Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for the ‘วัฒนธรรม’ Category

(1)

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 … สงครามโลกที่คร่าชีวิตผู้คนไปมหาศาล … สงครามโลกที่ผู้คนมากมายต้องทุกข์เดือดร้อนทั้งกายและใจ … สงครามโลกที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

“สงครามเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แต่ช่วงเวลาหลังสงครามนั้นยืดยาวไม่มีที่สิ้นสุด” นักกู้ระเบิดคนหนึ่งเคยกล่าวไว้

วิคเตอร์ เด ลาฟวาลเลย์ (Victor de Lavalaye, บุคคลในรูปด้านบน) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมแห่งเบลเยียม และผู้อำนวยการ BBC ภาษาฝรั่งเศสในเบลเยียม เกิดความคิดอยากจะให้ประชาชนช่วยกันสัญลักษณ์ V อันมาจาก Victoire และ Vrijheid ในการชุมนุมต่อต้านสงครามโลก (Victoire เป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่า Victory, ชัยชนะ และ Vrijheid เป็นภาษาดัตช์แปลว่า Freedom, อิสรภาพ)

เพียงไม่กี่สัปดาห์ สัญลักษณ์ตัว V ปรากฏอยู่ตามกำแพงทั่วทั้งเบลเยียม,​ เนเธอร์แลนด์ และฝรั่งเศสตอนบน

จนกระทั่ง BBC เกิดไอเดียออก V-Campaign เพื่อรณรงค์ให้ทุกฝ่ายยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อสันติภาพของโลก

V เป็นทั้งสัญลักษณ์มือสำหรับบุคคลทั่วไป … เป็นทั้งรหัสมอร์ส ( . . . -) สำหรับผู้พิการ

แม้กระทั่งบนแสตมป์จดหมายของรัฐบาลอังกฤษ ก็เห็นคล้องกับสันติภาพ

แล้วสัญลักษณ์แห่งสันติภาพนี้ก็แพร่กระจายไปทั่วยุโรปในที่สุด

ตัวอักษร V ตัวเล็กๆ … เมื่อรวมกับพลังความคิดเห็นที่ตรงกันของประชาชนมหาศาลแล้ว กลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ยิ่งนัก

(2)

ในช่วงศตวรรษที่ 13 ถึง 14 (1337 – 1453) ของยุโรป เกิดสงครามระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส กินระยะเวลายาวนานนับร้อยปี ผู้คนต่างเรียกสงครามครั้งนั้นว่า “Hundred Years’ War” (ภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า Guerre de Cent Ans)

ในช่วงท้ายของสงคราม การรบที่อกินคอร์ต (Battle at Agincourt, 1445) พลธนูของอังกฤษมากมายถูกฝรั่งเศสจับตัวเป็นเชลยศึก

ทหารฝรั่งเศสต้องการจะทำให้พลธนูอังกฤษที่จับตัวมาได้นั้นไม่สามารถง้างธนูยิงไปได้ตลอดชีวิต

และแล้ว นิ้วชี้และนิ้วกลาง นิ้วสำคัญที่ใช้ง้างธนูก็ถูกตัดทิ้ง

แต่ในท้ายที่สุด ผู้ชนะในการรบนี้คืออังกฤษ

ตำนานความหยาบคายของสัญลักษณ์มือนี้จึงเกิดขึ้น

ทหารอังกฤษผู้กุมชัยชนะชู 2 นิ้วนี้ขึ้นเย้ยหยันทหารฝรั่งเศสผู้พ่ายแพ้

สัญลักษณ์มืออันหยาบคายและต้องห้ามจึงนี้ถูกถ่ายทอดเล่าสืบต่อกันเรื่อยมา

เดสมอนต์ มอริส (Desmond Morris) นักสัตววิทยา ศิลปินสีและนักเขียนชาวอังกฤษได้อธิบายเรื่องสัญลักษณ์มือต้องห้ามนี้ในหนังสือ “Their Origins and Distribution” ว่า

“because of the strong taboo associated with the gesture (its public use has often been heavily penalized). As a result, there is a tendency to shy away from discussing it in detail. It is “known to be dirty” and is passed on from generation to generation by people who simply accept it as a recognized obscenity without bothering to analyse it… Several of the rival claims are equally appealing. The truth is that we will probably never know…”

แปลสั้นๆ ง่ายๆ ว่า “ที่มาไม่รู้ รู้แต่ทุกคนรู้ว่ามันคือการสบประมาทอย่างรุนแรง!”

เพียงจากหน้ามือ…กลายเป็นหลังมือ

เด็กยิ้ม

———————————————————————————

อ้างอิง

http://en.wikipedia.org/wiki/V_sign

Advertisements

Read Full Post »

อยากจะขอเล่าการทดลองที่ได้ยินมานานแล้วให้ทุกคนได้อ่านกัน เชื่อว่าหลายๆท่านคงจะเคยได้ยินมาแล้ว

การทดลองนี้ ว่ากันว่า เกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา เป็นการศึกษาพฤติกรรมลิงกลุ่มหนึ่ง รายละเอียดดังต่อไปนี้

มีลิงอยู่ 5 ตัว มันถูกจับให้ไปใช้ชีวิตอยู่ในกรงใหญ่ๆกรงหนึ่ง ภายในกรงนั้นมีบันไดสูงชันตั้งอยู่กลางกรง โดยที่ลิงแต่ละตัวก็ไม่รู้ว่าจะตั้งไว้ทำไม เราปล่อยให้ลิงได้ชีวิตอยู่ร่วมกันสักพักหนึ่งจนเริ่มคุ้นเคยกันและกัน

แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ได้มีใครเอากล้วยสุกๆหวีหนึ่งมาแขวนไว้เหนือบันไดกลางกรง ลิงทั้ง 5 เห็นดังนั้น จึงรีบปีนป่ายเพื่อเข้าไปแย่งชิงความเป็นเจ้าของกล้วยหวีนั้น

หารู้ไม่ กล้วยหวีนั้นมันมีกับดักซ่อนอยู่!!!

เมื่อลิงตัวหนึ่งขึ้นไปถึงชั้นบนสุดของบันไดได้สำเร็จ และพยายามจะดึงกล้วยออกจากเชือกที่ผูกอยู่นั้น ทันใดนั้นเอง ปรากฏว่าได้มีน้ำเย็นเฉียบจับใจถูกฉีดออกมาทั่วกรง ที่แท้เชือกนั้นถูกผูกติดอยู่กับสวิทซ์เปิดน้ำนั่นเอง

ลิงทั้ง 5 เมื่อได้โดนน้ำเย็นเฉียบฉีดใส่ก็พากันวิ่งเต้นเป็นจ้าละหวั่น หนาวสั่นไปทั้งร่างกาย จนกระทั่งน้ำเย็นหยุดลง…

ยัง!!! ยังไม่เข็ด มีลิงอีกตัวหนึ่งอยากลองดี ปีนขึ้นไปดึงกล้วยออกจากเชือกอีกครั้ง เหตุการณ์ซ้ำๆเกิดขึ้นอีกที ความหนาวเย็นปกคลุมทั่วกรงขัง

ในที่สุด ลิงทั้ง 5 ก็ไม่กล้าแม้แต่จะปีนขึ้นไปบนบันไดซักตัว คงจะเข็ดหลาบกันไปไม่น้อย

การทดลองยังดำเนินต่อไป…เขาจับลิงในกรงออกมา 1 ตัว หลังจากนั้นนำลิงตัว ใหม่ 1 ตัวเข้าไปแทนที่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็คือ ลิงตัวใหม่พอเห็นกล้วยที่แขวนอยู่ มันก็รีบพุ่งเข้าไปที่บันไดทันที แต่…เดี๋ยวก่อน น้ำเย็นไม่ได้ถูกฉีดออกมาแล้วครับ  นั่นเป็นเพราะลิงรุ่นพี่ทั้ง 4 เข้าไปรุมสกัมเจ้าลิงน้องใหม่อย่างสุดชีวิต

4 รุม 1 แบบนี้ เห็นทีลิงน้องใหม่ก็คงต้องยอมลิงรุ่นพี่ล่ะนะ ลิงน้องใหม่ก็เลยไม่คิดที่จะเข้าใกล้บันไดอีกด้วยความกลัวผสมความฉงนงงๆ

ยังครับ การทดลองยังไม่จบครับ เขาปล่อยให้ลิงอยู่อาศัยกันแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งเราจับเอาลิงรุ่นพี่อีก 1 ตัวออกมาจากกรง แล้วเอาลิง Gen 3 ใส่เข้าไปในกรงแทน เหตุการณ์เดิมๆเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง ลิงรุ่นพี่ทั้ง 3 เข้าไปรุมสกัมน้องใหม่ทันทีที่มันคิดจะปีนขึ้นบันได … อ่ะ ไม่สิ!!! นั่นมัน ลิงรุ่นน้อง Gen 2 เข้าไปร่วมวงกับลิงรุ่นพี่ด้วย!!! รับน้องใหม่กันสนุกเลยสิครับ

เขาทำการทดลองแบบนี้ไปเรื่อยๆ จับลิงเก่าออกมา เอาลิงตัวใหม่ใส่เข้าไป จนกลายเป็นลิงทุกตัวที่ไม่เคยสัมผัสประสบการณ์หนาวเย็นมาก่อนเลย

แต่…ไม่มีลิงตัวไหนเลยที่คิดจะปีนบันไดขึ่้นไปพิชิตกล้วยหวีนั้นเลยครับ!!!

เราหลงลืมอะไรบางอย่างไปหรือเปล่า?

เคยคิดทบทวนบ้างไหมว่า พฤติกรรมที่เราแสดงออก การกระทำที่ทำอยู่ทุกวัน กระบวนการการทำงานต่างๆของเรานั้น มันควรจะเป็นแบบนั้นแล้วจริงหรือ?

นี่เป็นกับดักทางจิตวิทยาครับ เรายึดถือกันตลอดมาว่า อะไรที่มีอยู่มาช้านานเป็นสิ่งที่ควรรักษาไว้และประพฤติปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน ตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด

แต่เด็กก็อาบน้ำร้อนมาตั้งแต่เด็กๆแล้วเหมือนกันแหละน่า อีกอย่าง ตามหลังผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่โดนหมากัดก็มีถมเถไป!!! … ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆทำให้เกิดนวัตกรรมขึ้นบนโลกใบนี้มาแล้วมากมายครับ

แต่อย่างไรก็ตาม …​ความคิดเก๋าๆเก่าๆก็เป็นตัวคอยพยุงหนุนหลังให้ก้าวไปด้วยความมั่นคงเช่นกัน

เราจึงควรต้องหาจุดที่ลงตัวระหว่าง “ความคิดใหม่ๆไฟแรงสูง”กับ”ความคิดเก่าๆเก๋าประสบการณ์” นำมาประยุกต์ผสมผสานเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดครับ

ลองทบทวนชีวิตของตัวเองดูครับ ว่าเรารู้แล้วหรือยังว่า ถ้าเกิดปีนขึ่้นไปดึงกล้วยแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น?

เพราะบางที เชือกที่ใช้แขวนกล้วย อาจไม่ได้ผูกติดกับสวิทซ์เปิดน้ำเย็นแล้วก็เป็นได้

@smileyKiD

Read Full Post »

Love Death

henry

Love Death

Performance Art

Read Full Post »

henry

Unleash Demoniac

Art Performance

Read Full Post »

Rip da Twat

henry

Rip da Twat

Art Performance

June 05, 2009

Transcendent Kaos

Read Full Post »

Emancipation

henry

Emancipation

Art Performance

Aug 17, 2009.

@ Rain Dog, 1st Sathorn Lane, Yannawa.

Read Full Post »

ความจริงวันนี้

1) จากการวิจัย คนไทยดูโทรทัศน์เป็นกิจกรรมยามว่างมากถึง 55.4 เปอร์เซ็นต์ [1]

2) จากการศึกษาเช่นเดียวกัน ช่วงเวลาสองทุ่มถึงสี่ทุ่ม เด็กไทยอายุ 2-6 ปี 23.1 เปอร์เซ็นต์ดูทีวีอยู่, เด็กอายุ 7-12 ปี 29.5 เปอร์เซ็นต์ก็ดูทีวีเวลานี้เช่นกัน และสุดท้าย เด็กอายุ 13-19 ปี เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ก็ยังดูทีวีอยู่เช่นกัน [1]

3) ฟรีทีวีช่องสาม ห้า เจ็ด เก้า สิบเอ็ด และทีบีพีเอส ช่วงสองทุ่มถึงสี่ทุ่มส่วนใหญ่เป็นละครน้ำเน่า

4) ละครน้ำเน่าส่วนใหญ่มีเนื้อหารุนแรง ตบตบจูบจูบ วีนวีนกรี๊ดกรี๊ด นางเอกโง่ พระเอกโง่กว่า นางร้ายเกือบฉลาด แม่นางร้ายก็เหมือนจะฉลาด พระเอกรวยอย่างไม่มีเหตุผล นางเอกจนอย่างไม่มีที่มาที่ไป อีทีซี

5) ความคลุมเครืออย่างนึงก็คือยังเป็นที่ถกเถียงว่า ละครที่ไม่ฉลาดนัก จะทำให้คนดูไม่ฉลาดตามไปด้วยรึเปล่า? บางส่วนก็พูดว่า ดูแค่ขำ ๆ เพื่อความตลกจะเอาอะไรกันนักกันหนา แต่จากงานวิจัยทั่วทุกมุมโลก [2] ก็บอกอย่างชัดเจนว่า เนื้อหาละครรุนแรง ๆ ที่เราดูผ่านตา ผ่านสมองซีกซ้าย ผ่านสมองซีกขวา ทะลุออกหูซ้าย หูขวาเพียงแค่บางส่วน เพราะจะมีบางส่วนค้างอยู่ในจิตใต้สำนึกลึก ๆ ไม่ใช่จะกดปุ่มลากลงรีไซเคิลบิน ลบทิ้งไม่เหลือร่องรอยกันออกได้ง่าย ๆ

6) ถึงข้อถกเถียงในข้อห้า) อาจจะไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ที่คนเขียนคิดว่าชัดชัวร์ ก็คือ ถ้าเราได้เสพสิ่ง “ดี ๆ” จะทำให้อย่างน้อยเราได้อะไร “ดี ๆ” ติดกลับไปบ้างแน่นอน โดยที่ไอ้สิ่งดี ๆ ที่หมายถึง ไม่จำเป็นจะต้องเป็นศิลปะชั้นสูง หรือเพลงคลาสิกประเภทนั่งฟังไป จิบไวน์ไป เพราะสิ่ง “ดี ๆ” ก็คือของ “ดี” ที่ใครจะชอบแนวไหน หรือประเภทอะไรก็แล้วแต่รสนิยมส่วนตัวของผู้บริโภคที่แยกไม่ได้ด้วยคำว่าถูกหรือผิด เพราะละคร “ดี” ก็คือละครที่ดี ไม่ใช่ละครเกาหลี ไม่ใช่ละครซีรีย์อเมริกัน เพลง “ดี” ก็คือเพลงที่ดี ไม่ใช่เพลงค่ายเลิฟอีส สมอลล์รูม ไม่ใช่เพลงคลาสิก ไม่ใช่ดนตรีแจ๊ซ   ละครเกาหลีเบาสมองบางเรื่องก็ดูสนุกดี มีตรรกะ และได้ข้อคิดง่าย ๆ ตามสภาพชีวิตสังคม “จริง ๆ” หรือกระทั่งหนังแบทแมนบีกินภาคล่าสุด ก็จัดได้ว่าเป็นหนัง “ดี ๆ” ที่บันเทิงมาก แถมมีประเด็นเยอะแยะให้กลับไปคิดเป็นการบ้านระดับมัธยมจนถึงมหาวิทยาลัยได้หลายวิชา

7) แต่สื่อ หรือสิ่ง “ดี ๆ” ไม่ใช่ของที่หาชม ฟัง หรือ เสพได้ง่ายนักในสังคมไทย เพราะจากประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว เพลงดีก็หาฟังยาก หนังดีก็หาดูยาก บิททอร์เร็นที่ซีดไฟล์ดีก็ยังหายากเลย! ของที่หาง่าย ๆ ตามหน้าหนังสือพิมพ์ขายดีที่สุดอันดับหนึ่ง สอง และสามของประเทศก็มักจะไม่ค่อยมีอะไรดี ๆ ของที่หาง่าย ๆ ตามทีวีช่วงไพร์มไทม์ก็มักไม่ใช่ของดี ๆ รวมถึงเพลงในหลาย ๆ คลื่นความถี่ก็ไม่ใช่ของดี ๆ อีกเหมือนกัน

8 ) แต่ไม่ว่า จะเป็นสื่อประเภทไหนล้วนแล้วแต่เป็นธุรกิจ ซึ่งธุรกิจอยู่ได้ด้วยกำไร ซึ่งกำไรมาจากผู้บริโภค อิมพลายได้ว่า ธุรกิจสื่อ สร้างสรรโปรดักขึ้นมาโดยขึ้นกับตลาดในประเทศไทย ซึ่งหมายถึงคนไทยส่วนใหญ่ พูดง่าย ๆ ก็คือเพราะคนส่วนใหญ่ชอบแบบนี้ ของแบบนี้เลยยังมีอยู่

9) แต่ตรรกะในข้อแปด) ก็อาจจะไม่จริงเสมอไป เพราะผมก็ยังเชื่อว่า จริง ๆ แล้วผู้บริโภคลึก ๆ ก็ไม่ได้ต้องการรสนิยมแบบนี้หรอก แต่เป็นธุรกิจสื่อเองต่างหากที่ยัดเยียดสิ่งเหล่านี้ให้ โดยไม่คิดพัฒนาอะไร ๆ มันดีขึ้น อาจจะเพราะรับความเสี่ยงเชิงผลกำไรที่จะทำละครรูปแบบใหม่ ๆ ไม่ได้ หรือเคยทำแล้วแต่เจ๊งไม่เป็นท่า หรือไม่จำเป็นต้องทำอะไรให้มันใหม่นี่หน่า เพราะของเดิมก็ขายได้ดีอยู่แล้ว คู่แข่งรายใหม่ ๆ ที่เข้ามาแข่งขันในตลาดก็ไม่มี หรือจะเป็นเพราะฝีมือไม่ถึง หรือฝีมือถึงแต่ไม่กล้า หรือเป็นเพราะตลาดในเมืองไทยเล็กมาก ทำให้การลงทุนทำสิ่งยาก ๆ ใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ยากเพราะไม่คุ้มทุน ดังนั้นทั้งเพลง ละคร ภาพยนตร์ และหนังสือพิมพ์เลยถูกจำกัดให้อยู่เลยในรูปแบบที่ทำง่าย ๆ ขายง่าย ๆ แล้วก็เอากำไรมาทำของง่าย ๆ ขายง่าย ๆ ไปเรื่อย ๆ ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดกรณีนี้ ก็เช่นกรณีของค่ายเพลงเบเกอรี่เป็นต้น ที่เป็นค่ายเพลงที่น่าสนับสนุนมาก ๆ และดูจะแข็งแกร่ง ยืดหยัดมานาน เป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์มาก ๆ แต่จนแล้วจนรอดค่ายนี้ต้องล้มไป และค่ายใหม่ก็ดูจะเป็นคอมเมอร์เชี่ยวมากขึ้น ผมไม่ทราบเหตุผลลึก ๆ หรอกนะ แต่ถ้าให้เดาคือ เหตุผลหลัก ๆ ข้อนึง ต้องมีเรื่องของเงินแน่นอน

10) โดยสรุป คำถามง่าย ๆ คือ ใช่หรือไม่ ที่มันไม่สำคัญหรอกว่า หนังสือพิมพ์ ละคร ภาพยนตร์ และเพลง ในปัจจุบันมันจะเป็นอย่างไร แต่รากของปัญหาจริง ๆ คือเรื่องของการศึกษาของชาติ คือเป็นปัญหาที่ตัวระบบแท้ ๆ ไม่ใช่เป็นปัญหาที่คนเป็นเหตุ

11) และอีกคำถามง่าย ๆ ก็คือ ใช่หรือไม่ ที่ปัญหาการศึกษาของชาติต้องแก้ โดยเริ่มจากการเมืองที่ดี

12) และคำถามสุดท้ายที่ไม่ใช่คำถามง่าย ๆ ก็คือ … เราจะแก้กันอย่างไร ?

13) ถ้าคิดไม่ออก มีอารมณ์เครียด ก็หนีเปิดทีวีช่วงสองทุ่มถึงสี่ทุ่มแบบสุ่ม ๆ ยังไงเดี๋ยวก็เจอละครน้ำเน่า ดูแก้เครียดกันจะดีกว่า

14) วนกลับไปข้อหนึ่ง)

อ้างอิง :

[1] การสำรวจ “ศึกษาอิทธิพลของการชมรายการโทรทัศน์กับพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ในกลุ่มคนดู ศึกษาเด็ก เยาวชน และประชาชน”อายุ 2 – 6 ขวบ 7- 12 ปี 13 – 19 ปี และอายุ 20 ปีขึ้นไปใน กทม.และจังหวัดหัวเมืองใหญ่ของประเทศ จำนวน 2,159 ตัวอย่าง วันที่ 24-28 เม.ย.2551, http://wechange.seubsan.net/Joomla/index.php/we-article/turnoff-tv/177-research-want-go-to-leading-actor-for-ravish

[2] รายการโทรทัศน์เป็นภัยต่อเด็กจริงหรือไม่?,  http://news.sanook.com/scoop/scoop_156415.php

ข้อมูลเพิ่มเติม:

– The Impact of Fictional Television Stories on U.S. Adult Fatalities: New Evidence on the Effect of the Mass Media on Violence, by David P. Phillips, University of California, San Diego , http://www.jstor.org/pss/2779364

The Sociology of Soap Operas, Briana Beckham, http://www.students.sbc.edu/beckham04/The%20Sociology%20of%20Soap%20Operas-Final.doc

บทบาทของ “สื่อ” ดุลยภาพระหว่างสิ่งที่สังคม “อยากรู้” กับสิ่งที่สังคม “ควรรู้”, http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9470000053768

– เราควรรื้อถอนโครงสร้างของละคร ‘น้ำเน่า’ หรือไม่? , http://www.winbookclub.com/basket_detail.php?id=248

Read Full Post »

Older Posts »