Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for the ‘เศรษฐกิจ’ Category

recommendare

บทความเรื่อง “อนาคตร่วมกัน”

โดย

อานันท์ ปันยารชุน

ความมีดังนี้

.

ผมเชื่อมาตลอดว่า บทพิสูจน์ธาตุแท้ของแต่ละคนคือดูว่าเขาสามารถรับมือและฟันฝ่าอุปสรรคความยากลำบากไปได้อย่างไร

.

ผลพวงจากเหตุการณ์น่าสลดใจเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสที่จะพิสูจน์กับตัวเองและชาวโลกให้เห็นถึงธาตุแท้ของคนไทยที่มีความเข้มแข็ง มีความมุ่งมั่นที่จะได้มาซึ่งความเป็นธรรม การส่งเสริมความปรองดองแห่งชาติ และการสร้างสรรค์สังคมที่รวมทุกกลุ่มทุกฝ่ายเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน

.

ในความเป็นชาติ เราได้วนเวียนในวังวนแห่งความโกลาหลและสับสนวุ่นวายมานาน บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องร่วมกันหายใจลึกๆ และเรียกสติกลับคืนมา ให้มีความสมดุลและความพอดี

.

ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องกลับมาเน้นและส่งเสริมค่านิยมไทยที่สั่งสมมาแต่ช้านาน ค่านิยมที่ว่านี้คือ ความอดทนอดกลั้น การยึดทางสายกลาง และความเมตตากรุณา ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในวัฒนธรรมประจำชาติของเราทั้งสิ้น

.

เราควรหยุดชี้นิ้วกล่าวหากันอย่างไม่มีสติ การโยนความผิดใส่กันอย่างที่กำลังนิยมทำกันในขณะนี้ การมีอารมณ์อกุศลเช่นความโกรธแค้นและเกลียดชังมีแต่ความหายนะ

.

เราจะต้องก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้และเหนือสิ่งอื่นใดคือ แสวงหาความจริงให้ได้ การสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างอิสระและน่าเชื่อถือเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งการดำเนินการตามครรลองของกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา จะต้องเกิดขึ้นอย่างจริงจังนับแต่นี้ไป

.

นอกจากนั้น เรายังจำเป็นต้องเร่งกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อให้เกิดความปรองดองในชาติและสันติภาพที่ยั่งยืน คนไทยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องมาร่วมพูดคุยหารือกันโดยยอมรับและเคารพในจุดแตกต่าง ความสนใจ และค่านิยมของกันและกัน การยอมรับกันและการสำนึกผิด ของทุกฝ่ายสามารถนำไปสู่การให้อภัย ซึ่งเป็นกุญแจที่แท้จริงที่นำไปสู่การเยียวยาจิตใจและความรู้สึกนึกคิดของคนไทยทุกคน

.

เราจำต้องพยายามรีบปิดช่องว่างทางสังคมที่นับวันมีแต่ลึกและกว้างขึ้นทุกที โดยต้องมุ่งแก้ไขความยากจนในโครงสร้าง การกีดกันทางสังคม และความไม่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าเราจะมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นมา เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าความไม่พอใจของผู้ประท้วงจำนวนไม่น้อยมีน้ำหนัก

.

เราจึงต้องเร่งกำหนดมาตรการให้ครบถ้วนเพื่อจัดการแก้ไขปัญหาสำคัญๆ ต่อไปนี้ (1) ความไม่สมดุลของการกระจายรายได้ (2) ความสามารถที่ถูกลิดรอน และ (3) ความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงและโอกาส

.

หากเราเพิกเฉย ไม่ยอมรับ ไม่แก้ไขข้อร้องเรียนเหล่านี้ บาดแผลที่กรีดลึกจากความรุนแรงในประวัติศาสตร์ไทยบทนี้ก็จะกลายเป็นแผลเปื่อยเน่า ซึ่งจะยิ่งทำให้ช่องว่างแห่งความแปลกแยกกลายเป็นหุบเหวที่กว้างขึ้นกว่าเดิมอันจะนำไปสู่ความโกลาหลและความรุนแรงต่อไปอีก

.

ประเทศของเราได้สูญเสียมากมายในครั้งนี้ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ได้เห็นการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในห้วงที่สำคัญยิ่งของกระบวนการพัฒนาประเทศ ถ้าหากในอนาคตเรามองย้อนหลังไป ก็อาจมองว่าการที่พี่น้องที่ยากจนในชนบทได้มีสิทธิมีเสียงทางการเมืองมากขึ้นนับเป็นก้าวที่สำคัญและขาดไม่ได้ในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทย

.

เราจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรับรู้ข้อเรียกร้องที่ชอบธรรมและรับฟังเสียงของกลุ่มสังคมเหล่านี้ ไม่ว่าในกระบวนการเลือกตั้งหรือกระบวนการตัดสินใจอื่นๆ

.

ในความเป็นชาติ เราได้ก้าวมาถึงจุดที่ไม่สามารถย้อนกลับไปเหมือนเดิมได้อีกแล้ว การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ พวกเราทุกคนล้วนมีส่วนได้ส่วนเสียในอนาคตของประเทศชาติ และต้องมีส่วนช่วยให้การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปในทางที่สร้างสรรค์

.

ขอให้เราจงมาร่วมกันแปรวิกฤตนี้ให้กลายเป็นโอกาส เพื่อที่จะสร้างฉันทามติใหม่ทางการเมือง ให้มี “วาระของประชาชน” เพื่อให้ได้มาซึ่งสังคมที่รวมทุกหมู่เหล่า สังคมที่มีความเท่าเทียมกัน และสังคมที่มีอนาคตร่วมกันสำหรับคนไทยทุกคน

Advertisements

Read Full Post »

recommendare

สัมภาษณ์เรื่อง  ”วิกฤตหลัง 26 กุมภาฯ”

ให้สัมภาษณ์โดย

เกษียร เตชะพีระ

สัมภาษณ์โดย อริน เจียจันทร์พงษ์ และ พงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์

(หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 1 มีนาคม 2553)

ความมีดังนี้

“…อย่าใช้รัฐประหารแก้คอร์รัปชั่น เมื่อใดใช้รัฐประหารแก้คอร์รัปชั่นมันจะทำลายความชอบธรรมของกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด นี่เป็นราคาที่แพงมากๆ…”

ผลคำตัดสินจากคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 26 กุมภาพันธ์ อาจเป็นที่ถกเถียง ชอบใจหรือไม่ชอบใจของกองเชียร์แต่ละฝ่ายในสังคมอยู่ระยะหนึ่ง

อย่างไรก็ดี คำถามที่สำคัญยิ่งกว่าคือ คำตัดสินดังที่ปรากฏ จะทำให้สังคมไทยต้องเดินไปบนหลักการแบบใด

เพราะคดีดังกล่าวตั้งอยู่บนการปะทะกันของหลักการใหญ่ๆ อย่างน้อย 3 เรื่อง ได้แก่ “หลักนิติธรรม” ที่ทุกคนต้องเสมอภาค กันภายใต้กฎหมายเดียวกันซึ่งจุดนี้ยังโดนโจมตีอยู่เรื่องสองมาตรฐาน “หลักเสียงข้างมาก” ที่ฝ่ายบริหารที่การใช้อำนาจนั้นต้องถูกต้องชอบธรรมด้วย และ “หลักตุลาการภิวัตน์” ซึ่งทั้งหมดยังอยู่ในบริบทการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ทำให้เรื่องราวซับซ้อน กระอักกระอ่วน เป็นทวีคูณ

คำถามสำคัญถัดไปคือ เราจะยังอยู่ในภาวะที่มีความขัดแย้งไปอีกนานเท่าใด ตลอดจน ย่างก้าวของประชาธิปไตยไทยในอนาคตจะเป็นอย่างไร

นับจากบรรทัดนี้ รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ และวิพากษ์ ทุกซอกทุกมุมของปรากฏการณ์ ผ่าน “มติชน” ที่ ณ วันนี้ ยังทำให้สังคมไทยยังอยู่ในภาวะสับสน เพื่อเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนผ่านของประเทศที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

@ คดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านไปแล้ว แต่ในเชิงสัญลักษณ์ถือว่า เป็นตอนจบของรัฐประหาร 49 ได้หรือไม่

ผมคิดว่าเป็นอย่างนั้น เพราะคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) มีนัยความหมายเคลียร์ตั้งแต่ต้นว่า การรัฐประหารครั้งนี้ทำให้ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ถูกปฏิรูปให้ปลอดภัยสำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขไม่ปลอดภัยภายใต้ระบอบทักษิณ

แต่คำว่าไม่ปลอดภัยไม่ได้แปลว่าจะมีใครไปคิดล้มล้าง หรือล้มเลิก แม้แต่คุณทักษิณเอง ก็คงไม่คิดไปไกลขนาดนั้น แต่จะทำอย่างไรให้อำนาจนำ (Hegemony) หมายถึงความสามารถที่จะนำทั้งประเทศ สังคม และการเมือง มุ่งไปในทิศทางเดียวกันได้ อยู่ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะภายใต้การนำของคุณทักษิณ อำนาจการนำ มันย้ายจากส่วนเดิมไปสู่คุณทักษิณ พรรคไทยรักไทย และเครือข่ายที่แวดล้อม ส่วนนี้คือเดิมพัน (เน้นเสียง) ดังนั้น จึงต้องปฏิรูปเสียใหม่ เพื่อให้อำนาจนำอยู่ที่เดิม ซึ่งหมายถึงต้องทำลายอำนาจของคุณทักษิณ โดยทุบลงไปยังฐานอำนาจสำคัญของทักษิณ 2 อย่างคือ 1.ทุน 2.พรรค

อำนาจการจัดตั้ง ซึ่งมีพรรคการเมืองเป็นจุดศูนย์รวม ของรากหญ้า เป็นที่มาของการยุบพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน ถ้ายังไม่จบก็อาจต่อด้วยพรรคเพื่อไทย ส่วนการทุบไปที่ฐานทุน ก็คือ คดียึดทรัพย์ กระบวนการเหล่านี้ชัดเจนนั่นคือแผนบันได 4 ขั้น เมื่อทำลายอำนาจนำของคุณทักษิณลงไปแล้ว แปลว่าหลังจากนี้ ยากมากที่ในสังคมไทยจะมีใครสร้างอำนาจนำที่เป็นทางเลือกได้

หัวใจของทุนนิยม คือกรรมสิทธิ์ แต่คำตัดสินวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ได้พาดเข้าไปกลางหัวใจทุนนิยม กล่าวคือ เมื่อถึงจุดหนึ่ง รัฐสามารถเข้าไปยึดทรัพย์สินของเอกชนได้ เหมือนเชือดไก่ให้ลิงดู จะทำให้ไม่มีกลุ่มทุนใหญ่ที่ไหนกล้าอีก เพราะได้เห็นตัวอย่างแล้วว่า โอ้โห…ทำมาหากินแทบเป็นแทบตาย แต่แป๊บเดียวโดนยึดเป็นหมื่นล้าน

@ ความพยายามทุบไม่ให้เหลืออำนาจนำทางเลือก สะท้อนว่า เราไม่ได้เป็นเสรีประชาธิปไตย ?

ประเทศประชาธิปไตยที่เปิดช่องให้มี อำนาจนำทางเลือกได้จะต้องเป็นประเทศเสรีประชาธิปไตย คือ มีเสรีและเป็นประชาธิปไตยที่ผูกติดกัน เวลาต่อสู้ไป อำนาจนำทางเลือกอาจจะขึ้นมาชนะก็ได้ และไม่จำเป็นต้องมีอำนาจนำเพียง 2 อาจจะมีมากกว่าก็ได้ แต่ถ้าเสียดุลเรื่องนี้ อาจจะสร้างระบอบประชาธิปไตยที่ไม่เสรี ซึ่งอันตราย ที่ไม่เพียงไม่สร้างอำนาจนำที่เป็นทางเลือก แต่อาจถึงขั้นเป็นทรราชย์ได้ ซึ่งสมัยรัฐบาลคุณทักษิณมีแนวโน้มแบบนั้นว่า เป็นประชาธิปไตยที่เสรีน้อยลงเรื่อยๆ อำนาจนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และน่ากลัวว่าจะเป็นอำนาจนำเดี่ยว ไม่มีเสรีภาพพอที่จะสร้างอำนาจนำอื่นขึ้นมาเป็นคู่ประชัน หลายเรื่องหนักข้อ

@ คำอธิบายของศาลในคดียึดทรัพย์จะสามารถทำให้ประชาชนเชื่อได้มากน้อยแค่ไหน

หลักนิติธรรม หรือ Rules of Law ในวิธีคิดของนักรัฐศาสตร์คือ Limited Government หมายความว่า รัฐบาลมีอำนาจจำกัด เพราะประชาชนมีสิทธิเสรีภาพเป็นกำแพงกั้น การที่พลเมือง ไม่ใช่ไพร่ ข้าทาส มีสิทธิเสรีภาพในชีวิตทรัพย์สินของตัวเอง ทำให้เกิดนิติธรรม ตรงข้ามกับสมบูรณาญาสิทธิ์ คำถามคือใครเป็นคนคุมเส้น ก็คือศาล ตุลาการ องค์กรอิสระ ต้องมีทั้งหมดนี้จึงจะมีหลักนิติธรรม ซึ่งเกี่ยวกับความเสมอภาคเบื้องหน้ากฎหมาย เพราะมันไม่ปล่อยให้ผู้มีอำนาจอยู่เหนือกฎหมาย นี่คือหลักนิติธรรมที่ดีที่สุด ซึ่งคุณทักษิณกุมอำนาจรัฐ บางครั้งอยู่เหนือกฎหมายทำให้กฎหมายบังคับใช้ไม่ได้ การเอานายกฯที่มีอำนาจมากที่สุดในแผ่นดิน มาขึ้นศาล ผ่านกระบวนการยุติธรรมนี่ก็คือ พยายามทำให้เกิดนิติธรรม

อย่างไรก็ดี คนที่อยู่เหนือกฎหมายไม่ใช่แค่คนที่มีอำนาจรัฐเท่านั้น ยังรวมถึงคนที่มี “อิทธิพล” ด้วย อิทธิพลไม่ใช่อำนาจรัฐ อาทิ เจ้าพ่ออยู่เหนือกฎหมายทำให้กลไกกฎหมายไม่ทำงาน เป็นอัมพาต และในระดับสูงขึ้นไปๆ หลังจากรัฐประหาร 2549 มีการแก้ปัญหาหลักนิติธรรมผู้มีอำนาจรัฐ คือระบอบทักษิณ แต่ในเวลาเดียวกัน คุณกลับไปเพิ่มปัญหาผู้มีอิทธิพล ระดับที่อยู่สูงกว่าเจ้าพ่อ ไปกดดันกระบวนการยุติธรรม ปัญหาจึงไม่เพียงไม่ได้แก้ แต่เหมือนหนักข้อขึ้น ความหมายคือคุณแก้ปัญหาเพียงครึ่งเดียว แต่การบิดเบือนหลักนิติธรรมด้วยอิทธิพลจนทำให้ตำรวจไม่กล้าสืบหรือสืบนานมาก (ลากเสียง) ทั้งๆ ที่ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ (กลุ่มพันธมิตรฯบุกยึดสนามบิน) เป็นปีแล้ว อัยการไม่ฟ้องโดยอ้างว่าไม่มีเจตนา ตรงนี้นี่แหละคือที่มาคำกล่าวหาเรื่องสองมาตรฐาน

@ ผลคือทำให้เราๆ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะใจหนึ่งก็เห็นว่า มีปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่น แต่อีกใจก็กระบวนการดำเนินการจัดการไม่ค่อยสวยเท่าไหร่

ตรงนี้ไง มันแสดงถึงข้อจำกัดของการอิงอิทธิพลเพื่อแก้ปัญหาการละเมิดหลักนิติธรรมของผู้มีอำนาจ ซึ่งพอถึงจุดหนึ่งกลับสร้างปัญหาอีกอย่างขึ้นมา ที่นี้จะแก้ยังไง ผมคิดว่ากระบวนการตุลาการต้องโปร่งใส เพราะอิทธิพลไม่มีใครได้ยิน ไม่มีใครรับรู้ ถ้าโปร่งใส หรือมีใครได้ยิน มันก็ใช้ได้ลำบาก ดังนั้น วิธีการต่อสู้ของคนเสื้อแดงคือเอาเทปลับมาเปิด แล้วผมก็ไม่เห็นว่าใครจะบอกว่าเทปลับนั้นไม่จริง มีแต่บอกว่าอัดเทปลับผิดกฎหมาย ต้องมีการวิจารณ์ เปิดให้ตั้งคำถามกับกระบวนการตุลาการ จากองค์กรอื่น สังคม และในตุลาการด้วยกันเอง ผมไม่คิดว่าตุลาการทั้งประเทศจะคิดเหมือนกันหมด แต่จะทำอย่างไร ที่เปิดให้มีการตรวจสอบ ถ่วงดุล ทั้งจากข้างนอกและข้างในมากกว่า อย่าปล่อยให้ไม่โปร่งใส เพราะยิ่งจะทำให้มีการใช้อิทธิพลค่อนข้างมาก เพราะไม่เพียงสร้างปัญหา แต่ยังดิสเครดิตตุลาการเองด้วย จุดนี้อันตรายมาก กระบวนการยุติธรรมจะไม่กลายเป็นที่พึ่งสุดท้าย แต่กลายเป็นที่พึ่งสุดท้ายของผู้มีอิทธิพล

@ ความน่าเชื่อถือฝ่ายตุลาการลดลง เรื่อยๆ ทำให้ประเทศเสี่ยง เพราะไม่เหลือหลักยึดสุดท้าย

ตุลาการภิวัตน์ หรือ Judicial Review เป็นกลไกหนึ่งของระบบเสรีนิยมที่จะตรวจสอบถ่วงดุลระบอบประชาธิปไตยซึ่งใช้เสียงข้างมาก องค์กรตุลาการเป็นตัวการที่จะป้องกันไม่ให้ฝ่ายบริหารล้ำเส้น แต่ผมคิดว่า ทิศทางที่เราเดินหลังรัฐประหาร มันไม่ใช่ เพราะเราขยับจาก Judicial Review มาเป็น Judicial Rule หรือ ตุลาการ ปกครองเอง เพราะมีบุคคลจากองค์กรตุลาการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ โดยอาศัยรัฐธรรมนญ 2550 ที่สำคัญ Judicial Rules มาในภาวะไม่ปกติด้วย เพราะตุลาการภิวัตน์เป็นกลไกปกติในระบอบประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร มันคนละเรื่องเลย คือบริบทเปลี่ยน แล้วบทบาทตุลาการก็ขยายกว้าง ตรงนี้เป็นตัวที่บ่อนทำลายตุลาการภิวัตน์ที่สุด มันทำให้กลับไป Judicial Review แบบเดิมไม่ได้ เพราะคนไม่เชื่อน้ำยา คุณได้อำนาจจากเผด็จการ ที่นี้จะถอยกลับยังไง มีทางถอยไหม ที่แย่คือรัฐธรรมนูญ 2550 มันทำให้ Judicial Rule กลายเป็นสถาบัน แล้วล็อคไว้เลย จะถอยก็ถอยไม่ได้

ทางแก้คือ ฝ่ายนิติบัญญัติต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้ตุลาการถอยกลับไปสู่ Judicial Review ตรงนี้จะกอบกู้ตุลาการได้มาก เชิญกลับไปทำหน้าที่ตุลาการภิวัตน์อย่างเดิม แม้แต่คุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ก็รู้ว่าการเมืองเป็นที่อโคจรสถาน นักกฎหมายระดับบิ๊กอย่างคุณมีชัย ฤชุพันธุ์ ยังเตือนเลยว่า อย่าไปอยู่นานนะ ตุลาการทั้งหลาย เพราะ 1.เป็นที่ที่คุณไม่คุ้น 2.พอเข้าไปอยู่ มันมีฝ่ายแพ้ชนะ คุณจะมีศัตรูมาก ดังนั้น อย่าทำนาน รีบทำแล้วถอย

@ ถ้าบอกว่าคดีนี้เป็นตอนจบของ รัฐประหาร แสดงว่ารู้ว่าสุดท้ายแล้วคดีจะตัดสินแบบนี้ และศาลก็เป็นแค่เครื่องมือหนึ่งของ คปค.เท่านั้น

ศาลท่านคงไม่คิดว่าเป็นเครื่องมือของทหาร แต่ลองคิดดูถ้าศาลตัดสินว่าคุณทักษิณพ้นผิด ไม่มีความด่างพร้อยอะไร ให้คืนทรัพย์สินไปทั้งหมด อ้าว แล้วจะรัฐประหารเรื่องอะไรวะ (ทำท่าสะดุ้ง) เฮ้ย…เฮ้ย ไม่ได้หรอกครับ (หัวเราะ) ถ้าไม่ยึดเลย เท่ากับทำลายความชอบธรรม ว่าที่ทำมาตลอด 4-5 ปีมันขี้หมาทั้งหมด หลอกทั้งเพ

ผมว่าคนในสังคมจำนวนมาก ไม่สามารถพูดได้เต็ม 100% เกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของรัฐบาลคุณทักษิณ หลายคนสงสัยว่ามีการทุจริต แต่พอเลือกใช้กระบวนการเหมือนที่ผ่านมา ผมคิดว่าถ้าจะมีบทเรียนที่สรุปได้จากเรื่องนี้คือ อย่าใช้รัฐประหารแก้คอร์รัปชั่น เมื่อใดใช้รัฐประหารแก้คอร์รัปชั่นมันจะทำลายความชอบธรรมของกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด นี่เป็นราคาที่แพงมาก อย่าๆ ฟังดูเหมือนทันใจดี เด็ดขาดดี ไม่จริง ในที่สุดแล้ว ได้ไม่คุ้มเสีย เราอยากได้หรือ เงินไม่กี่ล้านของคุณทักษิณ ส่วนตัวผมเฉยๆ แต่ว่าสิ่งที่เราน่าจะหวงแหนไว้คือความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งสิ่งที่เสียไปจากการรัฐประหารครั้งนี้ ไม่คุ้มเลย

@ ใช้ปฏิวัติปราบคอร์รัปชั่นเป็นต้นทุนที่สูงมาก เราเห็นแล้ว แต่ในอนาคตปฏิวัติยังมีโอกาสเกิดขึ้นหรือไม่?

จำไม่ได้หรือ ข้อเสนอของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล การเมืองใหม่ 4 ข้อ บอกว่า ทหารแทรกแซงการเมืองได้แล้วถูกต้องตามรัฐธรรมนูญของแก คือในกรณีมีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้วรัฐบาลไม่ทำอะไร มีการคุกคามสถาบันแล้วรัฐบาลไม่ทำอะไร มีการคอร์รัปชั่น ข้อสี่ผมจำไม่ได้ แต่เอาเป็นว่าถ้าแบบนี้แล้วตายเลย สงสารทหาร เพราะทหารต้องแทรกแซงทุกวัน วันนี้เรื่องการสอบนายอำเภอ พรุ่งนี้เรื่องซื้อตำแหน่งในมหาดไทย มันต้องแทรกทุกวันเลย มันไม่เมคเซนส์ จะให้ทหารแก้คอร์รัปชั่น

หรือถ้าได้อ่านเอกสารการประชุม ผบ. ตั้งแต่ระดับกองพันขึ้นไปครั้งสุดท้ายก่อนบอกลาตำแหน่ง ผบ.ทบ.ของ พล.อ.สนธิ (บุญยรัตกลิน) แล้วมีคำบรรยายของไพบูลย์ คุ้มฉายา วิธีคิด พล.อ.สนธิ คือ อยากให้หนึ่งระบบราชการเป็นแกนหลักวางแผนยุทธศาสตร์กระทรวงแล้วถ่ายทอดให้ นักการเมืองเอาไปทำยุทธศาสตร์ชาติ สองกำลังพลในกองทัพคิดเหมือนกันแล้วทำให้ประชาชนในเขตรับผิดชอบ คิดเหมือนกัน สาม กอ.รมน.จังหวัด ทหารที่เป็นรอง กอ.รมน.ทำการทูตให้ กอ.รมน.จังหวัดดำเนินการตามแผนของฝ่ายทหาร ทั้งสามข้อเป็นไปไม่ได้

ข้อแรก ระบบราชการที่กิน 400 ล้าน ส่อโกง คือมันเละจนไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว แกเอาความหวังในกอบกู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไปฝากไว้กับระบบราชการที่มันเฮงซวย แทนที่มันจะคุมนักการเมือง ดู ม.ศักดิ์สยาม ผ่านเน กลับไปคุมพวกข้าราชการอีกต่างหาก จบ ข้อสอง ดูทหารชั้นนายพลเพิ่งจะขู่กระทืบ ผบ.ทบ. แล้วเอกสารลับทั้งหลายมันหลุดไปไง นี่กำลังพลคิดเหมือนกันเหรอ แล้วจะบอกให้ประชาชนคิดเหมือนกำลังพล ยิ่งบ้าเข้าไปใหญ่ ข้อสาม ดูจีที 200 บอกว่า ให้ใช้จีที 200 ต่อเพราะเชื่อจากประสบการณ์ (หัวเราะ) คือ วิธีรัฐประหาร และใช้ระบบราชการและทหารเป็นแกนกลางในการสร้างชาติ แก้คอร์รัปชั่น ไม่เวิร์ก หรอกครับ ชาติหน้าก็ไม่เวิร์ก เหลวไหลทั้งเพ

สิ่งที่เขาทำได้คือทุบอำนาจนำที่เป็นทางเลือกลงไป เขาไม่สามารถรักษาอำนาจนำเดิมไว้ได้ อำนาจนำเดิมมีแต่เสื่อมลงเรื่อยๆ ความน่าเศร้าคือไม่มีอำนาจนำทางการเมืองเลย อำนาจนำแบบทักษิณสร้างขึ้นผมก็ไม่เห็นด้วยมันอำนาจนิยมเกินไป มันถูกทุบไปแล้ว จะแทนที่โดยอำนาจนำแบบกลับไปพึ่งระบบราชการหรือ ไม่ไหวหรอก ฉะนั้นเราจะอยู่ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแบบซึ่งไม่มีอำนาจนำทางการเมืองเลย แปลว่า ไม่มีใครเชื่อใคร ไม่มีใครนำใครแล้ว

@ ก็อาจจะเกิดภาวะโกลาหล มีมวลชน ที่เชื่ออำนาจนำทางเลือก และอำนาจนำแบบเดิม

แต่ไม่มีใครสามารถนำทั้งหมดได้ ซึ่งก็แตกแยก ถ้าคุมไม่ดี ก็เกิดความรุนแรง จลาจล ผมคิดว่า เราจะอยู่กับภาวะแบบนี้ไปอีกพักใหญ่ คือผมกำลังเห็นว่า เรากำลังอยู่ใน Power shift ยาว ห้าปี สิบปีก็ไม่รู้ แต่เราเคยผ่านมา 2 ครั้ง ครั้งแรกคือ ก่อน 2475 เกิดจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคม มีกลุ่มคนใหม่ กลุ่มคนใหม่บอกแบบเดิมไม่เอา บอกอยากได้อำนาจบ้าง แต่กว่ามันจะลงเอยเป็นสิบกว่าปี ลงเอยว่า เอาระบอบรัฐธรรมนูญ ไม่กลับไปสู่สมบูรณาญาสิทธิราชย์แล้ว ครั้งที่สอง 14 ตุลา 16 จากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคม ที่เป็นผลจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ เกิดกลุ่มคนใหม่ คนชั้นกลาง คนมีการศึกษา บอกว่า ไม่เอาอำนาจอยู่ที่ทหารแล้ว ขอแบ่งอำนาจบ้าง แต่กว่าจะตกลงกันได้ผมคิดว่า ถึงพฤษภา 35 มันสู้กันยาวเป็นสิบปี ยี่สิบปี กว่าจะทำให้ทหารกลับค่ายได้

คราวนี้ครั้งที่สาม การเปลี่ยนคือโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ เกิดกลุ่มคนใหม่คือ เศรษฐีโลกาภิวัตน์ ก็คนแบบทักษิณ กับอีกพวกคือ ผู้ที่สู้แพ้ในลานวิ่งโลกาภิวัตน์ทั้งในชนบทและในเมือง กลายเป็นลูกค้าคุณทักษิณ นโยบายเอื้ออาทรก็อุ้มคนเหล่านี้ และเขาอยากได้อำนาจบ้าง มันก็ยื้อกัน ตอนนี้มันอยู่ในช่วงการยื้อ ไม่จบเร็ว ปีสองปีไม่จบหรอก ใช้เวลานาน กว่าจะหาจุดลงตัวที่ …ระบอบอะไรวะ ที่ให้อำนาจกับพวกใหม่ และพวกเก่าก็พอมีที่ให้เขายืน การเปลี่ยนแปลงระดับไหน ที่ไม่คุกคามพวกเก่าจนเกินไป แต่ก็เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญพอสำหรับพวกใหม่ ซึ่งในกระบวนการเปลี่ยนแบบนี้ มันมีพวกสุดโต่งทั้งสองฝ่าย คือ ไม่เปลี่ยนเลยเว้ย จะเอาแบบถอยหลังด้วย กับอีกพวกคือ จะเปลี่ยนไปโน่นเลยเว้ย (ชี้นิ้ว) มันยืดเยื้อ อุบัติเหตุเกิดง่าย ถ้าไม่จัดการให้ดีก็อาจถึงขั้นเลือดตกยางออก

@ ตอนยื้อๆ มีบรรยากาศแห่งการคุยกันทั้งสังคมหรือไม่ มันสุกงอมจะคุยหรือยัง หรือต้องรออีกหน่อย

ในที่สุด มันคงหลีกเลี่ยงการหาฉันทามติ ผ่านการพุดคุยไม่ได้ แต่ตอนนี้ฝ่ายหนึ่งไม่อยู่ในอารมณ์จะคุย เพราะเครื่องบินกำลังจะลง อยากจะซอฟต์แลนดิ้งให้มั่นใจ ระหว่างลงจึงต้องไม่ยอมให้อะไรขยับเลย ไม่ไว้ใจใครเลย ไม่ไว้ใจเสื้อแดง ไม่ไว้ใจทักษิณ มันเหมือนคนที่รู้สึกไม่ปลอดภัย กลัวประชาธิปไตยปกติ ดังนั้น ในภาวะจะซอฟต์แลนดิ้ง ต้องคุมความไม่ปกติให้มั่นคงไว้ก่อน จงไม่ปกติไปอีกซักพักหนึ่ง ซอฟต์แลนดิ้งแล้วค่อยว่ากัน นี่คือ ปัจจัยที่ทำให้การปฏิรูปที่จำเป็นเพื่อปรับระบบการเมือง ไม่เกิด หรือเกิดช้า มันมีฝ่ายหนึ่งไม่พร้อมเจรจา การนำของฝ่ายต่อต้านทักษิณ พลังฝ่ายอำมาตย์มันเปลี่ยนจากหมอประเวศ (วะสี) คุณอานันท์ (ปันยารชุน) ในสมัยก่อนที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงเครือข่ายจงรักภักดีในการปฏิรูปการเมือง 40 ตอนนี้กลายเป็น พล.อ.สุรยุทธ์ (จุลานนท์) พล.อ.เปรม (ติณสูลานนท์) คือจากเสรีนิยม มาเป็นอนุรักษนิยม คนละเรื่องเลย ดังนั้น การปฏิรูปเกิดยากในช่วงใกล้ๆ นี้ เพราะเขากลัว

@ ต่อไปจะทำให้ รธน.เป็นศีลธรรมในโลกการเมืองอย่างไร เพราะทั้งสองคนหลังดึงเอาจริยธรรมคุณธรรมมาใช้ แต่ก็มีปัญหาเพราะมีบางคนเท่านั้นที่ผูกขาด

วิธีการออกแบบอำนาจ มี 2 แบบ แบบแรก แบบระเบียบสถาบันก็เป็นอย่างนี้แหละ คือเอาคนดีมานั่งในตำแหน่งก็แล้วกัน ซึ่งพอเป็นอย่างนั้นก็ไม่จำเป็นต้องจำกัดอำนาจ เพราะเขาเป็นคนดียิ่งมีอำนาจเด็ดขาด จะได้ทำดีได้เด็ดขาดไง

กับอีกวิธีนึง มันมีคนไม่ดีอยู่ในโลก เราก็ออกแบบสถาบันให้คนไม่ดีมาถ่วงดุลกันเอง แล้วทำให้ไม่ว่าเขาเป็นคนดีหรือคนไม่ดี เขาต้องทำตัวเป็นพลเมืองดี อย่าสรรค์สร้างคนดี แต่ต้องสรรค์สร้างพลเมืองดี เบื้องหลังเขาอาจเป็นคนเลว เราก็ไม่ต้องไปเดือดร้อน เพราะเขาก็ต้องไปรายงานตัวต่อพระเจ้าของเขาเอง วิธีการออกแบบอำนาจ หนึ่ง เอาคนดีอยู่ในระเบียบการเมืองและให้อำนาจเขาเด็ดขาด หรือ สอง ออกแบบสถาบันแล้วให้คนชั่วมาถ่วงดุลกัน

ผมคิดว่า ปัญหามูลฐานของวิธีความคิดในการเมืองไทย ก็คือคุณปะปนวิธีคิดความสัมพันธ์ทางศีลธรรมกับความสัมพันธ์ทางการเมือง ความสัมพันธ์ทางศีลธรรมเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่เกี่ยวกับอำนาจ คุณทำดี คนเห็นคุณเป็นแบบอย่างบันดาลใจ แล้วอยากทำดีตาม ความสัมพันธ์ทางศีลธรรมไม่เกี่ยวกับอำนาจเลย จะไปบังคับให้ทำความดีไม่ได้ บังคับแล้วเป็นคนดีหรือเปล่า ไม่เกี่ยวเลย ผมเอามีดจ่อคอ เอาปืนจ่อคอ ตักบาตรเดี๋ยวนี้ คุณไม่อยากตายก็ตักบาตร แล้วมันได้บุญหรือเปล่า ความสัมพันธ์ทางการเมืองคืออะไร คือการใช้อำนาจบังคับ บังคับให้คุณจอดเมื่อเจอไฟแดง บังคับให้คุณไม่ขับรถเร็วเกินเท่านั้น ผมไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีก็บังคับคุณได้ แต่เพราะผมมีอำนาจทางการเมือง ผมถึงบังคับคุณได้ สังคมไทยนำสองเรื่องนี้มาปะปนกัน

@ ต่อจากนี้ไป จะทำอย่างไรให้เป็นประชาธิปไตยไทยที่เป็นเสรีนิยมด้วย เพราะอำนาจนำทางเลือกต้นทุนมันสูง และมันยาก ใช้เวลายาวนาน ฉะนั้นเราคงต้องเจอเหตุการณ์ซ้ำรอยเช่นนี้เรื่อยไปหรือไม่

ถ้าพูดอย่างอุดมคติ เราต้องทัดทานอำนาจไม่เสรีประชาธิปไตยในกรอบประชาธิปไตย แต่แบบนั้นต้องใช้เวลามาก ซึ่งประชาธิปไตยไทยมันลำบากมากหน่อย (ถอนหายใจ) เพราะฝ่ายสังคม ฝ่ายประชาชนถูกปราบมาอย่างยาวนาน บวกกับพื้นภูมิวัฒนธรรมไทยที่ชอบทำให้ตัวเองไม่บรรลุวุฒิภาวะ คุ้นเคยกับการมีผู้ใหญ่มาแก้ปัญหาให้ ซึ่งแตกต่างจากประชาธิปไตยของประเทศอื่นที่ใช้หลักเสียงข้างมาก ( Majority Rules) มันจะดีหรือไม่ ก็แก้กันไปภายในระบบ ถ้าคุณมองย้อนกลับไปตั้งแต่ 14 ตุลา 16 จะเห็นว่า ประชาธิปไตยของไทยไม่ปกติ เพราะมีกลไกพิเศษบางอย่าง ที่ในจังหวะคับขันซึ่งเสียงข้างมากอาจสร้างความเสียหาย กลไกพิเศษจะเข้ามาหยุดไว้ชั่วเวลาหนึ่ง ยกตัวอย่างหลังพฤษภา 35 ถ้าคุณเดินตามเสียงข้างมากเวลานั้น พรรคเบญจภาคีเตรียมเสนอ พล.อ.สมบุญ ระหงษ์ ขึ้นเป็นนายกฯ แต่คุณอาทิตย์ อุไรรัตน์ ประธานรัฐสภา เปลี่ยนชื่อ พล.อ.สมบุญเป็นคุณอานันท์ ในวินาทีสุดท้าย ซึ่งพอผลออกมาคนทั้งบ้านทั้งเมืองถอนหายใจ…เฮ้อ (ทำท่า) ตรงนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบปกติ มันมีกลไกพิเศษบางอย่าง ที่หล่อเลี้ยงด้วยวัฒนธรรม ที่พอเสียงข้างมากอาจพาเข้าไปสู้ทางคับขัน ก็จะเข้ามาหยุด

สิ่งที่คนไทยกลัวที่สุดตอนนี้คือ ประชาธิปไตยแบบปกติ เพราะคุ้นเคยกับภาวะไม่ปกติ (หัวเราะ) ประมาณว่า เฮ้ย..ดีจังเลยว่ะ ในภาวะคับขันก็มีคนมา แอ่นแอ๊น แก้ปัญหาได้

@ ตราบใดที่ยังให้ผู้ใหญ่ลงมาแก้ ประชาชนก็ไม่โตสักที

ใช่ คนไทยเลยชอบเลือกทางลัด ให้ผู้ใหญ่เข้ามาจัดการตลอด แต่ปัญหาคือ เส้นทางแบบนี้ในระยะยาวมันอันตราย เพราะจะเป็นภาระหนักมากของผู้ใหญ่ที่ขอให้เข้ามาแก้ปัญหา ต้องดึงต้องลากให้ผู้ใหญ่เข้ามาในจุดที่ล่อแหลม ทำให้สิ่งที่ควรจะเป็นสมบัติกลางของคนทั้งชาติ มาอยู่ข้างคุณไม่ใช่ข้างคนอื่น สถาบันใดที่เป็นของคนทั้งชาติ เลือกข้างเมื่อไรมีปัญหาทันที

@ หลังจากนี้ การรักษาความไม่ปกติอยู่ มันเปิดช่องให้เกิดการรักษาอำนาจของอำมาตย์ที่แข็งแรงขึ้น

ผมคิดกลับกันนะ คือ จากนี้ไปไกลๆ ข้างหน้า การเมืองไทยคือเรื่องของการกลายเป็นประชาธิปไตยปกติ อาจจะวกวน คดเคี้ยว แต่นี่ทิศของการไป แต่จะไปยังไงก็ต้องหา ในที่สุดคำว่าปกติ ก็คงต้องนิยามกันว่า เส้นมันอย่างไร ก็ไม่ได้หมายความว่า ต้องเป็นเส้นแบบตะวันตก มันจะเป็นเส้นที่กลุ่มพลังต่างๆ ต้องมาร่วมหากันว่า เส้นปกติที่ต่างจากเดิมที่เราอยู่เส้นที่ไม่ปกติ แต่ว่า ดี อบอุ่น เราชอบมันมานานแล้ว จะเป็นอย่างไร

เส้นทางเดินจากปัจจุบันไปสู่ ประชาธิปไตยปกติ เพื่อรักษาสถาบันกองทัพไว้ ภารกิจของทหารคือ ถอยจากการเมือง (Depoliticize ) รักษากองทัพให้เป็นของชาติ ทหารยิ่งทำช้า จะยิ่งเสียหายทางการเมือง ดูสิว่า เวลาอันสั้นหลังรัฐประหารถึงปัจจุบัน ทหารเปลี่ยนจากพระเอกกู้ชาติ เริ่มกลายเป็นตัวตลกแล้ว อย่างน้อยซีกส่วนหนึ่งของสังคมปฏิเสธ ไปม็อบหน้ากองทัพว่า อย่ารัฐประหาร ทางปลอดภัยคือ ถอยจากการเมือง ผมคิดว่าทหารเข้าใจ

@ เข้าใจจริงๆ หรือ? (ถามแทรก)

คือ ถอยเลยก็โดนเหยียบ ก็เลยถอยแบบมีเชิง เลยวางป๊อกไว้นี่ วางป้อมไว้นั่น(ทำท่าถอยแบบช้า) แต่ยิ่งถอยช้ายิ่งบาดเจ็บเสียหาย เน่าเฟะ เลอะเทอะ ทุกวันนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาความชอบธรรม แต่เป็นปัญหาประสิทธิภาพแล้ว อำนาจพังเพราะ 2 อย่างคือ ความชอบธรรมและประสิทธิภาพ จีที 200ไม่งงเหรอ ทหารสู้ฟิสิกส์ คือทหารตบเท้าค้านนายกฯเคยเห็นมาแล้ว แต่นี่ทหารสู้ฟิสิกส์ แต่สู้กับไอสไตน์ สู้กับนิวตัน (หัวเราะ) อย่าพาตัวเองไปสู่จุดที่ทำให้ผู้คนเย้ย อำนาจมันแก้ได้บางอย่าง แต่เมื่อใดที่เอาอำนาจมาแก้ปัญหาความจริง ความรู้ เอาอำนาจมาสู้กับวิทยาศาสตร์ มันไม่มีอนาคตเลยนะ

@ เมื่อทุนใหญ่อย่างคุณทักษิณถูกกำจัด จะมีใครกล้าเป็นทุนใหญ่อีก

นี่คือความต้องการระเบียบอำนาจเดิมไง คือแบบไม่อยากให้กลุ่มทุนใหญ่เข้าสู่การเมืองโดยตรง สร้างแนวกับกลุ่มรากหญ้า แล้วกลายเป็นพลังการเมืองที่เป็นตัวเลือก เขาอยากให้มี คนดี มีความเป็นไทย ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง พอคุณสมบัติต้องครบ 3 ข้อนี้ก็เป็นกลุ่มทุนที่จะไปล้อมอำนาจไว้ แล้วบรรดานายทุนทั้งหลายที่อยากเข้าสู่อำนาจต้องผ่านพวกเขา นี่คือระเบียบของประชาธิปไตยครึ่งใบแต่เดิม คือตัวนายกฯรัฐบาลอาจมาจากการเลือกตั้ง แต่ว่า การใช้อำนาจนั้นจะถูกล้อมโดยเครือข่ายนี้

แต่อย่าลืมว่าเวลานี้ เสื้อเหลือง เสื้อแดงมันเกิดแล้ว และถึงที่สุด ผมไม่เชื่อว่า ทักษิณคุมเสื้อแดง หรือผู้มีบารมีคุมเสื้อเหลืองได้ แล้วการเคลื่อนไหวของมวลชนทั้งสอง มันจะเดินเข้าสู่การเมืองอย่างไร จะไปเปลี่ยนระบบการเมือง จะไปเขย่าระเบียบคนดีผู้เป็นไทยไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอย่างไร อันนี้เกิดแน่ เลี่ยงไม่ได้ เมื่อมันเกิดขึ้นมวลชนสองสี การเมืองไทยนับจากนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง  ”สองมาตรฐาน แนวโน้มความรุนแรงในสังคมไทย : กรณีศึกษาเขายายเที่ยง”

โดย

อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูร

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ความมีดังนี้

กรณีเขายายเที่ยงเป็นตัวสะท้อนระบบสองมาตรฐานอย่างหนึ่ง และเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ที่อยู่ในสังคมไทยมาช้านาน นี่ไม่ใช่เรื่องที่ผิดไปจากความคาดหมาย ที่การทำผิดกฎหมายของคนใหญ่คนโตกับคนทั่วไปจะได้รับการปฏิบัติที่ไม่เหมือนกัน คือ เมื่อคนใหญ่โตทำผิดก็มักจะไม่ผิด หรือแม้จะผิดและต้องรับโทษแต่กระบวนการในการนำตัวมาลงโทษ ก็ต้องใช้เวลานานกว่าคนธรรมดาสามัญ

ระบบสองมาตรฐานคืออะไร พูดกันโดยภาษาชาวบ้าน ก็คือระบบที่จัดการกับปัญหาข้อเท็จจริงที่เหมือนกันให้แตกต่างกันออกไป ตามหลักมาตรฐานเดียวกันแล้ว ข้อเท็จจริงที่เหมือนกันต้องปฏิบัติอย่างเดียวกัน แต่หลักสองมาตรฐานเอาเรื่องอย่างเดียวกันมาปฏิบัติไม่ให้เหมือนกัน และที่มากไปกว่าปัญหาเขายายเที่ยงคือ เรื่องนี้มันเป็นปัญหาในทางโครงสร้างของกฎหมายด้วย

ระบบสองมาตรฐานที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายไทย ก็อย่างเช่น บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 ที่รับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของประกาศ คปค. คำสั่งของหัวหน้า คปค. และการปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งดังกล่าว ต้องเข้าใจว่ากฎหมายที่เราเรียกว่าพระราชบัญญัตินั้น ไม่ว่าจะออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ มันก็ตกอยู่ภายใต้การตรวจสอบถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญได้ตลอด แต่โดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 มีกฎหมายประเภทหนึ่งคือประกาศ คปค. หรือคำสั่งของหัวหน้า คปค.จะไม่สามารถถูกตรวจสอบถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญได้

อาจมีผู้แย้งว่าตรวจสอบไม่ได้ได้อย่างไร เพราะมีการยื่นเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้ตรวจสอบประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 และศาลรัฐธรรมนูญก็บอกว่ามันไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ผมยังยืนยันว่าพูดไม่ผิด คือ เมื่อมีการรับรองให้ประกาศ คปค. ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว แม้จะมีการส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าเนื้อหาของประกาศ คปค. จะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญยังไง ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่สามารถจะชี้ได้ว่ามันไม่ชอบเพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 309 รับรองความชอบให้มันแล้ว และหากศาลรัฐธรรมนูญกล้าบอกว่ามันไม่ชอบ ก็ถือว่าศาลจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญซึ่งมีผลให้ถูกถอดถอนได้ เรื่องนี้ สะท้อนให้เห็นว่าในโครงสร้างบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ยังปรากฏหลักความไม่เสมอภาคของกฎหมายต่างชนิดในแง่มุมของการตรวจสอบ

นอกจากประกาศ คปค. แล้ว กรณีจำนวนคะแนนเสียงเกี่ยวกับการผ่านร่างกฎหมายก็ดูจะสะท้อนถึงหลักสองมาตรฐานเหมือนกัน ตัวอย่างเช่น กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน แม้วุฒิสภาลงมติให้ผ่าน 70 ไม่ให้ผ่าน 53 ซึ่งเมื่อพิจารณาจากบททั่วไปของรัฐธรรมนูญแล้ว ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องถือว่าถูกคว่ำในชั้นวุฒิสภาเพราะคะแนนเสียงให้ผ่านมีไม่เกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา แต่เมื่อรัฐธรรมนูญมาตรา 302 วรรค 5 บัญญัติเป็นข้อยกเว้นไว้ว่า ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินนั้น การผ่านหรือไม่ให้ผ่านกฎหมาย ให้นับจากคะแนนเสียงไม่ให้ผ่านเป็นหลัก คือ ถ้าคะแนนเสียงไม่ให้ผ่านมีไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา แม้คะแนนเสียงให้ผ่านจะน้อยกว่าคะแนนเสียงไม่ให้ผ่านก็ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 302 วรรค 5 ก็ถือว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบแล้ว ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องแปลก เพราะขณะที่ร่างกฎหมายอื่นๆ การผ่านกฎหมายจะนับจากคะแนนเสียงให้ผ่าน แต่ร่างกฎหมายดังกล่าวนี้ คะแนนเสียงไม่ให้ผ่านจะเป็นตัววัดว่าร่างกฎหมายนั้นผ่านความเห็นชอบแล้วหรือไม่ เรื่องนี้ ถ้ามองให้ลึกลงไป นี่เป็นเทคนิคการเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อยื่นดาบอย่างไม่ลืมหูลืมตาให้กับบางองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในช่วงของการรัฐประหาร

นี่เป็นเรื่องสองมาตรฐานที่ปรากฏอยู่ในโครงสร้างของกฎหมายอย่างตัวรัฐธรรมนูญเอง และหากท่านสงสัยว่ารัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติในลักษณะนี้ได้ยังไง ก็ต้องตามไปดูเอาเองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ใครเป็นผู้ยกร่าง

นอกจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแล้ว ระบบสองมาตรฐานยังปรากฏร่องรอยอยู่ในการบังคับใช้รัฐธรรมนูญและกฎหมายด้วย

กรณีของกองทัพ มีคนสองกลุ่มใหญ่ๆ ต่างใช้เสรีภาพการชุมนุมในลักษณะพอๆ กัน แต่ท่านเห็นบทบาทของกองทัพหรือไม่ว่าทำไมการชุมนุมของคนกลุ่มหนึ่งกองทัพจึงกระวีกระวาดจัดการ แต่พอการชุมนุมของคนอีกกลุ่มหนึ่งกองทัพกลับไม่ค่อยทำอะไร และเมื่อรัฐบาลพยายามจะทำแล้ว ผู้มีอำนาจในกองทัพกลับออกมาพูดให้ลาออกเสียอีก ความจริงแล้ว ถ้ากองทัพเป็นกลไกตัวหนึ่งของรัฐเทียบเคียงว่าเป็นเบรกรถ ไม่ว่าคนมาแตะเบรกจะเป็นใคร ใส่เสื้อสีอะไร รถต้องหยุด แต่การดำเนินการของกองทัพเสมือนว่าไม่รู้ว่าตัวเองเป็นเบรกหรือเป็นคันเร่ง พอคนหนึ่งมาเหยียบก็เป็นเบรก แต่อีกคนมาเหยียบดันกลายเป็นคันเร่ง สุดแท้แต่ว่าคนเหยียบใส่เสื้อสีอะไร นี่เป็นปัญหาใหญ่เชิงระบบ

กรณี ปปช. น่าสงสัยว่าทำไมบางเรื่องหยิบมาพิจารณาเร็วมาก แต่บางเรื่องก็ช้าเสียจนแทบจะหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลไม่ค่อยได้ สำหรับ กกต.เอง ผมกำลังรอดูอยู่ว่าคดีบริจาคเงิน 258 ล้านให้กับพรรคประชาธิปัตย์ สุดท้ายจะออกมาอย่างไร ผมจะไม่พูดเรื่องปัญหาทางเทคนิคเกี่ยวกับการตั้งคณะอนุกรรมการซ้ำไปซ้ำมา แต่อยากจะดูว่าตัวเนื้อหาของคดีเมื่อเอาไปเปรียบเทียบกับเรื่องอื่นๆ แล้ว มันจะมีระบบสองมาตรฐานหรือไม่

อีกกรณีหนึ่งเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของอัยการ สิ่งที่ทุกท่านจะต้องไม่ลืมก็คือว่า วันนี้ข้อหาเรื่องการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถูกพูดกันมากว่ามีการดำเนินคดีที่สอดคล้องกับความมุ่งหมายของกฎหมายจริงๆ หรือเพื่อการทำลายล้างทางการเมือง ทำไมคนกลุ่มหนึ่งถูกเร่งให้ดำเนินคดีและมีการฟ้องร้องไปบ้างแล้ว แต่กับคนอีกกลุ่มหนึ่ง อัยการกลับสั่งไม่ฟ้องด้วยเหตุผลว่ามันไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ คำถามคือ เอาเกณฑ์ไหนมาวินิจฉัยว่าอะไรเป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ และเกณฑ์นั้นมีคำอธิบายบนพื้นฐานการไม่เลือกปฏิบัติหรือไม่

นี่เป็นการบังคับใช้กฎหมายที่ปรากฏร่องรอยของระบบสองมาตรฐาน

สำหรับระบบสองมาตรฐานในการวินิจฉัยคดีของศาล หากดูกรณีของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อศาลวินิจฉัยว่าประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยมีเหตุผลอย่างหนึ่งว่า เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 รับรองให้มันชอบ อย่างนี้ เมื่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 มันสร้างระบบสองมาตรฐานแล้วศาลเอามาใช้เป็นเหตุผลในคำวินิจฉัย คำวินิจฉัยของศาลก็ถือว่าเป็นการรับรองระบบสองมาตรฐานไว้ด้วยเช่นกัน

คำถามมีว่าระบบสองมาตรฐานที่สะท้อนผ่านบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ กระบวนการบังคับใช้กฎหมาย และคำวินิจฉัยของศาล มันเกิดมาได้ยังไง

บทสรุปในชั้นนี้คือว่า วันนี้เราอยู่ในช่วงของการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างคนสองกลุ่ม โดยคนกลุ่มหนึ่งมีความต้องการทำลายล้างทางการเมืองกับคนอีกกลุ่ม ซึ่งการทำลายล้างอย่างนี้จะไม่อาจสำเร็จขึ้นได้เลย ถ้าทุกอย่างดำเนินการไปบนพื้นฐานของความเสมอภาคและไม่เลือกปฏิบัติ เมื่อเป็นอย่างนี้ เป้าหมายจึงสำคัญกว่าวิธีการ และเมื่อเป้าหมายอย่างนี้ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ก่อนรัฐประหารและระหว่างรัฐประหาร ถึงวันนี้จึงไม่จำเป็นต้องเหนียมอายในการเลือกปฏิบัติอีกต่อไป เพราะเมื่อคนร่างรัฐธรรมนูญยังไม่เหนียมอาย แล้วคนที่ใช้กฎหมายจะอายไปทำไม

คำถามต่อไปก็คือ เมื่อระบบสองมาตรฐานมันปรากฏอยู่ ผลจากนี้จะเป็นอย่างไร ความรุนแรงจะเกิดขึ้นไหม

วันนี้ผมเห็นว่าระบบสองมาตรฐานมีอยู่จริง และมันไม่ได้เป็นระบบที่เกิดมาจากความไม่ตั้งใจ มันเกิดมาจากความจงใจที่ทำให้ระบบนี้เกิดขึ้นมาเพื่อทำลายล้างทางการเมือง เมื่อระบบสองมาตรฐานมันเกิดมาจากความตั้งใจอย่างนี้ การจะหวังให้ทุกอย่างกลับมาสู่มาตรฐานเดียวจึงไม่ต้องหวัง และระบบสองมาตรฐานนี้จะยังคงดำเนินต่อไปและจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ตราบใดที่คู่ต่อสู้ทางการเมืองกลุ่มหนึ่งยังไม่ถูกทำลายล้างจนราบคาบ

แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ถ้ามองเหตุปัจจัยตามหลักอิทัปปัจจยตา กรณีแรก เมื่อการปฏิบัติในลักษณะสองมาตรฐานยังดำเนินการต่อ และฝ่ายที่ถูกกระทำยอมรับการกระทำนั้น ทุกอย่างก็จบ ระบบสองมาตรฐานก็จะดำเนินการต่อไปจนกว่าเป้าหมายสุดท้ายจะเสร็จสิ้น แต่ในกรณีที่สอง หากผู้ถูกกระทำเขาไม่ยอมรับ ซึ่งผมเชื่อว่าเขาคงจะยอมรับไม่ได้ มันจะเกิดการต่อสู้ครั้งใหญ่

หากการต่อสู้กันยังอยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้ ระบบสองมาตรฐานจะดำเนินไปเหมือนเดิม แต่หากควบคุมไม่ได้แล้ว รัฐประหารจะเกิดขึ้นภายใต้เหตุผลเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ แต่ถามว่าแล้วจบไหม ผมคิดว่ามันไม่จบ การต่อสู้ที่เกิดขึ้นอีกต่อไปจะเป็นการต่อสู้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และสังคมจะเกิดความวุ่นวายอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน พูดง่ายๆ คือมีโอกาสที่จะเกิดสงครามกลางเมือง

โดยผลอย่างนี้ ทำไมฝ่ายหนึ่งถึงยังกล้าทำให้ระบบสองมาตรฐานนั้นคงอยู่ ผมเห็นว่าวันนี้ระบบการเมืองไทยมาถึงทางสองแพร่งสำคัญ และไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ คุณทักษิณถูกถือว่าเป็นจุดเชื่อมสำคัญจุดหนึ่งบนทางสองแพร่งนี้ว่าประเทศจะหักเหไปทางไหน ด้วยเหตุนี้ เพื่อทำลายล้างคุณทักษิณให้ได้ แม้จะใช้ระบบสองมาตรฐานก็จำเป็นต้องทำ แต่ผลของการทำอย่างนี้ ประเทศยิ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงมากขึ้นไปอีก และจะไม่ใช่ความรุนแรงชนิดที่ท่านเคยเห็นมาก่อนในประเทศไทยที่มีผลแค่เกิดการระเบิดตึกสักตึกหนึ่ง แต่มันจะเป็นความรุนแรงที่นำไปสู่การทำลายระบบโครงสร้างของประเทศ

หากถามว่าจะป้องกันอย่างไร ผมเห็นว่าคงหาทางป้องกันได้ยากเพราะมีคนอยากให้เกิด ความรุนแรงย่อมไม่เกิดหากคนทั้งสองขั้วยินดีจะไม่ให้เกิด แต่เมื่อฝ่ายหนึ่งตั้งใจทำลายล้างอีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่คำนึงถึงวิธีการว่าชอบหรือไม่ ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่อีกฝ่ายจะต้องสู้ และเมื่อถึงจุดๆหนึ่ง มันก็เลี่ยงไม่พ้นที่จะเกิดความรุนแรง

ผมวางใจกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในเมืองไทยแล้ว สถานการณ์ตอนนี้เหมือนมีสึนามิที่กำลังจะมาขึ้นฝั่ง เราทำได้เพียงอย่างเดียวคือดูว่าจุดจบจะเป็นอย่างไร และถ้าเรายังมีชีวิตอยู่ เราจะสร้างบ้านสร้างเมืองกันใหม่แบบไหน ส่วนใครจะเป็นผู้รอดอยู่ อนาคตจะเป็นผู้ให้คำตอบ

[ หมายเหตุ : บทความชิ้นนี้ปรับปรุงจากเนื้อหาคำอภิปรายของผู้เขียนเรื่อง ” สองมาตรฐาน แนวโน้มความรุนแรงในสังคมไทย : กรณีศึกษาเขายายเที่ยง ” ซึ่งจัดขึ้นที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553 โดยผู้เขียนเพียงปรับปรุงถ้อยคำบางส่วน แต่เนื้อหาสาระยังคงเดิมตามคำอภิปราย ]

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง  ”พิชัย รัตตกุล สอน ไอ้หลานชาย อภิสิทธิ์”

โดย

จอม เพชร ประดับ สัมภาษณ์ พิชัย

รายการ INTERLIGECE ทางเว็บไซต์ voicetv.com

ความมีดังนี้

พิชัย รัตตกุล ชื่อนี้หายไปจากสารบบการเมืองนานแล้ว

เขาเป็นอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปปัตย์เมื่อปี 2525 จนถึงปี 2534

วันนี้เขาอายุ 84 ปีแล้ว แต่ก็ยังแข็งแรงมาก พิชัย วางมือทางการเมืองตั้งแต่ปี 2544

แต่ยังเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปปัตย์

เขาเป็นคนที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของพรรคประชาธิปปัตย์อย่างเปิดเผยมาโดยตลอด

กล้าบอกให้พรรคประชาธิปปัตย์ขอโทษประชาชน หลังกรณี สปก 4-01

และวันนี้เขาปรากฎตัวอีกครั้ง

เมื่อ จอม เพชร ประดับ สัมภาษณ์ พิชัย ในรายการ INTERLIGECE ทางเว็บไซต์ voicetv.com

พิชัย วิจารณ์ อภิสิทธิ์ และการทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา

เขาเรียก อภิสิทธิ์ ว่า ไอ้หลานชาย

ชื่นชมในความซื่อสัตย์สุจริต

แต่ให้คะแนนรัฐบาลแค่ 5 เต็ม 10

เขาวิจารณ์ อภิสิทธิ์ ทั้งเรื่องการเจรจากับ ทักษิณ นโยบายต่างประเทศ นโยบาย ประชานิยม

และที่สำคัญ ไม่รู้จักใช้คน

พิชัย เปิดประเด็นแรกเรื่องปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทย

ทุกปัญหามีทางออก เพียงแต่เรายอมซึ่งกันและกันบ้าง

ถ้าทุกฝ่ายตั้งแง่ก็ไม่มีทางลงเอยได้ สรุปก็คือ แม้ปัญหาจะมากมาย

แต่ทางออกยังมี เพียงแต่ต้องเสียสละกันบ้าง

เมื่อถามถึง คนกลาง ในการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร

พิชัยมองว่า คนเดียวทำไม่ได้

ข้อเสนอของเขาคือ ต้องทำเป็นกลุ่มคณะ

เริ่มต้นจาก 2 ฝ่ายต้องหา คนกลาง ที่ไม่มีความลำเอียง

ทั้งรัฐบาลและทักษิณ ต้องไม่มีการตั้ง เงื่อนไข ก่อนนั่งโต๊ะเจรจา

และการนั่งคุยกันต้องเป็นความลับ

ประเด็นสำคัญที่ พิชัย ย้ำคือ ห้ามมีเงื่อนไข

ถ้าผมเป็นคุณทักษิณ ผมก็รับเงื่อนไขของรัฐบาลไม่ได้ และถ้าผมเป็นรัฐบาล

ผมก็รับเงื่อนไขของคุณทักษิณไม่ได้

เขายกตัวอย่างเรื่องการเจรจากับประเทศที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ว่า

ไม่เคยมีเงื่อนไขว่าประเทศนั้นต้องเลิกเป็นคอมมิวนิสต์ก่อน เราถึงจะเจรจา

อย่าตั้งเงื่อนไข ไม่ใช่บอกว่าคุณทักษิณต้องกลับมาติดคุกก่อน

นั่งโต๊ะเจรจาก่อน ถึงเวลานั้นค่อยวางเงื่อนไขลงมา ทั้ง 2 ฝ่าย

จะรู้เลยว่าจุดยืนหรือเงื่อนไขของ 2 ฝ่ายเป็นอย่างไร

แต่การเจรจาจะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับต้องมีการอะลุ้มอล่วยกันพอสมควร

ถ้าไม่ยอมกันเลยก็เจรจาไม่สำเร็จ

เมื่อถาว่ารัฐบาลบอกว่าเงื่อนไขสำคัญคือ การยอมรับกฎหมาย

ตราบใดที่กพูดถึงเงื่อนไข ไม่มีทางเจรจากันได้

เขาเล่าว่ามีคนทั้งจากรัฐบาลและ ทักษิณมาคุยกับเขาเมื่อประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา

และ พิชัย ก็เสนอนแนวทางนี้ไปแล้ว

มีคนกลาง ห้ามมีเงื่อนไข และคุยกันเงียบๆ

ในบรรดาหัวหน้าพรรคประชาธิปปัตย์ นับตั้งแต่ นายควง อภัยวงศ์ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช พ.อ. ถนัด คอมันต์ นายพิชัย รัตตกุล นายชวน หลีกภัย นายบัญญัติ บรรทัดฐาน และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

มี พิชัย คนที่เดียวที่ทำธุรกิจใหญ่มาก่อน

และมาเป็นนักบริหารมืออาชีพ

มุมมองของเขาจึงแตกต่างจาก หัวหน้าพรรค คนอื่น

ครั้งหนึ่ง หลังจาก พรรคประชาธิปปัตย์พ่ายแพ้การเลือกตั้ง พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร

และ พรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล

1 ปี 8 เดือน ของทักษิณ ได้สร้างปรากฎการณ์ใหม่ในเรื่องการบริหาร

และการทำนโยบาย ให้เป็นจริง

ในเดือน สิงหาคม 2545 พิชัย ออกมาวิพากษ์ตนเอง

วิจารณ์พรรคประชาธิปปัตย์อย่างตรงไปตรงมาว่า

พรรคประชาธิปปัตย์มีแต่นักการเมือง ไม่มีนักบริหาร

เขาบอกว่า ต่อไปนี้นักการเมืองต้องต่อสู้ด้วยนโยบายและชั้นเชิงการบริหาร

หัวหน้าพรรคต้องเป็นนักบริหาร เพื่อดึงคนเก่งมาร่วมกันทำนโยบายที่ถูกใจประชาชน

พิชัย วิจารณ์ ชวน ว่าเป็นคนดีสารพัดอย่าง

เคยเป็นหัวหน้าสำนักงานทนายความแต่ไม่เคยบริหารงานขนาดใหญ่

ในยุคนี้ถือว่าไม่ถึงใจ

เป็นประโยคเด็ดของ พิชัย เมื่อปี 2545

ไม่แปลกที่วันนี้เขาจะมอง อภิสิทธิ์ ในมุมมองของนักบริหารที่มากประสบการรื

ประเด็นแรก เขามองว่า ไอ้หลานรัก ทำอะไรหลายอย่างที่ไม่ควรทำ

เช่น เรื่องการแจกเช็ค 2000 บาล ฯลฯ

ที่สำคัญเมื่อมีนโยบายเหล่านั้น นายกฯ ไม่ควรไปเอง

เสียเวลา เอาเวลาไปคิดดีกว่า

ฟังน้ำเสียงแล้วละม้ายกับการวิจารณ์เรื่อง นายก โพเดียม

แต่ประเด็นที่แรงกว่านั้น ก็คือ เรื่องไม่รู้ จักใช้คน

รัฐบาลทำงานโดยคนไม่กี่คน

เมื่อถามว่า ในพรรคประชาธิปปัตย์มีบุคคลากรที่มีฝีมือจำนวนมาก

เยอะแยะ ไม่รู้จักใช้คน คนดี ๆ มีความรู้มากมายแต่ไม่รู้จักใช้

คนที่อยากจะช่วยมีมาก อย่างที่คุณจอมถามว่า ทำไมผมไม่บอกคุณอภิสิทธิ์

ก็เขาไม่เคยถามจะให้บอกอย่างไร

พิชัย บอกว่าจุดอ่อนของ อภิสิทธิ์ คือ เรื่องนี้ เขามีที่ปรึกษาของแต่ละหน่วยงานไม่มากพอ

ทั้งประชาธิปปัตย์ มีคนเก่งเยอะและคนนอกพรรคมีพร้อมช่วย

ถามว่า เหตุผลที่ ไม่รู้จักใช้คน มาจากอะไร

คำตอบของ พิชัย แรงมา

คำตอบก็คือ มันมาจากสันดานคนที่ไม่เหมือนกัน สันดานของคนที่ไม่รุ้จักใช้คน

พิชัยยังเล่าเรื่องการไปงานศพของอาจารย์ภิญโญ บุณยรัตพันธ์ อดีตรองประธานสภา กทม.

ผมไปร่วมงาน แต่ผมไม่เห็นผู้ใหญ่ของพรรคประชาธิปปัตย์สักคนเดียว

พิสูจน์ได้ว่า นอกจากไม่รู้จักใช้คนแล้ว ยังลืมคนเก่าอีกด้วย

พิชัย สรุป ก่อนหัวเราะ

มีตัวอย่างอีกเยอะ ผมขอเป็นคนวิจารณ์พรรคประชาธิปปัตย์ได้อย่างเต็มปาก

ในฐานะที่ พิชัย คลุกคลีกับกระทรวงการต่างประเทศมายาวนาน

ตั้งแต่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมื่อปี 2519

และเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลกระทรวงนี้มาหลายสมัย

จอม จึงตั้งคำถาม เรื่องความสัมพันธ์ ระหว่างไทยกับกัมพูชาซึ่งวิกฤติที่สุดครั้งหนึ่ง

ทั้งที่ ผู้ก่อตั้ง พรรคประชาธิปปัตย์ คือ นายควง อภัยวงศ์

มีรากฐานความสัมพันธ์กับกัมพูชาอย่างแน่นแฟ้น

นี่คือปัญหาที่ผมหนักใจมาก จาการที่รัฐบาลทำงานโดยคนไม่กี่คนทำให้

ปัญหาจากภายในกลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศขึ้นมา

พิชัย มองว่ามีผู้เชี่ยวชาญเรื่องต่างประเทศจำนวนมาก

ไม่ว่าจะเป็น นายนิตย์ พิบูลสงคราม นายเตช บุญนาค นายวิทยา เวชชาชีวะ

หรือแม้แต่ อานันท์ ปัญญารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี

คนเหล่านี้มีประสบการณ์ด้านต่างประเทศมาก แต่รัฐบาลไม่เคยปรึกษา

เมื่อถาม ปัญหาความสัมพันธ์กับกัมพูชานั้น รัฐบาลมองว่าเกิดจาก ฮุนเซน ตั้งทักษิณ เป็นที่ปรึกษา

แต่ พิชัย กลับมองตรงข้าม

การที่รัฐบาลต่างประเทศแต่งตั้งคนไทยหรือใครก็แล้วแต่เป็นที่ปรึกษา ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย

แต่คุณทักษิณต่อสู้อยู่กับรัฐบาลนี้ จอมถาม

ไม่แปลก สมเด็จฮุนเซน มีสิทธิ์ ผมพูดเหมือนเข้าข้าง สมเด็จฮุนเซน

แต่เขามีสิทธิแต่งใครมาเป็นที่ปรึกษาก็ได้ แน่นอนเมื่อเขาเป็นเพื่อนสนิทกับคุณทักษิณ

เขาก็อยากให้ทักษิณกลับมามีอำนาจ แต่นั่นเป็นความคิดของเขา

ไม่ว่า จะแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาหรืออะไรก็ตามเราห้ามไม่ได้ แต่เรามีหน้าที่ครับ

มีหน้าที่ป้องกันแก้ปัญหาที่เผชิญหน้ากันอยู่ แต่ถ้าเราไปวุ่นวาย

ไปพูดเรื่องการแต่งตั้งคุณทักษิณก็แสดงว่าเรากำลังไปแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น

ก่อนสรุปว่า ทั้งไทย กัมพูชา ต่างแทรกแซงกิจการภายในด้วยกันทั้งคุ่

เมื่อ 2 ฝ่ายต่างแทรกแซง เราก็ต้องคุยกันแม้ทักษิณ

จะสนิทกับ สมเด็จ ฮุนเซน มากว่า แร่เราต้องอย่ายอมแพ้

เขายกตัวอย่างช่วงหลังสงครามเวียดนามที่สหรัฐอเมริกาถอนทหารออกจากอินโดจีน

ครั้งนั้นไทย อยุ่ในสถานการณ์ที่ลำบากเพราะต้องฟื้นความสัมพันธ์

กับประเทศเพื่อนบ้านทั้งที่เราเคยส่งทหารไปฆ่าฟันประชาชนของลาว กัมพูชาและเวียดนาม

เราเพิ่งทะเลาะกับความเมื่อไม่กี่วันมานี้เองแต่เราอยากดีกับเขา

รัฐบาลยุคนั้นกับกระทรวงการต่างประเทศต้องทำงานอย่างหนักแต่ต้องไม่มีเงื่อนไขก่อนการเจรจา

เมื่อถามว่า สมเด็จ ฮุนเซน บอกว่าถ้าจะให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นต้องไม่มี อภิสิทธิ์ กษิต

นั่นก็เป็นเงื่อนไข เหมือนรัฐบาลไทยที่มีเงื่อนไขว่าจะเจรจา

เมื่อกัมพูชายกเลิกการแต่งตั้งคุณทักษิณ

เราจะตั้งเงื่อนไขก่อนเจรจาไม่ได้

เป็นข้อสรุปของ พิชัย

และเมื่อให้วัดผลงานของรัฐบาล

พิชัยชมว่า อภิสิทธิ์ เป็นคนเก่ง คนดี และเป็นผุ้ใหญ่

ไม่ใช่เด็กดื้อ

เรื่องที่มาที่มีการวิจารณ์ว่าเข้ามาเพราะการรัฐประหาร พิชัย ขอที่จะไม่แตะต้องเรื่องนี้

แต่ รัฐบาลทำงานเหมือนไม่มีอำนาจ คนไม่ว่าวางใจว่ารัฐบาลมีอำนาจ

ถามว่า 1 ปีที่ผ่านมา พิชัย พอใจกับผลงานรัฐบาลหรือไม่

มีหลายอย่างที่ประชาชนพอใจ แต่ผมอยากติงนิดเดียว คือ

การก๊อบปี้นโยบายประชานิยมของ ทักษิณ มาทำ เป็นสิ่งที่ดี ผมไม่ว่า

แต่อย่าทำแบบไฟไหม้ฟาง นโยบายประชานิยมต้องสม่ำเสมอ

ทำไปเรื่อยๆ วันดีคืนดีไม่ใช่อยากแจกเงิน ทำแบบหาเสียงแบบนี้แจกเสร็จเขาก็ลืมแล้ว

ขอให้ทำต่อไป แต่ทำแบบยั่งยืน

เรื่องที่ พิชัย ไม่สบายใจที่สุด คือเรื่องความขัดแย้งภายในประเทศที่นำไปสู้ความขัดแย้งระหว่างประเทศ

รัฐมนตรีที่เขาให้คะแนนมากที่สุดคือ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ส่วนคะแนนที่ให้กับ อภิสิทธิ์

พิชัย บอกว่า เขาดีใจที่ อภิสิทธิ์ ไม่มีประวัติเรื่องการคอร์รัปชั่น

ผมภูมิใจว่า ไอ้หลานชายรักษาความซื่อสัตย์ได้ แต่ถ้าให้คะแนน ผมให้ 5 คะแนน

ไม่ตกแต่เฉียดฉิว

ที่มา  รายงานพิเศษ มติชน สุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 8- 14 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 30 ฉบับที่ 1534

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง

”สังคมหนวดเต่า เขากระต่าย สังคมไทยมีแต่การ สร้างเรื่องเท็จมาใส่กัน”

โดย

นิติภูมิ  นวรัตน์

ความมีดังนี้

๑. เต่าไม่มีหนวด

๒. กระต่ายไม่มีเขา

๓. หนวดเต่าเขากระต่าย จึงเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง

๔. รัฏฐาภิปาลโนบาย คือ วิธีการปกครองบ้านเมือง

๕. วิเทโศบาย คือ วิธีดำเนินการที่รัฐบาลใช้ปฏิบัติต่อต่างประเทศ

๖. หากผู้นำฝ่ายบริหารซึ่งเป็นผู้ใช้รัฏฐาภิปาลโนบายด้อยความสามารถ แถมมีการกระทำที่ข่มเหงคะเนงร้ายประชาชน ชาติบ้านเมืองก็ยากที่จะเดินหน้าไปได้อย่างสุขสงบ

๗. หากเสนาบดีผู้ต้องมีความชำนาญในวิเทโศบาย มีกาลธารณาหรือความผิดเพี้ยน ชอบสร้างเรื่องจากการณาภาพ หมายถึงสร้างจากความไม่มีเหตุ เป็นพวกปรทัตตูปชีวี ที่หมายถึงเปรตที่อยู่ด้วยส่วนบุญที่ผู้อื่นแบ่งปันให้ เป็นสมาชิกของพวกกุหกชีวี หมายถึงเป็นคนที่หากิน และขอตำแหน่งโดยหลอกลวงตลบตะแลงตอแหลมาตลอดชีวิตราชการ แถมยังเป็นคนปากเปราะเราะร้าย พูดมากปากหยาบเป็นขี้ทูดกุฏฐัง เสนาบดีประเภทนี้ย่อมนำสัมประหารเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อนบ้านมาให้เรามิรู้จักจบสิ้น

๘. ชาติรัฐที่มีนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศที่มีโทษสมบัติอย่างข้อ ๖ และ ๗ ประชาชนคนในประเทศนั้นจักมีแต่ความหนาวใจ

๙. จิรกาล เวลานานมาแล้ว ประวัติศาสตร์ชาติไทยเริ่มโดยพระปฐมบรมกษัตริย์แห่งอาณาจักรสุโขทัย พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ผู้ทรงครองราชย์สมบัติตั้งแต่ พ.ศ. ๑๗๖๒

๑๐. อาณาจักรแห่งแรกของไทยดำรงคงพระมหากษัตริย์มาจนถึงรัชกาลที่ ๙ ราชวงศ์ก็ถึงกาลล่มสลายหายไป สุโขทัยกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยา โดยดำรงสถานะราชอาณาจักรระหว่าง พ.ศ.๑๗๖๒ จนถึง พ.ศ. ๑๙๘๑ รวมเวลา ๒๑๙ ปี

๑๑. เมืองแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ทางใต้ของกรุงสุโขทัยที่มีชื่อว่าอู่ทอง ค่อยๆ ทยอยเติบโตจนเป็นอาณาจักร กาลต่อมา อาณาจักรอู่ทองก็พัฒนามาเป็นอาณาจักรอยุธยา

๑๒. ราชวงศ์อู่ทอง ราชวงศ์สุพรรณภูมิ ราชวงศ์สุโขทัย ราชวงศ์ปราสาททอง ราชวงศ์บ้านพลูหลวง ทั้งหมดนี้เป็นราชวงศ์แห่งพระมหากษัตริย์ไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา ๓๔ พระองค์ ๓๕ รัชกาล กรุงศรีอยุธยาถือกำเนิดเกิดมาเป็นราชธานีของไทยอยู่นานถึง ๔๑๗ ปี กระทั่งวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐ เวลา ๒๐.๐๐ น. ซึ่งเป็นวันเวลานาทีที่พม่าเข้ามาในเมืองได้ ความเป็นอาณาจักรของกรุงศรีอยุธยาก็มลายหายสิ้นไป

๑๓. กรุงธนบุรีได้รับการสถาปนาเป็นราชธานีโดยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ พระองค์ทรงกู้เอกราชกลับคืนมาได้ในเวลา ๗ เดือน กรุงธนบุรีที่สถาปนาโดยพระเจ้าตากสินเป็นราชธานีของไทยอยู่นาน ๑๕ ปี

๑๔. สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกไปปราบปรามเขมร ขณะเดียวกันก็ทรงทราบข่าวการก่อจลาจลในกรุงธนบุรี จึงทรงเดินทัพมาตรวจดูเหตุการณ์บ้านเมือง พระองค์ทรงเห็นว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมีพระสติฟั่นเฟือน ลงพระราชอาญาแก่พระสงฆ์และฆราวาส ไม่ทรงอยู่ในทศพิธราชธรรม สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกจึงรับสั่งให้นำตัวสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไปสำเร็จโทษ จากนั้น บรรดาขุนนาง ข้าราชการ เสนาอำมาตย์ผู้ใหญ่ได้อัญทูลเชิญสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีในวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ พระองค์ทรงย้ายราชธานีจากเดิมกรุงธนบุรีมาอยู่ที่กรุงเทพฯ

๑๕. ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๓ กรุงเทพฯ จะเป็นราชธานีของไทยได้นานถึง ๒๒๘ ปี

๑๖. ประเทศในโลกนี้ มีสถานะทางการปกครองมากมายหลายประเภท ทั้ง รัฐ รัฐเอกราช รัฐสุลต่าน เครือรัฐ นครรัฐ สาธารณรัฐ สาธารณรัฐประชาชน สาธารณรัฐสังคมนิยม สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตย สาธารณรัฐสังคมนิยมอาหรับ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน สาธารณรัฐอิสลาม สาธารณรัฐอาหรับ สาธารณรัฐสหกรณ์ สหสาธารณรัฐ สหภาพ สหรัฐ สมาพันธรัฐ สหพันธรัฐ สหพันธ์สาธารณรัฐ สหราชอาณาจักร ราชรัฐ ราชอาณาจักร และราชอาณาจักรฮัชไมต์

๑๗. กลุ่มประเทศที่เข้มแข็ง มีเสถียรภาพ มีความขลัง มีวัฒนธรรม ประเพณี และประวัติศาสตร์อันยาวนาน มักจะเป็นกลุ่มที่ขึ้นต้นชื่อประเทศด้วย ราชอาณาจักร ซึ่งหมายถึงเป็นประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข มีราชวงศ์ปกครองที่ได้รับการยอมรับนับถือกันมายาวนาน อาทิ ราชวงศ์แซกเซ-โคเบิร์ก-โกธา (เบลเยี่ยม), ราชวงศ์เดนมาร์ก, ราชวงศ์นัสเซา-วีลเบิร์ก (ลักเซมเบิร์ก), ราชวงศ์ออเรนจ์-นัสเซา(เนเธอร์แลนด์), ราชวงศ์โอลเดนเบิร์ก (นอร์เวย์), ราชวงศ์กรีมัลดี (โมนาโก), ราชวงศ์บูร์บอง (สเปน), ราชวงศ์แบร์นาด็อตต์ (สวีเดน), ราชวงศ์วินด์เซอร์ (อังกฤษ), ราชวงศ์แห่งบาห์เรน, ราชวงศ์ราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน, ราชวงศ์อัลซาบาห์ (คูเวต), ราชวงศ์อัลซาอิด (โอมาน), ราชวงศ์อัลทานี (กาตาร์), ราชวงศ์อัลซาอุด (ซาอุดีอาระเบีย), ราชวงศ์อัลนาห์ยัน (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์), ราชวงศ์อาลาวิท (โมร็อกโก), ราชวงศ์วังชุก (ภูฏาน), ราชวงศ์แห่งบรูไน, ราชวงศ์แห่งกัมพูชา, ราชวงศ์เบญจมาศ (ญี่ปุ่น) ฯลฯ

๑๘. พ.ศ. ๒๕๕๓ ราชอาณาจักรไทยได้ดำรงคงความมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุขมายาวนานถึง ๗๙๑ ปี นับว่าเป็นประเทศโชคดีที่ยังสามารถดำรงสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ได้อย่างมั่นคง อีกไม่ถึงหนึ่งทศวรรษ เราก็จะเป็นชนชาติที่ดำรงคงเผ่าพันธุ์อันยาวนานถึง ๘ ศตวรรษ ยากที่จะมีประเทศชาติใดทำได้เสมอเหมือน

๑๙. ความโชคดีและความโชคร้ายมักจะมาด้วยกันเสมอ เสมือนหนึ่งร่างกายมนุษย์ส่วนใหญ่ที่ธรรมชาติสร้างมาให้มีทั้งแขนซ้ายขวา โชคดีที่ไทยมีสถาบันพระมหากษัตริย์ติดต่อกันมั่นคงยาวนานเกือบจะถึง ๘๐๐ ปี แต่ประเทศไทยโชคร้ายที่มีการเมืองไม่มั่นคง มีการปฏิวัติรัฐประหาร ยกเลิก และร่างธรรมนูญขึ้นมาใช้ใหม่อยู่เนืองๆ

๒๐. ไทยมีผู้นำฝ่ายบริหารส่วนหนึ่งไม่มีความสามารถ

๒๑. ส่วนนายกรัฐมนตรีที่มีความสามารถ ซึ่งแม้แต่นานาอารยประเทศก็ยอมรับ กลับถูกสกัดในออกนอกประเทศด้วย “ข้อหาส่วนหนึ่ง” ที่เป็นหนวดเต่าเขากระต่าย ซึ่งพวกเจ้าถ้อยหมอความบางกลุ่มสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นความชอบธรรมในการทำลายคนฉลาดปราดเปรื่อง และเพื่อปูทางสว่างโล่งให้คนของตนได้ขึ้นมาปกครองประเทศเท่านั้น

๒๒. หากสังคมไทยกลับมาสู่การสมานฉันท์ พ.ศ. ๒๕๕๓ จะเป็นศักราชที่คณะเราชาวท่านทั้งหลายจะมีแต่ความสุข สุขที่มีพระยุติธรรมธรเปรียบเสมือนบิดรของพวกเราทุกคน เราประชาชนคนไทยควรกลับมาตระหนักว่า เราทั้งหลายมีพ่อแม่พระองค์เดียวกัน

๒๓. ตลอด พ.ศ. ๒๕๕๓ อย่าให้ใครมาหลอกเราเรื่องหนวดเต่าเขากระต่ายอีก

๒๔. พ.ศ. ๒๕๕๓ เป็นปีที่เราควรนำคนเก่งของจริงทั้งหลายกลับมาทำงานรับใช้ประเทศชาติประชาชน และนำกลับมารับใช้เบื้องพระยุคลบาทเพื่อทำให้ไทยเป็นชาติแข็งแกร่งในสกลจักรวาลไปอีกนานนับพันปี การกระทำของเราในศักราชใหม่นี้จะนำนิรันตสุข สุขไม่มีที่สิ้นสุด สุขเสมอ สุขตลอดกาล กลับมาให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

อ้างอิง

http://www.nitipoom.com/th/article1.asp?idOpenSky=3417&ipagenum=

Read Full Post »

อยากจะขอเล่าการทดลองที่ได้ยินมานานแล้วให้ทุกคนได้อ่านกัน เชื่อว่าหลายๆท่านคงจะเคยได้ยินมาแล้ว

การทดลองนี้ ว่ากันว่า เกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา เป็นการศึกษาพฤติกรรมลิงกลุ่มหนึ่ง รายละเอียดดังต่อไปนี้

มีลิงอยู่ 5 ตัว มันถูกจับให้ไปใช้ชีวิตอยู่ในกรงใหญ่ๆกรงหนึ่ง ภายในกรงนั้นมีบันไดสูงชันตั้งอยู่กลางกรง โดยที่ลิงแต่ละตัวก็ไม่รู้ว่าจะตั้งไว้ทำไม เราปล่อยให้ลิงได้ชีวิตอยู่ร่วมกันสักพักหนึ่งจนเริ่มคุ้นเคยกันและกัน

แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ได้มีใครเอากล้วยสุกๆหวีหนึ่งมาแขวนไว้เหนือบันไดกลางกรง ลิงทั้ง 5 เห็นดังนั้น จึงรีบปีนป่ายเพื่อเข้าไปแย่งชิงความเป็นเจ้าของกล้วยหวีนั้น

หารู้ไม่ กล้วยหวีนั้นมันมีกับดักซ่อนอยู่!!!

เมื่อลิงตัวหนึ่งขึ้นไปถึงชั้นบนสุดของบันไดได้สำเร็จ และพยายามจะดึงกล้วยออกจากเชือกที่ผูกอยู่นั้น ทันใดนั้นเอง ปรากฏว่าได้มีน้ำเย็นเฉียบจับใจถูกฉีดออกมาทั่วกรง ที่แท้เชือกนั้นถูกผูกติดอยู่กับสวิทซ์เปิดน้ำนั่นเอง

ลิงทั้ง 5 เมื่อได้โดนน้ำเย็นเฉียบฉีดใส่ก็พากันวิ่งเต้นเป็นจ้าละหวั่น หนาวสั่นไปทั้งร่างกาย จนกระทั่งน้ำเย็นหยุดลง…

ยัง!!! ยังไม่เข็ด มีลิงอีกตัวหนึ่งอยากลองดี ปีนขึ้นไปดึงกล้วยออกจากเชือกอีกครั้ง เหตุการณ์ซ้ำๆเกิดขึ้นอีกที ความหนาวเย็นปกคลุมทั่วกรงขัง

ในที่สุด ลิงทั้ง 5 ก็ไม่กล้าแม้แต่จะปีนขึ้นไปบนบันไดซักตัว คงจะเข็ดหลาบกันไปไม่น้อย

การทดลองยังดำเนินต่อไป…เขาจับลิงในกรงออกมา 1 ตัว หลังจากนั้นนำลิงตัว ใหม่ 1 ตัวเข้าไปแทนที่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็คือ ลิงตัวใหม่พอเห็นกล้วยที่แขวนอยู่ มันก็รีบพุ่งเข้าไปที่บันไดทันที แต่…เดี๋ยวก่อน น้ำเย็นไม่ได้ถูกฉีดออกมาแล้วครับ  นั่นเป็นเพราะลิงรุ่นพี่ทั้ง 4 เข้าไปรุมสกัมเจ้าลิงน้องใหม่อย่างสุดชีวิต

4 รุม 1 แบบนี้ เห็นทีลิงน้องใหม่ก็คงต้องยอมลิงรุ่นพี่ล่ะนะ ลิงน้องใหม่ก็เลยไม่คิดที่จะเข้าใกล้บันไดอีกด้วยความกลัวผสมความฉงนงงๆ

ยังครับ การทดลองยังไม่จบครับ เขาปล่อยให้ลิงอยู่อาศัยกันแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งเราจับเอาลิงรุ่นพี่อีก 1 ตัวออกมาจากกรง แล้วเอาลิง Gen 3 ใส่เข้าไปในกรงแทน เหตุการณ์เดิมๆเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง ลิงรุ่นพี่ทั้ง 3 เข้าไปรุมสกัมน้องใหม่ทันทีที่มันคิดจะปีนขึ้นบันได … อ่ะ ไม่สิ!!! นั่นมัน ลิงรุ่นน้อง Gen 2 เข้าไปร่วมวงกับลิงรุ่นพี่ด้วย!!! รับน้องใหม่กันสนุกเลยสิครับ

เขาทำการทดลองแบบนี้ไปเรื่อยๆ จับลิงเก่าออกมา เอาลิงตัวใหม่ใส่เข้าไป จนกลายเป็นลิงทุกตัวที่ไม่เคยสัมผัสประสบการณ์หนาวเย็นมาก่อนเลย

แต่…ไม่มีลิงตัวไหนเลยที่คิดจะปีนบันไดขึ่้นไปพิชิตกล้วยหวีนั้นเลยครับ!!!

เราหลงลืมอะไรบางอย่างไปหรือเปล่า?

เคยคิดทบทวนบ้างไหมว่า พฤติกรรมที่เราแสดงออก การกระทำที่ทำอยู่ทุกวัน กระบวนการการทำงานต่างๆของเรานั้น มันควรจะเป็นแบบนั้นแล้วจริงหรือ?

นี่เป็นกับดักทางจิตวิทยาครับ เรายึดถือกันตลอดมาว่า อะไรที่มีอยู่มาช้านานเป็นสิ่งที่ควรรักษาไว้และประพฤติปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน ตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด

แต่เด็กก็อาบน้ำร้อนมาตั้งแต่เด็กๆแล้วเหมือนกันแหละน่า อีกอย่าง ตามหลังผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่โดนหมากัดก็มีถมเถไป!!! … ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆทำให้เกิดนวัตกรรมขึ้นบนโลกใบนี้มาแล้วมากมายครับ

แต่อย่างไรก็ตาม …​ความคิดเก๋าๆเก่าๆก็เป็นตัวคอยพยุงหนุนหลังให้ก้าวไปด้วยความมั่นคงเช่นกัน

เราจึงควรต้องหาจุดที่ลงตัวระหว่าง “ความคิดใหม่ๆไฟแรงสูง”กับ”ความคิดเก่าๆเก๋าประสบการณ์” นำมาประยุกต์ผสมผสานเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดครับ

ลองทบทวนชีวิตของตัวเองดูครับ ว่าเรารู้แล้วหรือยังว่า ถ้าเกิดปีนขึ่้นไปดึงกล้วยแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น?

เพราะบางที เชือกที่ใช้แขวนกล้วย อาจไม่ได้ผูกติดกับสวิทซ์เปิดน้ำเย็นแล้วก็เป็นได้

@smileyKiD

Read Full Post »

triamboy

พลวัตประชาธิปไตยแบบตัวแทนของบริบทที่ตั้งประเทศไทย

สิงหาคม 1, 2009

ก่อนเนื้อความ

บทความนี้ถูกตั้งใจเขียนขึ้นเพื่อนำเสนอโครงสร้างการเคลื่อนตัวของกิจกรรมทางการเมืองภายใต้บริบทที่ตั้งประเทศไทยโดยคน  ตามแต่ทุนสะสมที่มีอยู่ภายในตัวของผู้เขียน. มากกว่านั้นผู้เขียนหวังว่าการนำเสนอครั้งนี้  (ก)  สร้างองค์ความรู้ใหม่ให้แก่สังคม  (ข)  ให้เกิดการเพิ่มเติม  แก้ไข  ปรับปรุงองค์ความรู้นี้  โดยผู้ที่สนใจ  ทั้งเพื่อประโยชน์ในวัตถุประสงค์ต่างๆ  ตามแต่สมควรเห็น  หรือกระทั้งไม่มี  ไม่แน่ใจว่ามีผลประโยชน์จากการแก้ไข  ปรับปรุงหรือไม่  (ค)  พัฒนากระบวนการสร้างองค์ความรู้ของผู้เขียนเอง.

ที่มา

ที่ตั้ง, ที่ถูกเรียกว่าประเทศไทย และประกอบไปด้วยหลายชนชาติ,  ได้ถูกเปลี่ยนผ่านกติกาการทำกิจกรรมของคนจากที่เข้าใจว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นที่เข้าใจว่าประชาธิปไตย,  ผ่านการมีส่วนกำหนดโดยบทบาทของบุคคลในยุคนั้นนั้น. จากจุดเปลี่ยนผ่านกว่า 77 ปีแล้ว,  กล่าวได้ว่าภายใต้รูปแบบกติกาใหม่ได้เปิดโอกาสมากขึ้นในการแสดงพฤติกรรมที่หลากหลายและแปลกใหม่จากรูปแบบเดิม. นอกเหนือจากนั้น, การกระทำกิจกรรมเหล่านี้ได้ถูกสั่งสม และหล่อหลอมเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้, จนมากพอที่จะสามารถอธิบายถึงความเป็นจริงที่ปรากฎชัดต่างๆ อย่างน้อยที่สุด คือ  ทิศทาง และวงจรล้มลุกคลุกคลานของมนุษย์ที่เกิดขึ้นได้.

กรอบความคิด

เงื่อนไขเบื้องต้น

  • คนทุกคนมีความละโมภกอบโกยแตกต่างกันไป อย่างน้อยที่สุด ยังมีความต้องการในสินค้าจำเป็นอยู่.
  • ทุน ในบทความนี้ หมายถึง ทุน และโอกาสในการสร้างทุน. ได้แก่ (ก) ทุนทางเศรษฐกิจ อาทิ สินทรัพย์ทางการเงิน (เงินสด, หุ้น, พันธบัตร, บัตรเครดิต, วงเงินเบิกเกินบัญชี, ตราสารหนี้, เป็นต้น), สินทรัพย์ปัจจัยการผลิต (เงินทุน, ที่ดิน, แรงงาน, ความรู้, การจัดการ, เครื่องจักร, ลิขสิทธิ์, เทคโนโลยี, นวัตกรรม, สัมปทาน, เป็นต้น), สินทรัพย์ที่มีมูลค่า (นาฬิกา, เพชร, ทองคำ, ยานพาหนะ, เป็นต้น) (ข) ทุนทางสังคม อาทิ ทุนเครือข่ายดั้งเดิม (ญาติพี่น้อง, เพื่อน, กลุ่มอาชีพ, สหกรณ์, เป็นต้น), ทุนจากอำนาจทางสังคมตามกฎหมาย (ทุนจากอำนาจบริหารในบทบาทข้าราชการ และพนักงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, ทุนจากอำนาจยุติธรรมในบทบาทผู้ตัดสินความผิดต่างต่าง, ทุนจากอำนาจยุติธรรมในบทบาทผู้บังคับใช้กฎหมายในทางปฏิบัติเพื่อความสงบเรียบร้อยภายใน, ทุนจากอำนาจความมั่นคงในบทบาทผู้รักษาอธิปไตยของประเทศ, เป็นต้น) (ค) ทุนทางการเมือง อาทิ ทุนจากอำนาจผู้เป็นตัวแทนของแต่ละระดับสังคม, ทุนจากการสนับสนุนกิจกรรมทางการเมือง, ทุนจากคำมั่นของปัจเจกบุคคลร่วมกันในการสนับสนุน, เป็นต้น.
  • มีตัวแทนบริหารตัดสินใจเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์สาธารณะตามแต่ละระดับสังคมตามบทบาทหน้าที่ และอำนาจอำนวย.
  • ตัวแทนบริหารมาจากการเลือกตั้ง ทั้งทางตรง และทางอ้อม.
  • อำนาจต่อรอง หมายถึง ทุนทั้งหมดของหน่วยตัดสินใจ (ทั้งปัจเจกบุคคล และกลุ่มปัจเจกบุคคล)

สมมติฐาน

  • อำนาจการต่อรอง (bargaining power) มีบทบาทหลักในการกำหนดพลวัตของคนบนที่ตั้งประเทศไทย, โดยมีการสะสมของทุนเป็นตัวกำหนดที่สำคัญที่สุดของอำนาจต่อรอง. มากกว่านั้น, ปัจจัยภายนอก หรือบริบทสำคัญหลายประการ เป็นตัวสนับสนุนพลวัตนี้ อาทิ การเลือกตั้ง, ภูมิหลังของบูรณาญาสิทธิราชย์, แนวคิดหลักที่เป็นพื้นฐานของสังคม, เป็นต้น.
  • คน บนที่ตั้งของประเทศไทยสามารถถูกแบ่งได้เป็น 4 ส่วน โดยอำนาจต่อรองเป็นตัวกำหนดที่มีบทบาทมากที่สุด. ปัจจัยภายนอก หรือบริบทต่างต่าง ได้แก่ บริบททางเศรษฐกิจ, ทางสังคม, และทางการเมือง, เป็นปัจจัยสนับสนุนคนแต่ละประเภทแตกต่างกัน, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลือกตั้ง, ภูมิประเทศที่ตั้ง, และการเปิดประเทศ (การค้า, การลงทุน, แรงงาน, ความรู้), ปัจจัยเหล่านี้มีบทบาทสนับสนุนที่สำคัญลำดับแรก. ในรายละเอียด, คนบนที่ตั้งในประเทศไทย ได้แก่
  1. ชนชั้นอำนาจต่อรองตำ่ (low bargaining power people)
  2. ชนชั้นระหว่างอำนาจต่อรองสุดโต่ง (medium bargaining power people)
  3. ชนชั้นอำนาจต่อรองสูง (high bargaining power people)
  4. ชนชั้นอำนาจต่อรองไม่สิ้นสุด (infinite bargaining power people)

คุณลักษณะเบื้องต้น

ชนชั้นอำนาจต่อรองตำ่ (low bargaining power people)

  • อำนาจต่อรองถูกกำหนดด้วยทุนทางสังคม และทุนทางเศรษฐกิจตามลำดับ. ทุนทางการเมืองเกือบจะไม่มีบทบาทกำหนดอำนาจต่อรองของตนเอง, แต่เป็นหนึ่งในทุนทางการเมืองเพื่อสนับสนุนชนชั้นอำนาจต่อรองสููงกว่า
  • ส่วนใหญ่อาศัยกระจายอยู่ในพื้นที่ชนบท, ที่รายล้อมด้วยทรัพยากรธรรมชาติ. บางส่วนอาศัยกระจุกอย่างหลวมหลวมในพื้นที่ศูนย์กลางของหมู่บ้าน หรือชุมชน. ในการประกอบอาชีพ, ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกี่ยวเนื่องการเกษตร หรือทรัพยากร อาทิ ประมง, ป่าไม้, ค้าขายเล็กน้อยตามแหล่งท่องเที่ยว, เป็นต้น.
  • ส่วนน้อยอาศัยกระจายตัวในเมืองหลวง และหัวเมืองใหญ่. ในการประกอบอาชีพ, บุคคลเหล่านี้ประกอบอาชีพที่ได้รับผลตอบแทนต่ำ, ที่ไม่ต้องการทักษะ (อุปทาน) และไม่เป็นที่พึงประสงค์ของคนส่วนใหญ่ (อุปสงค์).
  • ผลตอบแทนมีลักษณะไม่คงที่สมำ่เสมอ ขึ้นกับปัจจัยภายนอกเป็นหลัก, หรืออีกในนัยหนึ่งกล่าวได้ว่ารายได้มีลักษณะเป็นก้อนโตทีเดียวในช่วงเวลายาวพอสมควร.

ชนชั้นระหว่างอำนาจต่อรองสุดโต่ง (medium bargaining power people)

  • อำนาจต่อรองถูกกำหนดด้วยทุนทางเศรษฐิจ และสังคมอย่างพอกัน.
  • ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในตัวเมืองของแต่ละจังหวัด, หัวเมืองใหญ่, และเมืองหลวง, ที่รายล้อมโดยสิ่งปลูกสร้างที่เกี่ยวเนื่องกับการค้า, การลงทุน, และอุตสาหกรรม. ในการประกอบอาชีพ, ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกี่ยวเนื่องกับการค้า, การลงทุน, และอุตสาหกรรม ซึ่งมีสถานะทางเศรษฐกิจคือ ถูกจ้างงาน หรือลูกจ้าง.
  • ส่วนน้อยอาศัยกระจายตัวในพื้นที่ศูนย์กลางของหมู่บ้าน หรือชุมชน. ในการประกอบอาชีพ, บุคคลเหล่านี้ประกอบอาชีพที่ได้รับผลตอบแทนในระดับกลาง หรือในระดับสูงกว่าชนชั้นอำนาจต่อรองต่ำ, มีการใช้ทักษะเฉพาะทางในระดับเบื้องต้น  (อุปทาน)  และเป็นที่พึงประสงค์ของคนส่วนใหญ่ในพื้นที่นั้น (อุปสงค์) อาทิเช่น สมาชิกการปกครองท้องถิ่น, ผู้นำแต่ละสาขาอาชีพ, พนักงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, เป็นต้น.
  • ผลตอบแทนมีลักษณะค่อนข้างคงที่สมำ่เสมอ ขึ้นกับปัจจัยภายนอกน้อยลง, หรือกล่าวได้ว่ารายได้มีลักษณะเป็นก้อนเล็กที่ไหลเข้ามาต่อเนื่องค่อนข้างเท่ากันในช่วงเวลายาวในอีกนัยหนึ่ง.

ชนชั้นอำนาจต่อรองสูง (high bargaining power people)

(n.a. ยังไม่พร้อมนำเสนอ)

ชนชั้นอำนาจต่อรองไม่สิ้นสุด (infinite bargaining power people)

(n.a. ยังไม่พร้อมนำเสนอ)

เนื้อความ

human dynamic

ภาพที่ 1 พลวัตของคนบนที่ตั้งประเทศไทย

ในรายละเอียด, ผู้เขียนขอแบ่งการพิจารณาเป็น 3 ส่วน ดังนี้

  • พลวัตของ และระหว่างชนถาวรบนที่ตั้งประเทศไทย (แนวเส้นสีเขียว).
  • พลวัตระหว่างชนชั่วคราวกับชนถาวรบนที่ตั้งประเทศไทย (แนวเส้นสีดำ).
  • พลวัตของทุน (แนวเส้นสีส้ม).

พลวัตของ และระหว่างชนถาวรบนที่ตั้งประเทศไทย

  • ความสัมพันธ์  ก (n.a. ยังไม่พร้อมนำเสนอ)

level

ภาพที่ 2 ระดับพลวัตของคนบนที่ตั้งประเทศไทย

3 เดือนให้หลัง = ธันวาคม 1, 2009.

ในตอนท้าย, จากการพิจารณาของหลายคนคงเห็นได้ว่า  เนื้อหาของบทความยังไม่เรียบร้อยพร้อมต่อการนำเสนอต่อทุกคน. ด้วยที่ข้าพเจ้าไม่มีความพร้อมทางเวลาในช่วงขณะนี้, กอปรกับการกระตุ้นการนำเสนอ  และคำแนะนำของเพื่อนเพื่อน, ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจส่งบทความนี้ออกเผยแพร่ก่อนในตอนนี้ และลักษณะอย่างที่เป็นอยู่. ด้วยคาดหวังว่าหลายหลายท่านคงช่วยขัดเกลา – อภิปราย, แนะนำ, ให้กำลังใจ, เป็นต้น- แต่ละส่วนไปพร้อมพร้อมกัน, ข้าพเจ้าจึงคิดว่าจะค่อยนำเสนอออกมาทีละส่วนตามกรรมตามวาระ.

ขอบใจ ณ พื้นที่นี้.

Read Full Post »

Older Posts »