Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for the ‘การบริหาร การจัดการ’ Category

อยากจะขอเล่าการทดลองที่ได้ยินมานานแล้วให้ทุกคนได้อ่านกัน เชื่อว่าหลายๆท่านคงจะเคยได้ยินมาแล้ว

การทดลองนี้ ว่ากันว่า เกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา เป็นการศึกษาพฤติกรรมลิงกลุ่มหนึ่ง รายละเอียดดังต่อไปนี้

มีลิงอยู่ 5 ตัว มันถูกจับให้ไปใช้ชีวิตอยู่ในกรงใหญ่ๆกรงหนึ่ง ภายในกรงนั้นมีบันไดสูงชันตั้งอยู่กลางกรง โดยที่ลิงแต่ละตัวก็ไม่รู้ว่าจะตั้งไว้ทำไม เราปล่อยให้ลิงได้ชีวิตอยู่ร่วมกันสักพักหนึ่งจนเริ่มคุ้นเคยกันและกัน

แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ได้มีใครเอากล้วยสุกๆหวีหนึ่งมาแขวนไว้เหนือบันไดกลางกรง ลิงทั้ง 5 เห็นดังนั้น จึงรีบปีนป่ายเพื่อเข้าไปแย่งชิงความเป็นเจ้าของกล้วยหวีนั้น

หารู้ไม่ กล้วยหวีนั้นมันมีกับดักซ่อนอยู่!!!

เมื่อลิงตัวหนึ่งขึ้นไปถึงชั้นบนสุดของบันไดได้สำเร็จ และพยายามจะดึงกล้วยออกจากเชือกที่ผูกอยู่นั้น ทันใดนั้นเอง ปรากฏว่าได้มีน้ำเย็นเฉียบจับใจถูกฉีดออกมาทั่วกรง ที่แท้เชือกนั้นถูกผูกติดอยู่กับสวิทซ์เปิดน้ำนั่นเอง

ลิงทั้ง 5 เมื่อได้โดนน้ำเย็นเฉียบฉีดใส่ก็พากันวิ่งเต้นเป็นจ้าละหวั่น หนาวสั่นไปทั้งร่างกาย จนกระทั่งน้ำเย็นหยุดลง…

ยัง!!! ยังไม่เข็ด มีลิงอีกตัวหนึ่งอยากลองดี ปีนขึ้นไปดึงกล้วยออกจากเชือกอีกครั้ง เหตุการณ์ซ้ำๆเกิดขึ้นอีกที ความหนาวเย็นปกคลุมทั่วกรงขัง

ในที่สุด ลิงทั้ง 5 ก็ไม่กล้าแม้แต่จะปีนขึ้นไปบนบันไดซักตัว คงจะเข็ดหลาบกันไปไม่น้อย

การทดลองยังดำเนินต่อไป…เขาจับลิงในกรงออกมา 1 ตัว หลังจากนั้นนำลิงตัว ใหม่ 1 ตัวเข้าไปแทนที่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็คือ ลิงตัวใหม่พอเห็นกล้วยที่แขวนอยู่ มันก็รีบพุ่งเข้าไปที่บันไดทันที แต่…เดี๋ยวก่อน น้ำเย็นไม่ได้ถูกฉีดออกมาแล้วครับ  นั่นเป็นเพราะลิงรุ่นพี่ทั้ง 4 เข้าไปรุมสกัมเจ้าลิงน้องใหม่อย่างสุดชีวิต

4 รุม 1 แบบนี้ เห็นทีลิงน้องใหม่ก็คงต้องยอมลิงรุ่นพี่ล่ะนะ ลิงน้องใหม่ก็เลยไม่คิดที่จะเข้าใกล้บันไดอีกด้วยความกลัวผสมความฉงนงงๆ

ยังครับ การทดลองยังไม่จบครับ เขาปล่อยให้ลิงอยู่อาศัยกันแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งเราจับเอาลิงรุ่นพี่อีก 1 ตัวออกมาจากกรง แล้วเอาลิง Gen 3 ใส่เข้าไปในกรงแทน เหตุการณ์เดิมๆเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง ลิงรุ่นพี่ทั้ง 3 เข้าไปรุมสกัมน้องใหม่ทันทีที่มันคิดจะปีนขึ้นบันได … อ่ะ ไม่สิ!!! นั่นมัน ลิงรุ่นน้อง Gen 2 เข้าไปร่วมวงกับลิงรุ่นพี่ด้วย!!! รับน้องใหม่กันสนุกเลยสิครับ

เขาทำการทดลองแบบนี้ไปเรื่อยๆ จับลิงเก่าออกมา เอาลิงตัวใหม่ใส่เข้าไป จนกลายเป็นลิงทุกตัวที่ไม่เคยสัมผัสประสบการณ์หนาวเย็นมาก่อนเลย

แต่…ไม่มีลิงตัวไหนเลยที่คิดจะปีนบันไดขึ่้นไปพิชิตกล้วยหวีนั้นเลยครับ!!!

เราหลงลืมอะไรบางอย่างไปหรือเปล่า?

เคยคิดทบทวนบ้างไหมว่า พฤติกรรมที่เราแสดงออก การกระทำที่ทำอยู่ทุกวัน กระบวนการการทำงานต่างๆของเรานั้น มันควรจะเป็นแบบนั้นแล้วจริงหรือ?

นี่เป็นกับดักทางจิตวิทยาครับ เรายึดถือกันตลอดมาว่า อะไรที่มีอยู่มาช้านานเป็นสิ่งที่ควรรักษาไว้และประพฤติปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน ตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด

แต่เด็กก็อาบน้ำร้อนมาตั้งแต่เด็กๆแล้วเหมือนกันแหละน่า อีกอย่าง ตามหลังผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่โดนหมากัดก็มีถมเถไป!!! … ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆทำให้เกิดนวัตกรรมขึ้นบนโลกใบนี้มาแล้วมากมายครับ

แต่อย่างไรก็ตาม …​ความคิดเก๋าๆเก่าๆก็เป็นตัวคอยพยุงหนุนหลังให้ก้าวไปด้วยความมั่นคงเช่นกัน

เราจึงควรต้องหาจุดที่ลงตัวระหว่าง “ความคิดใหม่ๆไฟแรงสูง”กับ”ความคิดเก่าๆเก๋าประสบการณ์” นำมาประยุกต์ผสมผสานเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดครับ

ลองทบทวนชีวิตของตัวเองดูครับ ว่าเรารู้แล้วหรือยังว่า ถ้าเกิดปีนขึ่้นไปดึงกล้วยแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น?

เพราะบางที เชือกที่ใช้แขวนกล้วย อาจไม่ได้ผูกติดกับสวิทซ์เปิดน้ำเย็นแล้วก็เป็นได้

@smileyKiD

โฆษณา

Read Full Post »

วันธรรมดาวันหนึ่งในเดือนพฤษภาคม 2552 หลังจากที่เมฆเริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่เช้า เหมือนจะเตือนให้คนกรุงอย่าลืมพกร่มออกมาจากบ้าน ตกบ่ายจากสีขาวทั่วฟ้าก็กลายเป็นสีเทาเข้มขึ้นๆ เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ฝกห่าใหญ่ก็มาเยือนกรุงเทพมหานคร กำหนดการที่กะว่าจะโบกรถแท็กซี่กลับบ้านตั้งแต่3-4ทุ่มก็เป็นอันต้องติดโรคเลื่อนไป (เลื่อนเพราะว่าเมฆตอนเช้าอุตส่าห์เตือนให้พกร่มแล้วแต่ผมไม่จำ!!! นั่นก็สมเหตุสมผลดีอยู่)

กลับมารอบใหม่ตอนเที่ยงคืน ห้านาที หลังจากที่เสียงฝน “ซู่วๆ” กลายเป็น “แหมะๆ”เบาๆ  ผมยืนโบกรถอยู่หน้าสภากาชาดไทย ฝั่งตรงข้ามาสภากาชาด รถแท็กซี่คันแรกมาจอดเทียบ หลังจากที่ยืนรออยู่สองสามนาที “ไปจรัญฯครับ” ผมบอกขณะที่เปิดประตูรถแท็กซี่   การส่ายหน้าคือคำตอบที่ได้รับกลับมาจากคนขับ …. ผมบอก “โอเค” แล้วก็ปิดประตูรถอย่างไร้อารมณ์

รออีกประมาณ4นาที คันต่อไปก็มา “ไปจรัญฯครับ” บทเดียวของผม…… “โอ๊ย….. ไปไม่ทัน” คนขับก็มีบทของเขา ….. “ปั่ก” ประตูปิดลง แต่ผมก็ยังยืนตากฝนปรอยๆอยู่เช่นเดิม

คันที่สามและที่สี่ที่เรียกก็ผ่านไป โดยไม่มีก้นผมอยู่บนเบาะ เหมือนเดิม เพราะแท็กซี่มิเตอร์ “ไอเลิฟฝรั่ง” ไม่ไป!!! ผมเริ่มหงุดหงิด และไม่เข้าใจว่าขับแท็กซี่มาจรัญฯได้เงิน 100บาทกลับบ้านมันแย่ยังไง อย่างไรเสีย แท็กซี่คือทางเลือกเดียวของผม เพราะตอนนี้มันจะเที่ยงคืนครึ่งแล้ว

ถนนตรงที่ผมเรียก คือถนนอังรีดูนังค์ ตรงข้ามสภากาชาดไทย ตรงไปเป็นสุรวงค์ เลี้ยวซ้ายแล้วเลี้ยวขวาแยกหน้าเป็นสีลม เมื่อนึกถึงสถานที่ตั้ง ผมก็นึกได้ว่า บางทีแท็กซี่ที่แวะจอดคุยกับผมกำลังมุ่งตรงไปสองถนนที่ไม่เคยหลับนี้ เพื่อรับนักเที่ยวกลับบ้านหรือโรงแรม บางทีทิปฝรั่งหรือทิปญี่ปุ่นอาจจะจูงใจพวกเขามากกว่าผม ว่าแล้วผมก็ย้ายฟากถนนไปฝั่งสภากาชาดไทย เพราะคิดว่าแท็กซี่ที่วิ่งบนถนนนี้ กำลังมุ่งหน้าไปทางเส้นสยาม พารากอน หรืออย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายไปที่สีลม-สุรวงค์ที่มีพวกชาวต่างชาติเยอะแยะ ตอนนี้เที่ยงคืนครึ่งแล้ว คงไม่ค่อยมีคนอยู่ ถึงมีพวกนี้ก็คือคนไทยที่ไม่ “ติ๊บ” เหมือนผมนั่นแหละ ว่าแล้วผมก็ย้ายฟาก ไปยื่นมือที่ฝั่งสภากาชาดไทยแทน

คันที่ห้ามาทอดเทียบข้างกายผม … “จรัญฯ”บทเดิมถูกกล่าวออกไป   คนขับนิ่งไปสามวินาที และ แท็กซี่ในกรุงเทพมหานคร คันที่ห้าในคืนนี้ของผม พยักหน้า หงึกๆ หมายถึงตกลง ผมกำลังจำได้กลับบ้าน เยสสส!!!

เมื่อเอนหลังลงบนรถแท็กซี่คันที่ห้านี้ ความสงสัยที่มันยังคุกกรุ่นอยู่ในใจผมก็โพล่งออกมาอย่างไม่อ้อมค้อม ….ผมเริ่มต้นด้วยว่า “เมื่อกี้ยืนเรียกไปสี่คัน ไม่มีใครไปเลย…..ทำไมเขาไม่รับผมหรือครับ” ความเงียบที่เข้ามาเป็นคำตอบ ผมก็ได้แต่นิ่งไปอีกครู่หนึ่ง

เดือนที่ผ่านมาผมซื้อหนังสือมาเล่มหนึ่ง ชื่อ “เศรษฐศาสตร์แห่งชีวิต* หรือ The Logic of Life” เขียนโดย พี่ Tim Harford ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมอ่านหนังสือเล่มนี้วันละสามสี่หน้า นิดๆหน่อยๆไปเรื่อยๆ (จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่จบ) ถึงแม้หนังสือเล่มนี้จะไม่ได้ประทับใจผมมากนัก แต่แนวคิดของผู้เขียนที่พยายามจะโน้มน้าวผู้อ่านว่า พฤติกรรมของคนในสังคมมีเหตุมีผลทั้งสิ้นนี้ ก็พอจะใช้ได้ในบางสถานการณ์……

ใช่!!! มันต้องมีเหตุผลสิ ว่าทำไมแท็กซี่พวกนั้นถึงไม่รับผม พวกเขาไม่ได้โง่แน่ ที่เลือกไม่รับผม มัน4คันติดๆกันเลยนะ ผมคิด (คันนี้ที่รับผมจะโง่มั้ยนะ ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นเลย) ผมก็เลยลองถามคนขับด้วยคำถามที่เจาะจงมากขึ้น “เขาไปรับพวกที่สีลมกันหรอครับ ถึงไม่รับผม” “ไม่ใช่หรอก พวกนั้นกว่าจะเลิกก็ตีสอง”เขาตอบ การลองครั้งที่สองได้ผล พี่คนขับแท็กซี่ก็เริ่มตอบมา ผมถามต่อ “หรือว่าไปส่งผมแล้วเขาจะกลับมารับลูกค้าตอนตีสองไม่ทัน” เขาถอนหายใจ“ทำไมจะไม่ทัน นี่มันเพิ่งเที่ยงคืน ครึ่ง ตีรถกลับมายังไงก็ทัน” ………….

เมื่อสองข้อนี้ไม่ใช่ สันนิษฐานก็เหลืออยู่อันเดียว คือ “หรือว่า ไปส่งผมแล้วมันหาคนกลับเข้ามาไม่ได้ ต้องวิ่งรถเปล่า” แท็กซี่บอก “อันนั้นมันก็ใช่ แต่…” ตอนนั้นรถกำลังผ่านหัวโค้ง ถนนอังรีดูนังค์เข้าเส้นพระรามหนึ่ง ตรงสยามสแควร์ เขตนั้นคือเขตปทุมวัน แต่ว่าผม ไปบางอ้อแล้ว!….

อ้ออออออออออออ! เสียงอุทานเกิดขึ้นในใจของผม หลังจากที่พี่คนขับ ชี้ให้ดูคนที่ยืนรอแท็กซี่อยู่ ภาพที่ผมเห็นคือ แม้เวลานี้จะเลยเที่ยงคืนมาแล้ว แต่คนที่ยืนรอรถอยู่หน้าสยามแสควร์มีไม่ต่ำกว่า สามสิบ-สี่สิบราย มากเกินวันธรรมดาปกติ ในขณะที่แท็กซี่เข้ารับก็เยอะ แต่ก็ยังมีไม่พอคนที่ยืนรอยู่ กุญแจสำคัญที่ทำให้ผมเรียกแท็กซี่ไม่ได้4คนติดกัน นั้นไม่ใช่เพราะว่า ผมอยู่ฝั่งที่กำลังจะไปสีลม และ ที่ผมได้กลับบ้านก็ไม่ใช่เพราะว่าผมย้ายตัวเองมาฝั่งตรงข้าม เรื่องเรียกแท็กซี่ตอนเที่ยงคืนครึ่งในประเด็นนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับทิปฝรั่งหรือทิปญี่ปุ่นที่สุรวงค์ โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ลูกค้าต่างประเทศน้อยลงไปถนัดตา และก็ ถูกเพียงแค่ส่วนเดียวตรงประเด็นที่ว่า เพราะว่าบ้านผมอยู่จรัญฯ แท็กซี่จึงไม่อยากไป หาลูกค้ากลับเข้าเมืองมายาก แต่ ประเด็นใหญ่ก็คือว่า วันนี้มันวันฝนตกหนักมาตั้งแต่เย็นเฟร้ยยยย!!!

ขณะที่แกชี้นิ้วออกไป พี่คนขับแท็กซี่แกบอกผมว่า  “ถ้าฝนไม่ตก ไม่มีหรอกแบบนี้”  ………… ผมมั่นใจแล้ว

เฮ้ย ตาTim (Harford)  นี่มันเรื่อง Demand-Supply ชัดๆ มีเหตุมีผลร้อยเปอร์เซ็นต์!

ถ้าวันนี้ฝนตกไม่หนักแต่เย็นแล้วเพิ่งจะมาปรอยๆเอาตอนนี้ ผมจะไม่ต้องรอแท็กซี่จนถึงคันที่ห้าอันนี้เป็นเรื่องจริงแน่นอน เอาล่ะ ลองมาดูสองสามสถานการณ์กันหน่อย 1.ถ้ามันปรอยๆมาโดยตลอดตั้งแต่เย็น ผมก็คงจะวืดแค่คันสองคัน 2.ถ้ามันตกหนัก แต่ปรอยมาก่อนที่ผมจะเรียกซักสองสามชั่วโมงผมก็อาจจะวืดไปสามถึงสี่คัน 3.ถ้ามันเพิ่งตกหนักตอนสี่ทุ่มครึ่งแล้วผมฝืนมายืนเรียก ผมคิดว่าผมน่าจะได้ตั้งแต่คันแรก

แต่ที่ต้องรอจนถึงคันที่ห้าก็เพราะว่า วันนี้เป็นวันฝนตกหนักแต่เย็น ทุกคนเลื่อนเวลากลับบ้าน ธรรมชาติของเราบอกกับเราว่า รอฝนซาแล้วค่อยกลับ เดี๋ยวเป็นหวัด+เปียก แน่นอน นี่คือแนวคิดร่วมของมนุษย์ หรืออย่างน้อยก็มนุษย์ในกทม. ดังนั้นเมื่อฝนซา คนจำนวนมาก ทั่วกรุงเทพมหานครจึงเดินออกมาจากที่หลบฝน เพื่อมุ่งหน้ากลับบ้าน เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดสภาวะDemandล้นในระยะสั้น และอำนาจต่อรองก็ตกไปอยู่กับผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการ อย่างคนขับแท็กซี่

สมมุติว่า คุณและครอบครัว ไปเยี่ยมคุณป้าที่บ้านท่าน ที่ลพบุรี สมาชิกที่ไปกับคุณมีพี่สาว กับ น้องชาย รวมคุณเป็นสามคน พอไปถึงบ้านคุณป้า พอดีคุณป้าเปิดร้ายขายเค้กอยู่ คุณป้าก็ให้ลูกน้องเอาเค้กมาให้คุณทั้งหมด 7ชิ้น แต่คุณมีกันแค่สามคน แถมยังกินข้าวมาก่อนแล้ว…..ถ้าหนึ่งในนั้น เป็นเค้กที่ดูเจ๋งมาก น่ากินสุดๆ และคุณเคยกินมันมาแล้วในร้านอื่น คุณจินตนาการว่ามันเป็นเค้กชั้นเยี่ยม เป็นคุณ คุณจะกินชิ้นไหนก่อนครับ… แน่นอน ก็ต้องเป็นเค้กที่ดูน่ากินที่สุด เทพที่สุด เพราะคุณกินได้แค่ประมาณชิ้นเดียวก็จะอิ่ม เช่นเดียวกัน ในกรณีของรถแท็กซี่ ถ้าผู้โดยสารฝรั่งแต่งตัวดี ไม่เคารพการต่อคิวคนไทยก่อนหน้า ผมคิดว่าเขาไม่น่าจะต้องรอนาน เขาคือ เค้กก้อนเทพในหมู่7ก้อน

โอเค ทีนี้สมมุติว่าคุณมือเร็วมาก คุณหยิบได้เค้กของคุณไปแล้ว อิ่มหนำใจ 6ก้อนที่เหลือ ดูน่ากินพอๆกัน พี่สาวกับน้องชายจะต้องทำอย่างไร…… ถ้าทำได้นะครับ พวกเขาจะไล่ชิมหน้าของเค้กแต่ละชนิด อย่างละนิดอย่างละหน่อย เพื่อดูว่ามันอร่อยถูกใจรึเปล่า ถ้าเป็นอันถูกใจเขาก็จะหยิบขึ้นมากิน คนขับก็เหมือนกัน ถ้าเขามีทางเลือกเยอะแยะ เขาจะยอมเสียเวลาเพิ่มอีก 5นาทีเพื่อหาผู้โดยสารที่อยู่บรรทัดทอง หรือ ประตูน้ำ มากกว่าผู้โดยสารที่อยู่จรัญฯ หรือ บางนา แล้ววนกลับมารับผู้โดยสารคนอื่นตรงในเมืองที่มีคนยืนรอแท็กซี่เพราะติดฝนมากมายอีก รายได้ที่เพิ่มขึ้นนี้ก็คือค่าความแตกต่างของความพอใจในความอร่อยบนเค้กแต่ละชิ้นครับ

ถ้าพี่สาวกับน้องชายของคุณทำตามที่กล่าวมาเขาจะได้เค้กชิ้นที่ดีที่สุดในหกชิ้นของตัวเองไป ในกรณีที่รสนิยมไม่ตรงกัน แต่ถ้าเกิดชอบเหมือนกันขึ้นมา ก็ต้องมีกฎอื่นเข้ามาเสริมอย่างเช่น ใครเร็วใครได้เป็นต้น

เอาล่ะ ทีนี้ ถ้าเราเพิ่มกฎเข้าไปขั้นที่หนึ่งเพื่อความสมจริงมากขึ้นอีกนิด เราก็ต้องสมมุติว่า พี่สาวกับน้องชายของคุณจะกลับมาเอาเค้กที่เคยชิมไปแล้วไม่ได้ คือทั้งสองคนจะถูกบังคับให้เลือกชิ้นที่พวกเขาคิดว่าดีพอเท่านั้น เช่น พี่สาวคุณชิมเค้กไป เบอร์ 1 2 3 แล้วรู้สึกว่าเบอร์3 อร่อยใช้ได้ เขาก็ต้องชั่งใจกับอีกสามก้อนที่เหลือว่าจะทิ้งเบอร์สามไปชิมอีกสามก้อนหรือไม่ ถ้าเขารู้สึกว่าพอใจมากพอและไม่ต้องการจะเสี่ยงอีก เหมือนแท็กซี่ที่วิ่งตรงผ่านไปแล้ว จะวนกลับมาอีกทีจะเสียเวลาและลูกค้าจะน้อยลงไป เขาก็จะเลือกชิ้นที่รู้สึกว่ายอมรับได้ก็พอ กรณีนั้น ผมเป็นตัวเลือกที่ไม่น่ายอมรับสำหรับ แท็กซี่4คันแรก และเป็นคนที่ยอมรับได้สำหรับคันที่ห้า ในทางการวิเคราะห์แบบนี้

แต่คุณอาจจะบอกว่า แท็กซี่คันข้างหน้าจะมีทางเลือกมากกว่าคันข้างหลัง 1คิว นั่นก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องถ้าเราสมมุติไปว่าไม่มีคนเข้ามาแทรกเพิ่ม แต่กฎการตัดสินใจก็ยังคงเหมือนเดิมคือ พี่สาวและน้องชายก็ไม่สามารถย้อนกลับไปเอาเค้กที่ชิมไปแล้ว ไม่ว่าใครจะเริ่มก่อนหลัง วิธีเลือกของคนทั้งสองคนคือ “ชิ้นที่ยอมรับได้”ครับ

แล้วทำอย่างไรผมจึงจะกลายเป็นชิ้นที่ยอมรับได้สำหรับคนทั้งสี่มากขึ้นล่ะเนี่ย ไว้มาคิดกันต่อตอนหน้านะครับ(เหนื่อย)

พี่คนขับอาจจะตัดสินใจตามแบบอย่างข้างบน หรือ เค้าอาจจะสงสารไอ้หนุ่มคนหนึ่งที่มีแค่แฟ้มพลาสติกเล็กๆปิดหัว ยืนหัวโด่เปลี่ยวๆมืดๆอยู่หน้ากาชาด เลยเลือกคนที่ยอมรับได้ขึ้นรถมาก็ได้ แน่นอน ในกรณีทั่วๆไป  ชิ้นที่ยอมรับได้ คือกุญแจสำคัญของการตัดสินใจของบุคคล แต่เกณฑ์ หรือน้ำหนักที่แต่ละปัจเจกใช้วัด อาจจะหนักเบาแตกต่างกันก็ได้ครับ

…….. ตอนจบของเรื่องสมมุติเรื่องนี้ คือ พี่สาวเจอเค้กที่เธอชอบมากในชินที่สี่ครับ แต่เธอก็รู้ว่า น้องชายเธอก็ชอบชิ้นนี้เหมือนกัน เธอจึงหันไปเลือกชิ้นที่ห้าแทน อร่อยน้อยลงแต่คงอิ่มใจมากกว่า ….. สังคมจะน่าอยู่ถ้าเรามี แยมสตอบอรี่แห่งความเห็นใจ หรือ น้ำกะทิแห่งความกรุณากันบ้างในเกณฑ์การเลือกของหวานแต่ละชิ้นนะครับ

ตอนแรกก็ขอจบแต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ

ปล. ยินดีรับความเห็นทุกท่านครับ

สุดท้ายต้องบอกว่าขอบังอาจเขียนเรื่องมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ ในชีวิตประจำวัน ในขณะที่เว็บนี้ก็มีกูรูด้านนี้อยู่แล้วอย่างน้อยก็สองคนนะครับ ไม่รู้ว่าไปแหย่หนวดเสือเข้ารึเปล่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
NOTE:

(*)The Logic of Life ของ Tim Harford ถูกแปลโดย คุณ สฤณี อาชวานันทกุล ครับ

Read Full Post »

recommendare

 

บทสรุปจากบทความเรื่อง “The Secret Sins of Economics”

 

โดย

Deirdre Nansen McCloskey

Distinguished Professor of Economics, History, English, and Communication
University of Illinois at Chicago

Professor of Social Thought
Academia Vitae, Deventer, NL

Professor Extraordinary, Department of Economics, University of the Free State, Bloemfontein, South Africa

 

ความมีดังนี้

 

What’s sinful about economics is not what the average anthropologist or historian or journalist thinks. From the outside the dismal science seems obviouslysinful, if irritatingly influential. But the obvious sins are not all that terrible; or, if terrible, they are committed anyway by everybody else. It is actually two particular, non- obvious, and unusual sins, two secret ones, that cripple the scientific enterprise-in economics and in a few other fields nowadays (like psychology and political science and medical science and population biology).

 

Yet a sympathetic critic who says these things and wishes that her own beloved economics would grow up and start focusing all its energies on doing proper science (the way physics or geology or anthropology or history or certain parts of literary criticism do it) finds herself sadly misunderstood. The commonplace and venial sins block scrutiny of the bizarre and mortal ones. Pity the poor sympathetic critic, construed regularly to be making this or that Idiot’s Critique: “Oh, I see. You’re one of those airy humanists who just can’t standto think of numbers or mathematics.” Or, “Oh, I see. When you say economics is ‘rhetorical’ you want economists to write more warmly.” I tell you it’s maddening. The sympathetic critic, herself an economist, even a Chicago-School econo- mist, slowly during twenty years of groping came to recognize the ubiquity of the Two Secret Sins of Economics (in the end they are one, deriving from pride, as all sins do). She has developed helpful suggestions for redeeming economics from sin. And yet no one-not the anthropologist or English professor or others from the outside certainly, but least of all the economist or medical scientist-grasps her point, or acts on it.

 

เอกสารฉบับเต็ม  ขนาด  32  หน้า  156  Kb.

Read Full Post »

 

recommendare

 

บทความเรื่อง  งบประมาณเพิ่มเติมปี 2552 ใครว่าไม่น่าห่วง?

 

โดย

ศาสตราจารย์ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ 

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ตีพิมพ์  25  กุมภาพันธ์  2552

 

ความมีดังนี้

 

งบประมาณเพิ่มเติม หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า งบประมาณกลางปี เสนอโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว (เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2552) ขั้นตอนที่เหลือคือ การประกาศเป็นกฎหมายและการเบิกจ่ายงบประมาณออกจากคลังแผ่นดิน

 

กว่าเม็ดเงินจะผ่านส่วนราชการลงไปในระบบเศรษฐกิจก็คงหลังเดือนเมษายนเป็นต้นไป 

 

สื่อมวลชนและคนทั่วไปอาจจะมองว่า “ผ่านไปแล้ว” จึงติดใจและไม่เป็นข้อพิจารณาต่อไป

 

บทความนี้ขอมองต่างมุม ความจริงเรื่องนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะการเบิกจ่ายและกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นยังเป็นหัวข้อน่าติดตามและศึกษาวิจัย (อย่างเอาจริงเอาจัง) ว่า มาตรการการใช้จ่ายภาครัฐในครั้งนี้ จะบรรลุเป้าหมายกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงใด? และประสิทธิภาพของการใช้จ่ายเป็นอย่างไร 

 

บทความนี้โปรยหัว ใครว่าไม่น่าห่วง ก็เพื่อจะสื่อความห่วงใยบางประการดังจะอภิปรายต่อไปนี้

 

ข้อห่วงใยหนึ่ง ความเสี่ยงต่อการขาดวินัยทางการคลัง คงจะต้องไม่ลืมว่า การจัดงบครั้งนี้เป็นการเพิ่มเติมจากงบประมาณแผ่นดินประจำปี 2552 ซึ่งขาดดุลอยู่ก่อนหน้าแล้วในรัฐบาลสมัคร ประมาณ 250,000 ล้านบาท (จากวงเงินรายจ่าย 1.835 ล้านล้านบาท และรายรับตามประมาณการเท่ากับ 1.585 ล้านล้านบาท) เมื่อบวกกับรายจ่ายเพิ่มเติม 0.116 ล้านล้านบาท โดยไม่มีรายได้เพิ่ม ดังนั้น การขาดดุลในปีงบประมาณ 2552 จึงต้องเกินกว่า 350,000 ล้านบาท ซึ่งน่าจะป็นวงเงินขาดดุลสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ 

 

ยิ่งถ้าหากคิดกันว่า รายได้ที่จะจัดเก็บจริงต่ำกว่าเป้าหมาย ยอดการขาดดุลอาจจะเกินกว่าร้อยละ 20 ของงบฯรายจ่ายฯ ซึ่งจะเป็นการละเมิดวินัยทางการคลังที่สู้อุตส่าห์รักษากันมาเป็นเวลายาวนานห้าสิบปี (ตั้งแต่มี พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 และการจัดตั้งสำนักงบประมาณโดยแยกออกมาจากกระทรวงการคลัง ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นผู้อำนวยการสำนักงบประมาณคนแรก หรือโอกาสนี้จะเป็นการขาดวินัยการคลังฉลอง 50 ปี สำนักงบประมาณ?)

 

อันที่จริงการทำงบประมาณกลางปี ไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายรัฐบาลในอดีตก็เคยจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน เช่น การจัดทำงบประมาณกลางปีในปี 2545 นั้นเนื่องการจัดเก็บรายได้สูงกว่าที่ประมาณการเอาไว้ ดังนั้น การเพิ่มรายจ่ายก็มีเหตุผลสมควร ไม่เพิ่มการขาดดุล และรัฐบาลก็ไม่มีความจำเป็นต้องหาไฟแนนซ์เพิ่มเติม 

 

สถานการณ์ในปี 2552 นั้นแตกต่างไปจากปี 2545 เหตุผลประการสำคัญคือ รัฐบาลอ้างว่ามีความจำเป็นต้องใช้กระตุ้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อรองรับการตกงาน และการว่างงาน (ของเยาวชนที่ถึงวัยแรงงาน) ซึ่งคาดกันว่ารวมกันอาจจะเป็นหลักล้านคน เช่นเดียวกับหลายๆประเทศทั่วโลก ซึ่งก็รับฟังได้ 

 

แต่นั่นมิได้หมายความว่า งบประมาณกลางปีกว่าหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นล้านบาท เหมาะสมแล้ว

 

เราอาจจะต้องช่วยกันพิจารณาว่ามีเหตุผลสมจริงปานใด เส้นแบ่งระหว่างเหตุผล “กระตุ้นเศรษฐกิจ” กับเหตุผล “นโยบายประชานิยม” ไม่ชัดเจนเท่าใดนัก 

 

ในทรรศนะของผู้เขียน ความรู้สึกห่วงใยจะลดลงไปอย่างมาก ถ้าหากงบฯรายจ่ายกลางปีจะอยู่ในวงเงินประมาณ 50,000 ล้านบาท (พร้อมกับสนับสนุนอย่างจริงใจ) โดยนำรายจ่ายส่วนใหญ่นำใช้กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการจ้างงาน ด้วยโปรแกรม workfare ทำให้เม็ดเงินลงถึงมือของคนตกงานและคนยากจนทั้งในเขตเมืองและชนบท

 

เอกสารงบประมาณเพิ่มเติม ระบุการใช้จ่ายเงินออกไปตามส่วนราชการต่างๆ ซึ่งไม่มีความชัดเจนว่าเป็นรายจ่ายเพื่อกระตุ้นการจ้างงาน จึงเป็นที่น่ากังขาว่า มีรายจ่าย (spending) จริง แต่ว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ (stimulus) หรือไม่ยังเป็นข้อสงสัย

 

รายจ่าย 2,000 พันบาทต่อหัวที่รัฐบาลจะ “แจก” ให้กับผู้ใช้แรงงานที่มีรายได้น้อย (ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน) เป็นข้ออภิปรายที่หลายฝ่ายแสดงความไม่เห็นด้วย 

 

ข้ออ้างคือจะทำให้ผู้ใช้แรงงานจำนวนหลายล้านคนมีรายได้เพิ่มขึ้น และนำไปใช้จ่ายบริโภคเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ…

 

แต่ข้อเท็จจริงนั้น จะเป็นอย่างไรไม่มีใครทราบอย่างแน่นอนจนกว่าจะทดสอบเชิงประจักษ์

 

เช่นภายใน 3 เดือนให้หลังจากเม็ดเงินออกจากคลังไปแล้ว ในภาษาเศรษฐศาสตร์ถือว่าเป็น windfall income, transitory income ทำนองว่าเป็น “เงินที่ตกมาจากฟากฟ้า” เหมือนกับว่า เราเดินไปตามถนนแล้วโชคดีเห็นแบงก์พันบาท 2 ใบตกอยู่ตรงหน้า โดยไม่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของ จึงเก็บใส่กระเป๋าแล้ววางแผนว่าจะทำอย่างไรดี? บุคคลนี้จะรีบใช้จ่ายบริโภคออกไปทั้งหมด? หรือว่าเก็บออมไว้ก่อน? บางคนอาจจะชวนเพื่อนออกไปดื่มฉลอง (สุราเมรัย “จงอย่าทำ เพราะว่า สสส. เตือนว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพ”) 

 

ปรมาจารย์เศรษฐศาสตร์ มิลตัน ฟรีดแมน เคยศึกษาพฤติกรรมของรายได้และการบริโภค ที่เรียกว่า transitory income และ transitory consumption เอาไว้ พร้อมกับความเห็นว่า ไม่แน่ไม่นอน ไม่มีสหสัมพันธ์ที่คาดหวังได้

 

ผู้เขียนออกจะเห็นคล้อยตามทฤษฎีของฟรีดแมน ยิ่งถ้านำใช้ทฤษฎีการคาดคะเนอย่างสมเหตุสมผล (rational expectation theory) ก็ต้องเอาว่า ผู้ใช้แรงงานยิ่งจะต้องตระหนักว่า “อาจจะถูกปลดออกจากงาน” ในวันใดวันหนึ่ง ดังนั้น จะต้องยิ่งเก็บเงินไว้รองรับสถานการณ์ที่ไม่แน่ไม่นอน ประยุกต์มโนทัศน์ของอีกทฤษฎีหนึ่งที่อ้างว่า การตัดสินใจของคนเรานั้นอิงความเคยชินหรืออิงพฤติกรรมของเพื่อนๆ หรือคนใกล้ชิด (norm-based behavior)… ก็ในเมื่อคนอื่นๆ ต่างพากันระวังตัวรัดเข็มขัดกันทั้งนั้น ก็น่าจะเชื่อได้ว่าเงินที่ได้มาแบบลาภลอย 2,000 บาท จะไม่ถูกนำมาใช้จ่ายเป็นส่วนใหญ่

 

ตีเสียว่าถ้าแรงงานใช้จ่ายออกไปเพียง 10%-20% มาตรการของรัฐบาลที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำในครั้งนี้ มีความเสี่ยงที่จะ “แป๊ก” สูงทีเดียว 

 

แต่ว่าเรื่องนี้เถียงกันไปก็ไลฟ์บอย?.

 

ทางที่ดีกว่า คือสมควรให้มีการวิจัยเชิงประจักษ์ แต่ถ้าจะทำจริงๆขอให้เลือกสถาบันวิจัยที่เป็นกลางดำเนินการ (เชื่อใจใน สกว.) ไหนๆรัฐบาลก็จ่ายออกไปตั้งแสนล้านแล้ว จะไปเสียดมเสียดายสตางค์อะไรกับเงินวิจัยประเมินที่มีคุณภาพดี (งบประมาณที่จะจ้างนักศึกษาออกไปสำรวจความคิดเห็นก็เป็นหนึ่งในของการใช้จ่ายที่กระตุ้นเศรษฐกิจ ยังมีค่าใช้จ่ายค่าโดยสารและค่าเบี้ยเลี้ยงประจำวัน ซึ่งดูอย่างไงเป็นมาตรการ stimulus)ข้อห่วงใยที่สอง ความเสี่ยงต่อการใช้จ่ายที่ด้อยประสิทธิภาพของส่วนราชการ ต้องยอมรับว่าการจัดทำงบประมาณกลางปีมักจะดำเนินการอย่างเร่งรีบ ทันทีที่รัฐบาลส่งสัญญาณว่าจะจ่ายเพิ่มขึ้น ส่วนราชการต่างเร่งกันทำข้อเสนอโครงการเพื่อจะได้รับงบกลางปี

 

ข้อเสนอโครงการสมมติว่ามีจำนวน 100 โครงการ มีส่วนหนึ่งที่เข้าท่า/ตรงประเด็น แต่อีกจำนวนหนึ่ง “ไม่ได้ความ” ในตำราเศรษฐศาสตร์การคลังมีคำสอนหนึ่งที่เรียกว่า flypaper effect อธิบายการให้เงินอุดหนุนของรัฐ ซึ่งสรุปความได้ว่า (เงิน) เป็นเสมือนกระดาษล่อแมลงวัน มองว่า รัฐบาลเป็นนาย (principal) ส่วนหน่วยราชการนั้นเป็นบ่าว (agents) ทฤษฎีการบริหารจัดการยุคใหม่สอนให้เข้าใจว่า นายเป็น “นาย” ก็จริงอยู่ แต่ว่าบ่าวอาจจะ “หลอกนาย” ได้ โดยอาศัยว่ารัฐบาลไม่รู้ข้อมูลสนเทศมากเท่ากับหน่วยราชการ นำเสนอข้อมูลเฉพาะส่วนที่ดี ส่วนที่ด้อยประสิทธิภาพนั้น ส่วนราชการปิดบังเอาไว้หรือไม่นำเสนอ 

 

มาตรการใช้จ่ายของภาครัฐนั้น การจะหวังผลลัพธ์ประสิทธิภาพทั้ง 100% คงเป็นเรื่องยาก 

 

แต่เราคงจะยอมรับไม่ได้ ถ้าหากว่าความด้อยประสิทธิภาพสูงเกินไป (เกินกว่าระดับหนึ่ง ที่คนส่วนใหญ่เห็นร่วมกัน)

 

ทางที่ดี รัฐบาล และ สภานิติบัญญัติจะต้องหา “ตัวช่วย” กล่าวคือสถาบันเป็นกลางและมีหลักวิชาการ บวกกับการระดมคนที่มีความรู้ใน “ภาคประชาสังคม” ที่สนใจเฝ้าติดตามรายจ่ายและการทำงานของภาครัฐ จึงเสนอให้ “เอาจริงเอาจังว่ากับการประเมิน”

 

ถ้าหากเราติดตามได้ว่ารายจ่ายงบประมาณกลางปี 2552 ดำเนินการอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ก็จะหน้าตาของประเทศ และเป็นการพัฒนาเชิงสถาบันที่น่าชื่นชม และประชาสัมพันธ์ปากต่อปาก

 

ข้อห่วงใยที่สาม สถานการณ์ของเงินคลังและการกู้ยืม สถานการณ์คลังในกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2552 นี้ พบว่า เงินคงคลังประมาณ 5 หมื่นล้านในขณะนี้ ลดลงจากสถานการณ์ตามปกติ (1-2 แสนล้าน) 

 

และข่าวในสื่อมวลชนระบุว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลังได้ออกไปเจรจากับต่างประเทศ (เช่น ญี่ปุ่น) เพื่อขอกู้ยืมเงินมาเสริมสภาพคล่อง พร้อมกับเชิญชวนให้นักลงทุนต่างประเทศ “เชื่อมั่นประเทศไทย”… ส่งอีกสัญญาณหนึ่งที่น่าเป็นห่วง

 

ถ้าหากสถานการณ์การคลังไม่มีปัญหารุนแรง คงไม่มีความจำเป็นต้องเร่หาแหล่งเงินกู้ และน่าจะตรวจสอบกับอดีต (เงินกู้มิยาซาวาที่ดำเนินการโดยรัฐบาลขณะนั้น ได้ผลเพียงใด?) และอาจจะเกิดการทำงานแบบขัดแย้งกัน กล่าวคือ ในทางหนึ่งรัฐบาลบอกให้จ่ายเงินออกไป

 

แต่งานการคลังในภาคปฏิบัติอาจจะทำตรงกันข้าม คือ “ดึง” ให้เงินอยู่ในคงคลัง ไม่ให้น้อยกว่าระดับที่เชื่อมั่น

 

สรุปว่าเรื่องนี้ต้องดูละเอียด เพราะปากพูดอย่างการกระทำอีกอย่างหนึ่ง การส่งสัญญาณที่ไม่สมจริงหรือฟังดูขัดแย้งกันก็อาจจะไม่ได้ผลหรือว่าไม่ศักดิ์สิทธิ์ 

 

ในทรรศนะของผู้เขียน ถ้าหากว่ารัฐบาลไทยมีความจำเป็นต้องกู้ยืมมาเสริมเงินคงคลัง การออกพันธบัตรภายในประเทศน่าจะเป็นหนทางเลือกที่ดีกว่า เพราะว่าไม่มีปัญหาขาดสภาพคล่องในสถาบันการเงินของไทย และคนที่มีกำลังซื้อพันธบัตรก็มีอยู่จำนวนมาก

 

ดอกเบี้ยที่รัฐบาลจ่ายสำหรับผู้ถือพันธบัตรคนไทยก็ยังเป็นรายได้ของคนไทยและหมุนเวียนในประเทศ (ต่างกับการกู้ยืมจากต่างประเทศ ดอกเบี้ยจะกลายเป็นเงินโอนออกนอกประเทศ)

 

ยกเว้นเสียแต่ว่ารัฐบาลมีความจำเป็นจะต้องเพิ่มสำรองเงินตราระหว่างประเทศ ซึ่งจากข่าวคราวและข้อมูลก็ไม่น่าจะใช่อย่างนั้น 

 

งบประมาณกลางปี 2552 ผ่านการตัดสินใจของฝ่ายการเมืองไปแล้วก็จริงอยู่ แต่ว่าเรื่องราวยังไม่จบสิ้น ความจริงยังเป็นแค่เริ่มต้นเท่านั้น ในไม่ช้าก็จะถึงเวลาของภาคปฏิบัติ

 

กล่าวคือเงินผ่านมือกรมบัญชีกลางลงไปยังส่วนราชการและส่งต่อไปยังประชาชน

 

เรื่องนี้ต้องย้ำว่าการกำกับและติดตามให้รายจ่ายงบประมาณมีประสิทธิภาพและสมประสงค์ตามเป้าหมายนั้น อาจจะสำคัญยิ่งไปกว่าขั้นตอนอนุมัติวงเงิน

 

งบประมาณกลางปี 2552 เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญยิ่ง

 

เดิมพันครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก

 

ในฐานะนักเรียนเศรษฐศาสตร์ก็อดวิเคราะห์และแสดงความห่วงใยไม่ได้ พร้อมกับลุ้นให้สภานิติบัญญัติ/สถาบันวิชาการต่างๆและภาคประชาชนร่วมกันประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพของการใช้จ่ายเงินของส่วนราชการอย่างเอาจริงเอาจัง…

 

ขอเพียงให้เป็นหน่วยงานกลางและไม่สังกัดราชการทำหน้าที่ประเมิน หลายหน่วยงานทำการประเมินก็ได้ ยิ่งดี

 

Read Full Post »

นโยบายเศรษฐกิจ 2009 ของ เกาหลีใต้

recommendare

 

สรุป

นโยบายเศรษฐกิจของประเทศเกาหลีใต้  ปี  พ.ศ. 2552

กับ  การรับมือภาวะถดถอยเศรษฐกิจโลก

 

ความมีดังนี้

 

 

1. มาตรการระยะสั้นเพื่อรักษาระดับการว่างงาน

 

รักษาเสถียรภาพภาคการเงินและตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ลดอัตราดอกเบี้ย  เพิ่มสภาพคล่องในตลาดเงิน สนับสนุนการเงินแก่ผู้ส่งออก/นําเข้า  


สนับสนุน Korea Ex-Im Bank ในการรับประกันและค้ําประกันการส่งออกแก่ผู้ส่งออก  

 

เร่งการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อการลงทุนจํานวนร้อยละ 60 ในครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ เพิ่มการสนับสนุนทางการเงินแก่ภูมิภาค โดยเร่งการใช้จ่ายของภาครัฐ ปรับปรุงระบบการเบิกจ่ายเงินงบประมาณใหม่ให้สะดวกยิ่งขึ้น   

 

ใช้เงินงบประมาณกระตุ้นการจ้างงาน รักษาระดับการจ้างงาน สร้างงานใหม่รับเด็กเพิ่งจบการศึกษาเข้าฝากงานมากขึ้น ทั้ง SMEs และงานในภาครัฐ รวมทั้งจ่ายเงินอุดหนุนแก่เอกชนเพื่อให้มีการจ้างงานต่อไป  

 

เสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบเครือข่ายทางสังคมและเศรษฐกิจ (Economic and Social Safety Net) ให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มผู้ยากจนใหม่ (new poverties) และผู้มีรายได้ต่ําที่ได้รับผลกระทบจากการหดตัวของเศรษฐกิจ    


บรรเทาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วนแก่ผู้มีปัญหาที่อยู่อาศัย หรือผู้ด้อยโอกาสที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ 

 

ให้การศึกษาและสวัสดิการทางสังคมที่ดีขึ้น โดยเพิ่มเงินช่วยเหลือแก่โรงเรียนเพื่อช่วยเหลือเด็กนักเรียน รวมทั้งนักศึกษามหาวิทยาลัย ที่พ่อแม่มีรายได้ต่ํา   

 

เพิ่มวงเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) และค้ําประกันแก่ชาวนา ชาวประมง SMEs รวมทั้ง ขยายโควต้าการลดอัตราภาษีศุลกากรสําหรับการนําเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ได้แก่  ปุ๋ย เคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร แป้ง อาหารสัตว์  ก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น 


ปรับปรุงกฎหมายนิติบุคคลเพื่อจูงใจให้มีการจ้างงานมากขึ้น 

 

2. นโยบายสําหรับอนาคต  

 

ปรับปรุงโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคการเงินและภาคเอกชน ให้การช่วยเหลือธนาคารพาณิชย์ในการเพิ่มทุน เพิ่มสภาพคล่องแก่ภาคเอกชน 

 

สนับสนุนธนาคารพาณิชย์แก่ปัญหาสภาพคล่องเอง โดยการเพิ่มทุน การชะลอการจ่ายเงินปันผล รวมทั้งการออกหุ้นกู้เพื่อระดมเงินทุนเอง 

 

สนับสนุนธนาคารพาณิชย์แก้ปัญหาหนี้เสียผ่าน Korea Asset Management Corp. 

 

แก้กฎหมายล้มละลายให้มีความคล่องตัว เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและการปรับโครงสร้างของเอกชนมากขึ้น   

 

พัฒนาผู้นํารุ่นใหม่ (Global young adult leadership program) จํานวน 100,000 คน เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต เมื่อเศรษฐกิจฟนตัว 

 

ส่งเสริมการสร้าง Green growth infrastructure    

 

ปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างแรงงานและภาคอุตสาหกรรม ลดกฎระเบียบการจ้างงานพนักงานชั่วคราว

 

ปรับปรุงค่าจ้างขั้นต่ํา โดยจะมีการแก้กฎหมายค่าจ้างเพื่อเพิ่มโอกาสการจ้างงานมากขึ้นในอัตราค่าจ้างที่เหมาะสม   

 

ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิรูป National Agricultural Cooperative Federation และ National Federation of Fisheries Cooperatives  


ส่งเสริมการเป็นผู้นําในเวที G-20  และการจัดทําเขตการค้าเสรี 

 

 3. มาตรการเพิ่มศักยภาพและฟนฟูเศรษฐกิจ

 

สนับสนุนอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยี่สมัยใหม่ การวิจัยและพัฒนา 

 

ศึกษาค้นคว้า new growth engine เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของเกาหลี ได้แก่ green industry อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง รวมทั้งธุรกิจบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

 

เพิ่มการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาสําหรับอุตสหกรรมที่เป็นกลจักรสําคัญในการเจริญเติบโต ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อธุรกิจใหม่ๆ 

 

สนับสนุน green industries โดยใช้ green technology สําหรับอุตสาหกรรมประเภท semi- conductor เหล็ก และอุตสาหกรรมยานยนต์

 

สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี่แหล่งพลังงานหลักๆ 9 ประเภท ได้แก่  Solar power, wind power, hydrogen fuel battery, clean fuel, IGCC, CCS, storing energy, LED, Power-IT 


ส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศของเอกชนเกาหลี

 

ส่งเสริมการซื้อกิจการต่างประเทศที่ทําธุรกิจเกี่ยวกับแหล่งพลังงานและเทคโนโลยี่ประเภท  low-carbon green technology โดยใช้บรรษัทเพื่อการลงทุนแห่งชาติ ซึ่งเป็นกองทุนที่บริหารเงินทุนสํารองระหว่างประเทศ ( Korea Investment Corporation : KIC ) เป็นเครื่องมือในการร่วมลงทุน   

 

จัดตั้ง Global Korea Network เพื่อดึงดูดให้ชาวต่างประเทศที่มีศักยภาพเข้ามาอยู่ในเกาหลี โดยปรับปรุงระบบการยื่นขอวีซ่าและคนเข้าเมืองเพื่อเอื้ออํานวยแก่ชาวต่างประเทศที่มีความสามารถโดยเฉพาะในสาขาการเงินและวิทยาศาสตร์เข้ามาทํางานในประเทศ  

 

อ้างอิง


 

Ministry of Strategy and Finance of Korea

 

Read Full Post »