Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for the ‘Uncategorized’ Category

2010 in review

The stats helper monkeys at WordPress.com mulled over how this blog did in 2010, and here’s a high level summary of its overall blog health:

Healthy blog!

The Blog-Health-o-Meter™ reads Wow.

Crunchy numbers

Featured image

The average container ship can carry about 4,500 containers. This blog was viewed about 22,000 times in 2010. If each view were a shipping container, your blog would have filled about 5 fully loaded ships.

 

In 2010, there were 37 new posts, growing the total archive of this blog to 172 posts. There were 5 pictures uploaded, taking up a total of 534kb.

The busiest day of the year was October 17th with 165 views. The most popular post that day was พิชัย รัตตกุล สอน ไอ้หลานชาย อภิสิทธิ์.

Where did they come from?

The top referring sites in 2010 were google.co.th, WordPress Dashboard, cbox.ws, th.wordpress.com, and mail.live.com.

Some visitors came searching, mostly for เงินคืออะไร, ปัญหาการเลือกตั้งของไทย, สาวลาว, and นโยบายเศรษฐกิจไทย.

Attractions in 2010

These are the posts and pages that got the most views in 2010.

1

พิชัย รัตตกุล สอน ไอ้หลานชาย อภิสิทธิ์ February 2010
1 comment

2

ส้องสุมสร้างสรรค์ “ไร้พรมแดน” August 2008
69 comments

3

Q Economics : อัตราดอกเบี้ยลดต้นลดดอก August 2009
4 comments

4

เลือกตั้งไทย : ปัญหา และ ทิศทาง January 2009

5

ทุนสังคม กับ การพัฒนาทุนมนุษย์ January 2009

โฆษณา

Read Full Post »

ถ้า…

ถ้า…

คนเรามักคิดว่าความตายเป็นเรื่องเศร้า เพราะว่ามันทำให้เกิดความรู้สึกสูญเสียในมุมมองระดับบุคคล หรือ กลุ่มบุคคล แต่หากมองในอีกแง่มุมแล้วความตายก็เป็นเพียงแค่ปรากฎการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเท่านั้น ไม่ว่าตายในรูปแบบใด ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวันซ้ำๆกัน ในแง่มุมนี้ เราอาจจะกล่าวได้ว่าการตายเป็นส่วนหนึ่งของการหมุนเวียนสสารและการเริ่มต้นของการเปลี่ยนรูป การโอนถ่ายจุดของการใช้พลังงานและสสารในพิภพนี้ ซึ่งก็เป็นแค่ผงๆหนึ่งในมหาจักรวาลอันไร้ขอบเขตกั้น…
อย่างไรเสีย ด้วยความเป็นปุถุชนผู้มิอาจละจากกิเลสและความยึดติดพันผูก ผู้เขียนก็มิอาจจะปลงตกกับเหตุการณ์ธรรมชาติธรรมดาดังกล่าว…ผู้เขียนก็คงจะรู้สึกทุกข์ใจไม่ต่างกับมนุษย์ผู้อื่น หากการตายเกิดขึ้นกับคนรอบข้าง ไม่ว่าเมื่อใดตอนไหน
แต่หากมันเกิดขึ้นกับตัวผู้เขียนเองแล้ว ความทุกข์ เศร้าหมองเหล่านั้น ผู้เขียนก็คงจะไม่รู้สึกสัมผัสได้มากนักเพราะดันไปเป็นต้นเหตุของความสูญเสีย (ความรู้สึกคงเหมือนการที่เราทำเงินของคนอื่นหาย) เพียงแต่ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นไม่มากก็น้อย ก็คงรู้สึกทุกข์และเศร้าประมาณหนึ่ง
เรื่องนี้จึงดลให้ข้าพเจ้าเขียนบทความนี้ขึ้นมา….
หากว่าผมมีอันเป็นไปจริง ไม่ว่าจะด้วยรูปแบบใดขอฝากข้อเสนอเหล่านี้ไว้ ผมคงไม่มอบให้ใครเป็นพิเศษ คนที่พิเศษย่อมรู้สึกได้เองอยู่แล้ว
– ผมขอโทษ มันบังเอิญจริงๆว่ะ เอิ๊กซ์!
– ผมขอบคุณทุกน้ำใจที่มอบให้ตลอดมา ขอบคุณจากใจ ผมไปแล้วนะ บ๊ายบาย
– ถ้าผมพอไหว ผมจะกลับมาลาพวกคุณแน่
– ดูแลตัวเอง ดูแลกันและกัน ดูแลสังคมของคุณ คุณอยากได้อะไรให้ทำกับคนอื่น ไม่อยากได้อะไรก็อย่าทำกับคนอื่น
– อย่าได้คิดว่าผมโชคร้าย เพราะ คนโชคร้ายกว่าผมก็มีมากนัก คนที่จากไปตั้งแต่ยังไม่เกิดมีเยอะแยะ อยู่จนแก่แต่ไม่มีความสุขก้มีมาก
– ผมไม่ใช่คนเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นไม่ต้องทุกข์เพื่อผม ผมไม่เคยต้องการ ที่คุณทุกข์นั้น คุณทุกข์เพราะตัวคุณเอง
– ที่ผ่านมา ชีวิตผมโอเค ผมได้พบหลายๆช่วงเวลาของความสุข ถ้าผมจากไป อย่าได้คิดว่าผมจากไปเร็วเกินไป ผมอาจจะอยู่อย่างไม่มีความสุขก็ได้ ในช่วงชีวิตที่เหลือ
– อย่าได้คิดว่า เสียดายคนอย่างผม ผมไม่สนใจ เพราะผมจากไปแล้ว
– งานศพผม จริงๆไม่ต้องมีก็ได้ ถ้ามีผมไม่รับพวงหรีด เอาเงินไปทำอย่างอื่นที่มีค่ากว่านั้น พวกคุณคิดกันเองเลย จะเอาค่าพวงหรีดไปทำอะไร และอย่าแต่งดำ สีดำให้ความรู้สึกเศร้าหมอง จะมาเศร้าทำไมกับเรื่องธรรมดาๆแบบนี้ แต่งมาเลยสีสดๆ พกกุหลาบมาแจกกัน มางานก็เอากีตาร์มาด้วย จบงานร้องรำทำเพลง พบเพื่อนเก่ากัน ดีจะตาย สวดก็อย่าให้ยาวมากเอาพระมาเล่านิทานดีๆสักเรื่องน่าจะสร้างสรรค์กว่า ตอนเผาก็ตีกลองฉลองส่งผมไปเลยหมดเรื่อง ขอร้อง ไม่ต้องเศร้าโชว์ ผมไม่สน เพราะ ผมไม่เห็น
– สำหรับครอบครัวผม ผมไม่ต้องการการไว้ทุกข์ทุกกรณี ไม่เอา อย่าทำบุญให้วุ่นวาย อย่าเผาอะไรมา ไม่เอา การทำบุญมากๆไม่ได้บ่งบอกเลยว่าผมจะมีความสุขในโลกหน้า คุณคิดถึงคนที่จนสิ เค้าอาจจะเป็นคนดีตลอดชีวิต แต่ตอนตาย ญาติไม่มีเงินจัดงานศพอลังการณ์ให้ แล้วมันจะหมายความว่าเค้าไม่สมควรจะได้ไปที่ดีๆหรอ ไม่เอาหน่าาาา โลกคนตายไม่แบ่งฐานะเงินหรอก
– ใครชอบไอเดีย ผม ผมไม่ผูกขาด

ขอบคุณครับ ฝากด้วย

ศุภดนัย (เป้ง)

Read Full Post »

recommendare

“ถามว่าทำไม เคจีบี (หน่วยข่าวกรองรัสเชีย) ถึงมีเจ้าหน้าที่เป็นคนอเมริกัน เพราะเขารู้ว่าต้องใช้งานใคร ถ้าทำได้หลักฐานจะแน่นมาก ไล่ตามถึงตัวใหญ่ได้ ส่งศาลศาลก็รับ แต่บ้านเราคงเกิดยาก เพราะเวลาเกิด ตำรวจก็เร่งจับเร่งแถลง ไมค์จ่อปาก อย่างนี้ภาษาฝรั่งเรียกว่า ปีศาจอยู่ในรายละเอียด ผมเลยไม่ค่อยให้น้ำหนักมากกับการตั้งองค์กรใหม่ ที่จะเป็นองค์กรถาวร”

บทความเรื่อง  “วิพากษ์ไฟใต้”หินทับหญ้า””

โดย

Picture 1

พล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา

ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ

*สัมภาษณ์พิเศษ โดย จำนง ศรีนคร และ หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ


ความมีดังนี้

@ มองปัญหาภาคใต้มีทางออกอย่างไร

สิ่งหนึ่งที่เราไม่ค่อยได้ทำกันคือ การข่าวทางลึก ต้องเจาะให้ถึงระดับแกนนำ ทุกวันนี้เราเห็นแต่ข่าว พอระเบิดตูมๆ ก็เอาหมอพรทิพย์ (โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์) ลงไป ศาลก็รับฟ้องบ้างไม่รับบ้าง ปัญหาวันนี้คือ งานข่าวในพื้นที่เอง ทำเชิงลึกไม่ได้ ใช้ตำรวจในพื้นที่ ทำได้แต่ตามเหตุการณ์ งานข่าวมันต้องเกาะติด ค่อยๆ เก็บหลักฐานทีละน้อย เกาะติดตามแกนนำ ปลอมตัว แฝงเข้าไปใกล้ชิด ถามว่าทำไม เคจีบี (หน่วยข่าวกรองรัสเชีย) ถึงมีเจ้าหน้าที่เป็นคนอเมริกัน เพราะเขารู้ว่าต้องใช้งานใคร ถ้าทำได้หลักฐานจะแน่นมาก ไล่ตามถึงตัวใหญ่ได้ ส่งศาลศาลก็รับ แต่บ้านเราคงเกิดยาก เพราะเวลาเกิด ตำรวจก็เร่งจับเร่งแถลง ไมค์จ่อปาก อย่างนี้ภาษาฝรั่งเรียกว่า ปีศาจอยู่ในรายละเอียด ผมเลยไม่ค่อยให้น้ำหนักมากกับการตั้งองค์กรใหม่ ที่จะเป็นองค์กรถาวร

@ กลุ่มก่อความไม่สงบใช้อะไรขับเคลื่อน

ปัญหาที่สำคัญ คือ เรื่องเงิน ความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว คือ เงินราชการ งบประมาณราชการ ถูกดูด ถูกไซฟ่อนไปสู่ขบวนการก่อความไม่สงบจำนวนมาก ไม่มีใครรู้ เช่น งบฯด้านการศึกษา ที่ให้กับโรงเรียนสอนศาสนาต่างๆ เรื่องการแจกทุนไปเรียนตะวันออกกลาง หน่วยราชการก็รู้ บางทีจำเป็นจริงๆ แค่ 50 ทุน แต่ขอมา 100 ทุน เงิน บางส่วนจากรัฐ จึงถูกดูดออกไปสู่ขบวนการ บวกกับเงินที่เขาได้รับบริจาคกันมาอีกส่วน ต่างจากสมัยเก่า ที่ขบวนการอยู่ได้ด้วยค่าคุ้มครอง

ที่มันเละเทะอยู่อย่างนี้ เพราะเราคิดแต่จะเอาเงินเข้าไป ปีหนึ่งเป็นแสนล้านบาท แต่ไม่ดูความจริงว่า ปีศาจมันอยู่ในรายละเอียด แล้วยังบอกว่า จะแยกงานพัฒนาไปขึ้นกับหน่วยความมั่นคง แล้วเอางานความมั่นคงไปขึ้นกับอีกหน่วยหนึ่ง ยุ่งตายโหงเลย ไม่ว่าจะเป็นงบฯหมื่นล้าน แสนล้าน ตัดถนนใหญ่ มันไม่ใช่แนวทางแก้ปัญหา

ที่กู้เงินกันมาแล้วทุ่มลงไปในพื้นที่มหาศาล ถ้าไม่ดูปีศาจในรายละเอียด มันจะเป็นปัญหา ไม่ใช่ว่าจะปูพรมไปเหมือนกันหมด มันต้องให้ชาวบ้านคิด ชงขึ้นมาจากระดับล่าง นักการเมืองชอบไปบอกว่า ต้องเอาโครงการแบบนั้นแบบนี้ เพราะ 3 เดือนผมจะเลือกตั้งแล้ว อะไรที่ได้ผลเกิน 3-4 ปี นักการเมืองไม่สน นักการเมืองมองเรื่องการตลาด แล้วยิ่งให้นักการเมืองมาคุมเรื่องการจัดงบประมาณ โอกาสรั่วไหลก็มหาศาล

@ แล้วทางออกของเรื่องนี้คืออะไร

ผมพูดไปแล้วเชื่อว่าโดนรุมเหยียบแน่ คือ บางคนมีความคิดว่า ถ้าเราไปยอมรับผิด ไปขอโทษ แล้วจะแก้ปัญหาได้ ถ้าขอโทษแล้ว มันจะได้เท่านั้นเท่านี้ แล้วสันติวิธีแบบไทยๆ ของเรา คิดแบบว่าไปบอกว่า ในสมัยโบราณตั้งแต่รัชกาลที่ 1 เราเป็นฝ่ายไปไล่กวาดต้อนเขา สันติวิธีอย่างนั้นไม่ถูกต้อง มันจะเกิดค่านิยมที่ผิด

สันติวิธีที่ดีที่สุด คือ ต้องอย่าไปสื่อว่าปู่ย่าตายายเราเคยไปรุกราน เพราะเรื่องแบบนี้มันเป็นพัฒนาการมนุษย์ ไม่ใช่เอาผ้าไปปู แล้วบอกว่าผมต้องทำอะไรให้คุณ

@ เคยเสนอแนวทางแก้ปัญหาเหล่านี้ให้รัฐบาลบ้างหรือไม่

หลายคนเข้าใจผิดว่า สมช. คือซีไอเอ มันไม่ใช่ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น มันเป็นการใช้ สมช.สนองการเมือง สมช.เป็นหน่วยงานนักคิด สมช.เองก็ทำงาน คุยกับหน่วยงานอื่น อย่างกับสถาบันพระปกเกล้า แต่เขามองว่ามันต้องยอมรับผิดก่อน คือไปยอมรับความขมขื่นทางประวัติศาสตร์ แต่สันติวิธีแบบนั้น ถ้าไปใช้กับพวกแบ่งแยกดินแดน เข้าทางเลย

@ มองงบฯการทหารในภาคใต้อย่างไร

มันต้องดูจากเนื้องาน ถ้างานคุณไม่ส่งผล แสดงว่าเป็นส่วนเกิน ต้องมาไล่ดู ถ้างานไม่ส่งผล ยกเลิกไปก็ได้ ถ้าเราเอาเงินเป็นตัวตั้ง เขาก็เขียนโครงการมาเสนอขอเงินได้ตลอด ทหารอยู่ในพื้นที่เยอะ เพราะเราทำงานแบบตั้งรับ ไม่รุก เหมือนรู้ว่ามีโจร 2 คนจะปล้นบ้าน แต่เราไม่รู้เลยว่า จะมาปล้นเมื่อไหร่ เราก็ต้องขนทหารไปเฝ้าไว้ มันเลยมีคำถามว่า โจรที่มีไม่กี่พันคน แต่ใช้ทหารหลายหมื่นคนได้อย่างไร

เราใช้โมเดลหินทับหญ้า เหมือนสงครามในไนจีเรีย ใช้กำลังอัตรา 11:1 ของไทยโจรมี 6,000 คน เราใช้ทหาร 60,000 คน มันก็เป็นงบฯจำนวนมหาศาล วิธีแบบนี้จะไปไม่รอด ต้องเปลี่ยน ค่อยๆ ใช้เวลา แล้วปรับลดกำลังทหารลง ผมเองก็เข้าใจ ผมกับท่าน ผบ.ทบ.(พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา) ก็เป็นเพื่อนกัน (ตท.10) เพราะถ้าจะคอยคุมเหตุมันก็ต้องใช้กำลังทหารเยอะๆ

@ กลุ่มก่อความไม่สงบตอนนี้มีกลุ่มไหนบ้าง

มันมีมานานแล้ว ตั้งแต่รัชกาลที่ 5 เราจับตัวเจ้าเมืองแล้วไปขังไว้ที่พิษณุโลก ผลที่เกิดตามมาคือ เกิดการซ่องสุม เมื่อออกมาแล้วมาทำกองกำลัง ข้ามไปมาเลเซีย ถึงขนาดมีสายสัมพันธ์ ฝากให้รับราชการกันได้ มันมีสายสัมพันธ์กับพรรคปาสในยุคนั้น พัฒนามาจนมีกลุ่ม เช่น จีเอ็มไอพี และบีอาร์เอ็นที่เคร่งศาสนา

หลังการก่อการร้ายเริ่มเข้าไปในอัฟกานิสถาน มีการทำจีฮัด (สงครามศาสนา) แล้วเริ่มมีการฝึกกองกำลังที่ลิเบีย ช่วงนั้นการก่อการร้ายเริ่มมีบทบาทในหลายภูมิภาค มีการอบรมนักรบจากปากีสถาน ตั้งองค์กรที่ใช้กำลัง เพื่อมาเรียกร้องจากรัฐไทย จึงมีหลายองค์กรมาร่วมกันตั้ง ขบวนการเบอร์ซาตู สถาปนา ดร.วัน อับดุลกาเดร์ แจ๊ะมาน เป็นผู้นำ เป้าหมายแบ่งแยกดินแดน กลุ่มนี้ก็เคลื่อนไหวในไทย

ขณะเดียวกันยังมีอีกพวกที่ไม่ต้องการแยกดินแดนแบบขาดออกจากกัน เพราะกลัวเลี้ยงตัวเองไม่ได้ จะไปไม่รอด เรียกร้องอีกแบบ คือ ให้ปกครองตัวเอง เลือกตั้งเอง อยากให้ดำรงสถานะเป็นสาธารณรัฐอิสลาม โดยจำลองโมเดลจากการต่อสู้ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

ในปัจจุบัน มีหลายกลุ่มที่ยังคุมการก่อเหตุในพื้นที่ เช่น บีอาร์เอ็นซึ่งใช้วิธีการรุนแรง ก่อเหตุทุกรูปแบบ ส่วนการชักจูงปลุกปั่นเยาวชน จะเป็นฝีมือของพวกพูโล และเบอร์ซาตู

ส่วนกลุ่มพูโลเกิดจากตวนกูบุลอซึ่งมาจากนักรัฐศาสตร์ เห็นได้ว่าแผนโรดแม็ปต่างๆ ส่วนมากจะมาจากพูโล พูโลในอดีตเขียนแผน กฎหมายไว้เรียบร้อยหมดนานแล้ว ต่อมาก็เกิดพูโลเก่าและใหม่ มีการเดินสายไปตะวันออกกลาง แต่สุดท้ายไปไหนไม่ได้ ก็ไปปักหลักแถบสแกนดิเนเวีย ทำเว็บไซต์โจมตีรัฐบาลไทยอยู่ที่นั่น

แล้วพูโลก็พยายามส่งใครต่อใครมาขอเจรจาตลอดเวลา กลุ่มพูโลนี้แหละ ที่มาจูง พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีต ผบ.ทบ.จนมีการออกมาแถลงข่าว แต่เราเช็คแล้ว พวกพูโลไม่มีบทบาท เมื่อพวกนั้นเป็นเครือข่ายที่ไม่ได้ควบคุมในพื้นที่ พวกนั้นมันเก็บค่าหัวคิว ไม่มีอิทธิพลอะไรในพื้นที่เลย

@ แล้วระดับแกนนำตัวจริงเรารู้จักตัวบ้างหรือไม่

เรามีรายชื่อหมด มี Order Of Battle หรือภาษาทหารเรียกว่า ทำเนียบกำลังรบ หน่วยข่าวจะแยกหมด มีชื่อหมด แต่หาตัวไม่ได้ ไม่รู้อยู่ฝั่งไทย หรือฝั่งโน้น ต้องยอมรับว่า เราไม่สามารถติดตามคนเหล่านี้ได้ ส่วนหนึ่งเพราะหลักฐานไม่เพียงพอ

@ รัฐบาลนี้บอกว่ามาถูกทางแล้ว

มาถูกทางตันมั้ง (หัวเราะ) ที่ว่ามาถูกทางในเรื่องสร้างงานสร้างเงินนั้นใช่ แต่ไม่ใช่ว่ามีเงินแล้วชาวบ้านจะได้ความสงบปลอดภัย ถ้าเราไปทำแบบ Islamization (อิสลามานุวัตน์) เอาเงินใส่เข้าไป น่าห่วง แล้วถ้าไปใช้วิธีการยอมรับผิด ต่อไปมันจะเกิดปัญหา ต่อไปคนพุทธจะย้ายออกไปหมดโดยอัตโนมัติ แล้วฝ่ายโน้นก็ไม่ต้องแยกดินแดนเพราะอีกศาสนาหนีไปหมดแล้ว

วันนี้สถานการณ์ภาคใต้รุนแรงมากขึ้น เพราะเราไปทำให้เป็นการเมือง เราไปบอกว่านายกฯคนนั้นคนนี้ ไปพูดว่ายกเลิกหน่วยนั้นหน่วยนี้ ตอนที่ยังมี ศอ.บต.มันก็มีเหตุเกิด แล้วยังบริหารแบบมีปีศาจในรายละเอียด ให้ทุนไปเรียน เรียกมาถามเลย จะเอาทุนกี่หัว มันเป็นการบ่มเพาะมาในยุคนั้น เมื่อก่อนผมพูดอย่างนี้ไม่ได้เดี๋ยวพรรคการ เมืองนั้นจะเป็นอย่างนี้อย่างนั้น แต่อดีตเป็นสิ่งบ่มเพาะ จนถูกนำมาออกดอกออกผลแล้วในวันนี้ คนบางคนไปว่าเป็นเพราะมีคนไปด่าว่าโจรกระจอก มันเป็นเรื่องผลประโยชน์ทางการเมืองทั้งหมด มันไม่ใช่ มันบ่มเพาะกันมา

“ที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้ ผมไม่มีเรื่องการเมือง มองประโยชน์ชาติเป็นหลัก ตั้งใจจะพูดตั้งแต่รัฐบาลท่านสมัครแล้ว แต่พูดไม่ได้ ผมมันพระป่าไม่มีเปรียญ ผมมันใช้ทุกไพ่ จริงๆ แล้วผมออกมาแบบนี้ ทำอะไรพูดอะไรได้มากกว่ายังอยู่อีก ผมก็ต้องขอขอบคุณ ที่ช่วยเทผมออกจากตู้ปลา มาอยู่ในบ่อ ตอนนี้ก็กลับมาเป็นอิสระเสรีชน ปลาออกจากตู้กระจก

***

มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ให้โอนจากการนั่งตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ

ซึ่งถึงคราวที่ “บิ๊กเผื่อน” พล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา เลขาธิการ สมช. เพื่อน ตท.10 ร่วมรุ่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ต้องถูกเช็คบิลโทษฐานเป็นคนของพรรคเพื่อไทย

เหตุเพราะมาในรัฐบาล “สมัคร สุนทรเวช” ด้วยการโยกจากตำแหน่งมาจากผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม แทน พล.ท.ศิรพงศ์ บุญพัฒน์ อดีตเลขาฯสมช. สายตรง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกฯ

“บิ๊กเผื่อน” มีสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนร่วมรุ่นในทำเนียบ ตท.10 และ นรต.26

ดังนั้นในวันที่เก้าอี้หลุดลอย เขาจึงกล้าตัดสินใจนั่งจิบน้ำชา วิพากษ์วิจารณ์แนวทางดับไฟใต้ของรัฐบาลอย่างหมดเปลือก

Read Full Post »

ถ้า

ผมมานั่งคิดเล่น ๆ ถึงหัวข้อ “ความยากจน” แต่ผมจะไม่นั่งตั้งคำถาม หรือหาคำตอบว่า ความยากจนคืออะไร? เราจะแก้ปัญหาความยากจนในระดับประเทศไทย หรือระดับโลกอย่างไร? หรือ อะไรเป็นต้นเหตุของความยากจน (เพราะคิดไม่ออก) แต่ผมมาลองตั้งคำถามแบบเฉพาะเจาะจงลงมาหน่อยว่า เราจะแก้ปัญหาความยากจนบนโลกด้วย “ชุดเครื่องมือ” อะไร?

แต่พอใช้เวลาคิดอยู่ประมาณสิบวินาที ก็ได้คำตอบว่า มันไม่มีคำตอบที่ถูกต้องแน่ชัด และเบ็ดเสร็จที่ใครบนโลกนี้จะรู้ ในเวลาปัจจุบันอย่างแน่นอน, ทุกแนวทาง ทุกความคิดเห็นที่ถูกนำเสนอ ล้วนเป็นสิ่งที่ทุกคนคิดเอาเองว่า “น่าจะถูกต้อง” ทั้งนั้น เพราะตามตรรกะแล้ว ถ้ามันมี solution ที่ถูกต้องแน่นอนที่มนุษย์รู้แล้ว, ปัญหาความยากจนก็คงได้รับการแก้ไขไปเบ็ดเสร็จไปแล้ว

เราอาจต้องแก้ไขในระดับตัวบุคคลด้วยหลักพุทธศาสนา ศีลธรรม หรือหลักความพอเพียง
เราอาจต้องแก้ไขในระดับสังคมด้วยการเมือง ธุรกิจ กฏหมาย หรือหลักรัฐศาสตร์
เราอาจต้องแก้ไขในระดับข้อจำกัดของธรรมชาติด้วย ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความรู้ทางสังคมศาสตร์ ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ หรือความรู้ทางการบริหาร การจัดการ

ซึ่งทั้งหมดนี้ ผมเชื่อว่า เมื่อถึงจุด ๆ หนึ่งในอนาคต เมื่อศาสตร์ทุกแขนงถึงจุดที่เหมาะสมของมันแล้ว เงื่อนไขทั้งหมดจะนำพาให้โลกเราหายจากความยากจนได้ หรือไม่อย่างนั้น มนุษยชาติก็ต้องสิ้นสุดไปซะก่อน

ความยากจนอาจจะแก้ไขได้ด้วยชุดเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ถ้าเมื่อนักวิศวกรรมศาสตร์พันธุศาสตร์ คิดค้นวิธีการตัดต่อพันธุกรรมข้าว ให้มีผลิตผลได้มากขึ้น 1,000 เท่า โลกเราคงหายหิว แต่คงเป็นไปได้ยากอยู่ดี ถ้ามนุษย์ยังไม่มีระบบการจัดการ กระจายข้าวให้ข้าวตกถึงท้องทุกคนบนโลก เพราะติดเรื่องกลไกของรัฐ เงื่อนไขทางธุรกิจ หรือเพราะความเห็นแก่ตัวระดับตัวบุคคล

ความยากจนอาจจะแก้ไขได้ด้วยชุดเครื่องมือวิทยาการทางสมอง ถ้าเมื่อนักวิทยาศาสตร์สมอง คิดค้นแฮนดี้ไดร์ฟแบบใหม่ แค่จิ้มพอร์ตยูเอสบีเข้าหน้าผากก็ก๊อปปี้ความรู้กันได้ โลกเราคงลดความเท่าเทียมจากความรู้ที่จำกัดแต่ในสถานศึกษาอันดับต้น ๆ ของโลกได้ แต่คงเป็นไปได้ยาก ถ้าด้วยความคิดของมนุษย์ที่ว่า กูเก่ง แต่กูไม่อยากให้มึงเก่งแบบกู กูอยากให้มึงโง่ ๆ อย่างนี้แหละ กูจะได้เอาเปรียบมึงไปอีกนาน ๆ

ความยากจนอาจจะแก้ไขได้ด้วยชุดเครื่องมือของศาสนา ถ้าศาสนานั้นสามารถสอนให้ทุกคนรู้จักแบ่งปัน และรักกัน แต่จะทำยังไง ถ้าวิทยาการล่าสุดของเรา ผลิตน้ำสะอาดได้ขวดเดียวสำหรับคนสิบคน, สงคราม และความยากจนก็ต้องเกิดขึ้นอยู่ดี

ความยากจนอาจจะแก้ไขได้ด้วยชุดเครื่องมือ … ถ้าแต่
ความยากจนอาจจะแก้ไขได้ด้วยชุดเครื่องมือ … ถ้าแต่
ความยากจนอาจจะแก้ไขได้ด้วยชุดเครื่องมือ … ถ้าแต่
ความยากจนอาจจะแก้ไขได้ด้วยชุดเครื่องมือ … ถ้าแต่
ความยากจนอาจจะแก้ไขได้ด้วยชุดเครื่องมือ … ถ้าแต่

ย้อนกลับมาที่ความเชื่อส่วนตัวผมอีกที

ความยากจนอาจจะแก้ไขได้ด้วยชุดเครื่องมือ … “ใหม่ ๆ” ทุกชุดรวม ๆ กัน … ถ้ามนุษย์จำนวนนึง พร้อมใจแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และเชื่อมโยงทุกความคิด และการกระทำเข้ากันได้อย่างเป็นรูปธรรม
แต่ … เพียงแค่ตอนนี้ เรายังทำได้ไม่สำเร็จ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็เท่านั้น

Read Full Post »

หมายเหตุ : กระทู้นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากน้องจาจ้า และมีจุดมุ่งหมายเพื่อการแลกเปลี่ยนความคิดให้ในเรื่องใกล้ตัวของพวกเราที่ผ่านไปแล้วและกำลังจะต้องพบอีก อย่างการศึกษา ยังไงก็ช่วยดูแลกันด้วยนะครับ

เห็นน้องจาจ้าชวนคุยเรื่องการศึกษาก็เลยอยากสนับสนุน หาที่คุยเป็นที่เป็นทางให้ครับ ยังไงก็รบกวนน้องจาจ้าช่วยขับเคลื่อนกระทู้นี้ไปพร้อมกับพวกพี่ละกันนะครับ เป็นกระทู้เปิดเสนอประเด็นพูดคุยกันได้เต็มที่ครับ

ประเด็นอันแรกของน้องจาจ้า

“พูดถึงประสบการณ์…
ตอนนี้จ้าก้อกำลังจะขึ้นมอห้าแล้วหล่ะค่ะ
ที่ผ่านมาในชีวิตยังหาอะไรที่ตัวเองถนัดไม่ได้เลย
อีกปีสองปีก้อต้องสอบ Gat Pat แล้ว
และอีกสองสามปีก้อเข้ามหาลัยแล้ว ยังไม่รู้เลยจะเรียนอะไรดี

ถ้ายังไงพวกพี่ๆช่วยแนะนำจ้าด้วยล่ะกันน่ะค่ะ”

ประเด็นที่สอง

“แล้วในปัจจุบันนี้เด็กรุ่นควรเรียนพิเศษมากน้อยแค่ไหนค่ะ???
ที่ถามอย่างงี้เพราะจ้าเห็นพี่สาวจ้าเรียนพิเศษ วันล่ะ แปดชั่วโมง เจ็ดวันรวดเลยค่ะ”

ขอบคุณครับ

Vice Versa

Read Full Post »

recommendare

 

บทความเรื่อง  สิทธิในการรับบุตรบุญธรรม ของ ผู้มีรสนิยมร่วมเพศ

ในมุมมองกฎหมายฝรั่งเศส และกฎหมายสิทธิมนุษยชนยุโรป

 

โดย

ปาลีรัฐ ศรีวรรณพฤกษ์

พนักงานคดีปกครองระดับสี่

นบ. (เกียรตินิยมอันดับสอง) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นม. (กฎหมายเอกชนและธุรกิจ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Master 2 (Protection des droits fondamentaux en Europe) Université d’Auvergne 1 Clermont-Ferrand

 

ความมีดังนี้

 

สิทธิในการมีรสนิยมรักร่วมเพศ

 

เป็นสิทธิในข้อที่ว่าด้วยการใช้ชีวิตส่วนตัว หรือ droit de la vie privée ซึ่งได้รับการยอมรับตามมาตรา 8 แห่งปฎิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนยุโรป ในทางกฎหมายภายใน กฎหมายแพ่งของฝรั่งเศสได้วางหลักยอมรับการครองคู่กันของคู่รักร่วมเพศโดยการยอมรับสัญญาการอยู่ร่วมกัน โดยมีการจดทะเบียนที่เรียกว่า pact(1) ซี่งเป็นการยอมรับความมีอยู่ในสังคมและสิทธิต่างๆของคู่รักร่วมเพศไปแล้วในประการหนึ่ง แต่สำหรับสิทธิในเรื่องการรับบุตรบุญธรรมของผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศ(ชายโสดหรือหญิงโสดที่มีรสนิยมรักร่วมเพศ)หรือคู่รักร่วมเพศ(มีการอยู่กินกัน) นั้น ได้มีการถกเถียงกันมาอยู่เสมอ โดยอ้างถึงความ”ไม่พร้อม”ในเชิงจิตวิทยาของผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศหรือคู่รักร่วมเพศในการที่จะดูแลเด็กซึ่งควรจะมีทั้งบิดาและมารดาอันเป็นส่วนประกอบโดยทั่วไปของครอบครัว มิใช่มีเพียงมารดาสองคนหรือบิดาสองคน บทความจึงขอเสนอมุมมองทางกฎหมายของสิทธิในการรับบุตรบุญธรรมของคู่รักร่วมเพศในมุมมองกฎหมายฝรั่งเศสและกฎหมายสิทธิมนุษยชนยุโรป โดยจะแบ่งการพิจารณาออกเป็น 2 ส่วน คือ 

 

ส่วนที่หนึ่ง ความเดิมในประเด็นสิทธิในการรับบุตรบุญธรรมของคู่รักร่วมเพศในมุมมองกฎหมายฝรั่งเศส – ในส่วนนี้จะกล่าวถึง

 

(1) ประมวลกฎหมายแพ่งเกี่ยวกับสิทธิในการรับบุตรบุญธรรมของฝรั่งเศส และ

(2) คดี Fretté และการวางหลักของสภาแห่งรัฐ

 

ส่วนที่สอง สิทธิในการรับบุตรบุญธรรมของคู่รักร่วมเพศในมุมมองของกฎหมายสิทธิมนุษยชนยุโรปและในประเทศอื่นๆ – ในส่วนนี้จะกล่าวถึง

 

(1)  คำวินิจฉัยของศาลสิทธิมนุษยนชนยุโรปในคดี Fretté และในคดีล่าสุด

(2) สิทธิในการรับบุตรบุญธรรมของผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศในประเทศต่างๆ และ ข้อสังเกตโดยผู้ขียน

 

ส่วนที่หนึ่ง : ความเดิมในประเด็นการรับบุตรบุญธรรมของคู่รักร่วมเพศในมุมมองกฎหมายฝรั่งเศส


ในส่วนนี้จะแยกการพิจารณาออกไปสองประการคือ

 

(1)ประมวลกฎหมายแพ่งเกี่ยวกับสิทธิในการรับบุตรบุญธรรมของฝรั่งเศส

 

มาตรา 343 ของประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศส ได้วางหลักในเรื่องการรับบุตรบุญธรรมไว้ว่า
– ในกรณีคู่สมรส : เป็นคู่สมรสที่ไม่ได้แยกกันอยู่ มีการสมรสกันแล้วเป็นเวลา 2 ปีขึ้นไป หรือ คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอายุมากกว่า 28 ปี
– ในกรณีบุคคลที่ยังไม่มีการสมรส (คนโสด) : ต้องมีอายุ 28 ปีขึ้นไป

 

ในทางปฎิบัติ การรับบุตรบุญธรรมภายในประเทศ กล่าวคือ รับเด็กสัญชาติฝรั่งเศสจากองค์กรดูและเด็กต่างๆในประเทศเป็นเรื่องยุ่งยากมาพอสมควร เพราะกฎหมายฝรั่งเศสมีบทบัญญัติที่ค่อนข้างเข้มงวดกับมาตรการดังกล่าว รวมทั้งมีการตรวจสอบอย่างละเอียดซึ่งกินเวลาประมาณสามปีขึ้นไป คู่สมรสชาวฝรั่งเศสที่มีความประสงค์ในการรับบัตรบุญธรรมจึงเลือกที่จะไปติดต่อรับบุตรบุญธรรมต่างชาติมากกว่า

 

(2)คดี Fretté และการวางหลักของสภาแห่งรัฐ


ในเดือนตุลาคมปี 1991 นาย Fretté ได้ทำการยื่นคำร้องแสดงความจำนงขอรับบุตรบุญธรรมจากผู้อำนวยการศูนย์ความช่วยเหลือด้านสังคม เด็ก และ สุขภาพ (La direction de l’action sociale, de l’enfant et de la santé) ซึ่งขึ้นตรงกับจังหวัดปารีส (Département de Paris) ทางศูนย์ฯได้จัดให้นาย Fretté ตรวจสอบสภาพจิตในกรณีดังกล่าวและได้ผลออกมาว่า นาย Fretté เป็นบุคคลผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศ คำร้องแสดงความจำนงขอรับบุตรบุญธรรมดังกล่างจึงตกไป โดยทางศูนย์ฯ อ้างเหตุผลเรื่อง “การขาดหายไปซึ่งความเป็นมารดา” (l’absence du référence maternelle constante) ซึ่งถือเป็นข้อบกพร่องเพียงประการเดียวของนาย Fretté ผู้ซึ่งมีการศึกษาและมีรายได้ที่มั่นคง ตลอดจนมีความสามารถในการเลี้ยงดูและปลูกฝังบุตรบุญธรรมของตนในอนาคตให้เติบโตเป็นประชากรที่สมบูรณ์และมีคุณภาพของประเทศฝรั่งเศสได้

 

ในเดือนพฤษภาคม 1993 นาย Fretté ได้ยื่นคำร้องในรูปของการร้องเรียนภายในหรือ recours gracieux(2) ร้องเรียนในประเด็นดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งผลการพิจารณาในเดือนตุลาคมปีเดียวกันก็สรุปว่า ผู้ร้องมี “การเลือกใช้ชีวิต” หรือ choix de vie ที่ไม่มีเหตุผลในเพียงพอในการที่จะแสดงให้เห็นหลักประกันที่ไว้วางใจในด้านความสัมพันธ์ทางครอบครัว ทางการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอน และ ทางจิตวิทยาในการรับเลี้ยงดูบุตรบุญธรรม (3)

 

ในวันเดียวกันกับที่คำวินิจฉัยของการร้องเรียนภายในดังกล่าวมีขึ้น นาย Fretté ก็ได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการกระทำนอกอำนาจ (recours en excès de pouvoir) ต่อศาลปกครองแห่งปารีส เพื่อให้ศาลทำการยกเลิกเพิกถอนคำวินิจฉัยจากการร้องเรียนภายในดังกล่าว ต่อมาศาลปกครองได้มีคำพิพากษาลงวันที่ 25 มกราคม 1995 ยกเลิกเพิกถอนคำวินิจฉัยจากการร้องเรียนภายในตามที่นาย Fretté ร้องขอโดยศาลให้เหตุผลว่าคำปฎิเสธที่อ้างว่านาย Fretté มีความขาดหายไปทางความเป็นมารดาและจะก่อให้เกิดความสับสนและความยากลำบากในการดำเนินชีวิตต่อบุตรบุญธรรมในอนาคต นั้นเป็นเหตุผลที่ไม่เพียงพอในการปฎิเสธคำขอ แต่จังหวัดปารีส (Département de Paris) ก็ปฎิเสธไม่รับคำวินิจฉัยดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง นาย Fretté จึงยื่นอุทธรณ์ต่อสภาแห่งรัฐ

 

ตุลาการผู้แถลงคดี (Commissaire du Gouvernement) ในคดีนี้เห็นว่า ขณะนี้มีประเด็นต้องพิจารณาคือความเป็นมนุษย์และความชาญฉลาดทางด้านสติปัญญาของนาย Fretté นั้นไม่เพียงพอกับการที่จะรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมหรือไม่ ทั้งนี้ จากข้อเท็จจริงจะเห็นได้ว่านาย Fretté ไม่ได้มีข้อด้อยในเรื่องใดๆอันจะถูกหยิบยกมาปฎิเสธสิทธิในการร้องขอเลี้ยงดูบุตรบุญธรรมแต่ประการใด เว้นแต่เพียงกรณีที่เป็นผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศเท่านั้น ดังนั้น หากนาย Fretté พิสูจน์ได้ว่าการที่ตนมีรสนิยมรักร่วมเพศ ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเลี้ยงดูเด็กตามธรรมชาติแล้ว คำขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมก็จะไม่ได้รับการโต้แย้ง

 

ทั้งนี้ ตุลาการผู้แถลงคดีเห็นว่า การที่ Département de Paris ปฎิเสธคำขอของนาย Fretté นั้น เป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ

 

1.นับจากการปฎิรูปกฎหมายการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมโดย loi du 11 juillet 1966 จะเห็นได้ว่าฝ่ายนิติบัญญัติยอมรับการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมในกรณีผู้ยื่นคำขอเป็นชายโสดหรือหญิงโสดดังนั้น จากประเด็นนี้จะเห็นได้ว่า การที่ปฎิเสธชายรักร่วมเพศ ซึ่งมีสถานะทางกายภาพคือ”ชายโสด” จึงจะต้องอาศัยเหตุผลเดียวกับการปฎิเสธผู้ยื่นคำร้องที่มีสถานภาพเป็นโสดเป็นคำคัญ การอ้างเหตุการในการเป็นผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศ จึงถือเป็นเรื่องไม่ชอบด้วยกฎหมายและถือเป็นการเลือกปฎิบัติ และถือว่าเป็นการไม่เคารพสิทธิในการเลือกใช้ชีวิต หรือ choix de vie ของผู้ร้อง

 

 

2.สิทธิในการมีรสนิยมทางเพศ หรือ la vie sexuelle เป็นสิ่งที่ไม่ควรได้รับการปฎิเสธ เพราะสิทธิดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในสิทธิในการดำรงชีวิตที่ได้รับการรับรองโดยมาตรา 8 แห่งปฎิญญาสากลสิทธิมนุษยชนยุโรป และ มาตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศส และยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายภายในประเทศเองก็กำหนดไว้ชัดเจนว่า การเป็นบุคคลรักร่วมเพศถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรได้รับการเลือกปฎิบัติ

 

3.เมื่อพิจารณาจากคำวินิจฉัยของศาลยุติธรรมในประเด็นสิทธิในการดูแลบุตรของคู่สมรสที่มีการหย่าร้างจากประเด็นที่ฝ่ายใดมีรสนิยมรักร่วมเพศแล้ว จะเห็นว่าศาลยุติธรรมเองก็ยังไม่ได้ห้ามที่บิดาหรือมารดาที่มีรสนิยมรักร่วมเพศในการเข้าพบปะเยี่ยมเยียนหรือดูแลบุตรได้ ทั้งที่พิจารณาแล้วว่าการพบปะเยี่ยมเยียนดังกล่าวอาจจะทำให้เด็กเกิดความสับสนจากสภาพแวดล้อมในบ้านของมารดา หรือ เป็นอันตรายทางกายภาพในบ้านของบิดาซึ่งปัจจุบันใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับชายอีกคน(4) ยิ่งไปกว่านั้น บิดาที่มีความสัมพันธ์รักร่วมเพศแบบไม่ถูกต้องตามศีลธรรมและไม่ถูกต้องตามหลักการของความเป็นพ่อแม่ (relations homosexuelles immorales et incompatibles avec l’exercice de l’autorité parental) กลับไม่สามารถเข้าถึงสิทธิการในการพบปะเยี่ยมเยียนเด็ก(5) ในประเด็นเดียวกัน ศาลก็ได้ตัดสินว่าบิดาที่มีความฝักใฝ่ในด้านรักร่วมเพศ (moeur homosexuelle) นั้นเป็นอันตรายต่อสภาพจิตใจของเด็กในการใช้เวลาพักผ่อนตากอากาศด้วยกัน และถือเป็นเหตุร้ายแรงในการที่จะต้องปฎิเสธคำขอดังกล่าว(6) จึงจะเห็นได้ว่าผู้พิพากษาศาลยุติธรรมไม่ได้ปฎิเสธสิทธิของบิดามารดาที่มีรสนิยมรักร่วมเพศในการร้องขอสิทธิในการดูและหรือพบปะเยี่ยมเยียนบุตร กล่าวคือ ศาลไมได้เห็นว่าการที่บิดาหรือมารดาที่มีรสนิยมรักร่วมเพศเป็นประเด็นที่แสดงว่าบิดาหรือมารดาดังกล่าวไม่มีความสามารถในการดูแลบุตร แต่ศาลจะหยิบยกรสนิยมรักร่วมเพศดังกล่าวขึ้นมาถกเถียงในประเด็นประโยชน์ได้เสียของตัวเด็กเองและความเสี่ยงที่อาจจะส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรมและสภาพจิตใจที่ไม่พึงประสงค์เท่านั้น

 

แต่อย่างไรก็ดี จากข้อเท็จจริงทั้งสามประการที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จะเห็นได้ว่าการที่จังหวัดปารีสปฎิเสธไม่ยอมรับคำขอของนาย Fretté โดยอ้างว่านาย Fretté ไม่มีหลักประกันที่แน่นอนชัดเจนในการอบรมเลี้ยงดูเด็กนั้นไม่ถือเป็นการที่ฝ่ายปกครองสำคัญผิดในข้อเท็จจริงที่ฝ่ายปกครองนำมาเป็นเหตุในการออกคำสั่งทางปกครอง (erreur manifeste d’appréciation)(7) โดยมีเหตุผลประกอบดังนี้

 

1.สิทธิในการเลือกใช้ชีวิตและการเลือกรสนิยมทางเพศจะต้องไม่ขัดการใช้สิทธิของเด็ก (droit de l’enfant)

 

2.จากตัวอย่างข้อสังเกตของตุลาการผู้แถลงคดีตามข้อ 2 ที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องการร้องขอสิทธิในการดูแลหรือพบปะเยี่ยมเยียนบุตรของบิดาหรือมารดาที่มีรสนิยมรักร่วมเพศที่มีความเป็นบิดาหรือมารดาตามกฎหมายครอบครัวแต่แรก(แต่มีการหย่าร้างกันในภายหลัง) ซึ่งการหย่าร้างดังกล่าว ไม่ว่าจะมาจากเหตุที่บิดาหรือมารดาเป็นผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศหรือไม่ แต่การหย่าร้างในทุกกรณีย่อมไม่ควรถือเป็นเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดากับบุตรจะต้องขาดไป ดังนั้น ศาลจึงพยายามคุ้มครองความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดาและบุตรภายหลังการหย่าร้างเอาไว้ให้มากที่สุด

 

3. ในประเด็นที่ว่า เด็กอาจจะมีความเสี่ยงในการที่จะมีบุคลิกภาพที่เปลี่ยนแปลงไปอันสืบเนื่องมาจากการมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับผู้ใหญ่ที่ไม่สามารถสร้างรูปแบบการอยู่ร่วมกันแบบชายหญิง รวมไปถึงความยากลำบากในการแยกแยะระหว่างการสับสนทางจิต(psychiatre) และ การวิเคราะห์ทางจิต (psyanalyse) ยิ่งไปกว่านั้นบุตรบุญธรรมดังกล่าวจึงควรได้รับการเลี้ยงดูในครอบครัวที่มีความสัมพันธ์ในครอบครัวที่มั่นคงและยั่งยืน แตกต่างจากครอบครัวเดิมที่ตนจากมาซึ่งทำให้เกิดความเจ็บปวดทรมานทางจิตใจ ดังนั้น การอุปการะบุตรบุญธรรมจึงไม่ควรให้เด็กได้รับเงื่อนไขใดๆที่จะทำให้เด็กมีความอึดอัดหรือลำบากใจในการเข้ามาอยู่ในครอบครัวอุปการะ

 

จึงจะเห็นได้ว่า ในกรณีนี้เป็นการยากที่จะพิจารณาว่าสิทธิในการรับบุตรบุญธรรมของบุคคลผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศเป็นสิ่งที่ควรยอมรับหรือไม่ ทั้งนี้ หากพิจารณาถึงสิทธิของเด็กเอง (droit à l’enfant) ควบคู่ไปกับการเสียประโยชน์ที่เด็กอาจจะได้รับในอนาคตในด้านศีลธรรม (éthique) และสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นมากกว่าความถูกต้องตามกฎหมายในการรับรองสิทธิในกรณีดังกล่าวของบุคคลผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศ จึงเป็นหน้าที่ของตุลาการที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาประเด็นนี้อย่างเหมาะสมและถี่ถ้วนควบคู่ไปกับความเห็นชอบของสังคม

 

จากประเด็นดังกล่าวจึงสามารถตั้งข้อสังเกตประการที่ 4 ได้ว่า ปัญหาในการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมของผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศหรือคู่รักร่วมเพศเป็นปัญหาที่ยังไม่เคยได้รับการแก้ไขใดๆจากฝ่ายนิติบัญญัติ

 

5.อย่างไรก็ดีในกรณีนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า ขึ้นตอนในการรับบุตรบุญธรรมในกรณีทั่วไปจะสามารถละเลยหรือลดหย่อนได้ แต่การพิจารณาคดีว่าบุคคลผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศนั้นมีสิทธิในการร้องขอการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมหรือไม่นั้น เป็นเพียงขั้นตอนแรกในการรับรองสิทธิของผู้ร้องเท่านั้น ผู้ร้องต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆที่กฎหมายกำหนดไว้ในการรับบุตรบุญธรรมอย่างเคร่งครัด

 

จากกรณีสังเกตทั้ง 5 ประการสามารถทำให้ผู้ร้องเข้าใจไปได้ว่า สิทธิในการเลือกใช้ชีวิตของผู้ร้องเป็นอุปสรรคเพียงอย่างเดียวในการขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรม ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาในเรื่องจำนวนเด็กที่จะมาเป็นบุตรบุญธรรมมีจำนวนน้อยกว่าปริมาณคำขอในกรณีนี้ ยิ่งไปกว่านั้น การรับบุตรบุญธรรมในกรณีปกติ (หมายถึงกรณีคู่สมรสมชายหญิง) ก็ยังมีขั้นตอนยุ่งยากอยู่แล้ว เนื่องจากคู่สมรสที่มีความประสงค์จะขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมนั้นจะต้องมีการทดสอบในด้านต่างๆ โดยเฉพาะทางด้านจิตวิทยา รวมทั้งผ่านการตรวจสอบรายละเอียดในด้านอาชีพ ความสัมพันธ์ในครอบครัวและความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด ฯลฯ อย่างละเอียดและรวมแล้วเป็นระยะเวลาที่กินเวลานาน

 

ต่อมาสภาแห่งรัฐได้มีคำวินิจฉัยลงวันที่ 9 ตุลาคม 1996 ยกเลิกคำตัดสินของศาลปกครองแห่งปารีสและยกเลิกคำขอของผู้ร้อง โดยให้เหตุผลว่า นาย Fretté ไม่ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างเพียงพอว่าการเลือกใช้ชีวิตแบบรักร่วมเพศของเขาจะไม่มีผลกับสภาพแวดล้อม การเลี้ยงดู และสภาพจิตใจของเด็กในอนาคต ดังนั้น การปฎิเสธคำร้องดังกล่างของศาลปกครองแห่งปารีสโดยอ้างเหตุการขาดไปซึ่งความเป็นมารดาและมีความยากลำบากในการใช้ชีวิตของเด็กในอนาคตถือเป็นการอ้างเหตุผลที่ไม่ชอบ สภาแห่งรัฐจึงมีคำวินิจฉัยยกเลิกคำตัดสินของศาลปกครองแห่งปารีสและยกเลิกคำอุทธรณ์ของผู้ร้องในกรณีนี้

 

ส่วนที่สอง : สิทธิในการรับบุตรบุญธรรมของคู่รักร่วมเพศในมุมมองของกฎหมายสิทธิมนุษยชนยุโรปและในประเทศอื่นๆ


(1)คำวินิจฉัยของศาลสิทธิมนุษยนชนยุโรปในคดี Fretté และในคดีล่าสุด


ผู้ร้องที่ไม่พอใจจากการตัดสินของศาลภายในประเทศของตนสามารถยื่นคำร้องในกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเด็นต่างๆต่อศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปได้ สำหรับการยื่นฟ้องคดีในประเด็นดังกล่าว ผู้ร้องมักจะอ้างว่าตนถูกละเมิดสิทธิตามมาตรา 8 แห่งปฎิญญาฯ ที่บัญญัติคุ้มครองสิทธิส่วนตัว(สิทธิในการใช้ชีวิต)และสิทธิในครอบครัว จึงทำให้ตนควรได้รับความคุ้มครองสิทธิดังกล่าวตามมาตรา 14 ที่บัญญัติว่าการใช้บุลคลทุกคนสามารถใช้สิทธิต่างๆที่ปฎิญญาฯ คุ้มครองได้เท่าเทีมมกัน ดังที่ปรากฎในคดี Salguerio (Salgueiro da Silva Mouta c/ Portugal(8) ) ผู้ร้องอ้างว่าตนได้รับการปฎิบัติที่ไม่เป็นธรรมโดยมีเหตุมีจากรสนิยมทางเพศ ซึ่งขัดกับมาตรา 8(9) โดยผู้ร้องอ้างการคุ้มครองสิทธิตามมาตรา 14(10) จึงจะเห็นได้ว่าศาลเองก็จะพิจารณามาตรา 14 ขึ้นมาเป็นการเสริมสิทธิตามมาตรา 8 ของผู้ร้องในประเด็นนี้เสมอ หรือจะเป็นกรณีคดี Petrovic c/ Autriche(11) ศาลเองก็ได้วางหลักไว้ในประเด็นเดียวกัน

 

ในกรณีนาย Fretté นี้ ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปให้เหตุผลว่า สิทธิในการเคารพชีวิตส่วนตัวและสิทธิในการใช้ชีวิตครอบครัวนั้น มิได้หมายความถึงกรณีที่บุคคลที่มีสถานะภาพโสดจะมีสิทธิในการรับบุตรบุญธรรมเสมอไป ประเด็นในกรณีนี้คือการที่ผู้ร้องจะไม่ถูกปฎิเสธสิทธิในการรับบุตรบุญธรรมดังกล่าวโดยเหตุที่ตนมีรสนิยมรักร่วมเพศ แต่หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ร้องจะได้รับสิทธิในการรับบุตรบุญธรรมดังกล่าวเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดผลเสียแก่บุตรบุญธรรมในอนาคตไม่ว่าในกรณีใดๆ ศาลก็มีสิทธิจะปฎิเสธคำร้องของผู้ร้องในกรณีดังกล่าวได้ ดังนั้น เหตุที่นาย Fretté จะถูกปฎิเสธสิทธิในการรับบุตรบุญธรรมดังกล่าว จึงควรมาจากเหตุผลเดียวกับที่บุคคลที่มีสถานะภาพโสดได้รับปฎิเสธคำร้องในการขอรับบุตรบุญธรรม โดยอ้างถึงคุณภาพชีวิตและการอบรมสั่งสอนที่เด็กควรจะได้รับในอนาคต ทั้งนี้โดยวิเคราะห์จากสิทธิของเด็กเป็นสำคัญ

 

นอกจากนั้น ศาลสิทธิมนุษชนยุโรปยังได้วางหลักไว้ในกรณีนี้อีกว่า สิทธิในการเคารพชีวิตส่วนตัวและสิทธิในการใช้ชีวิตครอบครัว นั้น เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นเมื่อความเป็นครอบครัวได้เกิดขึ้นแล้ว แต่มิได้หมายความรวมถึงสิทธิในการที่จะพยามยามสร้างครอบครัว (ที่จะทำให้ได้รับสิทธิดังกล่าวมาภายหลัง)(12)

 

ศาลสิทธิมนุยชนยุโรปจึงมีความเห็นว่าคำตัดสินจากศาลภายในของประเทศฝรั่งเศสไม่ได้ทำการละเมิดสิทธิของผู้ร้องแต่อย่างใด

 

แต่อย่างไรก็ดีเมื่อเดือนมกราคมปี 2008 นี้ ศาลสิทธิมนุษชนยุโรปเองก็ได้มีคำวินิจฉัยว่าประเทศฝรั่งเศสมีคำตัดสินที่ละเมิดสิทธิมนุยชนของผู้ร้องขอรับบุตรบุญธรรมที่มีรสนิยมรักร่วมเพศ ในคดี E.B. (ซึ่งเป็นนามแฝงของผู้ร้องในคดีนี้ เนื่องจากผู้ร้องมีความประสงค์จะปิดบังชื่อตน) เป็นกรณีคล้ายกับนาย Fretté กล่าวคือเป็นกรณีที่ผู้ยื่นคำร้องขอรับบุตรบุญธรรมเป็นผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศ แต่ผู้ร้องในคดีนี้เป็นเพศหญิงอายุ 45 ปี ประกอบอาชีพเป็นอาจารย์โรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในเขต Jura ของฝรั่งเศส ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับจิตแพทย์หญิงอีกคนหนึ่งตั้งแต่ปี 1990 โดยคดี E.B. ได้รับเหตุผลในการปฎิเสธคำขอจากศาลภายในของฝรั่งเศสโดยอ้างเหตุผลการขาดไปซึ่งความเป็นบิดาและขาดไปซึ่งความดูแลเอาใจใส่ที่เพียงพอของคู่ชีวิตของผู้ร้อง ซึ่งในกรณีนี้ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป (ในการลงคะแนน 10 :7 เสียง) เห็นว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ได้เป็นอุปสรรคในการรับบุตรบุญธรรมแม้ผู้ร้องจะเป็นผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศก็ตาม ในคดีนี้ผู้ร้องได้ยื่นคำขอให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (La Fédération nationale des ligues des Droits de l’Homme) องค์การพิทักษ์สิทธิของเกย์และเลสเบียนแห่งยุโรป (the European Region of International Lesbien and Gay Association) สมาคมผู้ปกครองและผู้ปกครองในอนาคตเกย์และเลสเบี้ยน (l’Association des Parents et futurs parents Gays et Lesbiens)และ องค์การรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมของประเทศอังกฤษ (British Agencies for Adoption and Forestering) เข้ามาเป็นคู่กรณีฝ่ายที่สามด้วย

 

(2) สิทธิในการรับบุตรบุญธรรมของผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศในประเทศต่างๆ และ ข้อสังเกตโดยผู้ขียน


สิทธิในการรับบุตรบุญธรรมของผู้มีรสนิมรักร่วมเพศในยุโรปนั้น มีเพียงเก้าประเทศที่ยอมรับสิทธิดังกล่าว ได้แก่ เยอรมนี เบลเยี่ยม เดนมาร์ก เสปน ไอร์แลนด์ นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และสวีเดน

 

ประเทศสหรัฐอเมริกาได้วางหลักในคดีนี้คล้ายๆกับฝรั่งเศส กล่าวคือในคดี Palmore c. Sidoti วางหลักถึงการพิจารณาคดีดังกล่าวโดยคำนึงถึงประโยชน์ของเด็กที่จะเป็นบุตรบุญธรรมในอนาคตเป็นสำคัญ โดยสิทธิของการขอรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมในกรณีใดๆไม่ควรที่จะถูกจำกัดเนื่องจากเสรีภาพความเป็นมนุษย์และการอบรมเลี้ยงดู แต่ในทางด้านนิติบัญญัติได้มีกฎหมายของมลรัฐออกมาเพียงมลรัฐเดียวคือ มลรัฐฟลอริดา ที่มีบทบัญญัติห้ามผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศในการยื่นคำขอรับบัตรบุญธรรม

 

ประเทศแคนาดาได้ยอมรับสิทธิการรับของผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศในกรณีนี้ โดยอ้างจากพื้นฐานการยอมรับสิทธิของคนโสดในการรับบัตรบุญธรรม

 

สำหรับประเทศฝรั่งเศสเองผู้เขียนมีข้อสังเกตว่าบทบัญญัติในการรับบุตรบุญธรรมในกรณีบุคคลผู้มีสถานะภาพโสด นั้น เป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่มีขึ้นภายหลังการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง (จาก loi du 11 juillet 1966) ดังนั้น เจตนารมย์ของกฎหมายในขณะนั้นคือการพยายามแก้ปัญหาสังคมในการรับเลี้ยงดูเด็กกำพร้าจากสงคราม กฎหมายจึงเอื้ออำนวยความสะดวกโดยลดหย่อนความเข้มงวดในกรณีดังกล่าว ซึ่งเป็นคนละกรณีกับเหตุการณ์ในปัจจุบันซึ่งมีจำนวนเด็กกำพร้าภายในประเทศลดลงไปเป็นอันมาก แต่คำขอรับบุตรบุญธรรมกลับยังมีจำนวนมาก และกฎหมายที่เกี่ยวข้องเองก็ได้กำหนดขั้นตอนที่ยุ่งยากมากขึ้นในการขอรับบุตรบุญธรรม ดังนั้นการที่บุคคลที่มีสถานภาพโสด(โดยมิได้พิจารณาว่าเป็นผู้มีรสนิยมรักร่วมเพศหรือไม่)มายื่นคำร้องในการขอรับบุตรบุญธรรมในกรณีดังกล่าว ย่อมจะได้รับการพิจาณาที่ด้อยกว่าผู้ยื่นคำร้องที่เป็นคู่สามีภรรยา โดยมิพักต้องคำนึงถึงรสนิยมทางเพศของผู้ยื่นคำร้องแค่ประการใด แต่อย่างไรก็ดี ในคดี E.B. ที่ศาลสิทธิมนุยชนยุโรปได้วินิจฉัยว่าประเทศฝรั่งเศสทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกรณีดังกล่าวนั้น ก็น่าจะเป็นที่จับตามองกฎหมายภายในประเทศในกรณีนี้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในอนาคต

 

เชิงอรรถ

 

1.ดูรายละเอียดเพิ่มเติมของความสัมพันธ์ทางครอบครัวประเภทนี้และประเภทอื่นๆ ใน ปาลีรัฐ ศรีวรรณพฤกษ์, การอยู่ร่วมกันของบุคคลในความสัมพันธ์ในด้านครอบครัวตามกฎหมายฝรั่งเศส, ลงเผยแพร่ใน นานาสาระจากนักเรียนไทยในต่างแดน http://www.pub-law.net วันที่ 18 ตุลาคม 2547
2. Recours gracieux การร้องเรียนภายในฝ่ายปกครองด้วยวิธีการขอให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองที่ออกคำสั่งนั้นแก้ไขหรือเพิกถอนคำสั่งใหม่ด้วยตนเอง, คำแปลโดย นันทวัฒน์ บรมานันท์, คำอธิบายศัพท์กฎหมายมหาชน ฝรั่งเศส-ไทย, สำนักพิพม์วิญญูชน, 2548
3. ne semblaient pas de nature à presenter les guaranties suffisantes quand aux conditions d’accueil d’un enfant sur le plan familial, éducatif et pchychologique
4. CA Pau, 25 avril 1991, n°91-40734
5. CA Rennes, 27 sept. 1989, n° 89-48660
6. Cass. Civ I, 13 janvier 1988, n°86-17784
7. คำแปลโดย นันทวัฒน์ บรมานันท์
8. N°33290/96, CEDH 1999-IX
9. มาตรา 8 Toute personne a droit au respect de sa vie privée et familiale . (…) บุคคลทุกคนมีสิทธิในการยอมรับสิทธิส่วนตัวและสิทธิในครอบครัว
10. มาตรา 14 La jouissance des droits et libertés reconnus dans la (…) Convention doit être assurée, sans distinction, fondée notamment sur le sexe (…) การใช้สิทธิที่ปฎิญญารับรองนี้ เป็นกรณีการใช้ได้กับทุกคนโดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องเพศ…
11. CEDH 27 mars 1998
12. Marckx c/ Belgique 13 juin 1979 และ Abdulaziz, Cabales et Balkandali c/ Royaum-Uni 28 mai 1985

 

Read Full Post »

Older Posts »