว่าความรู้ใดเป็นความรู้ที่ถูกต้อง เพราะการจะบอกว่าอันหนึ่งอันใดดีกว่า นั่นหมายความว่าต้องมีเกณฑ์ในการเปรียบเทียบ โดยเกณฑ์ที่แต่ละคนยอมรับนั้นไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน

โสกราตีส: แล้วถ้าหากข้าจะกล่าวสรุปว่า ตามแนวทางของข้านั้น สิ่งที่เป็นความรู้เป็นผลมาจากการนำความคิดของผู้ศึกษาเข้าไปอธิบายสิ่งที่ถูกศึกษา แต่ในทางตรงกันข้าม แนวคิดแบบเน้นการตีความของท่านมองว่า ความรู้เกิดจากการเข้าใจผู้ที่ถูกศึกษาอย่างที่เขาเป็น ไม่ใช่การนำเอาระบบคิดของผู้ศึกษาไปอธิบายพฤติกรรมของผู้ที่ถูกศึกษา จะถูกหรือไม่

สกินเนอร์: ถูกต้องครับ และสิ่งที่คุณกล่าวมาก็จะนำไปสู่ความแตกต่างในเรื่องญาณวิทยา

โสกราตีส: อย่างไรกัน

สกินเนอร์: ไหนคุณลองอธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง “ผู้แสวงหาความรู้” กับ “ความรู้” และการทำความเข้าใจของผู้ศึกษามาหน่อยสิครับ

โสกราตีส: ข้าเห็นว่าความรู้หรือสิ่งที่ถูกศึกษาย่อมมีความเป็นอิสระจากการรับรู้ของผู้แสวงหาความรู้หรือผู้ศึกษา (*) และสิ่งที่ศึกษานั้นมีความจริงแท้แน่นอนอยู่ในตัวของมันเอง ไม่ว่าเราจะเข้าไปศึกษามันหรือไม่ก็ตาม มันก็จะเป็นอยู่อย่างนั้นเสมอ (**) นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่ามนุษย์สามารถที่จะศึกษาสิ่งต่างๆ ได้อย่างเป็นกลาง ไม่มีการนำเอาค่านิยมของตนเข้าไปบิดเบือนความจริงของสิ่งที่ศึกษา หรือกล่าวในอีกแง่หนึ่งก็คือ หากมีสิ่งหนึ่งกำลังถูกมนุษย์หยิบยกขึ้นมาศึกษา ไม่ว่ามนุษย์คนใดมาศึกษาก็จะได้ความรู้แบบเดียวกัน หากทำการศึกษาอย่างถูกต้อง ตัวอย่างเช่น หากก้อนหินก้อนหนึ่งถูกนำไปชั่งน้ำหนักว่ามีน้ำหนักเท่าใด ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์คนใดนำก้อนหินก้อนนั้นไปชั่ง ก็จะได้ผลการชั่งน้ำหนักเท่ากัน

(*) หรืออาจเรียกมุมมองเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่ศึกษากับการรับรู้ของผู้ศึกษาที่เป็นแบบนี้ได้ว่า เป็นมุมมองแบบ foundationalism

(**) ตีความจากคำกล่าวของโสกราตีสที่กล่าวกับยูไทโฟรในเรื่องสุทธิธรรมที่ว่า “… the holy is loved because it is holy, and it is not holy because it is loved …” ซึ่งเป็นจุดเริ่มที่โสกราตีสพยายามชี้ให้ยูไทโฟรเห็นว่า ความคิดของยูไทโฟรที่จะให้สิ่งซึ่งเป็นที่รักของเทพเจ้ากับสิ่งซึ่งเป็นสุทธิธรรมเป็นสิ่งเดียวกันนั้นเป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่ยอมรับว่าสิ่งซึ่งเป็นสุทธิรรมมาก่อน และมีความสำคัญเหนือความคิดของเทพเจ้าที่จะรักสิ่งซึ่งเป็นสุทธิธรรม หรืออีกนัยหนึ่งถ้ายูไทโฟรเชื่อว่าเหตุผลของเทพเจ้าที่รักสิ่งซึ่งเป็นสุทธิธรรมนั้นก็เนื่องจากว่าสิ่งนั้นเป็นสุทธิธรรมอยู่แล้ว สิ่งซึ่งเป็นสุทธิธรรมก็ไม่อาจนิยามว่าเป็นสิ่งที่เทพเจ้ารักได้

สกินเนอร์: โสกราตีส เรามีความเชื่อต่างกันอีกแล้ว เพราะผมจะปฏิเสธความเชื่อที่ว่ามนุษย์สามารถที่จะทำความเข้าใจปรากฏการณ์ หรือสิ่งต่างๆ ได้อย่างเป็นกลาง หรือปราศจากอคติที่จะเข้าไปเจือปน แต่กลับมองว่าแท้จริงแล้วเมื่อมนุษย์ได้รับรู้อะไรก็จะรับรู้โดยผ่านการตีความสิ่งที่ได้รับรู้ไปตามค่านิยมของตนเอง และมีการนำเอาค่านิยมเข้าไปเจือปนไม่มากก็น้อย (*)

(*) พวกที่ยึดถือแนวคิดแบบเน้นการตีความแบบสุดโต่งก็มองว่าเป็นเรื่องค่านิยมอย่างสมบูรณ์ แต่พวกที่ไม่ได้ยึดถือแนวคิดนี้แบบสุดโต่ง ก็อาจมองว่ามีค่านิยมเข้ามาเกี่ยวข้องแต่ไม่ใช่ครอบงำการรับรู้โดยสมบูรณ์

เพราะฉะนั้นความจริงที่เป็นสากลในสายตาของผมนั้นเป็นเพียงความจริงที่ผ่านการตีความของคนๆ หนึ่ง หรือของระบบค่านิยมหนึ่งจนทำให้ได้รับการยอมรับจากคนหลายๆ คนเท่านั้น แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้องเข้าใจความจริงนั้นในแบบเดียวกัน ตัวอย่างเช่น การศึกษาน้ำหนักของก้อนหินหนึ่งก้อน อาจมีทั้งคนที่มองว่าก้อนหินก้อนนั้นหนัก และคนที่มองว่าก้อนหินก้อนนั้นเบาก็ได้ แม้ว่าจะได้ชั่งนำหนักก้อนหินและบันทึกค่าออกมาเป็นตัวเลขแล้วก็ตาม (*)

(*) แนวคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่ถูกศึกษากับผู้ศึกษาแบบนี้เรียกว่ามุมมองแบบ anti – foundationalism

โสกราตีส: สกินเนอร์ ข้าไม่เข้าใจ

สกินเนอร์: ทำไมล่ะครับ

โสกราตีส: ท่านลองคิดดูสิว่า ก่อนที่ท่านจะตีความสิ่งต่างๆ ได้นั้น ท่านจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับแบบของสิ่งต่างๆ อยู่บ้างมิใช่หรือ

สกินเนอร์: ใช่แล้ว

โสกราตีส: ถ้าเช่นนั้น ท่านยอมรับหรือไม่ว่าหากเปรียบความคิดมนุษย์เหมือนดั่งกระจกเงา หากไม่มีสิ่งที่แท้จริง ไฉนเลยจะมีภาพสะท้อนปรากฏออกมาจากกระจกเงาได้ ความคิดของมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน หากไม่มีสิ่งที่ดำรงอยู่แล้วโดยตัวของมันเอง มนุษย์จะมีความคิดเกี่ยวกับสิ่งนั้นออกมาได้อย่างไร

สกินเนอร์: โสกราตีส คุณเคยได้ยินคำว่า “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” หรือไม่ เรเน่ เดส์คาร์ตส์ ได้เคยกล่าวไว้ว่า “ในเมื่อความคิดและการรับรู้อย่างเดียวกันซึ่งเรามีในยามที่เราตื่น ก็อาจปรากฏได้ในยามที่เราหลับ โดยในขณะที่มันปรากฏนั้นก็มิได้เป็นจริงแต่อย่างใด ข้าพเจ้าจึงจำต้องถือเช่นกันว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้ามาสู่จิตใจของข้าพเจ้า ก็ไม่ได้จริงไปกว่ามายาภาพของความฝันของข้าพเจ้า แต่ทันทีทันใดหลังจากที่คิดเช่นนั้น ข้าพเจ้าสังเกตว่า ในขณะที่ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะคิดว่า สิ่งทั้งปวงไม่มีอยู่จริงนั้น เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ “ตัวฉัน” จะต้องมีอยู่ และเมื่อได้พบว่าความจริงประการนี้ที่ว่า “ฉันคิด เพราะฉะนั้น ฉันจึงมีอยู่”(I Think Therefore I am) เป็นความจริงที่แน่นอน และมั่นใจอย่างยิ่งว่า ข้อสมมติฐานมากมายมหาศาลของนักตั้งแง่สงสัยทั้งหลาย ก็ไม่อาจสั่นคลอนความจริงข้อนี้ได้ ข้าพเจ้าจึงมาถึงข้อสรุปที่ว่า ข้าพเจ้าสามารถยอมรับมันโดยปราศจากเงื่อนไข ในฐานะหลักการอันเป็นปฐมของปรัชญาที่ข้าพเจ้ากำลังแสวงหาอยู่” (*)

(*) Rene Descartes อ้างใน วีระ สมบูรณ์, แบบแผนและความหมายแห่งองค์รวม, กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง, 2550, หน้า 37.

แน่นอนว่า การคิดจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าหากปราศจากสิ่งกระทบหรือการรับรู้ที่ต้องอาศัยร่างกาย ซึ่งเรเน่ เดส์คาร์ตส์ เองก็ยอมรับว่า จิตต้องอาศัยสภาพและองค์ประกอบของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายอย่างสูง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองส่วนจะเป็นสิ่งเดียวกัน แท้ที่จริงจิตกับสสาร หรือจิตกับกายนั้นมีธรรมชาติของการดำรงอยู่เป็นเอกเทศจากกัน (*) จิตคือสิ่งที่คิด ในขณะที่ร่างกายและวัตถุทั้งหลาย รวมทั้งสัตว์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ปราศจากคุณสมบัตินี้ มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่ดำรงอยู่ในฐานะของสิ่งที่คิด (res cogitans) สิ่งอื่นๆ ล้วนเป็นวัตถุหรือสสารที่ดำรงอยู่ในฐานะสิ่งที่กินเนื้อ (res extensa) ซึ่งวัตถุหรือสสารย่อมมีวันเสื่อมสลาย ร่างกายย่อมมีวันตาย ในขณะที่จิตมีเจตจำนงที่เลือกได้ในหลายสิ่งหลายอย่าง (**)

(*) เรียกว่าเป็นการแบ่งแยกเด็ดขาดแบบคาร์ทีเชียน หรือ Cartesian Dualism

(**) Rene Descartes อ้างใน วีระ สมบูรณ์, แบบแผนและความหมายแห่งองค์รวม, กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง, 2550, หน้า 38 – 39.

โสกราตีส: สกินเนอร์ ความจริงแล้วข้าก็ตระหนักอยู่ว่าโดยเนื้อแท้แล้ว “ธรรมชาติ” ก็คือ “รูปแบบ” หรือ “มโนภาพ” นั่นเอง ข้ามิได้มุ่งศึกษาธรรมชาติที่เป็นวัตถุ หากแต่ศึกษาธรรมชาติของจิต (soul) ของมนุษย์ ข้าเองมองว่าธรรมชาติของมนุษย์มีความสำคัญยิ่งกว่าธรรมชาติของดวงอาทิตย์ (*) ซึ่งเราไม่อาจจะเข้าใจธรรมชาติมนุษย์ได้ ถ้าเราไม่เข้าใจธรรมชาติของสังคมมนุษย์ แต่สิ่งที่แตกต่างกันกับท่าน (หรือเดส์คาร์ตส์) ก็คือท่านยึดมั่นในความมีอยู่จริงของ “กระบวนการ” ก่อตัวของมัน แต่ข้าพยายามที่จะแยกลักษณะอันเป็น “สารัตถะ” ของมัน

(*) ลีโอ สเตร๊าส์ เขียน สมบัติ จันทรวงศ์ แปล, ประวัติปรัชญาการเมือง เล่มที่ 1, กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์คบไฟ, 2550, หน้า 7.

เอาเถอะ แม้ว่ามนุษย์อาจจะคิดเองได้อย่างที่ท่านว่ามา แต่ข้าเห็นว่าสิ่งที่มนุษย์เชื่อว่าเป็นธรรมชาติของสิ่งโน้นสิ่งนี้ (ก่อนที่จะได้ล่วงรู้ธรรมชาติของสิ่งนั้นจริงๆ) นั้นเป็นแต่เพียงความเห็น (opinion) ซึ่งอาจจะถูกหรือผิดก็ได้ นั่นก็คือความเห็นของมนุษย์เกี่ยวกับธรรมชาตินี้อาจเป็นความรู้ (knowledge) หรือไม่เป็นก็ได้ เพราะฉะนั้นความพยายามของข้าหรือปรัชญาก็คือ ความพยายามที่จะทดแทนความเห็นด้วยความรู้ หรือความจริงอันเกี่ยวกับธรรมชาตินั่นเอง สกินเนอร์ ถ้าเช่นนั้น “ท่านจะเรียกสิ่งใดว่าความรู้เล่า หรือท่านจะบอกกับข้าว่าทุกสิ่งล้วนแล้วแต่เป็นเพียงความคิดเห็นของมนุษย์เท่านั้น”

สกินเนอร์: โสกราตีส การที่ใครสักคนอ้างว่าได้พบความจริงหรือความรู้ ความจริงหรือความรู้นั้นๆ จะไม่ใช่ตัวความจริงหรือความรู้ที่แท้ แต่เป็นเพียง “ภาพสร้าง” ของความจริง/ความรู้ หรือที่คุณเรียกมันว่า “ความเห็น” เท่านั้น เพราะความจริง/ความรู้ที่แท้นั้นถึงจะมีอยู่ก็ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะสามารถเข้าถึงได้อย่างสมบูรณ์ ประเด็นของผมก็คือว่า ปรากฏการณ์ทางสังคมมีความซับซ้อนมากและไม่สามารถหาความหมายที่แท้จริงได้จากวิธีการทางวิทยาศาสตร์หรือวิธีการใดๆ และหากต้องการจะเข้าใจในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นของมนุษย์จะต้องรู้ถึงเจตนาของผู้กระทำ ซึ่งการเข้าใจเจตนาของผู้กระทำจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เพียงการศึกษาพฤติกรรมที่บุคคลนั้นแสดงออกมาให้เห็นได้จากประสาทสัมผัสของมนุษย์ แต่จะต้องพยายามทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง (verstehen) กับเหตุผลที่หลากหลายของการสร้างความจริงนั้น หรือบริบท (context) รอบๆ ตัวผู้ที่แสดงพฤติกรรมในช่วงเวลานั้น หรืออีกนัยหนึ่งคือจะต้องเอาตัวเองเข้าไปนั่งในหัวใจความรู้สึกของบุคคลนั้นในช่วงเวลาและสภาพแวดล้อมเดียวกัน เพื่อจะได้เข้าใจว่าทำไมบุคลนั้นจึงทำให้เกิดปรากฏการณ์นั้นขึ้นมา โดยถือว่าความเป็นจริงยังไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะได้มีการรับรู้ความเป็นจริง

ดังนั้นแนวทางของผมจะให้ความสนใจกับกระบวนการในการสร้างความหมาย หรือการทำความเข้าใจโลกรอบตัวมนุษย์ ผ่านการเข้าใจการทำงานของจิตสำนึกของมนุษย์ โดยการศึกษาแบบตีความจะมุ่งความสนใจไปที่จิตสำนึก ไม่ว่าจะเป็นจิตสำนึกของผู้ศึกษาหรือสิ่งที่ศึกษาว่าเขามีความตระหนักรู้ หรือระลึกรู้โลกรอบตัวได้อย่างไร

อย่างไรก็ดีอาจจะมีความคิดเห็นใดความคิดเห็นหนึ่งที่ได้รับ “การยอมรับ” ในระดับที่มากกว่าความคิดเห็นอื่นๆ อันเนื่องมาจากเหตุผลบางประการ เช่น ความคิดเห็นดังกล่าวเป็นของผู้อาวุโส ของครูอาจารย์ หรือของกษัตริย์ ซึ่งตัวตนในสังคมได้รับการยอมรับเป็นอย่างมาก ดังนั้นความคิดเห็นอย่างเดียวกัน แต่คนที่พูดเป็นคนละคนก็อาจมีระดับการยอมรับต่างกัน ซึ่งลักษณะเช่นนี้ผมเรียกว่า “ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ” และมนุษย์อาจจะเชื่อมั่นว่านั่นเป็นความรู้ที่แท้จริงทั้งๆ ที่ความจริงแล้วมันเป็นเพียงสิ่งที่จะท้อนความคิดเห็นของผู้มีอำนาจในสังคมเท่านั้น

โสกราตีส: สกินเนอร์ ข้าไม่เห็นจะคล้อยตามท่าน

สกินเนอร์: โสกราตีส คุณอาจจะยังไม่เข้าใจ เอาเป็นว่าวิธีการของผมนั้นมุ่งเน้นที่จะทำความเข้าใจ (understanding / verstehen) กับสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องการให้ความหมายและการตีความ แรงจูงใจ ความตั้งใจที่บุคคลใช้ในชีวิตประจำวัน และกำกับวิถีชีวิตของพวกเขา นอกจากนี้มุมมองที่มีต่อลักษณะของความเป็นจริงที่สังคมยังมองว่าเป็นผลมาจาก social construct ของตัวแสดงทางสังคม และเมื่อผู้ศึกษาได้ทำความเข้าใจแนวคิด ความหมาย และเหตุผลของผู้ที่ถูกศึกษาจากชีวิตประจำวันของพวกเขาได้ระดับหนึ่งแล้ว ผู้ศึกษาก็จะสร้างแบบในอุดมคติ (ideal type) ของสิ่งที่ศึกษาขึ้นมา เพื่ออธิบายประเด็นที่ศึกษาอย่างเป็นนามธรรมในภาพรวม

ในขณะที่วิธีการของคุณนั้นมุ่งเน้นที่จะอธิบาย (explanation) ความจริงโดยการหาความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผลอย่างรอบด้าน นั่นคือเป็นการอธิบายที่ไม่พียงจะให้คำตอบว่าทำไมปรากฏการณ์หนึ่งเกิดขึ้นเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นว่ามีอะไรเป็นสาเหตุที่เกี่ยวข้องและสาเหตุเหล่านั้นนำไปสู่ผลได้อย่างไร ซึ่งจากการศึกษาวิธีการของที่คุณพูดคุยกับยูไทโฟร ผมพบว่ามีวิธีการหลักๆ ที่คุณใช้อยู่ห้าประการ

ประการแรก คุณจะทำตัวเป็นไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการรู้ คือทำเป็นสงสัยไปทุกสิ่ง (skeptical method) อันเป็นวิธีการขั้นต้นที่จะใช้ในการแสวงหาความรู้ ต่อมา

ประการที่สอง คุณจะใช้วิธีการสนทนา ซึ่งไม่เป็นเพียงการโต้ตอบหรือโต้แย้งคู่สนทนาเท่านั้น แต่ยังเป็นวีที่ใช้แสวงหาความจริงได้เป็นอย่างดี เพราะการสนทนาก็คือการวิพากษ์นั่นเอง และการวิพากษ์ก็จะทำให้เกิดความคิดที่แจ่มแจ้งขึ้นกว่าเดิม

ประการที่สาม คุณจะนำเอาสิ่งที่เป็นข้อเสนอมาทดสอบหรือพิสูจน์กับกรณีเฉพาะ (particular) ประยุกต์เข้ากับสิ่งที่เห็นในเชิงประจักษ์ เหมือนกับการนำเอาทฤษฎีไปทดสอบกับกรณีศึกษา (*) ซึ่งในสมัยของผมเรียกวิธีนี้ว่าวิธีอุปนัย (empirical หรือ inductive method)

(*) เช่น การที่โสกราตีสทดสอบข้อเสนอ (หรือทฤษฎี) เกี่ยวกับรูปแบบสุทธิธรรมของยูไทโฟรที่ว่า “อะไรที่เป็นที่รักของเทพเจ้าย่อมเป็นสุทธิธรรม และอะไรที่ไม่ใช่ที่รักของเทพเจ้าเป็นสิ่งที่ขัดกับสุทธิธรรม” โดยการนำกรณีที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นถ้าหากเทพเจ้าคิดเห็นไม่เหมือนกันในเรื่อง ถูก-ผิด ดี-ชั่ว ก็จะทำให้สิ่งนั้นเป็นได้ทั้งสุทธิธรรมและอสุทธิธรรม ซึ่งทำให้ทฤษฎีของยูไทโฟรใช้การไม่ได้

ประการที่สี่ คุณจะต้องมีการตรวจสอบว่าข้อสรุปใดเป็นเหตุหรือตัวแปรต้น และสิ่งใดเป็นผลหรือตัวแปรตาม เพื่อนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่าข้อสรุปทั่วไป (general statement) โดยการพิจารณาว่าสามารถแยกย่อยไปสู่ตัวแปรหลักๆ อะไรได้อีกบ้าง เพื่อหาว่าตัวแปรต้นจริงๆ ที่สุดแล้วคือข้อสรุปใด (*) ซึ่งในสมัยของผมเรียกวิธีนี้ว่าวิธีนิรนัย (deductive method)

(*) เช่น การที่โสเกรตีสถามยูไทโฟรว่า สิ่งนั้นเป็นสุทธิธรรมเพราะเทพเจ้ารัก หรือเพราะสิ่งนั้นเป็นสุทธิธรรมอยู่แล้วจึงทำให้เทพเจ้ามารัก (อะไรเป็นเหตุอะไรเป็นผล) ซึ่งโสเกรตีสคิดว่า สุทธิธรรมน่าจะเป็นสุทธิธรรมอยู่แล้ว ทำให้เทพเจ้ามารัก (อย่างหลัง) หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือสุทธิธรรมเป็นสิ่งที่ไม่ขึ้นกับการกำหนดของเทพเจ้า

ประการที่สุดท้าย คุณจะใช้วิธีนิยาม (conceptual or definition method) โดยมีเป้าหมายของความรู้คือ การให้ได้มาซึ่งคำนิยามหรือความคิดรวบยอดที่ถูกต้องในเรื่องที่คุณต้องการรู้ เช่น นิยามของคำว่าสุทธิธรรม ความยุติธรรม เป็นต้น ซึ่งวิธีการต่างๆ ที่แตกต่างกันนี้ก็อันเนื่องมาจากความแตกต่างในเรื่องภาววิทยา และญาณวิทยาดังที่เราได้พูดคุยกันมานี่เอง

และก่อนโสกราตีสจะได้กล่าวสิ่งใดออกมา ภาพของเขาก็ค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมๆ กับที่สกินเนอร์ได้ยินเสียงเรียกของ Susan ภรรยาของเขาให้ตื่นขึ้นมาเพื่อเตรียมทำอาหารเช้า และอาบน้ำ แต่งตัว เตรียมไป ถกปัญหากับลูกศิษย์ต่อไป

โฆษณา

Read Full Post »

หลักการทรงงาน ใน “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

recommendare

 

“มนุษย์สามารถเข้าถึงที่สูงสุด 3 ประการคือ

 

1.ความดี
2.ความจริง
3.ความงาม

 

ในความจริงที่มีความดีและความงาม ในความดีที่มีความจริงและความงาม ในความงามที่มีความจริงและความดี”

 

ถอดความ

จากปาฐกถาเรื่อง  องค์การที่มีคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล

 

โดย

นพ.เกษม วัฒนชัย
องคมนตรี

 

จัดโดย  สำนักพระราชวัง

 

ความมีดังนี้

 

คุณธรรม คือ สิ่งกำกับจิตใจให้ปรากฏออกมาเป็นพฤติกรรมที่กำหนดได้ว่าเป็นความดี ความจริง และความงาม

 

คนมีคุณธรรม คือ คนที่มีเครื่องกำกับจิตใจให้การกระทำและคำพูดปรากฏออกมาเป็นความดี ความจริง และความงาม

 

คนไร้คุณธรรม คือ คนที่มีเครื่องกำกับจิตใจให้การกระทำและคำพูดปรากฏออกมาเป็นความเลว ความเท็จ และความอัปลักษณ์

 

หลักการทรงงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

1.ศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ

การที่จะพระราชทานโครงการใดโครงการหนึ่ง จะทรงศึกษาข้อมูล รายละเอียดอย่างเป็นระบบ ทั้งจากข้อมูลเบื้องต้น จากเอกสาร แผนที่ สอบถามจากเจ้าหน้าที่ นักวิชาการ และราษฎรในพื้นที่ให้ได้รายละเอียดที่ถูกต้องเพื่อจะพระราชทานความช่วยเหลือได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วตามความต้องการของประชาชน

 

2.ระเบิดจากข้างใน

 

หมายความว่า ต้องสร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชนที่เราเข้าไปพัฒนาให้มีสภาพพร้อมที่จะรับการพัฒนาเสียก่อน มิใช่การนำเอาความเจริญหรือบุคคลจากสังคมภายนอกเข้าไปหาชุมชนหมู่บ้านที่ยังไม่ทันได้มีโอกาสเตรียมตัวหรือตั้งตัว

 

3.แก้ปัญหาที่จุดเล็ก

 

ทรงมองปัญหาในภาพรวม (แมคโคร) ก่อนเสมอ แต่การแก้ปัญหาจะเริ่มจากจุดเล็กๆ (ไมโคร) คือ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ที่คนมักจะมองข้าม

“…ถ้าปวดหัวคิดอะไรไม่ออก…ต้องแก้ไขการปวดหัวนี้ก่อน…เพื่อให้อยู่ในสภาพที่คิดได้…”

 

4.ทำตามลำดับขั้น

 

ทรงเริ่มต้นจากสิ่งที่จำเป็นที่สุดของประชาชนก่อน ได้แก่ สาธารณสุข ต่อไปจึงเป็นเรื่องสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และสิ่งจำเป็นสำหรับประกอบอาชีพ การพัฒนาประเทศต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่ก่อนจึงค่อยสร้าง ค่อยเสริมความเจริญ และเศรษฐกิจขั้นสูงโดยลำดับต่อไป

 

5.ภูมิสังคม

 

การพัฒนาใดๆ ต้องคำนึงถึง (1) ภูมิประเทศของบริเวณนั้น (ดิน, น้ำ, ป่า, เขา ฯลฯ) (2) สังคมวิทยา (นิสัยใจคอของผู้คน ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่น)

 

6.องค์รวม

 

ทรงมีวิธีคิดอย่างองค์รวม (holistic) หรือมองอย่างครบวงจร ทรงมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และแนวทางแก้ไขอย่างเชื่อมโยง

 

7.ไม่ติดตำรา

 

การพัฒนาตามแนวพระราชดำริ มีลักษณะของการพัฒนาที่อนุโลม และรอมชอมกับสภาพธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และสภาพของสังคมจิตวิทยาแห่งชุมชน

 

“ไม่ติดตำราŽ”  ไม่ผูกมัดกับวิชาการและเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริงของคนไทย

 

8.ประหยัด เรียบง่าย ได้ประโยชน์สูงสุด

 

ทรงใช้หลักในการแก้ไขปัญหาด้วยความเรียบง่ายและประหยัด ราษฎรสามารถทำได้เอง หาได้ในท้องถิ่น และประยุกต์ใช้สิ่งที่มีอยู่ในภูมิภาคนั้นๆ มาแก้ไขปัญหา โดยไม่ต้องลงทุนสูงหรือใช้เทคโนโลยีที่ไม่ยุ่งยากนัก

“ให้ปลูกป่า โดยไม่ต้องปลูกป่า โดยปล่อยให้ขึ้นเองตามธรรมชาติ จะได้ประหยัดงบประมาณ”

 

9.ทำให้ง่าย

 

ทรงคิดค้น ดัดแปลง ปรับปรุง และแก้ไขงานการพัฒนาประเทศตามแนวพระราชดำริโดยง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ทรงโปรดที่จะทำสิ่งยากให้กลายเป็นง่าย ทำสิ่งที่สลับซับซ้อนให้เข้าใจง่าย  “ทำให้ง่าย”

 

10.การมีส่วนร่วม

 

ทรงเป็นนักประชาธิปไตย เปิดโอกาสให้สาธารณชน ประชาชน หรือเจ้าหน้าที่ทุกระดับได้มาร่วมกันแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องที่ต้องคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชน หรือความต้องการของสาธารณชน

 

“… ต้องหัดทำใจให้กว้างขวาง หนักแน่น รู้จักรับฟังความคิดเห็นแม้กระทั่งความวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อื่นอย่างฉลาด เพราะการรู้จักรับฟังอย่างฉลาดนั้นแท้จริง คือ การระดมสติปัญญาและประสบการณ์อันหลากหลาย มาอำนวยการปฏิบัติบริหารงานให้ประสบความสำเร็จที่สมบูรณ์นั่นเอง …”

 

11.ประโยชน์ส่วนรวม

 

” …ใครต่อใครก็มาบอกว่า ขอให้คิดถึงประโยชน์ส่วนรวม อาจมานึกในใจว่า ให้ๆ อยู่เรื่อยแล้ว ส่วนตัวจะได้อะไร ขอให้คิดว่า คนที่ให้เพื่อส่วนรวมนั้นมิได้ให้แต่ส่วนรวมอย่างเดียว เป็นการให้เพื่อตัวเองสามารถที่มีส่วนรวม ที่จะอาศัยได้…”

(มข.2514) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงระลึกถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญเสมอ

 

12.บริการที่จุดเดียว

 

ทรงให้ “ศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” เป็นต้นแบบในการบริหารรวมที่จุดเดียว เพื่อประโยชน์ต่อประชาชนที่จะมาใช้บริการ จะประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย โดยมีหน่วยงานราชการต่างๆ มาร่วมดำเนินการและให้บริการประชาชน ณ ที่แห่งเดียว

 

“…เป็นสองด้าน ก็หมายถึงว่า ที่สำคัญปลายทางคือ ประชาชนจะได้รับประโยชน์และต้นทางของเจ้าหน้าที่จะให้ประโยชน์”

 

13.ใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ

 

การเข้าใจถึงธรรมชาติ และต้องการให้ประชาชนใกล้ชิดกับธรรมชาติ ทรงมองอย่างละเอียดถึงปัญหาของธรรมชาติ หากเราต้องการแก้ไขธรรมชาติจะต้องใช้ธรรมชาติเข้าช่วยเหลือ เช่น การแก้ไขปัญหาป่าเสื่อมโทรม โดยพระราชทานพระราชดำริ การปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก (ต้นไม้) ปล่อยให้ธรรมชาติช่วยในการฟื้นฟูธรรมชาติ

 

14.ใช้อธรรมปราบอธรรม

 

ทรงนำความจริงในเรื่องความเป็นไปแห่งธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของธรรมชาติมาเป็นหลักการ และแนวปฏิบัติที่สำคัญในการแก้ปัญหาและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาวะที่ไม่ปกติ เข้าสู่ระบบที่เป็นปกติ เช่น การนำน้ำดีขับไล่น้ำเสีย การใช้ผักตบชวาบำบัดน้ำเสีย โดยดูดซึมสิ่งสกปรกปนเปื้อนในน้ำ

 

15.ปลูกป่าในใจคน

 

“…เจ้าหน้าที่ป่าไม้ควรจะปลูกต้นไม้ลงในใจคนเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็จะพากันปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดิน และรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง…”

 

การที่จะฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้กลับคืนมา จะต้องปลูกจิตสำนึกให้คนรักป่าเสียก่อน

 

16.ขาดทุนคือกำไร

 

“…ขาดทุนคือกำไร Our Ioss is our gain…การเสียคือการได้ ประเทศก็จะก้าวหน้า และการที่คนจะอยู่ดีมีสุขนั้นเป็นการนับที่เป็นมูลค่าเงินไม่ได้…”

 

หลักการคือ “การให้” และ “การเสียสละ” เป็นการกระทำอันมีผลเป็นกำไร คือ ความอยู่ดีมีสุขของราษฎร

 

“…ถ้าเราทำอะไรที่เราเสีย แต่ในที่สุดที่เราเสียนั้นเป็นการได้ทางอ้อม ตรงกับงานของรัฐบาลโดยตรง เงินของรัฐบาล หรืออีกนัยหนึ่ง คือเงินของประชาชน ถ้าอยากให้ประชาชนอยู่ดีกินดีก็ต้องลงทุน…”

 

17.การพึ่งตนเอง

 

การพัฒนาตามแนวพระราชดำริ เพื่อแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น ด้วยการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้เขาแข็งแรงพอที่จะดำรงชีวิตได้ต่อไป แล้วขั้นต่อไปก็คือ การพัฒนาให้เขาสามารถอยู่ในสังคมได้ตามสภาพแวดล้อม และสามารถ “พึ่งตนเองได้” ในที่สุด

 

18.พออยู่พอกิน

 

สำหรับประชาชนที่ตกอยู่ในวงจรแห่งความทุกข์เข็ญนั้น ได้พระราชทานความช่วยเหลือให้เขาสามารถอยู่ในนั้น “พออยู่พอกิน” เสียก่อนแล้วจึงค่อยขยับขยายให้มีขีดสมรรถนะ ที่ก้าวหน้าต่อไป

 

” … ถ้าโครงการดี ในไม่ช้าประชาชนจะได้กำไร จะได้ผล ราษฎรจะอยู่ดีกินดีขึ้น จะได้ประโยชน์ต่อไป …”

 

19.เศรษฐกิจพอเพียง

 

เป็นแนวทางการดำเนินชีวิต เพื่อสร้างความเข้มแข็งหรือภูมิคุ้มกันทุกด้าน ซึ่งจะสามารถทำให้อยู่ได้อย่างสมดุล ในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง

ปรัชญานี้ได้มีการประยุกต์ใช้ทั้งระดับบุคคล องค์กร ชุมชน และทุกภาคส่วนมาแล้วอย่างได้ผล

20.ความซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจต่อกัน

 

” …ผู้ที่มีความสุจริตและบริสุทธิ์ใจ แม้จะมีความรู้น้อยก็ย่อมทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมได้มากกว่าผู้ที่มีความรู้มากแต่ไม่มีความสุจริต ไม่มีความบริสุทธิ์ใจ… ” (18 มี.ค.2533)

 

21.ทำงานอย่างมีความสุข

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระเกษมสำราญและทรงมีความสุข ทุกคราที่จะช่วยเหลือประชาชน

 

” …ทำงานกับฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้ นอกจากการมีความสุขร่วมกันในการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น … “

 

22.ความเพียร : พระมหาชนก

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงริเริ่มทำโครงการต่างๆ ในระยะแรกที่ไม่มีความพร้อมมากนัก และทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ทั้งสิ้น แต่พระองค์ก็มิได้ท้อพระราชหฤทัย มุ่งมั่นพัฒนาบ้านเมืองให้บังเกิดความร่มเย็นเป็นสุข

 

23.รู้-รัก-สามัคคี

 

รู้ : การที่เราจะลงมือทำสิ่งใดนั้น จะต้องรู้เสียก่อน รู้ถึงปัจจัยทั้งหมด รู้ถึงปัญหา และรู้ถึงวิธีแก้ปัญหา

 

รัก : เมื่อเรารู้ครบด้วยกระบวนความแล้ว จะต้องเห็นคุณค่า เกิดศรัทธา เกิดความรักที่จะเข้าไปลงมือปฏิบัติแก้ปัญหานั้นๆ

 

สามัคคี : เมื่อถึงขั้นลงมือปฏิบัติต้องคำนึงเสมอว่าเราทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือร่วมใจกัน สามัคคีกันเป็นหมู่คณะ จึงจะเกิดพลังในการแก้ปัญหาให้ลุล่วงด้วยดี

 

Read Full Post »

แนวคิดพื้นฐานของ สื่อสารมวลชน

recommendare

 

จากบทความเรื่อง  แนวคิดพื้นฐานของ สื่อสารมวลชน

 

เขียน  โดย

ผศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล
อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย

 

ความมีดังนี้

สื่อสารมวลชนมีหน้าที่ทางสังคมอย่างไร มีกระบวนการทำงานอย่างไร มีลักษณะอย่างไร หลายครั้งที่คนข้างนอกไม่เข้าใจก็มักจะประณามสื่ออย่างเดียว เช่น กรณีเหตุการณ์รุนแรงที่เด็กเป็นผู้กระทำ ปรากฏว่า สื่อกำลังเป็นเป้าหมายใหญ่ของการถูกประณาม จนกระทั่งมีคนถามว่า สื่อเป็นแพะหรือเปล่า คำตอบคือไม่ เพราะสื่อมีส่วนอย่างมากที่จะก่อให้เกิดความรุนแรง แต่ไม่อยากให้สังคมมองว่าเป็นเพราะสื่อมวลชนอย่างเดียว อยากให้สังคมมองว่า ปัญหาความรุนแรงเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน แล้วสื่อเป็นส่วนหนึ่งที่เข้าไปช่วยเสริม หรือตอกย้ำความรุนแรงที่มีอยู่ในสังคม หรือไปตอกย้ำความเชื่อของการเอาความรุนแรงออกมาใช้โต้ตอบ

 

เช่น เวลามีคนถามเรื่องเด็กกับสื่อ ดิฉันก็จะถามกลับว่า แทนที่เราจะมาโทษสื่ออย่างเดียว ทำไมเราไม่ตั้งคำถามกลับว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเด็กไทยของเรา ที่ทำให้เด็กไทยสมัยนี้อ่อนแอต่อการปกป้องตัวเองจากความรุนแรง ทำไมเด็กสมัยนี้มีความยับยั้งชั่งใจน้อย ขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์ถึงขนาดต้องตัดสินใจใช้อาวุธทำร้ายเพื่อนด้วยกัน ถามว่าเป็นเพราะสื่ออย่างเดียวหรือเปล่า คำตอบคือ “ไม่ใช่แน่นอน” มันต้องย้อนกลับไปถามว่า การที่เด็กปัจจุบันนี้อ่อนแอมาก เป็นเพราะอะไร ซึ่งแน่นอนว่ามีเรื่องของสถาบันครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าเด็กคนนั้นเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความเคยชินกับการเห็นความรุนแรงในครอบครัว ไม่ว่าจะโดยการกระทำทางกาย ทางวาจา ฯลฯ มันก็ทำให้เขาตัดสินใจที่จะใช้ความรุนแรงได้ง่าย เพราะเขาชินกับการเห็นความรุนแรง

 

นอกจากนั้น ยังมีความรุนแรงอีกประเภทหนึ่งที่เราไม่ค่อยพูดกัน นั่นคือ ความรุนแรงในแง่เพิกเฉย เป็นความรุนแรงที่เกิดจากความไม่ใส่ใจซึ่งกันและกัน เราจะเห็นว่าครอบครัวเดี๋ยวนี้เป็นแบบนี้มาก เด็กไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับพ่อแม่ บางทีเด็กมีปัญหาอยากปรึกษาพ่อแม่ พ่อแม่ก็ไม่มีเวลาที่จะคุยด้วย ทั้ง ๆ ที่บ้านนั้นเขาไม่ได้ใช้กำลังกันเลย แต่ความเพิกเฉยที่พ่อแม่มีต่อลูกก็ถือว่าเป็นความรุนแรงประเภทหนึ่ง เป็นการละเลย ลักษณะแบบนี้ทำให้เด็กรู้จักที่จะรับอย่างเดียว มากกว่าที่จะรู้จักให้

 

เรื่องที่เกิดขึ้นตอนนี้ สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการที่เด็กมองว่า เขารู้สึกว่าสิ่งสิ่งนั้นเป็นของเขา เขาจะสูญเสียมันไปไม่ได้ อย่างกรณีเด็กที่แฟนบอกเลิก ก็เอาปืนไปทำร้ายคนในบ้าน หรือกรณีที่หยิบปืนไปยิงกันเพราะว่าแย่งผู้หญิงคนเดียวกัน ก็สะท้อนมาจากการที่เขาคิดตลอดเวลาว่า ของสิ่งนั้นเป็นของเขา

 

เคยตั้งคำถามกับจิตแพทย์ว่า มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเด็กรู้สึกเป็นเจ้าของมากเหลือเกิน ทำไมเด็กไม่รู้จักปล่อยวางกับสิ่งเหล่านี้ เขาบอกว่า เป็นเพราะเด็กในปัจจุบันรู้จักแต่การรับเพียงอย่างเดียว ไม่เคยเรียนรู้ที่จะให้ เมื่อไม่เคยเรียนรู้ที่จะให้ จึงไม่เคยเรียนรู้ที่จะสูญเสียและผิดหวัง เมื่อเกิดความผิดหวังขึ้นมาเขาจึงรู้สึกกับมันอย่างรุนแรง ทนต่อไปไม่ได้แล้ว มันจึงเกิดปัญหาแบบทุกวันนี้ ดังนั้น จึงควรต้องย้อนกลับไปดูที่สถาบันครอบครัวกันใหม่ ว่าทำอะไรที่ทำให้เด็กรู้จักรับเพียงอย่างเดียว

 

นอกจากสถาบันครอบครัวแล้ว สถาบันการศึกษาหรือระบบการศึกษาที่มุ่งแต่จะจับคนไว้อยู่ในระบบอย่างเดียว ต้องคิดตามที่ระบบการศึกษาบอกให้คิด เด็กไม่มีโอกาสได้คิดอะไรที่หลากหลายตามความสนใจของเขา เมื่อเป็นเช่นนั้น ระบบการศึกษาที่จัดคนไว้อยู่ในระบบและเชื่อว่าเป้าหมายสูงสุดของการศึกษาน่าจะเป็นเส้นทางเดียวกับที่ตะวันตกกำหนดเอาไว้ ก็เป็นผลทำให้เด็กมีปัญหาเรื่องความรุนแรงด้วย

 

ส่วนสถาบันสื่อมวลชนนั้นมีผลในแง่ที่ว่า พอเด็กขาดช่องทางที่จะพูดคุยกับพ่อแม่หรือครู เด็กก็หันเข้าหาสื่อ เพราะฉะนั้นสื่อก็เป็นช่องทางที่เขามีปฏิสัมพันธ์ด้วยตลอดเวลา เมื่อสื่อมีเนื้อหารุนแรง เช่น นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย ฯลฯ เยอะมาก เด็กก็จะคิดว่านี่เป็นทางเลือกทางเดียวสำหรับชีวิต ทั้งที่ในความเป็นจริงคนเรามีทางเลือกมากมาย แต่เขามองไม่เห็น

 

ยังมีอีกสถาบันหนึ่งที่เกี่ยวข้องและต้องพูดถึง นั่นคือ สถาบันศาสนา ซึ่งสำคัญมาก มีประเด็นที่พูดถึงว่าปัจจุบันภูมิธรรมของเด็กน้อยลง ถ้ารากฐานทางศีลธรรมของเด็กแข็งแรง เขาจะมีเกราะป้องกันตัวเยอะ แต่เด็กสมัยนี้ก็ไม่วิ่งเข้าหาเรื่องของศีลธรรม เรื่องของศาสนาเหมือนกัน เด็กจะมองว่านี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่เกี่ยวกับวิถีชีวิตประจำวันของเขา ศาสนาก็ศาสนา ไปวัดก็แค่ทำบุญ แต่เขาไม่เห็นว่า ศีลธรรมอยู่ในชีวิตจิตใจของเขา นี่เป็นปัญหาที่เราพูดกันเยอะมาก ดังนั้นปัญหาความรุนแรงไม่ใช่แค่เรื่องสื่ออย่างเดียว แต่เป็นทุกสถาบัน ซ้อนทับกันหมด เพราะฉะนั้นตอนนี้การป้องกันความรุนแรงจึงมีอยู่ทางเดียว นั่นคือ ดึงทุกสถาบันมาทำงานร่วมกัน น่าจะเกิดการทำงานแบบเครือข่าย

 

ภาระหน้าที่ของสื่อมวลชน

 

1. ให้ข้อมูลข่าวสาร เป็นหน้าที่หลักที่เราพบเห็นในสื่อมวลชนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นรายงานเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ความเคลื่อนไหวต่าง ๆ สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ซึ่งการให้ข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันนี้ สื่อไม่ได้เพียงแค่บอกว่าเกิดอะไรขึ้นเท่านั้น แต่สื่อตีความเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยทุกครั้ง การตีความนี้ เช่น ถ้าเป็นข่าว วันนี้เลือกนำเสนอเฉพาะฝ่ายนี้ฝ่ายเดียวก่อน ก็เป็นการบ่งบอกเชิงนัยแล้วว่าสื่อเข้าข้างฝ่ายไหน เลือกนำเสนอฝ่ายไหนมากกว่า ฝ่ายไหนน้อยกว่า มันเป็นการบ่งบอกอยู่ในตัว ถึงแม้เขาจะนำเสนอในรูปแบบของข่าวก็ตาม ดังนั้นจึงไม่มีข่าวสารไหนที่ถูกนำเสนอแบบไม่ถูกแต่งเติม นอกเหนือจากนี้ก็จะมีในเรื่องของการส่งเสริมความคิดต่าง ๆ หรือการชี้นำความคิดในตัวด้วย

 

2. การประสานส่วนต่างๆ ของสังคมเข้าด้วยกัน ในสังคมปัจจุบันที่มีความเป็นพหุนิยมสูงมาก เรียกว่า “สังคมมวลชน” เรารู้จักเขาผ่านหน้าจอทีวี เราดูข่าวของเขา เราดูสารคดีเกี่ยวกับคนอาฟริกันซึ่งทำให้เรารู้จักเขา คำถามอยู่ที่ว่า การทำหน้าที่เชื่อมโยงเราไปยังวัฒนธรรมอื่น ๆ นั้น สื่อทำหน้าที่อย่างไร สื่อไปถ่ายทำชีวิตคนอาฟริกันมาเฉย ๆ แล้วให้เราดูหรือเปล่า เวลาเรานั่งดูสารคดี เช่น สารคดีชีวิตคนต่าง ๆ ที่เราไม่เคยได้ไปสัมผัสชีวิตจริงของเขา เรารู้จักเขาจากสื่อจริง ๆ เลย เรารู้จักเขาแบบไหน มันเป็นเรื่องที่เราถกกันได้อีกเยอะเลย หรือเวลาที่เราดูสารคดีคนชนเผ่า เรารู้สึกอย่างไร มันก็ขึ้นอยู่กับว่าสื่อต้องการนำเสนออะไรในชนเผ่ากลุ่มนั้น ถ้าสื่อคิดว่าชนเผ่ากลุ่มนี้ขายได้เชิงการท่องเที่ยว สารคดีจะออกมาในแง่สวยงาม โรแมนติก เห็นแต่ในเชิงของการแต่งตัว การแสดง หรือจุดขายของคนกลุ่มนี้ แต่เราไม่เห็นชีวิตจริง ๆ ของเขา มันก็เป็นปัญหามาตลอดว่า เวลาคนกรุงไปที่ไหนก็จะมีภาพฝังใจว่าอยากไปเห็นเขาในแบบนั้น แต่พอไปจริง ๆ เราไม่เห็นแบบนั้น ก็จะรู้สึกว่าทำไมชุมชนนี้เป็นแบบนี้

 

เพราะฉะนั้น การทำหน้าที่ประสานส่วนต่างๆ ของสังคมมีทั้งแง่ดีและไม่ดี แง่ดีคือ ทำให้เรารู้จักคนทั่วทั้งโลกโดยที่เราไม่ต้องไปรู้จักในเชิงส่วนบุคคล แต่แง่ไม่ดีคือ เราต้องตระหนักว่า การที่เรารู้จักเขา มันเป็นการรู้จักผ่านการทำงานของสื่อมวลชนไปแล้ว

 

นอกเหนือจากในแง่ของการทำให้เราได้รู้จักกลุ่มต่าง ๆ แล้ว การประสานส่วนต่าง ๆ ยังมีความหมายในแง่ของการไปสนับสนุนสถาบันหลัก ๆ ของสังคมด้วย เราจะเห็นว่า ในการนำเสนอเรื่องของกลุ่มต่าง ๆ สื่อจะมีการหยิบยกบางสถาบันขึ้นมาตลอดเวลาว่านี่เป็นสถาบันความคิดหลัก เพราะฉะนั้น ถ้าเราอยากจะมีมุมมองในเรื่องนี้ เราก็ต้องคิดตามสถาบันหลักเหล่านี้ ไม่ว่าจะเรื่องของการศึกษาก็ดี ก็จะเสนออยู่ภายใต้กรอบของสถาบันหลักทางการศึกษา หรือเรื่องของการปกครองท้องถิ่น ยิ่งตอนนี้มีนโยบายเรื่องของท้องถิ่นชุมชนเยอะ ก็จะเป็นนโยบายท้องถิ่นหรือชุมชนที่ผ่านนโยบายของฝ่ายปกครอง มากกว่าที่จะเป็นเสียงที่มาจากชุมชนจริง ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราได้รับรู้ ความคิดที่เราสั่งสมขึ้นมา ก็เป็นความคิดที่มันไปสอดคล้องกับบรรทัดฐานของสถาบันหลักเหล่านั้น

 

3. การสร้างความต่อเนื่องทางสังคม เป็นบทบาทหน้าที่เชิงวัฒนธรรม การที่เรายังเชื่อมต่อความคิดระหว่างคนจากรุ่นสู่รุ่นได้ เพราะสื่อทำหน้าที่ถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ให้เราได้รับรู้ ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมแต่ไหนมา เราก็รับรู้ผ่านสื่อมวลชนเป็นส่วนใหญ่ในขณะนี้ สถาบันครอบครัวก็ไม่ได้ทำหน้าที่ตรงนี้ สถาบันการศึกษาก็ไม่ค่อยได้ทำหน้าที่ รวมถึงสถาบันศาสนาด้วยหรือเปล่า ก็กลายเป็นสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวของคนแต่ละรุ่นต่อ ๆ กันมา คำว่า “แต่ละรุ่น” อาจจะไม่ต้องไปไกลก็ได้ แม้แต่เรื่องของเมื่อวานนี้ก็ได้เหมือนกัน

 

เพราะฉะนั้นการสร้างความต่อเนื่องทางสังคม ในแง่ดีมันอาจจะไปเสริมรากฐาน รากเหง้าของสังคมนั้นให้มีความเข้าใจ ให้มีความเข้มแข็งกับรากฐานของสังคมเรา แต่ในแง่ไม่ดีก็มีเยอะ เพราะบางทีการถ่ายทอดวัฒนธรรมก็ถูกเลือกปฏิบัติ วัฒนธรรมบางอย่างเท่านั้นที่ถูกเลือกถ่ายทอด วัฒนธรรมบางอย่างก็หายไปเลยไม่ถูกหยิบมาพูดถึง วัฒนธรรมกลุ่มย่อยอีกมากมายที่ไม่ได้ถูกพูดถึงขึ้นมาผ่านสื่อมวลชนเลย การทำหน้าที่ตรงนี้จึงมีทั้งดีและไม่ดี

 

4. การให้ความเพลิดเพลิน อันนี้เข้าใจง่ายมาก สื่อก็นำเสนอเรื่องของความบันเทิงใจให้กับคน โดยเฉพาะชีวิตของคนเมืองที่มีความเคร่งเครียด จากงานวิจัยในเรื่องการวิเคราะห์การรับสารของคนในเมืองที่ทำมาไม่ว่ากี่งานก็ตาม ผลที่ออกมาคือ กว่า 60% ของการเลือกรับสื่อเป็นไปเพื่อการผ่อนคลายและความบันเทิง ซึ่งก็ไม่แปลกกับคำถามที่ว่าทำไมสัดส่วนของสื่อถึง 60% จึงเป็นเนื้อหาเพื่อความบันเทิง ซึ่งก็เป็นบันเทิงจริง ๆ เห็นชัดมากเมื่อเราเปิดทีวี 6 ช่อง ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของทีวี (prime time) คือช่วง 1 ทุ่ม – 4 ทุ่ม เป็นช่วงที่คนดูทีวีมากที่สุด มีทั้งข่าว ละคร เกมโชว์ จะเห็นว่าละครครองพื้นที่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของทีวี ที่เหลือช่วงเวลาไม่ดี คือช่วง 6 โมงเช้าไปจนถึง 5-6 โมงเย็น ช่วงนั้นจะมีข่าว สารคดี การเกษตร เรื่องเกี่ยวกับชุมชน ฯลฯ สาระความรู้ต่าง ๆ จะไปอยู่ช่วงนั้น ถ้าเป็นช่วงเช้าจะเป็นรายการเด็ก ๆ ผู้หญิง ซึ่งเป็นกลุ่มคนดูที่จำกัด และตอนกลางวัน ช่วงบ่ายจะมีแต่เกมโชว์ทั้งนั้น และเป็นเกมโชว์ที่ไร้สาระโดยสิ้นเชิง ที่เกมโชว์ช่วงบ่ายของทีวีเป็นแบบนี้ก็เพราะเขารู้อยู่ว่าคนดูน้อย เพราะฉะนั้นถ้าลงทุนมากก็ไม่มีประโยชน์ ยิ่งลงทุนมากยิ่งขาดทุน ดังนั้นจึงต้องทำรายการง่าย ๆ ถูก ๆ ไร้สาระ แต่เมื่อเป็นรายการง่าย ๆ ถามว่าคนดูเป็นใคร ช่วงกลางวันคนดูคือแม่บ้านเป็นส่วนใหญ่ และก็มีร้านค้าด้วย ถามว่ายุติธรรมไหมกับคนกลุ่มนี้ ซึ่งโอกาสที่เขาจะได้เปิดปัญญาของตัวเองไปสู่เรื่องอื่น ๆ มันก็น้อย ยิ่งคนเป็นแม่บ้าน พอตกเย็นสามีและลูก ๆ กลับมา เวลาก็หมดแล้ว ตอนเช้าก็ยุ่งอีก เวลาช่วงบ่ายที่เขาจะได้พักผ่อน รายการทีวีที่มีให้เขาก็คือเกมโชว์

 

ดิฉันเคยไปทำวิจัยกับผู้หญิงในสลัมคลองเตย 4 เดือน ไปกินไปนอนกับเขา และนั่งดูทีวีกับผู้หญิงที่นั่น ปรากฏว่าทุกคนจะคิดเหมือนกันหมด คือ ทำยังไงชาตินี้จะรวย ทำยังไงจะเป็นมหาเศรษฐี ซึ่งไม่แปลกเพราะเกมโชว์บอกเขาอย่างนั้น และเกมโชว์เป็นสิ่งที่เขาติดมาก ใกล้บ่ายเขาจะลุ้นอยู่หน้าจอทีวี ดิฉันก็ถามเขาว่าลุ้นแล้วได้อะไร เขาบอกว่าอย่างน้อยทำให้เขารู้สึกว่าชีวิตนี้ก็มีความหวัง แต่มันไม่ใช่หวังของเขา มันเป็นความหวังของคนอื่น เพราะเขาไม่ได้ไปเล่น เกมโชว์คนที่เล่นก็คือดารา เขาไม่เอาชาวบ้านไปเล่น แต่ผู้หญิงพวกนี้พูดเลยว่า อย่างน้อยความเป็นคนจนไม่ใช่ว่าเกิดเป็นคนจนแล้วจะจนตลอด โอกาสที่จะรวยก็มีถ้าไปลุ้นแบบนี้ ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่มี ฉะนั้นเกมโชว์นอกจากมันไม่ประเทืองปัญญาแล้ว ก็ยังหลอกเขาอยู่ตรงนั้น เราจะเห็นว่าการให้ความเพลิดเพลินที่เป็นบทบาทหนึ่งของสื่อ มันกลายเป็นบทบาทหลักที่กำลังทำร้ายผู้คนมากมายอยู่ในเวลานี้

 

นอกจากในแง่ของความเพลิดเพลินผ่านละคร ผ่านเกม ผ่านเพลง ฯลฯ ความเพลิดเพลินยังผ่านสาระหลัก ซึ่งเราไม่คิดว่ามันน่าจะทำให้เพลิดเพลินได้ คือ ข่าว ปัจจุบันนี้กระบวนการผลิตสื่อเอาเทคนิคของความเพลิดเพลินใจเข้าไปแทรกซึมอยู่ในทุกรูปแบบของการผลิตแล้ว เดี๋ยวนี้เวลาทำข่าวก็ต้องดูแล้วเพลิดเพลินใจ ข่าวไหนดูแล้วเครียดคนก็ไม่ดู จะมีรูปแบบที่ทำให้ดูแล้วเพลิดเพลินมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกมาเล่าข่าวให้สนุก เช่น ระเบียงข่าว ช่อง 3 ที่มีพิธีกรชายหญิงออกมายืนเล่าข่าวกัน พูดคุยแบบล้อเล่น สนุก ทำให้ความเครียดของข่าวลดลง แต่บางครั้งมันก็มีอคติของพิธีกรหลุดออกมาเยอะมาก นี่ก็เป็นรูปแบบที่ว่าความเพลิดเพลินเข้าไปแทรกซึมอยู่ในเรื่องของการนำเสนอสาระด้วย

 

หรือที่เห็นชัด ๆ คือ การเขียนข่าวหนังสือพิมพ์บางฉบับ ที่อ่านพาดหัวข่าวแล้วอาจจะเพลิดเพลินใจ ไม่ใช่ความหมายแบบมีความสุข แต่เพลิดเพลินใจในแง่นี้คือ อ่านแล้วได้อารมณ์ เพราะภาษาที่ใช้ คำบางคำที่ใช้พาดหัวก็ใส่อคติไปเรียบร้อย เช่น พาดหัวเรื่อง “นักเรียนดิบเถื่อน เอาอีกแล้ว แย่งผู้หญิงคนเดียวกัน ไร้ความคิด” คำว่าดิบเถื่อนเป็นคำที่แรง ทำให้คนอ่านแล้วรู้สึกว่านักเรียนสมัยนี้มันแย่มาก ๆ มันไม่ใช่แค่สะท้อนความไม่ดีของคนกลุ่มนั้น เป็นคำที่เมื่อก่อนตะวันตกใช้ว่าคนไทยว่าไร้อารยธรรม ป่าเถื่อน แต่คิดไม่ถึงว่าตอนนี้คนไทยก็หยิบเอาคำนี้มาใช้กับนักเรียน ซึ่งถ้าเราตีความต่อ มันมีความหมายลึกมาก ถ้าเราปล่อยให้สื่อใช้ภาษาง่าย ๆ แบบนี้เพียงเพื่อหวังว่าใช้แล้วมันสนุกสนาน เกิดอารมณ์ มันอันตราย เพราะต่อไปสังคมจะมองว่าพวกนักเรียนเป็นพวกไร้อารยธรรม ส่วนพวกฉันเป็นพวกมีอารยธรรม มันจะเกิดการแบ่งแยกสังคมมากขึ้นทุกที นี่ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่มองเห็นว่าความเพลิดเพลินเข้ามาก่อปัญหาอย่างไรบ้าง

 

5. หน้าที่ในการรณรงค์ทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของความคิดทางประชาธิปไตยต่าง ๆ คงไม่ต้องพูดถึงว่ามีผลอย่างไร แต่ในแง่ลบ การรณรงค์นี้ก็นำไปสู่การชักนำให้สังคมเกิดความคิดไปในทิศทางเดียวกัน เช่น ต้องเป็นเศรษฐกิจระดับมหภาคถึงจะเรียกว่าดี หรือเศรษฐกิจที่ขึ้นอยู่กับตัวเงิน การลงทุนข้ามชาติ ฯลฯ มีผลทำให้ภาพของความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจเป็นทิศทางเดียว ขณะที่เศรษฐกิจระดับชุมชน ระดับชาวบ้านที่พึ่งตัวเอง ไม่ถูกนำเสนอเท่าไร เราจะเห็นว่าบทบาทการรณรงค์ของสื่อเองก็เป็นการรณรงค์ที่เป็นไปตามกระแสหลักของสังคมด้วย

 

กระบวนการทำงานของสื่อมวลชน

 

1. ในฐานะผู้รักษาช่องทางการสื่อสาร (gatekeeper) สมมติว่าเรามีที่มาของข่าวสาร การทำหน้าที่ของสื่อคือ เริ่มคัดเฉพาะบางประเด็นเท่านั้น เวลาที่ข้อมูลเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นทั้งหมด แต่ข้อมูลที่ถูกคัดกรองมีน้อยมาก จะมีประเด็นที่ถูกคัดทิ้งออกไปเยอะ จะมีเหลือไม่กี่ประเด็นของข่าวสารที่เข้าไป ฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏออกมาในเนื้อหาสื่อแล้วเราได้อ่าน มันจึงถูกคัดมาแล้ว

 

ประเด็นไม่ได้อยู่แค่ว่า คนที่เป็นสื่อคัดอะไรเข้าไป ยังคิดต่อได้อีกว่า ความเป็นสื่อตรงนี้ องค์ประกอบของคนเป็นสื่อมวลชนประกอบด้วยอะไรบ้าง ในความเป็นคน กว่าที่เขาจะเติบโตขึ้นมาเป็นคนทำสื่อ เขาผ่านอะไรมาบ้าง ชีวิตคนมีอะไรซับซ้อนมาก มีค่านิยม อุดมการณ์ ประสบการณ์ ความรู้ชุดไหนบ้าง มีอะไรต่อมิอะไรหลาย ๆ อย่างที่ประกอบกันเป็นตัวเขา สิ่งเหล่านี้จึงมีส่วนทำให้สื่อมวลชนบางคนเลือกที่จะคัดเหตุการณ์บางอย่างให้มาเป็นข้อมูล เพราะฉะนั้นถ้าเราดูแค่เรื่องค่านิยมตัวเดียวซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ก็ทำให้เข้าใจได้เลยว่า ทำไมเรื่องบางเรื่องถูกนำเสนอซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะมันไปสอดรับกับกรอบคิดค่านิยมของคนที่เป็นสื่อมวลชน เช่น ถ้าเราพูดเรื่องเศรษฐกิจ ก็จะชัดว่าคนเป็นสื่อส่วนใหญ่จะมองเรื่องของเศรษฐกิจในระบบเศรษฐกิจระดับชาติ ฉะนั้นเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับการตลาด บริโภคนิยม จะถูกนำเสนอมาก เพราะมันตอบรับกับค่านิยมชุดนี้ของเขา

 

2. ในฐานะผู้กำหนดวาระหรือประเด็นทางสังคม (agenda setter) เช่น เหตุการณ์เกี่ยวกับการเลือกตั้งจะถูกทำให้เป็นประเด็นใหญ่มาก จะให้พื้นที่มาก การรับรู้ของคนในสังคมก็จะใหญ่ตามไปด้วย เพราะสื่อเลือกที่จะนำเสนอเรื่องการเลือกตั้งที่เข้มข้นมาก ในช่วงที่มีการเลือกตั้ง สื่อก็จะนำเสนอแต่เรื่องนี้ คำว่า “กำหนดวาระของสังคม” ก็คือ การทำให้วาระมันใหญ่ ถูกทำให้เป็นวาระหลัก คนก็จะพูดถึงเรื่องนี้กันมาก แต่ในเวลาเดียวกันมีเรื่องวิทยุชุมชน ปรากฏว่าสื่อให้ความสำคัญน้อยมากเมื่อเทียบกับเรื่องการเลือกตั้ง การรับรู้ของคนก็จะน้อยตามไปด้วย

 

การเลือกอะไรขึ้นมาเป็นวาระสาธารณะก็ขึ้นอยู่กับสื่อ ฉะนั้น การที่เราบอกว่าตอนนี้สังคมกำลังสนใจเรื่องความรุนแรง ถามว่าสังคมสนใจเอง หรือสื่อกระตุ้น มันชัดมาก เช่น ประเด็นเรื่องนามสกุล จริง ๆ แล้วไม่น่าเป็นเรื่องที่ใหญ่มากถึงขนาดที่คนพูดกันทั้งบ้านทั้งเมือง แต่สื่อสัมภาษณ์คนต่าง ๆ ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย มันจึงเกิดเป็นประเด็นขึ้นมา ถึงขนาดว่าใครไม่พูดก็จะตกประเด็นหรือตกสังคม

 

3. ในฐานะผู้ตรวจสอบอำนาจรัฐของสาธารณชน (public watchdog) แปลตามภาษาอังกฤษก็คือ “หมาเฝ้าบ้าน” สื่อจะเข้าไปตรวจสอบผู้มีอำนาจต่าง ๆ ของรัฐ ตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองหรือรัฐ ซึ่งสื่อก็ทำอยู่ตลอดเวลา แต่การตรวจสอบนั้นก็มีทั้งทำได้และทำไม่ได้ และอาจจะมีอคติ

 

4. ในฐานะผู้รักษาผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุนและรัฐ (guard dog and servant of the state) แปลตามภาษาอังกฤษคือ “หมาที่ปกป้องเจ้านาย” หน้าที่นี้เห็นชัดว่า เป็นเพราะสื่อมักจะเป็นตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์หรือกลุ่มอำนาจหลักในสังคมทุกครั้งไป มีน้อยมากที่สื่อจะมารักษาผลประโยชน์ของประชาชนหรือคนเสียงน้อย สื่อจะบอกว่า เขาเป็นธุรกิจ เขาต้องอยู่รอด ซึ่งความอยู่รอดของเขาก็คือ ความอยู่รอดภายใต้การสนับสนุนของกลุ่มผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทุน กลุ่มอำนาจทางการเมืองต่าง ๆ

 

ลักษณะของสื่อมวลชนในสังคมมวลชน

 

สังคมทุกวันนี้เป็นสังคมมวลชน (Mass) สื่อที่มีอยู่ก็คือ สื่อมวลชน (Mass Media) คือการผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก ๆ ลักษณะของสื่อมวลชนในสังคมมวลชน สามารถพิจารณาแบ่งออกเป็นแต่ละประเด็นดังนี้

 

1.แหล่งที่มาของอำนาจของสื่อ ว่ามาจากไหนบ้าง ก็คือ
1. ชนชั้นปกครองที่มีอำนาจทางการเมือง
2. ชนชั้นนายทุน

 

ตอบแค่นี้เราจะเห็นเลยว่า แล้วประชาชนหายไปไหน ประชาชนมีสิทธิ์ในการเข้าไปควบคุมและให้อำนาจแก่สื่อได้ไหม น้อยมาก แต่พอเราไปวิพากษ์วิจารณ์เขา อย่างเช่นไทยรัฐ คำตอบเดียวที่ไทยรัฐมีให้และตอบมาสิบกว่าปีแล้ว คือตอบว่า “เราอยู่ได้เพราะคนอ่าน ถ้าอาจารย์มาว่าก็ไปว่าคนอ่านสิ ถ้าคนอ่านไม่สนับสนุนเรา เราก็อยู่ไม่ได้” แต่ถามว่าคนอ่านมีอำนาจกับไทยรัฐจริงหรือเปล่า จริง ๆ แล้วไม่มี อาจจะมีในแง่ของการเป็นเป้าหมายทางการตลาด ตลาดในที่นี้ก็ไม่ใช่ตลาดใหญ่ ไทยรัฐอยู่ได้ไม่ใช่เพราะขาย เขาไม่สนใจเรื่องการขาย การขายเป็นผลพลอยได้ เพราะทุกฉบับที่พิมพ์ออกมาได้กำไรไปแล้วเรียบร้อยจากการโฆษณา หนังสือพิมพ์อยู่ได้ด้วยโฆษณา ไม่ใช่อยู่ได้ด้วยการขาย การขายเป็นรายได้พิเศษ โฆษณาเป็นรายได้ 2 ใน 3 ของหนังสือพิมพ์ ที่เหลือไม่ถึง 1 ใน 3 เป็นรายได้จากการขาย

 

เมื่อเปรียบเทียบหนังสือพิมพ์ใหญ่กับหนังสือพิมพ์เล็ก ๆ เช่น ไทยรัฐ กับ ไทยโพสต์ ความหนาต่างกันมาก ก็เป็นเพราะหน้าโฆษณา ไทยโพสต์มีโฆษณาน้อยมาก ต้องกัดฟันมาตลอด ทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้ทุนคืน ในขณะที่ไทยรัฐมีความหนามากและเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวที่ไม่ง้อโฆษณา เขาบอกว่า คนเข้าคิวรอลงโฆษณาจนถึงสิ้นปีแล้ว บริษัทเอเจนซี่โฆษณาเวลาจะลงไทยรัฐต้องมาจองตั้งแต่ต้นปี ได้ลงปลายปี พื้นที่ก็แพงมาก แต่ที่เจ้าของโฆษณายอมลงทุนลงโฆษณากับไทยรัฐเพราะว่ามีคนอ่านมาก

 

ตามทฤษฎีพูดไว้ว่า หนังสือพิมพ์ไม่ได้สนใจว่าใครเป็นผู้อ่าน เขาสนใจว่าตลาดผู้อ่านเขาคือใคร เพราะเขาเอาตลาดผู้อ่านไปขายให้กับบริษัทโฆษณา การที่จะดึงให้บริษัทไหนมาสนใจลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ของเขาได้ นั่นคือเขาสามารถบอกได้ว่าผู้อ่านซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของเขาคือใคร มีจำนวนกี่คน เพราะฉะนั้นคำว่า “ผู้อ่าน” ของสื่อใดก็ตาม คุณค่าที่มีต่อสื่อคือ เอาไปขายต่อให้บริษัทโฆษณาอีกที

 

ในแง่ของแหล่งที่มาของอำนาจ จริง ๆ แล้วคือชนชั้นปกครองกับชนชั้นนายทุน ถ้าเราดูตัวองค์กรสื่อมวลชนเองในปัจจุบัน เราจะเห็นว่ามันกระจุกตัวอยู่ในมือของกลุ่มที่มีอำนาจ ถ้าเป็นสื่อโทรทัศน์ วิทยุ ก็ยังถูกกำหนดให้เป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐอยู่ มีคนถามมาว่าวิทยุชุมชน[1] จะไปถึงไหน ก็บอกว่ายังไปยากมาก วิทยุชุมชนตอนนี้ก็เป็นการทดลองทำเท่านั้นเอง และขณะที่กำลังทดลองทำก็ถูกกรมประชาสัมพันธ์ส่งจดหมายไปเตือนอยู่บ่อย ๆ ว่าให้รู้ตัวไว้ว่ากำลังทำวิทยุเถื่อน ซึ่งชาวบ้านโกรธมากว่า พวกเขากำลังทำรายการเพื่อให้ชาวบ้านได้รับรู้ แล้วคลื่นสาธารณะควรเป็นสมบัติของประชาชน ชาวบ้านเสียใจมากกับคำว่า “เถื่อน” นี่เป็นประเด็นที่เราต่อสู้อยู่มากเรื่องวิทยุชุมชน ว่ายังไปไม่ถึงไหนเลย

 

แต่ระหว่างที่ กสช.[2] ก็ยังไม่เกิด ก็ต้องขอชื่นชมภาคประชาสังคมมาก ที่เขาก็ไม่หยุดรอที่จะมี กสช.ก่อนถึงจะค่อยทำ เขาก็ไปจัดทำกลุ่มวิทยุชุมชน ไปร่วมมือกับวัดหลายแห่ง มีการตั้งเสาวิทยุ มีการทำรายการกันเอง เพราะเขาบอกว่า ระหว่างที่นั่งรอว่ารัฐตกลงจะเอายังไง การที่เขาใช้เวลาตรงนี้ไปเตรียมตัวทำรายการให้เป็น มันจะทำให้เขาเกิดความพร้อม พอถึงเวลาที่มี กสช.ขึ้นมาจริง ๆ เขาก็ได้จัดรายการเป็น และมันก็เป็นกระบวนการต่อรองอย่างหนึ่งกับรัฐ เพราะรัฐชอบอ้างว่าชาวบ้านไม่รู้เรื่อง ไม่ต้องทำ วิทยุนี่เป็นเรื่องของคนที่เรียนจบมา ชาวบ้านบอกว่าเมื่อถึงเวลานั้นที่ กสช.ไฟเขียวให้เขา เขาจะได้เอาตรงนี้มาอ้างว่าเขามีประสบการณ์แล้ว ถ้า กสช.จัดตั้งเรียบร้อยจริง คลื่นวิทยุ 20% ต้องเอามาให้ชุมชนจริง ๆ นี่เป็นประเด็นความเคลื่อนไหวเรื่องวิทยุชุมชน

 

สภาพการผลิตของสื่อมวลชนในปัจจุบัน

ในปัจจุบันนี้สื่อมวลชนถือเป็นองค์กรธุรกิจอย่างหนึ่ง ซึ่งต้องใช้ทุนในการผลิตมาก จึงต้องผลิตให้คุ้มทุน ดังนั้นการผลิตจึงต้องคำนึงถึงการลดความเสี่ยง ยิ่งลดความเสี่ยงได้มากเท่าไร ยิ่งได้กำไรมาก นี่เป็นระบบการผลิตเชิงการตลาดแบบง่าย

 

วิธีการที่สื่อจะลดความเสี่ยงคือ

 

1.ลงทุนให้น้อย แล้วให้มีคนอ่านเยอะ มีคนดูมาก รายการที่ไม่ต้องใช้ทุนมาก เช่น ละคร เกมโชว์ หรือข่าวในหนังสือพิมพ์ จึงถูกนำเสนอเยอะ

 

2.นำเสนอในสิ่งที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย เช่น ถ้าเขียนข่าวก็ต้องเป็นข่าวที่คนทั่วไปอ่านแล้วเข้าใจง่าย ต้องใช้ภาษาง่าย เราจะเห็นว่าภาษาข่าวแบบไทยรัฐ เดลินิวส์ เป็นภาษาข่าวที่คนอ่านแล้วไม่ต้องคิดอะไรมาก คนส่วนใหญ่ต้องการบริโภคอะไรที่ง่าย ๆ ก็จะมีสื่อที่ผลิตงานแบบนี้ออกมาเยอะ หรือละครก็จะมีโครงเรื่องอยู่ไม่กี่โครงเรื่อง เพราะสังคมส่วนใหญ่คุ้นเคยกับเนื้อหาแบบนี้

 

ตัวอย่างเช่น ธุรกิจเพลง เราจะเห็นว่า ถ้าใครเป็นนักร้องอยากออกอัลบัมของตนเองต้องไปสังกัดค่ายเพลงถึงจะอยู่รอด ซึ่งค่ายยักษ์ใหญ่ก็จะมี แกรมมี่ และอาร์เอส ถ้าคุณไม่สามารถเข้าไปเป็นนักร้องในสังกัด แกรมมี่ได้ ก็ลำบากมาก ยกเว้นจะไปเคาะกะโหลกกะลาข้างถนน คือเป็นศิลปินไร้สังกัด เคยได้ดูข่าวที่ว่ามีกลุ่มศิลปินไทยที่ตระเวนไปร้องเพลงในที่ต่าง ๆ ไปเปิดหมวกร้องเพลงตามสวนสาธารณะ เพียงเพื่ออยากให้คนได้รู้จักเพลงของเขาและไม่ต้องการผ่านกระบวนการค่ายธุรกิจแบบนี้ เขาดูมีความสุขกับการร้องเพลงของเขามาก เขาบอกว่า มีความสุขกับการแต่งตัวตามแบบของเขา ซึ่งถ้าไปสังกัดค่ายก็ต้องถูกบังคับให้ต้องทำตัวแบบนี้ ต้องแต่งตัวแบบนี้ สมมติคุณไม่ใช่คนแบบนี้ ก็ต้องถูกเปลี่ยนทั้งเนื้อทั้งตัวให้เป็นแบบนี้ให้ได้ ซึ่งเขาไม่ต้องการ แต่เราจะเห็นว่าเพลงที่ออกมาขายตามตลาดก็ต้องผ่านค่ายเพลงใหญ่ ๆ มาอีกทีหนึ่ง

 

การลดความเสี่ยงของค่ายเพลงก็คือ ถ้านักร้อง 1 คนจะออกอัลบัมมาอีก 1 อัลบัม ก็ต้องคิดแล้วคิดอีกว่า ออกมาแล้วคุ้มไหม ถ้าจะผลิตอัลบัม 1 ชุดแต่ทำมาแค่ไม่กี่พันแผ่นก็ไม่คุ้มกับการลงทุน เพราะฉะนั้นต้องผลิตอย่างน้อยเป็นแสน ๆ แผ่น อย่างพี่เบิร์ด ธงชัยจะออกเทปครั้งหนึ่งก็ผลิตหลายแสนแผ่น เพื่อให้คุ้มกับการลงทุน 1 ครั้ง นี่คือวิธีการลดความเสี่ยง แต่การที่จะทำให้พี่เบิร์ดขายเทปได้เป็นแสน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวนักร้องเพียงอย่างเดียว ต้องอาศัยกลยุทธในการส่งเสริมการขายด้วย คือ ก่อนจะออกเทปต้องมีการโหมโฆษณาในรูปแบบต่าง ๆ เยอะมาก ทำนองว่า นาน ๆ ทีจะออก แล้วสังเกตว่าพี่เบิร์ดจะออกเทปใกล้ ๆ สิ้นปี เพราะรู้ว่าเป็นจังหวะที่คนสนใจเริ่มซื้อหาเพลง ซึ่งคนก็คิดแล้วว่า ใกล้สิ้นปีจะมีเทปใหม่ของเบิร์ดออกมา ดังนั้นคนก็จะไปหาซื้อ ถามว่าเพราะไหม? เราก็ตอบไม่ได้ แต่มันเป็นสิ่งที่ถูกสร้างให้กลายเป็นวัฒนธรรมของเบิร์ด-ธงชัยไปแล้ว

 

นอกจากนี้ยังมีการโฆษณาในรูปแบบแฝง คือ เอาเบิร์ดไปเล่นละครเป็นพระเอกหนัง ซึ่งมันเป็นโฆษณาที่ควบคู่กับการออกเทปเพลง ตอนนี้เราคงทราบว่าค่ายแกรมมี่ไม่ได้ผลิตแต่เพลงอย่างเดียว แต่เขาผลิตละครโทรทัศน์ทางช่อง 5 ที่เรียกว่า เอ็กซ์แซก (Exact) ด้วย คุณดูละครของเอ็กซ์แซกทางช่อง 5 แล้วคุณจะซึมซับเพลงของนักร้องแกรมมี่ไปโดยไม่รู้ตัว มันมาทุกวัน เพลงไตเติ้ลก็ดี พอถึงตอนบทนางเอกซึ้งเพลงก็จะมา เราก็จะรู้สึกว่าชินกับเพลงนี้ พอเราได้ฟังมันก็เพราะ นี่นางเอกร้อง เราก็ต้องไปหาซื้อ ถ้าอยากโปรโมทนักร้องคนไหนก็เอามาเล่นละครก่อน คนก็จะชินแล้วก็ไปซื้อเพลงฟัง นี่ก็เป็นรูปแบบของธุรกิจที่ลดความเสี่ยง ซึ่งมันก็จะเอื้อไปกับสื่อหลาย ๆ ประเภทด้วย จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันค่ายเพลงไม่ได้ทำแต่ธุรกิจเพลงแล้ว การที่แกรมมี่มีละคร ก็เป็นไปเพื่อเสริมธุรกิจเพลงของเขา เราจะเห็นว่าการผลิตสื่อจะเป็นไปในลักษณะที่เป็น mass มากขึ้น

3. เนื้อหาสาระของสื่อในสังคมมวลชน จะมีลักษณะของการกลั่นกรองไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้นทุกที วันก่อนได้คุยกับนักข่าวหลายคน เขาบอกว่ารูปแบบการทำข่าวในปัจจุบันนี้น่ากลัวมาก เขาเรียกว่า การลอกข่าว คือ สมมติว่าคุณเป็นนักข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล มันไม่จำเป็นอีกแล้วที่ต่างคนต่างทำข่าว เพราะว่าวิ่งเข้าไปเอาไมค์จ่อปากแล้วถามคนเดียวก็พอ คนอื่นก็เอาเทปไปอัด พอได้มาแล้วเดี๋ยวนี้เขามีวิธีการที่เรียกว่า “ครูข่าว” คือการทำข่าวร่วมกัน โดยสัมภาษณ์มา 1 ครั้งแล้วก็จัดเวรกันว่า เวรวันนี้นักข่าวฉบับนี้เป็นคนเขียน พิมพ์ พิมพ์เสร็จแล้วก็แฟกซ์ไปทุกฉบับเลย

ตอนนี้บรรณาธิการเขาเริ่มระวังเหมือนกันว่า ข่าวที่นักข่าวของเขาส่งเข้ามาจากการไปประจำตามกระทรวงต่าง ๆ นั้น มันเหมือนกันหมดใช่ไหม? คือข่าวชิ้นหนึ่งมันถูกส่งไปทุกฉบับ ถูกจับได้หลายครั้ง เพราะบางฉบับก็ลืมลบหัว สมมติว่า แฟกซ์ถึงเดลินิวส์แต่ส่งไปไทยรัฐ ซึ่งเขาก็กำลังตักเตือนนักข่าวของเขากันอยู่เยอะ แต่ถึงไม่ต้องพิมพ์ข่าวแผ่นเดียวกัน ข่าวมันก็เหมือนกันหมด เพราะว่ามันทำด้วยกัน แบ่งข่าวกัน บรรดานักข่าวอาวุโสก็เริ่มกังวลกับนักข่าวรุ่นใหม่ของเขามากในเรื่องการลอกข่าว ว่าจะแก้ไขการทำข่าวร่วมกันได้อย่างไร

 

ในแง่นี้ เราจะเห็นได้ว่า เนื้อหาสาระมันเป็นไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น ข่าวแบบไหนที่กำลังเป็นวาระสาธารณะของสังคมก็จะหยิบมาพูดถึง ไม่พูดไม่ได้ นี่คือทิศทางเดียวกันแล้ว มีสื่อมวลชนน้อยมากที่เลือกจะลงไปอยู่กับชาวบ้านตามหมู่บ้าน ฝังตัวอยู่ในนั้นแล้วเขียนข่าวขึ้นมา ส่วนใหญ่ก็วิ่งตามกระแส

 

4. ผู้รับสาร ความที่มันเป็นสังคมมวลชน ผู้รับสารก็เป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่มาก สื่อมวลชนมักจะทำให้ผู้รับสารเป็นเพียงแค่ผู้รับ คือ ตั้งรับฝ่ายเดียว ผู้รับสารที่จะเข้ามาร่วมกระบวนการผลิตในสื่อมวลชนมีน้อยมาก และจะมีลักษณะตั้งรับ หรือ Passive คือ รับสารเฉย ๆ ไม่คิดอะไร ยิ่งรับมากยิ่งเกิดความเคยชิน ไม่ลุกขึ้นมาตั้งคำถามหรือวิพากษ์วิจารณ์มากนัก เพราะผู้รับสารบ้านเราเป็นอย่างนั้นจริง ๆ

 

5. ผลกระทบทางสังคมของสื่อสารมวลชน จากองค์ประกอบของลักษณะสื่อสารมวลชนเท่าที่พูดมา เราจะเห็นว่าจริง ๆ แล้วสื่อก็ถูกควบคุมด้วยระบบกลไกต่าง ๆ มากมาย เมื่อสื่อถูกควบคุม สังคมที่รับสื่อก็ถูกควบคุมความคิดไปด้วย และสังคมนั้น คือผู้รับสารก็ไม่ได้ลุกขึ้นมาตรวจสอบสื่อ มันก็หมุนกันอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นความคิดที่ผู้รับสารได้รับจึงไม่ได้เป็นความคิดของสื่ออย่างเดียว สื่อก็ถูกควบคุมถ่ายทอดความคิดมาจากกลุ่มอำนาจอีกทีเหมือนกัน มันจะต่อกันไปเรื่อย ๆ นี่คือสภาพของสังคมมวลชนในบ้านเรา

 

ลักษณะของสังคมสารสนเทศ (Information society)

 

เชิงปริมาณ คือ สังคมที่มีขนาดใหญ่ มีคนจำนวนมาก มีการอยู่กันอย่างกระจัดกระจาย แต่ในการกระจัดกระจายจะมีการรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มก้อนทั่วๆไป ซึ่งแต่ละกลุ่มจะเป็นกลุ่มที่มีความสนใจเฉพาะส่วน

 

เชิงสังคมและวัฒนธรรม คือ ความที่มีคนอยู่จำนวนมาก สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ

 

1. สภาพที่คนไม่รู้จักกัน เรียกว่ารู้หน้าแต่ไม่รู้ใจ เช่น เราขึ้นรถเมล์มีคนอยู่ประมาณ 60-70 คน เราไม่ได้รู้ใจทุกคนที่อยู่บนรถ เราได้แต่เห็นว่าคนนี้หน้าตาแบบนี้ และเราก็จะมีแนวโน้มที่ไม่อยากรู้จักคนมาก เพราะมันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปรู้จักคนขนาดนั้น

 

2. มีความแปลกแยก เราเริ่มแปลกแยกตัวเองจากคนทั้งหลายในสังคม เพราะยิ่งเราเจอคนเยอะ มันก็จะเป็นสภาพตอบสนองของร่างกายและจิตใจ ยิ่งเราต้องเผชิญกับคนจำนวนหนึ่งที่เราไม่รู้ใจ เราก็อยากถอยกลับมาอยู่กับตัวเราเองมากกว่า เพราะฉะนั้นจะเกิดความแปลกแยกโดดเดี่ยวมากขึ้น

 

มนุษย์ผู้โดดเดี่ยวแปลกแยกในสังคมบริโภคนิยม

 

ผู้คนในสังคมมวลชนมีลักษณะแปลกแยก คือ อยู่ท่ามกลางฝูงชนจำนวนมาก แต่มีความรู้สึกโดดเดี่ยว บางทีนั่งทำงานอยู่ในห้องที่มีคนแวดล้อมเป็นสิบ ๆ แต่รู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนอยู่คนเดียว ทั้งที่พูดกับใครก็ได้ แต่ความรู้สึกโดดเดี่ยวมันมากขึ้นทุก ๆ ที เมื่อโดดเดี่ยวมากขึ้น แปลกแยกมากขึ้น สิ่งที่คนในสังคมมวลชนเลือก คือเลือกที่จะบริโภค เพราะฉะนั้นมันจะเป็นสังคมบริโภคนิยมมาก ยิ่งโดดเดี่ยวมากก็ยิ่งวิ่งเข้าหาการบริโภคมาก เพราะว่าการบริโภคไม่ว่าจะในแง่ของการบริโภคสินค้าก็ดี เป็นการบริโภคเพื่อความพึงพอใจของตนเองในทุก ๆ ด้าน

 

แม้แต่การบริโภคสื่อ มันเป็นการชดเชยและตอบสนองความโดดเดี่ยวที่เขาสร้างขึ้น ที่เห็นชัดเจนมากในเรื่องของสื่อคือ พอเรากลับถึงบ้านคนส่วนใหญ่ก็ปิดประตูห้องเปิดทีวีดู แล้วบ้านส่วนใหญ่ก็มีทีวีเกือบทุกห้อง คนส่วนใหญ่จะใช้เวลาอยู่กับทีวีมากที่สุดในบรรดาสื่อทั้งหลาย วิทยุก็ส่วนหนึ่ง นี่เรียกว่า “พฤติกรรมโต้กลับความโดดเดี่ยว” ก็คือ พอกลับถึงบ้านยิ่งโดดเดี่ยวหนัก เพราะเราปิดช่องทางการสื่อสารกับคนอื่น คนในสังคมมวลชนส่วนใหญ่จะเลือกสื่อสารกับสื่อ กับวัตถุสิ่งของที่เขาเลือกบริโภค เช่น มีความสุขกับการไปชอปปิ้ง มีความสุขกับการมีรถหรู ๆ นั่งในรถและก็ได้สื่อสารกับรถตัวเอง มีความสุขกับการอยู่บ้านที่อยู่แล้วสบาย โฆษณาบ้านปัจจุบันจะมีการล่อหลอกคนเยอะมาก เขาไม่บอกว่า “ซื้อบ้านนี้เถอะ อยู่ไปเพื่อกันตาย” “เป็นที่ซุกหัวนอนที่ดีที่สุดของคุณ” คงไม่มีใครอยากซื้อ แต่จะบอกโดยใช้ภาษาโฆษณาว่า “อัครฐานแห่งคนมีระดับ” หรือ “ความอบอุ่นที่สุดของชีวิต” “เป็นคำตอบ เป็นสัจธรรมของชีวิต” อะไรทำนองนี้ ภาพก็จะเป็นคุณพ่อขับรถหรูกลับมาถึงบ้าน แม่กับลูก ๆ ก็จะออกมาต้อนรับ

 

ลักษณะแบบนี้คือสังคมมวลชน คนจะเริ่มให้ความหมายของตนเองกับวัตถุที่บริโภคมากขึ้น เพราะเราไม่สามารถทำให้คนที่เราไม่รู้จักบอกเราได้ว่าเราเป็นใคร ฉะนั้นการจะบอกว่าตัวตนของเราเป็นใคร ก็โดยการบอกผ่านสิ่งที่เราบริโภค ผ่านเสื้อผ้าที่เราใส่ ผ่านอาหารที่เรากิน ผ่านวัตถุที่เรามี ถ้าเราต้องการให้คนอื่นเห็นว่าเราเป็นคนมีระดับ เราก็ต้องใช้รถมีระดับ

 

เพราะฉะนั้น สังคมมวลชนยิ่งผลักให้คนบริโภคมากขึ้น เพียงเพื่อจะบอกว่าเราเป็นใคร แค่คนเขารู้ว่าเราเป็นใครเท่านั้นเราก็พอใจแล้ว เราไม่อยากรู้จักคน ไม่ได้อยากพูดคุยกับใคร มันก็โยงมาถึงทฤษฎีมาร์กซิสม์ที่ได้พูดเอาไว้ว่า สังคมมวลชนมีกลยุทธหรือยุทธศาสตร์ของการทำให้คนตกอยู่ภายใต้สิ่งที่เรียกว่า จิตสำนึกเทียม คือ หลอกคนเอาไว้โดยสร้างจิตสำนึกแบบเทียม ๆ ขึ้นมา ซึ่งจิตสำนึกเทียมจะสร้างให้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า นี่คือความจริง นี่คือสัจธรรมสูงสุดที่เราไขว่คว้าหามา แต่ความจริงแล้วมันเทียม เช่น การมีวัตถุสิ่งของทั้งหลายแล้วคิดว่านี่คือความจำเป็นของชีวิต โดยที่เรามองไม่เห็นช่องทางอื่น เป็นต้น จิตสำนึกเทียมมันยังควบคู่กับคำว่า “ความจำเป็นเทียม” สิ่งที่เราบริโภคอยู่ทุกวันนี้ ล้วนแต่เป็นความจำเป็นเทียมทั้งหมด

 

เคยมีอาจารย์บางท่านอธิบายว่า เสื้อผ้าส่วนใหญ่มีไว้เพื่อสวมใส่ให้มันดูเหมาะสมกับร่างกายของเรา แต่ถามว่า ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงซื้อเสื้อผ้าบ่อยมาก ทั้งที่เสื้อบางตัวมันยังไม่ขาดเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ทำไมเราจึงหยิบมันทิ้งหรือบริจาคมันไป ก็เพราะว่า คุณค่าในเชิงใช้สอยของเสื้อผ้ายังมีอยู่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่คุณค่าในเชิงจิตสำนึกไม่มีแล้ว คือจิตสำนึกที่จะสร้างเรา เราใส่แล้วเราพอใจ ใส่แล้วมีความสุข ที่เขาเรียกว่า “คุณค่าในเชิงสัญลักษณ์” มันหมด ไม่มีอีกต่อไปสำหรับเรา ใส่ไปแล้วรู้สึกไม่ใช่เรา รู้สึกอับอายขายหน้าไม่กล้าออกจากบ้าน มันไม่มีคุณค่ากับเรา เราจึงตัดสินใจโยนทิ้ง

 

การบริโภคในสังคมมวลชน เป็นการบริโภคเพื่อคุณค่าเชิงสัญลักษณ์มากกว่าคุณค่าเชิงประโยชน์ใช้สอย เมื่อเรากินข้าวแกงจานละไม่กี่บาทเราก็อิ่มท้องเหมือนกัน แต่ทำไมเราต้องไปกินแม็คโดนัลด์ ซึ่งชิ้นหนึ่งก็ราคา 50-60 บาท ทำไมเป็นอย่างนั้นถ้าไม่ใช่เพราะว่ามันให้คุณค่าเชิงสัญลักษณ์กับเรา นี่คือลักษณะของสังคมมวลชนซึ่งมันเปิดโอกาสให้กลุ่มธุรกิจ กลุ่มอำนาจ และสื่อมวลชน เข้าไปใช้ประโยชน์จากลักษณะนี้มากขึ้น

 

ประชา หุตานุวัตร: ขอแสดงความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่อาจารย์พูดถึง “คุณค่าเชิงประโยชน์ใช้สอยกับคุณค่าเชิงสัญลักษณ์” เปรียบเทียบกับภาษาของผมก็คือ คุณค่าแท้กับคุณค่าเทียม คุณค่าเทียมก็คือสัญลักษณ์ที่สร้างว่าเราเป็นใคร โดยการขยายสภาวะของความขาดดุล คือขยายอัตตาของเรา มนุษย์คนหนึ่งมีแนวโน้มที่อยากให้ตัวเองรู้สึกว่า ตัวเองดี พิเศษ น่ารัก ก็ใช้ตัวนี้ (คุณค่าเทียม) เป็นสื่อ ซึ่งก็ทำให้เราตกเป็นเหยื่อของสื่อ โดยการนิยามตัวเรา เช่น จากรถที่เราขับ เสื้อผ้าที่เราใส่ เป็นการใช้ประโยชน์จากสภาวะอุปทานเพื่อให้คุณค่าเทียมเป็นที่นิยมมากขึ้น

 

อ.วิลาสินี: ในจุดนี้ พระนักบวชช่วยได้มากในการพยายามเตือนสติคน ว่าเรากำลังตกอยู่ในจิตสำนึกเทียมอย่างไรบ้าง ถ้าพูดบ่อย ๆ อาจจะกระตุกจิตสำนึกของคนได้เยอะ เรื่องการนิยามเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดมาก ตอนนี้สิ่งที่ทำให้สาวไทยคลั่งมากที่สุดคือ เรื่องความขาวกับความหอม โฆษณาว่าใช้แล้วจะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ซึ่งโฆษณาพวกนั้นกำลังสร้างนิยามให้คนจำนวนมาก และคนก็ตกเป็นเหยื่อของสังคมบริโภค คนในสังคมมวลชนมักจะเป็นคนที่อ่อนแอกว่า เช่น ผู้หญิง เด็ก หรือแม้แต่ผู้ชายก็ตกเป็นเหยื่อที่ต้องการให้ผู้หญิงของตนเองเป็นอย่างนั้น มันก็มีผลทำให้ผู้หญิงที่มักคิดว่าตัวเองต้องพึ่งพาผู้ชาย ต้องไปขวนขวายหาสิ่งเหล่านี้มาใช้

 

มีคำถามถึงเรื่องว่ามีทฤษฎีของสื่อที่ว่าด้วยหน้าที่ของสื่อในการนำเสนอข่าวเพื่อประชาชน ชุมชน คนไร้เสียง หรือไม่ อย่างไร?

 

มันก็น่าแปลกที่มันไม่มีอยู่ในทฤษฎี แต่ก็พูดคุยเรื่องนี้กันอยู่ และตอนนี้กำลังมีแนวคิดใหม่ที่พยายามสร้างขึ้นมาเพื่อสอนหนังสือ แต่ก็ไม่ใช่ว่าอาจารย์ทุกคนที่สอนนิเทศศาสตร์จะใช้แนวคิดนี้ จะมีอาจารย์บางกลุ่มเท่านั้นที่ใช้ เราเรียกว่า “การสื่อสารเพื่อประชาสังคม” ซึ่งมันเป็นแนวโน้มที่กระแสสังคมกำลังไปในแนวประชาสังคมนี้ด้วย เราก็จะพยายามเอาแนวคิดประชาสังคมมาจับกับแนวคิดการสื่อสาร จับกับแนวคิดการทำข่าว แล้วสอนลูกศิษย์ว่า การสื่อข่าวที่ดี คือ การให้พื้นที่กับเสียงของคนเล็ก ๆ

 

มีหลักการอยู่ข้อหนึ่งซึ่งต่อสู้กับมันมานานมาก คือ หลักแห่งความเป็นกลาง (Objectivity) โดยส่วนใหญ่คนทำสื่อจะถูกพร่ำสอนว่า สื่อมวลชนจะต้องมีหลักข้อนี้เป็นหลักใหญ่ที่สุด แต่ความเป็นกลางของสื่อคือ การไม่ใส่อารมณ์และทัศนคติของตนเองเข้าไปในการนำเสนอข่าว แต่ในปัจจุบันนี้เราจะเห็นว่าเป็นไปไม่ได้เลย สื่อก็มีทัศนคติสอดแทรกเสมอ หลักความเป็นกลางนี้มันยังไปกำหนดว่าคุณต้องให้ความเท่าเทียมกับแหล่งข่าวด้วย

 

สมมติว่าเกิดปัญหาเรื่อง เขื่อนปากมูล สื่อมักจะชอบอ้างความเป็นกลางเสมอในการลงไปทำข่าวพวกนี้ การอ้างความเป็นกลางก็คือ สื่อเสนอข่าวทั้งฝ่ายรัฐบาลและประชาชนเท่า ๆ กัน แล้วก็เป็นอย่างนี้มาตลอด แต่ในความเป็นจริง คำว่า “ฝ่ายประชาชนเท่ากับฝ่ายรัฐบาล” มันก็ไม่เท่ากันจริง เพราะว่าข้อมูลส่วนใหญ่ที่สื่อเอาไปนำเสนอมักจะมาจากฝ่ายรัฐ พอถามกลับเขาก็บอกว่า ชาวบ้านพูดไม่รู้เรื่อง เวลาเขาลงไปก็ไม่รู้จะเขียนข่าวยังไง ในขณะที่ภาครัฐพูดรู้เรื่อง ภาครัฐมาพร้อมด้วยข้อมูลข่าวแจกพร้อมหมด ซึ่งแน่นอนคนเป็นรัฐเขาจัดการกับสิ่งเหล่านี้ได้ดีกว่า เขามีตัวเลขที่อ้างอิงเชื่อถือได้ เพราะว่าสื่อมวลชนจะถูกสอนว่า ข่าวต้องเชื่อถือได้ คำว่า “เชื่อถือได้” คือ มีแหล่งข่าวอ้างอิง มีตัวเลข มีงานวิจัย มีอะไรชัดเจน เขาถึงจะกล้านำเสนอ ในขณะที่ป้าคนหนึ่งมาพูด ไม่มีอะไรเลย สำหรับนักข่าวก็คือเชื่อถือไม่ได้ ในที่สุดความเป็นกลางมันไม่ได้เท่ากันระหว่างรัฐกับชาวบ้าน มันหมายถึงว่าถ้าซีกรัฐบาลพูดได้รู้เรื่องมากกว่า เชื่อถือได้มากกว่า ก็เป็นข่าวมากกว่า

 

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราพยายามสอนลูกศิษย์ตลอดเวลาคือ ต่อไปนี้เลิกไปได้แล้วหลักการความเป็นกลาง มันไม่มีมานานแล้ว และไม่ควรมีอีกต่อไป ทำไมเราไม่คิดกันใหม่ว่า ข่าวมันไม่จำเป็นต้องมีความเป็นกลาง แต่มันต้องเป็นธรรม คือที่ผ่านมาเราเห็นว่า โอกาสที่เสียงของชาวบ้านจะได้เข้ามาเป็นสื่อน้อยมาก ทำไมเราไม่ให้เสียงเขามากกว่า ต่อให้ชาวบ้านนั้นจะเป็นเพียงแค่กลุ่มน้อยก็ตาม แต่ถ้าเทียบกับฝ่ายรัฐในเชิงปริมาณ รัฐบาลจะมีปริมาณที่มากกว่า ถึงแม้ว่าชาวบ้านจะน้อยกว่า แต่เขาก็แทบจะไม่มีเสียง ถ้าเขาไม่เคยมีเสียงก็ควรให้เสียงเขามากกว่า

 

นี่ก็เป็นแนวคิดการสื่อสารประชาสังคมที่พยายามจะสอนนักศึกษา รวมถึงพยายามจะสอนหลักการทำข่าวด้วยว่า การทำข่าวที่ดีก็คือ คุณไม่ต้องนั่งประจำกระทรวงหรือหน่วยงานของรัฐ แต่คุณเอาตัวคุณออกไปอยู่กับชาวบ้าน ที่ผ่านมาชาวบ้านจะเป็นข่าวก็ตอนที่ยกขบวนมาประท้วงที่หน้าทำเนียบ ก็บอกเขาว่า ไม่จำเป็นเลยทำไมคุณไม่ลงไปอยู่กับเขาเสียก่อนที่เขาจะเดือดร้อนแล้วออกมา แล้วข่าวประชาสังคมก็คือข่าววิถีชีวิตประจำวันของชาวบ้าน ซึ่งถ้าคุณไปอยู่ร่วมกับชาวบ้านในนั้น คุณก็จะมองเห็นว่ามันมีเรื่องราวที่น่าทำเยอะแยะ ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่เคยได้รับรู้ เราก็พยายามจะใช้แนวคิดนี้เข้าไปสอนตลอด แต่ว่ามันก็ยังเป็นกลุ่มเล็ก ๆ

 

“องค์ความรู้” ของสื่อกระเเสหลัก กับ “ความจริง” ของชาวบ้าน

 

จากที่มีคำถามว่า สื่อนอกจากไม่มีความเป็นกลางแล้ว ยังมีการบิดเบือนอีกด้วย สมมติว่าในกรณีที่ชาวบ้านเข้ามาประท้วง สิ่งที่จะเห็นเป็นข่าวขึ้นมาคือ ชาวบ้านประท้วง แล้วเกิดความรุนแรง เกิดการปะทะกัน นักข่าวก็จะไปสัมภาษณ์รัฐบาล รัฐบาลจะพูดอะไรก็แล้วแต่ในเรื่องที่มีการปะทะกัน แต่ไม่มีการกำกับว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะฉะนั้นเราไม่มีทางที่จะรับรู้ว่าปัญหาตรงนั้นคืออะไร?

 

อย่างที่พูดไปแล้วว่า สื่อไม่ได้ลงทุนที่จะเข้าไปอยู่กับชาวบ้านหรือไปรู้จักชาวบ้านกลุ่มนั้นเสียก่อน เขาไม่ลงทุนแน่นอนอยู่แล้ว เพราะว่าโดยโครงสร้างที่มันถูกกำหนดด้วยความเป็นอำนาจทุน อำนาจธุรกิจต่าง ๆ เขาไม่เสียเวลาที่จะให้นักข่าวหนึ่งคนไปฝังตัวอยู่ในพื้นที่ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ลำบากมาก ๆ ว่าทำอย่างไรจึงจะมีสื่อที่ดี แต่ก็ไม่ใช่ว่าสื่อจะเลวหมด สื่อที่ลงทุนอย่างนั้นก็มี แต่น้อยมาก หรือไม่ก็เป็นสื่อทางเลือก อย่างที่มีคนถามว่า สื่อทางเลือกมีได้ไหม มีก็ได้ แบบนี้แหละ คุณก็ขายแบบทางเลือก ความที่เป็นสื่อทางเลือกมันก็จะไม่ออกมาขายตามแผงหนังสือตามท้องตลาด ก็คือ ทำแล้วขายเอง ผลิตเอง เขียนด้วยมือก็มีที่เรียกว่าหนังสือทำมือ ไปวางขายตามซุ้มโค้กบ้าง มันก็ขายได้จำกัด แต่เพราะความที่มันเป็นสื่อทางเลือกที่ไม่ต้องใช้ทุนมาก มันก็ส่งผลให้สามารถที่จะทำเนื้อหาจากสิ่งเหล่านี้ได้ แต่ว่ามันก็ยังเป็นสื่อทางเลือกอยู่ดี ไม่มีวันจะเป็นสื่อกระแสหลักได้ แต่บางครั้งเราอาจพอใจที่มีสื่อทางเลือกเยอะ ๆ เพื่อเอามาคัดง้างกับสื่อกระแสหลักเหล่านี้

 

ในสังคมไทยจำเป็นจะต้องมีสื่อทางเลือก จำเป็นต้องมีคนทำสื่ออย่างนี้เยอะ ๆ เพียงแต่เราต้องถามตัวเองว่า ถ้าเรารับไม่ได้กับกระแสข่าวแบบนี้ เราก็น่าจะไปสนับสนุนให้สื่อทางเลือกมีมากขึ้นเรื่อย ๆ คือตัวเราเองก็ต้องทำตัวเป็นทางเลือกเหมือนกัน
ในแง่ที่บอกว่าเวลามีข่าว สื่อจะบิดเบือน ซึ่งก็ใช่ แต่ใช่ว่าสื่อตั้งใจจะบิดเบือนอย่างเดียว เพราะบางครั้งอาจทำไปโดยความไม่รู้ก็ได้ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เวลาคุยกับสื่อแล้วรู้เลยว่าสื่อไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จริง ๆ ไม่ใช่ว่าเขาจะตั้งใจบิดเบือน เขามีความรู้จำกัดในหลาย ๆ เรื่อง ยิ่งความรู้ที่เกี่ยวกับชุมชน ชาวบ้าน หรือเรื่องอะไรต่าง ๆ ที่ไม่ใช่สิ่งที่เขาเคยได้รับรู้มา เมื่อเขาไม่รู้ เขาก็เอาสิ่งที่เรียกว่า “องค์ความรู้แบบเขา” มาใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์นั้น ๆ เช่น ความรู้ในเรื่องของชาวบ้านมีจำกัด สิ่งที่เขารู้ก็คือ ชาวบ้านต้องก่อความรุนแรงตลอด ชาวบ้านเคลื่อนขบวนมาทีไรมีแต่ความเสียหาย นั่นคือประสบการณ์ชุดเดียวที่เขามีอยู่ พอเห็นชาวบ้านมาประท้วง เขาก็เอาความรู้ชุดเดียวนี้ไปใช้ในการเสนอข่าว ใช้ในการตีความเหตุการณ์อย่างนั้น เราผู้อ่านก็จะได้อ่านได้รับรู้แต่เนื้อหาอย่างนี้ตลอด ถ้าจะว่าไปแล้วสื่อมวลชนก็น่าสงสาร เพราะการที่เขาไม่รู้ก็จะถูกปิดกั้นโอกาสที่จะรู้ด้วย บวกกับการที่เจ้าของก็ไม่ลงทุนกับเขาที่จะให้เขาไปอยู่ในหมู่บ้าน ไม่ลงทุนที่จะให้เขามีการพัฒนา
[1] การที่คนในชุมชนรวมตัวกันเพื่อทำสื่อวิทยุ การดำเนินการใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนทุกขั้นตอน ตั้งแต่ตกลงว่าจะมีวิทยุ การจัดระบบบริหาร การระดมทุน การร่วมวางผังรายการ จัดรายการ และร่วมรับฟังประเมินผล
วิทยุชุมชนเป็นสถานีวิทยุขนาดเล็ก กระจายเสียงในรัศมี 10-20 กิโลเมตร หรือภายใน 1 หรือ 2 ตำบล ชุมชนสามารถดูแลได้เอง ทั้งนี้เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 40 ที่กำหนดให้คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และวิทยุโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะ
ความเคลื่อนไหวของวิทยุชุมชนขณะนี้เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับรองรับการเกิดขึ้นขององค์กรอิสระที่จะเข้ามาทำหน้าที่จัดสรรและดูแลคลื่นความถี่ ซึ่งถ้าเป็นไปได้จริง องค์กรอิสระต้องจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุให้กับวิทยุชุมชน 20% ซึ่งขณะนี้มีชุมชนที่จัดทำวิทยุชุมชนแล้วประมาณร้อยกว่าแห่งทั่วประเทศ

 

[2] กสช. – คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ เป็นองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามบทบัญญัติมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

 

Read Full Post »