Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for the ‘สื่อ’ Category

recommendare

บทความเรื่อง  ”สื่อ-การเมือง-สังคม…บนความขัดแย้ง”

โดย

ประเวศ วะสี

สัมภาษณ์โดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

เรียบเรียงโดย บุญชัย แซ่เงี้ยว

ความมีดังนี้

“ถ้าเพียงแต่ไปแตะประชานิยม แม้แต่ไปบอกให้นิยมใคร แม้แต่ไปบอกว่าข้างนี้นิยมกษัตริย์ ข้างนี้นิยมคุณทักษิณ พูดตรงไปตรงมา มันแก้ปัญหาไม่ได้ถ้าเราไม่ไปแก้โครงสร้าง”

บทสนทนานี้ เริ่มขึ้นจากงานเปิดตัวหนังสือ สื่อมวลชนบนวิถีศีลธรรมตามทัศนะของพุทธทาส ของท่านพุทธทาสภิกขุ

บทสนทนานี้ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ได้ชวน ศ. นพ. ประเวศ วะสี มานั่งคุยในรายการตอบโจทย์ ทีวีไทย ถึงปัญหาเรื่องความขัดแย้งในสังคมไทย โดยเฉพาะด้านสื่อสารมวลชน เสื้อเหลืองเสื้อแดง และสังคมที่ไม่ยุติธรรม

และบทสนทนานี้ จะช่วยไขทางแก้ แนะทางออก ได้หรือไม่ และอย่างไร  อ่านคำตอบของราษฎรอาวุโส ได้ที่นี่

จากคำพูดของท่านพุทธทาสที่บอกไว้ในหนังสือ สื่อมวลชนบนวิถีศีลธรรมตามทัศนะของพุทธทาส ว่า สังคมกำลังเป็นข้าศึกกับบรมธรรม  ทีนี้เมื่อสื่อมวลชนมีหน้าที่สะท้อนความเป็นไปของสังคม หมายความว่าสื่อมวลชนได้กลายเป็นข้าศึกกับบรมธรรมไปด้วยหรือเปล่า

จริงๆ แล้วอาจจะเป็น หากไปดูที่อัล กอร์ (Al Gore) บอกไว้ว่า เขาอยู่ในอเมริกามาตั้งแต่ก่อนมีทีวี แต่หลังมีทีวี ทุกอย่างเลวลงหมด (หัวเราะ) การเมืองก็เลวลง ศีลธรรมก็เลวลง  แต่จะไปโทษสื่ออย่างเดียวก็ไม่ได้ มันประกอบขึ้นจากหลายอย่างด้วยกัน สังคมมันเปลี่ยนแปลง

ครั้งที่ผมเป็นเด็กๆ สังคมไม่เหมือนสมัยนี้ คนไม่ได้เห็นแก่ตัวเห็นแก่วัตถุเหมือนเดี๋ยวนี้  ผมเรียนโรงเรียนประชาบาล ครูก็ไม่ได้มีวุฒิอะไร แต่ตั้งใจสอนดี  ผมคิดว่ากระแสวัตถุนิยม บริโภคนิยม มันไปกระตุ้นความเห็นแก่ตัว  ถ้าไม่เห็นแก่ตัวมันก็ไม่บริโภค บริโภคน้อย  ธุรกิจ เศรษฐกิจก็ไม่เจริญ  เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องยากมากที่สิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน เพราะมันไปขัดแย้งในโครงสร้างของประโยชน์ของมันเอง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราบอกว่า บาร์ ไนต์คลับ อาบอบนวด ไม่ดีกับเยาวชน มีทำไม น่าจะปิดซะ แต่ถ้าเราปิด แม่ค้าส้มตำที่ขายหน้าบาร์ก็เดือดร้อน สาวเชียร์เบียร์ก็ลำบาก เราเอาอาชีพของผู้คนไปผูกไว้กับโครงสร้างของบริโภคนิยม  ผมเคยพูดกับคุณชวน หลีกภัย ตอนเป็นนายกฯ อยากจะแก้ปัญหาโสเภณีเด็ก แต่แก้ไม่ได้เลย เพราะมันเป็นเรื่องเชิงโครงสร้าง เราต้องเข้าใจตรงนี้ การไปเรียกร้องเอาดื้อๆ ว่าจงทำดี มีศีลธรรม มันไม่ได้ช่วยให้เกิดการแก้ปัญหา

ผมมีตัวอย่างของจริงที่ตำบลยกกระบัตร อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ย้อนหลังไป 40 ปี ที่นั่นเต็มไปด้วยความชั่วทุกชนิด เล่นการพนัน ลักขโมย ยาเสพติด  พระสอนเท่าไรๆ ก็ไม่หาย  ต่อมามีหลวงพ่อองค์หนึ่ง จบ ป.4 ท่านได้ทำเรื่องสัมมาชีพ คนทั้งตำบลมีสัมมาชีพเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกคนมีอาชีพ มีรายได้ 200-400 บาทต่อวันต่อคนในสมัยนั้น ดังนั้นเราต้องรู้ตรงนี้ อย่าไปเรียกร้องเอาเฉยๆ ผมเคยไปที่อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น ที่นั่นคนจนมาก มีลุงคนหนึ่งบอกผมว่า แกกับเมียทะเลาะกันเป็นประจำ เพราะมันเครียดมาก พระมาบอกให้ใจเย็นไว้ แต่ก็ไม่หาย

เราต้องเข้าใจว่าการสร้างสัมมาชีพให้คนมีอาชีพเต็มพื้นที่คือบ่อเกิดของศีลธรรม วัดเรามีตั้งเยอะ สามหมื่นวัด หลวงพ่อก็มีตั้งเยอะ ควรจะส่งเสริมให้คนมีสัมมาชีพให้เต็ม ถ้าจะไปสอนศีลธรรมเฉยๆ มันยากมาก

สื่อสารมวลชนควรมีท่าทีอย่างไร เพราะทุกวันนี้สื่อต้องพึ่งโฆษณามาก  75-80 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ต้องพึ่งโฆษณา

เป็นการยากมากในสังคมแบบบริโภคนิยม เพราะสื่อต้องอาศัยโฆษณา และโฆษณามันก็ไปกระตุ้นให้คนอยากบริโภคมากขึ้น เพราะฉะนั้น เขาจะทำอะไรให้มันดี ก็ทำได้ยาก เพราะเขาก็ต้องอยู่ได้ เขาก็ต้องมีกำไร กระนั้นเขาก็ยังทำประโยชน์ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีคิด วิธีคิดวิธีหนึ่งคือ ธุรกิจนั้นทำเพื่อกำไร  ใช่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ธุรกิจทำเพื่อสังคมไปด้วยได้พร้อมกัน  เมื่อก่อน วิธีคิดเก่าคือถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่ใช่อย่างนี้ เป็นวิธีคิดแบบสุดโต่ง ตายตัว เหมือนที่จอร์จ บุช (George W. Bush) พูด ถ้าคุณไม่เป็นพวกเรา คุณก็เป็นศัตรูของเรา  อีกวิธีคิดหนึ่งคือ คนเราเป็นสองอย่างพร้อมกันได้ในขณะเดียวกัน ขณะนี้จึงมีกระแสความรับผิดชอบต่อสังคม(Corporate Social Responsibility: CSR) สำหรับภาคธุรกิจ ว่าธุรกิจนั้นทำกำไรและมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยได้พร้อมกัน

สื่อก็เช่นเดียวกัน ถ้าสื่อเป็นธุรกิจ สื่อก็รับผิดชอบต่อสังคมด้วยได้ ซึ่งการรับผิดชอบนั้นก็คือการพยายามสื่อความจริงให้คนไทยรู้ความจริงโดยทั่วถึง ใช้วจีสุจริตตามพระพุทธเจ้าสอนว่า จะพูดอะไร จะสื่ออะไร ต้องเป็นความจริง มีที่มา มีที่อ้างอิง  สอง เป็นปิยวาจา อย่าใช้คำเสียดสีด่าทอกัน  สาม พูดถูกกาลเทศะ  สี่ พูดแล้วเกิดประโยชน์ ต้องรู้ว่าสื่ออะไรที่จะเป็นความรู้และเป็นความจริงที่ทำให้คนฉลาดขึ้น สื่อยังไงที่จะทำให้คนมีปิยวาจาต่อกัน สื่อยังไงให้ถูกกาลเทศะ และสื่อยังไงให้เกิดประโยชน์ เรื่องนี้ต้องไปคิดใคร่ครวญดู ผมคิดว่าทำพร้อมกันได้ และสามารถทำให้ไม่ขาดทุนด้วยได้ แต่ต้องใช้ความพยายาม

อีกอย่างหนึ่ง เรื่องดีๆ ในสังคมมีเยอะมาก แต่ไม่มีสื่อที่ไปสื่อ สื่อเรื่องร้ายๆ ใครฆ่าใคร ใครด่าใคร ใครข่มขืนใคร มันง่ายกว่า ทั้งที่สิ่งดีๆ ที่มีอยู่นั้นเยอะมากมาย ผมทำงานข้างล่าง เห็นเรื่องดีๆ เยอะมาก มันต้องลงไปสัมผัส ต้องลงทุนหน่อย ลงแรงหน่อย ไปสัมผัสเรื่องดีๆ แล้วเอามาสื่อ  เมื่อเร็วๆ นี้ผมชวนนายกสมาคมนักเขียนไปคุยกันว่า นักเขียนแต่งนวนิยายต้องมีพล็อตเรื่อง บางทีต้องคิดแทบหัวแตก ขณะที่เรื่องดีๆ ข้างล่างมีเยอะมาก นิยายชีวิตมันมีเหลือเต็มไปหมด เอามาเขียน เพราะฉะนั้น เรื่องการสื่อสาร ถ้าสื่อสารดีๆ จะมีเรื่องดีๆ ให้เขียนเยอะ ต้องทำฝืนธรรมชาติหน่อย ธรรมชาติมันอยากฟังเรื่องร้ายๆ และจำเรื่องร้ายแม่นกว่าเรื่องดี ทั้งที่เรื่องดีเกิดมากกว่ามันก็ไม่จำ มันจะไปจำเรื่องร้าย และเอาเรื่องร้ายมาเกี่ยวข้องหมองใจ เกิดการทะเลาะต่างๆ นานา ฉะนั้น ต้องฝืนกระแสธรรมชาติด้วยการใส่ความพยายามเข้าไป ไปหาเรื่องดีๆ เข้ามา แล้วจะทำให้คนมีความสุขขึ้นเยอะ ตอนนี้คนตื่นเช้ามาอ่านหนังสือพิมพ์ เหนื่อย มีแต่เรื่องร้ายๆ เต็มไปหมด

ท่านพุทธทาสอ้างพระพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้าไม่ให้ด่าแม้แต่คนที่เป็นศัตรู แต่สื่อมวลชนในทุกวันนี้ แม้แต่คนที่เป็นมิตร ถ้าทำอะไรไม่เข้าท่าเข้าทาง เราก็ด่าเหมือนกัน เราจะอยู่อย่างไรในสังคมที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงอย่างนี้ สื่อจะอยู่อย่างไร ประชาชนจะเสพสื่ออย่างไร

เบื้องต้นคือต้องอดทน จะแก้ทันทีเป็นไปไม่ได้  สอง ต้องมีความเมตตา  จริงๆ อาจารย์พุทธทาสได้สอนธรรมะชุดหนึ่งไว้ เรื่องเกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ท่านอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ไปหาท่านอาจารย์พุทธทาส ไปเคารพท่าน ตอนนั้นท่านอาจารย์สัญญาเป็นนายกฯ ท่านอาจารย์สัญญาพูดว่า “ท่านอาจารย์ขอรับ ก่อนผมเป็นนายกรัฐมนตรี อะไรที่ผมทำเขาว่าดีทุกอย่าง แต่พอผมเป็นนายกฯ อะไรที่ผมทำเขากลับว่าเลวทุกอย่าง” อันนี้เป็นธรรมชาติ ใครมีอำนาจคนก็อยากจะโจมตี

ท่านอาจารย์พุทธทาสจึงบอกว่า การจะทำอะไรในสาธารณะแล้วสามารถฝ่าความเสียดทานไปได้ ให้ใช้คาถา 4 คำดังต่อไปนี้

หนึ่ง สุทธิ คือความบริสุทธิ์ ความไม่โกง ถ้าโกงแล้วจะรักษาตัวได้ยากมาก สุทธิคือความบริสุทธิ์จนคนเขาเชื่อว่าคนนี้ไม่โกง อย่างอาจารย์สัญญาไม่มีคนเชื่อว่าท่านจะโกง มันก็ช่วยให้ผ่านพ้นปัญหาไปได้ง่าย เรื่องใหญ่ก็กลายเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าตรงข้าม เขาเห็นว่าคนคนนี้ไว้ใจไม่ได้ มันอาจจะโกง เรื่องเล็กก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้น ทำอะไรต้องมีความบริสุทธิ์

แต่ความบริสุทธิ์อย่างเดียวก็ไม่พอ ต้องใช้ปัญญา ต้องเรียนรู้ รู้เท่าทัน

แต่สองอย่างก็ยังไม่พอ ต้องใช้ความเมตตา เพราะสิ่งที่เข้ามากระทบ สิ่งที่ต้องฝ่าความเสียดทาน หรือการที่เราคิดว่าเราทำดีทุกอย่างแล้วก็ยังมีคนเข้ามาโจมตี มาว่า ในสิ่งที่เราไม่ได้ทำ  มันเป็นธรรมดา มันจะโกรธ มันจะมีความทุกข์ได้ จึงต้องมีความเมตตา ความเมตตาจะทำให้ไม่ทุกข์ ไม่มีปฏิกิริยารุนแรงเกินไป (Overreact)

แต่สามอย่างก็ยังไม่พอ ต้องมีขันตี ต้องอดทน อดทนให้เรื่องมันผ่านไปได้ เพราะสิ่งต่างๆ มันเปลี่ยนแปลงเป็นอนิจจัง มันไม่ได้คงทนอย่างนั้นตลอดไป คนที่ร้ายกับเรา ไม่จำเป็นต้องร้ายตลอดไป มันเปลี่ยนเป็นดีได้ถ้าเราอดทน

ทั้งหมดนี้เป็นคาถาสี่คำของท่านอาจารย์พุทธทาส สามารถใช้กับเรื่องต่างๆ ได้ เป็นแพ็กเกจชุดธรรมะเพื่อฝ่าความเสียดทานในการทำงานสาธารณะ

ทุกวันนี้ปัญหาบ้านเมืองทั้งหมดเราโยนไปที่คุณทักษิณ ว่าสาเหตุอาจจะเกิดจากคุณทักษิณ  อาจารย์ครับ สังคมไทยควรจะอยู่กับคุณทักษิณต่อไปอย่างไร

ผมเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงคุณทักษิณ เพราะว่ารู้จักกันอยู่  เมื่อวันที่ 21 ตุลาคมหนังสือพิมพ์ก็ลงเผยแพร่  ผมเขียนว่า คุณทักษิณ คุณเป็นคนมีศักยภาพมาก คุณน่าจะทำเรื่องใหญ่กว่านี้ ถามว่าเรื่องใหญ่กว่านี้คืออะไร เรื่องใหญ่คือขณะนี้โลกทั้งโลกมันเกิดความขัดแย้ง เกิดวิกฤตทั้งโลก เพราะมนุษย์มีจิตสำนึกเล็ก  มนุษย์ต้องมีจิตสำนึกใหญ่ ต้องมีจิตสำนึกใหม่  มีนักข่าวฝรั่งคุยกัน บอกว่า มนุษย์วิกฤต ไม่มีทางอื่นที่จะแก้วิกฤตนอกจากการปฏิวัติจิตสำนึก (Consciousness Revolution) ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดของมนุษย์ทั้งโลก  ผมบอกคุณทักษิณว่า มีหลานของคุณอยู่คนหนึ่งที่สนใจเรื่องนี้ ถ้าคุณสนใจจริงๆ เขาคงยินดีเดินทางมาคุยกับคุณที่ดูไบ

ผลตอบรับจากคุณทักษิณเป็นอย่างไร ได้จดหมายตอบกลับไหม

ได้ ท่านเรียกหลานคนนี้ไปที่ดูไบ แสดงว่าท่านสนใจเรื่องนี้อยู่

ทำอย่างไรสังคมไทยถึงจะก้าวพ้นคุณทักษิณไปได้ และทำอย่างไรคุณทักษิณถึงจะก้าวพ้นความขัดแย้งในสังคมไทยไปได้

สังคมไทยมันขัดแย้งเชิงโครงสร้างมานานเป็นร้อยปี ทีนี้ การต่อสู้กันในขณะนี้มันไม่ได้ไปแก้โครงสร้าง  เพราะทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายที่อาจจะเรียกว่าอำมาตยาธิปไตยหรืออะไรก็แล้วแต่ และฝ่ายที่อาจจะเรียกว่าฝ่ายอนุรักษ์ ต่างทำประชานิยมเหมือนกัน หาเสียงอย่างประชานิยม ไม่ได้ไปจับที่โครงสร้าง ผมคิดว่ามันไม่หายหรอก มันจะขัดแย้งกันอยู่เรื่อยไป ซึ่งผมคิดว่าทั้งเสื้อแดงและเสื้อเหลืองต่างมีคนที่คิดเชิงโครงสร้าง เราต้องไปทำงานเรื่องโครงสร้าง โครงสร้างในสังคมไทยมันไม่ยุติธรรมกับคนจนคนเล็กคนน้อย มันแก้ความยากจนไม่ได้หรอกถ้าไม่แก้โครงสร้าง โครงสร้างยังขาดความเป็นธรรม ทั้งโครงสร้างทางกฎหมาย เศรษฐกิจ สังคม ทุกชนิด ร้อยแปด

อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ บอกไว้เมื่อนานมาแล้วว่า กฎหมายมีอคติกับคนจน เพราะฉะนั้น เราต้องทำงานแก้โครงสร้างให้ได้ จึงจะแก้ความยากจนได้จริง แก้ความอยุติธรรมในสังคมได้จริง ถ้าเพียงแต่ไปแตะประชานิยม แม้แต่ไปบอกให้นิยมใคร แม้แต่ไปบอกว่าข้างนี้นิยมกษัตริย์ ข้างนี้นิยมคุณทักษิณ พูดตรงไปตรงมา มันแก้ปัญหาไม่ได้ถ้าเราไม่ไปแก้โครงสร้าง เพราะฉะนั้น มันน่าจะมีทางเลือกที่สามเข้ามาทำงานเพื่อแก้ไขตรงนี้ ชวนทุกฝ่ายมาปรึกษากัน ถ้าไม่แก้มันก็ขัดแย้งเรื่อยไป ถึงคุณทักษิณจะตายไปก็ยังมีคนขัดแย้งเรื่องพวกนี้อยู่

อาจารย์จะฝากอะไรถึงคนเสื้อแดง เสื้อเหลือง เสื้อฟ้า เสื้อน้ำเงิน ทุกๆ เสื้อในประเทศไทย

เราคนไทยต้องมีจิตสำนึกใหญ่ เห็นคนทุกสีเป็นเพื่อนมนุษย์  ไม่ว่าจะเป็นสีอะไรก็แล้วแต่ พวกนี้มันเป็นมายาคติ ลึกๆ แล้วทุกคนเป็นเพื่อนมนุษย์กัน และเพื่อนมนุษย์มันก็มีที่แตกต่างกันไป ถูกบ้างผิดบ้าง มันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาฆ่ากันตาย สิ่งที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดคือการทำงานและมีเป้าหมายร่วมกัน ถึงแม้ข้างไหนชนะก็ไม่ได้หมายความว่าจะแก้ปัญหาได้ เพราะฝ่ายที่ชนะก็ต้องไปแบกรับภาระปัญหาซึ่งแก้ได้ยาก รัฐบาลทุกรัฐบาลก็แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะปัญหามันยาก คุณทักษิณเป็นนายกฯ ผมก็เตือนท่านว่า คุณทักษิณอย่าใช้อำนาจ แก้ไม่ได้ ต้องเอาคนมาร่วม ถ้าคุณใช้อำนาจ อำนาจมันจะตีกลับมาที่คุณ

ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล ผมอยากเห็นรัฐบาลที่สามารถดึงคนไทยให้มาร่วมกันและให้ขยับไปได้ เพราะประเทศไทยมีทรัพยากรเยอะแยะ มากกว่าประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลก มากกว่าสวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน

เราคนไทยต้องเข้ามาร่วมกันทำงาน เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของไทยที่ไม่ยุติธรรม แก้ปัญหาเรื่องขาดความเป็นธรรมให้เกิดความเป็นธรรม ถ้าเราทำได้ เราจะแก้ความยากจนได้ ถ้าเราไม่ทำตรงนี้ เราแก้ไม่ได้  รับรอง เอาเงินไปแจกเท่าไรๆ ไอ้โครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมก็ดูดกลับหมด แต่ถ้าเราเรียนรู้ตรงนี้ เราสามารถแก้ความยากจนได้อย่างเด็ดขาดและถาวร

เรามาร่วมกันสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลก ผมคิดว่าเราทำได้  ถ้าเราทำงานด้วยกัน มันจะเกิดความเชื่อถือไว้วางใจกัน หัวใจของความเป็นมนุษย์คือตรงนี้ และพอเกิดความเชื่อถือไว้วางใจกัน ผมคิดว่ามันเป็นทุนมโหฬารที่ทำให้เกิดความสุข และช่วยให้ทำอะไรก็สำเร็จได้ง่าย เรื่องนี้มันซื้อไม่ได้ ใช้เงินกี่พันกี่หมื่นล้านก็ซื้อไม่ได้ มันจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการทำงานร่วมกัน เพราะมนุษย์ทุกคนมีเมล็ดพันธุ์ความดีอยู่ในหัวใจ ขอให้เอาตรงนี้มาเจอกัน มันเกิดร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมรับรองได้ เพราะมันมีอยู่ใน ธรรมชาติของคน

เราเป็นเพื่อนมนุษย์กัน เรื่องสีมันเป็นเรื่องมายาคติ ไม่ใช่ความจริงแท้  ความจริงแท้คือความเป็นมนุษย์ ศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นมนุษย์ ถ้าเรารักเพื่อนมนุษย์ ช่วยกันทำงาน เราสามารถสร้างสันติภาพความอยู่เย็นเป็นสุขในประเทศเราได้อย่างสบาย เมื่อถึงตอนนั้นประเทศเราก็จะเป็นพลังในการไปแก้ปัญหาโลก เพราะโลกมีปัญหาเยอะ ต้องการการเยียวยาแก้ปัญหา เรามาร่วมกันทำเมืองไทยของเราให้ดี ทำให้เมืองไทยมีบทบาทในการช่วยแก้ปัญหาโลก ถ้าทิ้งโลก ปัญหาก็จะไม่มีวันจบ

เรียบเรียงจาก รายการตอบโจทย์ ทีวีไทย  27 พฤจิกายน 2552

Read Full Post »

จดหมายเหตุ วิกฤตการณ์สื่อมวลชนไทย พฤษภา’๓๕

triamboy

เกริ่นสมมติ.

๑. บทความมีความอคติของบทความ, ด้วยการนำเสนอคำพูดที่ผู้เขียนคัดเลือกมาเองตามเหตุผลของตน, นำเสนอเพียงบางส่วน, บางแง่มุม, จากบางคน, เท่านั้น, โดยเฉพาะบุคคลในวงการสื่อมวลชนบางส่วนเท่านั้น.

๒. ความอคติบางส่วนมาจากบริบทที่บทความนี้เกิดขึ้นอย่างมีนัยยะ.

๓. ข้อความทั้งหมดไม่ได้มีการดัดแปลง, หรือแก้ไขแต่ประการใด.

๔. บทความนี้เป็นการตีพิมพ์บทเสวนา, วิกฤตการณ์สื่อมวลชนไทย, จัดโดยสถาบันด้านสื่อสารมวลชนทั่วประเทศ, สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย, สมาคมหนังสือพิมพ์ในพระบรมราชูปถัมภ์, องค์กรพัฒนาชนบท, ในวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๓๕, ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

เกริ่มตามความตั้งใจ.

๑. เรียนรู้, และถ่ายทอดข้อเท็จจริงบางส่วนของวิกฤตการณ์สื่อมวลชนไทยจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง.

๒. เรียนรู้, และถ่ายทอดข้อเท็จจริงบางส่วนของเหตุการณ์พฤษภาทมิฬผ่านการรับรู้ของตัวแทนภาคสื่อมวลชนเป็นหลัก.

๓. สังเกตพฤติกรรมการแสดงออกทางความคิดของบุคคลที่อ้างอิงในบทความตามอายุของแต่ละคน.

๔. เปรียบเทียบพฤติกรรมการแสดงออกทางความคิดของบุคคลที่อ้างอิงในบทความ ณ พฤษภาฯ ๓๕ กับห้วงเวลาปัจจุบัน, ผู้ซึ่งยังมีชีวิตอยู่และปรากฎในการรับรู้ของชนไทยทั่วไป, อาทิ, ประเวศ วะสี, สุทธิชัย หยุ่น, สมเกียรติ อ่อนวิมล, เป็นต้น. มากกว่านั้น, ยังสังเกตพัฒนาการการแสดงออกทางความคิดของบุคคลที่อ้างอิงในบทความทั้งในแง่เนื้อหา, อารมณ์, รูปแบบการถ่ายทอด, เป็นต้น.

๕. คาดหวังต่อผลจากการรับรู้จะสร้างความคิดความเข้าใจ, และความคาดการณ์ในเบื้องหน้าที่สมเหตุสมผลมากขึ้น, โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับรู้โดยอ้อมของชั่วอายุคนของข้าพเจ้า, และกำเนิดต่อจากข้าพเจ้า.

บางข้อความสร้างความประหลาดใจให้กับข้าพเจ้าเป็นอย่างคาดไม่ถึง, คนคนนี้เคยใช้คำพูดอย่างนี้เหรอ!!, คนคนนี้แสดงอารมณ์ได้ตรงขนาดนี้เหรอ!!

ลองอ่านเพื่อพิจารณาความคาดไม่ถึงของพฤติกรรมในต่างห้วงเวลาของแต่ละปัจเจกบุคคล. ความไม่สมำเสมอบางอย่างดึงดูดให้ข้าพเจ้าสนใจมากขึ้น.

เริ่ม …

“สารที่มันทำหน้าที่ในการสื่อมาโดยตลอด จึงได้แก่ การนำเอาโลกของชนชั้นสูงไม่ว่าจะเป็นจริงหรือเป็นจินตนาการก็ตามมาสู่ความฝันและเริงรมย์ แม้เพียงชั่วขณะหนึ่งของชาวบ้าน”

“เมื่อใดก็ตามที่ผู้มีอำนาจคิดจะทำอะไรที่มิดีมิร้าย โทรทัศน์, วิทยุ, หนังสือพิมพ์ จะถูกจับใส่กรง สวมกุญแจลั่นดานมิให้ภาพแห่งความเป็นจริงถูกถ่ายทอดไปสู่ประชาชนได้ และเมื่อได้ “ห้าม” การเสนอข่าวอย่างหนึ่งแล้ว ก็จะต้อง “ป้อน” ข่าวที่ผู้มีอำนาจอยากจะเสนอด้วย”

“ความจริงเรื่องการปิดข่าวหรือเซ็นเซอร์ข่าวทางโทรทัศน์นั้นไม่ใช้เรื่องลับหรือยากต่อการรับรู้ คนไทยชินและทำใจกับพฤติการณ์ดังกล่าวได้ง่ายกว่าคนในประเทศตะวันตก ส่วนหนึ่งเพราะโทรทัศน์ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการเป็นกระบอกเสียงหรือพยายามจะเป็นสื่อมวลชนมาตั้งแต่ต้น”

“เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้คิดจะช่วยเจ้านายด้วยการเซนเซอร์ข่าวทีวีนั้นประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการปิดข่าว สิ่งที่ได้จากการกระทำดังกล่าว คือ การตอกย้ำให้เห็นแนวคิดแบบเก่าในเรื่องอำนาจ การพยายามรักษาสถานะเดิมของชนชั้นผู้นำไทย”

“เพราะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กๆถูกผู้ใหญ่หลอกในสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตหรือสลักสำคัญต่อความมั่นคงหรือพัฒนาการของประเทศเลยแม้แต่น้อย หากแต่จะเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้มีอำนาจ (แต่ไม่มีบารมี) ต่างหาก”

“แต่ใครก็ไม่รู้ในสถานีโทรทัศน์และในกองทัพไทยก็ยังคงพยายามจะขีดเส้นตีกรอบของการรับรู้ข่าวสารของคนไทยระดับกลางและล่างให้เหมือนการนั่งดูลิเกหรือละครเท่านั้น โดยไม่รู้ว่าการกระทำเช่นนั้นกำลังเป็นการทำสงคราม (การเมือง) กับคนเหล่านี้”

บุญโฮม อิงชัยภูมิ, บรรณาธิการสำนักพิมพ์เคล็ดไทย, บานชื่น.

“พวกมึงเนี่ยทำบ้านเมืองชิบหายวายป่วงหมด มึงอย่าเสือกทำอีกนะ ใครทำปฏิวัติรัฐประหารอีก เป็นการทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์”

“สังคมทุกระดับ ทั้งครอบครัว ชุมชน สังคมโลก ล้วนต้องการหลุดพ้นจากความบีบคั้นทั้งสิ้น ถ้ามีเผด็จการก็เกิดความบีบคั้น มนุษย์จะชอบประชาธิปไตย ชอบการมีส่วนร่วม ชอบความเสมอภาค ชอบการกระจายอำนาจ”

นพ. ประเวศ วะสี, นักวิชาการและหนึ่งในกลุ่มพลเมืองอาวุโส

“ตราบใดถ้าผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ยังมองว่า สื่อสารมวลชนของรัฐ คือ การทำงานเพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลแล้ว สิ่งนี้คือความหายนะของบ้านเมือง”

“แต่ข้าราชการของเราพยายามที่จะปกป้องนาย ผมไม่อยากจะเรียนว่าเป็นการสอพลอ แต่สิ่งเหล่านี้ทำให้สื่อมวลชนของรัฐได้รับการปิดกั้น”

“ประชาชนมีความรู้สึกว่า เมื่อไม่ได้ข้อมูลที่ถูกต้องก็ไปดูเหตุการณ์ ซึ่งก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมในการที่จะรวมตัวที่จะชุมนุม เมื่อทีวีไม่สามารถทำหน้าที่ตรงนี้ได้ ก็จำเป็นต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปสัมผัสในที่เกิดเหตุ”

“ในบ้านเมืองเราจะทำอะไรสักอย่าง แทนที่จะเอาข้อเท็จจริงมาพูด จะต้องเป็นลักษณะของโฆษณาชวนเชื่อ หรือพูดง่ายๆก็คือ ระหว่างพีอาร์ หรือ พับลิครีเลชัน จะกลายเป็นลักษณะอีกอย่าง เป็นเรื่องของจิตวิทยา หรือปฏิบัติการจิตวิทยา คือกลายเป็นว่าความจริงในบ้านเมืองพูดกันไม่ได้แล้ว จะต้องชี้นำซะก่อนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย”

ถวัลย์ศักดิ์ สุขวรรณ, ผู้อำนวยการสำนักข่ายไทย อสมท.

“ทางรัฐบาลมิได้สั่งด้วยวาจา ไม่ได้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ว่าก็มีเจ้าหน้าที่บางท่านที่สั่งกันด้วยวาจา หรือแฟกซ์มา เราก็ได้ให้ความร่วมมือ”

ประสิทธิ์ หิตะนันท์, ผู้อำนวยการ อสมท.

“เสรีภาพนี้หมายถึงการที่เราจะพูดจะเสนออะไรได้ตามที่เราคิด เราชอบ เราพึงพอใจ แต่เราจะต้องให้โอกาสฝ่ายตรงข้ามได้เสนอสิ่งที่เป็นความต้องการของเขา ปรารถนาของเขาด้วย”

จำนงค์ กุมาลย์วิสัย,  คณะบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาลัยศรีประทุม.

“ทีวีถูกอำนาจบางอำนาจบีบคั้นคุกคามอยู่ตลอดเวลา จนถึงวันน้ีอำนาจที่บีบคั้นคุกคามนั้นจะไม่มีวันหมดไป ตราบใดที่ทีวียังไม่มีเสรีภาพอย่างแท้จริง”

“สาเหตุที่ออกผมเลือกอยู่สองอย่างครับ คือ เลือกเงิน กับ ศรัทธาประชาชน ผมขอเลือกศรัทธาจากประชาชน”

“จริงหรือเปล่าครับที่ทำงานกันอย่างกล้าๆกลัวๆ ช่วยตอบด้วยครับ มันยังคงเป็นอย่างนั้นอยู่ ถ้าตราบใดทีวีไม่ได้เป็นของประชาชน”

จักรพันธุ์ ยมจินดา, อดีตผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์ช่อง ๗ สี.

“การพัฒนาการเมืองไทยให้ยั่งยืนไปจริงๆไม่ได้ขึ้นอยู่กับกองทััพ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เด็ดขาด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเขาเลย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรรคการเมือง แต่ขึ้นอยู่กับสังคมทั้งสังคม สังคมต้องมีความเข้มแข็งในทุกๆส่วน”

“ความจริงผมคิดว่าหลักการใหญ่ทางสังคมทุกสังคมที่สำคัญที่สุด ถ้ามันจะต้องอยู่ได้ก็คิดว่าอยู่บนพื้นฐานความจริง ถ้ามีความจริงเป็นพื้นฐานในสังคมเสียอย่าง เราตัดสินปัญหา เราตัดสินใจทุกเรื่องได้อย่างถูกต้อง”

ธีรยุทธ บุญมี, อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

“เมื่อเครื่องบินที่ผ่านระหว่างประเทศลงมาถึงสนามบินดอนเมืองแล้ว ผู้ประกาศบนเครื่องบินประกาศบอกว่า ขณะนี้เราได้นำผู้โดยสารมาถึงประเทศไทย โปรดหมุนเข็มนาฬิกากลับไป ๒๐ ปี”

“การที่โทรทัศน์เป็นอย่างนี้ ผมคิดว่ามันเนื่องมาจากเหตุผล ๓ ประการ ประการแรก เกี่ยวกับกฎหมายบอกให้เป็นอย่างนั้น ประการที่สอง ก็อิทธิพลของคนบางคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่ในรัฐบาลและคนรับใช้ของรัฐบาล ใช้อิทธิพลของคนในรัฐบาลไปข่มขู่สถานีโทรทัศน์ ประการที่สาม ก็เนื่องมาจากความรู้สำนึกของคนในสถานีโทรทัศน์นั่นเอง ที่มีบางคน ไม่ใช่อยู่โดยยอมเป็นเครื่องมือเขาบางคน”

“คำสั่งของ กบว. ที่บางคนบอกว่าแปลว่า “กูบ้าแล้วโว้ย” ยังมีอยู่ บอกว่าห้ามไม่ให้สถานีวิทยุเอาหนังสือพิมพ์มาอ่าน เพราะฉะนั้น บางสถานีวิทยุก็เลยทำเป็นว่าผู้สื่อข่าวของตัวเองออกไปหาข่าวอย่างนั้นมาอย่างนี้มา ผมเองก็ดี พรรคพวกผมเองก็ดี เพื่อนๆในฉบับอื่นก็ดี นั่งฟังไป เอ๊ะ นี่มันข่าวเราเขียนนิ”

มานิจ สุขสมจิตร, บรรณาธิการอาวุโส หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ.

“ไม่มีวันหรอกครับที่เราจะมีเสรีภาพอย่างแท้จริง มันมีเป็นชั่วครั้งชั่วคราว ในประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ของผมคิดว่ามีเมื่อรัฐบาลเผลอ เผลอบ้างวันสองวัน บางค่ำบางคืน ปีสองปี”

“การบิดเบือนข่าวสาร เห็นแต่ละช่องเสียงเหมือนกัน ภาพเหมือนกัน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าการบังคับให้เชื่อเหมือนๆกัน แต่เป็นการบังคับไม่ให้เชื่อเหมือนๆกัน”

สมเกียรติ อ่อนวิมล, บริษัท แปซิฟิกอินเตอร์คอมมิวนิเคชัน จำกัด.

“การปิดกั้นข่าวสารคืออาชญากรรมขั้นแรกที่ได้ปรากฎครั้งนี้ ก่อนที่ได้ใช้กระสุนด้วยซ้ำไป”

“แม้กระทั่งที่เป็นคำสั่งภาวะฉุกเฉิน ไม่ทราบว่าใครฉุกเฉิน ประชาชนอยู่สบายดี ไปรวมตัวกันเรียกร้องแสดงความคิดเห็น และเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ไม่มีอะไรฉุกเฉินเลย”

“ถ้าเรายอมเชื่อและยอมรับทั้งหมด เราก็ยังคงเป็นแบบสังคมไทยๆ ต่อไป คือ เราจะให้อภัยซึ่งกันและกันต่อไป”

“เป็นธรรมชาติของคนไทยและเราก็จะลืมไป แล้วก็จะให้อภัย แล้ววันดีคืนดีก็มาคุยอย่างนี้อีก และก็มีข้อเสนออย่างนนี้อีก”

“เพราะผมสงสารประเทศขอเราเองที่เขาคิดว่าประชาชนจะฟังและยอมรับเขาได้ เขาลืมไปแล้วว่าประชาชนไม่ได้โง่อย่างที่คิด ประชาชนอาจจะให้อภัยเขาอีก เขาคิดอย่างนั้นครับ และนั่นคือ สิ่งที่เราผิดพลาด”

“ผมอยากจะบอกว่าระหว่างธรรมะ กับ อธรรม เราเป็นกลางไม่ได้ครับ ระหว่างภาพที่เราเห็น ภาพทีวีที่ทหารยิงประชาชน กับ ภาพที่ทหารมาเอายาดมให้ประชาชนที่เป็นลม ถ้าเราบอกว่าจะให้ความสำคัญกับสองรูปนี้เท่ากันแล้วเป็นกลาง บ้านน้ีเมืองนี้ล่มจมครับ”

“จริงๆแล้วคนไทยเป็นคนที่อดกลั้นมากๆนะครับ ก่อนหน้าที่เกิดเรื่องราว ทุกคืนเรานั่งอยู่่ที่บ้านทานข้าว ทุ่มครึ่งเปิดทีวีดูหมดทุกช่อง ใช้รีโมทคอนโทรล ลูกที่นั่งอยู่เรียนมัธยมยังถามว่า พ่อทำไมทุกช่องมันเหมือนกันหมด หน้าคนนี้ออกทุกช่องเหมือนกันหมด คนที่สองก็ทุกช่องหน้าเหมือนกันหมด และคนไทยอดทนมาตลอด คนไทยไม่เคยโกรธ ไม่เคยบอกว่ากูรับไม่ได้ ถ้าเป็นคนอื่นเป็นต่างประเทศที่เขาต้องจ่ายภาษีและจ่ายค่าทีวี เขาเอาก้อนหินขว้างแล้ว ทั้งหมดนี้เราให้อภัยกัน”

“ถ้าผมพูดจริงๆตามความรู้สึกหมด จะไม่มีเพื่อนเหลือเลย แต่ถ้าไม่มีเพื่อนเหลือเลยและแลกกับความสำนึกขอคนไทยทั้งหมด”

สุทธิชัย หยุ่น, นักหนังสือพิมพ์จากเดอะเนชั่น.

“ข่าวที่ยัดเยียดมากนั้น คนไม่รับและผลักออก รายการเพื่อแผ่นดินไทยเป็นรายการวิทยุที่คนไทยฟังน้อยที่สุด ทั้งๆที่ถ่ายทอดมากที่สุด  พอหกโมงเคารพธงชาติ ทุกคนเอาเทปยัดใส่วิทยุหมด”

“คือกลัวหมด เอะอะอะไรก็กลัวไว้ก่อน เตะออกไว้ก่อน เหมือนลูกบอลจะเข้าประตูเตะออกไว้ก่อนปลอดภัย”

“เขาให้คนที่สนิทชิดเชื้อ ยกหูไปหาสปอนเซอร์ เจ้าของโฆษณาบอกว่าคุณสนับสนุนหนังสือพิมพ์ที่โจมตีนายผมเหรอ เข้าฟังแล้วเขาหนาวครับ ขอถอนไปตั้งเยอะ เขาถอนไป”

สุภาพ คลี่ขจาย, นักหนังสือพิมพ์จากแนวหน้า.

“รู้สึกว่ายุคนี้แหละเป็นยุคที่ตกต่ำที่สุดของข่าวโทรทัศน์ คือ ถูกให้บิดเบือนข้อเท็จจริงต่างๆ”

“เมื่อเป็นฝ่ายค้านพร้อมที่จะให้อิสระเสรีภาพ หรือต่อว่าโทรทัศน์นักหนาว่าไม่เสนอข่าว แต่พอเป็นฝ่ายรัฐบาลเอง กลับควบคุมโทรทัศน์อย่างหนักแน่นเลย”

พนม บุญสาลี, บรรณาธิการข่าวไทยสกายทีวี.

“เฮียสุออกมาพูด อย่าให้คนออกนอกบ้าน ปรากฎว่ากลับเป็นการเรียกร้องให้คนออก การมาพูดกล่าวร้ายก็ดี ไม่ว่าพูดถึงสภาเปรโซเดียม หรือเป๊บโวเดนท์ก็ตาม ก็ปรากฎว่าไม่มีใครเชื่อเพราะว่าคนได้สิ้นความเชื่อถือในสื่อประเภททีวี”

“การสั่งปิดหนังสือพิมพ์นั้นจะกระทำไม่ได้ เว้นแต่จะต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมให้ศาลสั่ง”

“ตัวเลขจากการที่ผู้ร่วมชุมนุมนั้นเนี่ย ในด้านรายได้นี่จากรายได้ ๒ หมื่นถึง ๕ หมื่นบาทมีถึง ๑๕.๕ เปอร์เซ็นต์ รายได้ ๕ หมื่นบาทขึ้นไปมีถึง ๖.๒ เปอร์เซ็นต์ ผู้มาร่วมชุมนุมเป็นภาคเอกชนถึง ๔๕.๗ เปอร์เซ็นต์ เป็นเจ้าของกิจการถึง ๑๓.๗ เปอร์เซ็นต์ และมาจากภาคราชการถึง ๑๔.๘ เปอร์เซ็นต์ และที่น่าแปลกใจคือ นักเรียน นักศึกษามีเพียงแค่ ๘.๔ เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าแกนนำในการเคลื่อนไหวยุคนี้ไม่เหมือนกับยุค ๑๔ ตุลาอีกต่อไปแล้ว”

สุวัฒน์ ทองวัฒนากุล, นักหนังสือพิมพ์จาก ผู้จัดการ.

“มีบุรุษผู้หนึ่งซึ่งปัจจุบันนี้เป็นรัฐมนตรี และเคยเป็นนักวิชาการมหาวิทยาลัยนิด้ามาก่อน ได้โทรศัพท์พูดกับผมว่า มองต่างมุมน่ะปิดแน่นอน ได้พูดกับผมว่ารายการอย่างนี้มันอยู่ไม่ได้ รายการอย่างนี้เป็นรายการที่คอยว่าทหาร คอยว่ารัฐบาล มันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นความเพ้อฝันของคนบางคน ที่บอกว่าสื่อมวลชนนั้นเป็นสื่อของรัฐ หมายความว่าของประชาชน มันฝันทั้งเพ ผมอยากจะให้คุณถวัลย์ศักดิ์ได้ฟังไว้ตรงนี้นะครับ เขาบอกว่าเป็นความฝันทั้งเพ ทั้งหมดนี้เขาบอกว่าจริงๆแล้วสื่อจะต้องเป็นของรัฐหมายถึงรัฐบาล บุคคลผู้เป็นผู้บริหารรัฐบาลจะต้องใช้ ถ้าหากว่าเราไม่สามารถให้มีดคนอื่นมาฟาดฟันตัวเราเองได้”

“ถ้าหากว่าเราไปดูสัมปทานช่อง ๗ ดูสิครับ จ่ายเงินเพียงน้อยนิดให้กับกองทัพบกแล้วที่เหลือจ่ายกันบนโต๊ะใต้โต๊ะอย่างไร ช่อง ๓ ก็เช่นเดียวกัน มีการจ่ายสัมปทานกัน”

“ทั้งนี้เพราะสื่อดังกล่าวมิอาจสะท้อนข่าวสารความเป็นจริง แต่ถูกกล่าวหากันแพร่หลายว่า เป็นสถาบันแห่งการแสวงหาความจริงที่ชอบแถลงข่าวเท็จ”

“เพราะว่าการครอบงำสื่อมวลชน อารยชนถือว่าเป็นการครอบงำบุคคล ครอบงำมนุษย์ อย่างไม่เคารพศักดิ์ศรีของความเป็นคน และสุดท้ายก็เป็นการปิดกั้นการพัฒนามนุษย์ พัฒนาสังคม พัฒนาประเทศชาติ”

เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง, อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

Read Full Post »

ความจริงวันนี้

1) จากการวิจัย คนไทยดูโทรทัศน์เป็นกิจกรรมยามว่างมากถึง 55.4 เปอร์เซ็นต์ [1]

2) จากการศึกษาเช่นเดียวกัน ช่วงเวลาสองทุ่มถึงสี่ทุ่ม เด็กไทยอายุ 2-6 ปี 23.1 เปอร์เซ็นต์ดูทีวีอยู่, เด็กอายุ 7-12 ปี 29.5 เปอร์เซ็นต์ก็ดูทีวีเวลานี้เช่นกัน และสุดท้าย เด็กอายุ 13-19 ปี เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ก็ยังดูทีวีอยู่เช่นกัน [1]

3) ฟรีทีวีช่องสาม ห้า เจ็ด เก้า สิบเอ็ด และทีบีพีเอส ช่วงสองทุ่มถึงสี่ทุ่มส่วนใหญ่เป็นละครน้ำเน่า

4) ละครน้ำเน่าส่วนใหญ่มีเนื้อหารุนแรง ตบตบจูบจูบ วีนวีนกรี๊ดกรี๊ด นางเอกโง่ พระเอกโง่กว่า นางร้ายเกือบฉลาด แม่นางร้ายก็เหมือนจะฉลาด พระเอกรวยอย่างไม่มีเหตุผล นางเอกจนอย่างไม่มีที่มาที่ไป อีทีซี

5) ความคลุมเครืออย่างนึงก็คือยังเป็นที่ถกเถียงว่า ละครที่ไม่ฉลาดนัก จะทำให้คนดูไม่ฉลาดตามไปด้วยรึเปล่า? บางส่วนก็พูดว่า ดูแค่ขำ ๆ เพื่อความตลกจะเอาอะไรกันนักกันหนา แต่จากงานวิจัยทั่วทุกมุมโลก [2] ก็บอกอย่างชัดเจนว่า เนื้อหาละครรุนแรง ๆ ที่เราดูผ่านตา ผ่านสมองซีกซ้าย ผ่านสมองซีกขวา ทะลุออกหูซ้าย หูขวาเพียงแค่บางส่วน เพราะจะมีบางส่วนค้างอยู่ในจิตใต้สำนึกลึก ๆ ไม่ใช่จะกดปุ่มลากลงรีไซเคิลบิน ลบทิ้งไม่เหลือร่องรอยกันออกได้ง่าย ๆ

6) ถึงข้อถกเถียงในข้อห้า) อาจจะไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ที่คนเขียนคิดว่าชัดชัวร์ ก็คือ ถ้าเราได้เสพสิ่ง “ดี ๆ” จะทำให้อย่างน้อยเราได้อะไร “ดี ๆ” ติดกลับไปบ้างแน่นอน โดยที่ไอ้สิ่งดี ๆ ที่หมายถึง ไม่จำเป็นจะต้องเป็นศิลปะชั้นสูง หรือเพลงคลาสิกประเภทนั่งฟังไป จิบไวน์ไป เพราะสิ่ง “ดี ๆ” ก็คือของ “ดี” ที่ใครจะชอบแนวไหน หรือประเภทอะไรก็แล้วแต่รสนิยมส่วนตัวของผู้บริโภคที่แยกไม่ได้ด้วยคำว่าถูกหรือผิด เพราะละคร “ดี” ก็คือละครที่ดี ไม่ใช่ละครเกาหลี ไม่ใช่ละครซีรีย์อเมริกัน เพลง “ดี” ก็คือเพลงที่ดี ไม่ใช่เพลงค่ายเลิฟอีส สมอลล์รูม ไม่ใช่เพลงคลาสิก ไม่ใช่ดนตรีแจ๊ซ   ละครเกาหลีเบาสมองบางเรื่องก็ดูสนุกดี มีตรรกะ และได้ข้อคิดง่าย ๆ ตามสภาพชีวิตสังคม “จริง ๆ” หรือกระทั่งหนังแบทแมนบีกินภาคล่าสุด ก็จัดได้ว่าเป็นหนัง “ดี ๆ” ที่บันเทิงมาก แถมมีประเด็นเยอะแยะให้กลับไปคิดเป็นการบ้านระดับมัธยมจนถึงมหาวิทยาลัยได้หลายวิชา

7) แต่สื่อ หรือสิ่ง “ดี ๆ” ไม่ใช่ของที่หาชม ฟัง หรือ เสพได้ง่ายนักในสังคมไทย เพราะจากประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว เพลงดีก็หาฟังยาก หนังดีก็หาดูยาก บิททอร์เร็นที่ซีดไฟล์ดีก็ยังหายากเลย! ของที่หาง่าย ๆ ตามหน้าหนังสือพิมพ์ขายดีที่สุดอันดับหนึ่ง สอง และสามของประเทศก็มักจะไม่ค่อยมีอะไรดี ๆ ของที่หาง่าย ๆ ตามทีวีช่วงไพร์มไทม์ก็มักไม่ใช่ของดี ๆ รวมถึงเพลงในหลาย ๆ คลื่นความถี่ก็ไม่ใช่ของดี ๆ อีกเหมือนกัน

8 ) แต่ไม่ว่า จะเป็นสื่อประเภทไหนล้วนแล้วแต่เป็นธุรกิจ ซึ่งธุรกิจอยู่ได้ด้วยกำไร ซึ่งกำไรมาจากผู้บริโภค อิมพลายได้ว่า ธุรกิจสื่อ สร้างสรรโปรดักขึ้นมาโดยขึ้นกับตลาดในประเทศไทย ซึ่งหมายถึงคนไทยส่วนใหญ่ พูดง่าย ๆ ก็คือเพราะคนส่วนใหญ่ชอบแบบนี้ ของแบบนี้เลยยังมีอยู่

9) แต่ตรรกะในข้อแปด) ก็อาจจะไม่จริงเสมอไป เพราะผมก็ยังเชื่อว่า จริง ๆ แล้วผู้บริโภคลึก ๆ ก็ไม่ได้ต้องการรสนิยมแบบนี้หรอก แต่เป็นธุรกิจสื่อเองต่างหากที่ยัดเยียดสิ่งเหล่านี้ให้ โดยไม่คิดพัฒนาอะไร ๆ มันดีขึ้น อาจจะเพราะรับความเสี่ยงเชิงผลกำไรที่จะทำละครรูปแบบใหม่ ๆ ไม่ได้ หรือเคยทำแล้วแต่เจ๊งไม่เป็นท่า หรือไม่จำเป็นต้องทำอะไรให้มันใหม่นี่หน่า เพราะของเดิมก็ขายได้ดีอยู่แล้ว คู่แข่งรายใหม่ ๆ ที่เข้ามาแข่งขันในตลาดก็ไม่มี หรือจะเป็นเพราะฝีมือไม่ถึง หรือฝีมือถึงแต่ไม่กล้า หรือเป็นเพราะตลาดในเมืองไทยเล็กมาก ทำให้การลงทุนทำสิ่งยาก ๆ ใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ยากเพราะไม่คุ้มทุน ดังนั้นทั้งเพลง ละคร ภาพยนตร์ และหนังสือพิมพ์เลยถูกจำกัดให้อยู่เลยในรูปแบบที่ทำง่าย ๆ ขายง่าย ๆ แล้วก็เอากำไรมาทำของง่าย ๆ ขายง่าย ๆ ไปเรื่อย ๆ ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดกรณีนี้ ก็เช่นกรณีของค่ายเพลงเบเกอรี่เป็นต้น ที่เป็นค่ายเพลงที่น่าสนับสนุนมาก ๆ และดูจะแข็งแกร่ง ยืดหยัดมานาน เป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์มาก ๆ แต่จนแล้วจนรอดค่ายนี้ต้องล้มไป และค่ายใหม่ก็ดูจะเป็นคอมเมอร์เชี่ยวมากขึ้น ผมไม่ทราบเหตุผลลึก ๆ หรอกนะ แต่ถ้าให้เดาคือ เหตุผลหลัก ๆ ข้อนึง ต้องมีเรื่องของเงินแน่นอน

10) โดยสรุป คำถามง่าย ๆ คือ ใช่หรือไม่ ที่มันไม่สำคัญหรอกว่า หนังสือพิมพ์ ละคร ภาพยนตร์ และเพลง ในปัจจุบันมันจะเป็นอย่างไร แต่รากของปัญหาจริง ๆ คือเรื่องของการศึกษาของชาติ คือเป็นปัญหาที่ตัวระบบแท้ ๆ ไม่ใช่เป็นปัญหาที่คนเป็นเหตุ

11) และอีกคำถามง่าย ๆ ก็คือ ใช่หรือไม่ ที่ปัญหาการศึกษาของชาติต้องแก้ โดยเริ่มจากการเมืองที่ดี

12) และคำถามสุดท้ายที่ไม่ใช่คำถามง่าย ๆ ก็คือ … เราจะแก้กันอย่างไร ?

13) ถ้าคิดไม่ออก มีอารมณ์เครียด ก็หนีเปิดทีวีช่วงสองทุ่มถึงสี่ทุ่มแบบสุ่ม ๆ ยังไงเดี๋ยวก็เจอละครน้ำเน่า ดูแก้เครียดกันจะดีกว่า

14) วนกลับไปข้อหนึ่ง)

อ้างอิง :

[1] การสำรวจ “ศึกษาอิทธิพลของการชมรายการโทรทัศน์กับพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ในกลุ่มคนดู ศึกษาเด็ก เยาวชน และประชาชน”อายุ 2 – 6 ขวบ 7- 12 ปี 13 – 19 ปี และอายุ 20 ปีขึ้นไปใน กทม.และจังหวัดหัวเมืองใหญ่ของประเทศ จำนวน 2,159 ตัวอย่าง วันที่ 24-28 เม.ย.2551, http://wechange.seubsan.net/Joomla/index.php/we-article/turnoff-tv/177-research-want-go-to-leading-actor-for-ravish

[2] รายการโทรทัศน์เป็นภัยต่อเด็กจริงหรือไม่?,  http://news.sanook.com/scoop/scoop_156415.php

ข้อมูลเพิ่มเติม:

– The Impact of Fictional Television Stories on U.S. Adult Fatalities: New Evidence on the Effect of the Mass Media on Violence, by David P. Phillips, University of California, San Diego , http://www.jstor.org/pss/2779364

The Sociology of Soap Operas, Briana Beckham, http://www.students.sbc.edu/beckham04/The%20Sociology%20of%20Soap%20Operas-Final.doc

บทบาทของ “สื่อ” ดุลยภาพระหว่างสิ่งที่สังคม “อยากรู้” กับสิ่งที่สังคม “ควรรู้”, http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9470000053768

– เราควรรื้อถอนโครงสร้างของละคร ‘น้ำเน่า’ หรือไม่? , http://www.winbookclub.com/basket_detail.php?id=248

Read Full Post »

smileyKiD

ขอกล่าวนำสักเล็กน้อย

ปัญหา ที่เกิดขึ้นมานานนับตั้งแต่ที่โลกรู้จัก Internet กัน แพร่ระบาดไปทั่วโลก Internet นั่นก็คือการ Copy Content (Content ในที่นี้หมายถึง ข่าว, บทความ, Digital Artwork, Digital Photo หรือ สิ่งใดๆก็ตามที่อยู่บนหน้าเว็บ) โดยไม่ให้เครดิตแก่เจ้าของ Content ซ้ำร้ายอาจมีการนำไปใช้ในเชิงการค้าก็เป็นได้ จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นอาญชากรรมบน Internet ก็ว่าได้ ยิ่งโลก Internet ขยายตัวขึ้นมากเท่าไหร่ ปัญหานี้ก็ยิ่งเกิดขึ้นมากตาม

สำหรับ ผู้ที่ต้องการจะเผยแพร่ Content ให้ทุกคนได้นำไปใช้กันโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆนั้น ขอเพียงแค่บอกว่าตนเองเป็นเจ้าของผลงาน เมื่อเจอปัญหาเหล่านี้ก็คงจะถูกบั่นทอนกำลังใจไปกับความเห็นแก่ตัวของคนไม่ กี่คนไปไม่มากก็น้อย ซึ่งเป็นการทำลายโอกาสแก่คนใหม่ไฟแรงที่อยากจะพัฒนา Content ใดๆ ให้ทุกคนนำไปใช้กันฟรีๆ แล้วสามารถอวดอ้างได้ว่า ตัวเองเป็นเจ้าของผลงาน และไม่ต้องมากังวลกับการถูกขโมยผลงาน

แต่เดิมนั้น ปัญหานี้มีวิธีแก้ไขอยู่ 2 วิธี คือ

  1. การ จดลิขสิทธิ์ (License) เพื่อเป็นเจ้าของผลงานนั้นอย่างเต็มตัวแต่เพียงผู้เดียว สงวนสิทธิ์ทุกประการ (Copyright) ในการนำไปเผยแพร่ นำไปใช้ หรือดัดแปลงใดๆ โดยที่ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของ แต่ก็มีจุดบกพร่องสำคัญก็คือ การที่คนอื่นจะนำไปเผยแพร่นั้นจะต้องขออนุญาตจากเจ้าของก่อน ไม่เช่นนั้นถือว่าผิดกฎหมาย จึงถือได้ว่าวิธีนี้แก้ปัญหาไม่ค่อยตรงจุดนัก
    http://th.wikipedia.org/wiki/ลิขสิทธิ์
  2. การ ยกมอบให้เป็นสาธารณสมบัติ (Public Domain) ก็คือไม่มีใครเป็นเจ้าของผลงาน ทุกคนสามารถนำไปใช้ได้โดยไม่ผิดลิขสิทธิ์ แต่ก็มีจุดบกพร่องก็คือ เจ้าของผลงานก็จะไม่ได้เป็นเจ้าของผลงานอีกต่อไป สูญเสียสิทธิ์นั้นไปอย่างสิ้นเชิง
    http://th.wikipedia.org/wiki/สมบัติสาธารณะ

แต่ผมจะมาแนะนำวิธีที่ 3 ให้ทุกคนได้รู้จักกันครับ

ครีเอทีฟคอมมอนส์

ครี เอทีฟคอมมอนส์ เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร (Non-profit Organization) ก่อตั้งขึ้นที่สหรัฐอเมริกาเมื่อปีค.ศ. 2001 ก่อตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาสัญญาอนุญาตที่สามารถแก้ปัญหาข้างต้นได้ สัญญานี้มีชื่อว่า สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์

(นอก จากนี้ องค์กรครีเอทีฟคอมมอนส์ ยังพัฒนาสัญญาอนุญาตอีกสัญญาหนึ่ง ชื่อ Science Commons ถูกเผยแพร่ในปีค.ศ. 2005 เพื่อคุ้มครองการเผยแพร่งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์บนเว็บโดยเฉพาะ)

สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์

สัญญา อนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์นั้น (ต่อไปจะขอเรียกสั้นๆว่า CC) ประกาศใช้เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2002 ในปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 3.0 แล้ว ในปีค.ศ. 2008 คาดการณ์ว่าน่าจะมีผลงานที่ได้รับการคุ้มครองจาก CC เป็นจำนวนถึง 130 ล้านชิ้นแล้ว

ในประเทศไทย เมื่อวันที่ 2 เม.ษ. 2009 เพิ่งจะมีการประกาศใช้ CC อย่างเป็นทางการ ถือเป็นประเทศลำดับที่ 51 ของโลกที่ประกาศใช้ CC

ลักษณะ ของ CC นั้น หากเปรียบเทียบกับคำว่า สงวนสิทธิ์ทุกประการ กับ สาธารณสมบัติ แล้ว CC อาจใช้คำว่า สงวนสิทธิ์บางประการก็ว่าได้ ผลงานที่ได้รับการคุ้มครองจาก CC นั้น ผู้ที่จะนำผลงานไปใช้ไม่จำเป็นต้องขออนุญาต เพียงแต่จะต้องทำตามเงื่อนไขที่เจ้าของลิขสิทธิ์กำหนดไว้ ทำให้สามารถรักษาสิทธิ์ความเป็นเจ้าของเอาไว้ และเผยแพร่ให้คนอื่นนำไปใช้ต่อยอดได้อย่างแพร่หลาย

Weblog หรือ Image Hosting ชื่อดังทั้งหลายที่เปิดให้บริการฟรีส่วนใหญ่สมาชิกก็จะได้รับความคุ้มครอง จาก CC และต้องปฏิบัติตามด้วยเช่นกัน อาทิเช่น Flickr, WordPress เป็นต้น

เงื่อนไขที่เจ้าของผลงานจะต้องกำหนดให้กับผลงานตัวเอง มีอยู่ 4 ประการ ได้แก่

  1. แสดงที่มา (Attribution – by) ต้องแสดงเครดิตให้แก่เจ้าของผลงานเสมอ
  2. ไม่ใช้เพื่อการค้า (Noncommercial – nc) ไม่นำไปใช้ในทางการค้า
  3. ไม่ดัดแปลง (No Derivatives – nd) ห้ามดัดแปลง แก้ไขใดๆ ทั้งสิ้น
  4. อนุญาตแบบเดียวกัน (Share Alike – sa) ต้องเผยแพร่ผลงานด้วยสัญญา CC เดียวกันกับต้นฉบับทุกประการ

เมื่อนำเงื่อนไขมาผสมกันแล้ว จะเกิดเป็นสัญญา CC 6 ประเภท ได้แก่

  1. CC by
  2. CC by-nc
  3. CC by-nd
  4. CC by-nc-nd
  5. CC by-nc-sa
  6. CC by-sa

จะ เห็นได้ว่า ทุกประเภทต้องมี by ซึ่งหมายความว่า ทุกผลงานภายใต้ CC จะต้องแสดงที่มา ซึ่งหากผู้ใดนำเอาผลงานไปใช้โดยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขก็สามารถฟ้องร้องเป็น คดีความได้เหมือนกับผลงานที่คุ้มครองโดยลิขสิทธิ์ทุกประการ

วิธีการขอรับความคุ้มครองจาก CC นั้น ง่ายนิดเดียวครับ ไปที่นี่เลยครับ
http://creativecommons.org/license/?lang=th

ความเห็นส่วนตัว

ผม เชื่อว่าการประกาศใช้ CC ในประเทศไทย จะทำให้นักสร้างสรรค์ผลงานได้ง่ายขึ้น และช่วยให้กลุ่มนักสร้างสรรค์กลุ่มนี้ในประเทศไทยขยายตัวขึ้นยิ่งกว่าเดิม ไม่มากก็น้อย

แต่อย่างไรก็ตาม CC นั้นก็ยังถือเป็นเรื่องที่ใหม่สำหรับประเทศไทยมาก และคาดว่าก็ยังจะเป็นเรื่องใหม่อยู่อีกนานเหมือนกัน ซึ่งวิธีการเผยแพร่ ผมว่าไม่ใช่เรื่องยากเลยสำหรับประเทศไทยที่มีประชากร Blogger จำนวนมาก ทั้ง Hi5, Facebook ติดอันดับ Top 10 ของโลก ถ้าจะทำกันจริงๆจังๆ

แต่ สิ่งที่ผมเป็นห่วงอยู่อย่างมาก และทำให้ผมคิดว่า ยังเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการเจริญเติบโตของนักสร้างสรรค์ไทย ถึงแม้จะมีการประกาศใช้ CC ในประเทศไทยแล้วก็ตาม ก็คือ การทำผิดกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์ หรือทรัพย์สินทางปัญญาที่เห็นกันอยู่เกลื่อนบ้านเกลื่อนเมืองครับ ง่ายๆเลย เดียวนี้จะฟังเพลง ถึง 20% ไหมครับที่ซื้อแผ่นแท้สนับสนุนของจริง

ไม่ปลิ้มครับ…ไม่ปลิ้ม

ดัง นั้น ตราบใดที่ประเทศไทยยังไม่ลงมือแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง จะประกาศกฎหมายหรือสัญญาอนุญาตสักกี่ฉบับ นักสร้างสรรค์ไทยก็คงยังเป็นที่ น่าสงสารต่อไป

ข้อมูลเพิ่มเติม

ครีเอทีฟคอมมอนส์
http://www.creativecommons.org
http://th.wikipedia.org/wiki/ครีเอทีฟคอมมอนส์

สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์
http://th.wikipedia.org/wiki/สัญญาอนุญาตอครีเอทีฟคอมมอนส์

สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ประเทศไทย
http://www.cc.in.th

เชิญแสดงความเห็นเกี่ยวกับ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ประเทศไทย รวมถึงเรื่องลิขสิทธิ์ได้ ที่นี่เลยครับ

Read Full Post »

แนวคิดพื้นฐานของ สื่อสารมวลชน

recommendare

 

จากบทความเรื่อง  แนวคิดพื้นฐานของ สื่อสารมวลชน

 

เขียน  โดย

ผศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล
อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย

 

ความมีดังนี้

สื่อสารมวลชนมีหน้าที่ทางสังคมอย่างไร มีกระบวนการทำงานอย่างไร มีลักษณะอย่างไร หลายครั้งที่คนข้างนอกไม่เข้าใจก็มักจะประณามสื่ออย่างเดียว เช่น กรณีเหตุการณ์รุนแรงที่เด็กเป็นผู้กระทำ ปรากฏว่า สื่อกำลังเป็นเป้าหมายใหญ่ของการถูกประณาม จนกระทั่งมีคนถามว่า สื่อเป็นแพะหรือเปล่า คำตอบคือไม่ เพราะสื่อมีส่วนอย่างมากที่จะก่อให้เกิดความรุนแรง แต่ไม่อยากให้สังคมมองว่าเป็นเพราะสื่อมวลชนอย่างเดียว อยากให้สังคมมองว่า ปัญหาความรุนแรงเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน แล้วสื่อเป็นส่วนหนึ่งที่เข้าไปช่วยเสริม หรือตอกย้ำความรุนแรงที่มีอยู่ในสังคม หรือไปตอกย้ำความเชื่อของการเอาความรุนแรงออกมาใช้โต้ตอบ

 

เช่น เวลามีคนถามเรื่องเด็กกับสื่อ ดิฉันก็จะถามกลับว่า แทนที่เราจะมาโทษสื่ออย่างเดียว ทำไมเราไม่ตั้งคำถามกลับว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเด็กไทยของเรา ที่ทำให้เด็กไทยสมัยนี้อ่อนแอต่อการปกป้องตัวเองจากความรุนแรง ทำไมเด็กสมัยนี้มีความยับยั้งชั่งใจน้อย ขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์ถึงขนาดต้องตัดสินใจใช้อาวุธทำร้ายเพื่อนด้วยกัน ถามว่าเป็นเพราะสื่ออย่างเดียวหรือเปล่า คำตอบคือ “ไม่ใช่แน่นอน” มันต้องย้อนกลับไปถามว่า การที่เด็กปัจจุบันนี้อ่อนแอมาก เป็นเพราะอะไร ซึ่งแน่นอนว่ามีเรื่องของสถาบันครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าเด็กคนนั้นเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความเคยชินกับการเห็นความรุนแรงในครอบครัว ไม่ว่าจะโดยการกระทำทางกาย ทางวาจา ฯลฯ มันก็ทำให้เขาตัดสินใจที่จะใช้ความรุนแรงได้ง่าย เพราะเขาชินกับการเห็นความรุนแรง

 

นอกจากนั้น ยังมีความรุนแรงอีกประเภทหนึ่งที่เราไม่ค่อยพูดกัน นั่นคือ ความรุนแรงในแง่เพิกเฉย เป็นความรุนแรงที่เกิดจากความไม่ใส่ใจซึ่งกันและกัน เราจะเห็นว่าครอบครัวเดี๋ยวนี้เป็นแบบนี้มาก เด็กไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับพ่อแม่ บางทีเด็กมีปัญหาอยากปรึกษาพ่อแม่ พ่อแม่ก็ไม่มีเวลาที่จะคุยด้วย ทั้ง ๆ ที่บ้านนั้นเขาไม่ได้ใช้กำลังกันเลย แต่ความเพิกเฉยที่พ่อแม่มีต่อลูกก็ถือว่าเป็นความรุนแรงประเภทหนึ่ง เป็นการละเลย ลักษณะแบบนี้ทำให้เด็กรู้จักที่จะรับอย่างเดียว มากกว่าที่จะรู้จักให้

 

เรื่องที่เกิดขึ้นตอนนี้ สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการที่เด็กมองว่า เขารู้สึกว่าสิ่งสิ่งนั้นเป็นของเขา เขาจะสูญเสียมันไปไม่ได้ อย่างกรณีเด็กที่แฟนบอกเลิก ก็เอาปืนไปทำร้ายคนในบ้าน หรือกรณีที่หยิบปืนไปยิงกันเพราะว่าแย่งผู้หญิงคนเดียวกัน ก็สะท้อนมาจากการที่เขาคิดตลอดเวลาว่า ของสิ่งนั้นเป็นของเขา

 

เคยตั้งคำถามกับจิตแพทย์ว่า มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเด็กรู้สึกเป็นเจ้าของมากเหลือเกิน ทำไมเด็กไม่รู้จักปล่อยวางกับสิ่งเหล่านี้ เขาบอกว่า เป็นเพราะเด็กในปัจจุบันรู้จักแต่การรับเพียงอย่างเดียว ไม่เคยเรียนรู้ที่จะให้ เมื่อไม่เคยเรียนรู้ที่จะให้ จึงไม่เคยเรียนรู้ที่จะสูญเสียและผิดหวัง เมื่อเกิดความผิดหวังขึ้นมาเขาจึงรู้สึกกับมันอย่างรุนแรง ทนต่อไปไม่ได้แล้ว มันจึงเกิดปัญหาแบบทุกวันนี้ ดังนั้น จึงควรต้องย้อนกลับไปดูที่สถาบันครอบครัวกันใหม่ ว่าทำอะไรที่ทำให้เด็กรู้จักรับเพียงอย่างเดียว

 

นอกจากสถาบันครอบครัวแล้ว สถาบันการศึกษาหรือระบบการศึกษาที่มุ่งแต่จะจับคนไว้อยู่ในระบบอย่างเดียว ต้องคิดตามที่ระบบการศึกษาบอกให้คิด เด็กไม่มีโอกาสได้คิดอะไรที่หลากหลายตามความสนใจของเขา เมื่อเป็นเช่นนั้น ระบบการศึกษาที่จัดคนไว้อยู่ในระบบและเชื่อว่าเป้าหมายสูงสุดของการศึกษาน่าจะเป็นเส้นทางเดียวกับที่ตะวันตกกำหนดเอาไว้ ก็เป็นผลทำให้เด็กมีปัญหาเรื่องความรุนแรงด้วย

 

ส่วนสถาบันสื่อมวลชนนั้นมีผลในแง่ที่ว่า พอเด็กขาดช่องทางที่จะพูดคุยกับพ่อแม่หรือครู เด็กก็หันเข้าหาสื่อ เพราะฉะนั้นสื่อก็เป็นช่องทางที่เขามีปฏิสัมพันธ์ด้วยตลอดเวลา เมื่อสื่อมีเนื้อหารุนแรง เช่น นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย ฯลฯ เยอะมาก เด็กก็จะคิดว่านี่เป็นทางเลือกทางเดียวสำหรับชีวิต ทั้งที่ในความเป็นจริงคนเรามีทางเลือกมากมาย แต่เขามองไม่เห็น

 

ยังมีอีกสถาบันหนึ่งที่เกี่ยวข้องและต้องพูดถึง นั่นคือ สถาบันศาสนา ซึ่งสำคัญมาก มีประเด็นที่พูดถึงว่าปัจจุบันภูมิธรรมของเด็กน้อยลง ถ้ารากฐานทางศีลธรรมของเด็กแข็งแรง เขาจะมีเกราะป้องกันตัวเยอะ แต่เด็กสมัยนี้ก็ไม่วิ่งเข้าหาเรื่องของศีลธรรม เรื่องของศาสนาเหมือนกัน เด็กจะมองว่านี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่เกี่ยวกับวิถีชีวิตประจำวันของเขา ศาสนาก็ศาสนา ไปวัดก็แค่ทำบุญ แต่เขาไม่เห็นว่า ศีลธรรมอยู่ในชีวิตจิตใจของเขา นี่เป็นปัญหาที่เราพูดกันเยอะมาก ดังนั้นปัญหาความรุนแรงไม่ใช่แค่เรื่องสื่ออย่างเดียว แต่เป็นทุกสถาบัน ซ้อนทับกันหมด เพราะฉะนั้นตอนนี้การป้องกันความรุนแรงจึงมีอยู่ทางเดียว นั่นคือ ดึงทุกสถาบันมาทำงานร่วมกัน น่าจะเกิดการทำงานแบบเครือข่าย

 

ภาระหน้าที่ของสื่อมวลชน

 

1. ให้ข้อมูลข่าวสาร เป็นหน้าที่หลักที่เราพบเห็นในสื่อมวลชนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นรายงานเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ความเคลื่อนไหวต่าง ๆ สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ซึ่งการให้ข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันนี้ สื่อไม่ได้เพียงแค่บอกว่าเกิดอะไรขึ้นเท่านั้น แต่สื่อตีความเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยทุกครั้ง การตีความนี้ เช่น ถ้าเป็นข่าว วันนี้เลือกนำเสนอเฉพาะฝ่ายนี้ฝ่ายเดียวก่อน ก็เป็นการบ่งบอกเชิงนัยแล้วว่าสื่อเข้าข้างฝ่ายไหน เลือกนำเสนอฝ่ายไหนมากกว่า ฝ่ายไหนน้อยกว่า มันเป็นการบ่งบอกอยู่ในตัว ถึงแม้เขาจะนำเสนอในรูปแบบของข่าวก็ตาม ดังนั้นจึงไม่มีข่าวสารไหนที่ถูกนำเสนอแบบไม่ถูกแต่งเติม นอกเหนือจากนี้ก็จะมีในเรื่องของการส่งเสริมความคิดต่าง ๆ หรือการชี้นำความคิดในตัวด้วย

 

2. การประสานส่วนต่างๆ ของสังคมเข้าด้วยกัน ในสังคมปัจจุบันที่มีความเป็นพหุนิยมสูงมาก เรียกว่า “สังคมมวลชน” เรารู้จักเขาผ่านหน้าจอทีวี เราดูข่าวของเขา เราดูสารคดีเกี่ยวกับคนอาฟริกันซึ่งทำให้เรารู้จักเขา คำถามอยู่ที่ว่า การทำหน้าที่เชื่อมโยงเราไปยังวัฒนธรรมอื่น ๆ นั้น สื่อทำหน้าที่อย่างไร สื่อไปถ่ายทำชีวิตคนอาฟริกันมาเฉย ๆ แล้วให้เราดูหรือเปล่า เวลาเรานั่งดูสารคดี เช่น สารคดีชีวิตคนต่าง ๆ ที่เราไม่เคยได้ไปสัมผัสชีวิตจริงของเขา เรารู้จักเขาจากสื่อจริง ๆ เลย เรารู้จักเขาแบบไหน มันเป็นเรื่องที่เราถกกันได้อีกเยอะเลย หรือเวลาที่เราดูสารคดีคนชนเผ่า เรารู้สึกอย่างไร มันก็ขึ้นอยู่กับว่าสื่อต้องการนำเสนออะไรในชนเผ่ากลุ่มนั้น ถ้าสื่อคิดว่าชนเผ่ากลุ่มนี้ขายได้เชิงการท่องเที่ยว สารคดีจะออกมาในแง่สวยงาม โรแมนติก เห็นแต่ในเชิงของการแต่งตัว การแสดง หรือจุดขายของคนกลุ่มนี้ แต่เราไม่เห็นชีวิตจริง ๆ ของเขา มันก็เป็นปัญหามาตลอดว่า เวลาคนกรุงไปที่ไหนก็จะมีภาพฝังใจว่าอยากไปเห็นเขาในแบบนั้น แต่พอไปจริง ๆ เราไม่เห็นแบบนั้น ก็จะรู้สึกว่าทำไมชุมชนนี้เป็นแบบนี้

 

เพราะฉะนั้น การทำหน้าที่ประสานส่วนต่างๆ ของสังคมมีทั้งแง่ดีและไม่ดี แง่ดีคือ ทำให้เรารู้จักคนทั่วทั้งโลกโดยที่เราไม่ต้องไปรู้จักในเชิงส่วนบุคคล แต่แง่ไม่ดีคือ เราต้องตระหนักว่า การที่เรารู้จักเขา มันเป็นการรู้จักผ่านการทำงานของสื่อมวลชนไปแล้ว

 

นอกเหนือจากในแง่ของการทำให้เราได้รู้จักกลุ่มต่าง ๆ แล้ว การประสานส่วนต่าง ๆ ยังมีความหมายในแง่ของการไปสนับสนุนสถาบันหลัก ๆ ของสังคมด้วย เราจะเห็นว่า ในการนำเสนอเรื่องของกลุ่มต่าง ๆ สื่อจะมีการหยิบยกบางสถาบันขึ้นมาตลอดเวลาว่านี่เป็นสถาบันความคิดหลัก เพราะฉะนั้น ถ้าเราอยากจะมีมุมมองในเรื่องนี้ เราก็ต้องคิดตามสถาบันหลักเหล่านี้ ไม่ว่าจะเรื่องของการศึกษาก็ดี ก็จะเสนออยู่ภายใต้กรอบของสถาบันหลักทางการศึกษา หรือเรื่องของการปกครองท้องถิ่น ยิ่งตอนนี้มีนโยบายเรื่องของท้องถิ่นชุมชนเยอะ ก็จะเป็นนโยบายท้องถิ่นหรือชุมชนที่ผ่านนโยบายของฝ่ายปกครอง มากกว่าที่จะเป็นเสียงที่มาจากชุมชนจริง ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราได้รับรู้ ความคิดที่เราสั่งสมขึ้นมา ก็เป็นความคิดที่มันไปสอดคล้องกับบรรทัดฐานของสถาบันหลักเหล่านั้น

 

3. การสร้างความต่อเนื่องทางสังคม เป็นบทบาทหน้าที่เชิงวัฒนธรรม การที่เรายังเชื่อมต่อความคิดระหว่างคนจากรุ่นสู่รุ่นได้ เพราะสื่อทำหน้าที่ถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ให้เราได้รับรู้ ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมแต่ไหนมา เราก็รับรู้ผ่านสื่อมวลชนเป็นส่วนใหญ่ในขณะนี้ สถาบันครอบครัวก็ไม่ได้ทำหน้าที่ตรงนี้ สถาบันการศึกษาก็ไม่ค่อยได้ทำหน้าที่ รวมถึงสถาบันศาสนาด้วยหรือเปล่า ก็กลายเป็นสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวของคนแต่ละรุ่นต่อ ๆ กันมา คำว่า “แต่ละรุ่น” อาจจะไม่ต้องไปไกลก็ได้ แม้แต่เรื่องของเมื่อวานนี้ก็ได้เหมือนกัน

 

เพราะฉะนั้นการสร้างความต่อเนื่องทางสังคม ในแง่ดีมันอาจจะไปเสริมรากฐาน รากเหง้าของสังคมนั้นให้มีความเข้าใจ ให้มีความเข้มแข็งกับรากฐานของสังคมเรา แต่ในแง่ไม่ดีก็มีเยอะ เพราะบางทีการถ่ายทอดวัฒนธรรมก็ถูกเลือกปฏิบัติ วัฒนธรรมบางอย่างเท่านั้นที่ถูกเลือกถ่ายทอด วัฒนธรรมบางอย่างก็หายไปเลยไม่ถูกหยิบมาพูดถึง วัฒนธรรมกลุ่มย่อยอีกมากมายที่ไม่ได้ถูกพูดถึงขึ้นมาผ่านสื่อมวลชนเลย การทำหน้าที่ตรงนี้จึงมีทั้งดีและไม่ดี

 

4. การให้ความเพลิดเพลิน อันนี้เข้าใจง่ายมาก สื่อก็นำเสนอเรื่องของความบันเทิงใจให้กับคน โดยเฉพาะชีวิตของคนเมืองที่มีความเคร่งเครียด จากงานวิจัยในเรื่องการวิเคราะห์การรับสารของคนในเมืองที่ทำมาไม่ว่ากี่งานก็ตาม ผลที่ออกมาคือ กว่า 60% ของการเลือกรับสื่อเป็นไปเพื่อการผ่อนคลายและความบันเทิง ซึ่งก็ไม่แปลกกับคำถามที่ว่าทำไมสัดส่วนของสื่อถึง 60% จึงเป็นเนื้อหาเพื่อความบันเทิง ซึ่งก็เป็นบันเทิงจริง ๆ เห็นชัดมากเมื่อเราเปิดทีวี 6 ช่อง ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของทีวี (prime time) คือช่วง 1 ทุ่ม – 4 ทุ่ม เป็นช่วงที่คนดูทีวีมากที่สุด มีทั้งข่าว ละคร เกมโชว์ จะเห็นว่าละครครองพื้นที่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของทีวี ที่เหลือช่วงเวลาไม่ดี คือช่วง 6 โมงเช้าไปจนถึง 5-6 โมงเย็น ช่วงนั้นจะมีข่าว สารคดี การเกษตร เรื่องเกี่ยวกับชุมชน ฯลฯ สาระความรู้ต่าง ๆ จะไปอยู่ช่วงนั้น ถ้าเป็นช่วงเช้าจะเป็นรายการเด็ก ๆ ผู้หญิง ซึ่งเป็นกลุ่มคนดูที่จำกัด และตอนกลางวัน ช่วงบ่ายจะมีแต่เกมโชว์ทั้งนั้น และเป็นเกมโชว์ที่ไร้สาระโดยสิ้นเชิง ที่เกมโชว์ช่วงบ่ายของทีวีเป็นแบบนี้ก็เพราะเขารู้อยู่ว่าคนดูน้อย เพราะฉะนั้นถ้าลงทุนมากก็ไม่มีประโยชน์ ยิ่งลงทุนมากยิ่งขาดทุน ดังนั้นจึงต้องทำรายการง่าย ๆ ถูก ๆ ไร้สาระ แต่เมื่อเป็นรายการง่าย ๆ ถามว่าคนดูเป็นใคร ช่วงกลางวันคนดูคือแม่บ้านเป็นส่วนใหญ่ และก็มีร้านค้าด้วย ถามว่ายุติธรรมไหมกับคนกลุ่มนี้ ซึ่งโอกาสที่เขาจะได้เปิดปัญญาของตัวเองไปสู่เรื่องอื่น ๆ มันก็น้อย ยิ่งคนเป็นแม่บ้าน พอตกเย็นสามีและลูก ๆ กลับมา เวลาก็หมดแล้ว ตอนเช้าก็ยุ่งอีก เวลาช่วงบ่ายที่เขาจะได้พักผ่อน รายการทีวีที่มีให้เขาก็คือเกมโชว์

 

ดิฉันเคยไปทำวิจัยกับผู้หญิงในสลัมคลองเตย 4 เดือน ไปกินไปนอนกับเขา และนั่งดูทีวีกับผู้หญิงที่นั่น ปรากฏว่าทุกคนจะคิดเหมือนกันหมด คือ ทำยังไงชาตินี้จะรวย ทำยังไงจะเป็นมหาเศรษฐี ซึ่งไม่แปลกเพราะเกมโชว์บอกเขาอย่างนั้น และเกมโชว์เป็นสิ่งที่เขาติดมาก ใกล้บ่ายเขาจะลุ้นอยู่หน้าจอทีวี ดิฉันก็ถามเขาว่าลุ้นแล้วได้อะไร เขาบอกว่าอย่างน้อยทำให้เขารู้สึกว่าชีวิตนี้ก็มีความหวัง แต่มันไม่ใช่หวังของเขา มันเป็นความหวังของคนอื่น เพราะเขาไม่ได้ไปเล่น เกมโชว์คนที่เล่นก็คือดารา เขาไม่เอาชาวบ้านไปเล่น แต่ผู้หญิงพวกนี้พูดเลยว่า อย่างน้อยความเป็นคนจนไม่ใช่ว่าเกิดเป็นคนจนแล้วจะจนตลอด โอกาสที่จะรวยก็มีถ้าไปลุ้นแบบนี้ ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่มี ฉะนั้นเกมโชว์นอกจากมันไม่ประเทืองปัญญาแล้ว ก็ยังหลอกเขาอยู่ตรงนั้น เราจะเห็นว่าการให้ความเพลิดเพลินที่เป็นบทบาทหนึ่งของสื่อ มันกลายเป็นบทบาทหลักที่กำลังทำร้ายผู้คนมากมายอยู่ในเวลานี้

 

นอกจากในแง่ของความเพลิดเพลินผ่านละคร ผ่านเกม ผ่านเพลง ฯลฯ ความเพลิดเพลินยังผ่านสาระหลัก ซึ่งเราไม่คิดว่ามันน่าจะทำให้เพลิดเพลินได้ คือ ข่าว ปัจจุบันนี้กระบวนการผลิตสื่อเอาเทคนิคของความเพลิดเพลินใจเข้าไปแทรกซึมอยู่ในทุกรูปแบบของการผลิตแล้ว เดี๋ยวนี้เวลาทำข่าวก็ต้องดูแล้วเพลิดเพลินใจ ข่าวไหนดูแล้วเครียดคนก็ไม่ดู จะมีรูปแบบที่ทำให้ดูแล้วเพลิดเพลินมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกมาเล่าข่าวให้สนุก เช่น ระเบียงข่าว ช่อง 3 ที่มีพิธีกรชายหญิงออกมายืนเล่าข่าวกัน พูดคุยแบบล้อเล่น สนุก ทำให้ความเครียดของข่าวลดลง แต่บางครั้งมันก็มีอคติของพิธีกรหลุดออกมาเยอะมาก นี่ก็เป็นรูปแบบที่ว่าความเพลิดเพลินเข้าไปแทรกซึมอยู่ในเรื่องของการนำเสนอสาระด้วย

 

หรือที่เห็นชัด ๆ คือ การเขียนข่าวหนังสือพิมพ์บางฉบับ ที่อ่านพาดหัวข่าวแล้วอาจจะเพลิดเพลินใจ ไม่ใช่ความหมายแบบมีความสุข แต่เพลิดเพลินใจในแง่นี้คือ อ่านแล้วได้อารมณ์ เพราะภาษาที่ใช้ คำบางคำที่ใช้พาดหัวก็ใส่อคติไปเรียบร้อย เช่น พาดหัวเรื่อง “นักเรียนดิบเถื่อน เอาอีกแล้ว แย่งผู้หญิงคนเดียวกัน ไร้ความคิด” คำว่าดิบเถื่อนเป็นคำที่แรง ทำให้คนอ่านแล้วรู้สึกว่านักเรียนสมัยนี้มันแย่มาก ๆ มันไม่ใช่แค่สะท้อนความไม่ดีของคนกลุ่มนั้น เป็นคำที่เมื่อก่อนตะวันตกใช้ว่าคนไทยว่าไร้อารยธรรม ป่าเถื่อน แต่คิดไม่ถึงว่าตอนนี้คนไทยก็หยิบเอาคำนี้มาใช้กับนักเรียน ซึ่งถ้าเราตีความต่อ มันมีความหมายลึกมาก ถ้าเราปล่อยให้สื่อใช้ภาษาง่าย ๆ แบบนี้เพียงเพื่อหวังว่าใช้แล้วมันสนุกสนาน เกิดอารมณ์ มันอันตราย เพราะต่อไปสังคมจะมองว่าพวกนักเรียนเป็นพวกไร้อารยธรรม ส่วนพวกฉันเป็นพวกมีอารยธรรม มันจะเกิดการแบ่งแยกสังคมมากขึ้นทุกที นี่ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่มองเห็นว่าความเพลิดเพลินเข้ามาก่อปัญหาอย่างไรบ้าง

 

5. หน้าที่ในการรณรงค์ทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของความคิดทางประชาธิปไตยต่าง ๆ คงไม่ต้องพูดถึงว่ามีผลอย่างไร แต่ในแง่ลบ การรณรงค์นี้ก็นำไปสู่การชักนำให้สังคมเกิดความคิดไปในทิศทางเดียวกัน เช่น ต้องเป็นเศรษฐกิจระดับมหภาคถึงจะเรียกว่าดี หรือเศรษฐกิจที่ขึ้นอยู่กับตัวเงิน การลงทุนข้ามชาติ ฯลฯ มีผลทำให้ภาพของความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจเป็นทิศทางเดียว ขณะที่เศรษฐกิจระดับชุมชน ระดับชาวบ้านที่พึ่งตัวเอง ไม่ถูกนำเสนอเท่าไร เราจะเห็นว่าบทบาทการรณรงค์ของสื่อเองก็เป็นการรณรงค์ที่เป็นไปตามกระแสหลักของสังคมด้วย

 

กระบวนการทำงานของสื่อมวลชน

 

1. ในฐานะผู้รักษาช่องทางการสื่อสาร (gatekeeper) สมมติว่าเรามีที่มาของข่าวสาร การทำหน้าที่ของสื่อคือ เริ่มคัดเฉพาะบางประเด็นเท่านั้น เวลาที่ข้อมูลเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นทั้งหมด แต่ข้อมูลที่ถูกคัดกรองมีน้อยมาก จะมีประเด็นที่ถูกคัดทิ้งออกไปเยอะ จะมีเหลือไม่กี่ประเด็นของข่าวสารที่เข้าไป ฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏออกมาในเนื้อหาสื่อแล้วเราได้อ่าน มันจึงถูกคัดมาแล้ว

 

ประเด็นไม่ได้อยู่แค่ว่า คนที่เป็นสื่อคัดอะไรเข้าไป ยังคิดต่อได้อีกว่า ความเป็นสื่อตรงนี้ องค์ประกอบของคนเป็นสื่อมวลชนประกอบด้วยอะไรบ้าง ในความเป็นคน กว่าที่เขาจะเติบโตขึ้นมาเป็นคนทำสื่อ เขาผ่านอะไรมาบ้าง ชีวิตคนมีอะไรซับซ้อนมาก มีค่านิยม อุดมการณ์ ประสบการณ์ ความรู้ชุดไหนบ้าง มีอะไรต่อมิอะไรหลาย ๆ อย่างที่ประกอบกันเป็นตัวเขา สิ่งเหล่านี้จึงมีส่วนทำให้สื่อมวลชนบางคนเลือกที่จะคัดเหตุการณ์บางอย่างให้มาเป็นข้อมูล เพราะฉะนั้นถ้าเราดูแค่เรื่องค่านิยมตัวเดียวซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ก็ทำให้เข้าใจได้เลยว่า ทำไมเรื่องบางเรื่องถูกนำเสนอซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะมันไปสอดรับกับกรอบคิดค่านิยมของคนที่เป็นสื่อมวลชน เช่น ถ้าเราพูดเรื่องเศรษฐกิจ ก็จะชัดว่าคนเป็นสื่อส่วนใหญ่จะมองเรื่องของเศรษฐกิจในระบบเศรษฐกิจระดับชาติ ฉะนั้นเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับการตลาด บริโภคนิยม จะถูกนำเสนอมาก เพราะมันตอบรับกับค่านิยมชุดนี้ของเขา

 

2. ในฐานะผู้กำหนดวาระหรือประเด็นทางสังคม (agenda setter) เช่น เหตุการณ์เกี่ยวกับการเลือกตั้งจะถูกทำให้เป็นประเด็นใหญ่มาก จะให้พื้นที่มาก การรับรู้ของคนในสังคมก็จะใหญ่ตามไปด้วย เพราะสื่อเลือกที่จะนำเสนอเรื่องการเลือกตั้งที่เข้มข้นมาก ในช่วงที่มีการเลือกตั้ง สื่อก็จะนำเสนอแต่เรื่องนี้ คำว่า “กำหนดวาระของสังคม” ก็คือ การทำให้วาระมันใหญ่ ถูกทำให้เป็นวาระหลัก คนก็จะพูดถึงเรื่องนี้กันมาก แต่ในเวลาเดียวกันมีเรื่องวิทยุชุมชน ปรากฏว่าสื่อให้ความสำคัญน้อยมากเมื่อเทียบกับเรื่องการเลือกตั้ง การรับรู้ของคนก็จะน้อยตามไปด้วย

 

การเลือกอะไรขึ้นมาเป็นวาระสาธารณะก็ขึ้นอยู่กับสื่อ ฉะนั้น การที่เราบอกว่าตอนนี้สังคมกำลังสนใจเรื่องความรุนแรง ถามว่าสังคมสนใจเอง หรือสื่อกระตุ้น มันชัดมาก เช่น ประเด็นเรื่องนามสกุล จริง ๆ แล้วไม่น่าเป็นเรื่องที่ใหญ่มากถึงขนาดที่คนพูดกันทั้งบ้านทั้งเมือง แต่สื่อสัมภาษณ์คนต่าง ๆ ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย มันจึงเกิดเป็นประเด็นขึ้นมา ถึงขนาดว่าใครไม่พูดก็จะตกประเด็นหรือตกสังคม

 

3. ในฐานะผู้ตรวจสอบอำนาจรัฐของสาธารณชน (public watchdog) แปลตามภาษาอังกฤษก็คือ “หมาเฝ้าบ้าน” สื่อจะเข้าไปตรวจสอบผู้มีอำนาจต่าง ๆ ของรัฐ ตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองหรือรัฐ ซึ่งสื่อก็ทำอยู่ตลอดเวลา แต่การตรวจสอบนั้นก็มีทั้งทำได้และทำไม่ได้ และอาจจะมีอคติ

 

4. ในฐานะผู้รักษาผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุนและรัฐ (guard dog and servant of the state) แปลตามภาษาอังกฤษคือ “หมาที่ปกป้องเจ้านาย” หน้าที่นี้เห็นชัดว่า เป็นเพราะสื่อมักจะเป็นตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์หรือกลุ่มอำนาจหลักในสังคมทุกครั้งไป มีน้อยมากที่สื่อจะมารักษาผลประโยชน์ของประชาชนหรือคนเสียงน้อย สื่อจะบอกว่า เขาเป็นธุรกิจ เขาต้องอยู่รอด ซึ่งความอยู่รอดของเขาก็คือ ความอยู่รอดภายใต้การสนับสนุนของกลุ่มผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทุน กลุ่มอำนาจทางการเมืองต่าง ๆ

 

ลักษณะของสื่อมวลชนในสังคมมวลชน

 

สังคมทุกวันนี้เป็นสังคมมวลชน (Mass) สื่อที่มีอยู่ก็คือ สื่อมวลชน (Mass Media) คือการผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก ๆ ลักษณะของสื่อมวลชนในสังคมมวลชน สามารถพิจารณาแบ่งออกเป็นแต่ละประเด็นดังนี้

 

1.แหล่งที่มาของอำนาจของสื่อ ว่ามาจากไหนบ้าง ก็คือ
1. ชนชั้นปกครองที่มีอำนาจทางการเมือง
2. ชนชั้นนายทุน

 

ตอบแค่นี้เราจะเห็นเลยว่า แล้วประชาชนหายไปไหน ประชาชนมีสิทธิ์ในการเข้าไปควบคุมและให้อำนาจแก่สื่อได้ไหม น้อยมาก แต่พอเราไปวิพากษ์วิจารณ์เขา อย่างเช่นไทยรัฐ คำตอบเดียวที่ไทยรัฐมีให้และตอบมาสิบกว่าปีแล้ว คือตอบว่า “เราอยู่ได้เพราะคนอ่าน ถ้าอาจารย์มาว่าก็ไปว่าคนอ่านสิ ถ้าคนอ่านไม่สนับสนุนเรา เราก็อยู่ไม่ได้” แต่ถามว่าคนอ่านมีอำนาจกับไทยรัฐจริงหรือเปล่า จริง ๆ แล้วไม่มี อาจจะมีในแง่ของการเป็นเป้าหมายทางการตลาด ตลาดในที่นี้ก็ไม่ใช่ตลาดใหญ่ ไทยรัฐอยู่ได้ไม่ใช่เพราะขาย เขาไม่สนใจเรื่องการขาย การขายเป็นผลพลอยได้ เพราะทุกฉบับที่พิมพ์ออกมาได้กำไรไปแล้วเรียบร้อยจากการโฆษณา หนังสือพิมพ์อยู่ได้ด้วยโฆษณา ไม่ใช่อยู่ได้ด้วยการขาย การขายเป็นรายได้พิเศษ โฆษณาเป็นรายได้ 2 ใน 3 ของหนังสือพิมพ์ ที่เหลือไม่ถึง 1 ใน 3 เป็นรายได้จากการขาย

 

เมื่อเปรียบเทียบหนังสือพิมพ์ใหญ่กับหนังสือพิมพ์เล็ก ๆ เช่น ไทยรัฐ กับ ไทยโพสต์ ความหนาต่างกันมาก ก็เป็นเพราะหน้าโฆษณา ไทยโพสต์มีโฆษณาน้อยมาก ต้องกัดฟันมาตลอด ทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้ทุนคืน ในขณะที่ไทยรัฐมีความหนามากและเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวที่ไม่ง้อโฆษณา เขาบอกว่า คนเข้าคิวรอลงโฆษณาจนถึงสิ้นปีแล้ว บริษัทเอเจนซี่โฆษณาเวลาจะลงไทยรัฐต้องมาจองตั้งแต่ต้นปี ได้ลงปลายปี พื้นที่ก็แพงมาก แต่ที่เจ้าของโฆษณายอมลงทุนลงโฆษณากับไทยรัฐเพราะว่ามีคนอ่านมาก

 

ตามทฤษฎีพูดไว้ว่า หนังสือพิมพ์ไม่ได้สนใจว่าใครเป็นผู้อ่าน เขาสนใจว่าตลาดผู้อ่านเขาคือใคร เพราะเขาเอาตลาดผู้อ่านไปขายให้กับบริษัทโฆษณา การที่จะดึงให้บริษัทไหนมาสนใจลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ของเขาได้ นั่นคือเขาสามารถบอกได้ว่าผู้อ่านซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของเขาคือใคร มีจำนวนกี่คน เพราะฉะนั้นคำว่า “ผู้อ่าน” ของสื่อใดก็ตาม คุณค่าที่มีต่อสื่อคือ เอาไปขายต่อให้บริษัทโฆษณาอีกที

 

ในแง่ของแหล่งที่มาของอำนาจ จริง ๆ แล้วคือชนชั้นปกครองกับชนชั้นนายทุน ถ้าเราดูตัวองค์กรสื่อมวลชนเองในปัจจุบัน เราจะเห็นว่ามันกระจุกตัวอยู่ในมือของกลุ่มที่มีอำนาจ ถ้าเป็นสื่อโทรทัศน์ วิทยุ ก็ยังถูกกำหนดให้เป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐอยู่ มีคนถามมาว่าวิทยุชุมชน[1] จะไปถึงไหน ก็บอกว่ายังไปยากมาก วิทยุชุมชนตอนนี้ก็เป็นการทดลองทำเท่านั้นเอง และขณะที่กำลังทดลองทำก็ถูกกรมประชาสัมพันธ์ส่งจดหมายไปเตือนอยู่บ่อย ๆ ว่าให้รู้ตัวไว้ว่ากำลังทำวิทยุเถื่อน ซึ่งชาวบ้านโกรธมากว่า พวกเขากำลังทำรายการเพื่อให้ชาวบ้านได้รับรู้ แล้วคลื่นสาธารณะควรเป็นสมบัติของประชาชน ชาวบ้านเสียใจมากกับคำว่า “เถื่อน” นี่เป็นประเด็นที่เราต่อสู้อยู่มากเรื่องวิทยุชุมชน ว่ายังไปไม่ถึงไหนเลย

 

แต่ระหว่างที่ กสช.[2] ก็ยังไม่เกิด ก็ต้องขอชื่นชมภาคประชาสังคมมาก ที่เขาก็ไม่หยุดรอที่จะมี กสช.ก่อนถึงจะค่อยทำ เขาก็ไปจัดทำกลุ่มวิทยุชุมชน ไปร่วมมือกับวัดหลายแห่ง มีการตั้งเสาวิทยุ มีการทำรายการกันเอง เพราะเขาบอกว่า ระหว่างที่นั่งรอว่ารัฐตกลงจะเอายังไง การที่เขาใช้เวลาตรงนี้ไปเตรียมตัวทำรายการให้เป็น มันจะทำให้เขาเกิดความพร้อม พอถึงเวลาที่มี กสช.ขึ้นมาจริง ๆ เขาก็ได้จัดรายการเป็น และมันก็เป็นกระบวนการต่อรองอย่างหนึ่งกับรัฐ เพราะรัฐชอบอ้างว่าชาวบ้านไม่รู้เรื่อง ไม่ต้องทำ วิทยุนี่เป็นเรื่องของคนที่เรียนจบมา ชาวบ้านบอกว่าเมื่อถึงเวลานั้นที่ กสช.ไฟเขียวให้เขา เขาจะได้เอาตรงนี้มาอ้างว่าเขามีประสบการณ์แล้ว ถ้า กสช.จัดตั้งเรียบร้อยจริง คลื่นวิทยุ 20% ต้องเอามาให้ชุมชนจริง ๆ นี่เป็นประเด็นความเคลื่อนไหวเรื่องวิทยุชุมชน

 

สภาพการผลิตของสื่อมวลชนในปัจจุบัน

ในปัจจุบันนี้สื่อมวลชนถือเป็นองค์กรธุรกิจอย่างหนึ่ง ซึ่งต้องใช้ทุนในการผลิตมาก จึงต้องผลิตให้คุ้มทุน ดังนั้นการผลิตจึงต้องคำนึงถึงการลดความเสี่ยง ยิ่งลดความเสี่ยงได้มากเท่าไร ยิ่งได้กำไรมาก นี่เป็นระบบการผลิตเชิงการตลาดแบบง่าย

 

วิธีการที่สื่อจะลดความเสี่ยงคือ

 

1.ลงทุนให้น้อย แล้วให้มีคนอ่านเยอะ มีคนดูมาก รายการที่ไม่ต้องใช้ทุนมาก เช่น ละคร เกมโชว์ หรือข่าวในหนังสือพิมพ์ จึงถูกนำเสนอเยอะ

 

2.นำเสนอในสิ่งที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย เช่น ถ้าเขียนข่าวก็ต้องเป็นข่าวที่คนทั่วไปอ่านแล้วเข้าใจง่าย ต้องใช้ภาษาง่าย เราจะเห็นว่าภาษาข่าวแบบไทยรัฐ เดลินิวส์ เป็นภาษาข่าวที่คนอ่านแล้วไม่ต้องคิดอะไรมาก คนส่วนใหญ่ต้องการบริโภคอะไรที่ง่าย ๆ ก็จะมีสื่อที่ผลิตงานแบบนี้ออกมาเยอะ หรือละครก็จะมีโครงเรื่องอยู่ไม่กี่โครงเรื่อง เพราะสังคมส่วนใหญ่คุ้นเคยกับเนื้อหาแบบนี้

 

ตัวอย่างเช่น ธุรกิจเพลง เราจะเห็นว่า ถ้าใครเป็นนักร้องอยากออกอัลบัมของตนเองต้องไปสังกัดค่ายเพลงถึงจะอยู่รอด ซึ่งค่ายยักษ์ใหญ่ก็จะมี แกรมมี่ และอาร์เอส ถ้าคุณไม่สามารถเข้าไปเป็นนักร้องในสังกัด แกรมมี่ได้ ก็ลำบากมาก ยกเว้นจะไปเคาะกะโหลกกะลาข้างถนน คือเป็นศิลปินไร้สังกัด เคยได้ดูข่าวที่ว่ามีกลุ่มศิลปินไทยที่ตระเวนไปร้องเพลงในที่ต่าง ๆ ไปเปิดหมวกร้องเพลงตามสวนสาธารณะ เพียงเพื่ออยากให้คนได้รู้จักเพลงของเขาและไม่ต้องการผ่านกระบวนการค่ายธุรกิจแบบนี้ เขาดูมีความสุขกับการร้องเพลงของเขามาก เขาบอกว่า มีความสุขกับการแต่งตัวตามแบบของเขา ซึ่งถ้าไปสังกัดค่ายก็ต้องถูกบังคับให้ต้องทำตัวแบบนี้ ต้องแต่งตัวแบบนี้ สมมติคุณไม่ใช่คนแบบนี้ ก็ต้องถูกเปลี่ยนทั้งเนื้อทั้งตัวให้เป็นแบบนี้ให้ได้ ซึ่งเขาไม่ต้องการ แต่เราจะเห็นว่าเพลงที่ออกมาขายตามตลาดก็ต้องผ่านค่ายเพลงใหญ่ ๆ มาอีกทีหนึ่ง

 

การลดความเสี่ยงของค่ายเพลงก็คือ ถ้านักร้อง 1 คนจะออกอัลบัมมาอีก 1 อัลบัม ก็ต้องคิดแล้วคิดอีกว่า ออกมาแล้วคุ้มไหม ถ้าจะผลิตอัลบัม 1 ชุดแต่ทำมาแค่ไม่กี่พันแผ่นก็ไม่คุ้มกับการลงทุน เพราะฉะนั้นต้องผลิตอย่างน้อยเป็นแสน ๆ แผ่น อย่างพี่เบิร์ด ธงชัยจะออกเทปครั้งหนึ่งก็ผลิตหลายแสนแผ่น เพื่อให้คุ้มกับการลงทุน 1 ครั้ง นี่คือวิธีการลดความเสี่ยง แต่การที่จะทำให้พี่เบิร์ดขายเทปได้เป็นแสน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวนักร้องเพียงอย่างเดียว ต้องอาศัยกลยุทธในการส่งเสริมการขายด้วย คือ ก่อนจะออกเทปต้องมีการโหมโฆษณาในรูปแบบต่าง ๆ เยอะมาก ทำนองว่า นาน ๆ ทีจะออก แล้วสังเกตว่าพี่เบิร์ดจะออกเทปใกล้ ๆ สิ้นปี เพราะรู้ว่าเป็นจังหวะที่คนสนใจเริ่มซื้อหาเพลง ซึ่งคนก็คิดแล้วว่า ใกล้สิ้นปีจะมีเทปใหม่ของเบิร์ดออกมา ดังนั้นคนก็จะไปหาซื้อ ถามว่าเพราะไหม? เราก็ตอบไม่ได้ แต่มันเป็นสิ่งที่ถูกสร้างให้กลายเป็นวัฒนธรรมของเบิร์ด-ธงชัยไปแล้ว

 

นอกจากนี้ยังมีการโฆษณาในรูปแบบแฝง คือ เอาเบิร์ดไปเล่นละครเป็นพระเอกหนัง ซึ่งมันเป็นโฆษณาที่ควบคู่กับการออกเทปเพลง ตอนนี้เราคงทราบว่าค่ายแกรมมี่ไม่ได้ผลิตแต่เพลงอย่างเดียว แต่เขาผลิตละครโทรทัศน์ทางช่อง 5 ที่เรียกว่า เอ็กซ์แซก (Exact) ด้วย คุณดูละครของเอ็กซ์แซกทางช่อง 5 แล้วคุณจะซึมซับเพลงของนักร้องแกรมมี่ไปโดยไม่รู้ตัว มันมาทุกวัน เพลงไตเติ้ลก็ดี พอถึงตอนบทนางเอกซึ้งเพลงก็จะมา เราก็จะรู้สึกว่าชินกับเพลงนี้ พอเราได้ฟังมันก็เพราะ นี่นางเอกร้อง เราก็ต้องไปหาซื้อ ถ้าอยากโปรโมทนักร้องคนไหนก็เอามาเล่นละครก่อน คนก็จะชินแล้วก็ไปซื้อเพลงฟัง นี่ก็เป็นรูปแบบของธุรกิจที่ลดความเสี่ยง ซึ่งมันก็จะเอื้อไปกับสื่อหลาย ๆ ประเภทด้วย จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันค่ายเพลงไม่ได้ทำแต่ธุรกิจเพลงแล้ว การที่แกรมมี่มีละคร ก็เป็นไปเพื่อเสริมธุรกิจเพลงของเขา เราจะเห็นว่าการผลิตสื่อจะเป็นไปในลักษณะที่เป็น mass มากขึ้น

3. เนื้อหาสาระของสื่อในสังคมมวลชน จะมีลักษณะของการกลั่นกรองไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้นทุกที วันก่อนได้คุยกับนักข่าวหลายคน เขาบอกว่ารูปแบบการทำข่าวในปัจจุบันนี้น่ากลัวมาก เขาเรียกว่า การลอกข่าว คือ สมมติว่าคุณเป็นนักข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล มันไม่จำเป็นอีกแล้วที่ต่างคนต่างทำข่าว เพราะว่าวิ่งเข้าไปเอาไมค์จ่อปากแล้วถามคนเดียวก็พอ คนอื่นก็เอาเทปไปอัด พอได้มาแล้วเดี๋ยวนี้เขามีวิธีการที่เรียกว่า “ครูข่าว” คือการทำข่าวร่วมกัน โดยสัมภาษณ์มา 1 ครั้งแล้วก็จัดเวรกันว่า เวรวันนี้นักข่าวฉบับนี้เป็นคนเขียน พิมพ์ พิมพ์เสร็จแล้วก็แฟกซ์ไปทุกฉบับเลย

ตอนนี้บรรณาธิการเขาเริ่มระวังเหมือนกันว่า ข่าวที่นักข่าวของเขาส่งเข้ามาจากการไปประจำตามกระทรวงต่าง ๆ นั้น มันเหมือนกันหมดใช่ไหม? คือข่าวชิ้นหนึ่งมันถูกส่งไปทุกฉบับ ถูกจับได้หลายครั้ง เพราะบางฉบับก็ลืมลบหัว สมมติว่า แฟกซ์ถึงเดลินิวส์แต่ส่งไปไทยรัฐ ซึ่งเขาก็กำลังตักเตือนนักข่าวของเขากันอยู่เยอะ แต่ถึงไม่ต้องพิมพ์ข่าวแผ่นเดียวกัน ข่าวมันก็เหมือนกันหมด เพราะว่ามันทำด้วยกัน แบ่งข่าวกัน บรรดานักข่าวอาวุโสก็เริ่มกังวลกับนักข่าวรุ่นใหม่ของเขามากในเรื่องการลอกข่าว ว่าจะแก้ไขการทำข่าวร่วมกันได้อย่างไร

 

ในแง่นี้ เราจะเห็นได้ว่า เนื้อหาสาระมันเป็นไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น ข่าวแบบไหนที่กำลังเป็นวาระสาธารณะของสังคมก็จะหยิบมาพูดถึง ไม่พูดไม่ได้ นี่คือทิศทางเดียวกันแล้ว มีสื่อมวลชนน้อยมากที่เลือกจะลงไปอยู่กับชาวบ้านตามหมู่บ้าน ฝังตัวอยู่ในนั้นแล้วเขียนข่าวขึ้นมา ส่วนใหญ่ก็วิ่งตามกระแส

 

4. ผู้รับสาร ความที่มันเป็นสังคมมวลชน ผู้รับสารก็เป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่มาก สื่อมวลชนมักจะทำให้ผู้รับสารเป็นเพียงแค่ผู้รับ คือ ตั้งรับฝ่ายเดียว ผู้รับสารที่จะเข้ามาร่วมกระบวนการผลิตในสื่อมวลชนมีน้อยมาก และจะมีลักษณะตั้งรับ หรือ Passive คือ รับสารเฉย ๆ ไม่คิดอะไร ยิ่งรับมากยิ่งเกิดความเคยชิน ไม่ลุกขึ้นมาตั้งคำถามหรือวิพากษ์วิจารณ์มากนัก เพราะผู้รับสารบ้านเราเป็นอย่างนั้นจริง ๆ

 

5. ผลกระทบทางสังคมของสื่อสารมวลชน จากองค์ประกอบของลักษณะสื่อสารมวลชนเท่าที่พูดมา เราจะเห็นว่าจริง ๆ แล้วสื่อก็ถูกควบคุมด้วยระบบกลไกต่าง ๆ มากมาย เมื่อสื่อถูกควบคุม สังคมที่รับสื่อก็ถูกควบคุมความคิดไปด้วย และสังคมนั้น คือผู้รับสารก็ไม่ได้ลุกขึ้นมาตรวจสอบสื่อ มันก็หมุนกันอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นความคิดที่ผู้รับสารได้รับจึงไม่ได้เป็นความคิดของสื่ออย่างเดียว สื่อก็ถูกควบคุมถ่ายทอดความคิดมาจากกลุ่มอำนาจอีกทีเหมือนกัน มันจะต่อกันไปเรื่อย ๆ นี่คือสภาพของสังคมมวลชนในบ้านเรา

 

ลักษณะของสังคมสารสนเทศ (Information society)

 

เชิงปริมาณ คือ สังคมที่มีขนาดใหญ่ มีคนจำนวนมาก มีการอยู่กันอย่างกระจัดกระจาย แต่ในการกระจัดกระจายจะมีการรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มก้อนทั่วๆไป ซึ่งแต่ละกลุ่มจะเป็นกลุ่มที่มีความสนใจเฉพาะส่วน

 

เชิงสังคมและวัฒนธรรม คือ ความที่มีคนอยู่จำนวนมาก สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ

 

1. สภาพที่คนไม่รู้จักกัน เรียกว่ารู้หน้าแต่ไม่รู้ใจ เช่น เราขึ้นรถเมล์มีคนอยู่ประมาณ 60-70 คน เราไม่ได้รู้ใจทุกคนที่อยู่บนรถ เราได้แต่เห็นว่าคนนี้หน้าตาแบบนี้ และเราก็จะมีแนวโน้มที่ไม่อยากรู้จักคนมาก เพราะมันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปรู้จักคนขนาดนั้น

 

2. มีความแปลกแยก เราเริ่มแปลกแยกตัวเองจากคนทั้งหลายในสังคม เพราะยิ่งเราเจอคนเยอะ มันก็จะเป็นสภาพตอบสนองของร่างกายและจิตใจ ยิ่งเราต้องเผชิญกับคนจำนวนหนึ่งที่เราไม่รู้ใจ เราก็อยากถอยกลับมาอยู่กับตัวเราเองมากกว่า เพราะฉะนั้นจะเกิดความแปลกแยกโดดเดี่ยวมากขึ้น

 

มนุษย์ผู้โดดเดี่ยวแปลกแยกในสังคมบริโภคนิยม

 

ผู้คนในสังคมมวลชนมีลักษณะแปลกแยก คือ อยู่ท่ามกลางฝูงชนจำนวนมาก แต่มีความรู้สึกโดดเดี่ยว บางทีนั่งทำงานอยู่ในห้องที่มีคนแวดล้อมเป็นสิบ ๆ แต่รู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนอยู่คนเดียว ทั้งที่พูดกับใครก็ได้ แต่ความรู้สึกโดดเดี่ยวมันมากขึ้นทุก ๆ ที เมื่อโดดเดี่ยวมากขึ้น แปลกแยกมากขึ้น สิ่งที่คนในสังคมมวลชนเลือก คือเลือกที่จะบริโภค เพราะฉะนั้นมันจะเป็นสังคมบริโภคนิยมมาก ยิ่งโดดเดี่ยวมากก็ยิ่งวิ่งเข้าหาการบริโภคมาก เพราะว่าการบริโภคไม่ว่าจะในแง่ของการบริโภคสินค้าก็ดี เป็นการบริโภคเพื่อความพึงพอใจของตนเองในทุก ๆ ด้าน

 

แม้แต่การบริโภคสื่อ มันเป็นการชดเชยและตอบสนองความโดดเดี่ยวที่เขาสร้างขึ้น ที่เห็นชัดเจนมากในเรื่องของสื่อคือ พอเรากลับถึงบ้านคนส่วนใหญ่ก็ปิดประตูห้องเปิดทีวีดู แล้วบ้านส่วนใหญ่ก็มีทีวีเกือบทุกห้อง คนส่วนใหญ่จะใช้เวลาอยู่กับทีวีมากที่สุดในบรรดาสื่อทั้งหลาย วิทยุก็ส่วนหนึ่ง นี่เรียกว่า “พฤติกรรมโต้กลับความโดดเดี่ยว” ก็คือ พอกลับถึงบ้านยิ่งโดดเดี่ยวหนัก เพราะเราปิดช่องทางการสื่อสารกับคนอื่น คนในสังคมมวลชนส่วนใหญ่จะเลือกสื่อสารกับสื่อ กับวัตถุสิ่งของที่เขาเลือกบริโภค เช่น มีความสุขกับการไปชอปปิ้ง มีความสุขกับการมีรถหรู ๆ นั่งในรถและก็ได้สื่อสารกับรถตัวเอง มีความสุขกับการอยู่บ้านที่อยู่แล้วสบาย โฆษณาบ้านปัจจุบันจะมีการล่อหลอกคนเยอะมาก เขาไม่บอกว่า “ซื้อบ้านนี้เถอะ อยู่ไปเพื่อกันตาย” “เป็นที่ซุกหัวนอนที่ดีที่สุดของคุณ” คงไม่มีใครอยากซื้อ แต่จะบอกโดยใช้ภาษาโฆษณาว่า “อัครฐานแห่งคนมีระดับ” หรือ “ความอบอุ่นที่สุดของชีวิต” “เป็นคำตอบ เป็นสัจธรรมของชีวิต” อะไรทำนองนี้ ภาพก็จะเป็นคุณพ่อขับรถหรูกลับมาถึงบ้าน แม่กับลูก ๆ ก็จะออกมาต้อนรับ

 

ลักษณะแบบนี้คือสังคมมวลชน คนจะเริ่มให้ความหมายของตนเองกับวัตถุที่บริโภคมากขึ้น เพราะเราไม่สามารถทำให้คนที่เราไม่รู้จักบอกเราได้ว่าเราเป็นใคร ฉะนั้นการจะบอกว่าตัวตนของเราเป็นใคร ก็โดยการบอกผ่านสิ่งที่เราบริโภค ผ่านเสื้อผ้าที่เราใส่ ผ่านอาหารที่เรากิน ผ่านวัตถุที่เรามี ถ้าเราต้องการให้คนอื่นเห็นว่าเราเป็นคนมีระดับ เราก็ต้องใช้รถมีระดับ

 

เพราะฉะนั้น สังคมมวลชนยิ่งผลักให้คนบริโภคมากขึ้น เพียงเพื่อจะบอกว่าเราเป็นใคร แค่คนเขารู้ว่าเราเป็นใครเท่านั้นเราก็พอใจแล้ว เราไม่อยากรู้จักคน ไม่ได้อยากพูดคุยกับใคร มันก็โยงมาถึงทฤษฎีมาร์กซิสม์ที่ได้พูดเอาไว้ว่า สังคมมวลชนมีกลยุทธหรือยุทธศาสตร์ของการทำให้คนตกอยู่ภายใต้สิ่งที่เรียกว่า จิตสำนึกเทียม คือ หลอกคนเอาไว้โดยสร้างจิตสำนึกแบบเทียม ๆ ขึ้นมา ซึ่งจิตสำนึกเทียมจะสร้างให้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า นี่คือความจริง นี่คือสัจธรรมสูงสุดที่เราไขว่คว้าหามา แต่ความจริงแล้วมันเทียม เช่น การมีวัตถุสิ่งของทั้งหลายแล้วคิดว่านี่คือความจำเป็นของชีวิต โดยที่เรามองไม่เห็นช่องทางอื่น เป็นต้น จิตสำนึกเทียมมันยังควบคู่กับคำว่า “ความจำเป็นเทียม” สิ่งที่เราบริโภคอยู่ทุกวันนี้ ล้วนแต่เป็นความจำเป็นเทียมทั้งหมด

 

เคยมีอาจารย์บางท่านอธิบายว่า เสื้อผ้าส่วนใหญ่มีไว้เพื่อสวมใส่ให้มันดูเหมาะสมกับร่างกายของเรา แต่ถามว่า ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงซื้อเสื้อผ้าบ่อยมาก ทั้งที่เสื้อบางตัวมันยังไม่ขาดเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ทำไมเราจึงหยิบมันทิ้งหรือบริจาคมันไป ก็เพราะว่า คุณค่าในเชิงใช้สอยของเสื้อผ้ายังมีอยู่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่คุณค่าในเชิงจิตสำนึกไม่มีแล้ว คือจิตสำนึกที่จะสร้างเรา เราใส่แล้วเราพอใจ ใส่แล้วมีความสุข ที่เขาเรียกว่า “คุณค่าในเชิงสัญลักษณ์” มันหมด ไม่มีอีกต่อไปสำหรับเรา ใส่ไปแล้วรู้สึกไม่ใช่เรา รู้สึกอับอายขายหน้าไม่กล้าออกจากบ้าน มันไม่มีคุณค่ากับเรา เราจึงตัดสินใจโยนทิ้ง

 

การบริโภคในสังคมมวลชน เป็นการบริโภคเพื่อคุณค่าเชิงสัญลักษณ์มากกว่าคุณค่าเชิงประโยชน์ใช้สอย เมื่อเรากินข้าวแกงจานละไม่กี่บาทเราก็อิ่มท้องเหมือนกัน แต่ทำไมเราต้องไปกินแม็คโดนัลด์ ซึ่งชิ้นหนึ่งก็ราคา 50-60 บาท ทำไมเป็นอย่างนั้นถ้าไม่ใช่เพราะว่ามันให้คุณค่าเชิงสัญลักษณ์กับเรา นี่คือลักษณะของสังคมมวลชนซึ่งมันเปิดโอกาสให้กลุ่มธุรกิจ กลุ่มอำนาจ และสื่อมวลชน เข้าไปใช้ประโยชน์จากลักษณะนี้มากขึ้น

 

ประชา หุตานุวัตร: ขอแสดงความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่อาจารย์พูดถึง “คุณค่าเชิงประโยชน์ใช้สอยกับคุณค่าเชิงสัญลักษณ์” เปรียบเทียบกับภาษาของผมก็คือ คุณค่าแท้กับคุณค่าเทียม คุณค่าเทียมก็คือสัญลักษณ์ที่สร้างว่าเราเป็นใคร โดยการขยายสภาวะของความขาดดุล คือขยายอัตตาของเรา มนุษย์คนหนึ่งมีแนวโน้มที่อยากให้ตัวเองรู้สึกว่า ตัวเองดี พิเศษ น่ารัก ก็ใช้ตัวนี้ (คุณค่าเทียม) เป็นสื่อ ซึ่งก็ทำให้เราตกเป็นเหยื่อของสื่อ โดยการนิยามตัวเรา เช่น จากรถที่เราขับ เสื้อผ้าที่เราใส่ เป็นการใช้ประโยชน์จากสภาวะอุปทานเพื่อให้คุณค่าเทียมเป็นที่นิยมมากขึ้น

 

อ.วิลาสินี: ในจุดนี้ พระนักบวชช่วยได้มากในการพยายามเตือนสติคน ว่าเรากำลังตกอยู่ในจิตสำนึกเทียมอย่างไรบ้าง ถ้าพูดบ่อย ๆ อาจจะกระตุกจิตสำนึกของคนได้เยอะ เรื่องการนิยามเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดมาก ตอนนี้สิ่งที่ทำให้สาวไทยคลั่งมากที่สุดคือ เรื่องความขาวกับความหอม โฆษณาว่าใช้แล้วจะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ซึ่งโฆษณาพวกนั้นกำลังสร้างนิยามให้คนจำนวนมาก และคนก็ตกเป็นเหยื่อของสังคมบริโภค คนในสังคมมวลชนมักจะเป็นคนที่อ่อนแอกว่า เช่น ผู้หญิง เด็ก หรือแม้แต่ผู้ชายก็ตกเป็นเหยื่อที่ต้องการให้ผู้หญิงของตนเองเป็นอย่างนั้น มันก็มีผลทำให้ผู้หญิงที่มักคิดว่าตัวเองต้องพึ่งพาผู้ชาย ต้องไปขวนขวายหาสิ่งเหล่านี้มาใช้

 

มีคำถามถึงเรื่องว่ามีทฤษฎีของสื่อที่ว่าด้วยหน้าที่ของสื่อในการนำเสนอข่าวเพื่อประชาชน ชุมชน คนไร้เสียง หรือไม่ อย่างไร?

 

มันก็น่าแปลกที่มันไม่มีอยู่ในทฤษฎี แต่ก็พูดคุยเรื่องนี้กันอยู่ และตอนนี้กำลังมีแนวคิดใหม่ที่พยายามสร้างขึ้นมาเพื่อสอนหนังสือ แต่ก็ไม่ใช่ว่าอาจารย์ทุกคนที่สอนนิเทศศาสตร์จะใช้แนวคิดนี้ จะมีอาจารย์บางกลุ่มเท่านั้นที่ใช้ เราเรียกว่า “การสื่อสารเพื่อประชาสังคม” ซึ่งมันเป็นแนวโน้มที่กระแสสังคมกำลังไปในแนวประชาสังคมนี้ด้วย เราก็จะพยายามเอาแนวคิดประชาสังคมมาจับกับแนวคิดการสื่อสาร จับกับแนวคิดการทำข่าว แล้วสอนลูกศิษย์ว่า การสื่อข่าวที่ดี คือ การให้พื้นที่กับเสียงของคนเล็ก ๆ

 

มีหลักการอยู่ข้อหนึ่งซึ่งต่อสู้กับมันมานานมาก คือ หลักแห่งความเป็นกลาง (Objectivity) โดยส่วนใหญ่คนทำสื่อจะถูกพร่ำสอนว่า สื่อมวลชนจะต้องมีหลักข้อนี้เป็นหลักใหญ่ที่สุด แต่ความเป็นกลางของสื่อคือ การไม่ใส่อารมณ์และทัศนคติของตนเองเข้าไปในการนำเสนอข่าว แต่ในปัจจุบันนี้เราจะเห็นว่าเป็นไปไม่ได้เลย สื่อก็มีทัศนคติสอดแทรกเสมอ หลักความเป็นกลางนี้มันยังไปกำหนดว่าคุณต้องให้ความเท่าเทียมกับแหล่งข่าวด้วย

 

สมมติว่าเกิดปัญหาเรื่อง เขื่อนปากมูล สื่อมักจะชอบอ้างความเป็นกลางเสมอในการลงไปทำข่าวพวกนี้ การอ้างความเป็นกลางก็คือ สื่อเสนอข่าวทั้งฝ่ายรัฐบาลและประชาชนเท่า ๆ กัน แล้วก็เป็นอย่างนี้มาตลอด แต่ในความเป็นจริง คำว่า “ฝ่ายประชาชนเท่ากับฝ่ายรัฐบาล” มันก็ไม่เท่ากันจริง เพราะว่าข้อมูลส่วนใหญ่ที่สื่อเอาไปนำเสนอมักจะมาจากฝ่ายรัฐ พอถามกลับเขาก็บอกว่า ชาวบ้านพูดไม่รู้เรื่อง เวลาเขาลงไปก็ไม่รู้จะเขียนข่าวยังไง ในขณะที่ภาครัฐพูดรู้เรื่อง ภาครัฐมาพร้อมด้วยข้อมูลข่าวแจกพร้อมหมด ซึ่งแน่นอนคนเป็นรัฐเขาจัดการกับสิ่งเหล่านี้ได้ดีกว่า เขามีตัวเลขที่อ้างอิงเชื่อถือได้ เพราะว่าสื่อมวลชนจะถูกสอนว่า ข่าวต้องเชื่อถือได้ คำว่า “เชื่อถือได้” คือ มีแหล่งข่าวอ้างอิง มีตัวเลข มีงานวิจัย มีอะไรชัดเจน เขาถึงจะกล้านำเสนอ ในขณะที่ป้าคนหนึ่งมาพูด ไม่มีอะไรเลย สำหรับนักข่าวก็คือเชื่อถือไม่ได้ ในที่สุดความเป็นกลางมันไม่ได้เท่ากันระหว่างรัฐกับชาวบ้าน มันหมายถึงว่าถ้าซีกรัฐบาลพูดได้รู้เรื่องมากกว่า เชื่อถือได้มากกว่า ก็เป็นข่าวมากกว่า

 

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราพยายามสอนลูกศิษย์ตลอดเวลาคือ ต่อไปนี้เลิกไปได้แล้วหลักการความเป็นกลาง มันไม่มีมานานแล้ว และไม่ควรมีอีกต่อไป ทำไมเราไม่คิดกันใหม่ว่า ข่าวมันไม่จำเป็นต้องมีความเป็นกลาง แต่มันต้องเป็นธรรม คือที่ผ่านมาเราเห็นว่า โอกาสที่เสียงของชาวบ้านจะได้เข้ามาเป็นสื่อน้อยมาก ทำไมเราไม่ให้เสียงเขามากกว่า ต่อให้ชาวบ้านนั้นจะเป็นเพียงแค่กลุ่มน้อยก็ตาม แต่ถ้าเทียบกับฝ่ายรัฐในเชิงปริมาณ รัฐบาลจะมีปริมาณที่มากกว่า ถึงแม้ว่าชาวบ้านจะน้อยกว่า แต่เขาก็แทบจะไม่มีเสียง ถ้าเขาไม่เคยมีเสียงก็ควรให้เสียงเขามากกว่า

 

นี่ก็เป็นแนวคิดการสื่อสารประชาสังคมที่พยายามจะสอนนักศึกษา รวมถึงพยายามจะสอนหลักการทำข่าวด้วยว่า การทำข่าวที่ดีก็คือ คุณไม่ต้องนั่งประจำกระทรวงหรือหน่วยงานของรัฐ แต่คุณเอาตัวคุณออกไปอยู่กับชาวบ้าน ที่ผ่านมาชาวบ้านจะเป็นข่าวก็ตอนที่ยกขบวนมาประท้วงที่หน้าทำเนียบ ก็บอกเขาว่า ไม่จำเป็นเลยทำไมคุณไม่ลงไปอยู่กับเขาเสียก่อนที่เขาจะเดือดร้อนแล้วออกมา แล้วข่าวประชาสังคมก็คือข่าววิถีชีวิตประจำวันของชาวบ้าน ซึ่งถ้าคุณไปอยู่ร่วมกับชาวบ้านในนั้น คุณก็จะมองเห็นว่ามันมีเรื่องราวที่น่าทำเยอะแยะ ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่เคยได้รับรู้ เราก็พยายามจะใช้แนวคิดนี้เข้าไปสอนตลอด แต่ว่ามันก็ยังเป็นกลุ่มเล็ก ๆ

 

“องค์ความรู้” ของสื่อกระเเสหลัก กับ “ความจริง” ของชาวบ้าน

 

จากที่มีคำถามว่า สื่อนอกจากไม่มีความเป็นกลางแล้ว ยังมีการบิดเบือนอีกด้วย สมมติว่าในกรณีที่ชาวบ้านเข้ามาประท้วง สิ่งที่จะเห็นเป็นข่าวขึ้นมาคือ ชาวบ้านประท้วง แล้วเกิดความรุนแรง เกิดการปะทะกัน นักข่าวก็จะไปสัมภาษณ์รัฐบาล รัฐบาลจะพูดอะไรก็แล้วแต่ในเรื่องที่มีการปะทะกัน แต่ไม่มีการกำกับว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะฉะนั้นเราไม่มีทางที่จะรับรู้ว่าปัญหาตรงนั้นคืออะไร?

 

อย่างที่พูดไปแล้วว่า สื่อไม่ได้ลงทุนที่จะเข้าไปอยู่กับชาวบ้านหรือไปรู้จักชาวบ้านกลุ่มนั้นเสียก่อน เขาไม่ลงทุนแน่นอนอยู่แล้ว เพราะว่าโดยโครงสร้างที่มันถูกกำหนดด้วยความเป็นอำนาจทุน อำนาจธุรกิจต่าง ๆ เขาไม่เสียเวลาที่จะให้นักข่าวหนึ่งคนไปฝังตัวอยู่ในพื้นที่ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ลำบากมาก ๆ ว่าทำอย่างไรจึงจะมีสื่อที่ดี แต่ก็ไม่ใช่ว่าสื่อจะเลวหมด สื่อที่ลงทุนอย่างนั้นก็มี แต่น้อยมาก หรือไม่ก็เป็นสื่อทางเลือก อย่างที่มีคนถามว่า สื่อทางเลือกมีได้ไหม มีก็ได้ แบบนี้แหละ คุณก็ขายแบบทางเลือก ความที่เป็นสื่อทางเลือกมันก็จะไม่ออกมาขายตามแผงหนังสือตามท้องตลาด ก็คือ ทำแล้วขายเอง ผลิตเอง เขียนด้วยมือก็มีที่เรียกว่าหนังสือทำมือ ไปวางขายตามซุ้มโค้กบ้าง มันก็ขายได้จำกัด แต่เพราะความที่มันเป็นสื่อทางเลือกที่ไม่ต้องใช้ทุนมาก มันก็ส่งผลให้สามารถที่จะทำเนื้อหาจากสิ่งเหล่านี้ได้ แต่ว่ามันก็ยังเป็นสื่อทางเลือกอยู่ดี ไม่มีวันจะเป็นสื่อกระแสหลักได้ แต่บางครั้งเราอาจพอใจที่มีสื่อทางเลือกเยอะ ๆ เพื่อเอามาคัดง้างกับสื่อกระแสหลักเหล่านี้

 

ในสังคมไทยจำเป็นจะต้องมีสื่อทางเลือก จำเป็นต้องมีคนทำสื่ออย่างนี้เยอะ ๆ เพียงแต่เราต้องถามตัวเองว่า ถ้าเรารับไม่ได้กับกระแสข่าวแบบนี้ เราก็น่าจะไปสนับสนุนให้สื่อทางเลือกมีมากขึ้นเรื่อย ๆ คือตัวเราเองก็ต้องทำตัวเป็นทางเลือกเหมือนกัน
ในแง่ที่บอกว่าเวลามีข่าว สื่อจะบิดเบือน ซึ่งก็ใช่ แต่ใช่ว่าสื่อตั้งใจจะบิดเบือนอย่างเดียว เพราะบางครั้งอาจทำไปโดยความไม่รู้ก็ได้ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เวลาคุยกับสื่อแล้วรู้เลยว่าสื่อไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จริง ๆ ไม่ใช่ว่าเขาจะตั้งใจบิดเบือน เขามีความรู้จำกัดในหลาย ๆ เรื่อง ยิ่งความรู้ที่เกี่ยวกับชุมชน ชาวบ้าน หรือเรื่องอะไรต่าง ๆ ที่ไม่ใช่สิ่งที่เขาเคยได้รับรู้มา เมื่อเขาไม่รู้ เขาก็เอาสิ่งที่เรียกว่า “องค์ความรู้แบบเขา” มาใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์นั้น ๆ เช่น ความรู้ในเรื่องของชาวบ้านมีจำกัด สิ่งที่เขารู้ก็คือ ชาวบ้านต้องก่อความรุนแรงตลอด ชาวบ้านเคลื่อนขบวนมาทีไรมีแต่ความเสียหาย นั่นคือประสบการณ์ชุดเดียวที่เขามีอยู่ พอเห็นชาวบ้านมาประท้วง เขาก็เอาความรู้ชุดเดียวนี้ไปใช้ในการเสนอข่าว ใช้ในการตีความเหตุการณ์อย่างนั้น เราผู้อ่านก็จะได้อ่านได้รับรู้แต่เนื้อหาอย่างนี้ตลอด ถ้าจะว่าไปแล้วสื่อมวลชนก็น่าสงสาร เพราะการที่เขาไม่รู้ก็จะถูกปิดกั้นโอกาสที่จะรู้ด้วย บวกกับการที่เจ้าของก็ไม่ลงทุนกับเขาที่จะให้เขาไปอยู่ในหมู่บ้าน ไม่ลงทุนที่จะให้เขามีการพัฒนา
[1] การที่คนในชุมชนรวมตัวกันเพื่อทำสื่อวิทยุ การดำเนินการใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนทุกขั้นตอน ตั้งแต่ตกลงว่าจะมีวิทยุ การจัดระบบบริหาร การระดมทุน การร่วมวางผังรายการ จัดรายการ และร่วมรับฟังประเมินผล
วิทยุชุมชนเป็นสถานีวิทยุขนาดเล็ก กระจายเสียงในรัศมี 10-20 กิโลเมตร หรือภายใน 1 หรือ 2 ตำบล ชุมชนสามารถดูแลได้เอง ทั้งนี้เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 40 ที่กำหนดให้คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และวิทยุโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะ
ความเคลื่อนไหวของวิทยุชุมชนขณะนี้เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับรองรับการเกิดขึ้นขององค์กรอิสระที่จะเข้ามาทำหน้าที่จัดสรรและดูแลคลื่นความถี่ ซึ่งถ้าเป็นไปได้จริง องค์กรอิสระต้องจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุให้กับวิทยุชุมชน 20% ซึ่งขณะนี้มีชุมชนที่จัดทำวิทยุชุมชนแล้วประมาณร้อยกว่าแห่งทั่วประเทศ

 

[2] กสช. – คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ เป็นองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามบทบัญญัติมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

 

Read Full Post »

smileyKiD

 

podcast  ในประเทศไทย ช่องทางการกระจายสื่ออีกทางหนึ่ง

 

Podcast คืออะไร?

 

ส่วนใหญ่ Podcast นั้นคนจะรู้จักชื่อมันที่ iTunes ที่แถบด้านซ้ายแต่ก็ยังสงสัยอยู่ว่า Podcast มันคืออะไรกัน มันมีดีอะไรถึงไปอยู่บนโปรแกรมฟังเพลงยอดนิยมอย่าง iTunes ได้

 

Podcast เป็นรายการวิทยุหรือรายการทีวีที่เผยแพร่ทางโลกไซเบอร์เป็นรายสะดวก หรือตามที่ผู้จัดรายการนัดหมายผ่านทาง RSS feeds ครับ พูดอย่างนี้คงจะนึกภาพไม่ออก

 

ถ้าเปรียบการฟังวิทยุผ่านอินเทอร์เน็ตสดๆ หรือการดูทีวีผ่านทางอินเทอร์เน็ต(Streaming Media) เหมือนกับการฟังวิทยุ FM หรือดูทีวีที่บ้านธรรมดาๆ Podcast ก็คงจะเหมือนกับการเอารายการต่างๆมาบันทึกเป็น Audio Clip หรือ Video Clip แล้่วเผยแพร่ผ่านอินเทอร์เน็ตนั่นเอง ด้วยความที่เป็น Audio Clip หรือ Video Clip ทำให้สามารถเปิดดูหรือฟังเมื่อไหร่ก็ได้ตามต้องการ

 

แล้วจะฟัง/ดู Podcast ยังไง

 

โปรแกรมอยากจะแนะนำ ไม่ใกล้ไม่ไกลที่ไหนเลย นั่นก็คือ Apple iTunes ครับ

การ Subscribe ก็ไม่ยากครับ เปิด iTunes ขึ้นมา เลือก Advanced >> Subscribe to Podcast.. >>  Copy Link  มา Paste ลงในช่อง แล้วก็ OK ไป ถ้า Link ถูกต้องคอมพิวเตอร์ของคุณก็จะ Download Podcast อันล่าสุดมาไว้ในเครื่องของคุณอย่างอัตโนมัติครับ

นอกจากนี้ยังสามารถ Synchronize เข้าสู่ iPod พกพาไปฟังที่ไหนก็ได้

และที่สำคัญ..ฟรี ครับ!!! ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น (ไม่รวมค่า Computer, สัญญาณอินเทอร์เน็ตนะครับ) แถม iTunes จะทำการ Auto Check Podcast ว่ามีตอนใหม่ออกมาให้ฟังหรือยัง ถ้ามีตอนใหม่ก็จะ Download มาโดยอัตโนมัติ สะดวกสบายดีแท้

 

พอจะมี Podcast ที่อยากจะแนะนำไหม

 

สำหรับในไทยนั้น Podcast ยังไม่ใช่เรื่องที่แพร่หลายอะไรนัก  ผมหา Podcast สัญชาติไทยเจอแค่ประมาณตัวเลขหลักสิบเท่านั้น 

http://www.changkhui.com – เป็น Podcast วาไรตี้ที่เหมือนจะโน้มเอียงไปทางเทคโนโลยีอยู่หลายตอนเหมือนกัน แต่มันก็เป็นรายการโปรดของผมเลยทีเดียว

http://www.macdd.com – Podcast ที่คอย Update ข่าวสารเกี่ยวกับ Mac ตามชื่อนั่นแหละ

http://www.dualgeek.com – Podcast อีกอันที่พูดคุยเกี่ยวกับเรื่อง Mac ครับ

นอกจากนั้นก็มี Podcast รายการวิทยุของ FM 100.5 Mhz และก็มีของ AtimeMedia ที่น่าสนใจครับ ลอง Search หาใน Google ดู

 

ในต่างประเทศนั้น ที่ผมเคยไปท่อง iTunes Store ของประเทศญี่ปุ่นและอเมริกามา ก็พบว่ามี Podcast มากมายให้เลือกฟังหรือดู และหลากหลายประเภทด้วย มีตั้งแต่ข่าวสารบ้านเมือง เทคโนโลยี หรือแม้กระทั่ง VDO Training โปรแกรมต่างๆ ให้หัดทำตามกัน

 

น่าแปลกอย่างหนึ่งคือ ผมลอง Search หา Podcast ไทยใน iTunes Store ปรากฏว่า เจอ Podcast สนทนาทางธรรมมากกว่าประเภทอื่นๆทั้งมวล

 

แล้วทำไมถึงมาพูดเรื่อง Podcast ล่ะ

 

ผมเชื่อว่า Podcast เป็นช่องทางการประชาสัมพันธ์ที่น่าสนใจและเชื่อว่า หากมีการผลักดันๆอย่างจริงจัง มันสามารถบูมได้และกลายเป็นเทรนด์ใหม่ของสังคมได้อย่างไม่ยากเย็น

 

สังคม iPod ในไทยตอนนี้เป็นสังคมที่ใหญ่และสามารถเติบโตได้อีกอย่างยาวนาน  กลุ่มผู้ใช้ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นหรือไม่ก็เป็นวัยทำงานช่วงต้นๆ (อายุตั้งแต่ 13-30 หรือ Generation Ys – Millennials) ซึ่งการมี iPod ไว้ในครอบครองนั้น ก็หมายความว่า คอมพิวเตอร์ก็ต้องมี iTunes เพื่อจัดการไฟล์เพลงใน iPod อย่างแน่นอน ดังนั้นผมจึงเชื่อว่า การเข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้ด้วย Podcast ไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไร และเป็นช่องทางการประชาสัมพันธ์ที่น่าสนใจมากๆ

 

มีบางเวลาที่ผมได้ฟังรายการวิทยุดีๆ มีประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตของคนในสังคม หรือแม้กระทั่งเวลาที่ผมเปิดทีวีดูรายการดีๆขณะหยุดอยู่บ้านในวันที่ไม่มีเรียน ในใจผมก็คิดเสียดายที่รายการดีๆมีสาระ มีประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตของคนในสังคมมากมายไม่ถูกจัดอยู่ในช่วง Prime Time ซึ่งเต็มไปด้วยละครน้ำเน่าแบบฉบับเมืองไทย เมื่อคุณคิดจะสร้างรายการป้อนให้แก่สถานี ทุกๆรายการก็คงอยากจะให้มีคนดูมากๆ Rating สูงๆ

 

ลองทำรายการดีๆเหล่านั้นให้เป็น Podcast สิครับ

 

ไม่น่าใช่เรื่องยากอะไรสำหรับสื่อดังๆกับการ Convert จากรายการทีวีให้ไปเป็น Video Clip หรือรายการวิทยุให้ไปเป็น Audio Clip แล้วหาพื้นที่สำหรับเก็บไฟล์ Podcast ไว้แล้วหาโปรแกรมเมอร์ซักคนมาเขียน Script PHP เพื่อเผยแพร่ Podcast ลงสู่อินเทอร์เน็ต และหมั่นคอยดูแล Update อยู่เสมอๆ อย่างนี้น่าจะทำได้ง่ายกว่าการที่สื่อต่างๆไปทำ Streaming Media นะครับ (แต่จุดประสงค์ระหว่าง Podcast กับ Streaming Media อาจจะต่างกันครับ) (เรื่องต้นทุนระหว่าง Podcast กับ Streaming Media นี้ไม่ชัวร์ครับ ไม่มีความรู้ หากใครยืนยันได้ก็ช่วยยืนยันอีกที)

 

ยกตัวอย่างเช่น รายการนายกฯคุยกับประชาชน (ที่นายกฯไทยคนที่ 27 จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในวันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2552) เนื่องจากวันอาทิตย์เป็นวันครอบครัวหรือวันพักผ่อน ครอบครัวส่วนใหญ่ก็จะพักผ่อนเที่ยวห้าง ไปกินข้าว ทำกิจกรรมอื่นๆกัน คงจะมีบางท่านที่อยากจะฟังแต่ไม่มีเวลา ถ้าท่านนายกฯอยากให้สิ่งที่ท่านพูดบรรยายนั้นเผยแพร่กว้างขวางยิ่งขึ้น การทำ Podcast ก็น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจมากทีเดียว

 

ดังนั้น ในใจผม จึงอยากให้ลองพิจารณา Podcast เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสื่อสารถึงผู้บริโภคสื่อครับ

 

นายกระจอก

9 มกราคม 2552

Read Full Post »

recommendare

สรุป

จากหนังสือเรื่อง  “Theory of Hegemony and Ideology”

 

เขียน  โดย

Dr.Chad Raphael
Santa Clara University

 

แปลและเรียบเรียงโดย
มัทนา เจริญวงศ์
สาขาสื่อสารมวลชน คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ความมีดังนี้

 

ทฤษฎีการครอบครองความเป็นใหญ่ Hegemony

แก่นของทฤษฎีการครองครองความเป็นใหญ่/ การครอบครองความเป็นเจ้า (Hegemony) ก็คือ ทฤษฎีนี้พยายามจะอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความมีเสถียรภาพของอำนาจทางการเมือง และการควบคุมทางสังคมในสังคมทุนนิยมประชาธิปไตย ซึ่งในปัจจุบันประเทศส่วนใหญ่ของโลกล้วนเป็นสังคมลักษณะนี้ทั้งสิ้น เช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา, ประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปตะวันตก ตลอดจนพยายามอธิบายการเกิดขึ้นของภาวะวิกฤติต่างๆ การเกิดสงครามโลก หรือแม้แต่สภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ

 

นักคิดต้นตำรับทฤษฎีนี้ คือ อันโตนิโอ แกรมชี่ ในปี ค.ศ. 1971 แกรมชี่ได้แสดงความเห็นว่า พลังอำนาจทางการเมืองในประเทศเสรีประชาธิปไตยที่แท้จริงไม่ได้ถูกแสดงผ่านรูปแบบที่รัฐบาลเป็นผู้ใช้อำนาจนั้น ในลักษณะของการจองจำนักโทษการเมืองในคุก, การสังหารผู้ประท้วงคัดค้าน

 

แต่พลังอำนาจทางการเมืองที่แท้จริงได้ถูกใช้ผ่าน “อุดมการณ์” (ideology) หรือ ทัศนคติ/มุมมองที่สำคัญในการมองโลก ซึ่งความคิดและสัญลักษณ์ต่างๆที่ประกอบขึ้นมาเป็นอุดมการณ์ โดยทั่วไปจะถูกกำหนดขึ้นมาโดยผู้ปกครอง ด้วยอำนาจที่ได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมายและ “อุดมการณ์”นี้เองที่เป็นตัวช่วยให้ผู้ปกครองสามารถปกครองพลเมืองของตนได้อย่างราบรื่น หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นที่ยอมรับของพลเมือง (เป็นการยอมรับด้วยใจไม่ใช่ด้วยการบังคับ/ใช้กำลัง)

 

ในยุคเศรษฐกิจแบบศักดินา(ยุคกลางของยุโรป-ทาส คือ แรงงานที่จะต้องอุทิศแรงกายให้แก่เจ้าของที่ดินและมีชีวิตอยู่ภายใต้การกดขี่ของเจ้าของที่ดิน) ทาสจะถูกปกครองโดยชนชั้นศักดินา ขณะเดียวกันชนชั้นศักดินาก็จะถูกปกครองโดยกษัตริย์ ซึ่งในลักษณะสังคมแบบนี้ โครงสร้างทางการเมืองทั้งหมดและชุดความคิด(set of ideas) จะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการปกครองทาสอย่างชอบธรรมตามกฎหมาย และเพื่อควบคุมดูแลทรัพย์สมบัติความมั่งคั่งของชนชั้นสูงและกษัตริย์

 

ชุดของความคิดหรืออุดมการณ์ในสังคมแบบนี้ ได้แก่ ความคิดที่ว่า “กษัตริย์ คือ ผู้ได้รับพรจากพระเจ้า ” ดังนั้นจึงเป็นความชอบธรรมความถูกต้องที่กษัตริย์จะเป็นผู้ปกครอง แนวคิดนี้ในสมัยปัจจุบันอาจจะ “โบราณ” แต่ก็เป็นความคิดที่ช่วยให้คนสมัยก่อนปกครองสังคมได้ยาวนานนับศตวรรษ

 

แม้ว่าแกรมชี่จะได้รับแรงบันดาลใจหลักๆมาจากคาร์ล มาร์กซ์ แต่ทฤษฎีของแกรมชี่แตกต่างจากทฤษฎีมารก์ซิสต์แบบดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง

 

ทฤษฎีมาร์กซิสต์แบบดั้งเดิมมีความเชื่อว่า สังคมแต่ละสังคมจะเป็นเช่นไรขึ้นอยู่กับระบบเศรษฐกิจ กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า เศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดรูปแบบของสังคม เศรษฐกิจ คือ ฐานของสังคม และเศรษฐกิจเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อโครงสร้างส่วนบน(superstructure) ซึ่งประกอบด้วย สถาบันทางการเมือง, สถาบันที่เกี่ยวข้องกับพลเมือง, วัฒนธรรมและความเชื่อ (1)

 

ตามแนวคิดของมาร์กซ์ เขาเชื่อว่าเศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดพฤติกรรม ความคิดทางการเมืองและพื้นที่ทางวัฒนธรรมของประชาชนในสังคม ซึ่งเมื่อนำแนวคิดของมาร์กซ์ไปอธิบายสังคมศักดินา จะอธิบายได้ว่าความคิดทางการเมืองของพลเมืองที่เชื่อว่า กษัตริย์ คือ ผู้ได้รับพรจากพระเจ้า กษัตริย์จึงมีความชอบธรรมในการปกครองนั้นเป็นผลมาจากระบบเศรษฐกิจแบบศักดินาที่กษัตริย์และชนชั้นสูง คือ เจ้าของที่ดิน ที่ดิน คือ ทรัพย์สิน เป็นสถานที่ที่ทาสต้องมาเพาะปลูก มาทำให้ที่ดินงอกเงย มีค่าขึ้นมา ทว่าทาสไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของหรือเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากแรงงานของตน

 

ในขณะที่แกรมชี่เห็นว่า “ชุดของความคิด” และสัญลักษณ์ที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นอุดมการณ์ที่ใช้ในการปกครองเป็นปัจจัยที่มีพลัง และเป็นตัวกำหนดโครงสร้างของแต่ละสังคมเท่าๆกับปัจจัยเศรษฐกิจ แต่เรย์มอนด์ วิลเลี่ยม นักคิดชาวอังกฤษเห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างส่วนบนและส่วนล่างเป็นความสัมพันธ์ที่ยากจะระบุให้ชัดเจนว่าอะไรเป็นตัวกำหนดอะไร คือ ต้องพิจารณาด้วยเหตุผล เพราะทั้งสองต่างส่งผลกระทบและสร้างความเปลี่ยนแปลงซึ่งกันและกัน ดังนั้นทฤษฎีการครอบครองความเป็นใหญ่ จึงแตกต่างจากทฤษฎีมาร์ซิสต์แบบดั้งเดิม โดยเชื่อว่าสถาบันทางวัฒนธรรมและความคิด เป็นปัจจัยที่มีพลังในการขัดเกลามนุษย์ และเป็นตัวบอกว่ามนุษย์จะมีชีวิตอย่างไรต่อไป

 

จะเห็นได้ว่าในทัศนะของแกรมชี่ กลไกหรือพลังที่ใช้ในการควบคุมปกครองสังคมนั้นมีความสลับซับซ้อนมากกว่าที่มาร์กซ์คิด มาร์กซ์สนใจผู้ปกครองโดยนำชนชั้นปกครองไปผูกอยู่กับการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต เช่น ใคร คือ เจ้าของโรงงาน, ที่ดิน, เครื่องจักร หรืออะไรก็ตามที่ใช้ผลิตผลผลิตได้

 

สำหรับมาร์กซ์ รัฐบาลและสถาบันทางสังคมต่างๆในสังคมทุนนิยมมีความเป็นอิสระจากเจ้าของปัจจัยการผลิตน้อยมาก รัฐบาลในมุมมองของมาร์กซ์ ก็คือ คณะกรรมการที่ทำหน้าที่จัดการแบ่งสรรผลประโยชน์ทั้งหมดให้ชนชั้นนำอย่างลงตัว

 

แต่แกรมชี่ไม่ได้มองว่าพลังในการปกครองสังคมจะผูกติดอยู่กับชนชั้นนำ (เจ้าของปัจจัยการผลิต) หรือชนชั้นใดชนชั้นหนึ่งเป็นการเฉพาะ แต่มองว่าสังคมจะถูกปกครองโดยคนกลุ่มหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่งๆ พอช่วงเวลาผ่านไปก็เป็นไปได้ที่กลุ่มอื่นจะขึ้นมามีอำนาจแทน ดังนั้นในมุมมองของแกรมชี่ กลุ่มที่ทำหน้าที่ปกครองสังคม จะเรียกว่า “historical bloc” หรือกลุ่มประวัติศาสตร์

 

ลักษณะของ” historical bloc” คือ กลุ่มคนที่มาจากกลุ่มต่างๆไม่จำเป็นต้องเป็นชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง แต่มีผลประโยชน์ร่วมกัน และมีการแบ่งสรรอำนาจทางการเมืองกันได้ลงตัวในห้วงเวลาหนึ่ง (คือ เป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่ตกลงกันได้ในช่วงเวลาหนึ่งๆ) เช่น กรณีการเกิดขึ้นของกลุ่มขวาใหม่ในสหรัฐอเมริกา ที่ช่วยให้รีพับลิกันได้รับชัยชนะทั้งในทำเนียบขาวและในวุฒิสภาในปี 1980 กลุ่มขวาใหม่เกิดจากการรวมตัวกันของคนหลายกลุ่ม(coalition of multinational corporations) อาทิ ชาวเมืองที่ต้องการให้ลดการเก็บภาษีลง กลุ่มคริสเตียนที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม, แรงงานผิวขาวที่ไม่ชอบนโยบายของเดโมแครต อย่างไรก็ตามในปี 1992 บิล คลินตันก็สามารถสลายการรวมตัวกันของกลุ่มขวาใหม่นี้ได้ และทำให้เดโมแครตได้รับชัยชนะไปในที่สุด

 

แกรมชี่ให้คำจำกัดความของ “การครอบครองความเป็นใหญ่” ว่าเป็นกระบวนการที่ชนชั้นซึ่งมีบทบาทโดดเด่นในสังคมหรือชนชั้นที่เป็นคนจำนวนไม่มาก ใช้สถาบันทางสังคมบางสถาบัน เช่น สถาบันสื่อมวลชน(โดยอาศัยอภิสิทธิ์บางอย่างที่ทำให้เข้าถึงสถาบันเหล่านี้ได้) เป็นเครื่องมือในการธำรงไว้ซึ่งพลังทางการเมืองและเศรษฐกิจของกลุ่มตน โดยผ่าน “อุดมการณ์หลัก” ของสังคมนั่นเอง

 

ตามปกติ”อุดมการณ์หลัก”ของสังคมแต่ละแห่ง ก็คือ ชุดของแนวความคิดพื้นฐานที่จัดว่าเป็นสามัญสำนึกของพลเมืองในสังคมนั้นๆ ซึ่งอีกนัยหนึ่งก็คือ ร่องรอยของการจัดสรรอำนาจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย “อุดมการณ์หลัก”ของสังคม ทำให้โครงสร้างของอำนาจดูราวกับว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ เรื่องปกติธรรมดา หรือ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องปกติเช่นกันที่ “อุดมการณ์หลัก”จะถูกท้าทายเป็นระยะ (เพราะตามความเชื่อของแกรมชี่ อุดมการณ์เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อรักษาอำนาจเดิมให้คงไว้ เมื่อถูกสร้างขึ้น ไม่ได้มีอยู่เอง จึงเป็นเรื่องธรรมดา ที่ต้องถูกท้าทายด้วยอุดมการณ์ใหม่ๆจากกลุ่มอื่นที่แสวงหาอำนาจเช่นกัน)

 

ตัวอย่างของอุดมการณ์หลักในสังคม เช่น

1. “ความยากจนเป็นเรื่องธรรมดา” แต่ข้อเท็จจริงในอดีตก็มีหลายสังคมที่จัดสรรผลประโยชน์ความมั่งคั่งให้เท่าเทียมกันอย่างเป็นธรรม ดังนั้นคนส่วนใหญ่ของประเทศจึงไม่จำเป็นต้องยากจน

2. “เราไม่มีทางไปต่อกรกับรัฐบาลหรือข้าราชการได้หรอก” แต่จำนวนที่ประชาชนลุกขึ้นมาฟ้องร้องรัฐบาลก็มีไม่น้อย

3. “คนดำฉลาดน้อยกว่า และขี้เกียจมากกว่าคนผิวขาว คนผิวขาวจึงต้องเป็นนายเพื่อคอยควบคุมการทำงาน แต่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ก็คือ ทาสผิวดำนั้นทำงานหนักและทำงานได้นานกว่าคนผิวขาว ซึ่งเป็นนาย มิหนำซ้ำยังไม่มีหลักฐานใดบ่งชี้ว่ามีเชื้อชาติใดเฉลียวฉลาดกว่าเชื้อชาติอื่น

4. “คนเอเชียอ่อนน้อมถ่อมตัว จึงไม่มีทางเป็นผู้นำที่ดีได้” แต่ข้อเท็จจริงก็คือ คนเอเชียก็ปกครองประเทศของตนเองได้ก่อนที่คนผิวขาวจะขึ้นฝั่งมาประเทศเขาเสียอีก

5. “อเมริกาเป็นแดนแห่งโอกาสที่เท่าเทียม” แต่หลายคนกลับเริ่มต้นโอกาสของตนในสลัม ขณะที่หลายคนเริ่มต้นโอกาสจากแมนชั่นสุดหรู

อย่างไรก็ตาม “อุดมการณ์”ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปกครอง จะมีหลักสากลอยู่ กล่าวคือ เป็นอุดมการณ์ที่พยายามทำให้พลเมืองเชื่อว่า “ผลประโยชน์ที่คนบางกลุ่มได้รับเป็นผลประโยชน์ของทุกคน” เช่น นโยบายที่บอกว่าจะเก็บภาษีคนรวยน้อยลง เพื่อให้คนรวยนำเงินมาลงทุนและสร้างงานให้คนว่างงานในสังคม เราจะทราบได้อย่างไรว่า คนรวยเหล่านั้นนำเงินไปสร้างงานจริง และเราจะทราบได้อย่างไรว่างานแต่ละตำแหน่งนั้นต้องใช้เงินลงทุนเท่าไร

สิ่งเหล่านี้แกรมชี่เชื่อว่า เป็นผลมาจากการทำงานของ”กลไกทางอุดมการณ์” ซึ่งได้ผลกว่าการใช้”กลไกอำนาจรัฐ” เข้าบังคับโดยตรง โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาไว้ซึ่งอำนาจของกลุ่มตน อำนาจเหล่านี้จะมีประสิทธิผลมากที่สุดเมื่อไม่ได้ใช้ผ่านการอบรมสั่งสอนที่เปิดเผย หรือการเซ็นเซอร์อย่างเป็นทางการ แต่ใช้ผ่านกระบวนการสร้างความเชื่อ ค่านิยม และมุมมองในการมองโลกของบุคคล ดังนั้น”อุดมการณ์”ในความหมายของแกรมชี่ จึงแตกต่างไปจากอุดมการณ์ในความหมายทั่วไปๆ

 

การสร้างและการแพร่กระจายอุดมการณ์เป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ในแง่นี้สถาบันวัฒนธรรมจะมีบทบาทสำคัญมาก ในฐานะที่เป็นผู้สร้างมุมมองในการมองโลกที่สำคัญแก่พลเมืองของสังคม นอกเหนือจากสถาบันครอบครัว องค์กรศาสนา และสถาบันสื่อสารมวลชน

 

บทบาทของสื่อมวลชนในมุมมองของทฤษฎีการครอบครองความเป็นใหญ่

นักทฤษฎีสำนักนี้มักจะมองว่า บทบาทหลักของสื่อมวลชนไม่ได้ทำตัวเป็น”สุนัขเฝ้าบ้าน” เฝ้าติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล แต่มักจะค้ำจุนรัฐบาลทุนนิยมด้วยการพยายามขจัดมุมมองที่ว่า เรามีความแตกต่างทางชนชั้น ข่าวสารในสื่อมักจะถูกขัดเกลาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากอุดมการณ์ของผู้ปกครองในสังคมทุนนิยมประชาธิปไตย เช่น การนำเสนอข่าวสารเกี่ยวกับนักการเมืองระดับสูง ความร่วมมือระหว่างผู้นำภาคธุรกิจ และความเป็นมิตร สมานฉันท์ระหว่างกลุ่มทางสังคมและชนชั้นต่างๆ

 

Daniel Hallin ศึกษาการใช้อุดมการณ์ระหว่างสงครามเย็น เพื่อหาคำตอบว่าทฤษฎีการครอบครองความเป็นใหญ่สามารถนำมาปรับใช้กับสื่อมวลชนได้อย่างไร และพบว่าหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา สหรัฐอเมริกาใช้กลไกอุดมการณ์ทำงานโดยแสดงให้ชาวโลกเห็นว่า นาทีนี้โลกกำลังเป็นสนามสู้รบระหว่าง”โลกเสรี” และลัทธิอันตรายอย่าง “คอมมิวนิสต์”ที่กำลังแผ่อิทธิพลไปทั่วโลกภายใต้การนำของโซเวียต

 

มุมมองเช่นนี้ช่วยทำให้คำว่า “สันติภาพ” หรือ “ความสงบสุข” ซึ่งมักจะถูกสหรัฐอเมริกาใช้อ้างอิงการกระทำของตน เมื่อเข้าไปรุกล้ำ/แทรกแซงอธิปไตยของชาติอื่น เป็นเรื่องสมเหตุสมผล

 

นับแต่ปี 1945 เป็นต้นมา สหรัฐอเมริกาพาประเทศต่างๆ (แน่นอนว่ามากที่สุดเท่าที่จะชักจูง หรือบังคับทางอ้อมได้)เข้าสู่ระบบทุนนิยมเสรีโลกที่สหรัฐเป็นผู้นำทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ นอกจากนี้ “สงครามเย็น” ยังทำให้ชาวอเมริกันตระหนักและเชื่อมั่นในภาวะความเป็นผู้นำโลกของประเทศตน ความเชื่อเช่นนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว และช่วยให้ชาวอเมริกันยอมรับการตัดสินใจของรัฐบาลได้อย่างง่ายดาย อาทิ

 

การเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้นเพื่อใช้เป็นค่าประกันชีวิตทหารอเมริกันที่ถูกส่งไปรบที่เกาหลี, เวียดนาม และประเทศอื่นๆ ภาพภยันอันตรายจากคอมมิวนิสต์ที่คุกคามใกล้เข้ามาอย่างเกินจริง ยังทำให้รัฐบาลสามารถปกปิดนโยบายต่างประเทศ, นโยบายทางการทหารจำนวนมาก ให้เป็นความลับจากสื่อมวลชนและประชาชนได้อย่างชอบธรรม ภายใต้ข้ออ้างว่าเพื่อความมั่นคงของประเทศ

 

นอกจากนี้ Hallin ยังศึกษาเนื้อหาข่าวสงครามเวียดนามที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ระหว่างปี1960-1979 รวมทั้งข่าวสหรัฐอเมริกาเข้าแทรกแซงทางการเมือง และทางการทหารบรรดาประเทศในอเมริกากลาง อาทิ เอลซัลวาดอร์ นิคารากัว ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี1980-1989 แล้วพบว่า หลังสงครามเวียดนามสิ้นสุดลง พลังอำนาจของอุดมการณ์ว่าด้วย “สงครามเย็น” ก็อ่อนแรงลงด้วย เนื่องจากชนชั้นนำเริ่มตั้งคำถามวิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างประเทศของสภาคองเกรสอย่างเผ็ดร้อน แต่รัฐบาลก็ยังคงใช้อุดมการณ์ดังกล่าวต่อไป

 

ในปี 1980-1989 นักข่าวต่างพากันรายงานว่า รัฐบาลนายเรแกนเรียกร้องให้กองกำลังสหรัฐเข้าแทรกแซงประเทศในกลุ่มอเมริกากลาง ข้อเรียกร้องดังกล่าวถูกนำเสนอในลักษณะที่ชอบธรรม เมื่อยกเหตุผลว่าขณะนั้นคิวบาซึ่งปกครองประเทศด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ และสหภาพโซเวียตกำลังมีอิทธิพลเหนือดินแดนดังกล่าว มาประกอบการรายงานข่าว

 

ทัศนะคติในการรายงานข่าวดังกล่าวเป็นมุมมองเดียวกันกับสภาคองเกรส แต่นักข่าวยังตอกย้ำทัศนคตินี้ให้ชัดเจนขึ้นด้วยการรายงานข่าว โดยใช้แหล่งข่าวรัฐบาลและชนชั้นนำทางการเมืองมาเป็นผู้แสดงความคิดเห็น อภิปรายโต้เถียงกันในประเด็นการแทรกแซงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะวิธีการจัดการและรักษาอำนาจในต่างประเทศของสหรัฐให้มีประสิทธิผลมากที่สุด อาทิ การนำเสนอว่าจะนำการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเข้ามาสู่ภูมิภาคนี้ได้อย่างไร และการแสวงหาพันธมิตรทางการทหาร ขณะที่ตีพิมพ์เนื้อหาข่าวเกี่ยวกับความเห็น ท่าทีของพลเมืองอเมริกันที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าวน้อยมาก

 

Hallin แสดงความเห็นว่า เหตุการณ์ที่อเมริกากลางแสดงถึงกรอบความคิดที่สหรัฐอเมริกา และโซเวียตมีต่อประเทศโลกที่สามผ่านกลไกอุดมการณ์ว่าด้วยสงครามเย็น กล่าวคือ ประเทศโลกที่สาม ไม่ต่างอะไรกับเวทีต่อสู้ช่วงชิงผลประโยชน์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต เป็นสนามที่ผู้นำโลกใช้เพื่อสำแดงพลังอำนาจเหนืออีกฝ่ายหนึ่ง

 

ดังนั้นเนื้อหาข่าวในมุมท้องถิ่น อาทิ รัฐบาลใหม่ที่สหรัฐเข้าไปแทรกแซงนี้ จะจัดการปัญหาความไม่เท่าเทียมกันทางสังคมที่เป็นสาเหตุหลักของการต่อสู้ดิ้นรนอย่างไร ความปรารถนาของชาวท้องถิ่นที่อยากปลดแอกประเทศตน จากการครอบครองของกองทัพสหรัฐ ภายหลังจากตกอยู่ภายใต้จักรวรรดินิยมสหรัฐในเวลาไม่กี่ปี ฯลฯ จึงแทบจะไม่มีปรากฏให้เห็น

 

เช่นเดียวกับการรายงานข่าวของประเทศกำลังพัฒนาส่วนมาก ข่าวเกี่ยวกับกลุ่มประเทศอเมริกากลาง มีแนวโน้มจะถูกนำเสนอในลักษณะที่ดินแดนแห่งนี้ปราศจากประวัติศาสตร์ เป็นสถานที่ที่เกิดความขัดแย้งซึ่งเต็มไปด้วยความซับซ้อนยากยิ่งจะเข้าใจ และละเลยการกล่าวถึงชนพื้นเมือง เจ้าของประเทศที่แท้จริง

 

กรอบความคิดลักษณะนี้ย่อมปฏิเสธประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ประวัติศาสตร์ซึ่งสหรัฐอเมริกาเป็นผู้สนับสนุนให้ตระกูลเพียงหยิบมือ ทว่ามีฐานะร่ำรวยขึ้นปกครองเอลซัลวาดอร์และนิคารากัว ความละโมบของคนกลุ่มนี้เป็นชนวนปะทุให้เกิดการกบฏในเวลาต่อมา แนวคิดเกี่ยวกับสงครามเย็นจึงเป็นเครื่องมือที่ทำให้มหาอำนาจทั้งสองประเทศใช้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ภายใต้ข้ออ้างว่าเข้าไปแทรกแซงการเมือง เศรษฐกิจในประเทศด้อยพัฒนา ป่าเถื่อน เพื่อนำความศิวิไลซ์ไปมอบให้

 

Tod Gitlin นำทฤษฎีการครอบครองความใหญ่มาปรับใช้กับการศึกษาเนื้อหาข่าวภายในประเทศ โดยศึกษาเนื้อหาข่าวโทรทัศน์ของ CBS ในปีค.ศ. 1980 และในหนังสือพิมพ์ News York Times ซึ่งรายงานข่าวเกี่ยวกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมของนักศึกษาในสหรัฐที่เรียกตนเองว่า Students for a Democratic Society (SDS) (2) ในระยะแรกองค์กร SDS ได้เคลื่อนไหวทางการเมืองในหลายประเด็นด้วยกัน อาทิ เรื่องสิทธิพลเมืองของชาวอเมริกัน-อัฟริกัน แต่หลังจากนั้นเยาวชนกลุ่มนี้ก็หันไปทุ่มเท อุทิศตนให้กับการชุมนุมประท้วงต่อต้านสงครามเวียดนาม

 

ในปี 1968 กลุ่ม SDS เดินขบวนประท้วงรัฐบาลสหรัฐที่ยังคงดื้อแพ่งส่งทหารไปรบในสงครามเวียดนามที่ถนนกลางนครชิคาโก การประท้วงครั้งนี้จบลงด้วยรัฐบาลสั่งให้กำลังตำรวจเข้ากวาดล้างและทำร้ายผู้เดินขบวน ด้วยไม้กระบองและแก๊สน้ำตา ภาพดังกล่าวแพร่ออกไปทั่วประเทศผ่านจอโทรทัศน์

 

Gitlin เห็นว่า ขบวนการทางสังคมที่มีเป้าหมายชัดเจนว่า ต้องการต่อต้านประท้วงนโยบายรัฐและขัดต่อผลประโยชน์ของชนชั้นนำ (elites) เช่น กลุ่ม SDS นั้น ถูกสื่อมวลชนลดคุณค่าเป้าหมายที่แท้จริงลงไป ด้วยการลดความสำคัญหรือแก่นแท้ที่อยู่ในสาร(message) ซึ่งกลุ่ม SDS สื่อสารออกมา ตลอดจนบั่นทอนความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจจากสาธารณะชนในฐานะที่เป็นนักต่อต้านที่กล้าท้าทายอำนาจรัฐ

 

Gitlin เชื่อมั่นว่า มีวิธีการต่างๆมากมายที่นักข่าวใช้ในการรายงานข่าวการเดินขบวนประท้วง การชุมนุมต่อต้าน จะโดยตั้งใจหรือไม่รู้ตัว ดังนี้

1. การทำให้ภาษา (ทั้งวัจนะภาษาและอวัจนภาษา) และเป้าหมายของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมไม่มีความสำคัญ

2. การแบ่งแยกอย่างชัดเจน ด้วยการเสนอว่าสมาชิก SDS ทุกคนเป็นพวกนิยมความรุนแรงอย่างสุดขอบ

3. รายงานโดยเน้นไปที่รอยร้าวภายในขบวนการ

4. เพ่งความสนใจไปที่จุดเล็กๆ เรื่องเล็กน้อย เช่น แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมของผู้เดินขบวนประท้วง เป็นพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปจากบรรทัดฐานของสังคม , ผู้มาชุมนุมประท้วงไม่ได้อยู่ในฐานะตัวแทนของสาธารณะชน หรือเสนอวาทะ กิริยาท่าทางของผู้เดินขบวน ในทางที่ยั่วยุให้สาธารณะชนโกรธเคือง

5. บิดเบือนจำนวนผู้เข้าร่วมประท้วงให้น้อยลง เพื่อสะท้อนนัยะว่าไม่มีความสำคัญ ไม่มีความหมาย ไม่ใช่เรื่องของคนส่วนใหญ่

6. บิดเบือนผลของการเคลื่อนไหวต่อต้านว่าไร้ค่า ไม่มีผลใดๆทั้งสิ้น

7. เน้นการนำเสนอภาพลักษณ์ผู้ประท้วงในลักษณะที่ผูกติดอยู่กับความรุนแรงเท่าที่จะเป็นไปได้

8. ทำให้ข้อเรียกร้องและป้ายข้อความต่อต้าน กลายเป็นเรื่องที่ขัดต่อ หรือไม่ได้รับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เช่น การเรียกผู้ประท้วงขณะเดินขบวนว่า “กลุ่มที่เรียกขานกันว่าขบวนมาร์ชเพื่อสันติภาพ” หรือแสดงให้เห็นว่า บทบาทของผู้ประท้วงนั้น เป็นบทบาทที่แต่งตั้งสถาปนาตนเองขึ้นมาเป็นผู้นำชุมชน เป็นต้น

Gitlin พบว่าบ่อยครั้งที่สื่อมวลชนนำเสนอข่าวเกี่ยวกับขบวนการ SDS ในลักษณะเดียวกับการรายงานข่าวอาชญากรรม แม้ว่ารัฐธรรมนูญสหรัฐในขณะนั้นจะรับรองสิทธิพื้นฐานของพลเมือง พลเมืองสามารถยื่นอุทธรณ์ให้รัฐบาลแก้ไขปรับปรุงนโยบาย ที่รู้สึกว่าตนถูกปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรมได้ รวมทั้งให้สิทธิในการแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี

 

นอกจากนี้ เนื้อหาด้านลบส่วนใหญ่ยังเป็นผลมาจากสื่อมวลชน มีแนวโน้มในการนำเสนอข่าวโดยเน้นไปที่ตัวเหตุการณ์ มากกว่าให้ความสำคัญกับสถานการณ์ บริบทแวดล้อม, เน้นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมากกว่าข้อตกลง, รายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นโดยอิงความคืบหน้าของเหตุการณ์ มากกว่าจะอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และอ้างอิงพึ่งพาแหล่งข่าวจากฝ่ายรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่

 

Gitlin ยังแสดงให้เห็นว่า เนื้อหาข่าวในสื่อมวลชนเข้าไปเปลี่ยนแปลงขบวนการทางสังคม (social movement) โดยใช้ประสบการณ์ในฐานะที่เป็นผู้นำนักศึกษาในขบวนการ SDS มาแสดงให้เห็นภาพการขับเคลื่อนของขบวนการทางสังคม ที่อิงแอบอยู่กับเนื้อหาข่าวที่ปรากฏในสื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสรรหาสมาชิกใหม่ การกระตุ้นให้สาธารณชนสนใจมุมมองความคิดของพวกเขา ตลอดจนการกระทำของกลุ่มและการทำให้ผู้กำหนดนโยบายหันมารับฟัง

 

เขาพบว่าเนื้อหาในข่าว มีอิทธิพลต่อการเลือกสมาชิกของกลุ่มมาทำหน้าที่ในฐานะโฆษกกลุ่ม และทำให้ผู้นำทางการเมืองกลายเป็นบุคคลมีชื่อเสียง เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น แทนที่จะสนใจว่าขบวนการทางสังคมนี้มีเหตุผลอย่างไร ความสนใจก็เปลี่ยนไปอยู่ที่ในบรรดาผู้นำขบวนการ ใครจะพูดจาดุเด็ดเผ็ดมันกว่ากัน การได้ไปปรากฏอยู่ในเนื้อหาสื่อมวลชนบ่อยๆเหมือนจะทำให้ได้รับอภิสิทธิ์อื่นๆตามไปด้วย แม้ว่าการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในทางปฏิบัติ จะได้ประสิทธิผลที่น้อยกว่าการออกไปจัดกิจกรรมภายนอกที่ไม่มีสื่อมวลชนมาทำข่าว เช่น การออกไปเคาะประตูให้ข่าวสารณรงค์ตามบ้านเรือนทีละหลังๆ ก็ตามที

 

นายทุนผู้ให้การสนับสนุนและคนอื่นๆ ก็ยังชอบใช้ความสนใจจากสื่อมวลชนมาเป็นวิธีหนึ่งในการวัดผลกระทบ หรือความสำเร็จของขบวนการทางสังคม ดังนั้นเนื้อหาในสื่อมวลชนจึงสามารถขัดเกลาอัตลักษณ์(identity)ของกลุ่มที่เกิดขึ้นได้ในท้ายที่สุด เนื่องจากสมาชิกของกลุ่มค่อยๆเปลี่ยนตัวเองให้มีสีสันเพื่อดึงความสนใจ ให้ได้มาซึ่งชื่อเสียง การยอมรับจากสื่อมวลชน ซึ่งส่งผลต่อการดึงสมาชิกใหม่ๆมาเข้าร่วมขบวนการอีกทอดหนึ่งด้วย

 

นอกจากนี้ Gitlin ยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับภาวะการพึ่งพิงเนื้อหาในสื่อมวลชนว่า ขบวนการทางสังคมบางกลุ่มที่มีจำนวนสมาชิกไม่มาก มักจะพึ่งพาเนื้อหาในสื่อมวลชนสูง เพื่อเผยแพร่มุมมองทัศนะของตน เพราะไม่สามารถระดมประชาชนจำนวนมากให้มาเดินขบวนต่อต้านหรือวิ่งเต้นล็อบบี้รัฐบาลได้ ขบวนการทางสังคมเหล่านี้มักจะออกแบบเครื่องแต่งกาย ริ้วขบวนให้”ขึ้นกล้อง”และ”น่าดึงดูด” เพื่อเอาเรียกความสนใจจากสื่อมวลชน

 

ขณะเดียวกันขบวนการทางสังคมที่มีสมาชิกสนใจเข้าร่วมมาก มีเป้าหมายทางสังคมที่กว้างขวาง มักจะใช้สื่อมวลชนเป็นช่องทางหาสมาชิกใหม่ๆมาเข้าร่วมขบวนการ และเอาชนะใจประชาชนจากโปรแกรมกิจกรรมการเคลื่อนไหวของตน ตัวอย่างที่ดีและร่วมสมัยในกรณีหลังนี้ ก็คือ กลุ่มเคลื่อนไหวที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อม และรณรงค์จัดการปัญหาอย่างหลากหลายตั้งแต่ระดับโลกจนถึงพื้นที่บางพื้นที่ อาทิ ปัญหาโลกร้อน การเกิดฝนกรด ไปจนถึงภัยอันตรายต่างๆที่คุกคามสิ่งมีชีวิตบนโลก ซึ่งต้องการความร่วมมือจากประชาคมโลกทั้งหมด เป็นต้น

 

ส่วนขบวนการทางสังคมที่ต้องการแก้ไขปัญหาสังคม ในเชิงปฏิรูปมากกว่าต้องการการเปลี่ยนแปลงในเชิงปฏิวัติ มักจะดูราวกับสามารถเข้าไปควบคุมเนื้อหาในสื่อมวลชน และได้รับความยุติธรรมจากสื่อมวลชนมากกว่า กล่าวโดยสรุปก็คือ สื่อมวลชนจะรายงานข่าวขบวนการทางสังคม ที่แสดงออกว่ามีจุดมุ่งหมายกระตุ้นให้ประชาชน หันมาสนใจปัญหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจง มากกว่ารายงานข่าวขบวนการทางสังคมที่มีจุดมุ่งหมายในการท้าทายหรือทวนกระแสทุนนิยม

 

ข้อจำกัดของทฤษฎีการครอบครองความเป็นใหญ่

ข้อวิพากษ์ทฤษฎีการครอบครองความเป็นใหญ่ประการหนึ่งก็คือ การถกเถียงในประเด็นที่นักวิชาการสาย Hegemony เชื่อว่า พลังของขบวนการทางสังคมมีรากฐานมาจากการเมือง และการเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาข่าวในสื่อมวลชน เนื่องจากนักวิชาการบางคนเห็นว่าทฤษฎี Hegemony มักจะมองพลเมืองในลักษณะที่เป็นกลุ่มที่จัดตั้งขึ้น เพื่อทำกิจกรรมในลักษณะท้าทายอำนาจรัฐ(ขบวนการทางสังคม) และมีพลังที่ประกอบขึ้นจากองค์ประกอบหลายส่วน โดยที่สื่อมวลชนเข้ามามีอิทธิพลต่อการเข้าเป็นสมาชิก และลดคุณค่าความสำคัญของขบวนการลง ทั้งๆที่หลายครั้งขบวนการทางสังคมมักจะเรียนรู้วิธีการที่จะปรับวิธีการต่อสู้ตัวเอง เข้าหาพลังอำนาจของเศรษฐกิจระบบทุนนิยมและรัฐบาล หรือปิดกั้นไม่ให้สาธารณะชนเข้ามามีส่วนร่วมในวาทกรรม(discourse)ที่เกิดขึ้น

 

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นถกเถียงเรื่องแนวคิดที่นักทฤษฎี Hegemony แบ่งแยก”การปฏิรูป” ออกจาก “การปฏิวัติ”อย่างชัดเจน ทั้งๆที่ขบวนการทางสังคมที่มีเป้าหมาย ไม่ว่าจะปฏิรูปหรือปฏิวัติ ต่างมีความสัมพันธ์กันอยู่และเป็นความสัมพันธ์ที่ต้องพิจารณาด้วยเหตุผลเป็นกรณีๆไป รวมทั้งการศึกษาเนื้อหาข่าวในสื่อมวลชนโดยปราศจากการยืดหยุ่น ขาดการพิจารณาว่า ในหลายกรณีนักเคลื่อนไหวทางสังคมในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของผู้ส่งสาร ได้เรียนรู้ธรรมชาติของข่าว วิธีการรายงานข่าว และรู้จักใช้กลยุทธ์เฉพาะตัวในการส่งสาร เพื่อกระตุ้นให้นักข่าวสนใจเนื้อหาสารของตนโดยไม่ได้สูญเสียอัตลักษณ์และเป้าหมายแรกเริ่มของตนเองแต่อย่างใด เช่น

 

กลุ่มกรีนพีซที่ใช้กลยุทธ์ในการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิผล ทำให้สื่อมวลชนหันมาสนใจกิจกรรมรณรงค์ของตนอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ เรื่องการล่าปลาวาฬที่ผิดกฎหมาย การตัดต้นไม้เก่าแก่ในป่าแคลิฟอร์เนียเหนือ การตั้งเตาเผาขยะและกลบฝังขยะมีสารพิษในชุมชนคนผิวสีซึ่งมีรายได้ต่ำ เป็นต้น

 

ส่วนจุดบอดอื่นๆในการนำทฤษฎี Hegemony มาปรับใช้กับการศึกษาสื่อมวลชน ได้แก่ กรณีที่ผู้ศึกษามักมองความสัมพันธ์ระหว่าง ระบบเศรษฐกิจและสถาบันสื่อมวลชนไปในทางลบ โดยที่ในบางกรณีอาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น ดังนั้นจึงต้องพึงระลึกไว้ว่า เราใช้ทฤษฎีเป็นเครื่องมือที่พยายามอธิบายบทบาทที่แท้จริง และบทบาทที่ควรจะเป็นของสื่อมวลชนในสังคมประชาธิปไตย ไม่ใช่อธิบายหน้าที่ของข่าว โดยไม่ได้ให้ข้อเสนอแนะหรือวิสัยทัศน์ในการเสนอข่าวที่ควรเป็นภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

 

อ้างอิง

 

(1) โครงสร้างส่วนบนของสังคมมาจากแนวคิดที่เชื่อว่า สังคมและการจัดรูปองค์กรต่างๆพัฒนาขึ้นมาอย่างเป็นระบบ แต่นักคิดแต่ละคนก็มีความคิดพื้นฐานที่ต่างกันออกไป ตามแนวคิดของคาร์ล มาร์กซ์ โครงสร้างส่วนบนของสังคม คือ สถาบันทางกฎหมาย, สถาบันทางสังคม วัฒนธรรมและการเมือง โดยที่มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจทำหน้าที่เป็นโครงสร้างส่วนล่างหรือฐานให้กับสังคมนั้นๆ (โครงสร้างส่วนล่างในแนวคิดของมาร์กซ์ สำคัญกว่าโครงสร้างส่วนบน เพราะเป็นตัวกำหนด ( determining )ว่าสังคมจะเป็นไปในรูปแบบใด

(2) SDS เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมที่เกิดจากการรวมตัวของเหล่านิสิตนักศึกษาและหนุ่มสาวอเมริกันในระหว่างปี ค.ศ. 1960-1969 มีบทบาทโดดเด่นอย่างมากในการต่อต้านสงครามเวียดนาม

หมายเหตุ : คำว่า Hegemony ซึ่งคุณมัทนา เจริญวงศ์ แปลว่า การคอบครองความเป็นใหญ่ หรือ ครอบครองความเป็นเจ้า นั้น อาจจะไม่เหมาะสม เพราะให้ความรู้สึกในเชิงบังคับควบคุมมากไป (“เป็นใหญ่” “เป็นเจ้า”)

 

กรัมชี่ใช้ศัพท์ภาษาอิตาลี 2 คำ สับเปลี่ยนกัน สำหรับ hegemony คือ egemonia กับ direzione สลับกัน (เป็นส่วนใหญ่ แน่นอนไม่ใช่ทั้งหมด เพระเขาเองมีความไม่แน่นอน ในการให้ความหมาย egemonia เหมือนกัน) ซึ่ง direzione หมายถึง lead, direct “นำ” ซึ่งเข้ากับไอเดียเรื่อง hegemony (เวลาแปลงานของเลนินที่ใช้คำว่า rukuvodstvo ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า hegemony (อย่าลืมว่ากรัมชี่ ยืม-ดัดแปลงไอเดียเรื่อง hegemony มาจากการวิวาทะของชาวพรรครัสเซีย) จะแปลเป็นอิตาลีว่า direzione คือ lead, direct (ดูการอธิบายเรื่องเหล่านี้ของ Quintin Hoare ผู้แปล Prison Notebooks ในฉบับพิมพ์ของ International Publishers หน้า55)

 

เคยเห็นคนแปลในภาษาไทยว่า “อำนาจนำ” ซึ่งอาจจะใกล้กว่า “ความเป็นใหญ่/เป็นเจ้า” แต่โดยส่วนตัวก็ยังไม่ถึงกับแน่ใจเต็มที่นัก (ชอบที่มีคำว่า “นำ” ไม่แน่ใจคำว่า “อำนาจ”)

Read Full Post »

Older Posts »