Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for the ‘ภาพยนตร์’ Category

ความจริงวันนี้

1) จากการวิจัย คนไทยดูโทรทัศน์เป็นกิจกรรมยามว่างมากถึง 55.4 เปอร์เซ็นต์ [1]

2) จากการศึกษาเช่นเดียวกัน ช่วงเวลาสองทุ่มถึงสี่ทุ่ม เด็กไทยอายุ 2-6 ปี 23.1 เปอร์เซ็นต์ดูทีวีอยู่, เด็กอายุ 7-12 ปี 29.5 เปอร์เซ็นต์ก็ดูทีวีเวลานี้เช่นกัน และสุดท้าย เด็กอายุ 13-19 ปี เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ก็ยังดูทีวีอยู่เช่นกัน [1]

3) ฟรีทีวีช่องสาม ห้า เจ็ด เก้า สิบเอ็ด และทีบีพีเอส ช่วงสองทุ่มถึงสี่ทุ่มส่วนใหญ่เป็นละครน้ำเน่า

4) ละครน้ำเน่าส่วนใหญ่มีเนื้อหารุนแรง ตบตบจูบจูบ วีนวีนกรี๊ดกรี๊ด นางเอกโง่ พระเอกโง่กว่า นางร้ายเกือบฉลาด แม่นางร้ายก็เหมือนจะฉลาด พระเอกรวยอย่างไม่มีเหตุผล นางเอกจนอย่างไม่มีที่มาที่ไป อีทีซี

5) ความคลุมเครืออย่างนึงก็คือยังเป็นที่ถกเถียงว่า ละครที่ไม่ฉลาดนัก จะทำให้คนดูไม่ฉลาดตามไปด้วยรึเปล่า? บางส่วนก็พูดว่า ดูแค่ขำ ๆ เพื่อความตลกจะเอาอะไรกันนักกันหนา แต่จากงานวิจัยทั่วทุกมุมโลก [2] ก็บอกอย่างชัดเจนว่า เนื้อหาละครรุนแรง ๆ ที่เราดูผ่านตา ผ่านสมองซีกซ้าย ผ่านสมองซีกขวา ทะลุออกหูซ้าย หูขวาเพียงแค่บางส่วน เพราะจะมีบางส่วนค้างอยู่ในจิตใต้สำนึกลึก ๆ ไม่ใช่จะกดปุ่มลากลงรีไซเคิลบิน ลบทิ้งไม่เหลือร่องรอยกันออกได้ง่าย ๆ

6) ถึงข้อถกเถียงในข้อห้า) อาจจะไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ที่คนเขียนคิดว่าชัดชัวร์ ก็คือ ถ้าเราได้เสพสิ่ง “ดี ๆ” จะทำให้อย่างน้อยเราได้อะไร “ดี ๆ” ติดกลับไปบ้างแน่นอน โดยที่ไอ้สิ่งดี ๆ ที่หมายถึง ไม่จำเป็นจะต้องเป็นศิลปะชั้นสูง หรือเพลงคลาสิกประเภทนั่งฟังไป จิบไวน์ไป เพราะสิ่ง “ดี ๆ” ก็คือของ “ดี” ที่ใครจะชอบแนวไหน หรือประเภทอะไรก็แล้วแต่รสนิยมส่วนตัวของผู้บริโภคที่แยกไม่ได้ด้วยคำว่าถูกหรือผิด เพราะละคร “ดี” ก็คือละครที่ดี ไม่ใช่ละครเกาหลี ไม่ใช่ละครซีรีย์อเมริกัน เพลง “ดี” ก็คือเพลงที่ดี ไม่ใช่เพลงค่ายเลิฟอีส สมอลล์รูม ไม่ใช่เพลงคลาสิก ไม่ใช่ดนตรีแจ๊ซ   ละครเกาหลีเบาสมองบางเรื่องก็ดูสนุกดี มีตรรกะ และได้ข้อคิดง่าย ๆ ตามสภาพชีวิตสังคม “จริง ๆ” หรือกระทั่งหนังแบทแมนบีกินภาคล่าสุด ก็จัดได้ว่าเป็นหนัง “ดี ๆ” ที่บันเทิงมาก แถมมีประเด็นเยอะแยะให้กลับไปคิดเป็นการบ้านระดับมัธยมจนถึงมหาวิทยาลัยได้หลายวิชา

7) แต่สื่อ หรือสิ่ง “ดี ๆ” ไม่ใช่ของที่หาชม ฟัง หรือ เสพได้ง่ายนักในสังคมไทย เพราะจากประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว เพลงดีก็หาฟังยาก หนังดีก็หาดูยาก บิททอร์เร็นที่ซีดไฟล์ดีก็ยังหายากเลย! ของที่หาง่าย ๆ ตามหน้าหนังสือพิมพ์ขายดีที่สุดอันดับหนึ่ง สอง และสามของประเทศก็มักจะไม่ค่อยมีอะไรดี ๆ ของที่หาง่าย ๆ ตามทีวีช่วงไพร์มไทม์ก็มักไม่ใช่ของดี ๆ รวมถึงเพลงในหลาย ๆ คลื่นความถี่ก็ไม่ใช่ของดี ๆ อีกเหมือนกัน

8 ) แต่ไม่ว่า จะเป็นสื่อประเภทไหนล้วนแล้วแต่เป็นธุรกิจ ซึ่งธุรกิจอยู่ได้ด้วยกำไร ซึ่งกำไรมาจากผู้บริโภค อิมพลายได้ว่า ธุรกิจสื่อ สร้างสรรโปรดักขึ้นมาโดยขึ้นกับตลาดในประเทศไทย ซึ่งหมายถึงคนไทยส่วนใหญ่ พูดง่าย ๆ ก็คือเพราะคนส่วนใหญ่ชอบแบบนี้ ของแบบนี้เลยยังมีอยู่

9) แต่ตรรกะในข้อแปด) ก็อาจจะไม่จริงเสมอไป เพราะผมก็ยังเชื่อว่า จริง ๆ แล้วผู้บริโภคลึก ๆ ก็ไม่ได้ต้องการรสนิยมแบบนี้หรอก แต่เป็นธุรกิจสื่อเองต่างหากที่ยัดเยียดสิ่งเหล่านี้ให้ โดยไม่คิดพัฒนาอะไร ๆ มันดีขึ้น อาจจะเพราะรับความเสี่ยงเชิงผลกำไรที่จะทำละครรูปแบบใหม่ ๆ ไม่ได้ หรือเคยทำแล้วแต่เจ๊งไม่เป็นท่า หรือไม่จำเป็นต้องทำอะไรให้มันใหม่นี่หน่า เพราะของเดิมก็ขายได้ดีอยู่แล้ว คู่แข่งรายใหม่ ๆ ที่เข้ามาแข่งขันในตลาดก็ไม่มี หรือจะเป็นเพราะฝีมือไม่ถึง หรือฝีมือถึงแต่ไม่กล้า หรือเป็นเพราะตลาดในเมืองไทยเล็กมาก ทำให้การลงทุนทำสิ่งยาก ๆ ใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ยากเพราะไม่คุ้มทุน ดังนั้นทั้งเพลง ละคร ภาพยนตร์ และหนังสือพิมพ์เลยถูกจำกัดให้อยู่เลยในรูปแบบที่ทำง่าย ๆ ขายง่าย ๆ แล้วก็เอากำไรมาทำของง่าย ๆ ขายง่าย ๆ ไปเรื่อย ๆ ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดกรณีนี้ ก็เช่นกรณีของค่ายเพลงเบเกอรี่เป็นต้น ที่เป็นค่ายเพลงที่น่าสนับสนุนมาก ๆ และดูจะแข็งแกร่ง ยืดหยัดมานาน เป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์มาก ๆ แต่จนแล้วจนรอดค่ายนี้ต้องล้มไป และค่ายใหม่ก็ดูจะเป็นคอมเมอร์เชี่ยวมากขึ้น ผมไม่ทราบเหตุผลลึก ๆ หรอกนะ แต่ถ้าให้เดาคือ เหตุผลหลัก ๆ ข้อนึง ต้องมีเรื่องของเงินแน่นอน

10) โดยสรุป คำถามง่าย ๆ คือ ใช่หรือไม่ ที่มันไม่สำคัญหรอกว่า หนังสือพิมพ์ ละคร ภาพยนตร์ และเพลง ในปัจจุบันมันจะเป็นอย่างไร แต่รากของปัญหาจริง ๆ คือเรื่องของการศึกษาของชาติ คือเป็นปัญหาที่ตัวระบบแท้ ๆ ไม่ใช่เป็นปัญหาที่คนเป็นเหตุ

11) และอีกคำถามง่าย ๆ ก็คือ ใช่หรือไม่ ที่ปัญหาการศึกษาของชาติต้องแก้ โดยเริ่มจากการเมืองที่ดี

12) และคำถามสุดท้ายที่ไม่ใช่คำถามง่าย ๆ ก็คือ … เราจะแก้กันอย่างไร ?

13) ถ้าคิดไม่ออก มีอารมณ์เครียด ก็หนีเปิดทีวีช่วงสองทุ่มถึงสี่ทุ่มแบบสุ่ม ๆ ยังไงเดี๋ยวก็เจอละครน้ำเน่า ดูแก้เครียดกันจะดีกว่า

14) วนกลับไปข้อหนึ่ง)

อ้างอิง :

[1] การสำรวจ “ศึกษาอิทธิพลของการชมรายการโทรทัศน์กับพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ในกลุ่มคนดู ศึกษาเด็ก เยาวชน และประชาชน”อายุ 2 – 6 ขวบ 7- 12 ปี 13 – 19 ปี และอายุ 20 ปีขึ้นไปใน กทม.และจังหวัดหัวเมืองใหญ่ของประเทศ จำนวน 2,159 ตัวอย่าง วันที่ 24-28 เม.ย.2551, http://wechange.seubsan.net/Joomla/index.php/we-article/turnoff-tv/177-research-want-go-to-leading-actor-for-ravish

[2] รายการโทรทัศน์เป็นภัยต่อเด็กจริงหรือไม่?,  http://news.sanook.com/scoop/scoop_156415.php

ข้อมูลเพิ่มเติม:

– The Impact of Fictional Television Stories on U.S. Adult Fatalities: New Evidence on the Effect of the Mass Media on Violence, by David P. Phillips, University of California, San Diego , http://www.jstor.org/pss/2779364

The Sociology of Soap Operas, Briana Beckham, http://www.students.sbc.edu/beckham04/The%20Sociology%20of%20Soap%20Operas-Final.doc

บทบาทของ “สื่อ” ดุลยภาพระหว่างสิ่งที่สังคม “อยากรู้” กับสิ่งที่สังคม “ควรรู้”, http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9470000053768

– เราควรรื้อถอนโครงสร้างของละคร ‘น้ำเน่า’ หรือไม่? , http://www.winbookclub.com/basket_detail.php?id=248

Read Full Post »

ทุนสังคม กับ การพัฒนาทุนมนุษย์

recommendare

 

บันทึก

จากการสัมมนาหัวข้อ  “ทุนสังคม กับ การพัฒนาทุนมนุษย์”

 

การสัมมนาวิชาการประจำปี 2551

วันที่  29  –  30  พฤศจิกายน 2551

โรงแรมแอมบาสเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน จังหวัดชลบุรี

 

บรรยาย  โดย

คุณสุวรรณี คำมั่น และคณะ
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

 

จัดโดย

มูลนิธิชัยพัฒนา 

สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

 

บทสรุปมีดังนี้

 

แนวคิด และความสําคัญของทุนทางสังคมเป็นที่ยอมรับขององค์กรพัฒนาระหว่างประเทศต่างๆ ว่ามีความสําคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืนอันนําไปสู่ความผาสุกของคนในชาติ  โดยเฉพาะ OECD นั้นพิจารณาว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนจะเกิดจากทุนมนุษย์และทุนทางสังคมถึง 4  ในสิบส่วน ขณะที่ 2 ส่วนเกิดจากทุนกายภาพและทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ และในบริบทไทย ทุนทางสังคมถือเป็นทุนสําคัญที่เสริมสร้างวิถีชีวิตที่ดีงามของคนในสังคมและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและการปกครองของประเทศมาช้านาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริการและกระบวนการผลิตในภาคเศรษฐกิจ การช่วยบรรเทาความรุนแรงและแก้ปัญหาในยามที่เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจและสังคม   

 

สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ศึกษาแนวความคิดและองค์ประกอบของทุนทางสังคม ตลอดจนกําหนดกรอบตัวชี้วัดเพื่อแสดงให้เห็นความมีอยู่ของทุนทางสังคมของไทย โดยกําหนดว่า “ทุนทางสังคม เกิดจากการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทํา บนฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ  สายใยผูกพัน และวัฒนธรรมที่ดีงามของสังคมไทยผ่านระบบความสัมพันธ์ที่มีการสะสมในลักษณะเครือข่ายขององค์ประกอบหลัก ได้แก่ คน สถาบัน วัฒนธรรม และองค์ความรู้ ซึ่งจะเกิดเป็นพลังในชุมชนและสังคม”

 

สําหรับการประเมินสถานภาพทุนทางสังคมนั้น จะพิจารณาทั้งระดับ Micro และ Macro โดยระดับ Micro เป็นการประเมินผลทุนทางสังคมที่เป็นทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทหลักในการพัฒนาองค์กร/ประเทศให้เจริญก้าวหน้า โดยทุนมนุษย์ที่เป็นทุนทางสังคมนั้นจะต้องเป็นคนที่มีความไว้เนื้อเชื่อใจ มีน้ําใจและเอื้ออาทร และมีความเชื่อในระบบคุณค่าและหลักศีลธรรมที่ดี เช่น คุณธรรม วินัย ความซื่อสัตย์และจิตสํานึกสาธารณะ ฯลฯ ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปแบบของการรวมกลุ่มและเครือข่าย การมีความไว้วางใจและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีการดําเนินกิจกรรมและให้ความร่วมมือในการทํากิจกรรมต่างๆ ของชุมชนร่วมกัน สามารถเข้าถึงข่าวสารและการสื่อสารซึ่งเป็นเครื่องมือในการช่วยคนในชุมชนให้สามารถแก้ไขปัญหาของตนเองได้ ตลอดจนมีอํานาจในการตัดสินใจและมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมือง

 

สําหรับระดับ Macro เป็นการประเมินผลของทุนทางสังคมที่เป็นปัจจัยแวดล้อมทุนมนุษย์ ประกอบด้วย สถาบันทางสังคมต่างๆ  วัฒนธรรม และองค์ความรู้/  ภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งมีอิทธิพลต่อการพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ทั้งด้านความรู้ ทักษะ ค่านิยม ตลอดจนคุณธรรมและจริยธรรมต่างๆ 

 

ผลการประเมินสถานภาพทุนทางสังคมในระดับ Micro พบว่า ประเทศไทยมีทุนทางสังคมโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยจุดเด่นคือประชาชนมีแนวโน้มรวมกลุ่มและเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกันมากขึ้น คนส่วนใหญ่เป็นคนมีน้ําใจ ไมตรี มีความเอื้ออาทรต่อผู้อื่น มีความสามัคคี มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและเข้าร่วมทํากิจกรรมเพื่อสาธารณะต่างๆ มีความไว้วางใจต่อกัน และเป็นผู้มีจิตสาธารณะ  ขณะที่จุดด้อยคือคนส่วนหนึ่งไม่ค่อยยึดถือกฎ ระเบียบและกติกาของสังคม มีค่านิยมฟุ่มเฟือย นิยมวัตถุ รักสนุกรักสบาย รักพวกพ้อง ให้ความสําคัญกับระบบอุปถัมภ์ ฯลฯ ขณะเดียวกันความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคมมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่วนระดับ Macro พบว่า ระบบสถาบันทางสังคมต่างๆ มีแนวโน้มอ่อนแอและมีบทบาทในการพัฒนาทุนมนุษย์ลดลงทั้งสถาบันครอบครัว สถาบันศาสนา สถาบันการศึกษา สถาบันธุรกิจเอกชนสถาบันสื่อ ฯลฯ ขณะที่ประเทศไทยมีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่ดีงามมากมายแต่ยังไม่ได้ให้ความสําคัญในการที่จะพัฒนาและนําไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศเท่าที่ควร ทําให้วัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่ดีงามหลายอย่างกําลังเลือนหายไปจากสังคม  ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทุนมนุษย์และต่อการพัฒนาประเทศ

 

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยและแนวโน้มที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและจะส่งผลกระทบต่อทุนทางสังคมและทุนมนุษย์ของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาทิ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี/การสื่อสาร การเคลื่อนย้ายคนอย่างเสรี การก้าวสู่สังคมหลังฐานความรู้ การขยายตัวของเมือง ฯลฯ ดังนั้น จึงมีประเด็นที่ถือเป็นความท้าทายต่อการพัฒนาทุนมนุษย์และทุนทางสังคมในอนาคต ดังนี้ 

 

1.  การพัฒนาทุนมนุษย์และทุนทางสังคมเพื่อเพิ่มผลิตภาพทางสังคม (Social Productivity) โดย


 1.1 สร้างความสัมพันธ์ระหว่างทุนทางสังคม ทุนมนุษย์ และทุนภูมิปัญญา โดยกําหนดค่านิยมพื้นฐานร่วม (Core Value) สําหรับสังคมไทยและคนไทยทุกคนในการสร้างเสริมและใช้ประโยชน์ทุนทางสังคมระหว่างกลุ่มต่างๆ เพื่อนําไปสู่การเพิ่มผลิตภาพทางสังคม อันเป็นพลังสําคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ 


 1.2 เร่งพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศไทยไปสู่โลกยุคศตวรรษที่ 21 โดยนอกจากทุนมนุษย์ต้องรู้ว่าในโลกนี้มีอะไร (Knowing) รู้แล้วนํามาคิดต่อยอดได้หรือไม่ (Thinking) นําความคิดนี้ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้หรือไม่ (Serving) และนําความรู้ที่มีและได้มานั้นมาเป็นประสบการณ์ได้หรือไม่ (Experiencing)แล้วนั้น ต้องมีจิตสาธารณะใน 5 ประการ คือ จิตแห่งวิทยาการ จิตแห่งการสังเคราะห์  จิตแห่งการสร้างสรรค์ จิตแห่งความเคารพ จิตแห่งคุณธรรม ซึ่งล้วนเป็นมิติที่เป็นต้นทางของการสร้างทุนทางสังคมที่นํามาเติมเต็มในกระบวนการพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีภูมิคุ้มกันพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และที่สําคัญเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกฝ่ายและทุกระดับของกระบวนการพัฒนาประเทศ

 

 1.3 เสริมสร้างบทบาทครอบครัว ชุมชน ศาสนสถานให้เข้มแข็ง มีสัมพันธภาพที่ดี  ตลอดจนการส่งเสริมบทบาทสื่อในการนําเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง ควบคู่กับการสร้างกระแสให้เกิดการรับรู้และความตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะมีผลกระทบต่อวิชีวิตครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศ   

 

1.4 ขยายฐานและพัฒนาต่อยอดการมีส่วนร่วมของชุมชนและการเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ให้ชุมชนสามารถกําหนดตําแหน่งการพัฒนาชุมชน (Market positioning) ที่บ่งบอกจุดหมายปลายทางการพัฒนาตัวเองบนฐานของทุนที่มีอยู่ในชุมชน  

 

2. การสร้างพลังให้เกิดทุนทางสังคมที่เข้มแข็งเพื่อการพัฒนาทุนมนุษย์ที่ตอบสนองความต้องการกําลังคนในอนาคต โดย เสริมสร้างปัจจัยแวดล้อมที่เกื้อหนุนให้เกิดการพัฒนาคุณภาพทุนมนุษย์และทุนทางสังคมที่เข้มแข็งในทุกมิติที่สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกรวดเร็ว พร้อมทั้งทบทวนและปรับปรุงนโยบายกฎระเบียบ กฎหมาย รวมถึงวัฒนธรรมบางอย่างที่จะขัดขวางการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบวินัย อาทิ ระบบอุปถัมภ์ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทุนมนุษย์และทุนทางสังคม

 

รายงานฉบับเต็ม

 

Read Full Post »