Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for the ‘ปรัชญา’ Category

ใบไม้…

…นำเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึมซับน้ำจากใต้ดิน รับพลังงานแสงแดด เกิดกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง (photosynthesis)

เกิดเป็นน้ำตาลเฮกโตส ออกซิเจน และน้ำ เป็นอาหารให้ตัวเองได้รับบริโภคเพื่อดำรงชีวิตต่อไป

…และให้เพื่อนร่วมโลกอย่างพวกเราได้ใช้บริโภคกัน

6CO2 + 12H2O + พลังงานแสง → C6H12O6 + 6O2 + 6H2O

แล้วตัวเรา รับเอาอะไรจากสิ่งรอบกายเข้ามาบ้างกัน..?

ทฤษฎี, ปฏิบัติ, ตรรกะ,​ ความจริง,​ คำถาม, ความคิดเห็น, จินตนาการ, คำแนะนำ,​ คำชื่นชม, คำปรามาส, อคติ, ความคิดเชิงบวก, ความคิดเชิงลบ, อารมณ์, ความสุข, ความทุกข์,​ ฯลฯ

แล้วเมื่อผ่านกระบวนการสังเคราะห์ด้วยสมอง

สิ่งรอบกายก็แปรสภาพเกิดเป็นความคิดใหม่ขึ้นมา

แล้วความคิดใหม่ๆ … ที่เกิดขึ้นจากเรา จากการสังเคราะห์ด้วยสมอง

นำไปใช้ทำอะไรได้รึไม่..?

นำไปสร้างประโยชน์ใดแก่คนอื่นได้หรือไม่..?

ทำได้อย่างที่ใบไม้ทำหรือไม่..?

@smileyKiD

Read Full Post »

ทุนสังคม กับ การพัฒนาทุนมนุษย์

recommendare

 

บันทึก

จากการสัมมนาหัวข้อ  “ทุนสังคม กับ การพัฒนาทุนมนุษย์”

 

การสัมมนาวิชาการประจำปี 2551

วันที่  29  –  30  พฤศจิกายน 2551

โรงแรมแอมบาสเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน จังหวัดชลบุรี

 

บรรยาย  โดย

คุณสุวรรณี คำมั่น และคณะ
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

 

จัดโดย

มูลนิธิชัยพัฒนา 

สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

 

บทสรุปมีดังนี้

 

แนวคิด และความสําคัญของทุนทางสังคมเป็นที่ยอมรับขององค์กรพัฒนาระหว่างประเทศต่างๆ ว่ามีความสําคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืนอันนําไปสู่ความผาสุกของคนในชาติ  โดยเฉพาะ OECD นั้นพิจารณาว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนจะเกิดจากทุนมนุษย์และทุนทางสังคมถึง 4  ในสิบส่วน ขณะที่ 2 ส่วนเกิดจากทุนกายภาพและทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ และในบริบทไทย ทุนทางสังคมถือเป็นทุนสําคัญที่เสริมสร้างวิถีชีวิตที่ดีงามของคนในสังคมและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและการปกครองของประเทศมาช้านาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริการและกระบวนการผลิตในภาคเศรษฐกิจ การช่วยบรรเทาความรุนแรงและแก้ปัญหาในยามที่เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจและสังคม   

 

สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ศึกษาแนวความคิดและองค์ประกอบของทุนทางสังคม ตลอดจนกําหนดกรอบตัวชี้วัดเพื่อแสดงให้เห็นความมีอยู่ของทุนทางสังคมของไทย โดยกําหนดว่า “ทุนทางสังคม เกิดจากการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทํา บนฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ  สายใยผูกพัน และวัฒนธรรมที่ดีงามของสังคมไทยผ่านระบบความสัมพันธ์ที่มีการสะสมในลักษณะเครือข่ายขององค์ประกอบหลัก ได้แก่ คน สถาบัน วัฒนธรรม และองค์ความรู้ ซึ่งจะเกิดเป็นพลังในชุมชนและสังคม”

 

สําหรับการประเมินสถานภาพทุนทางสังคมนั้น จะพิจารณาทั้งระดับ Micro และ Macro โดยระดับ Micro เป็นการประเมินผลทุนทางสังคมที่เป็นทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทหลักในการพัฒนาองค์กร/ประเทศให้เจริญก้าวหน้า โดยทุนมนุษย์ที่เป็นทุนทางสังคมนั้นจะต้องเป็นคนที่มีความไว้เนื้อเชื่อใจ มีน้ําใจและเอื้ออาทร และมีความเชื่อในระบบคุณค่าและหลักศีลธรรมที่ดี เช่น คุณธรรม วินัย ความซื่อสัตย์และจิตสํานึกสาธารณะ ฯลฯ ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปแบบของการรวมกลุ่มและเครือข่าย การมีความไว้วางใจและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีการดําเนินกิจกรรมและให้ความร่วมมือในการทํากิจกรรมต่างๆ ของชุมชนร่วมกัน สามารถเข้าถึงข่าวสารและการสื่อสารซึ่งเป็นเครื่องมือในการช่วยคนในชุมชนให้สามารถแก้ไขปัญหาของตนเองได้ ตลอดจนมีอํานาจในการตัดสินใจและมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมือง

 

สําหรับระดับ Macro เป็นการประเมินผลของทุนทางสังคมที่เป็นปัจจัยแวดล้อมทุนมนุษย์ ประกอบด้วย สถาบันทางสังคมต่างๆ  วัฒนธรรม และองค์ความรู้/  ภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งมีอิทธิพลต่อการพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ทั้งด้านความรู้ ทักษะ ค่านิยม ตลอดจนคุณธรรมและจริยธรรมต่างๆ 

 

ผลการประเมินสถานภาพทุนทางสังคมในระดับ Micro พบว่า ประเทศไทยมีทุนทางสังคมโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยจุดเด่นคือประชาชนมีแนวโน้มรวมกลุ่มและเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกันมากขึ้น คนส่วนใหญ่เป็นคนมีน้ําใจ ไมตรี มีความเอื้ออาทรต่อผู้อื่น มีความสามัคคี มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและเข้าร่วมทํากิจกรรมเพื่อสาธารณะต่างๆ มีความไว้วางใจต่อกัน และเป็นผู้มีจิตสาธารณะ  ขณะที่จุดด้อยคือคนส่วนหนึ่งไม่ค่อยยึดถือกฎ ระเบียบและกติกาของสังคม มีค่านิยมฟุ่มเฟือย นิยมวัตถุ รักสนุกรักสบาย รักพวกพ้อง ให้ความสําคัญกับระบบอุปถัมภ์ ฯลฯ ขณะเดียวกันความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคมมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่วนระดับ Macro พบว่า ระบบสถาบันทางสังคมต่างๆ มีแนวโน้มอ่อนแอและมีบทบาทในการพัฒนาทุนมนุษย์ลดลงทั้งสถาบันครอบครัว สถาบันศาสนา สถาบันการศึกษา สถาบันธุรกิจเอกชนสถาบันสื่อ ฯลฯ ขณะที่ประเทศไทยมีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่ดีงามมากมายแต่ยังไม่ได้ให้ความสําคัญในการที่จะพัฒนาและนําไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศเท่าที่ควร ทําให้วัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่ดีงามหลายอย่างกําลังเลือนหายไปจากสังคม  ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทุนมนุษย์และต่อการพัฒนาประเทศ

 

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยและแนวโน้มที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและจะส่งผลกระทบต่อทุนทางสังคมและทุนมนุษย์ของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาทิ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี/การสื่อสาร การเคลื่อนย้ายคนอย่างเสรี การก้าวสู่สังคมหลังฐานความรู้ การขยายตัวของเมือง ฯลฯ ดังนั้น จึงมีประเด็นที่ถือเป็นความท้าทายต่อการพัฒนาทุนมนุษย์และทุนทางสังคมในอนาคต ดังนี้ 

 

1.  การพัฒนาทุนมนุษย์และทุนทางสังคมเพื่อเพิ่มผลิตภาพทางสังคม (Social Productivity) โดย


 1.1 สร้างความสัมพันธ์ระหว่างทุนทางสังคม ทุนมนุษย์ และทุนภูมิปัญญา โดยกําหนดค่านิยมพื้นฐานร่วม (Core Value) สําหรับสังคมไทยและคนไทยทุกคนในการสร้างเสริมและใช้ประโยชน์ทุนทางสังคมระหว่างกลุ่มต่างๆ เพื่อนําไปสู่การเพิ่มผลิตภาพทางสังคม อันเป็นพลังสําคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ 


 1.2 เร่งพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศไทยไปสู่โลกยุคศตวรรษที่ 21 โดยนอกจากทุนมนุษย์ต้องรู้ว่าในโลกนี้มีอะไร (Knowing) รู้แล้วนํามาคิดต่อยอดได้หรือไม่ (Thinking) นําความคิดนี้ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้หรือไม่ (Serving) และนําความรู้ที่มีและได้มานั้นมาเป็นประสบการณ์ได้หรือไม่ (Experiencing)แล้วนั้น ต้องมีจิตสาธารณะใน 5 ประการ คือ จิตแห่งวิทยาการ จิตแห่งการสังเคราะห์  จิตแห่งการสร้างสรรค์ จิตแห่งความเคารพ จิตแห่งคุณธรรม ซึ่งล้วนเป็นมิติที่เป็นต้นทางของการสร้างทุนทางสังคมที่นํามาเติมเต็มในกระบวนการพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีภูมิคุ้มกันพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และที่สําคัญเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกฝ่ายและทุกระดับของกระบวนการพัฒนาประเทศ

 

 1.3 เสริมสร้างบทบาทครอบครัว ชุมชน ศาสนสถานให้เข้มแข็ง มีสัมพันธภาพที่ดี  ตลอดจนการส่งเสริมบทบาทสื่อในการนําเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง ควบคู่กับการสร้างกระแสให้เกิดการรับรู้และความตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะมีผลกระทบต่อวิชีวิตครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศ   

 

1.4 ขยายฐานและพัฒนาต่อยอดการมีส่วนร่วมของชุมชนและการเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ให้ชุมชนสามารถกําหนดตําแหน่งการพัฒนาชุมชน (Market positioning) ที่บ่งบอกจุดหมายปลายทางการพัฒนาตัวเองบนฐานของทุนที่มีอยู่ในชุมชน  

 

2. การสร้างพลังให้เกิดทุนทางสังคมที่เข้มแข็งเพื่อการพัฒนาทุนมนุษย์ที่ตอบสนองความต้องการกําลังคนในอนาคต โดย เสริมสร้างปัจจัยแวดล้อมที่เกื้อหนุนให้เกิดการพัฒนาคุณภาพทุนมนุษย์และทุนทางสังคมที่เข้มแข็งในทุกมิติที่สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวกรวดเร็ว พร้อมทั้งทบทวนและปรับปรุงนโยบายกฎระเบียบ กฎหมาย รวมถึงวัฒนธรรมบางอย่างที่จะขัดขวางการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบวินัย อาทิ ระบบอุปถัมภ์ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทุนมนุษย์และทุนทางสังคม

 

รายงานฉบับเต็ม

 

Read Full Post »

ศิรนันท์ พราหมณี

 

“เย้!” เสียงกรีดร้องด้วยความดีใจของเราและเพื่อนๆ ที่ลงมาจากตึกด้วยกัน ใครๆจะมองว่าเย็นวันนี้เป็นแค่เย็นธรรมดาๆ วันหนึ่ง แต่สำหรับพวกเราที่เดินลงบันใดตึกมาด้วยกัน มันคือวันที่หลุดพ้นซะที คลินิกวันสุดท้ายของชีวิตปีหกนิสิตทันตแพทย์

 

สองเดือนถัดมาเราทุกคนมายืนอยู่ด้วยกันกับเพื่อนๆ ร่วมวิชาชีพต่างสถาบัน ณ ที่นี้ ที่คัดสรรทันตแพทย์ใช้ทุน วันนี้เป็นบรรยากาศที่บอกไม่ถูกว่าตื้นเต้น ดีใจ หรือหดหู่กันแน่ ในเมื่อทุกคนต้องแยกย้ายกันไปทั่วทิศ บ้างสมหวัง บ้างพลาดจากที่หวัง แต่เอาน่า อย่างน้อยก็เป็นวันที่หลุดพ้นจากชีวิตเก่าๆ ซะที หกปีในรั้วมหาวิทยาลัย คราวนี้หล่ะจะเป็นหมอฟันเต็มตัว แล้วเราก็ได้ไปในที่ที่อยากไป แต่ที่น่าใจหายคือ ไม่มีเพื่อนๆ ได้มาอยู่ด้วยกันซักคน แต่ไม่เป็นไรอย่างน้อยก็ได้กลับบ้าน นั่นคือสิ่งที่หวังมานานไม่ใช่เหรอ

 

จนถึงวันที่ได้มาทำงานที่โรงพยาบาลชุมชนในอำเภอเล็กๆ ห่างไกลตัวเมืองที่สุด เริ่มงานคุณหมอด้วยการอุด ขูด ถอนเหมือนกรรมกรเข้าทุกวัน งานที่ว่าเนี้ยะคืออุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน ใครๆ ก็เรียกเราว่าคุณหมอ แหมค่อยรู้สึกมีค่าขึ้นมาหน่อย โรงพยาบาลที่มาอยู่เป็นโรงพยาบาลขนาดกลางไม่เล็กไม่ใหญ่มาก แต่คนไข้ห้องฟันค่อนข้างเยอะ ด้วยความที่คนไข้จากอำเภอใกล้เคียงเดินทางมารับการรักษาได้สะดวก แต่ละวันเลยทำงานแบบอยากให้เสร็จๆ ไป

 

“เหนื่อยโว้ย!” ได้แต่คิดอยู่ในใจ แต่บางวันก็มีงานยากให้ท้าทายตื่นเต้นอยู่บ้างพอหายง่วง ชีวิตเดินวนเวียนซ้ำๆ อย่างนี้ทุกวันอยู่สองเดือน จนวันหนึ่ง

 

“กรี๊ง!” เสียงโทรศัพท์ที่ฝ่ายดังขึ้นตอนใกล้เที่ยง เสียงพี่พยาบาลประจำตึกผู้ป่วยกรอกกลับมาว่า “หมอคะมีคนไข้มะเร็งเม็ดเลือดขาวอยู่ที่หอผู้ป่วย หมอช่วยดูให้หน่อยนะคะ เผื่อจะทำอะไรให้แกได้บ้าง”

 

ความคิดแวบเข้ามา “ตอนใกล้เที่ยงเนี้ยะนะ”

 

“ก็ได้คะ” มโนธรรมสั่งให้พูดออกไปอย่างนั้น “ส่งมาที่ห้องฟันเลยคะ”

 

เกือบๆ เที่ยงผู้ช่วยเริ่มกระวนกระวาย “หมอจะทำจริงเหรอ” เริ่มชั่งใจเอาเหอะไหนๆ ก็รอแล้ว ไม่ทันขาดสายความคิด เสียงพนักงานเปลมาเคาะประตูหน้าห้องฟัน

 

“เข้ามาเลยคะ” ภาพที่เห็นคือคุณยายแก่ๆ นั่งสลึมสลืออยู่บนรถเข็น ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่แยแสต่อโลก เราหันไปอ่านแฟ้มประวัติผู้ป่วย ผลตรวจเลือด ค่าเม็ดเลือดขาวอยู่ในเกณฑ์ปกติค่อนข้างสูง เม็ดเลือดแดงปกติ เกร็ดเลือดค่อนข้างต่ำ พนักงานเปลจัดแจงอุ้มยายขึ้นนอนบนเก้าอี้ทำฟัน

 

“อ้าปากสิคะยาย” สิ่งที่มาก่อนคือกลิ่นของเหม็นเน่ารุนแรงโชยมา เรารีบเบือนหน้าหนีโดยไม่ทันให้คนไข้กับญาติสังเกตเห็น ค่อยๆ สูดกลิ่นทีละนิดให้ชิน มือเอื้อมไปหยิบหน้ากากมาคาดเพิ่มสองชั้น ตรวจดูช่องปากมีเศษอาหารเน่าๆ ติดทุกซอกฟัน ฟันทุกซี่โยกอย่างน้อยหนึ่งมิลลิเมตร ในใจคิด

 

“โอ้ยจะบ้าตาย นี่ไม่เคยบ้วนปากเลยใช่ไหมเนี้ยะ แล้วญาติก็ไม่คิดจะทำความสะอาดช่องปากให้ยายเลยใช่ไหม เอ๊! แล้วไอ้ฟันที่โยกจะหลุดเนี้ยะทำไงดี ต้องถอนออกหมดเลยเหรอ แล้วถ้าถอนแล้วเลือดไหลไม่หยุดหล่ะ แต่ถ้าไม่เอาออกแล้วเกิดติดเชื้อขึ้นมาหล่ะ โอ้ยเอาไงดี” หันไปดูนาฬิกาเที่ยงกว่าแล้ว บ่ายนี้มีประชุมด้วย ผู้ช่วยเริ่มกระวนกระวายเป็นห่วงลูกที่บ้าน เราตัดสินใจหันไปบอกญาติ

 

“งั้นวันนี้หมอเอาฟันหน้าล่างออกสองซี่ละกันคะ เพราะโยกมากแล้วไม่น่าเก็บไว้ท่าทางเวลาเคี้ยวจะปวด ที่สำคัญหลังทานอาหารต้องบ้วนน้ำเยอะๆ ญาติต้องหมั่นเขี่ยเอาเศษอาหารที่ติดตามซอกฟันออกให้ด้วยนะคะ” พอทำเสร็จเราก็วิ่งออกไปทานข้าวด้วยความรีบ จนลืมสังเกตยายไปว่ายังคงไม่มีความรู้สึกดีใจกับการรักษาที่ได้รับ ทั้งหมดนั้นกินเวลาไม่ถึงยี่สิบนาที

 

ตอนบ่ายนั่งประชุมอยู่ สิ่งที่เข้ามารบกวนสมาธิตลอดคือภาพทวดของเราตอนยังไม่จากไปด้วยโรคเดียวกับยายเมื่อเช้า ทวดป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวตอนเรายังใช้คำว่านิสิตทันตแพทย์ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนไม่มีเวลาแม้จะได้กอดทวดก่อนสิ้นใจ นั่งอยู่น้ำตาเจ้ากรรมดันไหลออกมา ตกเย็นหลังเลิกประชุม เราก้าวเท้ายาวๆ ไปหอผู้ป่วยด้วยความเร่งรีบ ภาพที่เห็นเมื่อเดินพ้นโค้งประตูคือญาติกำลังพยายามเอาไม้จิ้มฟันเขี่ยเข้าไปในปากยายคนเดิม งกๆ เงิ่นๆ จนจิ้มไปโดนเหงือกที่อักเสบอยู่แล้วเลือดไหลเพิ่มขึ้นอีก เราเปลี่ยนใจเดินไปหาพี่พยาบาล

 

“พี่คะถ้าหมอจะให้ไปส่งผู้ป่วยคนนี้ที่ห้องฟันทุกครั้งหลังทานข้าวเสร็จได้ไม๊คะ” พยาบาลตอบรับด้วยใบหน้างงๆ จากนั้นงานประจำหลังมื้ออาหารของเราคือฉีดล้างทำความสะอาด เขี่ยเศษอาหารและดูแผลถอนฟันที่ทยอยถอนไปให้คุณยาย ที่สำคัญยายเริ่มมีเพื่อนคุยทุกวันวันละสามครั้งเป็นอย่างน้อย

 

หนึ่งสัปดาห์ก่อนมารับพระราชทานปริญญาบัตร ใบหน้าที่เคยหดหู่ของยายเริ่มแช่มชื่นขึ้นตามลำดับ เช้าวันก่อนกลับกรุงเทพฯ เรานั่งรอยายหลังมื้ออาหารเหมือนเคย โทรศัพท์ที่ฝ่ายดังขึ้น

 

“หมอคะคนไข้ที่หมอนัดมาล้างช่องปากวันนี้ คุณหมออนุญาตให้กลับบ้านได้แล้วคะ หมอยังนัดไหมคะ”

 

“งั้นไม่ต้องก็ได้คะ แต่ให้ญาติแวะมาที่ห้องฟันก่อนนะคะ หมอจะคุยด้วยหน่อย” เราตอบไปด้วยความดีใจกับคุณยาย

 

และแล้ววันสำคัญที่สุดวันหนึ่งของชีวิตก็มาถึง เรายืนอยู่หน้าพระพักต์ด้วยความตื่นเต้น ก้าวลงมาจากเวทีแล้วตัวยังลอยไม่หาย ออกมาจากหอประชุมฝนยังคงตกหนัก ทุกคนเดินขวักไขว่งุ่นง่านหาญาติที่มารอพบ พลันโทรศัพท์ของเราก็ดังขึ้น เป็นเบอร์ของผู้ช่วยที่ฝ่ายนี่นา เรารีบกรอกเสียงกลับไปด้วยน้ำเสียงลิงโลด

 

“โทรมายินดีละซิ” เสียงปลายสายตอบกลับมาว่า

 

“อ๋อ พี่จำไม่ได้หรอก หมอรับวันนี้เหรอคะ ยินดีด้วยคะ แต่ที่พี่จะบอกคือยายคนนั้นหมอจำได้ไหม” ภาพยายค่อยๆ ปรากฏขึ้นในหัว “เค้าเสียแล้วนะ” เรานิ่งไป คิดอะไรไม่ออก

 

“ก่อนเสียญาติแกบอกว่ายายฝากขอบคุณหมอด้วยที่อยู่เป็นเพื่อนยายตอนอยู่โรงพยาบาล” น้ำตาเอ่อออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ไม่โกรธพี่เค้าซักนิดที่ไม่ได้โทรมาอวยพร แต่รู้สึกอิ่มในใจ คำพูดยายเป็นของขวัญเพียงพอแล้ว

 

มาตอนนี้ผ่านไปหลายอาทิตย์ นึกย้อนกลับไปถึงคำพูดหนึ่งที่เคยได้ยินตอนเรียนอยู่

 

“เราทุกคนจะออกไปเป็นหมอ ไม่ใช่เพราะหมอเรียกตัวเองว่าหมอ แต่อยู่ที่คนไข้รู้สึกว่าเราเป็นหมอ ค่าของคนเราไม่ใช่อยู่ที่การประเมินของตน แต่อยู่ที่เราได้ให้คุณกับบุคคลอื่นและส่วนรวมต่างหาก”

 

ไม่ได้บอกว่าคำพูดนี้ทำให้เราปฏิบัติกับคุณยายอย่างเต็มที่ แต่อยากบอกว่าขอบคุณคุณยายที่ทำให้เรามีสติและกำลังใจที่จะดูแลคนไข้ด้วยความรู้สึกเหมือนดูแลญาติของเรา หากวันหนึ่งจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่ต้องเสียใจที่ยังไม่ได้ทำอะไรให้คนรอบข้างอย่างเต็มที่ แล้ว “ค่า” ก็จะบังเกิดในใจ “คุณ”

Read Full Post »

หมายเหตุ : บทความนี้เขียนขึ้นไม่ได้จงใจอวดอ้างตนของผู้เขียน เพียงแต่เห็นว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีที่เกิดขึ้นจากการกระทำ หนึ่งสิ่งในล้านๆ ครั้งของตัวเอง ซึ่งก็ต้องขออภัยในความยาวอีกอย่างหนึ่ง

————————————————————————————————————————

ช่วงวันหยุดปีใหม่ที่ยาวเป็นปกติของบ้านเรานั้น เป็นโอกาสดีที่ทำให้ผมได้หยุดคิด ถึงเรื่องราวชีวิตที่ผ่านมา

ท่านผู้อ่านครับ ผมมีความกล้าที่จะบอกท่านได้ว่า ช่วงเวลาปีใหม่ ปี2552นี้ เป็นปีหนึ่งที่กระผมภูมิใจในตัวเองเป็นอย่างสูง…. เปล่าหรอกครับ ผมไม่ได้ทำเรื่อง ยิ่งใหญ่อะไร และก็ไม่ได้ ทำอะไรที่เป็นสาระสำคัญกับคนส่วนใหญ่เสียด้วยซ้ำ และถึงแม้จะมีงานที่ต้องทำส่งอีกเยอะ ผมก็แทบไม่ได้เอาใจใส่ตรงนั้นเลย แล้วผมภูมิใจอะไร?

แต่สาเหตุที่ทำให้ผมภูมิใจนั้น ก็เพราะว่าปีใหม่ปีนี้ ผม สามารถได้ใช้ช่วงเวลาตลอดปีใหม่ไปกับคนรอบข้างทั้งในอดีต และปัจจุบัน คนผู้ที่ผมยังคงมีความรู้สึกลึกซึ้งผูกพันกับพวกเขาตลอดมา….และในช่วงท้ายของงานเทศกาลวันหยุด ผมก็ยังได้ใช้เวลาช่วงหนึ่งหมดไปกับการส่งสารไปยังพี่น้องผองเพื่อน ทั้งเก่า และใหม่ เพื่อแสดงคำสวัสดีต่อพวกเขา

ผมมี แนวคิดหนึ่งที่ยึดถือมาโดยตลอดนั้น คือ ผมเชื่อว่า ตัวผมล้วนกอปรขึ้นด้วยสิ่ง สื่อ และ ผู้คนที่ผมผ่านพบเข้ามาในชีวิต ซึ่งผมคิดว่าอย่างหลังนั้นสำคัญที่สุด ทั้งประสบการณ์ ความรู้ ความคิด และ วิธีปฏิบัติของเขา บ้างอาจจะดี และบ้างอาจจะมีที่ผิดพลาด(ในความคิดของผม)  แต่เมื่อทั้งหมด ผ่านเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ ตัวผมก็เกิดขึ้น โดยเอาส่วนประกอบทั้งหมดเข้ามาจัดเรียง ในแบบของผมเอง ดังนั้น ผมเชื่อว่า การพูด การคิด การกิน การเดิน พฤติกรรมต่างๆที่มันเกิดขึ้นในตัวผมนั้น ส่วนใหญ่คือการซึมซับ และ ผสมขึ้น โดยมีวัตถุดิบหลักเป็นประสบการณ์จากผู้คนและสิ่งแวดล้อม ที่ผมได้พานพบในชั่วชีวิตหนึ่ง และผมคิดว่า ปีใหม่นี้เป็นโอกาสดี ที่จะกลับไปค้นหา ใช้เวลาร่วมกับ ต้นตอของตัวผมเหล่านั้น

คุณครู

การจาริกกลับไปยังต้นตอของผม มันเริ่มตั้งแต่ วัน ศุกร์ที่ 26 ธันวาคม ช่วงสิ้นปีที่แล้ว สำหรับผม นี่เป็นประเพณีที่ทำต่อเนื่องมาร่วม 8-9 ปีแล้ว ทุกๆปีก่อนจะถึงวันหยุดในช่วงเทศกาลปีใหม่ ผมจะกลับไปที่โรงเรียน ที่เคยได้ศึกษาทั้งในสมัยประถม และมัธยม กลับไปเพื่อส่งมอบของขวัญ คำอวยพร และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความไม่ลืม ในบุญคุณและความเสียสละในฐานะมนุษย์ แด่คุณครูในดวงใจของผม ……จะขอยกตัวอย่างคุณครูของผม คนหนึ่งละกัน ครูชื่อประณาท เทียนศรี เป็นอาจารย์ประจำชั้นตอนสมัยป.6 อาจารย์เป็นคนใจดี แต่ก็มีเหตุผล เวลาตอนเช้าก่อนเข้าห้องเรียน อาจารย์จะมีเรื่องมาเล่า ทุกเรื่องล้วนน่าสนใจและให้แง่คิด เวลาที่เราอาจจะซนเกินขอบเขต อาจารย์ก็จะดุ แต่ก็เป็นการดุที่มีเมตตาแฝงอยู่ ดุเสร็จอาจารย์ก็จะสอนต่อแล้วก็ให้เหตุผลว่าทำไมถึงต้องทำแบบนั้น ผมจำได้ว่าความอบอุ่นในแบบลูกผู้ชายที่อาจารย์มอบให้ศิษย์นั้น เป็นสิ่งที่ผมประทับใจอย่างมาก…ในปีนี้ผมก็ได้กลับไปหาอาจารย์อีกครั้ง เราได้พูดคุยกันไม่นาน การสนทนาก็เป็นไปในระดับพื้นฐาน เพียงแค่ถามสารทุกข์สุกดิบ ธรรมดา ตามประสาของคนที่ไม่ได้คุ้นเคยกันทุกวัน ก่อนจะกลับอาจารย์ก็อวยพร พร้อมกับบอกว่า ขอบคุณมาก ที่ตลอดเกือบ10ปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยลืมอาจารย์เลย….ประโยคสุดท้ายนี้ ทำผมนิ่งไปแปลบหนึ่ง รู้สึกดีใจจากส่วนลึก ดีใจจัง รู้สึกว่า ผมต้องการแค่นี้แหละ ต้องการให้เขารู้สึกว่าผมยังรำลึกถึงอยู่เสมอ รู้สึกว่าผมรู้สึกขอบคุณในตัวเขามาโดยตลอด….. ก่อนเดินออกมา ผมมองไปในห้อง มีเด็กๆจำนวนหนึ่งนั่งอยู่ พวกเขาต่างจ้องมองผมด้วยความสงสัยนิดๆ ผมไม่รู้ว่าเขาจะเข้าใจรึเปล่าว่าพี่คนนี้นั้นมาทำอะไรที่นี้ แล้วอะไรนำพาเขามาที่ห้องเรียนนี้ อย่างไรก็ดี ผมก็หวังว่า สิ่งที่ผมทำในวันนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจเล็กๆที่จะยังคงอยู่ในความทรงจำของพวกเขาเมื่อโตขึ้น และจะมีพวกเขาอย่างน้อยคนนึง ที่จะกลับมาเป็นพลังใจให้กับ ครูบาอาจารย์ในโรงเรียนของผมแห่งนั้น เหมือนกับที่เคยมีรุ่นพี่บางคนทำให้ผมได้เห็นเมื่อครั้งที่ผมยังเป็นเด็กน้อยในห้องเรียน แบบนั้น     ผมเดินออกมาจากห้องเรียนของน้องๆ ด้วยใจที่ยิ้มเป็นพิเศษ เพราะผมมั่นใจว่า สิ่งที่อาจารย์จะรับไว้จากมือของผมนั้น มันมากกว่าแค่ของขวัญแทนคำอวยพรอย่างแน่นอน . . . .

———————————————————–

พ่อ แม่

สำหรับชีวิตเรานั้น คงไม่มีอะไรที่ประเสริฐไปกว่า พ่อ กับ แม่อีกแล้ว ผมเชื่ออย่างนั้น … เป็น เพราะเขา เราถึงได้ยังคงอยู่เป็นเราจนถึงทุกวันนี้ ผมคงไม่ต้องเสียเวลาพูดพร่ำถึง คุณความดีที่ท่านมอบให้เราว่าเป็นอย่างไรบ้าง ไม่ต้องบอกว่า ทำไม ตัวตนหลายๆส่วนของตัวเรา ถึงเกิดมีขึ้นจากความผูกพันที่มีต่อท่าน แต่ผมจะขอพูดในแนวนี้แทน…

ในช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมา หลายครั้ง ที่ผมได้มีโอกาสไปงานศพ ผู้ให้กำเนิดของเพื่อนๆของผม หลายๆคน พ่อ-แม่ของพวกเขาเหล่านั้น ซึ่งถ้าพูดตามจริงก็ต้องบอกว่า ดูเหมือนโอกาสนี้ของผมจะเริ่มถี่ขึ้นเรื่อยๆ บ้างก็จากไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ แต่ก็มีบางคนที่จากไปอย่างกระทันหันโดยที่แทบจะไม่มีโอกาสได้บอกลา การที่ไม่ได้บอกลานี้เป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจนะครับ วันๆหนึ่งคุณกลับบ้านไป เกิดมีปากเสียงกับพ่อแม่ พอวันต่อมาคุณรู้สึกผิดอยากกลับไปขอโทษ หรือทำดีกับเขาเป็นพิเศษ ปรากฎว่าเขาไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว เรื่องแบบนี้นั้นสะเทือนใจเกินไปจริงๆ

หนึ่งในนั้นเป็นพ่อของเพื่อนสนิทผมคนหนึ่ง พ่อของเธอจากไปด้วยโรคหัวใจฉับพลัน ในช่วงเวลานั้น ผมว่ามันเป็นอะไรที่เกินรับได้ สำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง ที่ไม่เคยคิดว่า พ่อที่ดูสุขภาพแข็งแรงดีจะจากไปในเร็ววันนี้ และคงไม่เคยแม้แต่จะคิดว่า แม้แต่คำร่ำลาก็จะไม่ได้บอกกัน ผมมั่นใจได้ว่า ความรู้สึกในตอนนั้นของเธอไม่สามารถอธิบายให้ใครหน้าไหนเข้าใจได้ จนกว่าคุณจะรับรู้ด้วยตนเอง (ซึ่งผมหวังว่าจะไม่เป็นอย่างนั้น) ความรู้สึกนั้นท่วมเอ่อ สิ่งที่ล้นออกมานั้นล้วนแต่เป็นความเศร้าโศกจากความสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต และไม่สามารถเอากลับมาได้อีกแล้ว พ่อของเธอจากไปแล้ว ไม่มีพ่อที่บ้าน ไม่มีเสาหลักที่นำพาชีวิตของครอบครัวของเธออีกแล้ว ความเสียใจจากความสูญเสียมันมากมายขนาดที่ทำให้เมื่อผมกลับบ้านมา ต้องกลับไปกอดพ่อกับแม่พร้อมกับบอกว่า อย่าเพิ่งไปไหน ผมยังไม่พร้อม ขนาดนั้นเลยทีเดียว

ท่านผู้อ่านครับ ชีวิตของเรานั้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เราทุกคนล้วนยังไม่อยากตาย และก็ไม่อยากให้คนที่เรารักนั้นมีอันเป็นไปเหมือนกัน แต่ทั้งนี้ เราก็ต้องยอมรับว่าผู้คนในโลกนี้ล้วนเกิด และ ตายทุกวัน และมันก็คงจะมีบ้าง ที่คนรอบข้างเราจะต้องเป็นคลื่นที่ม้วนลงใต้น้ำไปในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง…. ที่จริงแล้วความไม่แน่นอนของชีวิตนั้น ทุกคนได้เห็นได้ยินกันมาอยู่ตลอด แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้มันนำมาขบคิด และก็ไม่ใช่ทุกคนที่ได้นำมันมาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมขึ้นมา

พระอาจารย์พรหม ผู้เขียนหนังสือชวนม่วนชื่น ได้เล่าประสบการณ์ของท่าน(ซึ่งในตอนนั้นท่านยังดำรงสถานะฆราวาสอยู่) ได้อย่างน่าฟัง ตอนหนึ่งว่า เมื่ออาตมาเป็นหนุ่ม อาตมาชอบฟังเพลงทุกประเภท ตั้งแต่เพลงร็อค จนถึงเพลงคลาสสิค ตั้งแต่เพลงแจ๊ซ จนถึงเพลงพื้นบ้าน ลอนดอนเป็นเมืองที่เลิศสำหรับคนที่กำลงัเป็นหนุ่มเป็นสาว เมื่อสามสิบสี่ปีที่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่รักดนตรี อาตมาจำได้ถึงครั้งที่ไปฟังวงเลด เซ)ปลิน แสดงอย่างเขินๆ เป็นครั้งแรกในคลับเล็กๆ ในย่าโซโห แล้วอีกวาระหนึ่ง พวกเราเป็นเพียงไม่กี่คนนั่งดู ร็อด สจ๊วร์ต ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีใครรู้จัก ร้องนำในวงร็อคที่ห้องชั้นบนของผับเล็กๆ ทางเหนือของกรุงลอนดอน อาตมามีความทรงจำอันมีค่าหลากหลายฉากเกี่ยวกับดนตรีในกรุงลอนดอนในช่วงเวลานั้น

เมื่อคอนเสิร์ตจบลงอาตมาจะตะโกน เอาอีก! เอาอีก!” ร่วมไปกับคนอื่นๆ โดยปกติแล้ววงดนตรีหรือวงออเคสตร้าจะเล่นต่อให้อีกสักระยะหนึ่ง แต่ในที่สุดก็ต้องถึงเวลาเลิกราเก็บข้าวของกลับบ้าน อาตมาก็เช่นกัน ในความทรงจำของอาตมามันดูราวกับว่าทุกๆค่ำคืนที่อาตมาเดินจากคลับ ผับ หรือโรงแสดงคอนเสิร์ตกลับบ้าน ฝนมักจะกำลังตกอยู่เสมอ ฝนในความทรงจำของอาตมา เมื่อกลับจากคอนเสิร์ต มักจะเป็นชนิด ฝนตกปรอยๆหนาวเย็นและเศร้าซึม แม้อาตมาจะรู้แน่แก่ใจว่า อาตมาคงไม่มีโอกาสได้ฟังวงดนตรีวงนั้นอีก และอาตมาไม่มีวันได้พบพวกเขาอีก ไม่เคยเลยสักครั้งมที่อาตมาจะรู้สึกซึมเศร้า หรือร้องไห้ ขณะที่อาตมาเดินออกไปสู่ความหนาวเย็น ชื้นแฉะ และความมืดในยามค่ำคืนของกรุงลอนดอน เสียงดนตรีอันเร้าใจยังคงงก้องสะท้อนอยู่ในใจของอาตมา เยี่ยมจริงๆ มันจริงๆ โชคดีชะมัดเลยที่เราได้มาฟัง!’ อาตมาไม่เคยเศร้าใจเลยเมื่อการแสดงคอนเสิร์ตที่ยิ่งใหญ่ได้สิ้นสุดลง

นั่นเป็นความรู้สึกเช่นเดียวกับความรู้สึกของอาตมาเมื่อพ่อของอาตมาเสียชีวิต มันเป็นเช่นการแสดงคอนเสิร์ตอันยิ่งใหญ่ที่ต้องจบลงในบั้นปลาย มันเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยม เมื่อมันใกล้จะจบ ก็เหมือนกับที่อาตมาร้องตะโกนว่า เอาอีก เอาอีก!” พ่อผู้เป็นที่รักของอาตมาต่อสู้อย่างหนัก เพื่อจะมีชีวิตต่อไปอีกไม่นานนักเพื่อเรา แต่ในที่สุดก็ต้องถึงเวลาที่ท่าน เก็บข้าวของกลับบ้าน เมื่ออาตมาเดินออกมาจากฌาปนกิจสถานที่มอร์ทเลคตอนจบพิธีท่ามกลาง ฝนตกปรอยๆ ฝนอันเย็นเฉียบของลอนดอน อาตมาจำได้แจ่มชัดรู้แจ้งแก่ใจว่าอาตมาคงไม่ได้มีโอกาสได้อยู่กับท่านอีก และท่านได้จากไปตลอดกาล อาตมาไม่ได้รู้สึกโศกเศร้า หรือแม้แต่จะ ร้องไห้…  สิ่งที่ก้องอยู่ในใจอาตมาคือ ท่านช่างเป็นพ่อที่วิเศษเหลือเกิน ชีวิตของท่านช่างเป็นแรงบันดาลใจที่ทรงพลังจริงๆ เราช่างโชคดีเหลือเกินที่ได้เกิดมาเป็นลูกชายของท่าน ขณะที่อาตมาเดินจูงมือแม่ก้าวเดินไปข้างหน้า อาตมารู้สึกเบิกบานเป็นอย่างยิ่ง เช่นที่รู้สึกยามเดินออกมาจากการแสดงคอนเสิร์ตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต จะเอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม ขอบคุณครับพ่อ’”

ความเศร้าโศกจากการเพ่งมองเฉพาะความพลัดพราก ในขณะที่ความสำนึกในบุญคุณของผู้ที่จากไป และความรู้สึกกตัญญูที่เกิดขึ้น นำไปสู่การเฉลิมฉลองชีวิตดีงามที่ปิดฉากลงเรื่องของพระอาจารย์พรหม ก็จบแต่เพียงเท่านี้

………..ชีวิตคนเราทุกคน ก็เหมือนอยู่ในคอนเสิร์ตที่เราไม่รู้ว่ามันจะจบลงเมื่อไหร่ คำถามก็คือ เราจะเต็มที่กับมันแค่ไหน เพื่อที่เมื่อคนเสิร์ตจบ เราจะได้ไม่ต้องโวยวาย ว่าเรายังไม่ทันได้เต้นเลย ยังไม่ได้เต็มที่เลยก็จบซะแล้ว จะตะโกนไปยังนักดนตรีให้เล่นต่อ บอกเขาว่าเล่นได้เจ๋งมาก เอาอีก เอาอีก เราก็ไม่รู้ว่าเขาจะได้ยินไหม ทางที่ดี เราเต้นไปอย่างสุดแรงเกิดให้เขาได้เห็นจะดีกว่า

ช่วงหยุดเทศกาลปีใหม่ปีนี้ ผมได้ขับรถพาพ่อแม่ไปกินข้าว ซื้อของ หลายรอบ หลายวันด้วยกัน ผมใช้โอกาสนี้ใช้เวลาอยู่กับพวกเขามากเป็นพิเศษ เราพูดคุยเรื่องทั่วไปต่างๆกันทั้งวัน ถึงแม้ถ้าไปข้างนอกคนเดียว ผมก็จะกลับบ้านก่อนดึกเกือบทุกคืน ทั้งนี้พ่อกับแม่ท่านอาจจะไม่รู้ว่าผมกลัวคอนเสร์ตจบขนาดไหน แต่อย่างน้อยผมก็ดีใจที่รู้ตัวว่า เราอาจจะต้อง กลับบ้านก่อนกำหนด เมื่อไหร่ก็ได้ ท่านผู้อ่านครับ ปีใหม่ปีนี้อยู่บ้านกับพ่อแม่นี่ เป็นอะไรที่ดีที่สุดแล้ว

———————————————————–

เพื่อนๆ

ช่วงเวลาที่ยังเรียนในมหาวิทยาลัย ผมมีเพื่อนๆ อยู่สองสามกลุ่มที่สามารถเรียกได้ว่า เป็นเพื่อนที่วิเศษ สองกลุ่มในนั้นคือพวกที่ทำกิจกรรมด้วยกันมา ช่วงเวลาที่เราทำกิจกรรมนั้น มีอุปสรรค ขวากหนามต่างๆประเดประดังเข้ามามากมาย พวกเราได้ผ่านพ้น เรื่องราวเหล่านั้นมาด้วยกัน ถึงแม้มันจะเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสังคมใหญ่ แต่ด้วยจิตวิญญาณแห่งการเสียสละและมิตรภาพระหว่างกัน มันก็ทำให้ผมประทับใจอย่างยิ่ง….. กลุ่มหนึ่งในนั้น เราได้มีโอกาสนัดกินข้าวกันในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ระหว่างการกินข้าว ผมรู้สึกสนุกไปกับบรรยากาศเพื่อนฝูงที่อยู่รอบๆเราเป็นอย่างยิ่ง และพบว่าน่าอัศจรรย์ ที่ครั้งหนึ่ง พวกเราได้เคยร่วมเรียงเคียงอยู่ด้วยกันมา ผ่านพ้นเรื่องราวมาด้วยกัน บางคนได้ร่วมหัวร่อ บ้างก็ได้ร่วมคิดเห็น บ้างก็ได้ทะเลาะเบาะแว้ง แต่เหตุการณ์เหล่านั้น ก็ล้วนน่าอัศจรรย์ และนำพาให้ผมได้เป็นผมถึงทุกวันนี้ ผมคิดว่าผมเป็นหนี้บุญคุณพวกเขาหลายอยู่ ถ้าไม่มีพวกเขา ผมอาจจะไม่ได้เข้าใจความหมายในสิ่งต่างๆ(ที่ผมว่าเราเข้าใจกันเอง บอกไปคงไม่สนุก) และเรื่องราวในรั้วมหาวิทยาลัยของผมก็คงจะขาดสีสันไปเยอะเลยทีเดียว

ด้วยสำนึกในบุญคุณของพวกเขา และ ก็ด้วยความกลัวว่าถ้าผมตายไป เดี๋ยวจะไม่มีโอกาสได้บอก ผมก็เลยใช้เวลาอยู่นานเหมือนกันในช่วงหยุดปีใหม่นี้ เพื่อเขียนจดหมายส่งความสุข สวัสดี จากผมไปสู่พวกเขาเหล่านั้น ผู้ซึ่งสั่งสอนผมโดยที่เขาไม่รู้ตัว ซึ่งผมก็หวังว่า คนที่เปิดอ่าน จะได้รับอะไรจากผมไปบ้างน่ะครับ

ต้องขอปิดเรื่องของเพื่อนแบบสั้นๆเพราะว่าผมคิดว่า บทความนี้ชักจะยาวไปแล้ว อย่างไรเสีย ผมก็ไม่คิดว่าพวกเขาจะน้อยใจ อะไรหรอกครับ

———————————————————–

คนรู้ใจ

บ้า!!! เรื่องส่วนตัว ใครเค้าบอกกันครับ ฮ่า

.

กลับมาต่อกันนะครับ

.

…….ในช่วงชีวิตคนเรา ล้วนเต็มไปด้วยสับสนวุ่นวาย เหตุการณ์ต่างๆรอบตัวล้วนสำคัญ งานใหม่ๆเข้ามา ขณะที่งานเก่าๆยังไม่เสร็จ แค่เอาตัวรอดไปวันๆ ก็แทบจะหมดแรง เสาร์-อาทิตย์ก็อยากจะพักอยู่บ้านเฉยๆ วันหยุดยาวก็อยากจะไปเที่ยวต่างจังหวัดต่างประเทศกับเขาบ้าง แล้วเวลาจะไปนึกถึงคนอื่นจะไปมีได้อย่างไร ถึงมีก็ยังจะต้องเอาเวลาไปซื้อของ ไปเยี่ยมเยียนอีกต่างหาก…. ผมขออย่าให้เป็นอย่างนั้นไปซะทุกครั้งนะครับ แค่นี้โลกเราก็ชักจะแคบลงไปทุกวันๆแล้ว

สุดท้ายนี้ ผมขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่าน ได้มีโอกาส มีเวลาว่าง เพื่อทบทวนว่ามีใครที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของท่านบ้าง ใครคือคนที่เราประทับใจ การกระทำ คำพูดของเขาเหล่านั้น ได้เป็นแรงบันดาลใจ ผลักดันให้เราเป็นเราถึงทุกวันนี้ และผมก็ขอให้ท่านได้มีโอกาสได้ใช้เวลาร่วมกับ จิ๊กซอว์ ชีวิตของท่าน เหล่านั้น ได้มีโอกาส มอบสิ่งดีๆแก่ผู้ที่ท่านรัก เคยรัก เคยผูกพัน กลับไปแสดงออกต่อเขาโดยไม่เขินอาย หรือกลัวว่าจะเป็นไปโดยฝ่ายเดียว แสดงออกว่าเรายังรู้สึกดีห่วงใยแก่กัน  ขอให้เราอย่าได้หลงลืมสิ่งสำคัญทั้งหลายเหล่านี้ไป ขอให้คุณค่าแห่งจิตใจที่งดงาม ในความเป็นมนุษย์ ได้แพร่ออกไปโดยเริมต้นที่ตัวเราครับ …   /   ขอให้ทุกท่านดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาทครับ ขอบคุณครับ


ความดีของบทความนี้ หากจะพึงมี ข้าพเจ้าขอมอบให้ด้วยความขอบคุณ แด่ ทุกๆต้นตอ ของข้าพเจ้า(หากคุณคิดว่าใช่ คุณใช่) และ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ครอบครัว เอกแสงศรี ผู้ซึ่งสอนข้าพเจ้า แม้โดยทางอ้อม มิให้ประมาทในชีวิต (ซึ่งบางทีข้าพเจ้าก็ลืมไป)


Read Full Post »