Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘การเมืองไทย’

recommendare

  

สิ่งที่ถูกมองข้าม กรณีการปฏิรูปการเมืองไทย

 

โดย

พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย

อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

 

ความมีดังนี้

 

กระแสข่าวของการปฏิรูปการเมืองนั้นเป็นที่กล่าวขวัญกันอย่างแพร่หลาย ผู้เขียนคงจะมิได้มาวิพากษ์วิจารณ์ว่าองค์กรใดเป็นองค์กรที่เหมาะสมในการเข้ามารับพันธกิจที่สำคัญในครั้งนี้ หากแต่จะได้เสนอแง่คิดบางมุมในเรื่องการปฏิรูปการเมืองในสังคมไทยว่าครอบคลุมในทุกมิติเฉกเช่นเดียวกับที่ต่างประเทศกระทำกัน

 

ประเด็นแรกที่จะต้องกล่าวถึงคือความหมายของ “การปฏิรูปการเมือง” ว่ามีความหมายครอบคลุมไปถึงเรื่องใดบ้าง โดยหากมองในเชิงอำนาจนิยมก็จะให้ความสำคัญไปในเรื่องของโครงสร้างอำนาจทางการเมืองและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเท่านั้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง จะพิจารณาแค่มิติที่ว่าอำนาจนั้นควรจะถูกจัดไว้ให้กับองค์กรใด มีองค์กรใดที่จะเข้ามาตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ การเข้าสู่และออกจากตำแหน่งในองค์กรต่างๆ การรับรองและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ซึ่งก็คือแนวคิดส่วนใหญ่ของสังคมไทยในช่วงที่เวลาผ่านมาและปัจจุบัน

 

แท้ที่จริง “การปฏิรูปการเมือง” มีนัยครอบคลุมไปมากกว่าแนวความคิดข้างต้น ไม่ได้เน้นเฉพาะการเมืองในเชิงการจัดสรรอำนาจที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองหรือประชาชนในเพียงแค่บางแง่มุม หากแต่ยังครอบคลุมไปถึงมิติทางเศรษฐกิจและสังคมในองค์รวมด้วย ทั้งนี้อยู่บนตรรกะที่ว่าการเมืองนั้นมีความใกล้ชิดอย่างยิ่งกับเรื่องของเศรษฐกิจและสังคมอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

 

แม้ว่าล่าสุดจะได้มีการเปลี่ยนชื่อจากการปฏิรูปการเมืองมาเป็น “การศึกษาเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยและการเมืองการปกครอง” ซึ่งอาจจะมีมิติทางสังคมอยู่บ้าง แต่จากแนวคิดของผู้มีส่วนร่วมที่ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างๆ ก็ยังสะท้อนให้เห็นว่าเป็นการใช้มุมมองเชิงอำนาจนิยมแบบเดิมๆ อยู่ดี

 

หากจะให้วิเคราะห์ถึงสาเหตุในการปฏิรูปการเมือง ผู้เขียนเห็นว่าสามารถจำแนกออกเป็น 2 ปัญหาหลัก ได้แก่ ปัญหาในภาคการเมือง และปัญหาในภาคประชาชน

 

ปัญหาทางภาคการเมืองเห็นได้ชัดว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบปัญหาในเรื่องโครงสร้างอำนาจทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่และออกจากตำแหน่งขององค์กรต่างๆ การจัดสรรอำนาจ การจัดสรรองค์กรในการใช้อำนาจ ระบบการถ่วงดุลอำนาจขององค์กรต่างๆ ระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ฯลฯ

 

อย่างไรก็ดี ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นคงจะมิอาจสรุปได้ว่าเกิดขึ้นมาจากฝ่ายการเมือง หรือตัวนักการเมืองเพียงอย่างเดียว หากแต่ในความเป็นจริง ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สังคมไทยต้องเจอกับปัญหาอย่างหนักหนาสาหัสนั้นคือ ภาคประชาชนเอง

 

ทุกประเทศทั่วโลกทราบกันดีว่า สาเหตุสำคัญที่ขัดขวางการพัฒนาทางการเมืองการปกครองของประเทศและส่งผลให้เกิดการทุจริตในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทุจริตเชิงนโยบาย ส่วนหนึ่งมาจากภาคประชาชนอันอยู่ในรูปแบบของกลุ่มผลประโยชน์ (Interest Group) เมื่อมีการเสนอแนวความคิดเรื่องการปฏิรูปการเมืองขึ้น ประเด็นนี้จะถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันเป็นประเด็นแรกๆ แต่ในไทยกลับไม่มีใครกล่าวถึงและให้ความสนใจ ทั้งๆ ที่ทราบกันดีว่าอิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์รุนแรงถึงขั้นสามารถกำหนดทิศทางทางการเมืองทั้งในองค์กรนิติบัญญัติและบริหารได้

 

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาข้างต้นไม่ใช่เพียงแค่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเหมือนที่เคยทำผ่านๆ มา หากแต่ต้องมีการพิจารณาในเรื่องของการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายลำดับรองฉบับต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือแม้กระทั่งการบัญญัติกฎหมายใหม่ขึ้นมาเพื่อช่วยในการแก้ไขปัญหาในทางการเมืองการปกครองด้วย

 

ในประเด็นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สิ่ง ที่จะต้องดำเนินการศึกษาและแก้ไข คือ การจัดสรรอำนาจในองค์กรฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีการออกแบบให้รัฐบาลค่อนข้างอ่อนแอจนเกินไปอันส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินมากพอสมควร

 

ปัญหาทำนองดังกล่าวเคยเกิดในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อผู้ร่าง Articles of Confederation ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรก ได้กำหนดโครงสร้างให้ฝ่ายบริหารมีความอ่อนแอ ทั้งนี้มาจากประสบการณ์ที่เจอมากับกษัตริย์อังกฤษ แต่เมื่อเวลาผ่านไป สภาพการณ์ทางการเมืองการปกครองแสดงให้เห็นว่าประเทศชาติไม่สามารถเดินหน้าไปได้ภายใต้รัฐบาลที่อ่อนแอ จึงมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางด้านของการจัดสรรอำนาจโดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติให้มีความเหมาะสมมากขึ้น

 

เพราะฉะนั้น เพื่อปรับปรุงแก้ไขภาคการเมืองการปกครองของไทยให้มีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพจึงเป็นภาระของผู้ดำเนินการปฏิรูปการเมืองที่จะต้องหาดุลยภาพของอำนาจ (Balance of Power) ให้ได้ องค์กรต่างๆ ต้องไม่มีอำนาจมากหรือน้อยจนเกินไป ในขณะเดียวกันก็จะต้องมีระบบของการตรวจสอบ การคานและดุลอำนาจซึ่งกันและกันที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้องค์กรใดมีอำนาจเบ็ดเสร็จซึ่งนำไปสู่การใช้อำนาจไปในทางมิชอบอันกระทบต่อการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้

 

ส่วนประเด็นของการพิจารณาปรับปรุง หรือตรากฎหมายลูกต่างๆ ขึ้นใหม่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาทางด้านการเมืองการปกครอง ผู้มีหน้าที่จะต้องทำการศึกษา แต่ปัญหาหนึ่งที่ผู้เขียนอยากจะขอเสนอแนะก็คือ ประเด็นของระบบการปฏิรูปทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับทางการเมือง (Campaign Finance Reform) ซึ่งส่งผลต่อสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศด้วยในส่วนหนึ่ง กล่าวคือ ในแต่ละปี หากนำเอางบประมาณของประเทศมาคำนวนแล้วจะเห็นว่าส่วนหนึ่งถูกกันและนำไปใช้ในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองไม่ว่าจะผ่านองค์กร หรือตัวบุคคลค่อนข้างมาก

 

หากสามารถจัดระเบียบการใช้เงินดังกล่าวให้ถูกต้องและเหมาะสม งบประมาณของประเทศก็จะไม่บานปลายอย่างที่เป็นอยู่ทุกๆ ปี โดยการจัดระเบียบดังกล่าวสามารถกระทำได้ผ่านมาตรการการปฏิรูปทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับทางการเมือง เช่น การกำหนดให้มีการแสดงหลักฐานของงบประมาณอย่างเปิดเผย เพื่อให้ทุกอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ การกำหนดจำนวนเงินที่เหมาะสมของทางภาครัฐที่สามารถเข้าไปอุดหนุนต่อการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ฯลฯ เป็นต้น ฉะนั้นจะเป็นการลดช่องทางของการทุจริตในการกันงบประมาณแผ่นดินเพื่อไปแสวงหาผลประโยชน์ในทางการเมืองเป็นการส่วนตัวได้

 

ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นแล้ว มาตราการปฏิรูปทางการเงินข้างต้นจะเป็นเครื่องมือหนึ่งในการแก้ไขปัญหาเรื้อรังของระบบกลุ่มผลประโยชน์ที่เข้ามาครอบงำระบบการเมืองของประเทศได้ด้วยการกำหนดจำนวนเงินของการบริจาคให้แก่ตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งเองก็ดี หรือตัวพรรคการเมืองเองก็ดี หรือหากไปไกลกว่านั้นก็อาจจะมีการกำหนดว่าบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลใดที่สามารถและไม่สามารถจะบริจาคเงินให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือพรรคการเมืองได้ ดังเช่นที่ได้กำหนดไว้ในประเทศสหรัฐรัฐอเมริกา เป็นต้น โดยประเด็นต่างๆ เหล่านี้จำต้องมีการศึกษาอย่างละเอียดเพื่อหามาตรฐานที่เหมาะสมกับสภาพสังคมการเมืองของประเทศไทย

 

จริงอยู่แม้ว่าภายใต้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 จะได้มีการกล่าวถึงจำนวนเงินในการบริจาคให้กับพรรคการเมืองไว้ แต่ผู้เขียนเห็นการกำหนดอนุญาตให้บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลใดๆ บริจาคเงินให้แก่พรรคการเมืองได้ในจำนวนเงินไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อปี เป็นจำนวนเงินที่สูงเกินไป อาจไม่สามารถแก้ไขระบบการเมืองแบบนายทุนได้ ดังนั้น ผู้ที่จะเข้ามาปฏิรูปจึงควรมาพิจารณาประเด็นนี้เสียใหม่

 

หากกระทำได้เช่นนี้แล้ว ผู้เขียนเชื่อว่าระบบการปฏิรูปทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับทางการเมือง จะขจัดเส้นทางอิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์ในทางการเมือง ทำให้ประเทศไทยสามารถหลุดพ้นจากระบบนายทุนที่จะเข้ามาครอบงำ กำหนดทิศทางทางการเมืองเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

 

อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญอันส่งผลให้เกิดปัญหาทางด้านการเมืองการปกครองในช่วงเวลาที่ผ่านมาคือ หลักนิติรัฐ หรือที่รัฐธรรมนูญใช้คำว่า “นิติธรรม” ที่ถูกมองข้ามไป ไม่ให้ความเคารพและปฏิบัติตามจากชนชั้นผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง

 

เคยตั้งคำถามไหมว่า ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญไทยมีบทบัญญัติที่ดีมากมายหากเทียบกับประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นบทบัญญัติทางด้านของการเมืองรวมถึงบทบัญญัติว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองในมิติทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ แต่ด้วยเหตุใดปัญหาต่างๆ ยังคงเกิดมาโดยตลอด ทั้งหมดนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่สังคมไทยไม่เป็นนิติรัฐนั่นเอง

 

ถึงแม้จะมีกฎหมายที่ดีเลิศปานใด แต่หากไม่มีผู้ใดเคารพและกระทำตามก็ไร้ประโยชน์ กล่าวคือ แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะมีบทบัญญัติที่ดี หรือตัวบทกฎหมายอื่นๆ จะดีมากมายเท่าใด แต่ถ้าองค์กรและประชาชนมิได้ให้ความเคารพ การเมืองการปกครอง การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน สังคมและเศรษฐกิจที่ดีและมีประสิทธิภาพคงมิอาจเกิดขึ้นได้

 

ผู้เขียนขอย้ำว่าการบัญญัติหลักการต่างๆ ไว้ในตัวบทกฎหมายมิได้หมายความว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามนั้นทั้งหมด อันรวมถึงหลักนิติรัฐ ด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้ว่าในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้มีการบัญญัติไว้ให้ทุกองค์กรปฏิบัติปฏิบัติหน้าที่ภายใต้หลักนิติธรรม แต่กาลเวลาก็พิสูจน์แล้วว่าหลายองค์กรมิได้กระทำตามบทบัญญัติดังกล่าวรวมถึงประชาชนด้วย

 

หากพินิจพิเคราะห์แล้วจะเห็นได้ว่าประเทศที่มีระบบการเมืองการปกครองที่ดี จะเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญและเคารพในหลักนิติรัฐ หรือนิติธรรม ไม่ว่าจะเป็น ประเทศฝรั่งเศส เยอรมัน อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ทั้งๆ ที่ประเทศเหล่านี้มิได้มีการบัญญัติหลักนิติรัฐ หรือนิติธรรมไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนเหมือนประเทศไทย

 

เหตุผลสำคัญที่ทำให้องค์กรต่างๆ และประชาชนของประเทศข้างต้นเคารพในหลักนิติรัฐ หรือนิติธรรม เนื่องจากเขาประพฤติปฏิบัติเป็นประเพณี (Tradition) จนกระทั่งกลายมาเป็นบรรทัดฐาน (Norm) ที่ทุกคนทำกันเป็นปกติวิสัยอยู่แล้ว จึงเป็นโจทย์ใหญ่ให้ผู้ที่จะเข้ามาปฏิรูปการเมืองได้ไปขบคิดว่าจะทำอย่างไรให้ทุกคนในสังคมไทยให้ความเคารพต่อหลักนิติรัฐ หรือนิติธรรมเช่นเดียวกันกับนานานอารยประเทศ

 

โปรดได้ตระหนักว่ารัฐธรรมนูญมิได้เป็นบ่อเกิดของการปฏิบัติตามหลักนิติรัฐ หรือนิติธรรม หากแต่เป็นเพียงตัวรักษาและธำรงค์หลักการดังกล่าวไว้เท่านั้น ดังนั้น ผู้เขียนเห็นว่าเพียงการนำเอาหลักการดังกล่าวมาบัญญัติอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ในรัฐธรรมนูญมิได้เป็นการรับประกันว่าสังคมไทยจะเป็นนิติรัฐ หรือนิติธรรมได้ โดยแนวคิดนี้ยังสามารถตอบโจทย์ในกรณีที่ว่าการบัญญัติหลักการที่สำคัญๆ ทางด้านการเมืองการปกครอง การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ การส่งเสริมทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ไว้ในรัฐธรรมนูญก็มิได้ทำให้สังคมไทยเป็นไปตามที่ผู้ร่างต้องการ หากมิได้มีการกระทำตามด้วยเช่นเดียวกัน

 

ท้ายที่สุดนี้ การปฏิรูปทางการเมืองจะสำเร็จเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ต่อเมื่อสามารถทำให้สังคมไทยกลายเป็น“นิติสังคมรัฐ” ได้ อันหมายถึง รัฐที่ทุกคนนั้นอยู่ภายใต้ความเสมอภาคกันทั้งทางด้านของกฎหมาย สังคมและเศรษฐกิจ ฯลฯ มิฉะนั้นแล้ว การปฏิรูปการเมืองในครั้งนี้ก็จะเป็นเพียงการลดกระแสสังคมที่กดดันมาเท่านั้นว่าตนเองได้ทำการปฏิรูปแล้ว ซึ่งก็ไม่ต่างกับการสับไพ่ ที่ไพ่แต่ละใบก็คือไพ่ใบเดิมๆ แทนที่จะเป็นการเปลี่ยนไพ่สำรับใหม่

 

Read Full Post »

recommendare

 

ประเทศไทย จึงขาดทั้ง  “ความรู้”  และขาดทั้ง  “statesman”  ที่เสียสละ

ศาสตราจารย์ ดร. อมร จันทรสมบูรณ์

 

ถอดความ

จากการบรรยายเรื่อง  คนไทยจะหา “ทางออกทางการเมือง”ได้อย่างไร

 

ในหัวข้อ  “อุดมศึกษา กับ การปฏิรูปการเมือง”

เนื่องในโอกาสการประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย – ปอมท

ณ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๒

 

โดย

ศาสตราจารย์ ดร. อมร จันทรสมบูรณ์
ประธานกรรมการกฤษฎีกา

 

ความมีดังนี้

 

ความเบื้องต้น 

 

       บทความนี้ เขียนขึ้นตาม “สาระ” ของการบรรยายที่ผู้เขียนได้รับเชิญให้ไปพูด ณ “ที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย – ปอมท” ที่มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๒ ที่เพิ่งผ่านมา ในหัวข้อ “อุดมศึกษา กับ การปฏิรูปการเมือง” ซึ่ง การบรรยายครั้งนี้ ได้กำหนดไว้ล่วงหน้าก่อนที่กลุ่มเสื้อแดงจะก่อการจลาจลในกรุงเทพฯและพัทยา ในวันที่ ๑๒ – ๑๔ เมษายน และก่อนที่จะมีเหตุการณ์ลอบยิง และพยายามสังหาร นายสนธิ ลิ้มทองกุล( แกนนำคนสำคัญของกลุ่มเสื้อเหลือง) ด้วยอาวุธปืนสงครามนา ๆ ชนิด ในเช้าวันที่ ๑๗ เมษายน ที่บริเวณสี่แยกบางขุนพรหม ใกล้ที่ทำการธนาคารแห่งประเทศไทย

 

       นอกจากนั้น เป็นการบังเอิญที่การบรรยายของผู้เขียนครั้งนี้ ได้ทำขึ้นก่อนที่ท่านนายกรัฐมนตรี(นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) จะได้กล่าวในรายการ“เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกอภิสิทธิ”ในเช้าวันอาทิตย์ที่ ๑๙ เมษายน เป็นเวลาหนึ่งวัน และที่น่าสนใจ ก็คือ ปรากฎว่า ผู้เขียนพบว่า เนื้อหาสาระในการบรรยายของผู้เขียนในบ่ายวันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน นั้น มีสาระที่แตกต่างกันความเห็นของท่านนายกรัฐมนตรีในทางตรงกันข้าม แต่จะแตกต่างกันอย่างไรนั้น ท่านผู้อ่านคงต้องอ่านเอาเอง ; และเนื่องจากการบรรยายของผู้เขียน ได้มีขึ้นก่อนที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะได้พูดในรายการดังกล่าว ดังนั้น คงทำให้ไม่มีผู้ใดมากล่าวได้ว่า ผู้เขียนตั้งใจจะโต้แย้งหรือไม่เห็นด้วยกับความเห็นของท่านนายกรัฐมนตรี ที่กล่าวในรายการวันที่ ๑๙ เมษายน 

 

       ในรายการฯ วันที่ ๑๙ เมษายน ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้ดังนี้ “…….. ผมรับโทรศัพท์ ….พบข้อเรียกร้องหลายประการ ประชาชนจำนวนมากที่เห็นว่า กติกาทางการเมืองปัจจุบันไม่เป็นธรรมสืบเนื่องมาจากการรัฐประหาร รัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง(กับ)ข้อเรียกร้องนี้ ผมให้ความสำคัญมาตลอด ก่อนเกิดเหตุการณ์ ผมได้ริเริ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้ไขกฎหมายและปฏิรูปการเมือง เพียงแต่เห็นว่า มีประชาชนจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้และออกมาเรียกร้องในช่วงปีที่แล้ว ก็ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ย้อนกลับไปเหมือนปีที่แล้ว จึงเสนอให้สถาบันที่เป็นกลางมาดำเนินการ แต่ยังไม่ได้รับการขานรับจากพรรคฝ่ายค้านที่อาจจะระแวงว่า สถาบันนั้นเป็นกลางจริงหรือไม่ ดังนั้น ครม.และพรรคร่วมรัฐบาลจึงได้ตั้งหลักกันใหม่ ว่า จะให้ทุกพรรคการเมืองให้สรุปว่า ความไม่เป็นกลางในรัฐธรรมนูญและความไม่เป็นประชาธิปไตย มีประเด็นใดบ้างภายใน ๒ สัปดาห์ จากนั้นก็มาพิจารณาดูว่ามีกี่ประเด็น และจะได้รับฉันทามติจากสังคมว่า จะแก้ไขอย่างไร และพร้อมจะเดินหน้าแก้ไขภายหลังระดมความคิดเห็นของพรรคการเมืองแล้ว ก็จะเปิดกว้างต่อไป เชื่อว่าใช้เวลาไม่มากจนเกินไป ส่วนปัญหาเรื่องความขัดแย้งนั้น ………”
       

       ในการบรรยายเรื่อง “อุดมศึกษา กับ การปฏิรูปการเมือง” ผู้เขียนได้แยกออกเป็น ๓ ส่วน 
       ส่วนแรก ว่าด้วย สาเหตุของ“ปัญหาการเมือง”ของคนไทย อยู่ที่ไหน
       ส่วนที่สอง ว่าด้วย คนไทยจะหา”ทางออกทางการเมือง” ได้อย่างไร
       ส่วนที่สาม(บทสรุป) “statesman” คือ บุคคลอย่างไร และทำไมประเทศไทยจึงไม่มี statesman
       
       
       ในการบรรยายวันนั้น ผู้เขียนได้อ้างถึง บทความหลังสุด ๒ บทความ ที่ผู้เขียนได้เขียนไว้ก่อนหน้านี้และใช้เป็นเอกสารประกอบการบรรยาย ในวันนั้น คือ บทความเรื่อง “การปฏิรูปการเมือง(ของคนไทย) ครั้งที่ ๓ จะสำเร็จหรือล้มเหลว (?)” กับบทความ “บทความเขาพระวิหาร ๒” ในหัวข้อเรื่อง “สภาพการเมือง และ สภาพวิชาการทางกฎหมายมหาชน” ; บทความเรื่องแรก ผู้เขียนได้เขียนขึ้นเมื่อเดือน พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่เราจะมี “รัฐบาล”ชุดปัจจุบันเมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ ( ที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกน) เป็นเวลาหนึ่งเดือน และบทความเรื่องที่สอง ผู้เขียนเขียนตั้งแต่เดือนกันยายน ๒๕๕๑ คือ ก่อนการเขียนบทความเรื่องแรกประมาณ ๒ เดือน

 

       ผู้เขียนได้เรียนให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายในวันนั้นทราบว่า การบรรยายของผู้เขียน จะเป็น“ความ”ที่ต่อเนื่องกับ “สาระ”ของบทความทั้งสองข้างต้น แต่โดยที่ผู้เขียนยังไม่มีเวลาที่จะเขียนบทความดังกล่าวต่อไปจนจบ ผู้เขียนจะขอเอา “แนวความคิด”ที่ผู้เขียนตั้งใจจะเขียนในบทความดังกล่าว มาเล่าสู่กันฟัง พอเป็นสังเขป เผื่อจะมีประโยชน์ได้บ้าง สำหรับสถานการณ์ของประเทศไทย ที่เป็นอยู่ขณะนี้

       
       ส่วนที่ (๑) สาเหตุของ“ปัญหาการเมือง”ของคนไทย อยู่ที่ไหน


       
ในการบรรยายส่วนแรกนี้ ผู้เขียนได้เรียนให้ท่านที่มาฟังฯ ว่า ผู้เขียนได้วิเคราะห์และ “กำหนด”สาเหตุของปัญหาการเมืองของเรานี้ไว้แล้วก่อนหน้านี้แล้ว ดังที่ปรากฏอยู่ใน บทความ เรื่อง “การปฏิรูปการเมือง(ของคนไทย) ครั้งที่ ๓ จะสำเร็จหรือล้มเหลว (?)”(เขียนในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๑) ซึ่งในตอนท้ายของบทความดังกล่าว ผู้เขียนได้ให้ สารบัญ ที่เป็นหัวข้อที่ผู้เขียนจะเขียนต่อไป (แต่ยังไม่ได้เขียน) โดยในหัวข้อสุดท้ายที่เป็นบทสุดท้าย ของสารบัญดังกล่าว ผู้เขียนได้สรุปผลจากการวิเคราะห์สภาพการเมืองของประเทศไว้ว่า ประเทศไทยไม่สามารถทำการปฏิรูปการเมืองได้ เพราะ ประเทศไทย ขาดทั้ง “ความรู้” และ ขาดทั้ง “statesman (รัฐบุรุษ)” ที่เสียสละ        ดังนั้น ในการบรรยายครั้งนี้ ผู้เขียนจึงจะเริ่มต้นด้วยการบรรยายถึง “สาเหตุ”ของปัญหาการเมืองของคนไทย ซึ่งก็จะมีอยู่ ๒ สาเหตุ คือ ประเทศไทยขาด “ความรู้” และ ประเทศขาด “statesman” 

       

       เพื่อที่จะให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายฯในวันนั้น ได้“ทดสอบ”พิจารณาถึง สาเหตุของปัญหาการเมืองตามสภาพของสังคมไทยที่เป็นจริง ดัวยตนเอง ผู้เขียนได้ขอให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยาย ลองคิดและ ตอบคำถาม ๓ – ๔ ข้อ ที่ผู้เขียนจะตั้งไว้ แล้วขอให้ท่านผู้มาฟังฯ วินิจฉัยด้วยตัวเอง ว่า ประเทศไทย ขาด “ความรู้” และ ประเทศไทย ขาด “statesman” จริง หรือไม่ 

 

       โดยผู้เขียนได้ให้ข้อสังเกตไว้ว่า ถ้าท่านผู้มาฟังการบรรยายฯ ในฐานะที่ เป็น elite ของคนไทยที่อยู่ในกลุ่มประชาชนที่มีความรู้สูงสุด ทราบและตอบคำถามได้เป็นส่วนใหญ่ ก็จะแสดงว่า ประเทศไทยไม่ขาด“ความรู้” แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าท่านผู้ฟังฯ ยังไม่ทราบ หรือตอบไม่ได้ ก็กรุณาอย่าไปคาดหวังว่า คนไทยอีก ๖๔ ล้านคน ที่ต่างคนต่างต้องทำมามาหากินเป็นประจำวันเพราะความจำเป็นในการดำรงชีวิต และไม่มีเวลาคิดถึงปัญหาบ้านเมือง จะแก้ปัญหาการเมืองได้

       
       (๑.๑) ในประเด็นแรก ประเทศไทยขาด “ความรู้”หรือไม่ 

 

ผู้เขียนได้ตั้งคำถาม ๓ ข้อ (ที่ขอให้ท่านผู้ฟังการบรรยายฯ ตอบเองในใจ เรียงตามลำดับ ดังนี้ 

       คำถามที่หนึ่ง มีว่า ท่านทราบหรือไม่ว่า บทบัญญัติรัฐธรรมนูญของไทย (ทั้งฉบับ ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ และ ปีพ.ศ. ๒๕๕๐) เป็นรัฐธรรมนูญฉบับเดียวในโลก ที่มีระบบสถาบันการเมือง(รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎร) ที่ไม่เหมือนประเทศใด และท่านทราบหรือไม่ว่า รัฐธรรมนูญของเราที่ไม่เหมือนใครนั้น คือบทบัญญัติเรื่องอะไร และ ทำไมจึงเกิดขึ้นได้

       คำถามที่สอง มีว่า ท่านทราบหรือไม่ว่า คำว่า “form of government” หมายถึงอะไร และท่านทราบหรือไม่ว่า “form of government”ที่แตกต่างกันนี้ มีผลทำให้การบริหารประเทศมีประสิทธิภาพแตกต่างกัน 

       คำถามที่สาม มีว่า ถ้าท่านได้ยินว่า นักวิชาการคนใดพูดว่า “ถ้าเราไม่บังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมืองแล้ว “รัฐบาล”ของเราก็จะไม่มีเสถียรภาพ เหมือนอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต” ท่านคิดว่า คำพูดของนักวิชาการท่านนี้ จริงหรือไม่จริง

       [ หมายเหตุ โดยที่ “สาระ”ที่เป็นคำเฉลยของคำถามเหล่านี้ ผู้เขียนได้เคยเขียนอธิบายไว้ในบทความทางวิชาการไว้ก่อนหน้านี้แล้วนับเป็นร้อย ๆ หน้า (ซึ่งท่านผู้อ่านที่สนใจการเมือง อาจเคยผ่านสายตามาบ้างแล้ว) ดังนั้น ในการบรรยายในวันนั้น ผู้เขียนจึงได้นำสาระมาสรุปอย่างสั้น ๆ เป็นการตอบคำถามดังกล่าว] 

       
       ๑) คำตอบของคำถามที่หนึ่ง (ท่านทราบหรือไม่ว่า บทบัญญัติรัฐธรรมนูญของไทย ทั้งฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๐ และ พ.ศ. ๒ ๕๕๐) เป็นรัฐธรรมนูญฉบับเดียวในโลก ) ก็คือ รัฐธรรมนูญของประเทศไทยเป็นรัฐธรรมนูญฉบับเดียวในโลก เพราะรัฐธรรมนูญของเรามีบทบัญญัติให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมืองและบัญญัติให้พรรคการเมืองมีอำนาจบังคับให้ ส.ส.ต้องปฏิบัติตามมติพรรคการเมือง ฯ กล่าวคือ ถ้าหาก ส.ส.ไม่ปฏิบัติตามมติของพรรคการเมือง พรรคการเมืองสามารถให้ ส.ส. พ้นจากสมาชิกของพรรคการเมืองได้ โดยรัฐธรรมนูญของเราบัญญัติว่า เมื่อ ส.ส พ้นจากสมาชิกของพรรคการเมือง ก็ให้ ส.ส. ต้องพ้นจากสมาชิกภาพของ ส.ส.ไปด้วย 

 

       บทบัญญัตินี้ ตรงกันข้ามกับ “หลักการ” ของระบอบประชาธิปไตยของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เพราะ ส.ส.ของทุกประเทศทั่วโลก ต่างมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ ของ ส.ส.ได้ตามมโนธรรม (conscience) ของตนเอง 

 

       ดังนั้น พรรคการเมือง ของประเทศไทย (ที่ก่อตั้งโดยนายทุนธุรกิจของเรา ไม่ว่าจะเป็นนายทุนท้องถิ่นหรือนายทุนระดับชาติ จึงได้กลายเป็น “องค์กรสูงสุด – super organ)”ของประเทศ ที่ควบคุมรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรในระบบสถาบันการเมืองของเรา (ที่ใช้ ระบบรัฐสภา – parliamentary system) และทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศเดียวในโลก ที่มีรัฐธรรมนูญลายลักษณะอักษร ที่ สร้าง “ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมือง(นายทุนธุรกิจ)” 

 

       การที่ “คนไทย”มองไม่เป็น ปัญหานี้ ก็เพราะความล้มเหลว ของการเรียนการสอนใน “ระดับอุดมศึกษา” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเรียนการสอนในคณะนิติศาสตร์และคณะรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยของเรา ที่ต่ำกว่ามาตรฐานสากล ; การเรียนการสอนใน “ระดับอุดมศึกษา”ของเรา ได้สอนนักศึกษาของเราทั้งประเทศ อย่างผิดพลาดไม่ตรงกับความเป็นจริง ( reality) ตลอดมา และดังนั้น ตามความเห็นของผู้เขียน เป็นความรับผิดชอบของวงการนิติศาสตร์ และวงการวิชาการ ที่ปล่อยให้คนไทยทั่วไป เรียก “ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมือง(นายทุนธุรกิจ)”ประเทศเดียวในโลกนี้ ว่า เป็นระบอบประชาธิปไตย

       
       “ข้อเท็จจริง”ที่แสดงให้เห็นถึง ความล้มเหลวในการเรียนการสอนกฎหมายในมหาวิทยาลัยของเรา สามารถยืนยันได้จาก “บทความ”ของคณาจารย์คณะนิติศาสตร์จำนวน ๕ ท่านของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ถือกันว่า เป็นมหาวิทยาลัยที่ดีสุดในทางกฎหมายมหาชน) ที่ท่านคณาจารย์เหล่านี้ได้เขียนขึ้นเอง ; ท่านคณาจารย์ ฯได้กล่าวไว้ในบทความของท่านว่า ท่าน(คณาจารย์)เห็นว่า ในปัจจุบันนี้ ประเทศไทยมี “ดุลยภาพแห่งอำนาจ ขององค์กรนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ”; ทั้งที่ ตามความเป็นจริง (reality) แล้ว ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ(ลายลักษณ์อักษร)ของประเทศไทย ระบบสถาบันการเมืองของเรา ไม่มีดุลยภาพแห่งอำนาจ ระหว่างองค์กรนิติบัญญัติกับองค์กรบริหาร แต่อย่างใด เนื่องจากรัฐธรรมนูญของประเทศไทย(ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นต้นมา) ได้มีบทบัญญัติ ให้ ส.ส.ของเรา ต้องสังกัดพรรคการเมือง / ให้พรรคการเมืองมีอำนาจให้ ส.ส. พ้นจากการเป็น ส.ส.ได้ / และนายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส. (หัวหน้าพรรคการเมือง) ; ซึ่งบทมาตราทั้งสามนี้ เป็นบทบัญญัติที่แตกต่างกับ รัฐธรรมนูญของต่างประเทศ (รวมทั้งรัฐธรรมนูญของประเทศเยอรมันนีและของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศที่ท่านคณาจารย์ดังกล่าวได้ไปศึกษาและจบปริญญาเอกมา) เพราะ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญของประเทศดังกล่าว ส.ส.ของเขามีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ได้ตามมโนธรรม – conscience ของตน 

 

       [หมายเหตุ โปรดดูเอกสารที่เกี่ยวข้อง ได้จาก หนังสือ “การกระทำทางรัฐบาล หรือการกระทำของรัฐบาล : ข้อถกเถียงทางวิชาการในระบบกฎหมายมหาชนของไทย” โดย ดร.เอกบุญ วงศ์สวัสดิกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บรรณาธิการ จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๕๒]

       
       ๒) คำตอบของคำถามที่สอง (ท่านทราบหรือไม่ว่า คำว่า “form of government” หมายถึงอะไร ฯลฯ ) อันที่จริง คำว่า“form of government” เป็นคำสามัญในตำรากฎหมายรัฐธรรมนูญ(ของต่างประเทศ) ที่นักกฎหมายรัฐธรรมนูญ(ของต่างประเทศ)ทุกคนรู้ เพราะเป็นคำที่บ่งบอกถึง “การจัดระบบสถาบันการเมือง” ที่เป็นรูปแบบของรัฐบาล 

 

       การศึกษาวิเคราะห์ “form of government – การจัดระบบสถาบันการเมือง” ที่อยู่ในตัวบทรัฐธรรมนูญ ของประเทศต่าง ๆ จะทำให้เราสามารถมองเห็น “หลักการ”สำคัญ ๆ ของระบบสถาบันการเมืองที่บัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ และทำให้เราสามารถนำรัฐธรรมนูญ(ระบบสถาบันการเมือง)ของประเทศต่าง ๆ มาเปรียบเทียบกันได้ ซึ่งจะทำให้เรารู้ได้ว่า ระบบสถาบันการเมืองในแต่ละรูปแบบ(ของแต่ละประเทศ) มี “ประสิทธิภาพ”มากน้อยเพียงใด และเป็น “ระบบเผด็จการ” หรือเป็นประชาธิปไตย แต่เป็นที่น่าประหลาดใจอย่างมาก ที่เราไม่ค่อยเห็นนักวิชาการของไทย พูดถึง “form of government” 

 

       เราทุกคน คงเคยฟังรายการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ที่“นักวิชาการ”ของเรามาออกรายการกันบ่อย ๆ และเราคงได้ยินนักวิชาการที่ออกรายการเหล่านั้น บอกกับเรา ว่า นักการเมืองของเรา มีมาตรฐานทางการเมือง แตกต่างกับ “นักการเมือง”ของประเทศอื่น เช่น เมื่อมีเรื่องฉาวเกิดขึ้น นักการเมืองของเขาก็จะแสดงรับผิดชอบด้วยการ“ลาออก” แต่นักการเมืองของเราจะไม่ยอมลาออก โดยอ้างว่า “กฎหมาย”ไม่ได้บังคับให้ลาออก ; แต่ถ้าท่านผู้อ่านสังเกต ท่านจะไม่เคยพบว่า นักวิชาการที่ออกรายการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์เหล่านั้น บอกกับเรา(คนไทย) ว่า form of government ของต่างประเทศ (ที่นักการเมืองของเขา มีความรับผิดชอบ มากกว่านักการเมืองของเรานั้น) ใช้ form of government “รูปแบบ”ใด และระบบกฎหมายในการบริหารประเทศของเขา มีอย่างไร แตกต่างกับประเทศไทย อย่างไร ทั้งๆ ที่ form of government และระบบกฎหมายเหล่านี้ เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้นักการเมืองของเขามีความรับผิดชอบ 

 

       การที่นักวิชาการไทยไม่สนใจต่อ “form of government”ของรัฐธรรมนูญ นี้ เป็น “หลักฐาน” อีกประการหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึง “ความล้มเหลว” ของการเรียนการสอนในระดับอุดมคึกษาของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความล้มเหลวการเรียนการสอนในคณะนิติศาสตร์และคณะรัฐศาสตร์ ของเรา

       
       ผู้เขียนเห็นว่า การที่นักวิชาการ(นักกฎหมายและนักรัฐศาสตร์)ของไทย ขาดความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ form of government ที่เป็นมาตรฐานของ “ระบบสถาบันการเมือง” และไม่สนใจที่จะติดตามวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการจัดรูปแบบ“ระบบสถาบันการเมือง” ทำให้นักวิชาการไทยไม่มีความสามารถพอ ที่จะวิเคราะห์และสังเกตเห็น “การปรับเปลี่ยน(rationalization) ระบบสถาบันการเมือง” ในรัฐธรรมนูญของประเทศที่พัฒนาแล้ว ( เช่น ประเทศเยอรมันนีและฝรั่งเศส และประเทศอื่น ๆ) ที่เกิดขึ้นหลังจากสงครามครั้งที่สอง ( กลางศตวรรษที่ ๒๐)ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปรับเปลี่ยนระบบสถาบันการเมืองในระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา – parliamentary system (ระบบที่เราใช้อยู่) ที่มีความมุ่งหมายให้กลไกในระบบรัฐสภา เป็นระบบที่มีกลไกที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีมาตรการด่าง ๆ กำกับให้สถาบันการเมือง(ในระบบรัฐสภา) ทำงานและบริหารประเทศมุ่งไปสู่จุดหมายเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ( ป้องกันนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแก่งแย่งกันเป็นรัฐมนตรี ของ และในขณะเดียวกัน ป้องกันไม่ให้เกิดการเผด็จการโดยพรรคการเมือง )

 

       การที่นักวิชาการ(นักกฎหมายและนักรัฐศาสตร์)ของเรา ขาดความรู้ในกฎหมายเปรียบเทียบ และขาดประสบการณ์ในทางวิชาการ จึงทำให้การเขียนรัฐธรรมนูญ แบบไทย ๆ ของเรา เป็นไปอย่างไร้จุดหมาย เพราะนักวิชาการไทยเขียนรัฐธรรมนูญ บนพื้นฐานจากสามัญสำนึก (common sense) และ การอ้างสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชน (individualism) 

 

       มาตรฐาน“ความ (ไม่)รู้”ของนักวิชาการในเรื่อง form of government และ การ rationalization ของรัฐธรรมนูญนี้ ปรากฎให้เห็นได้ชัดเจนในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นปีที่เรายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน(พ.ศ. ๒๕๕๐) 

 

       ในขณะที่ทำการร่างรัฐธรรมนูญ ตลอดทั้งปี พ.ศ. ๒๕๕๐ นั้น ไม่ปรากฏว่า นักกฎหมายและนักรัฐศาสตร์ ที่มีความรู้ ดีที่สุดของประเทศ (ที่ได้รับคัดเลือกให้ เป็น “ สมาชิกของสภาร่างรัฐธรรมนูญ” และเป็นกรรมการใน “คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ”) ได้พิจารณาถึงประเด็น“ form of government”นี้แต่อย่างใด และไม่มีนักกฎหมายและนักรัฐศาสตร์ของเรา แม้แต่คนเดียวและแม้แต่ครั้งเดียว ได้กล่าวถึง คำว่า “ form of government” นี้ 

 

       ใน “เอกสารคำชึ้แจงประกอบการร่างรัฐธรรมนูญ” ซึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้วถือว่า เป็นเอกสารที่สำคัญที่สุดสำหรับการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นเอกสารที่อธิบายให้คนทั่วไปได้รับรู้ว่า รัฐธรรมนูญได้แก้ไขในประการสำคัญอย่างไร และจะทำให้การเมืองของประเทศ ดีขึ้นได้อย่างไร แต่ปรากฏว่า เอกสารดังกล่าวของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (และสภาร่างรัฐธรรมนูญ) ที่พิมพ์ออกมาเผยแพร่ต่อประชาชนทั่วไป เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับ “สาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” เมื่อวันที่ ๒๖ เดือนเมษายน ๒๕๕๐ มีความยาวเพียง ๑๓ หน้า โดยเป็นเพียงเอกสารที่รวบรวม “บทมาตรา”ต่าง ๆ ที่คณะกรรมาธิการฯแก้ไข ; คณะกรรมาธิการฯได้ชี้แจงไว้ในเอกสารดังกล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญ(ที่แก้ไขนี้) มี “สาระสำคัญ” ที่มุ่งหมายจะแก้ปัญหาการบริหารประเทศ โดยดำเนินการใน ๔ แนวทางด้วยกัน และแนวทางที่สำคัญที่สุด ที่คณะกรรมาธิการฯได้ยกขึ้นกล่าวเป็นลำดับแรก ก็คือ “การคุ้มครอง ส่งเสริม และการขยายสิทธิและเสรีภาพของประชาชน อย่างเต็มที่” ; จากเอกสารนี้ ดูเหมือนว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญ และ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ของเรา อาจ เข้าใจ “ความมุ่งหมาย”ของการเขียน(ออกแบบ)รัฐธรรมนูญ คลาดเคลื่อน(แตกต่าง)ไปจากการร่างรัฐธรรมนูญของนานาประเทศ และด้วยเหตุนี้ จึงทำให้รัฐธรรมนูญของเราไม่สามารถแก้ปัญหาวิกฤติทางการเมืองของประเทศได้ ดังสถานการณ์ของประเทศตามที่ปรากฏและเป็นอยู่ในขณะนี้ 

 

       [หมายเหตุ โปรดย้อนไปดูบทความก่อน ๆ ของผู้เขียน ที่อยู่ใน เว็บไซต์ “ http://www.pub-law.net” ที่ผู้เขียนได้เขียนวิเคราะห็ “แนวความคิด” ในการกำหนดรูปแบบของ “องค์กรยกร่างรัฐธรรมนูญ – ส.ส.ร.” (ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ.๒๕๔๙ ) และวิเคราะห็ ผลงาน(คือ รัฐธรรมนูญ)ที่ได้มาจากการทำงานของ “องค์กรยกร่างรัฐธรรมนูญ”(ส.ส.ร. และ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ) ; บทความนี้ ยังไม่ได้จัดพิมพ์เป็นหนังสือ ] 

       
       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราเคยรับสั่งไว้ เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ “ …..ในบ้านเมืองนั้นมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ การทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ได้คนดีปกครองบ้านเมือง และควบคุม“คนไม่ดี” ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้ …..”

 

       จุดมุ่งหมายของการวิเคราะห์ form of government ก็มิใช่อะไรอื่นไกล แต่ความจริง ก็คือ เป็นการตรวจสอบโครงสร้างของรัฐธรรมนูญ ตามแนวทางที่เป็นไปตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั่นเอง คือ ตรวจดูว่า form of government รูปแบบใด จะ เป็นรูปแบบที่ทำให้ “คนดีได้เข้ามาปกครองบ้านเมือง” ได้ ดีที่สุด

       
       ในการบรรยายวันนั้น ผู้เขียนก็ได้ชี้แจง(อย่างสั้น ๆ) ให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยาย ได้ทราบถึง form of government ที่มีรูปแบบมาตรฐาน ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ๓ แบบ ( คือ ระบบประธานาธิบดี – presidential system / ระบบพรรคการเมืองพรรคเดียว – one party system ของประเทศสังคมนิยม / และระบบรัฐสภา – parliamentary system) และอธิบายให้ทราบว่า form of government ในแต่ละรูปแบบ มี“หลักการ”สำคัญ ๆ ในการจัดระบบสถาบันการเมือง อย่างไร รูปแบบใดเป็น(เสรี)ประชาธิปไตย รูปแบบใดเป็น “เผด็จการ” และอธิบายให้เห็น “ลักษณะเฉพาะ”ของ form of government แต่ละรูปแบบว่า รูปแบบเหล่านี้ทำให้การบริหารประเทศมีประสิทธิภาพ อย่างไร และทำให้”คนดี”ได้เข้ามาปกครองบ้านเมือง ได้อย่างไร ( แม้ว่าระบอบนั้นจะเป็นระบอบคอมมิวนิสต์) ; ผู้เขียนได้อธิบาย วิวัฒนาการของกลไกการจัดระบบสถาบันการเมืองใน “ระบบรัฐสภา – parliamentary system” (ซึ่งเป็นระบบที่ประเทศไทยใช้อยู่) ที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงถึง ๓ ช่วงเวลา ตลอดระยะประมาณสองร้อยปีที่ผ่านมา คือ ตั้งแต่รูปแบบดั้งเดิมใน ศตวรรษที่ ๑๙ ที่มีการแยกอำนาจบริหาร โดยกษัตริย์เป็นผู้ใช้อำนาจบริหารโดยตรงด้วยพระองค์เอง และต่อมาในต้นศตวรรษที่ ๒๐ ที่กษัตริย์ลดบทบาทลงมาตามระดับการพัฒนาของสภาพสังคมในยุโรป จนถึงยุคปัจจุบันในกลางศตวรรษที่ ๒๐ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ได้มีการแก้ไขจุดอ่อนในระบบรัฐสภา ด้วยการปรับเปลี่ยน – rationalization กลไกในระบบสถาบันการเมือง และในขณะนี้ ระบบรัฐสภา ได้กลายเป็น rationalized systems (เกือบ)ทั้งโลก 

 

       ผู้เขียนไม่อาจทราบได้ว่า สิ่งที่ผู้เขียนบรรยาย(อย่างสั้น ๆ)ในวันนั้น จะเป็นเรื่องที่ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายในวันนั้น ได้เคยมี “ความรู้”มาก่อนแล้วหรือไม่ หรือเป็น “ความรู้ใหม่”ของท่านผู้ที่มาฟังฯ ที่ไม่เคยรู้มาก่อน ; แต่อย่างไรก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายในวันนั้น จะได้นำไป “คิด” และ “ประเมิน”ตอบคำถามด้วยตนเอง ว่า “มาตรฐานความรู้ของนักวิชาการของประเทศไทย”ในปัจจุบันนี้ เป็นอย่างไร

 

       แต่ผู้เขียนขอยืนยันว่า ไม่มี “form of government”ในรัฐธรรมนูญของประเทศใดในโลกนี้ ที่เหมือนกับรัฐธรรมนูญของประเทศไทย คือ เป็นรัฐธรรมนูญ ที่สร้าง “ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมือง(นายทุนธุรกิจ)” ผิดหลักการทางสังคมวิทยา(sociology) เพราะเป็นรูปแบบที่เป็นการชักชวนให้บรรดานายทุนธุรกิจ รวมทุนกันจัดตั้งพรรคการเมืองและออกเงินให้ผู้มีสิทธิสมัคร ส.ส. ไปทำการเลือกตั้ง(ในสภาพที่สังคมไทยมีความอ่อนแอฯ) เพื่อนายทุน(เจ้าของพรรคการเมือง)เจะได้ข้ามาผูกขาดอำนาจรัฐในสภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาล (ในระบบรัฐสภา) และจัดสรรโควตากันเป็น”รัฐมนตรี”โดยคำนวณอัตราส่วนตามจำนวนของ ส.ส. ที่อยู่ในสังกัดของพรรคการเมืองของตน และแบ่งปันกันหา”กำไร” ด้วย การทุจริตคอร์รัปชั่นทั้งทางตรงและทางอ้อม จากทรัพยากรส่วนรวมของชาติ ในสภาพที่กลไกการบริหารประเทศ(กฎหมาย)ของเรา พิกลพิการ

 

       ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมือง(นายทุนธุรกิจ) เกิดขึ้นในประเทศไทยเพราะ “ความเห็นแก่ตัว”ของนายทุนธุรกิจท้องถิ่นเจ้าของพรรคการเมือง ในปี พ.ศ. ๒๕๓๕

 
       
       ๓) คำตอบของคำถามที่สาม ( ถ้าท่านได้ยินว่า นักวิชาการคนใดพูดว่า “ถ้าเราไม่บังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมือง “รัฐบาล”ก็จะไม่มีเสถียรภาพ” ท่านคิดว่า คำพูดของนักวิชาการท่านนี้ จริงหรือไม่จริง)

 

       ผู้เขียนเชื่อว่า ท่านผู้อ่านคงจำเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมาได้ว่า “ความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาล(ทหาร)” เกิดมาจากการที่ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง เรียกร้อง “ซอง” ในการยกมือสนับสนุนญัตติของรัฐบาล ซึ่งในบางครั้ง ก็ปรากฏเป็นข่าวในสื่อมวลชนว่า ไปแจกซองกันในห้องสุขาของสภาผู้แทนราษฎร ; ซองจะใหญ่หรือซองจะเล็ก ย่อมแล้วแต่ความสำคัญของ “ญัตติ” ; ถ้าเป็นญัตติธรรมดา ซองก็อย่างหนึ่ง แต่ถ้าเป็นการลงมติในเรื่องงบประมาณหรือในเรื่องการลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซองก็จะหนาหน่อย เพราะถ้ารัฐบาลแพ้มติประเภทนี้แล้ว รัฐบาลถึงกับต้องลาออก

 

       คำถามข้างต้นนี้ ตอบได้ไม่ยาก เพียงแต่ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยาย (ในวันนั้น) จะตอบ “ คำถามเบื้องต้น”เป็นคำถามแรกก่อนว่า ท่านคิดว่า ในโลกนี้ มีรัฐบาลของประเทศใดในโลก หรือไม่ ที่รัฐบาลของเขามีเสถียรภาพได้โดยไม่ต้องบังคับให้ ส.สของเขาต้องสังกัดพรรคการเมือง ; ถ้าทราบว่า “มี” ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายก็สามารถตอบได้ทันทีว่า คำพูดของนักวิชาการที่พูดว่า “ถ้าเราไม่บังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมือง “รัฐบาล”ก็จะไม่มีเสถียรภาพ”นั้น เป็นคำพูดที่ไม่จริง ; และตามความเป็นจริงในโลก มีหลายประเทศที่รัฐบาลของเขามีเสถียรภาพได้ โดยรัฐธรรมนูญของเขาให้ ส.ส.ของเขามีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส.ได้ตามมโนธรรมของตนเอง 

 

       การที่นักวิชาการท่านนั้นพูดว่า “ถ้าเราไม่บังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมือง รัฐบาลก็จะไม่มีเสถียรภาพ” สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลเพียง ๒ เหตุผล เท่านั้น คือ เหตุผลประการแรก เพราะ นักวิชาการต้องการจะช่วยเหลือนักการเมืองนายทุนธุรกิจให้ผูกขาดอำนาจรัฐใน”ระบบเผด็จการโดยพรรคการเมือง” ได้ต่อไป หรือ เหตุผลอีกประการหนึ่ง ก็คือ เพราะนักวิชาการท่านนั้นไม่มีความรู้ หรือมี”ความรู้”ไม่พอ เพราะนักวิชาการท่านนั้นไม่ทราบว่า รัฐบาลของประเทศอื่น ที่เขามีเสถียรภาพได้โดยไม่ต้องบังคับให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคฯลฯ เขาทำได้อย่างไร รัฐธรรมนูญของเขาเขียนอย่างไร และ กฎหมายที่เป็นกลไกการบริหารของเขา มีอย่างไร

       
       สรุปจากคำถามทั้ง ๓ ประการ และหลังจากที่ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยาย(หรือท่านผู้อ่าน)ได้ ลองตอบคำถามข้างต้นด้วยตนเองแล้ว ผู้เขียนก็เชื่อว่า ท่านฯ คงจะสามารถประเมินได้เอง ว่า “ประเทศไทยขาด ความรู้” หรือไม่ และสามารถประเมินได้ว่า คณาจารย์ในคณะนิติศาสตร์และคณะรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาชั้นสูงของเรา มีความรู้ “พอ”ที่จะออกแบบ (design)รัฐธรรมนูญที่เป็น “การปฏิรูปการเมือง” ให้แก่คนไทยได้ หรือไม่ 
       

       แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะผ่านข้อนี้ไป ขอท่านผู้อ่านได้โปรดระลึกว่า คำถามทั้ง ๓ คำถามดังกล่าวข้างต้นนั้น เป็นเพียงคำถามที่เกี่ยวกับ “กฎหมายรัฐธรรมนูญ”เท่านั้น แต่ในการแก้ปัญหาของประเทศไทย ยังมีกฎหมายสำคัญ ๆ ที่เป็นพื้นฐานของการบริหารประเทศอยู่อีกไม่น้อย ซึ่งจำเป็นจะต้องแก้ไข(หรือปฏิรูป)ไป พร้อมกับการปฏิรูป “ระบบสถาบันการเมือง” (องค์กรสูงสุดในการใช้อำนาจรัฐ) เช่น กฎหมายเกี่ยวกับระบบกระบวนการยุติธรรม(โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อำนาจหน้าที่ของตำรวจ) กฎหมายเกี่ยวกับการกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่น หรือแม้แต่กฎหมายที่เกี่ยวกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ฯลฯ กฎหมายเหล่านี้ต้องการ“การวิจัย”ที่ได้มาตรฐาน และต้องการการกำหนด “ขั้นตอน”ในการปรับเปลี่ยน(transformation) จากสภาพปัจจุบันไปสู่รูปแบบที่ดีกว่าและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ ย่อมไม่สามารถทำได้ในทันทีทันใด แต่ต้องอาศัยช่วงเวลาเพื่อการปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ ซึ่งแน่นอนว่า จะต้องการเวลาที่นานพอสมควร 

 

       การปฏิรูปการเมือง ซึ่งจำเป็นจะต้องกระทำพร้อม ๆ กับการปฏิรูประบบบริหาร จึงมิได้ง่ายอย่างที่คิด ; การปฏิรูปการเมือง คงไม่ใช่การไปสอบถามพรรคการเมืองหรือนักการเมืองว่า ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องใดบ้าง อย่างไร แล้วเอามารวม ๆ กันแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยเสียงข้างมาก ตามที่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีของเรากำลังทำอยู่ในขณะนี้(เดือนเมษายน)
       


       
(๑.๒) ในประเด็นที่สอง ประเทศไทย ขาด “statesman (รัฐบุรุษ)”ที่เสียสละ หรือไม่ 

 

ประเด็นนี้ เป็นประเด็นสำคัญ ; ผู้เขียนได้เรียนให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายในวันนั้น ทราบว่า แม้ว่าประเทศไทย (หรือประเทศใด ๆ ก็ตาม) ไม่ขาด“ความรู้”จากวงการวิชาการ แต่ ถ้าประเทศนั้น ขาด statesman ที่เสียสละ ประเทศดังกล่าว ก็ไม่สามารถ “ปฏิรูปการเมือง”ได้ เพราะจะไม่มี “ผู้ที่มีอำนาจรัฐ”คนใด นำเอา ความรู้นั้น มาแก้ไขกลไกการบริหารประเทศ ซึ่งเป็นการ ลดอำนาจของตนเอง และลดโอกาสในการแสวงหาประโยชน์ให้แก่ตนเอง

 

       ดังนั้น ประเด็นที่สอง (ประเทศไทย ขาด “statesman – รัฐบุรุษ”ที่เสียสละ หรือไม่) จึงสำคัญไม่น้อยกว่า ประเด็นที่หนึ่ง (ประเทศไทย ขาด “ความรู้” หรือไม่) ; และบางทีแล้ว อาจจะสำคัญยิ่งกว่าการที่ประเทศขาด“ความรู้”เสียอีก เพราะความ(ไม่)รู้ของนักวิชาการ อาจทดแทนได้ด้วยความรู้ของ statesman และเท่าที่ปรากฏจากประวัติศาสตร์ของประเทศที่ทำการปฏิรูปการเมืองได้สำเร็จ statesman ของประเทศนั้นจะมีความรู้ เกินกว่านักวิชาการทั่ว ๆ ไปของประเทศ ( ซึ่งผู้เขียน จะได้นำ “ตัวอย่าง”ของบางประเทศ มาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟัง ใน “ส่วนที่สอง” )

 

       ในการบรรยายในวันนั้น ผู้เขียนได้เรียนให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายทราบว่า ผู้เขียนจะไม่ย้อนประวัติศาสตร์ไปตั้งแต่ การเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทย ใน พ.ศ. ๒๔๗๕ ว่า ในอดีตประเทศไทย มี statesman หรือไม่ และทำไม การเมืองของประเทศไทย จึงต้องตกอยู่สภาพเช่นนี้ในขณะนี้ ; และผู้เขียนก็จะไม่ย้อนไปกล่าวถึงปัญหาว่า เพราะเหตุใด การรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ ที่ผ่านมา จึงล้มเหลวอย่างสมบูรณ์แบบ ประเทศไทยไม่สามารถแก้ปํญหาการเมืองได้ หรือไม่สามารถแม้แต่จะทำให้คนไทยพอมองเห็น “ทางออก”ในการแก้ปัญหาการเมือง 

 

       [ หมายเหตุ ผู้เขียนได้วิเคราะห์ สาเหตุของ “ความล้มเหลว”ของการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ ไว้แล้ว ในการบรรยายที่ศาลปกครอง เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๑ ในหัวข้อว่าด้วย “ปัญหาชนชั้นนำ ของสังคมไทย” , โปรดดู วารสารวิชาการศาลปกครอง ปีที่ ๘ เดือนพฤษภาคม – สิงหาคม ๒๕๕๑ ]

 

       ในวันนั้น (วันเสาร์ ที่ ๑๘ เมษายน) ผู้เขียน(ผู้บรรยายในวันนั้น) ได้ขอให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายฯ พิจารณาจาก “ ข้อเท็จจริง” ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คือ ศึกษาพฤติกรรมของนักการเมือง ที่เป็น“ผู้ใช้อำนาจรัฐ”อยู่ในขณะนี้ ซึ่งได้แก่ บุคคลในรัฐบาลชุดปัจจุบัน เพราะตามความเป็นจริง “ ผู้ที่มีอำนาจรัฐ”เท่านั้น ที่จะเป็นผู้ที่ทำการปฏิรูปการเมืองได้
       
       ผู้เขียน(ผู้บรรยายในขณะนั้น) ได้ลองลำดับ “เหตุการณ์”ที่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีได้กระทำไป ในระยะเวลา (ประมาณ) ๔ เดือนที่ผ่านมา คือ ตั้งแต่วันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ จนถึง (วันที่ ๑๘) เดือนเมษายน ๒๕๕๒ และ ขอให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยาย(และท่านผู้อ่านบทความนี้) ประเมินและตอบคำถามด้วยตัวท่านเองว่า “การกระทำ”ของนักการเมืองของเราในปัจจุบัน มีลักษณะเป็นการกระทำของ statesman (หรือใกล้กับการกระทำของ statesman) หรือไม่ 

 

       การติดตามและศึกษา “การกระทำ”ของนักการเมืองอย่างต่อเนื่องเท่านั้น ที่จะทำให้เราสามารถมองเห็น “ความจริง” ที่เป็นความในใจของนักการเมืองนายทุนธุรกิจได้ และสามารถประเมินได้ว่า นักการเมืองเของเรานั้นเป็นบุคคลประเภทใด เป็น statesman หรือ เป็นเพียงนักการเมืองธรรมดาที่เห็นแก่ตัว (ตามธรรมชาติของมนุษย์ทั่ว ๆ ไป ) 

 

       ผู้เขียนได้ลองลำดับเหตุการณ์ ที่เป็น“การกระทำ”ของรัฐบาลและของนายกรัฐมนตรี มาให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายในวันนั้นได้พิจารณา โดยแยกการกระทำฯ ออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ การกระทำที่เกี่ยวกับ“การบริหารประเทศ” (หรือ การบริหารราชการแผ่นดิน) กลุ่มหนึ่ง และ “การกระทำ”ที่เกี่ยวกับการริเริ่ม “การปฏิรูปการเมือง” อีกกลุ่มหนึ่ง และขอให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายฯ ลองพิจารณาและตอบ “คำถาม”สั้น ๆ ด้วยตนเอง 

       
       (ก) “การกระทำกลุ่มแรก”  เป็นการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับการบริหารประเทศหรือการบริหารราชการแผ่นดิน โดยผู้เขียนได้รวมรวม “เหตุการณ์”เท่าที่ผู้เขียนจำได้ มาทบทวนให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายได้รับทราบ ดังนี้ 

 

       – รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ได้ใช้ “นโยบาย populist” (ซึ่งนักวิชาการบางท่านเรียกว่า นโยบายประชานิยม แต่ผู้เขียนขอแปลอย่างตรง ๆ ว่า “ นโยบายเอาใจประชาชน” ) เป็นหลัก คือ นโยบายลดแลกแจกแถม รวมทั้งการแจกเช็คช่วยชาติให้แก่ผู้ที่มีรายได้ไม่เกินหนึ่งหมื่นห้าพันบาทต่อเดือน คนละ ๒๐๐๐ บาท 
       – หลังจากการเป็นรัฐบาลไม่กี่วัน ปรากฏเหตุการณ์ที่(อาจ)เป็นการทุจริตคอร์รัปชั่น คือ “ปลากระป๋องเน่า”ในถุงยังชีพ ที่แจกให้แก่ประชาชนที่มีอุบัติภัยทางภาคไต้ ; การแจก “นมบูดหรือนมด้อยคุณภาพ”ให้แก่เด็กนักเรียนในโรงเรียน อันเนื่องมาจากระบบการผูกขาดจากการจำหน่ายนมโดยแบ่งเป็นเขตและห้ามจำหน่ายนมข้ามเขต ; การนำเงินของแผ่นดินไปแจกให้แก่ราษฎร โดยมีนามบัตรส่วนตัวของรัฐมนตรีแนบไปด้วย
       – รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี มี mega projects หลายโครงการ เช่น การซื้อรถเมล์ ๔๐๐๐ คัน การสร้างรถไฟฟ้าและรถไต้ดินหลายสาย ที่ต่อเนื่องมาจากรัฐบาลก่อน
       – รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ได้รับจำนำหรือรับซื้อผลิตผลการเกษตรหลายชนิดเพื่อช่วยเหลือเกษตรที่มีปัญหา และได้มีการจำหน่ายและประมูลขายผลิตผลการเกษตร์ (เช่น ข้าว มันสำปะหลัง) เพื่อระบายสต๊อกที่เก็บไว้ ซึ่งปรากฏเป็นข่าวในสื่อมวลชนถึงความไม่โปร่งใจและการเอื้อประโยชน์ให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งอยู่แสมอ ๆ
       – รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี มีการโยกย้ายข้าราชการสำคัญหลายตำแหน่ง เช่น ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ข้าราชการ กระทรวงพาณิชย์ ข้าราชการตำรวจ 
       – รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี สับเปลี่ยนกรรมการใน “รัฐวิสาหกิจ”หลายแห่ง 

 

       อันที่จริง บรรดา การกระทำและเหตุการณ์ที่ผ่านมาของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีของเราในช่วงเวลา๔ เดือนที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ก็ดูว่า จะเหมือน ๆ กับการกระทำของรัฐบาลก่อนและอดีตนายกรัฐมนตรีได้ทำมาแล้ว ไม่มีแตกต่างอะไรกัน และรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีของเราทั้งเก่าและปัจจุบัน ก็ดูจะพูด เหมือน ๆ กัน คือ “พูด”ว่า รัฐบาลทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม หรือเพื่อประชาชน หรือเพื่อคนยากจน ; และเมื่อรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ถูกซักถามในปัญหาต่าง ๆ รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีในปัจจุบันของเรา ก็จะ“พูด”ว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตาม “กฎหมาย” ซึ่งก็ดูจะเหมือนกับรัฐบาลก่อนและอดีตนายกรัฐมนตรี

       
       ปัญหามีว่า อะไร คือเงื่อนไขหรือหลักเกณฑ์ ที่ใช้แยก “การกระทำ” ของนักการเมืองที่เป็น statesman ออกจาก “ การกระทำ” ของนักการเมืองธรรมดา 

       statesman ได้แก่ บุคคลที่มองการแก้ปัญหาประเทศที่จะมีผลต่อเนื่องระยะยาว และคิดถึงอนาคตของประเทศ แม้ว่าจะเป็นเวลาหลังจากที่ตนเองได้หมดอำนาจไปแล้ว ; statesman จึงเป็นผู้ที่แก้ปัญหาในเชิง“ระบบ” มากกว่าการแก้ปัญหาด้วยการใช้อำนาจโดยตนเอง แม้ว่าการสร้างระบบนั้น จะเป็นการลดอำนาจหรือตัดอำนาจของตนเอง เพราะ statesman รู้ว่า การใช้อำนาจโดยไม่สร้าง “ระบบ ”ที่โปร่งใส ย่อมเปิดโอกาสให้นักการเมือง ปิดบังซ่อนเร้นการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวและทำการทุจริตได้

 

       ผู้เขียนได้ให้ข้อสังเกตสำหรับให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยาย(และท่านผู้อ่าน) นำไปใช้ ในการพิจารณาและตรวจดู ว่า “การกระทำ”ของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีปัจจุบัน เป็น(หรือใกล้จะเป็น) การกระทำของ statesman หรือไม่ คือ ขอให้พิจารณาดูว่า รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีของเราได้เอาใจใส่ในการป้องกันการรั่วไหลในการใช้จ่าย”เงินแผ่นดิน”ในนโยบาย populist อย่างไรหรือไม่ / มีความตั้งใจจะทำให้หรือนำ ผู้ที่(อาจ)ไม่สุจริตหรือ(อาจ)แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ(ที่เป็นพรรคพวกของตนเอง) ให้ต้องรับผิดชอบ หรือไม่เพียงใด / สนใจที่จะแก้ไข “กฎหมาย”(มิใช่ แก้ไขโดยการมี “มติคณะรัฐมนตรี”) ที่ทำให้นักการเมือง (ตนเอง) ต้องกระทำการโดยโปร่งใส เพื่อลดการแสวงหาประโยชน์จากการประมูลและการอนุมัติโครงการของรัฐ หรือไม่ / แก้ไขและปรับปรุง “กฎหมาย”เพื่อป้องกัน ระบบ spoils system ที่นักการเมือง(ตนเอง) เอาตำแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจและตำแหน่งราชการ ให้เป็นการตอบแทนแก่พรรคพวกและข้าราชการที่รับใช้ตนเอง หรือไม่ / ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เปิดเผย และไม่อยู่ภายไต้อิทธิพลของนักการเมือง(ตนเอง) หรือไม่ / ฯลฯ

       
       คำถาม ที่ผู้เขียนขอให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายในวันนั้น(และท่านผู้อ่าน) ตอบ หลังจากที่ได้พิจารณาตามข้อสังเกตดังกล่าวข้างต้นแล้ว ก็คือ ตาม “ข้อเท็จจริง” ที่ปรากฏที่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีในปัจจุบันได้บริหารราชการแผ่นดินมา ในช่วง ๔ เดือน

 

       “ท่านคิดว่า รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีของเรา กำลังบริหารประเทศ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม หรือ กำลังรอโอกาส เพื่อจะ แสวงหาประโยชน์ส่วนตัว” 
       


       (ข) “การกระทำ กลุ่มที่สอง”
 ว่าด้วย การริเริ่ม “การปฏิรูปการเมือง” [หมายเหตุ ในการบรรยาย(วันนั้น) ผู้เขียนได้ใช้ “ข้อเท็จจริง”ที่เกี่ยวกับประเด็นนี้เท่าที่ปรากฏในขณะนั้น จนถึงวันที่มีการบรรยาย คือ วันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๒ ดังนั้น ในบทความนี้ ซึ่งเป็น “สาระ”จากการบรรยายในวันดังกล่าว ผู้เขียนก็จะถือตามข้อความที่ผู้เขียนบรรยายในวันนั้น แม้ว่าจะปรากฏในขณะนี้(หลังการบรรยาย)ว่า ข้อเสนอของท่านนายกรัฐมนตรี(รวมไปถึงการเสนอให้นิรโทษกรรมให้แก่ผู้ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง) ได้ก่อให้เกิด “เหตุการณ์”และ “ความคิดเห็น”ที่แตกต่างกันในระหว่างกลุ่มนักการเมืองและนักวิชาการหลายประการ แต่ผู้เขียนจะยังไม่ขอนำมากล่าวในบทความตอนนี้ และถ้าผู้เขียนมีเวลาพอ ผู้เขียนอานจะนำมาเขียน ป็น “ภาคผนวก” ไว้ในตอนท้ายของบทความนี้ ]

 

       ผู้เขียนได้ให้ “ข้อเท็จจริง”(เกี่ยวกับการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาล) กับท่านผู้ที่มาฟังการบรรยาย ฯ ว่า เท่าที่ผ่านมา ในระยะที่เข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่ ๆ ในต้นปี พ.ศ. ๒๕๕๒ รัฐบาลและ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ให้ความสนใจกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปการเมืองแต่อย่างใด แต่ได้เน้นการแก้ไขปัญหาประเทศเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ และ เพิ่งจะปรากฎในระยะหลังเมื่อไม่นานมานี้ คือ เมื่อกลุ่มเสื้อแดงเริ่มก่อตัวที่จะมีการชุมนุมใหญ่ ท่านนายกรัฐมนตรีจึงได้กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า จะมอบให้คนที่เป็นกลาง เช่น สถาบันพระปกเกล้า มาช่วยพิจารณาว่า จะแก้รัฐธรรมนูญในประเด็นใดบ้าง โดยรัฐบาลจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง และรัฐบาลจะขอให้ทุกคนทุกฝ่าย รวมทั้งพรรคการเมืองทุกพรรคมีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฯลฯ

 

       ในประเด็นนี้ ผู้เขียนไม่มีข้อเท็จจริงอื่นจะเพิ่มเติม และขอตั้งคำถาม ๓ คำถาม เพื่อให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายฯ ลองเปรียบเทียบพฤติกรรมของนักการเมือง กับพฤติกรรมของตนเอง ดังต่อไปนี้

       คำถามแรก มีว่า ตัวท่านเอง(ท่านที่มาฟังการบรรยาย) “ท่านคิดว่า โดยพฤติกรรมตามธรรมชาติของมนุษย์ ผู้ที่จะต้องเสียประโยชน์จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ทำให้ตนเองได้เข้ามาผูกขาด “อำนาจรัฐ” ผู้นั้นจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ และจะทำให้ตนเอง(อาจ)ต้องหมดอำนาจ หรือไม่”

       คำถามที่สอง มีว่า ตัวท่านเอง(ท่านที่มาฟังการบรรยาย) “ท่านคิดว่า บุคคลในรัฐบาลและท่านนายกรัฐมนตรีปัจจุบันนี้ ทราบหรือไม่ทราบว่า โดยพฤติกรรมตามธรรมชาติของมนุษย์ คนส่วนใหญ่ย่อมเห็นแก่ตัว และรักษาประโยชน์และอำนาจของตน”

       คำถามที่สาม มีว่า ตัวท่านเอง(ท่านที่มาฟังการบรรยาย) “ถ้าท่านคิดว่า บุคคลในรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีปัจจุบันนี้ ได้ทราบหรือควรทราบอยู่แล้วว่า พฤติกรรมของมนุษย์เป็นอย่างไร 

 

       การที่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีปัจจุบันนี้บอกแก่คนทั่วไปว่า ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูปการเมือง จะมอบให้คนกลางโดยรัฐบาลจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง และขอให้พรรคการเมืองทุกพรรคและนักการเมือง มาช่วยกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านคิดว่า บุคคลในรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีที่ใช้อำนาจรัฐอยู่ปัจจุบันนี้ มี “ความในใจ” ที่ต้องการจะให้มีการปฏิรูปการเมือง หรือไม่”
       


       ผู้เขียนได้กล่าวสรุปในตอนท้ายของการบรรยายในตอนนี้ว่า เมื่อท่านผู้ฟังการบรรยายฯ ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับ “การกระทำ”ของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ทั้ง ๒ กลุ่ม (การบริหารราชการแผ่นดิน กับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ)ให้แก่ตัวท่านเองแล้ว ผู้เขียนก็เชื่อว่า ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยาย ซึ่งเป็น elite กลุ่มที่มี “ความรู้”สูงที่สุดของคนไทย คงตอบได้เอง ว่า รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีของเรา เป็น “statesman” หรือไม่ และ ประเทศไทยของเรา ขาด “statesman ”ที่เสียสละ หรือไม่ 

 

       สำหรับผู้เขียน ผู้เขียนมีความรู้สึกว่า สภาพการเมืองของประเทศไทยในขณะนี้ ดูหมือนว่า เราจะมีนักการเมือง(นายทุนธุรกิจ)อยู่ ๓-๔ กลุ่ม ต่างแย่งกันและสลับ“ขั้ว”จับกลุ่มกันเข้ามา เพื่อเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและเข้ามาเป็นรัฐบาล(ในระบบรัฐสภา) ภายไต้ชื่อ“พรรคการเมือง” ต่าง ๆ กัน ( ซึ่งแต่ละกลุ่มก็จะเปลึ่ยนชื่อพรรคฯ ไปตามโอกาส) แต่ไม่ว่าพรรคการเมืองของเราจะมี “ชื่อ”เรียกว่าอย่างไร แต่กลุ่มนักการเมืองของเราก็(เกือบ)จะไม่เปลี่ยนแปลง เราคงพบกลุ่มนักการเมืองเดิม ๆ ลูกเมียพี่น้องนามสกุลเดิม ๆ และพรรคพวกเดิม ๆ ที่ร่วมกันลงทุนตั้งพรรคการเมืองและเข้ามาผูกขาด“อำนาจรัฐ” ภายไต้ “ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมือง(นายทุนธุรกิจ)” ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญของประเทศไทย (ประเทศเดียวในโลก) 

 

       “ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมือง(นายทุนธุรกิจ)” เป็นระบบที่บรรดานายทุนธุรกิจของเรา ได้ช่วยกันสร้างขึ้นมา ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๕ และอาศัย “ความรู้ ”(หรือ “ ความไม่รู้” แล้วแต่จะเรียก ) ของคณาจารย์ในคณะนิติศาสตร์และคณะรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาชั้นสูงของประเทศไทย ชักชวนให้คนไทยทั้งหลายพากันเรียก “ระบบ”นี้ ว่า เป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย (?) 
    

ประเทศไทย จึงขาดทั้ง “ความรู้” และขาดทั้ง “statesman”ที่เสียสละ
       

 

Read Full Post »

การแยกอำนาจนิติบัญญัติ และ อำนาจบริหารออกจากกัน

recommendare

 

บันทึก

จากบทความหัวข้อ  “การแยกอำนาจนิติบัญญัติ และ อำนาจบริหารออกจากกัน”

 

เขียนโดย

 

อัมมาร สยามวาลา
นักวิจัยเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

 

ความมีดังนี้

 

ในปัจจุบัน มีกระแสความคิดที่จะให้มีการปฏิรูประบบการเมือง อันสืบเนื่องมาจากความไม่พอใจในระบบที่มีอยู่ แนวทางในการแก้ไขนั้นมีอยู่หลายแนวทาง แนวทางของคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตยเป็นเพียงหนึ่งในหลายแนวทางที่เสนอกันอยู่ อีกแนวทางหนึ่งที่มีผู้เสนอทุกครั้งที่มีการร่างรัฐธรรมนูญกัน ก็คือ ให้แยกอำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติออกจากกัน ในการพิจารณากันครั้งนี้ ศาสตราจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช ก็ได้แปรแนวทางนี้ให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น

 

เนื่องจากการแยกอำนาจกันดังกล่าวนี้ มักจะถูกเสนอให้เป็นทางออกสำหรับปัญหานานับประการของระบบการเมืองไทย ประชาชนโดยทั่วไปจึงควรจะครุ่นคิดอย่างหนัก เพราะถ้ามีการเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะเช่นว่านี้แล้ว ก็จะมีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อระบบการเมืองและต่อสังคมเศรษฐกิจของไทยอย่างไม่ต้องสงสัย

 

โครงสร้าง

 

สายความรับผิดชอบในระบบที่มีการแยกอำนาจ

 

สรุปอย่างง่ายๆ ที่สุด ในการแยกอำนาจการปกครองส่วนนิติบัญญัติออกจากส่วนบริหาร ฝ่ายบริหารนั้น (ซึ่ง ศ. ชัยอนันต์ เสนอให้เป็นคณะมีจำนวน 20 คน) จะต้องไม่มาจากการเลือกตั้งโดยผ่านสภาผู้แทนราษฎรอย่างในปัจจุบัน แต่จะต้องได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติก็จะได้รับเลือก โดยตรงจากประชาชนเหมือนเดิม (อาจมีการแบ่งเขตเลือกตั้งแตกต่างไปจากปัจจุบันบ้าง แต่นั่นเป็นประเด็นปลีกย่อย) ในเมื่อฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร ต่างก็จะมีที่มาจากประชาชนโดยตรง ก็จะตัดสายความรับผิดชอบ (accountability) ที่คณะรัฐมนตรีในปัจจุบันมีต่อรัฐสภา โดยฝ่ายบริหารจะรับผิดชอบโดยตรง กับประชาชน หากประชาชนไม่พอใจการบริหารประเทศของคณะผู้บริหาร ก็จะมีโอกาสขับไล่คณะนั้นออกไปเมื่อครบวาระสี่ปี ในระหว่างสี่ปีนี้ คณะผู้บริหารก็จะมี โอกาสแสดงฝีไม้ลายมือและมีโอกาสใช้อำนาจในการสั่งการและจัดการได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องพะวักพะวนต่อเสียงในรัฐสภามากเท่าใดนัก ถ้าจะต้องง้อรัฐสภา ก็ต้องง้อในเรื่องงบประมาณ ที่จะต้องให้รัฐสภาอนุมัติเท่านั้น

 

ตารางที่ 1 ข้อแตกต่างของโครงสร้างระบบการเมืองต่าง ๆ

ประเด็น ระบบอังกฤษ/ไทย ระบบอเมริกัน ระบบที่ ศ. ชัยอนันต์ เสนอ
ที่มาของฝ่ายนิติบัญญัติ สภาล่าง (สภาผู้แทนราษฎร) ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนในเขตเลือกตั้งต่างๆ ในอังกฤษใช้ระบบเขตเดียวคนเดียว ในไทยเขตหนี่งมีผู้แทนไม่เกินสามคน สภาสูงมาจากการแต่งตั้ง ในอังกฤษ มีเจ้านายที่มีตำแหน่งโดยตระกูลอีกด้วย สภาล่างได้รับเลือกตั้งจากประชาชนในเขตเลือกตั้งเขตเดียวคนเดียว สภาสูงได้รับเลือกตั้งจากประชาชนทั้งรัฐ โดยแต่ละรัฐจะมีสภาชิกวุฒิสภารัฐละสองคน สภาผู้แทนราษฏรได้รับเลือกตั้งจากประชาชนในเขตเลือกตั้งเขตเดียวคนเดียว ไม่มีข้อเสนอเกี่ยวกับวุฒิสภา เข้าใจว่าเหมือนเดิม
ที่มาของคณะผู้บริหาร นายกรัฐมนตรีจากสภาผู้แทนราษฎร และคณะรัฐมนตรี ซึ่งอาจมาจากสภาผู้แทนฯ (ส่วนใหญ่) หรือจากข้างนอกก็ได้ ประธานาธิบดี ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทั้งประเทศ และแต่งตั้งคณะผู้บริหาร คณะผู้บริหาร 20 คนได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทั้งประเทศ และอาจแต่งตั้งอีก 30 คนจาก ส.ส. หรือสมาชิกวุฒิสภา สำหรับบุคคลกลุ่มหลัง เมื่อได้รับแต่งตั้ง ยังคงดำรงตำแหน่งในสภา แต่จะไม่มีเสียงในการลงคะแนน
การพ้นวาระของฝ่ายนิติบัญญัติ สำหรับสภาล่าง สี่ปี (อังกฤษห้าปี) หรือเมื่อนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภา สมาชิกวุฒิสภาไทยมีวาระหกปี และหมุนเวียนกันออก สำหรับสภาสูงอังกฤษสมาชิกเป็นตลอดชีพ สภาล่างมีวาระสองปี สมาชิกสภาสูงมีวาระหกปี หมุนเวียนกันออก สี่ปีสำหรับสภาผู้แทนราษฏร โดยนายกรัฐมนตรีไม่มีสิทธิ์ยุบสภา ส่วนวุฒิสภา ไม่มีการกล่าวถึง เข้าใจว่าเหมือนในปัจจุบัน
การพ้นวาระของคณะผู้บริหาร พร้อมกับสภาผู้แทนราษฎร หรือเมื่อสภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่ไว้วางใจ ประธานาธิบดีพ้นวาระทุกสี่ปี หรือเมื่อรัฐสภาดำเนินมาตรการขับไล่ (impeachment) ด้วยกระบวนการกึ่งตุลาการ ฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีอำนาจลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่มีอำนาจสอบสวนคณะรัฐมนตรีทั้งคณะฝ่ายนิติบัญญัติจะพิจารณาความผิดของฝ่ายบริหาร เพื่อดำเนินคดีต่อฝ่ายบริหารหากมีความผิดจริง
อำนาจทางการคลังและกฎหมายการเงิน รัฐบาลเสนองบประมาณทั้งทางด้านรายได้และรายจ่ายให้แก่สภาผู้แทนราษฎร สภามีสิทธิ์ตัดรายจ่าย แต่ไม่มีสิทธิ์เสนอให้เพิ่มการใช้จ่าย สมาชิกจะเสนอกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงินได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลเห็นชอบด้วย รัฐสภาเป็นผู้อนุมัติการใช้จ่ายเงินที่ฝ่ายรัฐบาลเสนอมา และสามารถเสนอโครงการที่ต้องใช้เงินได้ รัฐสภามีหน้าที่จัดหาเงิน (ด้วยการออกกฎหมายภาษีอากร) อีกด้วย รัฐสภามีอำนาจอนุมัติงบประมาณประจำปี มีอำนาจในการจัดหาเงิน มีการกล่าวถึงบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติในการอนุมัติงบประมาณจังหวัด แต่ไม่ได้ให้รายละเอียด
พรรคการเมือง ในอังกฤษไม่มีข้อบังคับ ในประเทศไทย รัฐธรรมนูญระบุให้ผู้สมัครเป็น ส.ส. ต้องสมัครในนามพรรค หากได้รับเลือกแล้วและย้ายพรรค ก็ต้องพ้นจากการเป็น ส.ส. พรรคจะต้องส่งผู้สมัครเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปไม่น้อยกว่าหนี่งในสี่ของจำนวน ส.ส. ทั้งหมด ในรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุว่าจะต้องมีพรรคการเมือง ในการเลือกตั้งทั้งของประธานาธิบดี และของสมาชิกรัฐสภา กฎหมายของรัฐอาจกำหนดให้พรรคการเมืองมีการเลือกตั้งขั้นต้นภายในพรรค (primary election) เพื่อให้ได้ผู้สมัครสำหรับพรรคนั้นๆ ส.ส. ไม่ต้องสังกัดพรรค พรรคจะส่งผู้สมัครจำนวนเท่าไรก็ได้
อำนาจตุลาการ ในอังกฤษ เนื่องจากไม่มีรัฐธรรมนูญ ศาลจึงไม่สามารถใช้รัฐธรรมนูญล้มกฎหมายได้ แต่มีประเพณีปฏิบัติจากระบบ common law พิทักษ์สิทธิของปัจเจก ในไทย ถ้าศาลวินิจฉัยว่ากฎหมายอาจขัดกับรัฐธรรมนูญ ต้องส่งเรื่องให้ตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสินชี้ขาดก่อน สามารถลบล้างกฎหมายที่บัญญัติโดยรัฐสภาได้ หากขัดกับรัฐธรรมนูญ ไม่มีการกล่าวถึง

 

ในช่องสุดท้ายของตารางที่ 1 ได้สรุปข้อเสนอเกี่ยวกับโครงสร้างการปกครองที่แยกอำนาจในรูปแบบที่ ศ. ชัยอนันต์เสนอไว้ โดยเปรียบเทียบกับระบบการปกครอง แบบอังกฤษปนไทยที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ และแบบที่สหรัฐอเมริกาใช้อยู่ นอกจากนี้ ข้อมูลในตารางที่ 1 ยังมิได้จำกัดเฉพาะประเด็นที่ ศ. ชัยอนันต์ได้เน้นไว้เท่านั้น แต่ได้เติมบางประเด็นที่ ศ. ชัยอนันต์ได้เสนอไว้แบบผ่านๆ (เช่น เรื่องอำนาจทางการเงิน) หรือที่ไม่ได้กล่าวถึงเลย (เช่น อำนาจตุลาการ) ด้วย เพื่อประกอบการวิเคราะห์ต่อไป โดยเฉพาะเรื่องอำนาจทางการเงินนั้นเป็นเรื่องระดับโครงสร้างที่สำคัญ เพราะฉะนั้นจะขอนำมาวิเคราะห์เสียตั้งแต่ต้น

 

อำนาจการเงินของฝ่ายนิติบัญญัติ

อำนาจเหนือการเงินเป็นหัวใจของการบริหารประเทศ อำนาจนี้รวมถึงอำนาจในการเรียกเก็บภาษีจากประชาชน อำนาจในการใช้จ่ายเงินที่ได้มาจากภาษีอากรเหล่านั้น และอำนาจในการที่รัฐบาลจะกู้หนี้ยืมสินอีกด้วย ถ้าฝ่ายบริหารไม่มีหรือไม่ได้รับอำนาจดังกล่าวก็จะทำอะไรไม่ได้ ในประวัติการต่อสู้ระหว่างรัฐสภากับพระมหากษัตริย์อังกฤษ อำนาจเหนือการเงินของรัฐบาลได้เป็นชนวนสำคัญในข้อขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายนี้ จนในที่สุด พระมหากษัตริย์ต้องทรงยอมผ่อนคลายพระราชอำนาจในด้านนี ้ให้แก่รัฐสภาตั้งแต่ คริสตศตวรรษที่ 17 และรัฐสภาก็ได้ใช้อำนาจเหนือการเงินเป็นเครื่องมือบังคับสถานการณ์ให้รัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีมาจากรัฐสภา อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ แทนที่จะเป็นไปตามพระราชอัธยาศัยของพระมหากษัตริย์ หลังจากหลักการที่กำหนดให้ฝายบริหารต้องมาจากรัฐสภา ได้เป็นที่ยอมรับในศตวรรษที่ 19 ฝ่ายบริหารที่มาจาก รัฐสภานี้กลับเริ่มมีอำนาจเหนือสมาชิกรัฐสภามากขึ้น อำนาจริเริ่มของสมาชิกรัฐสภาก็ถูกบั่นทอนตลอดมา จริงอยู่ ถึงแม้รัฐสภายังคงไว้ซึ่งอำนาจ ที่จะไม่อนุมัติงบประมาณรวมของฝ่ายบริหาร ซึ่งก็เท่ากับเป็นการถอดถอนคณะรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง เพราะในกรณีนี้ โดยมารยาทแล้วคณะรัฐมนตรีจะต้องลาออก แต่อำนาจของสมาชิกรัฐสภาที่จะเสนอร่างกฎหมายนั้นถูกจำกัดลงอย่างมาก และเมื่อดูในรายละเอียด สมาชิกรัฐสภาจะไม่มีอำนาจในการเสนอร่างกฎหมาย ที่มีผลกระทบทางการเงินเลย กฎหมายเหล่านี้เสนอได้โดยฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น ดังนั้นแผนงานการออกกฎหมายของรัฐสภาแทบจะถูกกำหนดโดยฝ่ายบริหารโดยสิ้นเชิง ในอังกฤษอำนาจหลักของรัฐสภาในปัจจุบันนั้นมีอยู่ตรงที่เป็นที่มา (และที่ไป) ของฝ่ายบริหารเท่านั้น นอกจากนี้แล้ว รัฐสภาก็จะเป็นแต่เพียงช้างเท้าหลังเท่านั้น ตราบใดที่เสียงข้างมากของเหล่าสมาชิกยังให้ความไว้วางใจกับรัฐบาลอยู่

 

เมื่อสหรัฐฯ ประกาศอิสรภาพจากอังกฤษและร่างรัฐธรรมนูญของตนเองขึ้นมา ก็มองอำนาจการเงินเป็นส่วนสำคัญในระบบการคานอำนาจของรัฐบาล ปฏิกิริยาที่ชาวอเมริกัน มีต่อการกดขี่ข่มเหงโดยมาตรการทางภาษีอากรของรัฐบาลอังกฤษ ทำให้สหรัฐฯ พยายามจัดระบบการปกครอง ที่ทำให้ฝ่ายบริหารขาดพลานุภาพที่จะตั้งตัวเอง ขึ้นมาเป็นเผด็จการ จึงได้ให้อำนาจการเงินอยู่กับรัฐสภา นอกจากนั้นแล้วสมาชิกรัฐสภาในสหรัฐฯ ยังคงอำนาจทางการเงินไว้มาก สมาชิกรัฐสภาสามารถเสนอและอนุมัติ กฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงิน โดยไม่ต้องรับความเห็นชอบจากฝ่ายบริหารแต่ประการใด แต่ก็มีการคานอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติโดยให้สิทธิ์แก่ฝ่ายบริหารที่จะไม่อนุมัติ (veto) กฎหมายที่ส่งมาจากรัฐสภาได้

 

แม่แบบระบบรัฐสภาทั้งสองนี้แสดงให้เห็นว่า ฝ่ายนิติบัญญัตินั้นมีได้สองแบบ แบบแรกคือแบบของอังกฤษ และจะเรียกว่าเป็นแบบอ่อน ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจในการกำหนดว่า ใครจะมาอยู่ในฝ่ายบริหาร แต่เมื่อกำหนดไปแล้ว ก็แทบจะไม่มีอำนาจอย่างใดนอกเหนือไปจากนี้ โดยเฉพาะจะไม่มีสิทธิในการริเริ่มเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน ในกรณีของสหรัฐฯ เป็นระบบนิติบัญญัติแบบแข็ง จริงอยู่ฝ่ายนิติบัญญัติจะไม่มีอำนาจในการแต่งตั้งหรือถอดถอนฝ่ายบริหาร แต่ฝ่ายนิติบัญญัติจะมีและจะใช้อำนาจ ในการออกกฎหมาย (โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงิน) อย่างสมบูรณ์กว่าในกรณีของอังกฤษ ดังนั้นในสหรัฐฯ ฝ่ายนิติบัญญัติจึงมองตัวเองว่ามีฐานันดร เท่าเทียมกับฝ่ายบริหาร และปกติจะมีเรื่องที่ต้องงัดข้อกับฝ่ายบริหารอยู่เนืองๆ

 

ระบบการปกครองของประเทศไทยลอกแบบมาจากอังกฤษ เพราะฉะนั้นฝ่ายนิติบัญญัติเป็นแบบอ่อน สมาชิกรัฐสภาจะถูกจำกัดสิทธิ์ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในการเสนอ ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน2 (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม 2538 มาตรา 143) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะเสนอร่าง พ.ร.บ.ประเภทนี้ได้ ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ การจำกัดความว่าอะไรเป็น พ.ร.บ. เกี่ยวด้วยการเงิน อะไรไม่เป็น พ.ร.บ. เกี่ยวด้วยการเงิน ก็จำกัดสิทธิ์ของ สมาชิกรัฐสภาค่อนข้างมาก (อรพิน 2538)

 

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ไม่ชัดเจนอยู่สองประการ ประการแรก ในข้อเสนอของ ศ. ชัยอนันต์ ฝ่ายนิติบัญญัติก็ยังมีอำนาจที่จะไม่อนุมัติกฎหมายที่ฝ่ายบริหารเสนอมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฝ่ายนิติบัญญัติมีสิทธิ์ไม่อนุมัติ พ.ร.บ.งบประมาณ ซึ่งถ้าไม่อนุมัติ ฝ่ายบริหารจะไม่สามารถปกครองประเทศได้ ในระบบปัจจุบันรัฐบาล ก็จะต้องพ้นจากตำแหน่ง แต่ในระบบที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งโดยตรงไม่ปรากฏชัดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าฝ่ายบริหารเลือกที่จะไม่แยแส ต่อการที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่อนุมัติงบประมาณ และเรียกเก็บภาษีต่อ และใช้เงินต่อไปโดยใช้อำนาจพลการ ก็สามารถอ้างความชอบธรรมอันได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนเป็นโล่กำบังได้ ถึงอย่างไรก็ตาม ในที่สุดแล้ว ฝ่ายบริหารจะมีอำนาจคุมตำรวจส่วนกลาง3 และกองทัพ อีกทางหนึ่งที่จะเกิดขึ้นได้ก็คือ รัฐสภาจะเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารดำเนินการ และสั่งการตามที่ตนต้องการเป็นเงื่อนไขในการอนุมัติงบประมาณ ถ้าเช่นนั้น เอกภาพของฝ่ายบริหารที่ได้จากการมีวาระสี่ปีก็จะค่อยๆ ลดความหมายไป

 

อีกประเด็นหนึ่งที่ยังไม่ชัดเจนก็คือ เมื่อมีการแยกอำนาจแล้ว ส.ส. จะมีอำนาจเสนอร่าง พ.ร.บ. ที่เกี่ยวด้วยการเงินโดยไม่ต้องได้รับการอนุมัติจากฝ่ายบริหารหรือไม่ ในแง่หนึ่งแล้ว ตรรกะของสถานการณ์ใหม่ที่เสนอมานั้นชวนให้สรุปต่อไปได้ว่า ในเมื่อฝ่ายนิติบัญญัติจะไม่มีอำนาจในการกำหนดตัวของผู้บริหารแล้ว ก็น่าจะมีอำนาจในการออกกฎหมายมากขึ้นกว่าในปัจจุบัน แต่ในเรื่องนี้ยังไม่มีความชัดเจน และจะเห็นได้ว่าอำนาจนี้มีความสำคัญมากในการกำหนดบทบาท ของฝ่ายนิติบัญญัติในอนาคต

 

อำนาจตุลาการกับอำนาจนิติบัญญัติ

 

ระบบการเมืองของอังกฤษนั้นมีเอกลักษณ์อยู่อย่างหนึ่ง กล่าวคือ เป็นระบบที่ไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร มีแต่ประเพณีปฏิบัติ และมีหลักการที่สำคัญ ที่ยึดกันมาโดยตลอด คือหลัก parliamentary sovereignty4 กล่าวคือ รัฐสภามีอำนาจสูงสุดในเชิงกฎหมาย แม้ว่าในปัจจุบัน รัฐสภาจะทำหน้าที่เป็นแต่เพียง ช้างเท้าหลังให้แก่ฝ่ายบริหารเสียส่วนใหญ่ แต่สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของคนอังกฤษก็ยังมิได้ถูกคุกคามโดยอำนาจรัฐ เพราะเหตุว่าในการตีความกฎหมายนั้น ศาลอังกฤษจะใช้ระบบ common law ซึ่งเป็นระบบกฎหมายจากคำพิพากษาเดิมๆ และในอดีต ศาลอังกฤษได้ร่วมกับรัฐสภา ต่อสู้กับอำนาจของพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด ระบบ common law จึงมีบทบาทพิทักษ์สิทธิของปัจเจกจากอำนาจรัฐค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตามการวินิจฉัยความของศาลอังกฤษนั้น จะขัดกับกฎหมายที่ผ่านโดย รัฐสภาไม่ได้ กระนั้นก็ตาม หากรัฐสภาเห็นว่าคำพิพากษานั้นฝืนเจตนารมณ์ของตน รัฐสภาก็อาจจะยืนยันตามเจตนารมณ์ของตน ด้วยการแก้กฎหมายให้ชัดเจนขึ้น

 

สหรัฐฯ มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร และยังอาศัย common law ที่ได้มาจากอังกฤษอีกด้วย ที่สำคัญที่สุด ศาลสูงสุด (U.S. Supreme Court) สามารถยับยั้งการบังคับใช้กฎหมายที่รัฐสภาบัญญัติขึ้นมาได้ หากเห็นว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ ในกรณีเช่นนี้ ถ้ารัฐสภายังประสงค์ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์เดิม ก็จะต้องเริ่มกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและยาวนาน อีกทั้งจะต้องได้รับการยินยอมจากรัฐต่างๆ อีกด้วย เพราะฉะนั้น ในสหรัฐฯ จึงถือกันว่า อำนาจตุลาการนั้น มีฐานะเคียงบ่าเคียงไหล่กับอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหาร

 

ไทยมีประวัติทางกฎหมายแตกต่างจากอังกฤษ เพราะรัฐเป็นผู้ยกเอาประเพณีกฎหมายแบบตะวันตกมาใช้ และได้กำหนดภาระหน้าที่และขอบเขตของฝ่ายตุลาการ โดยไม่ให้มีบทบาทมากนักในการพิทักษ์สิทธิของปัจเจกจากอำนาจรัฐ เหมือนเช่นในอังกฤษ หรือในสหรัฐฯ5 นอกจากนี้ ไทยยังมีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร (ถึงแม้ว่าจะถูกฉีกทิ้งบ่อยครั้งก็ตาม) ซึ่งมีบทบัญญัติในด้านสิทธิของปัจเจกที่ศาลสามารถนำไปประยุกต์ได้ ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ถ้าหากศาลพิจารณาเห็นว่า ประเด็นกฎหมายบางประเด็นอาจขัดกับรัฐธรรมนูญ ศาลก็จะต้องส่งประเด็นนั้นมายังตุลาการรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย การตัดสินใจว่า ประเด็นนั้นมีโอกาสหรือไม่ ที่จะขัดกับรัฐธรรมนูญ ศาลเท่านั้นที่จะวินิจฉัยชี้ขาดได้ คู่ความไม่สามารถที่จะอุทธรณ์การวินิจฉัยดังกล่าว โดยตรงต่อตุลาการรัฐธรรมนูญได้ นอกจากนี้ ในกรณีที่มีร่าง พ.ร.บ. ที่ผ่านรัฐสภาแล้วแต่ยังไม่ลงพระปรมาภิไธย และหากนายกรัฐมนตรีมีข้อสงสัยว่าร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวจะขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายกรัฐมนตรีอาจส่งร่าง พ.ร.บ.นั้นไปให้ตุลาการรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาได้

 

มีข้อน่าสังเกตอยู่อีกประการหนึ่งเกี่ยวกับตุลาการรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ ทั้งในด้านบุคลากรและในสำนวนวินิจฉัย ตุลาการรัฐธรรมนูญของเราจะมีบทบาททางการเมือง มากกว่าในทางกฎหมาย

 

จะเห็นได้ว่าในทุกกรณี อำนาจตุลาการนั้นมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน แต่รูปแบบและบทบาทนั้นแตกต่างไปแล้วแต่กรณี ถ้าหากจะแบ่งแยกอำนาจบริหารและอำนาจปกครองออกจากกันแล้ว บทบาทของอำนาจตุลาการก็คงต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย ในขณะนี้ ยังไม่ประจักษ์ชัดจากข้อเสนอของ ศ. ชัยอนันต์ว่า ที่มาและบทบาทของตุลาการรัฐธรรมนูญควรจะยังเป็นอยู่อย่างเดิมหรือไม่

 

จากโครงสร้างสู่พฤติกรรม

 

โครงสร้างการปกครองในตัวของมันเองคงไม่ได้ให้คุณให้โทษกับประชาชนโดยตรงเท่าใดนัก มีนัยสำคัญก็ในฐานะที่เป็นกรอบกำหนดพฤติกรรมของผู้ที่จะมีบทบาท ในองค์กรต่างๆ ของรัฐ พฤติกรรมเหล่านี้ต่างหากที่จะส่งผลต่อสวัสดิภาพของประชาชน ข้อนี้คงจะไม่เป็นที่ถกเถียงกันมาก ศ. ชัยอนันต์เอง ก็ให้เหตุผลที่ท่านอยากเห็น การเปลี่ยนแปลงว่า โครงสร้างที่เป็นอยู่นำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนาหลายประการ ข้อดีที่ท่านเห็นในระบบแยกอำนาจ (ที่ผู้เขียนเห็นด้วย) มีดังต่อไปนี้

 

  • ผู้บริหารประเทศมีโอกาสบริหารประเทศได้อย่างต่อเนื่องจนครบวาระสี่ปี
  • คณะที่จะสมัครมาเป็นคณะผู้บริหารจะต้องมาจากทุกภาคของประเทศ มิฉะนั้นจะไม่มีโอกาสได้รับเลือก เนื่องจากมิได้รับเสียงนิยมอย่างทั่วถึ
  • ประชาชนจะทราบอย่างแน่นอนตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งว่าผู้ใดจะมาเป็นแกนนำในคณะผู้บริหาร ไม่ปล่อยให้การเลือกสรรรัฐมนตรี เกิดขึ้นจากการเจรจาต่อรองหลังการเลือกตั้ง ซึ่งอาจได้บุคคลที่ไม่เป็นที่พอใจสำหรับประชาชนมาเป็นรัฐมนตรี

 

แต่ ศ. ชัยอนันต์ได้อ้างผลดีอีกหลายอย่างที่ยังไม่ประจักษ์ อาทิเช่น

 

  • เป็นการยากที่จะมีการซื้อเสียงทั่วประเทศ อย่างน้อยในการเลือกตั้งคณะผู้บริหาร
  • ระบบใหม่มีการแบ่งงาน โดยแยกคุณภาพและประสบการณ์ของคนสองกลุ่ม คือฝ่ายบริหารและฝ่ายผู้แทนของประชาชน

 

จะเห็นได้ว่า ทั้งหมดนี้เป็นการอนุมานผลทางพฤติกรรมจากโครงสร้างหรือแบบแผนหลัก ที่ว่า “อนุมาน” นั้น ก็เพราะเหตุว่าประเทศไทยไม่เคยมีระบบ การปกครองแบบใหม่นี้ที่จะชี้ให้เห็นเป็นหลักฐานประจักษ์ชัดได้ว่า การปกครองแบบนี้จะส่งผลอย่างไรต่อพฤติกรรมของประชาชนผู้เลือกตั้ง ของนักการเมือง และของข้าราชการประจำ ที่ดีที่สุดที่จะทำได้ก็คือ ต้องศึกษาผลของการออกแบบระบบการปกครองในประเทศอื่นๆ ที่มีรูปแบบการปกครองคล้ายกับที่ ศ. ชัยอนันต์เสนอ ว่ามีผลอย่างไร และจากนั้นก็ต้องอนุมานต่อไปว่าผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจะเกิดขึ้นได้ในประเทศไทยหรือไม่ ภายใต้สภาพสังคมของประเทศไทย ทั้งในปัจจุบันและที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต

 

โครงสร้างหรือรูปแบบการปกครองมิได้เป็นปัจจัยเดียวที่กำหนดพฤติกรรมทางการเมือง ประเทศไทยมีรูปแบบการปกครองที่คล้ายคลึงกับในประเทศอังกฤษมาก ดังที่เห็นได้จากตารางที่ 1 แต่พฤติกรรมทางการเมืองนั้นผิดแผกแตกต่างไปจากของอังกฤษมาก การทำนายพฤติกรรมจากโครงสร้าง จึงเป็นเรื่องที่จะต้องทำด้วย ความระมัดระวังอย่างยิ่ง จะต้องคำนึงถึงปัจจัยรอบด้านอื่นๆ อีกมาก เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าในส่วนต่อไปนี้ ผู้เขียนจะยกตัวอย่างพฤติกรรมจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศ ที่ใช้หลักการแบ่งแยกอำนาจ ระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติที่ชัดเจนที่สุด แต่ผู้เขียนก็มิได้ตั้งใจที่จะให้ผู้อ่านเห็นว่า พฤติกรรมดังกล่าวนั้นจะเกิดขึ้น ในประเทศไทยหากเรานำเอาระบบแบ่งแยกอำนาจมาใช้ ตรงกันข้าม จุดประสงค์ของบทความนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมเหล่านี้มีที่มานอกเหนือไปจากรูปแบบ การปกครองแต่ถ่ายเดียว และถ้าจะแยกอำนาจการปกครองตามแนวของ ศ. ชัยอนันต์ ก็จะต้องศึกษาที่มาอื่นๆ เหล่านี้อีกด้วย

 

ปัจจัยอื่นๆ ที่กำหนดพฤติกรรมนอกเหนือจากโครงสร้างตามรัฐธรรมนูญนั้นกำหนดโดยวัฒนธรรมทางการเมืองในประเทศไทย (นิธิ 2534) วัฒนธรรมทางการเมือง ในไทยนั้นได้สร้างสมกันมานับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นต้นมา วัฒนธรรมทางการเมืองนั้น แท้จริงก็คือความเข้าใจและความคาดหวัง ที่ตัวละครทางการเมืองมีต่อพฤติกรรมของตัวละครอื่นๆ ในเวทีเดียวกัน คือที่ประชาชน ผู้ลงคะแนนเสียงมีต่อ ส.ส. และที่ผู้สมัครมีต่อผู้ลงคะแนน ที่ ส.ส. มีต่อรัฐบาล ที่นักเลือกตั้งมีต่อทหาร ที่ทหารมีต่อนักเลือกตั้ง ความคาดหวังทั้งหลายนี้ได้รับการทดสอบและตอกย้ำมาหลายครั้งหลายคราวแล้วใน 60 ปีที่ผ่านมา

 

นอกจากวัฒนธรรมทางการเมืองที่ได้สร้างสมกันมา ยังมีผลงานที่เป็นรูปธรรมของเหล่า ส.ส. ที่ได้รับเลือกมา อาทิเช่น บรรดากฎหมายบ้านเมืองที่ ส.ส.เหล่านี้ ได้ตราขึ้นมาแล้วหลายฉบับ (โดยไม่ต้องคำนึงถึงกฎหมายที่ตราโดยรัฐบาลเผด็จการอีกมากฉบับกว่านั้น) รัฐบาลที่ ส.ส. เหล่านี้มีส่วนในการแต่งตั้งและถอดถอน ก็มีมาแล้วหลายคณะ และได้สร้างความคาดหวังให้แก่ประชาชนว่า บทบาทของรัฐควรจะเป็นอย่างไร เราจะชื่นชมหรือสะอิดสะเอียนกับวัฒนธรรมและผลงาน เหล่านี้มากน้อยอย่างไรก็ตาม แต่มันก็เป็นมรดกตกทอดมา ที่อยู่กับเราโดยที่จะโยนทิ้งออกไปไม่ได้ แม้ว่าเราจะปรับระบบการปกครองกันอย่างถอนรากถอนโคนกันในวันพรุ่งนี้

 

ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องวิเคราะห์ผลกระทบจากโครงสร้างต่อพฤติกรรมของตัวละครทางการเมืองในระดับต่างๆ นับตั้งแต่ประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง ไปจนถึงรัฐมนตรีหรือคณะผู้บริหาร

 

พฤติกรรม

 

ลักษณะของกฎหมายในสองระบบ

 

ไม่ว่าในสหรัฐฯ ที่มีการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ หรือในอังกฤษและไทยที่ให้ฝ่ายบริหารมาจากสภานิติบัญญัติ อำนาจในการออกกฎหมาย จะอยู่กับรัฐสภาเหมือนกันทั้งนั้น แต่ลักษณะของกฎหมายที่ออกมานั้นจะแตกต่างกันมาก สาเหตุที่แตกต่างกันนั้นเกิดจากการที่ฝ่ายนิติบัญญัติมี หรือไม่มีอำนาจที่จะเสนอ กฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงิน โดยไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายบริหาร

 

ถ้ารัฐสภาสามารถออกกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงิน กฎหมายนั้นก็จะมีรายละเอียดและความซับซ้อนสูงมาก ตัวอย่างเช่น กฎหมายที่ให้การอุดหนุนภาคเกษตรของสหรัฐฯ นั้นจะมีความยาวเป็นร้อยๆ หน้า จะระบุสาระของนโยบายอย่างละเอียด ว่ารัฐจะให้การอุดหนุนสินค้าใดบ้าง จะอุดหนุนได้เท่าไร อีกทั้งกำหนดขอบเขตของการควบคุม การผลิตของฝ่ายบริหารอย่างเคร่งครัด กฎหมายเหล่านี้มักมีอายุที่จำกัด ซึ่งบังคับให้มีการทบทวนกฎหมายแต่ละฉบับเป็นระยะๆ และเปิดโอกาสให้รัฐสภา ควบคุมฝ่ายบริหารได้อีกทางหนึ่ง

 

จะเห็นได้ว่ากฎหมายอย่างที่รัฐสภาอเมริกันออก จะแตกต่างจากกฎหมายส่วนใหญ่ของไทยที่มักมีความยาวไม่เกินยี่สิบหน้า กฎหมายของไทยจะเน้นการให้อำนาจ แก่องค์กรของรัฐในการจัดการและดำเนินนโยบายอย่างกว้างๆ แต่จะไม่กำหนดสาระของนโยบาย ปล่อยให้ส่วนนั้นเป็นเรื่องที่ฝ่ายบริหารเป็นผู้กำหนด เพราะในทางทฤษฎี ฝ่ายบริหารจะต้องนำนโยบายของตน มาแถลงเพื่อได้รับการเห็นชอบจากรัฐสภาอยู่แล้ว และหากรัฐบาลนำเอากฎหมายไปใช้ในทิศทางที่ไม่ชอบ ก็จะมีโอกาสที่จะได้รับ การคัดค้านท้วงติง จนถึงขั้นได้รับมติไม่ไว้วางใจจากรัฐสภา (อย่างเช่นในกรณีการออกเอกสาร สปก. 4-01 เป็นต้น)

 

ถ้าไทยหันไปยึดแนวทางการแบ่งอำนาจก็จะต้องตั้งคำถามก่อนว่า จะให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจ ในการเสนอกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงินได้อย่างสมบูรณ์หรือไม่ ถ้าฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจเช่นนั้น ก็พอจะอนุมานได้ว่า ในระยะยาว รัฐสภาไทยก็จะเริ่มบัญญัติกฎหมายในลักษณะคล้ายกับของสหรัฐฯ มากขึ้นกว่าในปัจจุบัน หลังจากระยะหนี่ง รูปโฉมของกฎหมายไทยก็จะเปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยนแปลงนี้ก็มีข้อดีข้อเสีย ข้อดีก็คือ สาระของนโยบายจะมีความโปร่งใส และมีเสถียรภาพมากขึ้นกว่าเดิม ไม่สามารถปรับเปลี่ยนไปตามกระแสการเมือง กระแสอารมณ์ หรือกระแสการเงินของรัฐมนตรีผู้ดำเนินนโยบายได้ แต่ขณะเดียวกัน (และนี่คือข้อเสีย) นโยบายที่ระบุไว้ ในกฎหมาย จะรัดตัวฝ่ายบริหารและประเทศชาติมากเกินไป ไม่สามารถปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ได้ทันท่วงที

 

อย่างไรก็ตาม ในระบบใหม่นั้น กฎหมายจะมีสาระทางนโยบายมากขึ้นได้ก็ในระยะยาวเท่านั้น หลังจากระบบใหม่นี้ ได้ถูกนำมาใช้เป็นระยะนานพอที่จะเกิด พฤติกรรมใหม่ในรัฐสภาไทย และนานพอที่รัฐสภาจะออกกฎหมายทดแทนกฎหมายเดิมๆ ที่มีอยู่ แต่กว่าจะถึงวันนั้น การบริหารประเทศก็จะต้องอาศัยกฎหมายเดิม ที่ได้ให้อำนาจฝ่ายบริหารไว้สูงมาก กฎหมายเหล่านี้บัญญัติโดยรัฐสภาภายใต้ทฤษฎีที่ว่า ในที่สุดแล้ว รัฐสภาสามารถคุมการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารได้ เนื่องจากมีอำนาจที่จะถอดถอนรัฐบาลได้ ดังนั้นหากเราหันไปใช้ระบบแยกอำนาจ โดยไม่ยกเครื่องระบบกฎหมายที่เป็นอยู่ รัฐสภาก็จะมีข้อจำกัดมากในการคุ้มครอง ประชาชนจากการใช้อำนาจค้ำฟ้าที่ฝ่ายบริหารได้รับ จากกฎหมายเก่าที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันในทางไม่ถูกไม่ควรได้

 

ถ้าในระบบใหม่นั้น ฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีอำนาจเสนอและออกกฎหมายที่เกี่ยวด้วยการเงินโดยไม่ต้องขออนุญาตจากฝ่ายบริหาร กฎหมายไทยก็คงสภาพเหมือนเดิม ปัญหาในการคุ้มครองประชาชนจากการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมของฝ่ายบริหารก็จะมีอยู่อย่างถาวร

 

ผลกระทบต่อนโยบายการคลัง

 

นโยบายการคลังในประเทศไทยในปัจจุบัน นโยบายการคลังในประเทศไทยเป็นนโยบายที่ค่อนข้างรอบคอบระมัดระวังตลอดมา ไม่ว่าในระบบสมบูรณาญาสิทธิราช หรือในช่วงที่ทหารครองประเทศ หรือแม้กระทั่งในระยะประชาธิปไตยครึ่งใบ หรือเสี้ยวใบมาจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้น เศรษฐกิจไทยในระดับมหภาค จึงมีเสถียรภาพสูงมาโดยตลอด ซึ่งก็ได้นำประโยชน์มาให้แก่ชาติบ้านเมืองมาก

 

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะนโยบายทั้งทางด้านการคลังและการเงินถูกครอบงำโดยข้าราชการประจำมาโดยตลอด ข้าราชการเหล่านี้ก็คือกลุ่มที่เรียกกันว่า เทคโนแครตในกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย ในอดีต นักการเมือง ทั้งที่เป็นทหาร และที่เป็นนักเลือกตั้ง ยินยอมที่จะให้เทคโนแครตเหล่านี้เป็นผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจระดับมหภาค เทคโนแครตส่วนใหญ่ ก็มีไหวพริบทางการเมือง ดีพอที่จะไม่ไปก้าวก่ายในขบวนการแสวงหาผลประโยชน์ของเหล่าทหารและนักเลือกตั้งทั้งหลาย ยกเว้นถ้าการแสวงหาผลประโยชน์อยู่ในระดับสูง จนไปกระทบกระเทือนกรอบนโยบายในระดับมหภาค ดังเช่นที่เกิดขึ้นในช่วงต้นๆ สมัยรัฐบาลเปรม เป็นต้น แต่เทคโนแครตก็ต้องอิงอำนาจทหารเพื่อการนี้

 

นอกจากการจัดการนโยบายเศรษฐกิจมหภาคโดยฝ่ายบริหารแล้ว เมื่อสมาชิกรัฐสภาไม่สามารถริเริ่มกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน ก็ไม่เปิดโอกาสที่จะให้ ส.ส. ผลักดันให้รัฐใช้จ่ายเงินจนเกินตัว การจัดการด้านการเงินของประเทศจึงเป็นไปอย่างมีเอกภาพ โดยฝ่ายบริหารและฝ่ายเทคโนแครตเป็นผู้ดำเนินการ

 

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองก็ตาม ก็ไม่ควรจะคาดหวังต่อไปว่า เทคโนแครต จะสามารถครอบงำนโยบายการเงินและนโยบาย การคลังได้ต่อไปอีกนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่มี ส.ส.จำนวนไม่น้อยที่หวังจะเลียนแบบนายบรรหาร ศิลปอาชา ในเรื่องการผันเงินงบประมาณเข้าสู่จังหวัดของตน

 

นโยบายการเงินการคลังในระบบการเมืองต่างๆ ในสหรัฐฯ ฝ่ายประธานาธิบดีกับฝ่ายรัฐสภาได้ขับเคี่ยวกัน ที่จะลดการขาดดุลงบประมาณมากว่าสิบปีแล้ว แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ จึงน่าจะสรุปในขั้นต้นได้ว่า รูปแบบการเมืองแบบแยกอำนาจบริหารออกจากฝ่ายนิติบัญญัตินั้นจะทำให้วินัยทางการคลังลดลงได้ งานวิจัยในเรื่องนี้อาจให้ข้อสรุปที่ชัดเจนขึ้น ถึงแม้ว่าจำนวนงานวิจัยยังมีอยู่จำกัด และคลุมแต่เฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วเท่านั้น (Roubini and Sachs 1989, Schick 1993) ผลจากงานวิจัยเหล่านี้ระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นระบบประธานาธิบดีหรือระบบรัฐสภา แนวทางที่จะมีวินัยทางการคลังได้ ก็จากการมีรัฐบาลที่มีเอกภาพ อย่างเช่นในสหรัฐฯ ผู้วิจัยได้สรุปว่า สาเหตุที่ปัญหาการขาดดุลงบประมาณไม่ได้รับการเยียวยา ก็เพราะประธานาธิบดีและเสียงข้างมากในรัฐสภามาจากต่างพรรคกัน และประเทศในยุโรป ที่ใช้ระบบรัฐสภา และที่มีปัญหาการขาดดุลงบประมาณเรื้อรัง (เช่นเนเธอร์แลนด์ หรืออิตาลี) มักจะเป็นประเทศที่มีรัฐบาลผสมหลายพรรค อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัวอยู่นั้น มีโอกาสมากกว่าที่รัฐบาล (รวมทั้งรัฐบาลที่ขาดเอกภาพ) จะรักษาวินัยทางการคลังไว้ได้ เพราะเงินที่หลั่งไหลเข้ามาสู่คลังนั้น ทำให้รัฐบาลสามารถเพิ่มค่าใช้จ่ายได้ระดับหนึ่งโดยไม่ต้องสร้างความเดือดร้อนแก่ใคร ปัญหาส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจหยุดขยายตัว หรือขยายต่ำกว่าที่คาดไว้ และเกิดความจำเป็นที่รัฐบาลต้องรัดเข็มขัด โดยการที่จะต้องทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในสังคมต้องเดือดร้อน รัฐบาลที่ขาดเอกภาพในความหมายที่ให้ไว้นี้ ก็จะไม่สามารถดำเนินมาตรการที่จะให้บางส่วนของสังคมต้องเดือดร้อนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศที่พัฒนาแล้ว มีภาระทางด้านการประกันสังคมสูง และภาระเหล่านี้มีลักษณะคล้ายสัญญา ที่รัฐในฐานะเป็นตัวแทนสังคมได้ให้ไว้แก่กลุ่มต่างๆ จะเพิกถอนเฉยๆ ไม่ได้ การบริหารงบประมาณจึงไม่สู้จะมีความคล่องตัวเท่าที่ควร

 

ประเทศไทยปัจจุบันนี้เป็นระบบรัฐสภาที่มีรัฐบาลผสม แต่อาศัยที่เศรษฐกิจของประเทศได้ขยายตัวมาอย่างดีโดยตลอด (ยกเว้นในทศวรรษ 2520) ปัญหาเรื่องการขาดดุล งบประมาณจึงยังไม่รุนแรง แต่ถ้าเศรษฐกิจหยุดขยายตัวหรือขยายตัวช้าลง อย่างเช่นที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน ปัญหาเหล่านี้ก็จะเกิดขึ้น

 

ในประเทศไทยก็มีปัญหาความคล่องตัวในการปรับงบประมาณลงเหมือนกัน เพราะสัดส่วนของงบประมาณที่ต้องใช้เป็นเงินเดือนข้าราชการ (ที่ลดไม่ได้) ก็สูงเกินกว่าครึ่ง ถ้ายิ่งจะมีการประกันสังคมในอัตราที่สูงกว่าปัจจุบัน ปัญหาความคล่องตัวในด้านงบประมาณก็จะหนักขึ้นไปอีก ถ้าไทยยังใช้ระบบรัฐสภาและมีรัฐบาลผสมอยู่ ก็คงจะมีปัญหาการคลังที่เรื้อรังได้เหมือนกัน ถ้าในตอนนั้นเรามีระบบแยกอำนาจ ระหว่างรัฐสภากับคณะผู้บริหาร ปัญหาดังกล่าวจะได้รับการเยียวยาหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่า ฝ่ายนิติบัญญัติจะใช้อำนาจของตนอย่างเต็มที่หรือไม่ และขึ้นอยู่กับฝีมือในการประนีประนอมระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ

 

ในขณะนี้หลายคนคาดหวังว่า ถ้าหากให้ฝ่ายบริหารได้รับเลือกตั้งโดยตรง และให้มีอายุได้ถึง 4 ปี จะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพตลอดวาระ และเมื่อมีเสถียรภาพแล้ว ก็จะสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากฝ่ายบริหารไม่ต้องพึ่งการประนีประนอมกัน ระหว่างพรรคหลายๆ พรรคที่มาร่วมรัฐบาลอย่างในปัจจุบัน แต่ถ้ารัฐสภาใช้อำนาจทางการเงินอย่างจริงจัง ข้อขัดแย้งระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารก็จะต้องเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งก็หมายความว่า ฝ่ายบริหารจะไม่มี เอกภาพอย่างที่คาด และจะต้องประนีประนอมกับฝ่ายนิติบัญญัติอยู่ตลอดเวลา

 

วินัยจากพรรคการเมืองและความจงรักภักดีต่อพรรคการเมือง

 

ในการประนีประนอมร่วมมือกันกันระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ ศ. ชัยอนันต์มีข้อเสนอที่จะให้การร่วมมือนั้นราบรื่นยิ่งขึ้น ด้วยการเปิดให้สมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติ เข้ามาร่วมอยู่ในคณะผู้บริหาร แต่ในตำแหน่งรองๆ ลงไป กติกาแบบนี้เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้คณะผู้บริหารสามารถ “ซื้อ” เสียงสนับสนุนในรัฐสภา ด้วยการเอาตำแหน่งมาล่อ แต่เนื่องจากคณะผู้บริหารสามารถดึงสมาชิกรัฐสภาได้ไม่เกิน 30 คน ซึ่ง 30 คนนี้จะมีพรรคพวกของตนอยู่ในสภานิติบัญญัติ ถ้าเลือกคน 30 คนนี้อย่างฉลาดแล้ว ฝ่ายบริหารก็จะมีฐานเสียงในสภานิติบัญญัติอีกด้วย แต่ฐานเสียงนี้จะมีความถาวรยั่งยืนแค่ไหน อยู่ที่วินัยที่พรรคการเมืองจะมีอยู่เหนือสมาชิก

 

ในปัจจุบันนี้ อำนาจที่พรรคการเมืองมีอยู่เหนือการลงคะแนนเสียงของสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรนั้น ไม่ได้เป็นอำนาจที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่เกิดจากข้อจำกัด ทางรัฐธรรมนูญที่ให้ผู้สมัครเป็น ส.ส. ต้องสังกัดพรรค และให้ ส.ส. ที่ออกจากพรรคเดิม ไม่ว่าเพราะลาออกหรือเพราะถูกพรรคไล่ออกต้องลงสมัครใหม่ โดยทั่วไป (ยกเว้นในกรุงเทพฯ และในหัวเมืองใหญ่ๆ) ผู้ที่ได้รับเลือกเป็น ส.ส. ไม่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากพรรคก็มีสิทธิ์เป็น ส.ส. ได้ ดังนั้น ส.ส. เหล่านี้จึงไม่มีความรู้สึกว่า ตนเป็น ส.ส. ได้ เพราะได้สังกัดพรรคการเมือง ต่างจากในอังกฤษ ที่ประชาชนจะเลือกลงคะแนนตามพรรคเท่านั้น และวินัยของพรรค ในการลงคะแนนเสียงของ ส.ส. ในสภานั้นมีสูงมาก ทั้งๆ ที่ไม่มีบทบัญญัติทางกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญที่บีบบังคับ ส.ส. อยู่

 

ส.ส. ที่ถูกบังคับให้อยู่ภายใต้วินัยของพรรคในประเทศไทยนั้นไม่สามารถขายเสียงของตนให้แก่ฝ่ายรัฐบาลได้ในการลงมติแต่ละครั้ง จริงอยู่ ส.ส. ยังถูกซื้อตัวอยู่ในปัจจุบัน แต่เป็นการซื้อตัวไปเลยแบบเหมาจ่ายตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง และผู้ซื้อก็จะได้ความ จงรักภักดีไป ตลอดอายุของสภา จนกระทั่งการเลือกตั้งครั้งต่อไป จึงจะประมูลตัวกันใหม่

 

ในระบบที่ ศ. ชัยอนันต์เสนอนั้น ผู้สมัคร ส.ส. ไม่ต้องสังกัดพรรค สิ่งที่พอจะพยากรณ์ได้ว่าจะเกิดขึ้นก็คือ เมื่อถึงระยะที่จะมีการอนุมัติงบประมาณประจำปี ฝ่ายคณะผู้บริหารก็ต้องซื้อเสียงจากเหล่า ส.ส. ถ้าไม่โดยการยื่นซองให้โดยตรง ก็โดยทางอ้อมโดย จัดสรรงบประมาณให้แก่ท้องที่ของ ส.ส. ให้มากขึ้น

 

เมื่อ ส.ส. สามารถใช้อำนาจของตนดึงดูดทรัพยากรจากฝ่ายบริหารได้เช่นนี้ ก็จะชักนำไปสู่การซื้อเสียงจากประชาชน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ์ในการดึงดูดทรัพยากรดังกล่าว แม้ว่าเงินที่ต้องใช้ซื้อเสียงนั้นอาจไม่มากเหมือนในกรณีที่ ส.ส. สามารถเป็นรัฐมนตรีได้เองอย่างเช่นในปัจจุบัน

 

ลักษณะท้องถิ่นนิยมและภูมิภาคนิยมของนักการเมือง

 

ผู้ที่จะสมัครอยู่ในคณะผู้บริหารคงจะไม่สามารถแสดงตนเป็นภูมิภาคนิยมได้ เพราะจะต้องได้รับเลือกจากทั้งประเทศ แต่ในระบบที่มีการแบ่งแยกอำนาจ ผู้ที่จะสมัคร มาอยู่เป็นฝ่ายนิติบัญญัตินั้นจะยิ่งมีลักษณะภูมิภาคนิยมหรือท้องถิ่นนิยมยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพราะเหตุว่าในระบบใหม่นี้ ส.ส. จะยิ่งมีบทบาทในระดับชาติน้อยลงกว่าเดิม การพยากรณ์พฤติกรรมของสมาชิกรัฐสภานี้ สอดคล้องกับพฤติกรรมของสมาชิกรัฐสภาของสหรัฐฯ ในปัจจุบัน

 

การซื้อขายเสียงและคอร์รัปชั่นในระบบต่างๆ

 

ทุกคนทราบดีว่า ปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่นและการซื้อขายคะแนนเสียงในการเลือกตั้งเป็นปัญหาหลักของระบบการเมืองไทยในปัจจุบัน และเป็นปัญหาที่วิเคราะห์และศึกษา หาสาเหตุได้ยากมาก ที่สุดปัญหาหนึ่ง8 ในตลาดวิชาการนั้นมีความเห็นกันอยู่สองฝ่ายด้วยกัน

 

ฝ่ายแรกยืนยันว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นนั้นเป็นปัญหาอันเกิดจากการ “ทุ่มทุนตั้งพรรค สนับสนุน ส.ส. ซื้อเสียง โดยหวังเข้ามาอาศัยตำแหน่งรัฐมนตรีกอบโกยผลประโยชน์” (ชัยอนันต์ 2538:10) เพราะฉะนั้น ถ้าจะขจัดปัญหาคอร์รัปชั่น จะต้องรื้อกลไกการเมืองทั้งระบบให้ “เกมการเมืองเปลี่ยนไปตรงที่ความเกี่ยวโยงระหว่าง อำนาจแฝงภายในพรรคกับการได้เป็นรัฐมนตรี…หมดไป”

 

ฝ่ายที่สองยืนยันว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นนั้นเป็นปัญหาที่มีต้นตอทางประวัติศาสตร์รัฐไทย ระบบการปกครองของเรานั้นผันแปรจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราช โดยรัฐประหารของข้าราชการ ไม่ใช่ด้วยวิวัฒนาการหรือโดยการปฏิวัติทางสังคม อำนาจของฝ่ายบริหารยังเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จ ที่ฝ่ายนิติบัญญัติหรือตุลาการ ไม่สามารถหรือไม่ประสงค์จะคานไว้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ฝ่ายบริหารจึงมีอำนาจและโอกาสที่จะดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อให้รัฐมนตรีหรือข้าราชการได้รายได้จากคอร์รัปชั่น ในความเห็นนี้ คอร์รัปชั่นนั้นเกิดจากโอกาสที่มีอยู่ ภายใต้กลไกของรัฐและระบบกฎหมายในปัจจุบัน หาได้เกิดขึ้นจากการลงทุนหาเสียงเลือกตั้งไม่ ตรงกันข้าม การลงทุนซื้อเสียงนั้นเกิดขึ้นเพราะโอกาสในการแสวงหาผลประโยชน์ในตำแหน่ง ตราบใดที่โอกาสนั้นยังมีอยู่ คอร์รัปชั่นและการซื้อขายเสียงก็จะเป็นปรากฏการณ์ คู่บ้านคู่เมืองอยู่ร่ำไป ในความเห็นของฝ่ายนี้ กระบวนการเลือกตั้งเป็นการเปิดสนามให้มีการแข่งขันให้นักเลือกตั้งทั้งหลาย ไปกอบโกยผลประโยชน์กับเขาบ้าง นักเลือกตั้งก็จะแห่กันมาลงทุนเพื่อจะแย่งสิทธิ์ในการที่เข้าไปเป็นรัฐมนตรี เพราะเมื่อชั่งระหว่างเงินที่ต้องลงไปและรายได้ที่จะได้ การลงทุนนั้นคุ้ม ยิ่งเศรษฐกิจขยายตัว ตำแหน่งรัฐมนตรีก็ยิ่งมีค่ามากขึ้น เงินที่จะต้องทุ่มในการเลือกตั้งก็จะมากขึ้น

 

ข้อแตกต่างระหว่างสองฝ่ายนี้ มิใช่เป็นข้อแตกต่างระหว่างผู้ที่บอกว่าไข่ออกก่อนไก่ กับผู้ที่บอกว่าไก่ออกก่อนไข่เท่านั้น แต่เป็นข้อแตกต่างที่มีผลต่อข้อเสนอแนวทางการแก้ไข ทางออกของฝ่ายที่สองก็คือ การแก้กฎหมายและระบบการตรวจสอบ ซึ่งฝ่ายแรกจะปฏิเสธว่าเป็นการ “หลงทาง”9 ทางที่ถูกก็จะต้องเป็นการแก้กลไกทางการเมือง ในที่นี้จะไม่กล่าวถึงความเห็นของฝ่ายที่สอง แต่จะตั้งคำถามว่าทางออกของฝ่ายที่หนึ่งที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงเกมการเมืองนั้นจะนำไปสู่ผลที่อ้างว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ โดยจะยึดตาม ทฤษฎีของฝ่ายที่หนึ่งเองอย่างน้อยในขั้นต้นก่อน

 

ตามข้อเสนอที่จะให้คณะที่ประสงค์จะเป็นฝ่ายบริหาร 20 คนเสนอตัวเองเพื่อการเลือกตั้งทั่วประเทศ การที่จะแข่งขันกันทั่วประเทศนั้น แม้จะไม่มีการซื้อเสียงก็ตาม ย่อมต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก เพราะต้องทำตัวเองให้เป็นที่รู้จักกับคนทั้งประเทศ ซึ่งก็จะต้องอาศัยสื่อมวลชน และการออกตระเวนหาเสียงอย่างหนักหน่วง นอกจากนี้ถ้าอ่านจากที่ ศ. ชัยอนันต์ได้เขียนไว้ จุดประสงค์อันหนึ่งที่จะให้มีการเลือกฝ่ายบริหารโดยตรง ก็เพื่อจะบั่นทอนอำนาจที่พรรคการเมืองในขณะนี้มีอยู่ แต่การที่กลุ่มจะจัดการเลือกตั้งทั่วประเทศได้นั้น ก็ต้องอาศัย infrastructure ทางการเมืองในระดับท้องถิ่นทั่วทุกแห่ง ในขณะนี้มีแต่พรรคใหญ่ๆ และเครือข่ายของ นักเลือกตั้งเท่านั้นที่จะมี infrastructure เช่นว่านั้น เหล่านักเลือกตั้งที่นักวิชาการส่วนใหญ่มองว่าเป็นต้นตอของปัญหาจะสามารถรวมตัวกัน จัดตั้งเครื่องจักรกลในการเลือกตั้งทั่วประเทศได้ดีกว่าคนดีมีวิสัยทัศน์ทั้งหลาย และ infrastructure นั้นก็จะถูกนำมาใช้ในการซื้อเสียงเพื่อทีมฝ่ายบริหารของตนในท้องที่ต่างๆ ได้

 

ครั้นเมื่อได้รับเลือกมาแล้ว คณะผู้บริหารก็ไม่จำเป็นต้องเดือดเนื้อร้อนใจกับการถูกมติไม่ไว้วางใจ (เพราะจะไม่มี) หรือเสียงครหาจากสื่อมวลชนใดๆ ทั้งสิ้น สามารถ “หากิน” ไปได้สบายๆ เป็นเวลาสี่ปีเต็ม ทุกปีเมื่อถึงคราวลงมติ พ.ร.บ. งบประมาณก็ออกมาโปรยเงินบางส่วนให้แก่เหล่า ส.ส. เมื่อครบเทอมแล้ว ถ้าประชาชนเอือมระอาไม่เลือกอีกต่อไป ก็ไม่เสียหายอะไร เพราะในสี่ปีนั้นจะกอบโกยได้พอที่จะใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสบายๆ ไปหลายชั่วคน

 

จริงอยู่ ข้อเสนอของ ศ. ชัยอนันต์ได้เปิดให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถริเริ่มกระบวนการถอดถอนฝ่ายบริหารได้ ดังต่อไปนี้

 

“สภาผู้แทนราษฎร … ไม่มีอำนาจในการลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่มีสิทธิในการตั้งคณะกรรมาธิการสอบสวนคณะรัฐมนตรีทั้งคณะหรือเป็นรายบุคคล เพื่อเสนอรายงานต่อคณะกรรมาธิการพิจารณาความผิดของฝ่ายบริหาร เพื่อดำเนินคดีต่อฝ่ายบริหารหากมีความผิดจริง” (ชัยอนันต์ 2538:9)

 

ศ. ชัยอนันต์มิได้กล่าวต่อไปว่า ถ้ามีความผิดจริงแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับอำนาจของคณะผู้บริหาร

 

อีกประการหนึ่ง ข้อแตกต่างระหว่างมติไม่ไว้วางใจกับกระบวนการที่ ศ. ชัยอนันต์ได้เสนอไว้ก็คือ การอภิปรายและมติไม่ไว้วางใจในระบบรัฐสภานั้นเป็นมาตรการ ทางการเมือง ส่วนกระบวนการพิจารณาความผิดในระบบแยกอำนาจนั้นเป็นมาตรการกึ่งตุลาการ มาตรฐานในการหาหลักฐานมาหนุนหลังการไม่ไว้วางใจนั้น จะอ่อนกว่าในกรณีหลังมาก จุดประสงค์ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นก็เพื่อลิดรอนความชอบธรรมทางการเมืองของฝ่ายรัฐบาล และมักจะมีจุดมุ่งหมายที่จะแสดงว่า การดำเนินงาน ของรัฐบาลขาดจริยธรรม แม้ว่าจะไม่ผิดกฎหมายก็ตาม หลักฐานที่อ้างกันทุกครั้งที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมาก็ล้วนเป็นหลักฐาน ที่ไม่เพียงพอต่อการนำไปสู่ การฟ้องร้องเอาผิดในศาลได้ แต่ถ้าจะให้ได้ผลทางการเมือง ก็จะต้องเป็นหลักฐานที่พอจะมีน้ำหนักอยู่บ้าง แต่วิธีการที่ ศ. ชัยอนันต์เสนอนั้น ต้องอาศัยกระบวนการยุติธรรมเป็นหลัก

 

ถ้าเราหันมาดูความสำเร็จของกระบวนการยุติธรรมเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาคอร์รัปชั่นในเมืองไทย ก็จะเห็นได้ว่า ความสำเร็จนั้นมีน้อยมาก ในระยะ 50 ปีหลังสงครามโลก ครั้งที่สองเป็นต้นมา มีรัฐมนตรีที่ต้องโทษเข้าคุกเพราะคอร์รัปชั่นอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น คงไม่มีใครในเมืองไทยขณะนี้ที่เชื่อว่า นั่นคือจำนวนรัฐมนตรีทุจริต ที่เรามีมาในระยะ 50 ปีที่ผ่านมานี้ กระบวนการเอาผิดโดยการสอบสวนของรัฐสภาก็จะไร้ผลพอๆ กัน แต่บัดนี้ จะไม่มีโอกาสลิดรอนความชอบธรรมทางการเมือง และอำนาจของฝ่ายบริหาร ด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจอีกด้วย

 

สรุป

 

ปัญหาในการพยากรณ์พฤติกรรมของประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงของนักการเมือง ที่จะลงสมัครเลือกตั้ง และพฤติกรรมของนักการเมืองเหล่านี้เมื่อเข้ามามีอำนาจ หลังจากโครงสร้างได้เปลี่ยนแปลงไปนั้น เป็นเรื่องยากมาก และมีโอกาสที่จะผิดพลาดได้เสมอ (รวมทั้งความพยายามที่จะพยากรณ์ข้างบนนี้) แต่ทั้งผู้เสนอและผู้ค้าน ก็จำต้องพยากรณ์ให้ได้ มิฉะนั้นจะไม่สามารถโน้มน้าวให้ผู้อื่นเห็นชอบด้วยกับแนวทางที่ตนต้องการ

 

แนวทางวิเคราะห์ที่น่าสนใจอันหนึ่งคือแนวทางการวิเคราะห์วัฒนธรรมการเมืองไทยที่ ศ. นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้บุกเบิกไว้ (นิธิ 2534) โดยเริ่มจากการแยกพิจารณา “อำนาจ” (คือ ส่วนที่ “ถูกต้องตามกฎหมายและประเพณี”) และ “อิทธิพล” (คือ “อำนาจที่ไม่มีกฎหมายหรือประเพณีรับรอง แต่ก็มีพลังเหมือนกับอำนาจอย่างแรก”) จากจุดเริ่มต้นนี้ ศ. นิธิ สามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองได้หลายอย่าง ส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ ก็คือส่วนที่ท่านกล่าวถึงบทบาทของ ส.ส. จากสายตาของประชาชน

 

“… ส.ส. ไม่ใช่ผู้ปกครอง แม้แต่หน้าที่ทางนิติบัญญัติก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่าไรนัก ในรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม ส.ส. แทบไม่มี ‘อำนาจ’ อะไรเลย จะแต่งตั้งใครเป็นกำนันยังไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ ส.ส. มี ‘อิทธิพล’ ที่แม้แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดยังเกรงใจ ส.ส. จึงเป็น ‘อิทธิพล’ ให้ราษฎรได้พึ่งพิงช่วยวิ่งเต้นต่อรองกับผู้ปกครองได้อย่างดี

 

คนไทยไม่คิดจะให้ ส.ส. มี ‘อำนาจ’ อะไรมากขึ้น อยากเห็น ส.ส. กระจอกอย่างนั้น แต่ขอให้มี ‘อิทธิพล’ มากๆ เป็นดี ฉะนั้น ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลย่อมดีกว่า ส.ส. ฝ่ายค้าน เนื่องจากคาดหวังกันว่า เมื่อเป็นฝ่ายรัฐบาลแล้ว ก็คงมี ‘อิทธิพล’ มากขึ้น เช่น วิ่งเต้นบีบให้ย้ายผู้ว่ายังได้

 

หน้าที่ของ ส.ส. ในรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมจึงเป็นผู้วิ่งเต้นต่อรองกับราชการแทนประชาชน และเป็นผู้ใช้ ‘อิทธิพล’ ปกป้องคุ้มครองราษฎร ให้รอดพ้นจากพวกผู้ปกครองคนที่ราษฎรไม่ชอบ ส่วนจะไปยกไม้ยกมือออกกฎบัตรกฎหมายอะไรนั้น ก็ทำไปเถิดเพราะดูจะทำให้มี ‘อิทธิพล’ มากขึ้นดี แต่ไม่เกี่ยวกับหน้าที่โดยตรงของ ส.ส. ทำก็ได้ หลับไปเสียบ้างก็ได้ หายหน้าไปจากสภาเลยก็ได้ ไม่เป็นไร”

 

การอ้างถ้อยคำเหล่านี้ มิได้มีจุดประสงค์ที่จะให้เขียนรัฐธรรมนูญเพื่อให้สอดคล้องกับบทบาทที่แท้จริงดังกล่าวของ ส.ส. แต่เพื่อให้เห็นอีกมิติหนึ่งในการพิจารณารัฐธรรมนูญ ซึ่งมักจะถูกมองข้ามกันไป ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่เรามี ส.ส. มาอย่างเกือบจะต่อเนื่อง ประชาชนได้เรียนรู้ที่จะใช้ ส.ส. ให้เป็นประโยชน์ และนักเลือกตั้งทั้งหลาย ก็ได้เรียนรู้ที่จะใช้กลไกทางการเมือง ที่จะบริการให้ประชาชนพอใจกับตน (และเพิ่มพูนทรัพย์สินของตนเองไปด้วย)

 

ผู้เขียนเชื่อว่า หากมีการเปลี่ยนแบบแผนการปกครองให้มีการแยกอำนาจฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติออกจากกันมากกว่านี้ ประชาชนก็จะได้มีโอกาสเรียนรู้วิธีใช้ ส.ส. และคณะผู้บริหาร (ที่ในตอนนั้นจะอยู่ห่างไกล และสูงส่งกว่ารัฐมนตรีในปัจจุบันมาก) ให้เป็นประโยชน์ได้เหมือนกัน ขณะเดียวกัน นักเลือกตั้งทั้งหลายก็จะปรับเปลี่ยน เรียนรู้จากระบบใหม่เช่นเดียวกัน และจะใช้ระบบนั้นเพื่อให้บริการตามการคาดหวังของประชาชน และเพื่อเพิ่มพูนทรัพย์สินของตนเองไปด้วยเหมือนกับในปัจจุบัน

 

แต่ผู้เขียนเชื่อต่อไปด้วยว่า อัตราการเรียนรู้ของนักเลือกตั้งมืออาชีพนั้นจะสูงกว่าของประชาชนโดยทั่วไป (และจะสูงกว่านักวิชาการ “ที่มีวิสัยทัศน์” แน่ๆ) เพราะฉะนั้น มีโอกาสสูงที่เราจะมีผู้ปกครองประเทศที่ใช้ระบบใหม่ให้เป็นประโยชน์แก่ตนเอง โดยที่ประชาชนไม่มีโอกาสใช้ “อิทธิพล” ของ ส.ส. เพื่อปกป้องคุ้มครองตนเองได้ เพราะจุดประสงค์หลักของระบบใหม่ก็เพื่อจะลด “อิทธิพล” ของ ส.ส. นั่นเอง

 

ระบบการเมืองที่เรามีอยู่ในปัจจุบันนั้นเป็นระบบที่ไม่น่าชื่นชมเท่าไรนัก แต่เป็นระบบที่ทุกคนทราบดีว่า โครงสร้างเป็นอย่างไร และพฤติกรรมเป็นอย่างไร ถ้าจะอุปมาอุปไมยก็เปรียบเสมือนวงดนตรีที่เล่นมาหลายสิบปีแล้ว อาจจะมีการเปลี่ยนเครื่องดนตรีบ้างเล็กๆ น้อย ๆ แต่ก็เป็นวงคลาสสิคของอังกฤษที่คนไทยเล่น ผู้ฟังฟังแล้วก็รำคาญ แต่เข้าใจปรับหูของตนเองไม่ให้ต้องรับฟังดนตรีนี้มากจนทนไม่ได้ แต่ ศ. ชัยอนันต์กำลังเสนอให้ไล่วงดนตรีนี้ออกจากเวที ให้เปลี่ยนเครื่องดนตรีใหม่ ให้เป็นวงแจ๊ซอเมริกันผสมไทยสากล และยืนยันว่าวงนี้จะต้องเล่นได้ดีกว่า โดยที่ยังไม่มีใครเคยได้ยินวงดนตรีนี้เล่น และไม่ทราบแม้กระทั่งว่านักดนตรีที่จะมาเล่นนั้น จะเป็นนักดนตรีชุดเดิมแต่หันมาเล่นวงใหม่ ทราบแต่เพียงว่าคนเล่นจะเป็นคนไทย

 

การอุปมาอุปไมยนี้ก็มีข้อจำกัดของมัน ถ้าเป็นการประกวดดนตรี ผู้เขียนก็พร้อมที่จะให้วงใหม่มาเล่นให้ฟังเปรียบเทียบกับวงเก่า และเลือกว่าวงไหนเล่นเก่งกว่า แต่คงจะไม่มีใครเสนอให้ประกวดรัฐธรรมนูญโดยการทดลองใช้รูปแบบใหม่เป็นการชั่วคราว แล้วเลือกเอาฉบับนี้ฉบับนั้น เหตุผลที่ใช้ในการเลือกนั้นจะต้องได้จากข้อคิด และการประเมินสถานการณ์จากประเทศอื่นๆ ที่เคยมีประสบการณ์อย่างนั้น บทความนี้ได้พยายามให้ข้อคิดเหล่านี้และผลการประเมินสถานการณ์จากประเทศอื่นๆ ผสมกับข้อคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมการเมืองของไทย เพื่อชี้ให้เห็นว่า ระบบการแยกอำนาจนั้นก็มีจุดอันตรายอย่างน้อยเท่าๆ กับระบบในปัจจุบัน

 

เอกสารอ้างอิง

ชัยอนันต์ สมุทวณิช. 2538. “ผ่าทางตันการเมืองไทย.” เอกสารสัมมนา สถาบันนโยบายศึกษา 13 ธันวาคม.
นิธิ เอียวศรีวงศ์. 2534. “รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย” ศิลปและวัฒนธรรม 13(1) พฤศจิกายน รวบรวมไว้ใน นิธิ เอียวศรีวงศ์. ชาติไทย, เมืองไทย, แบบเรียนและอนุสาวรีย์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน 2538.
อรพิน ผลสุวรรณ์ สบายรูป. 2538. ระบบการเสนอและพิจารณากฎหมายการเงิน. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.
Roubini, Nouriel, and Jeffrey D. Sachs. 1989. “Political and Economic Determinants of Budget Deficits in the Industrial Democracies.” European Economic Review 33 (May): 903-938.
Schick, Allen. 1993. “Government versus Budget Deficits.” Pp. 187-236 in R. Kent Weaver and Bert A. Rockman (eds.) Do Institutions Matter: Government Capabilities in the United States and Abroad. Washington DC: The Brookings Institution.

Read Full Post »

recommendare

บันทึกประเด็นน่าสนใจ

จากการบรรยายเรื่อง  “การเมืองกับกฎหมายใหม่”

งานสัมมนาใหญ่ประจำปีครั้งที่ 1 ของสถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย

ณ  โรงแรมสยามซิตี พญาไท   วันที่  16  ธันวาคม  2551

บรรยาย  โดย

นายประพันธ์ ทรัพย์แสง ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา

นายวิชา มหาคุณ    อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

กล่าวดังนี้

 

นายประพันธ์ ทรัพย์แสง

ถ้าพูดถึงนักการเมืองทั่วโลก ถูกมองเหมือนกันว่าคดโกง ไม่ซื่อสัตย์ คบไม่ได้ แทนที่จะมองว่านักการเมืองเป็นผู้เสียสละเพื่อประเทศชาติ ดังที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในคดียุบพรรคตอนหนึ่งว่า เมื่อนักการเมืองเข้าสู่อำนาจแล้วกลับใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง จึงเกิดความขัดแย้งทางเมืองŽ มีสีเหลืองสีแดง
นักการเมืองซื้อเสียงขายตัว มีนายทุนของพรรคอยู่เบื้องหลังไม่ได้มาจากความศรัทธาของประชาชน เมื่อเข้าสู่อำนาจบริหารแล้วก็ใช้อำนาจออกกฎหมายเพื่อพรรค การเข้าสู่อำนาจของเราดูแปลกๆ กฎหมายกำหนดให้ ส.ส.ใช้เงินหาเสียงได้เพียง 1.5 ล้านบาท ผมไม่เชื่อ แต่กฎหมายเขียนไว้อย่างนั้นไม่สมเหตุสมผล อีกทั้งกฎหมายบางฉบับต้องการกำหนดให้นักการเมืองไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง ซึ่งสวนทางกับทั่วโลกเพราะพรรคการเมืองเป็นสิ่งสำคัญ แต่ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม ร่วมคิดและร่วมตัดสินใจ ตรวจสอบการใช้อำนาจทางการเมืองได้ ต้องกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ผู้บริหารได้อำนาจรัฐ ต้องไม่ใช้ตามอำเภอใจ ต้องคำนึงถึงฝ่ายเสียงข้างน้อย มีหลักประกันการใช้อำนาจ ส่วนศาลเองก็ลำบาก ตัดสินคดีช้าก็ไม่ได้ ตัดสินเร็วก็โดนด่า ตัดสินไม่เหมือนกันก็โดนครหา ตัดสินเหมือนกันก็ถูกตั้งข้อสังเกต

——————————————————————————————————————————-

 

นายวิชา มหาคุณ

ในประเด็นการกำหนดว่านายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา แต่ถ้านายกฯไม่รับผิดชอบต่อรัฐสภาเราจะทำอย่างไร บางคนขอนายกฯพระราชทาน ขอรัฐบาลพระราชทาน ถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญแบบลายลักษณ์อักษร เราแก้ปัญหาการเมืองแบบนี้ได้ตั้งนานแล้ว โดยระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ประชาชนต้องมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของอำนาจ แต่พอประชาชนจะใช้อำนาจตรวจสอบก็บอกว่าอย่าเสือก ดังนั้นต้องพูดให้ชัดเจนว่าจะทำอย่างไรกับระบอบประชาธิปไตยที่มีตัวแทนของประชาชนให้สมดุลกับประชาชน ตอนนี้บ้านเมืองสงบน่าจะพูดคุยกัน นักกฎหมายมหาชนควรจับเข่าคุยกันว่าการเลือกตั้งควรเป็นอย่างไร ยึดระบบได้คะแนนเสียงมากได้เป็น ส.ส. หรือจะยึดคนที่ทำประโยชน์ให้กับคนส่วนใหญ่ได้เป็นตัวแทน และระบบรัฐสภาว่าควรจะมี 2 สภา

——————————————————————————————————————————-

Read Full Post »

triamboy

 

จากความพยายามส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงของภาคประชาชนมากขึ้น  โดยการรับรองจากรัฐธรรมนูญปีพุทธศักราช  2550  และ  2540  อันเป็นมิติใหม่ทางการเมืองของประเทศไทยที่เปิดโอกาส  พื้นที่ให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมทำหน้าที่ทางการเมืองโดยตรง  “ไม่ต้องผ่านตัวแทน  หรือตัวกลางทางการเมือง”  หากพิจารณาในแง่ของเงื่อนไขพอเพียงต่อการแสดงพฤติกรรมแล้ว  นั่นหมายความว่า  มีความพอเพียงมากขึ้นในการเข้าถึงการบริโภคสินค้าทางการเมือง  แต่ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเข้ามาบริโภคสินค้าทางการเมืองอย่างมีเหตุมีผล  แต่ในทางกลับกันหมายถึงโอกาสที่รัฐจัดสรรให้ประชาชนสามารถเข้ามาบริโภคสินค้าทางการเมืองโดยตรงอย่างเท่าเทียม  และทุกคน  โดยไม่ได้อยู่บนเงื่อนไขที่ว่าผู้บริโภคจะมีเหตุมีผลในการบริโภคหรือไม่  อันจะนำไปสู่พฤติกรรมที่ตอบสนองเจตนารมย์ของการเปิดโอกาส  ดังนั้นการแสดงพฤติกรรมการบริโภคจึงขึ้นอยู่กับความหลากหลายของสินค้าทางการเมืองในปริมาณมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยที่มีแนวคิดพื้นฐานของสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองของหน่วยสิ่งมีชิวิต

 

ก่อนอื่นนั้นขอทำความเข้าใจแนวคิดพื้นฐานของผู้บริโภคทางการเมืองไทย  หรือประชาชนชาวไทยก่อน  ด้วยประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีแนวคิดพื้นฐานของสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองแบบหน่วยสิ่งมีชีวิต  ไม่ใช่หน่วยเครื่องจักร  มีการพัฒนาจนมีประสิทธิภาพของเครือข่าย  ของกลุ่มคน  พวกพ้อง  หรือระดับมหภาค   แต่มีพัฒนาการการสร้างเสริมประสิทธิภาพปัจเจกบุคคลในระดับต่ำ  ทำให้มีพฤติกรรมที่มีลักษณะของการสำนึกร่วม  สำนึกส่วนรวม  ภาพรวมทั้งทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมือง  อาทิ  การอ้างความชอบธรรมของประเทศชาติ  ประชาชน  ผลประโยชน์ของประเทศชาติ  ของประชาชน  ของญาติ  ของพวกพ้อง  หรือแม้แต่กระทั่งเป็นต้น  หรือกล่าวได้ว่าเป็นความเห็นแก่ตัวของกลุ่มคน  ไม่คำถึงนึงปัจเจกชน  อาทิ  

การบริจาคทอง  เงินตราต่างประเทศตั้งแต่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ  2541  เพื่อชำระหนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศการรณรงค์  

การบริโภคของไทยในหลายยุค  การทำกิจกรรมสังคมต่างๆ  เพื่อประเทศชาติ  

การให้ความสำคัญของเงินเฟ้อ  จนละเลยบัญชีทางการเงินที่แสดงเสถียรภาพทางการเงินในระดับจุลภาค 

เป็นต้น  

แต่สิ่งเหล่านี้บางส่วนได้กลายเป็นเพียงในอดีตไปแล้ว  ท่ามกลางวิวัฒนาการของโลกเพื่อประสิทธิภาพที่ดีกว่าของการเคลื่อนย้ายทุน  (สมอง  คน  เครื่องจักร  ที่ดิน(มีการสร้างเกาะมากมาย)  เงิน  ข้อมูล)  ในด้านการผลิต  สินค้าและบริการ  ในด้านการตลาด  ทำให้เกิดการปะทะ  แลกเปลี่ยนของแนวคิดทั้งหน่วยสิ่งมีีวิต  และหน่วยเครื่องจักร  ทำให้ประชาชนในประเทศมีความหลากหลายมากขึ้นโดยสามารถแบ่งออกเป็น  3  ส่วนใหญ่  คือ  1.คนที่มีรูปแบบของแนวคิดหน่วยสิ่งมีชีวิตสุดโต่ง  หรือเห็นแก่กลุ่ม  2.คนที่มีทั้งรูปแบบผสมระหว่างแนวคิดหน่วยสิ่งมีชีวิต  มีทั้งเห็นแก่ตัว  และเห็นแก่กลุ่ม  3.คนที่ีมีรูปแบบของแนวคิดหน่วยเครื่องจักรสุดโต่ง  หรือเห็นแก่ตัว  การเปลี่ยนแปลงนี้ได้สร้างความหลากหลายของผู้บริโภคทางการเมืองการขึ้น  และมีแนวโน้มรูปแบบไปในทิศทางหน่วยเครื่องจักร   แต่ถ้าหากพิจารณาจุดที่เป็นตัวแทนของผู้บริโภคทั้งหมด  ข้าพเจ้าเชื่อว่าผู้บริโภคทางการเมืองไทยยังอยู่  ณ  จุดที่ค่อนข้างไปทางหน่วยของสิ่งมีชีวิตที่กำลังขยับไปอยู่จุดกึ่งกลางระหว่างหน่วยสิ่งมีชีวิต  และหน่วยเครื่องจักร  หรือกล่าวได้ว่ายังคงมีแนวคิดพื้นฐานของหน่วยสิ่งมีชีวิตอยู่มากถึงแม้ว่ามีการเปิดรับแนวคิดหน่วยเครื่องจักรเข้ามาบ้างแล้วก็ตาม

 

ดังนั้น  ผู้บริโภคทางการเมืองไทยมีแนวคิดพื้นฐานค่อนมาทางหน่วยสิ่งมีชีวิต  อันมีความพึงพอใจของกลุ่มเป็นเป้าหมายของการดำเนินกิจกรรมเหนือความพึงพอใจของตน  (พยายามหาผลลัพธ์ที่เป็นที่พอใจของกลุ่ม  โดยไม่ได้ให้ความสำคัญของกระบวนการซึ่งหมายถึงความสำคัญของทุกคน)  และดูเหมือนว่าความพึงพอใจปัจเจกบุคคลเกือบไม่มีความสำคัญ  รวมถึงไม่มีการแสดง  (reveal)  ความพึงพอใจ  (จุดยืน)  ที่ชัดเจน  (นั่นหมายความว่าไม่มีความแนบแน่น  พร้อมที่จะลู่เข้าหาสิ่งที่มีกระตุ้น  หรือกระทบ  – ชักจูง  โฆษณา)   ต่างจากแนวคิดหน่วยเครื่องจักรอันมีตัวแทน  (ค่าเฉลี่ย  การถดถอย)  ที่มาจากผลรวมของความพีงพอใจของปัจเจกบุคคลเป็นเป้าหมายของการดำเนินกิจกรรม  และมาจากการแสดงความพึงพอใจของปัจเจกบุคคลที่ชัดเจนที่ได้รับการยอมรับ  (พยายามหากระบวนการในการหาตัวแทนผลรวมทั้งหมด  ให้ความสำคัญทุกคน  มีส่วนสร้างนวัตกรรม -เหมือนการ rotate  จากจุดเดิม,  เทคโนโลยี – เหมือนการ  shift จากจุดเดิม – จำนวนมาก)  ด้วยความพึงพอใจในการบริโภคทางการเมืองของไทยเป็นอย่างที่กล่าวมาข้างต้น  จะส่งผลต่อความต้องการสินค้าทางการเมืองที่มีความแตกต่างจากรูปแบบทางตะวันตก

 

มากกว่านั้นการลดต้นทุนการเข้าถึงการบริโภคทางการเมืองของประเทศไทย  จากการเปิดให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมโดยตรงทางการเมือง  เห็นได้จากรัฐธรรมนูญทั้งปีพ.ศ.  2540  และ  2550  ที่รับรองให้โอกาสการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงของประชาชน  ใน  3  หน้าที่ของการเมือง  ดังนี้

1.  มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอกฎหมาย  (บางอย่าง)  นั่นคือเปิดโอกาสสู่่การนำเสนอกฎหมาย  แต่ไม่ได้ตรากฎหมาย  ลดต้นทุนการเข้าถึงจาก  50,000  รายชื่อ  เหลือ  20,000  รายชื่อตามรัฐธรรมนูญปีพ.ศ.  2500

2.  มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง  ด้วยเหตุทุจริต  ลดต้นทุนการเข้าถึงจาก  50,000  รายชื่อ  เหลือ  20,000  รายชื่อตามรัฐธรรมนูญปีพ.ศ.  2500

3.  มีสิทธิออกเสียงประชามติ  ด้วยเหตุคณะรัฐมนตรีเสนอให้มีการออกเสียงประชามติ  และมีกฎหมายบัญญัติให้เรื่องใดต้องมีการออกเสียงประชามติ  ลดต้นทุนการเข้าถึงการเมืองโดยตรง  จากเดิมที่เป็นไปเพื่อให้คำปรึกษาครม.เท่านั้น  เป็นการนำไปสู่ข้อยุติ  หรือให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญปีพ.ศ.  2500

นอกเหนือจากการลดต้นทุนการเข้าถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยรัฐธรรนูญแล้ว  ยังมีการกระทำหลายอย่างที่ลดต้นทุนการเข้าถึงการมีส่วนร่วมทางการเมือง  ไม่ว่าจะส่งเสริมหรือสนับสนุนทางใดทางหนึ่ง  อาทิ

สหภาพแรงงาน  องค์กร  หน่วยงานของแรงงานอาชีพต่างๆ  เช่น  สหภาพแรงงานรถไฟ  สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ  คุรุสภา  เป็นต้น

สภานายจ้างต่างๆ  เช่น  หอการค้า  สภาอุตสาหกรรม  กลุ่มผู้ประกอบการอาชีพต่างๆ  เป็นต้น

หน่วยการปกครองท้องถิ่นต่างๆ  เช่น  ผู้ใหญ่บ้าน  กำนัน  อบต.  อบจ.  เทศบาล  เป็นต้น

องค์กรถ่วงดุลต่างๆ  เช่น  ปปช.  ปปง.  กกต.  สตง.  ผู้ตรวจการแผ่นดิน   ศาลปกครอง  ศาลรัฐธรรมนูญ  เป็นต้น

รวมถึงสิทธิ  เสรีภาพทางการเมืองทางอ้อมต่างๆ  อาทิ

เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียนการพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น

สิทธิในข้อมูลข่าวสารและการร้องเรียน

เสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคม

สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ

เป็นต้น

 

จากความพยายามลดต้นทุนการเข้าถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงของประชาชนตลอด  20  ปีที่ผ่านมา  ได้สร้างแรงจูงใจต่อการแสดงออกพฤติกรรมของประชาชนในการมีส่วนรวมทางการเมืองโดยตรงมากขึ้น  (แสดงออกได้หลายทางอาจไม่จำเป็นต้องสนองเจตนารมย์)  และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น  เห็นได้จากเหตุการณ์  ปรากฎการณ์เชิงประจักษ์ในหลายครั้ง  ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาของการเมืองไทย

 

จากการลดต้นทุนการเข้าถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองทั้งโดยตรง  และโดยอ้อมลงมากแล้วจากในอดีต  แต่ทำไมถึงยังมีการออกมาเรียกร้องตามถนนหนทางมากมาย  จากกลุ่มคนท่ีมีความหลากหลาย  ความพยายามเหล่านี้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคการเมืองไทยเหรอ

คำตอบคือความพยายามในการลดต้นทุนการเข้าถึงนั้นเพียงพอต่อความต้องการแล้ว  ณ  ปัจจุบัน  ในทางกลับกันความพยายามในการสร้างการสะสมการบริโภคทางการเมืองในปัจจุบันยังไม่เพียงพอ  ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างการสะสมการบริโภคทางการเมืองถ้าต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองตามเจตนารมย์   ไม่มีการบิดเบือนพฤติกรรม  นั่นคือแสดงออกทางพฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องตามเจตนารมย์เป็นสิ่งไม่พึงประสงค์   จึงทำให้เกิดการออกมาแสดงสิทธิ์การมีส่วนร่วมทางการเมืองตามท้องถนน  สถานที่ราชการ  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  เนื่องมาจากสาเหตุหลัก  2  ประการดังนี้

 

1.  ภาวะขาดแคลนสินค้าทางการเมือง  เป็นเหตุ  หรือปัจจัยเชิงปริมาณ  คือ  มีชนิดสินค้าทางการเมืองในปริมาณต่ำ  และเป็นการบริโภคทางอ้อมทั้งสิ้น  เช่น  สส. (บริโภคทางอ้อม)  สว. (บริโภคทางอ้อม)  การยุบพรรคการเมือง  (บริโภคทางอ้อมผ่าน  กกต.)  เป็นต้น  มากกว่านั้นได้มีผู้เขียนร่วมของเรา – bankngam – ได้นำเสนอสินค้าตัวใหม่เพ่ือเป็นทางเลือกแก่ผู้บริโภคทางการเมือง  คือ  กฎหมายให้ประชาชนฟ้องเพื่อเรียกค่าเสียหายในกรณีที่พรรคการเมื่อไม่สามารถทำตามสัญญาที่ได้ให้ไว้กับประชาชนได้เช่น หากสัญญาว่าจะทำ 30 บาทรักษาทุกโรค ทว่าถึงเวลาจริงทำไม่ได้ พรรคต้องจ่ายเงินคินให้กับสังคมในมูลค่าเท่ากับราคาตลาดของนโยบาย เป็นต้น  (อ้างอิงจาก  การแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในตลาดการเมือง: การยุบพรรค ยาแรงที่ไม่เพียงพอ  โดย  bankngam)  ส่วนสิทธิ์ในการร้องขอกฎหมาย  การถอดถอน  นั้นไม่ได้เป็นสินค้า  เป็นเพียงโอกาสที่เพิ่มขึ้น  หรือลดต้นทุนการเข้าถึง  ไม่ได้หมายความว่ากฎหมายนั้น  การถอดถอนน้ันได้รับการตอบสนอง  หรือได้รับการบริโภคนั้นเอง

 

2.  ภาวะความไม่ต้องการบริโภคสินค้าทางการเมืองที่มีอยู่  เป็นเหตุ  หรือปัจจัยเชิงคุณภาพ  คือสินค้าทางการเมืองที่มีอยู่ไม่ได้เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทางการเมือง  ด้วยสาเหตุที่ไม่สามารถตอบสนองความพึงพอใจของผู้บริโภคการเมืองไทย  สินค้าทางการเมืองหลายตัวเราได้ยึดเอารูปแบบของระบอบการเมืองประเทศตะวันตกมาใช้  โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก  พูดง่ายๆได้ว่ารับเอาของเขามาขายต่อ  (เป็นคนกลาง  (traders)  อย่างที่คนไทยถนัด)  ซึ่งไม่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค  จากที่กล่าวมาข้างต้น  ในการอธิบายความพึงพอใจของผู้บริโภคการเมืองไทยที่มีความต้องการสินค้าทางการเมืองที่มีความแตกต่างจากรูปแบบทางตะวันตก  จึงเป็นไปได้มากที่จะถูกปฏิเสธ  และไม่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค

 

จากเหตุที่กล่าวมาทั้งสองเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคการเมืองไทยแสดงพฤติกรรมออกมาเรียกร้อง  บริโภคสินค้าทางการเมืองตามท้องถนน  สถานที่สำคัญจากการการสร้างแรงจูงใจทางลบจากภาวะขาดแคลลนสินค้าทางการเมือง  และสินค้าที่ไม่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค  และสร้างแรงจูงใจทางบวกโดยลดต้นทุนการเข้าถึงการบริโภคการเมืองไทย   จึงไม่แปลกใจเลยที่แกนนำทั้ง  6  ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  รวมถึงการเข้าร่วมจากสหภาพแรงงานกลุ่มอาชีพต่างๆ  อาทิ  การไฟฟ้า  ประปา  การท่าเรือ  นักเรียน  นิสิต  นักศึกษา  อาจารย์  เป็นต้น  ต้องออกมาแหกปากข้างถนน  เหมือนที่ใครๆหลายคนเข้าใจอยู่

วังว่าในอนาคตจะมีสินค้าทางการเมือง  พื้นที่ทางการเมืองที่ตอบสนองผู้บริโภคการเมืองไทยมากขึ้น

ปรากฎการณ์ที่ไม่พึงประสงค์จะได้ไม่ต้องเกิดขึ้นซ้ำแล้วซำ้อีก

Read Full Post »