Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘คน’

recommendare

บทสัมภาษณ์เรื่อง

”ไอเดีย(ไม่)ตกผลึกของ”กรณ์” อุตสาหกรรมแบงกิ้งไม่ได้แข่งขันแท้จริง เป็นยิ่งกว่าโบรกเกอร์”

.

กรณ์ จาติกวณิช

.

ความมีดังนี้

.

มีคนชื่นชม”กรณ์ จาติกวณิช” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เพราะพูดจาตรงไปตรงมา ไม่วกวน ตอแหลแบบนักการเมืองที่เห็นกันทั่วไป และข้อดีอีกประการคือ ไปพูดในเวทีระดับประเทศดูน่าเชื่อถือ ไม่อายใคร แต่นักข่าวพบว่า ยังมีแนวคิดอีกหลายเรื่องของ”กรณ์”ที่ยังไม่ตกผลึก แต่น่าสนใจ

.

สัปดาห์ที่ผ่านมา “นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นประธานเปิดโครงการก้าวที่ยั่งยืนสู่ชีวิตใหม่ปลอดหนี้นอกระบบ จากที่ลงทะเบียนไว้ 1,183,355 คน เป็นวงเงินหนี้ 122,672 ล้านบาท ผ่านการอนุมัติ 6 แบงก์รัฐเข้ามาอยู่ในระบบได้ 412,741 ราย

.

ระบบธนาคารมีไว้รับใช้คนรวย

.

“กรณ์ จาติกวณิช” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการนี้เล่าว่า คนที่เข้ามาในวัฏจักรหนี้นอกระบบส่วนใหญ่มีร้อยแปดพันเก้าเหตุผล คำตอบสุดท้ายเขาเข้าถึงระบบธนาคารไม่ได้ เพราะระบบธนาคารมีไว้รับใช้คนรวย ยิ่งรวยยิ่งกู้ได้ ยิ่งจนยิ่งกู้ไม่ได้ ตัวเลขแบงก์ชาติบอกว่า 15% ของประชากรไม่มีบัญชีเงินฝาก ถ้าถามว่ากี่เปอร์เซ็นต์ที่ไม่สามารถกู้ได้ ผมว่า 30% หรือมากกว่านั้น

.

ดังนั้นการถลำเข้าไปเป็นหนี้บอกระบบเพราะชีวิตสะดุด เช่น ตั้งครรภ์ แม่ป่วย มีภาระลูกเรียน เป็นจุดที่เข้าสู่หนี้นอกระบบ เราจึงต้องจัดให้เขามีที่พึ่ง และโครงการนี้พร้อมจะช่วยคนที่พร้อมจะช่วยตัวเอง คาดว่าจนถึงสิ้นเดือนกันยายนน่าจะประมาณ 450,000 ราย โดยมีหนี้เฉลี่ย 100,000 บาท/คน คิดเป็นวงเงินหนี้ที่รีไฟแนนซ์ 40,000-45,000 ล้านบาท เมื่อคำนวณต่อคนประหยัดดอกเบี้ยได้ 1,000 บาท/คน/เดือน

.

“ถือว่าเยอะมากสำหรับคนกลุ่มนี้ เป็นการเพิ่มเงินในกระเป๋าโดยไม่เป็นภาระงบประมาณ เป็นการใช้กลไกธนาคารรัฐ อาศัยกลไกตลาดที่ไม่ใช่เงินภาษี 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน เท่ากับ 4 หมื่นกว่าล้านที่อยู่ในมือคน 4 แสนราย ซึ่งมีผลในระดับเศรษฐกิจ เพราะเป็นการเพิ่มกำลังซื้อให้เขา”

.

“กรณ์” ย้ำว่า เราตระหนักว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะแก้ปัญหาหนี้ให้เขาครั้งเดียวแล้วจะไม่มีปัญหาอีก ดังนั้นเพื่อให้เขาเข้าถึงแหล่งเงินในอนาคต เราตอบโจทย์ให้ 4 แสนคนนี้ ด้วยการออกแบบนวัตกรรมคือบัตรลดหนี้ โดยมี 2 เป้าหมาย

.

1.ต้องการให้คนกลุ่มนี้มีวงเงินในอนาคตที่จะเข้าถึงแหล่งเงินกู้ยืมในระบบธนาคารได้โดยไม่กลับไปที่เจ้าหนี้นอกระบบ

.

2.มาตรการช่วยกระตุ้นมีวินัยทางการเงิน ทุกบาทที่ชำระเงินต้นและดอกเบี้ย จะได้คืนเป็นวงเงินครึ่งหนึ่ง สะสมไปเรื่อย ๆ สมมติมีหนี้แสนบาท คุณชำระเงินต้นบวกดอกเบี้ย ณ สิ้นปีแรกจะได้วงเงิน 6,000 บาท เป็นฟรีเครดิตไลน์ วงเงินนี้เป็นของเขากดเงินได้จากตู้เอทีเอ็ม และเราเก็บวงเงินเครดิตไลน์ให้เขา 4 ปี รวมทั้งทุกรายมีประกันชีวิตฟรีด้วย ซึ่งแบงก์รับภาระต่อราย 35 สตางค์”

.

“กรณ์” กล่าวว่า เราไม่รู้ว่าคนกลุ่มนี้เขาทำได้อย่างไร ที่ต้องรับภาระดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อเดือน แต่เวลาไปกู้กับแบงก์ แบงก์มองไม่เห็นความสามารถเขา ทั้ง ๆ ที่เขาทำได้ ปากกัดตีนถีบ ผมพยายามกล่อมแบงก์ว่า ถ้าเขาเคยจ่ายร้อยละ 10 ต่อเดือนได้ คุณต้องมีจุดเริ่มต้นว่า เขาทำได้ แบงก์ต้องเข้าไปดู เรามานั่งคำนวณว่าภาระหนี้ที่มี หากเขาเป็นลูกค้าที่ดี 1 ปี หรือมากกว่า ผมมั่นใจว่าแบงก์จะปรับโครงสร้างหนี้ให้เขาเอง เพราะเราคิดดอกเบี้ยร้อยละ 1% ต่อเดือน แบงก์อาจจะให้วงเงินเขาเพิ่มขึ้นเอง

.

ผมกำลังคิดว่าในอนาคตลูกค้ากลุ่มนี้หากรักษาไว้ได้เป็นกลุ่มที่มีค่า จะรักษาอย่างไรค่อยว่ากัน อนาคตหากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสินคงทำธนาคารรากหญ้าที่จะทำไมโครไฟแนนซ์ ก็มี 4 แสนรายนี้เป็นเชื้ออยู่แล้ว

.

แนวคิด ธนาคารคนจน ธนาคารรากหญ้า

.

แต่โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรไม่ให้คนเข้าสู่การเป็นหนี้นอกระบบตั้งแต่แรก ต้องมีธนาคารคนจน ธนาคารรากหญ้า จากประสบการณ์ 9 เดือนที่ทำเรื่องนี้ มีบทเรียนว่าหนึ่งในอุปสรรคที่พบคือวัฒนธรรมองค์กรของธนาคารรัฐ ยังไงก็ยัง “เป็นธนาคาร” และทัศนคติของเจ้าหน้าที่ซึ่งสำคัญมาก ตั้งแต่เปิดสายด่วน 1689 มาที่กระทรวงการคลัง มีคนโทรศัพท์เข้ามา 400-500 คนทุกวัน มีคนร้องเรียนจำนวนมาก อาทิ เจ้าหน้าที่ธนาคารบอกว่าคนค้ำประกันต้องเป็นข้าราชการ ซึ่งคน 70% ที่โทร.เข้ามาเป็นเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่ประกาศไปแล้ว ทำให้เรารู้ว่าทุกเรื่องหากจะทำให้ได้ ต้องลงมาขันเอง และวัฒนธรรมองค์กรต้องเปลี่ยน

.

การทำธนาคารคนจนหรือธนาคารรากหญ้า ไม่จำเป็นต้องแยกองค์กรออกมาดูแลต่างหาก ใช้โครงสร้างที่มีอยู่แล้วให้เป็นประโยชน์ เช่น สัจจะออมทรัพย์ กองทุนหมู่บ้าน สหกรณ์ หน่วยงานเหล่านี้มีสมาชิกเป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของธนาคารรากหญ้าอยู่แล้ว โมเดลที่เราคิดอยู่คือให้ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสินซึ่งมีหน้าที่ดูแลลูกค้าอยู่แล้ว แต่ให้มีอีกหน้าที่คือ “โฮลเซล” เอากลุ่มที่กล่าวมาข้างต้นเป็นพวก กู้เงินจาก ธ.ก.ส.และออมสินเพื่อไปปล่อยกู้ต่อโดยมีเงื่อนไขอะไรบ้าง ให้เขาบริหาร ดูแลลูกค้าของเขา แทนที่ออมสิน ธ.ก.ส.ต้องไปดูแลเอง

.

หรือแม้แต่กลุ่มมอเตอร์ไซค์ เจ้าหนี้นอกระบบ ให้เขามาขึ้นทะเบียน เป็นนิติบุคคล เป็นเหมือนเอเย่นต์ของ ธ.ก.ส. ออมสิน กลุ่มเหล่านี้เขารู้วิถีชาวบ้าน ให้เขาไปดูแลกันเอง นี่คือสิ่งที่ต้องทำต่อไป

.

เจ้าหนี้นอกระบบ 60% เป็นคนอุทัยธานี

.

“กรณ์” เล่าเบื้องหลังว่า การได้มาทำโครงการหนี้นอกระบบได้พบอะไรแปลก ๆ ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าเจ้าหนี้นอกระบบกระจุกตัวเหมือนกัน หมายความว่าเจ้าหนี้นอกระบบ 60% ของวงเงินหนี้ทั้งหมดเป็นคนอุทัยธานี คือวันดีคืนดีที่ประกาศโครงการนี้ไป มีคนกระซิบบอกว่า หากผมอยากทำเรื่องนี้ให้สำเร็จต้องคุยกับ ส.ส.คนหนึ่งคือ ส.ส.อุทัยธานี พรรคชาติไทย ซึ่งผมเชิญมานั่งคุยด้วย เขาบอกว่าหากรัฐมนตรีอยากทำเรื่องนี้จริง ๆ เขาจะช่วย ให้ผมส่งทีมงานไปที่บ้านเขาและเขานัดเจ้าหนี้มาคุย หากคุยกับเจ้าหนี้กลุ่มนี้ได้ก็จบแล้ว

.

ผมให้เจ้าหน้าที่ไปพบเจ้าหนี้กว่า 200 คน เริ่มเข้าใจวัฒนธรรม วิธีการปฏิบัติ การแก้ปัญหา เราในฐานะนักการเงินเอาข้อมูลเขาคำนวณว่าเขาคิดดอกเบี้ย มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง รวมถึงส่วยที่ต้องส่ง หนี้เสีย ค่าจ้างนักเลง ฯลฯ คำนวณออกมาผลตอบแทนสุดท้ายเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเพดานแบงก์ชาติ 28% (ดอกเบี้ยบวกค่าธรรมเนียมด้วย) เมื่อเราถามว่าหากเราให้คุณทำสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายแบบนี้ เอาไหม เขาเอาเพราะชีวิตเขาต้องคอยหลบหลีก คือได้มา 100 บาท เหลือในมือเขาแค่ 10 บาท เขารันทด เก็บกดด้วย ทำให้เราคิดว่าโครงการนี้มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้

.

นอกจากนี้ “กรณ์” กล่าวว่า อีกมิติที่สำคัญมาก คือการสร้างวัฒนธรรม สร้างวินัยทางการเงิน งานนี้ได้ประสานหลายกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าผมอยากให้มี “หมอหนี้” เป็นอาสาสมัครที่อยู่ทุกหมู่บ้าน 70,000 หมู่บ้าน ฝึกอบรมโดยธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส.ซึ่งมีโครงการบัญชีครัวเรือนที่แข็งแรงมากอยู่แล้ว มีหน้าที่คอยติดตาม ประสานระหว่างธนาคารกับหมู่บ้านและพัฒนาไปสู่บัญชีหมู่บ้าน มันจะเป็นภูมิคุ้มกันได้ ที่ผ่านมา ธ.ก.ส. ออมสิน หลังโอนลูกหนี้มาเป็นลูกหนี้เขาแล้ว เขามีโครงการเศรษฐกิจพอเพียง จัดตามวัดให้คนกลุ่มนี้ ผมว่าดีมาก ปัจจุบันเรามี “อสม.” ดูแลสุขภาพอนามัย ต่อไปเราจะมีหมอหนี้ดูแลสุขภาพทางการเงิน

.

อยากให้ทำงบประมาณ 4 ปี แต่รัฐบาลอยู่ครบ 4 ปี

.

นอกจากนี้ “กรณ์” ได้ตอบคำถามเรื่องงบประมาณที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาขณะนี้ว่าการทำงบประมาณปัจจุบันไม่สอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

.

ผมเรียนท่านนายกฯว่าแทนที่จะทำงบประมาณปีต่อปี หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อยากให้ทำงบประมาณ 4 ปีสอดคล้องกับยุทธศาสตร์รัฐบาล แต่รัฐบาลมักอยู่ไม่ครบ 4 ปี ดังนั้นต้องยืดหยุ่นให้โอกาสรัฐบาลใหม่ปรับเปลี่ยนได้ นั่นคืองบฯกลางของนายกรัฐมนตรี โดยนำเฉพาะส่วนนั้นเข้าสภาพิจารณาในแต่ละปี

.

ปัจจุบันการใช้งบประมาณไม่เป็นไปตามยุทธศาสตร์ จากการที่ได้พบกับหอการค้า อุตสาหกรรมจังหวัด ผมหารือกับเขาว่าอยากเห็นยุทธศาสตร์ระดับพื้นที่ของเขา โดยเสนอผ่านมาที่รัฐบาล หลังจากนั้นจะได้กำหนดงบประมาณที่จะได้ตอบโจทย์ของเขาได้ อย่างภาคใต้ อุตสาหกรรมยางรวมตัวกัน ยุทธศาสตร์ยางของประเทศคืออะไร รัฐบาลควรสนับสนุนอะไร ตอนนี้งบประมาณคิดจากส่วนกลาง ไม่ได้เป็นสิ่งที่เขาต้องการที่แท้จริง ดังนั้นหากทำเป็นคลัสเตอร์และทำแมทริกซ์ คนทั้งประเทศมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย

.

กรณ์กล่าวถึงงบประมาณปีนี้ที่รายรับกับรายจ่ายประจำที่เท่ากัน 1.6 ล้านล้านบาท ถ้ารัฐต้องลงทุนจะต้องใช้เงินกู้ ว่าเรื่องนี้คือสาเหตุที่ยังต้องทำงบประมาณขาดดุล พร้อมอธิบายว่าถ้าไม่ขาดดุล นั่นคือ 1.ลดรายจ่ายได้ไหม…ยาก 2.เพิ่มรายได้ไหม…ก็ไม่ง่าย ดังนั้นหากจะให้รัฐบาลลงทุนเพิ่มก็ต้องขาดดุล ความจริงคนทั่วไปกลัวเรื่องการขาดดุลมากเกินไป สำหรับผมไม่มีปัญหา ที่สำคัญคือถ้าขาดดุลแล้วเศรษฐกิจมีการเติบโตหรือไม่ ถ้าเติบโตก็ไม่มีปัญหา

.

ดังนั้นถ้ารัฐไม่มีเงินลงทุนและไม่ขึ้นภาษี ตรรกะมันพาไปคือให้เอกชนลงทุน แต่เราจะพึ่งพาการลงทุนของเอกชนไทยอย่างเดียวหมายถึง “การผูกขาด” ไม่มีการแข่งขัน หากให้เอกชนลงทุนก็ต้องให้ต่างชาติมาลงทุน

.

กรณ์กล่าวว่า ถ้าจะต้องคุยกันจริง ๆ เรื่องนี้แบบเป็นวาระแห่งชาติ ต้องถอดเรื่องการเมืองออกไป เพราะสังคมปัจจุบันเป็นเรื่องที่การเมืองไม่กล้าแตะ เช่น สิทธิการถือหุ้น รวมถึงสิทธิการครองที่ดิน ขนาดผู้บริหารมาประมูล 3G ยังเป็นต่างประเทศไม่ได้เลย มันจึงยังอีกไกล…

.

ในแง่การลงทุน “กรณ์” มองว่า ส่วนหนึ่งรัฐไปสร้างเงื่อนไขให้เขาเยอะมาก เช่นใบอนุญาต กฎระเบียบต่าง ๆ ไม่สามารถตัดสินใจในเชิงพาณิชย์เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ดูตั้งแต่สมัยไหน ๆ เช่นบริษัทใหญ่ ๆ 20-30 บริษัทของไทย ล้วนมีส่วนหากินกับรัฐทั้งสิ้น ทั้งสัมปทาน ธุรกิจใบอนุญาต กรณ์กล่าวว่า ในแง่มุมหนึ่งผมชื่นชมพวกอสังหาริมทรัพย์มากสุด เพราะเขาแข่งขันกันจริง ๆ เขาไม่มีใบอนุญาต ไม่มีสัมปทาน นอกนั้นธนาคารพาณิชย์ โทรคมนาคม ปตท. ต่างมีสัมปทาน ผูกขาด เราถึงไปแข่งต่างประเทศไม่เป็น

.

อุตสาหกรรมแบงกิ้ง…ยิ่งกว่าโบรกเกอร์

.

ส่วนเรื่องสเปรดดอกเบี้ย “กรณ์” กล่าวว่า “ผมคุยกับ ดร.ประสาร (ไตรรัตน์วรกุล ว่าที่ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่) ผมว่าต้องแยก 2 ส่วน เรื่องค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนที่ไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภคคือ 1.สเปรดดอกเบี้ย 2.ค่าธรรมเนียม เช่นค่าโอนข้ามเขต เดี๋ยวนี้ระบบไม่มีต้นทุนแล้ว แบงก์เถียงว่าเขามีกำไรเกินควรเพราะมีไว้ซับซิไดซ์เรื่องการรับเช็ค ซึ่งต้นทุนสูงมาก เราก็ฟังและบอกว่าต้องโปร่งใสในเรื่องนี้ ส่วนเรื่องส่วนต่างดอกเบี้ยต้องแยกส่วนระหว่างลูกค้ารายใหญ่ เอสเอ็มอี ลูกค้ารายบุคคล มันมีการซับซิดี้กันอยู่ ลูกค้ารายใหญ่ ๆ แบงก์ขาดทุนในแง่สเปรด แต่ไปได้อย่างอื่นเช่นทรานแซ็กชั่น แคชแมเนจเมนต์ เป็นต้น

.

เวลาแบงก์ชาติอ้างส่วนต่างดอกเบี้ยโดยเฉลี่ยเทียบกับวงเงินกู้โดยรวมว่าไม่ได้สูงเกินไป ผมว่า…ใช่ แต่ส่วนต่างดอกเบี้ยที่คิดกับคอนซูเมอร์โลน มันกว้างมาก คิดเฉลี่ยไม่ได้ ต้องคิดแยกส่วน ซึ่ง ดร.ประสารเข้าใจเรื่องนี้ ผมว่าอุตสาหกรรมแบงกิ้งไม่ได้เป็นการแข่งขันที่แท้จริง มันเป็นคลับมากกว่า ยิ่งกว่าโบรกเกอร์อีก

.

จริง ๆ ต้นทุนของแบงก์สูง ทำให้เขาอ้างว่าสเปรดต้องกว้าง ประเด็นคือหากเราไปปรับสเปรด ก็ทำให้เขาต้องลดต้นทุนเอง ตอนนี้เขาไม่ต้องลดต้นทุนเพราะสเปรดมันกว้างอยู่ ที่น่าห่วงมากคือค่าธรรมเนียม ปีที่จีดีพีติดลบที่ผ่านมา ค่าธรรมเนียมแบงก์ขยายตัวมากสุดในเอเชีย เขาถึงไม่ปล่อยกู้ เราเอาแบงก์รัฐมาปล่อยกู้แทน เขาหากินที่ค่าธรรมเนียม

.

ไทเกอร์แอร์…ถ้าไม่ดีก็ต้องรับผิดชอบ

.

ส่วนประเด็นไทเกอร์แอร์ของการบินไทย กรณ์กล่าวว่า เราคุยกับกระทรวงคมนาคมว่าเราจะให้ “การบินไทย” เป็นมืออาชีพมากสุด เพราะต้องแข่งขันกับสุดยอดของต่างประเทศ เช่น คาเธ่ย์ แปซิฟิค สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส หากเราไปยุ่งมาก สุดท้ายกลับมาเป็นภาระของกระทรวงการคลัง

.

หากฟังผู้บริหารการบินไทย บอกว่าเขาอยากปกป้องในส่วนแบ่งตลาดตรงนั้น จะลงไปทำเองก็เป็นไปไม่ได้ ต้นทุนผู้โดยสารสูงกว่ากันเยอะ แม้แต่นกแอร์เองก็สูงกว่าแอร์เอเชีย หากจะแข่งต้องแข่งบนต้นทุนที่เท่ากันหรือต่ำกว่า จึงจะแข่งกันได้ วิธีที่เขาตัดสินใจคือทำกับไทเกอร์แอร์ ผมก็ตั้งคำถามในเชิงยุทธศาสตร์ว่าทำไมไม่ทำกับนกแอร์ เขาบอกว่าต้นทุนนกแอร์สูงกว่าแอร์เอเชียเยอะ สู้ไม่ได้ ที่ผ่านมาผลักดันให้นกแอร์ไปเส้นทางอื่นมาแล้ว แต่นกแอร์เลือกที่จะบินในประเทศ การบินไทยจึงต้องหาพาร์ตเนอร์ใหม่ ถ้าไปได้ดีก็เป็นเรื่องคณะผู้บริหาร ถ้าไม่ดีก็ต้องรับผิดชอบ

.

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง ”จุดจบของขบวนการคนเสื้อแดง”

โดย

ประภาส ปิ่นตบแต่ง

ความมีดังนี้

.

บทความนี้ เขียนในสถานการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดง ที่ยังคงอยู่ในป้อมค่ายถนนราชประสงค์
.

แต่ท่ามกลางการยกระดับไปสู่ความสุดโต่งด้วยกันทุกฝ่าย อาจจินตนาการได้ไม่ยากนักว่า ชะตากรรมของผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง และแกนนำคงจะเหมือนดังกบฏผู้มีบุญ
.

พระราชพงศาวดารอยุธยาฉบับหมอบรัดเล ได้บันทึกกบฏผู้มีบุญที่เกิดขึ้นหลายครั้งในตอนปลายรัชสมัยพระเพทราชา ที่น่าสนใจมากเป็นพิเศษ คือ กบฏบุญกว้างกับพวก 28 คน ซึ่งมีการกล่าวเอาไว้ชัดเจน ว่า คิดอ่านตั้งตนเป็น “ผู้มีบุญ”
.

กบฏบุญกว้างผู้มีอำนาจคุณวิชา กับพวกแค่ 28 คนได้เข้าบุกยึดเมืองนครราชสีมาอยู่หลายเดือน จนทำให้ฝ่ายเมืองหลวงตั้งคำถามว่า เพียงคนแค่หยิบมือ หากชาวเมืองหยิบเพียงดินคนละก้อนโยนเข้าไป อ้ายพวกกบฏก็พ่ายจนสิ้นแล้ว
.

เมืองหลวงจึงได้ยกทัพถือพลฉกรรจ์ลำเครื่อง 5,000 สรรพด้วยเครื่องศาสตราวุธทั้งปวง แต่ก็หาได้สามารถจัดการกับอ้ายกบฏลาวได้ไม่ การล้อมปราบกบฏบุญกว้างที่ยึดศาลากลางนครราชสีมาดำเนินอยู่อีกเป็นเวลานาน แต่สุดท้าย ก็หาได้รอดไปไม่เหมือนดังขบวนการผีบุญอื่นๆ
.

เหตุใดขบวนการผู้มีบุญหรือกบฏผีบุญมักต้องพบจุดจบเช่นนี้
.

ประการแรก ขบวนการผู้มีบุญมีจุดหมายทางการเมืองที่สำเร็จรูป คือ การโหยหาธรรมสังคมในยุคพุทธกาลที่เคยเจริญรุ่งเรือง การกล่าวถึง ความเลวร้ายของสังคมปัจจุบัน จึงเป็นการเปรียบเทียบกับความรุ่งโรจน์ในอดีต
.

แกนนำคนเสื้อแดงได้ยกระดับการต่อสู้จนแทบจะเหมือนกบฏผู้มีบุญไปเสียแล้ว กล่าวคือ การพาผู้คนกลับสู่ความอุดมสมบูรณ์พูนสุขของอดีตกาลยุครัฐบาลทักษิณ
.

เมื่อเป็นเช่นนี้ แกนนำและนักเคลื่อนไหวคนเสื้อแดง จึงมักออกมาประณามเครือข่ายองค์กร และรายการทีวีที่นำพาผู้คนมาพูดกันเรื่องปฏิรูปประเทศไทย หรือประเด็นในการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่จะพาสังคมก้าวเดินไปข้างหน้า
.

เพราะตรรกะการเปลี่ยนแปลงสังคมของขบวนการผู้มีบุญมีลักษณะเป็นวัฏจักร ไม่ใช่มีลักษณะก้าวไปข้างหน้า กล่าวคือ สิ่งที่ดีงาม คือ การกลับคืนสู่อดีตกาล ประชาธิปไตยและสังคมที่อุดมสมบูรณ์ได้เกิดขึ้นแล้วในยุคทักษิณ
.

ประการที่สอง ขบวนการผู้มีบุญมีลักษณะสุดโต่ง ไม่ประนีประนอม ไม่มีข้อเรียกร้องแบบยืดหยุ่น ต่อรองไม่ได้ และพร้อมที่จะตาย ขบวนการต่อสู้ในลักษณะเช่นนี้ จึงรอคอยและเชื้อเชิญให้ฝ่ายอำนาจรัฐเข้ามาล้อมปราบ นั่นคือ จุดจบของผีบุญทุกครั้ง
.

แน่ละว่า ขบวนการคนเสื้อแดงมีบริบทที่แตกต่างไปจากขบวนการผู้มีบุญในอดีตเป็นอย่างมาก แต่ก็น่าสนใจว่า การเคลื่อนไหวต่อสู้แบบสุดโต่ง ไม่รู้จักสะสมชัยชนะระยะยาวไม่เคยประสบความสำเร็จ
.

การมีอุดมการณ์หรือจุดหมายที่สำเร็จรูป และการระดมผู้คนด้วยคาถาอาคม อำนาจวิชาแบบโบราณ หรือการระดมปลุกเร้าสร้างอารมณ์โดยอาศัยองค์ศาสดานักรบหน้าไมค์ ที่กระทำเหมือนกันทุกสีเสื้อ
.

แม้จะมีพลังการเคลื่อนไหวกดดัน แต่ไม่ได้เกิดประโยชน์ในระยะยาว เพราะพลังเช่นนี้ทำงานในด้านลบ สร้างความเป็นพวกเขา พวกเรา และขับเคลื่อนด้วยตรรกะของความเกลียดชัง ความโกรธเกรี้ยวด้วยกันทั้งสิ้น
.

ดังนั้น พลังของขบวนการผีบุญจะมีเพียงใด ก็จะมีอย่างจำกัดในหมู่ศาสดาและสาวกหรือสมาชิก แต่ไม่สามารถขยายผู้เข้าร่วมที่กว้างขวางออกไปได้มากกว่าความเป็นพวกเดียวกันที่สุดโต่ง
.

บริบทสังคมการเมืองปัจจุบันอาจจะมีลักษณะที่แตกต่างออกไปมาก แต่ลองพิจารณาการปิดล้อมตัวเองของคนเสื้อแดงผ่านยุทธวิธีการเคลื่อนไหว และการวางท่าทีต่อพื้นที่สาธารณะ ก็จะพบว่า ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก
.

กล่าวคือ การใช้ยุทธวิธีขัดขวางระบบปกติทั้งด้านเศรษฐกิจ และชีวิตทางสังคม ด้วยการบุกยึดราชประสงค์ การปิดถนนบ่อยครั้ง การตั้งด่านค้นรถยนต์ของแกนนำตามถนน การระรานชีวิตของผู้คน ฯลฯ หรือแม้แต่การไม่ระมัดระวัง ด้วยการทะเลาะกับสื่อบ่อยครั้ง
.

กระทำการเหล่านี้มีหลายเรื่องที่ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจแน่ๆ แต่โดยภาพรวมแล้วเกิดขึ้น ภายใต้ยุทธวิธีหลักที่ใช้ในการเคลื่อนไหว ขบวนการคนเสื้อแดงไม่ได้มุ่งที่จะดึงเอาสาธารณชน ผู้เฝ้ามองอย่างกลางๆ เข้ามาร่วมสนับสนุนได้
.

ยุทธวิธีเช่นนี้ดูเหมือนจะมีพลัง สามารถทำให้ระบบชีวิตเศรษฐกิจและสังคมพังทลาย แต่ก็สามารถสร้างความเป็น “พวกเรา” เพียงด้านเดียว และกลับมีต้นทุนสำคัญ คือ สร้างศัตรูรอบทิศทาง นับตั้งแต่ภาคธุรกิจ คนชั้นกลาง คนใช้รถใช้ถนน รถไฟฟ้าฯ ฯลฯ
.

อีกด้านหนึ่ง ต้นทุนดังกล่าวนี้ทำให้การสร้างวาทกรรม “ผู้ก่อการร้าย” ของรัฐบาลสามารถขยายออกไปอย่างรวดเร็ว คนเสื้อแดงจึงอยู่ในวงล้อมปราบจากสังคมรอบทิศไปหมด
.

การเข้าใจว่าผู้คนที่ออกมาชุมนุมต่อต้านเป็นพวกรัฐบาลแต่เพียงด้านเดียวยิ่งนำมาสู่ความหายนะมากยิ่งขึ้น เพราะทำให้คนเสื้อแดงไม่ปรับยุทธวิธี ไม่ประนีประนอมข้อเรียกร้องหรือไม่กลับไปสู่โต๊ะเจรจา
.

โดยเฉพาะบรรดานักรบหน้าไมค์หรือแกนนำบนเวที ยิ่งนานวันพวกเขายิ่งเหมือนผีบุญเข้าไปทุกทีๆ
.

ทั้งหมดนี้ เป็นการพิจารณาจากแง่มุมของขบวนการประชาสังคมหรือขบวนการทางสังคม ซึ่งบอกได้ว่า ไม่เคยมีขบวนการเคลื่อนไหวใดที่จะประสบความสำคัญได้ หากไม่สามารถสร้างหรือรบในพื้นที่ทางสังคม

แต่หากจะประเมินคนเสื้อแดงจากขบวนการปฏิวัติประชาชนแบบที่แกนนำบางคนแพลมๆ ออกมาบ่อยๆ ก็ต้องประเมินกันอีกแบบหนึ่ง

Read Full Post »

ใบไม้…

…นำเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึมซับน้ำจากใต้ดิน รับพลังงานแสงแดด เกิดกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง (photosynthesis)

เกิดเป็นน้ำตาลเฮกโตส ออกซิเจน และน้ำ เป็นอาหารให้ตัวเองได้รับบริโภคเพื่อดำรงชีวิตต่อไป

…และให้เพื่อนร่วมโลกอย่างพวกเราได้ใช้บริโภคกัน

6CO2 + 12H2O + พลังงานแสง → C6H12O6 + 6O2 + 6H2O

แล้วตัวเรา รับเอาอะไรจากสิ่งรอบกายเข้ามาบ้างกัน..?

ทฤษฎี, ปฏิบัติ, ตรรกะ,​ ความจริง,​ คำถาม, ความคิดเห็น, จินตนาการ, คำแนะนำ,​ คำชื่นชม, คำปรามาส, อคติ, ความคิดเชิงบวก, ความคิดเชิงลบ, อารมณ์, ความสุข, ความทุกข์,​ ฯลฯ

แล้วเมื่อผ่านกระบวนการสังเคราะห์ด้วยสมอง

สิ่งรอบกายก็แปรสภาพเกิดเป็นความคิดใหม่ขึ้นมา

แล้วความคิดใหม่ๆ … ที่เกิดขึ้นจากเรา จากการสังเคราะห์ด้วยสมอง

นำไปใช้ทำอะไรได้รึไม่..?

นำไปสร้างประโยชน์ใดแก่คนอื่นได้หรือไม่..?

ทำได้อย่างที่ใบไม้ทำหรือไม่..?

@smileyKiD

Read Full Post »

ทุนสังคม กับ การพัฒนาทุนมนุษย์

recommendare

 

บันทึก

จากการสัมมนาหัวข้อ  “ทุนสังคม กับ การพัฒนาทุนมนุษย์”

 

การสัมมนาวิชาการประจำปี 2551

วันที่  29  –  30  พฤศจิกายน 2551

โรงแรมแอมบาสเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน จังหวัดชลบุรี

 

บรรยาย  โดย

คุณสุวรรณี คำมั่น และคณะ
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

 

จัดโดย

มูลนิธิชัยพัฒนา 

สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

 

บทสรุปมีดังนี้

 

แนวคิด และความสําคัญของทุนทางสังคมเป็นที่ยอมรับขององค์กรพัฒนาระหว่างประเทศต่างๆ ว่ามีความสําคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืนอันนําไปสู่ความผาสุกของคนในชาติ  โดยเฉพาะ OECD นั้นพิจารณาว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนจะเกิดจากทุนมนุษย์และทุนทางสังคมถึง 4  ในสิบส่วน ขณะที่ 2 ส่วนเกิดจากทุนกายภาพและทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ และในบริบทไทย ทุนทางสังคมถือเป็นทุนสําคัญที่เสริมสร้างวิถีชีวิตที่ดีงามของคนในสังคมและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและการปกครองของประเทศมาช้านาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริการและกระบวนการผลิตในภาคเศรษฐกิจ การช่วยบรรเทาความรุนแรงและแก้ปัญหาในยามที่เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจและสังคม   

 

สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ศึกษาแนวความคิดและองค์ประกอบของทุนทางสังคม ตลอดจนกําหนดกรอบตัวชี้วัดเพื่อแสดงให้เห็นความมีอยู่ของทุนทางสังคมของไทย โดยกําหนดว่า “ทุนทางสังคม เกิดจากการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทํา บนฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ  สายใยผูกพัน และวัฒนธรรมที่ดีงามของสังคมไทยผ่านระบบความสัมพันธ์ที่มีการสะสมในลักษณะเครือข่ายขององค์ประกอบหลัก ได้แก่ คน สถาบัน วัฒนธรรม และองค์ความรู้ ซึ่งจะเกิดเป็นพลังในชุมชนและสังคม”

 

สําหรับการประเมินสถานภาพทุนทางสังคมนั้น จะพิจารณาทั้งระดับ Micro และ Macro โดยระดับ Micro เป็นการประเมินผลทุนทางสังคมที่เป็นทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทหลักในการพัฒนาองค์กร/ประเทศให้เจริญก้าวหน้า โดยทุนมนุษย์ที่เป็นทุนทางสังคมนั้นจะต้องเป็นคนที่มีความไว้เนื้อเชื่อใจ มีน้ําใจและเอื้ออาทร และมีความเชื่อในระบบคุณค่าและหลักศีลธรรมที่ดี เช่น คุณธรรม วินัย ความซื่อสัตย์และจิตสํานึกสาธารณะ ฯลฯ ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปแบบของการรวมกลุ่มและเครือข่าย การมีความไว้วางใจและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีการดําเนินกิจกรรมและให้ความร่วมมือในการทํากิจกรรมต่างๆ ของชุมชนร่วมกัน สามารถเข้าถึงข่าวสารและการสื่อสารซึ่งเป็นเครื่องมือในการช่วยคนในชุมชนให้สามารถแก้ไขปัญหาของตนเองได้ ตลอดจนมีอํานาจในการตัดสินใจและมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมือง

 

สําหรับระดับ Macro เป็นการประเมินผลของทุนทางสังคมที่เป็นปัจจัยแวดล้อมทุนมนุษย์ ประกอบด้วย สถาบันทางสังคมต่างๆ  วัฒนธรรม และองค์ความรู้/  ภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งมีอิทธิพลต่อการพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ทั้งด้านความรู้ ทักษะ ค่านิยม ตลอดจนคุณธรรมและจริยธรรมต่างๆ 

 

ผลการประเมินสถานภาพทุนทางสังคมในระดับ Micro พบว่า ประเทศไทยมีทุนทางสังคมโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยจุดเด่นคือประชาชนมีแนวโน้มรวมกลุ่มและเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกันมากขึ้น คนส่วนใหญ่เป็นคนมีน้ําใจ ไมตรี มีความเอื้ออาทรต่อผู้อื่น มีความสามัคคี มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและเข้าร่วมทํากิจกรรมเพื่อสาธารณะต่างๆ มีความไว้วางใจต่อกัน และเป็นผู้มีจิตสาธารณะ  ขณะที่จุดด้อยคือคนส่วนหนึ่งไม่ค่อยยึดถือกฎ ระเบียบและกติกาของสังคม มีค่านิยมฟุ่มเฟือย นิยมวัตถุ รักสนุกรักสบาย รักพวกพ้อง ให้ความสําคัญกับระบบอุปถัมภ์ ฯลฯ ขณะเดียวกันความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคมมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่วนระดับ Macro พบว่า ระบบสถาบันทางสังคมต่างๆ มีแนวโน้มอ่อนแอและมีบทบาทในการพัฒนาทุนมนุษย์ลดลงทั้งสถาบันครอบครัว สถาบันศาสนา สถาบันการศึกษา สถาบันธุรกิจเอกชนสถาบันสื่อ ฯลฯ ขณะที่ประเทศไทยมีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่ดีงามมากมายแต่ยังไม่ได้ให้ความสําคัญในการที่จะพัฒนาและนําไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศเท่าที่ควร ทําให้วัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่ดีงามหลายอย่างกําลังเลือนหายไปจากสังคม  ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทุนมนุษย์และต่อการพัฒนาประเทศ

 

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยและแนวโน้มที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและจะส่งผลกระทบต่อทุนทางสังคมและทุนมนุษย์ของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาทิ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี/การสื่อสาร การเคลื่อนย้ายคนอย่างเสรี การก้าวสู่สังคมหลังฐานความรู้ การขยายตัวของเมือง ฯลฯ ดังนั้น จึงมีประเด็นที่ถือเป็นความท้าทายต่อการพัฒนาทุนมนุษย์และทุนทางสังคมในอนาคต ดังนี้ 

 

1.  การพัฒนาทุนมนุษย์และทุนทางสังคมเพื่อเพิ่มผลิตภาพทางสังคม (Social Productivity) โดย


 1.1 สร้างความสัมพันธ์ระหว่างทุนทางสังคม ทุนมนุษย์ และทุนภูมิปัญญา โดยกําหนดค่านิยมพื้นฐานร่วม (Core Value) สําหรับสังคมไทยและคนไทยทุกคนในการสร้างเสริมและใช้ประโยชน์ทุนทางสังคมระหว่างกลุ่มต่างๆ เพื่อนําไปสู่การเพิ่มผลิตภาพทางสังคม อันเป็นพลังสําคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ 


 1.2 เร่งพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศไทยไปสู่โลกยุคศตวรรษที่ 21 โดยนอกจากทุนมนุษย์ต้องรู้ว่าในโลกนี้มีอะไร (Knowing) รู้แล้วนํามาคิดต่อยอดได้หรือไม่ (Thinking) นําความคิดนี้ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้หรือไม่ (Serving) และนําความรู้ที่มีและได้มานั้นมาเป็นประสบการณ์ได้หรือไม่ (Experiencing)แล้วนั้น ต้องมีจิตสาธารณะใน 5 ประการ คือ จิตแห่งวิทยาการ จิตแห่งการสังเคราะห์  จิตแห่งการสร้างสรรค์ จิตแห่งความเคารพ จิตแห่งคุณธรรม ซึ่งล้วนเป็นมิติที่เป็นต้นทางของการสร้างทุนทางสังคมที่นํามาเติมเต็มในกระบวนการพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีภูมิคุ้มกันพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และที่สําคัญเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกฝ่ายและทุกระดับของกระบวนการพัฒนาประเทศ

 

 1.3 เสริมสร้างบทบาทครอบครัว ชุมชน ศาสนสถานให้เข้มแข็ง มีสัมพันธภาพที่ดี  ตลอดจนการส่งเสริมบทบาทสื่อในการนําเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง ควบคู่กับการสร้างกระแสให้เกิดการรับรู้และความตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะมีผลกระทบต่อวิชีวิตครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศ   

 

1.4 ขยายฐานและพัฒนาต่อยอดการมีส่วนร่วมของชุมชนและการเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ให้ชุมชนสามารถกําหนดตําแหน่งการพัฒนาชุมชน (Market positioning) ที่บ่งบอกจุดหมายปลายทางการพัฒนาตัวเองบนฐานของทุนที่มีอยู่ในชุมชน  

 

2. การสร้างพลังให้เกิดทุนทางสังคมที่เข้มแข็งเพื่อการพัฒนาทุนมนุษย์ที่ตอบสนองความต้องการกําลังคนในอนาคต โดย เสริมสร้างปัจจัยแวดล้อมที่เกื้อหนุนให้เกิดการพัฒนาคุณภาพทุนมนุษย์และทุนทางสังคมที่เข้มแข็งในทุกมิติที่สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกรวดเร็ว พร้อมทั้งทบทวนและปรับปรุงนโยบายกฎระเบียบ กฎหมาย รวมถึงวัฒนธรรมบางอย่างที่จะขัดขวางการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบวินัย อาทิ ระบบอุปถัมภ์ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทุนมนุษย์และทุนทางสังคม

 

รายงานฉบับเต็ม

 

Read Full Post »