Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘ความขัดแย้ง’

recommendare

บทความเรื่อง  ”สื่อ-การเมือง-สังคม…บนความขัดแย้ง”

โดย

ประเวศ วะสี

สัมภาษณ์โดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

เรียบเรียงโดย บุญชัย แซ่เงี้ยว

ความมีดังนี้

“ถ้าเพียงแต่ไปแตะประชานิยม แม้แต่ไปบอกให้นิยมใคร แม้แต่ไปบอกว่าข้างนี้นิยมกษัตริย์ ข้างนี้นิยมคุณทักษิณ พูดตรงไปตรงมา มันแก้ปัญหาไม่ได้ถ้าเราไม่ไปแก้โครงสร้าง”

บทสนทนานี้ เริ่มขึ้นจากงานเปิดตัวหนังสือ สื่อมวลชนบนวิถีศีลธรรมตามทัศนะของพุทธทาส ของท่านพุทธทาสภิกขุ

บทสนทนานี้ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ได้ชวน ศ. นพ. ประเวศ วะสี มานั่งคุยในรายการตอบโจทย์ ทีวีไทย ถึงปัญหาเรื่องความขัดแย้งในสังคมไทย โดยเฉพาะด้านสื่อสารมวลชน เสื้อเหลืองเสื้อแดง และสังคมที่ไม่ยุติธรรม

และบทสนทนานี้ จะช่วยไขทางแก้ แนะทางออก ได้หรือไม่ และอย่างไร  อ่านคำตอบของราษฎรอาวุโส ได้ที่นี่

จากคำพูดของท่านพุทธทาสที่บอกไว้ในหนังสือ สื่อมวลชนบนวิถีศีลธรรมตามทัศนะของพุทธทาส ว่า สังคมกำลังเป็นข้าศึกกับบรมธรรม  ทีนี้เมื่อสื่อมวลชนมีหน้าที่สะท้อนความเป็นไปของสังคม หมายความว่าสื่อมวลชนได้กลายเป็นข้าศึกกับบรมธรรมไปด้วยหรือเปล่า

จริงๆ แล้วอาจจะเป็น หากไปดูที่อัล กอร์ (Al Gore) บอกไว้ว่า เขาอยู่ในอเมริกามาตั้งแต่ก่อนมีทีวี แต่หลังมีทีวี ทุกอย่างเลวลงหมด (หัวเราะ) การเมืองก็เลวลง ศีลธรรมก็เลวลง  แต่จะไปโทษสื่ออย่างเดียวก็ไม่ได้ มันประกอบขึ้นจากหลายอย่างด้วยกัน สังคมมันเปลี่ยนแปลง

ครั้งที่ผมเป็นเด็กๆ สังคมไม่เหมือนสมัยนี้ คนไม่ได้เห็นแก่ตัวเห็นแก่วัตถุเหมือนเดี๋ยวนี้  ผมเรียนโรงเรียนประชาบาล ครูก็ไม่ได้มีวุฒิอะไร แต่ตั้งใจสอนดี  ผมคิดว่ากระแสวัตถุนิยม บริโภคนิยม มันไปกระตุ้นความเห็นแก่ตัว  ถ้าไม่เห็นแก่ตัวมันก็ไม่บริโภค บริโภคน้อย  ธุรกิจ เศรษฐกิจก็ไม่เจริญ  เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องยากมากที่สิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน เพราะมันไปขัดแย้งในโครงสร้างของประโยชน์ของมันเอง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราบอกว่า บาร์ ไนต์คลับ อาบอบนวด ไม่ดีกับเยาวชน มีทำไม น่าจะปิดซะ แต่ถ้าเราปิด แม่ค้าส้มตำที่ขายหน้าบาร์ก็เดือดร้อน สาวเชียร์เบียร์ก็ลำบาก เราเอาอาชีพของผู้คนไปผูกไว้กับโครงสร้างของบริโภคนิยม  ผมเคยพูดกับคุณชวน หลีกภัย ตอนเป็นนายกฯ อยากจะแก้ปัญหาโสเภณีเด็ก แต่แก้ไม่ได้เลย เพราะมันเป็นเรื่องเชิงโครงสร้าง เราต้องเข้าใจตรงนี้ การไปเรียกร้องเอาดื้อๆ ว่าจงทำดี มีศีลธรรม มันไม่ได้ช่วยให้เกิดการแก้ปัญหา

ผมมีตัวอย่างของจริงที่ตำบลยกกระบัตร อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ย้อนหลังไป 40 ปี ที่นั่นเต็มไปด้วยความชั่วทุกชนิด เล่นการพนัน ลักขโมย ยาเสพติด  พระสอนเท่าไรๆ ก็ไม่หาย  ต่อมามีหลวงพ่อองค์หนึ่ง จบ ป.4 ท่านได้ทำเรื่องสัมมาชีพ คนทั้งตำบลมีสัมมาชีพเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกคนมีอาชีพ มีรายได้ 200-400 บาทต่อวันต่อคนในสมัยนั้น ดังนั้นเราต้องรู้ตรงนี้ อย่าไปเรียกร้องเอาเฉยๆ ผมเคยไปที่อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น ที่นั่นคนจนมาก มีลุงคนหนึ่งบอกผมว่า แกกับเมียทะเลาะกันเป็นประจำ เพราะมันเครียดมาก พระมาบอกให้ใจเย็นไว้ แต่ก็ไม่หาย

เราต้องเข้าใจว่าการสร้างสัมมาชีพให้คนมีอาชีพเต็มพื้นที่คือบ่อเกิดของศีลธรรม วัดเรามีตั้งเยอะ สามหมื่นวัด หลวงพ่อก็มีตั้งเยอะ ควรจะส่งเสริมให้คนมีสัมมาชีพให้เต็ม ถ้าจะไปสอนศีลธรรมเฉยๆ มันยากมาก

สื่อสารมวลชนควรมีท่าทีอย่างไร เพราะทุกวันนี้สื่อต้องพึ่งโฆษณามาก  75-80 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ต้องพึ่งโฆษณา

เป็นการยากมากในสังคมแบบบริโภคนิยม เพราะสื่อต้องอาศัยโฆษณา และโฆษณามันก็ไปกระตุ้นให้คนอยากบริโภคมากขึ้น เพราะฉะนั้น เขาจะทำอะไรให้มันดี ก็ทำได้ยาก เพราะเขาก็ต้องอยู่ได้ เขาก็ต้องมีกำไร กระนั้นเขาก็ยังทำประโยชน์ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีคิด วิธีคิดวิธีหนึ่งคือ ธุรกิจนั้นทำเพื่อกำไร  ใช่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ธุรกิจทำเพื่อสังคมไปด้วยได้พร้อมกัน  เมื่อก่อน วิธีคิดเก่าคือถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่ใช่อย่างนี้ เป็นวิธีคิดแบบสุดโต่ง ตายตัว เหมือนที่จอร์จ บุช (George W. Bush) พูด ถ้าคุณไม่เป็นพวกเรา คุณก็เป็นศัตรูของเรา  อีกวิธีคิดหนึ่งคือ คนเราเป็นสองอย่างพร้อมกันได้ในขณะเดียวกัน ขณะนี้จึงมีกระแสความรับผิดชอบต่อสังคม(Corporate Social Responsibility: CSR) สำหรับภาคธุรกิจ ว่าธุรกิจนั้นทำกำไรและมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยได้พร้อมกัน

สื่อก็เช่นเดียวกัน ถ้าสื่อเป็นธุรกิจ สื่อก็รับผิดชอบต่อสังคมด้วยได้ ซึ่งการรับผิดชอบนั้นก็คือการพยายามสื่อความจริงให้คนไทยรู้ความจริงโดยทั่วถึง ใช้วจีสุจริตตามพระพุทธเจ้าสอนว่า จะพูดอะไร จะสื่ออะไร ต้องเป็นความจริง มีที่มา มีที่อ้างอิง  สอง เป็นปิยวาจา อย่าใช้คำเสียดสีด่าทอกัน  สาม พูดถูกกาลเทศะ  สี่ พูดแล้วเกิดประโยชน์ ต้องรู้ว่าสื่ออะไรที่จะเป็นความรู้และเป็นความจริงที่ทำให้คนฉลาดขึ้น สื่อยังไงที่จะทำให้คนมีปิยวาจาต่อกัน สื่อยังไงให้ถูกกาลเทศะ และสื่อยังไงให้เกิดประโยชน์ เรื่องนี้ต้องไปคิดใคร่ครวญดู ผมคิดว่าทำพร้อมกันได้ และสามารถทำให้ไม่ขาดทุนด้วยได้ แต่ต้องใช้ความพยายาม

อีกอย่างหนึ่ง เรื่องดีๆ ในสังคมมีเยอะมาก แต่ไม่มีสื่อที่ไปสื่อ สื่อเรื่องร้ายๆ ใครฆ่าใคร ใครด่าใคร ใครข่มขืนใคร มันง่ายกว่า ทั้งที่สิ่งดีๆ ที่มีอยู่นั้นเยอะมากมาย ผมทำงานข้างล่าง เห็นเรื่องดีๆ เยอะมาก มันต้องลงไปสัมผัส ต้องลงทุนหน่อย ลงแรงหน่อย ไปสัมผัสเรื่องดีๆ แล้วเอามาสื่อ  เมื่อเร็วๆ นี้ผมชวนนายกสมาคมนักเขียนไปคุยกันว่า นักเขียนแต่งนวนิยายต้องมีพล็อตเรื่อง บางทีต้องคิดแทบหัวแตก ขณะที่เรื่องดีๆ ข้างล่างมีเยอะมาก นิยายชีวิตมันมีเหลือเต็มไปหมด เอามาเขียน เพราะฉะนั้น เรื่องการสื่อสาร ถ้าสื่อสารดีๆ จะมีเรื่องดีๆ ให้เขียนเยอะ ต้องทำฝืนธรรมชาติหน่อย ธรรมชาติมันอยากฟังเรื่องร้ายๆ และจำเรื่องร้ายแม่นกว่าเรื่องดี ทั้งที่เรื่องดีเกิดมากกว่ามันก็ไม่จำ มันจะไปจำเรื่องร้าย และเอาเรื่องร้ายมาเกี่ยวข้องหมองใจ เกิดการทะเลาะต่างๆ นานา ฉะนั้น ต้องฝืนกระแสธรรมชาติด้วยการใส่ความพยายามเข้าไป ไปหาเรื่องดีๆ เข้ามา แล้วจะทำให้คนมีความสุขขึ้นเยอะ ตอนนี้คนตื่นเช้ามาอ่านหนังสือพิมพ์ เหนื่อย มีแต่เรื่องร้ายๆ เต็มไปหมด

ท่านพุทธทาสอ้างพระพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้าไม่ให้ด่าแม้แต่คนที่เป็นศัตรู แต่สื่อมวลชนในทุกวันนี้ แม้แต่คนที่เป็นมิตร ถ้าทำอะไรไม่เข้าท่าเข้าทาง เราก็ด่าเหมือนกัน เราจะอยู่อย่างไรในสังคมที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงอย่างนี้ สื่อจะอยู่อย่างไร ประชาชนจะเสพสื่ออย่างไร

เบื้องต้นคือต้องอดทน จะแก้ทันทีเป็นไปไม่ได้  สอง ต้องมีความเมตตา  จริงๆ อาจารย์พุทธทาสได้สอนธรรมะชุดหนึ่งไว้ เรื่องเกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ท่านอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ไปหาท่านอาจารย์พุทธทาส ไปเคารพท่าน ตอนนั้นท่านอาจารย์สัญญาเป็นนายกฯ ท่านอาจารย์สัญญาพูดว่า “ท่านอาจารย์ขอรับ ก่อนผมเป็นนายกรัฐมนตรี อะไรที่ผมทำเขาว่าดีทุกอย่าง แต่พอผมเป็นนายกฯ อะไรที่ผมทำเขากลับว่าเลวทุกอย่าง” อันนี้เป็นธรรมชาติ ใครมีอำนาจคนก็อยากจะโจมตี

ท่านอาจารย์พุทธทาสจึงบอกว่า การจะทำอะไรในสาธารณะแล้วสามารถฝ่าความเสียดทานไปได้ ให้ใช้คาถา 4 คำดังต่อไปนี้

หนึ่ง สุทธิ คือความบริสุทธิ์ ความไม่โกง ถ้าโกงแล้วจะรักษาตัวได้ยากมาก สุทธิคือความบริสุทธิ์จนคนเขาเชื่อว่าคนนี้ไม่โกง อย่างอาจารย์สัญญาไม่มีคนเชื่อว่าท่านจะโกง มันก็ช่วยให้ผ่านพ้นปัญหาไปได้ง่าย เรื่องใหญ่ก็กลายเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าตรงข้าม เขาเห็นว่าคนคนนี้ไว้ใจไม่ได้ มันอาจจะโกง เรื่องเล็กก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้น ทำอะไรต้องมีความบริสุทธิ์

แต่ความบริสุทธิ์อย่างเดียวก็ไม่พอ ต้องใช้ปัญญา ต้องเรียนรู้ รู้เท่าทัน

แต่สองอย่างก็ยังไม่พอ ต้องใช้ความเมตตา เพราะสิ่งที่เข้ามากระทบ สิ่งที่ต้องฝ่าความเสียดทาน หรือการที่เราคิดว่าเราทำดีทุกอย่างแล้วก็ยังมีคนเข้ามาโจมตี มาว่า ในสิ่งที่เราไม่ได้ทำ  มันเป็นธรรมดา มันจะโกรธ มันจะมีความทุกข์ได้ จึงต้องมีความเมตตา ความเมตตาจะทำให้ไม่ทุกข์ ไม่มีปฏิกิริยารุนแรงเกินไป (Overreact)

แต่สามอย่างก็ยังไม่พอ ต้องมีขันตี ต้องอดทน อดทนให้เรื่องมันผ่านไปได้ เพราะสิ่งต่างๆ มันเปลี่ยนแปลงเป็นอนิจจัง มันไม่ได้คงทนอย่างนั้นตลอดไป คนที่ร้ายกับเรา ไม่จำเป็นต้องร้ายตลอดไป มันเปลี่ยนเป็นดีได้ถ้าเราอดทน

ทั้งหมดนี้เป็นคาถาสี่คำของท่านอาจารย์พุทธทาส สามารถใช้กับเรื่องต่างๆ ได้ เป็นแพ็กเกจชุดธรรมะเพื่อฝ่าความเสียดทานในการทำงานสาธารณะ

ทุกวันนี้ปัญหาบ้านเมืองทั้งหมดเราโยนไปที่คุณทักษิณ ว่าสาเหตุอาจจะเกิดจากคุณทักษิณ  อาจารย์ครับ สังคมไทยควรจะอยู่กับคุณทักษิณต่อไปอย่างไร

ผมเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงคุณทักษิณ เพราะว่ารู้จักกันอยู่  เมื่อวันที่ 21 ตุลาคมหนังสือพิมพ์ก็ลงเผยแพร่  ผมเขียนว่า คุณทักษิณ คุณเป็นคนมีศักยภาพมาก คุณน่าจะทำเรื่องใหญ่กว่านี้ ถามว่าเรื่องใหญ่กว่านี้คืออะไร เรื่องใหญ่คือขณะนี้โลกทั้งโลกมันเกิดความขัดแย้ง เกิดวิกฤตทั้งโลก เพราะมนุษย์มีจิตสำนึกเล็ก  มนุษย์ต้องมีจิตสำนึกใหญ่ ต้องมีจิตสำนึกใหม่  มีนักข่าวฝรั่งคุยกัน บอกว่า มนุษย์วิกฤต ไม่มีทางอื่นที่จะแก้วิกฤตนอกจากการปฏิวัติจิตสำนึก (Consciousness Revolution) ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดของมนุษย์ทั้งโลก  ผมบอกคุณทักษิณว่า มีหลานของคุณอยู่คนหนึ่งที่สนใจเรื่องนี้ ถ้าคุณสนใจจริงๆ เขาคงยินดีเดินทางมาคุยกับคุณที่ดูไบ

ผลตอบรับจากคุณทักษิณเป็นอย่างไร ได้จดหมายตอบกลับไหม

ได้ ท่านเรียกหลานคนนี้ไปที่ดูไบ แสดงว่าท่านสนใจเรื่องนี้อยู่

ทำอย่างไรสังคมไทยถึงจะก้าวพ้นคุณทักษิณไปได้ และทำอย่างไรคุณทักษิณถึงจะก้าวพ้นความขัดแย้งในสังคมไทยไปได้

สังคมไทยมันขัดแย้งเชิงโครงสร้างมานานเป็นร้อยปี ทีนี้ การต่อสู้กันในขณะนี้มันไม่ได้ไปแก้โครงสร้าง  เพราะทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายที่อาจจะเรียกว่าอำมาตยาธิปไตยหรืออะไรก็แล้วแต่ และฝ่ายที่อาจจะเรียกว่าฝ่ายอนุรักษ์ ต่างทำประชานิยมเหมือนกัน หาเสียงอย่างประชานิยม ไม่ได้ไปจับที่โครงสร้าง ผมคิดว่ามันไม่หายหรอก มันจะขัดแย้งกันอยู่เรื่อยไป ซึ่งผมคิดว่าทั้งเสื้อแดงและเสื้อเหลืองต่างมีคนที่คิดเชิงโครงสร้าง เราต้องไปทำงานเรื่องโครงสร้าง โครงสร้างในสังคมไทยมันไม่ยุติธรรมกับคนจนคนเล็กคนน้อย มันแก้ความยากจนไม่ได้หรอกถ้าไม่แก้โครงสร้าง โครงสร้างยังขาดความเป็นธรรม ทั้งโครงสร้างทางกฎหมาย เศรษฐกิจ สังคม ทุกชนิด ร้อยแปด

อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ บอกไว้เมื่อนานมาแล้วว่า กฎหมายมีอคติกับคนจน เพราะฉะนั้น เราต้องทำงานแก้โครงสร้างให้ได้ จึงจะแก้ความยากจนได้จริง แก้ความอยุติธรรมในสังคมได้จริง ถ้าเพียงแต่ไปแตะประชานิยม แม้แต่ไปบอกให้นิยมใคร แม้แต่ไปบอกว่าข้างนี้นิยมกษัตริย์ ข้างนี้นิยมคุณทักษิณ พูดตรงไปตรงมา มันแก้ปัญหาไม่ได้ถ้าเราไม่ไปแก้โครงสร้าง เพราะฉะนั้น มันน่าจะมีทางเลือกที่สามเข้ามาทำงานเพื่อแก้ไขตรงนี้ ชวนทุกฝ่ายมาปรึกษากัน ถ้าไม่แก้มันก็ขัดแย้งเรื่อยไป ถึงคุณทักษิณจะตายไปก็ยังมีคนขัดแย้งเรื่องพวกนี้อยู่

อาจารย์จะฝากอะไรถึงคนเสื้อแดง เสื้อเหลือง เสื้อฟ้า เสื้อน้ำเงิน ทุกๆ เสื้อในประเทศไทย

เราคนไทยต้องมีจิตสำนึกใหญ่ เห็นคนทุกสีเป็นเพื่อนมนุษย์  ไม่ว่าจะเป็นสีอะไรก็แล้วแต่ พวกนี้มันเป็นมายาคติ ลึกๆ แล้วทุกคนเป็นเพื่อนมนุษย์กัน และเพื่อนมนุษย์มันก็มีที่แตกต่างกันไป ถูกบ้างผิดบ้าง มันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาฆ่ากันตาย สิ่งที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดคือการทำงานและมีเป้าหมายร่วมกัน ถึงแม้ข้างไหนชนะก็ไม่ได้หมายความว่าจะแก้ปัญหาได้ เพราะฝ่ายที่ชนะก็ต้องไปแบกรับภาระปัญหาซึ่งแก้ได้ยาก รัฐบาลทุกรัฐบาลก็แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะปัญหามันยาก คุณทักษิณเป็นนายกฯ ผมก็เตือนท่านว่า คุณทักษิณอย่าใช้อำนาจ แก้ไม่ได้ ต้องเอาคนมาร่วม ถ้าคุณใช้อำนาจ อำนาจมันจะตีกลับมาที่คุณ

ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล ผมอยากเห็นรัฐบาลที่สามารถดึงคนไทยให้มาร่วมกันและให้ขยับไปได้ เพราะประเทศไทยมีทรัพยากรเยอะแยะ มากกว่าประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลก มากกว่าสวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน

เราคนไทยต้องเข้ามาร่วมกันทำงาน เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของไทยที่ไม่ยุติธรรม แก้ปัญหาเรื่องขาดความเป็นธรรมให้เกิดความเป็นธรรม ถ้าเราทำได้ เราจะแก้ความยากจนได้ ถ้าเราไม่ทำตรงนี้ เราแก้ไม่ได้  รับรอง เอาเงินไปแจกเท่าไรๆ ไอ้โครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมก็ดูดกลับหมด แต่ถ้าเราเรียนรู้ตรงนี้ เราสามารถแก้ความยากจนได้อย่างเด็ดขาดและถาวร

เรามาร่วมกันสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลก ผมคิดว่าเราทำได้  ถ้าเราทำงานด้วยกัน มันจะเกิดความเชื่อถือไว้วางใจกัน หัวใจของความเป็นมนุษย์คือตรงนี้ และพอเกิดความเชื่อถือไว้วางใจกัน ผมคิดว่ามันเป็นทุนมโหฬารที่ทำให้เกิดความสุข และช่วยให้ทำอะไรก็สำเร็จได้ง่าย เรื่องนี้มันซื้อไม่ได้ ใช้เงินกี่พันกี่หมื่นล้านก็ซื้อไม่ได้ มันจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการทำงานร่วมกัน เพราะมนุษย์ทุกคนมีเมล็ดพันธุ์ความดีอยู่ในหัวใจ ขอให้เอาตรงนี้มาเจอกัน มันเกิดร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมรับรองได้ เพราะมันมีอยู่ใน ธรรมชาติของคน

เราเป็นเพื่อนมนุษย์กัน เรื่องสีมันเป็นเรื่องมายาคติ ไม่ใช่ความจริงแท้  ความจริงแท้คือความเป็นมนุษย์ ศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นมนุษย์ ถ้าเรารักเพื่อนมนุษย์ ช่วยกันทำงาน เราสามารถสร้างสันติภาพความอยู่เย็นเป็นสุขในประเทศเราได้อย่างสบาย เมื่อถึงตอนนั้นประเทศเราก็จะเป็นพลังในการไปแก้ปัญหาโลก เพราะโลกมีปัญหาเยอะ ต้องการการเยียวยาแก้ปัญหา เรามาร่วมกันทำเมืองไทยของเราให้ดี ทำให้เมืองไทยมีบทบาทในการช่วยแก้ปัญหาโลก ถ้าทิ้งโลก ปัญหาก็จะไม่มีวันจบ

เรียบเรียงจาก รายการตอบโจทย์ ทีวีไทย  27 พฤจิกายน 2552

Advertisements

Read Full Post »

เสนอ 3 ข้อ ผ่าทางตันการเมืองไทย

recommendare

 

” …. ทางออกของเรื่องนี้ คือการยุติ และเสียสละของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากยอมยุติ บรรดาผู้จงรักภักดีก็จะยอมยุติด้วย แต่เมื่อการยุติ เป็นการยุติแบบชั่วคราว ความขัดแย้งยังคงมีอยู่ จะรับประกันได้อย่างไรว่า จะไม่มีบุคคลแบบอดีตนายกฯเกิดขึ้นอีก … ประวัตศาสตร์ก็จะซ้ำรอย เกิดวิกฤตเหมือนเดิม … “

 

สรุป

ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การเมืองไทยในปัจจุบัน”

 

เนื่องโอกาสการประชุมใหญ่ทางวิชาการโรงพยาบาลราชวิถี

วันที่ 24 กุมภาพันธ์

 

โดย

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า

ราชบัณฑิตยสภา

 

ความมีดังนี้

 

วิกฤติการเมืองไทยที่เกิดขึ้น เป็นความขัดแย้งที่สะสมมาตั้งแต่สมัยการเปลี่ยนแปลงระบอบการบริหารประเทศและระบอบเศรษฐกิจ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีการเปลี่ยนแปลงจากระบอบเทศาภิบาล เป็นกระทรวง ทบวง กรม ระบบขุนนางกินเมืองเป็นข้าราชการกินเงินเดือน รายได้จากพระคลังและภาษี เป็นการเก็บภาษีอากร นอกจากนี้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ยังไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง กับสภาพสังคมไทย แผนพัฒนาเศรษฐกิจ ฉบับที่ 1-3 เน้นการผลิตและนำเข้า ฉบับที่ 4 และ 5 เน้นการผลิตเพื่อการส่งออก แต่ไม่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจใดที่กล่าวถึงการพัฒนาภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศเป็นรายได้หลักของประเทศ รวมทั้งไม่มีแผนพัฒนาอย่างชัดเจนถึงการขยายผลผลิต ยุทธศาสตร์การผลิตเพื่อการเกษตร ที่น่าแปลกและส่งผลถึงปัจจุบัน เมื่อข้าวมีราคาแพง รัฐบาลกลับไม่ดีใจ เข้ามาแทรกแซง ไม่ได้คำนึงว่าจะกระทบต่อคนจนหรือชาวนา 

 

สาเหตุหลักของความขัดแย้ง เหลื่อมล้ำ เป็นเพราะคนจนไม่เคยได้รับการช่วยเหลือ ไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากร การช่วยเหลือทั้งของบีโอไอ (สำนักงานส่งเสริมการลงทุน) และเอสเอ็มอี (ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) เป็นการช่วยเหลือที่กระจุกตัวอยู่ในคนมั่งคั่งและคนชั้นกลาง มีแต่ชนชั้นกลางกับชนชั้นสูงที่ได้รับการส่งเสริม จึงทำให้เกิดคนจนจำนวนมาก  คนรวย ก็รวยมากขึ้น ส่วนคนจนก็ยิ่งจนลง เมื่อคนจนไม่มีอำนาจต่อรองทรัพยากรเหมือนชนชั้นกลางความขัดแย้งจึงยิ่งทวีคูณ ในปี 2519 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 และ 5 พบว่า รายได้ของคนรวย ร้อยละ 20 มีรายได้เป็นเจ้าของรายได้ประชาชาติสุทธิ 29.26 คนจน 6.05 ในปี 2529 เพิ่มขึ้นเป็นคนรวย 55.63 ขณะที่คนจน 4.55 ซึ่งสังเกตได้ว่า ชนชั้นกลางแม้ว่าจะมีรายได้เศรษฐกิจดีขึ้น แต่ยังไม่เคยสนใจเรื่องการเมืองเช่นเดิม ขณะที่คนจนก็ไม่มีอำนาจต่อรอง

 

ในปีที่ผ่านมาประเทศไทย มีนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน จากการบริหารประเทศภายใต้ระบอบประชาธิปไตย 76 ปี ขณะนี้ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีแล้วทั้งสิ้น 27 คน มีรัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ เกิดกบฏ 11 ครั้ง รัฐประหารสำเร็จ 9 ครั้ง ความขัดแย้งในเรื่องของความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจ ทั้งปิดและเปิดยังคงมีอย่างต่อเนื่อง และซ่อนตัว และเมื่อปี 2540 เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นเป็นการแก้ในส่วนของเรื่องการเมืองเป็นหลัก ทำให้เกิดระบบการเลือกตั้ง ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ เน้นการหาเสียงเชิงนโยบายเป็นหลัก พรรคไทยรักไทย จึงได้รับคะแนนนิยมสูงสุดจากประชาชนในปี 2544 และได้เสียงข้างมากเกินครึ่งในปี 2548 เป็นผลมาจากนโยบายประชานิยม ทั้ง 30 บาท กองทุนหมู่บ้าน 1 อำเภอ 1 ทุน โอท็อป ซึ่งความขัดแย้งที่ถูกปิดก็ถูกเปิดขึ้นมา คนจนเข้าถึงทรัพยากรมากขึ้น ได้ลิ้มลองการรักษาฟรี และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ
  

จึงเป็นที่มาว่า คนจนเลือกตั้งรัฐบาล โดยคำนึงถึงนโยบายประชานิยม เพื่อการเข้าถึง ในขณะที่คนชั้นกลาง เป็นคนกำหนดนโยบายและล้มรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลไทยรักไทยถือได้ว่า เป็นการรวมตัวของมหาเศรษฐีที่ไม่เคยมีมาก่อน จึงเกิดปัญหาการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายขึ้น แต่การเมืองภาคประชาชนก็ไม่กล้าที่จะต่อสู้เรียกร้อง เพราะกลัวไม่ได้รับทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวกจากนโยบายของรัฐ ขณะที่สื่อมวลชนก็ตกภายใต้การบีบคั้นของภาคธุรกิจ ถ้าหากวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล โฆษณาก็จะลดน้อยลง ทำให้เสียงวิจารณ์ไม่มี และเลยเกิดความขัดแย้ง ที่ส่งผลต่อปัจจุบัน 
  

ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะนักการเมืองในสมัยที่แล้วรู้เห็นเป็นใจและปลุกให้กลุ่มคนเสื้อแดงขึ้นมาต่อสู้กัน และไม่มีใครรู้ได้ว่าความขัดแย้งนี้จะจบลงเมื่อไหร่ ซึ่งความขัดแย้งอาจเกิดจาก 2 ปัจจัยคือ

 

1.มาจากความขัดแย้งของคนเสื้อเหลืองกับอดีตนายกฯ ที่ผู้ต่อต้านไม่ยอมรับการได้มาซึ่งอำนาจ หากฝ่ายหนึ่งยอมหยุดก็จะยุติเพียงชั่วคราวเท่านั้น หากมีคนที่ใช้วิธีเดียวกันขึ้นมาอีกก็จะเกิดความขัดแย้งขึ้น

2.ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่าง คนมี กับ คนไม่มี ซึ่งวันนี้คนจนรู้แล้วว่าจะเข้าถึงอำนาจได้อย่างไรเพื่อให้เข้าถึงทรัพยากร

 

อนาคตพรรคการเมืองจะหันมาใช้นโยบายประชานิยมกันหมดเพื่อให้ได้คะแนนเสียง โดยไม่สนใจว่าจะเอาเงินมาจากไหนเพื่อทำตามนโยบายนั้น ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ขณะนี้การหันมาใช้นโยบายประชานิยมกันหมด จะส่งผลให้ทรัพยากรหมดประเทศ เพราะเป็นประชานิยมที่ออกแบบแบบฉาบฉวยไม่คำนึงถึงการหาทรัพยากรเพิ่มเติม กลายเป็นการผลักภาระหนี้ไปในอนาคตให้รัฐบาลรับผิดชอบภาระหนี้แทนภาคประชาชน สุดท้ายประเทศก็จะเป็นหนี้ระยะยาว เกิดเป็นวิกฤตเศรษฐกิจเหมือนละตินอเมริกาที่เป็นเจ้าประชานิยม

 

การปกครองประเทศแบบประชาธิปไตย เหมาะกับประเทศที่มีคนชนชั้นกลางมาก แต่ประเทศไทย ไม่ใช่ เพราะมีแต่คนจน และคนชอบประชานิยมแบบไม่มีเหตุผล ลด แลก แจก แถมไปเรื่อย  

 

ทางออกของเรื่องนี้ คือการยุติและเสียสละของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากยอมยุติ บรรดาผู้จงรักภักดีก็จะยอมยุติด้วย ความขัดแย้งก็จะไม่เกิดขึ้น แต่เมื่อการยุติ เป็นการยุติแบบชั่วคราว ความขัดแย้งยังคงมีอยู่ จะรับประกันได้อย่างไรว่า จะไม่มีบุคคลแบบอดีตนายกรัฐมนตรีเกิดขึ้นอีก หากนำนโยบายประชานิยมเข้ามาใช้และกลับมาเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ประวัตศาสตร์ก็จะซ้ำรอย เกิดวิกฤตเหมือนเดิม

 

ทางออกในเรื่องนี้ จึงต้องจัดสรรโครงสร้างทรัพยากรทางเศรษฐกิจใหม่ ด้วยการปรับโครงสร้างภาครัฐ ให้คนชนชั้นล่างมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจโดยไม่ต้องพึงพารัฐ ซึ่งสามารถทำได้ 3 ทาง  คือ 1. รัฐธรรมนูญ และกฏหมาย ต้องเปิดโอกาสให้คนจนเข้าถึงทรัพยากรและเศรษฐกิจมากขึ้น

 

1. รัฐธรรมนูญ และกฏหมาย ต้องเปิดโอกาสให้คนจนเข้าถึงทรัพยากรและเศรษฐกิจมากขึ้น

2.ปรับระบบภาษี หารายได้มาบริหารจัดการรายจ่าย นำเงินของคนมั่งมีมาช่วยคนจน เช่นภาษีมรดก ภาษีที่ดิน จัดการเรื่องรายจ่ายของประเทศ ไม่เน้นนโยบายประชานิยม เพราะเป็นการนำเงินอนาคตมาใช้ และ

3.ลดการกระจุกตัวของกลุ่มทุนธุรกิจขนาดใหญ่ จัดสรรทรัพยากรจากคนรวยให้เข้าถึงคนจน แต่ต้องไม่ก่อให้เกิดวิกฤตตามอีก ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่กระชากทรัพย์จากคนมีให้คนจน เหมือนระบอบคอมมิวนิสต์ หรือเป็นการแย่งชิงทรัพยากร แต่เป็นการร่วมแรงร่วมใจกัน ช่วยเหลือกระจายทรัพยากร

 

ทางออกวิกฤตก็ขึ้นอยู่กับคนในสังคมทั้งหมด ไม่ใช่แค่นักการเมือง หรือ รัฐสภา เพราะเป็นเรื่องใหญ่เกินที่ใครจะทำเพียงคนเดียวได้ แต่เชื่อว่าหากทำเช่นนี้ปัญหาต่าง ๆ ก็จะค่อย ๆ คลี่คลายและหมดไป 

 

Read Full Post »