Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for the ‘สังคม’ Category

recommendare

บทความเรื่อง

”เธอจะวัดชีวิตของเธออย่างไร How Will You Measure Your Life?”

.

เขียนโดย

Clayton M. Christensen

ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการและ “นวัตกรรมก่อกวน” (disruptive innovation) คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

.

แปลโดย

สฤณี อาชวานันทกุล

.

ความมีดังนี้

.

ก่อนที่ผมจะตีพิมพ์หนังสือเรื่อง ปัญหาเขาควายของนักนวัตกรรม (The Innovator’s Dilemma) ผมได้รับโทรศัพท์จาก แอนดี โกรฟ ซึ่งตอนนั้นเป็นประธานกรรมการบริษัทอินเทล เขาอ่านบทความชิ้นแรกๆ ของผมเกี่ยวกับเทคโนโลยีก่อกวน (disruptive technology) และขอให้ผมไปคุยกับลูกน้องโดยตรงของเขา อธิบายว่าเรื่องนี้แปลว่าอะไรสำหรับอินเทล ผมบินไปซิลิคอนวัลเลย์ด้วยความตื่นเต้นตามนัด เพียงเพื่อที่จะเจอโกรฟบอกว่า “นี่แน่ะอาจารย์ ตอนนี้เรายุ่งมากเลย มีเวลาให้อาจารย์แค่ 10 นาที บอกเราหน่อยครับว่าโมเดลก่อกวนของอาจารย์หมายความว่าอะไรสำหรับอินเทล” ผมตอบว่าผมทำไม่ได้ แค่อธิบายโมเดลนี้อย่างเดียวก็ต้องใช้เวลา 30 นาทีแล้ว คนต้องเข้าใจบริบทนี้ก่อนที่จะเข้าใจความเห็นอะไรก็ตามของผมเกี่ยวกับอินเทล หลังจากฟังผมพูดไป 10 นาที โกรฟก็แทรกว่า “โอเคครับ ผมเข้าใจโมเดลนี้แล้ว บอกเรามาก็พอว่ามันแปลว่าอะไรสำหรับอินเทล”

.

ผมยืนยันว่าผมต้องใช้เวลาอีก 10 นาทีในการอธิบายวิธีที่กระบวนการก่อกวนทำงานในอุตสาหกรรมเหล็กกล้า ซึ่งแตกต่างจากอินเทลมาก ก่อนที่โกรฟกับลูกน้องจะเข้าใจว่าการก่อกวนทำงานอย่างไร ผมเล่าวิธีที่บริษัทนูคอร์ (Nucor) และโรงเหล็กขนาดจิ๋วโรงอื่นๆ เริ่มต้นด้วยการโจมตีตลาดที่อยู่ล่างสุด นั่นคือ เหล็กเส้น และค่อยๆ ไล่ไปตลาดบน ตัดราคาโรงเหล็กดั้งเดิม

.

พอผมเล่าเรื่องโรงเหล็กขนาดจิ๋วจบ โกรฟก็พูดขึ้นว่า “โอเค ผมเข้าใจละ เรื่องนี้หมายถึงอย่างนี้นะสำหรับอินเทล…” และอธิบายความคิดที่ต่อมากลายเป็นกลยุทธ์ของอินเทลในการเข้าตลาดล่างเพื่อออกชิพตัวใหม่ยี่ห้อเซเลรอน (Celeron)

.

ผมคิดถึงเรื่องนี้เป็นล้านครั้งได้หลังจากวันนั้น ถ้าผมยอมบอก แอนดี โกรฟ ว่าเขาควรจะคิดอย่างไรเกี่ยวกับธุรกิจไมโครโปรเซสเซอร์ วันนั้นผมก็คงถูกฆ่าแน่ๆ แต่แทนที่จะบอกว่าเขาควรคิด อะไร ผมสอนเขาว่าควรคิด อย่างไร – เสร็จแล้วเขาก็ไปถึงสิ่งที่ผมรู้สึกว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องได้ด้วยตัวเอง

.

ประสบการณ์นั้นมีอิทธิพลต่อผมมาก เวลาที่ใครถามว่าผมคิดว่าพวกเขาควรทำอะไร ผมแทบไม่เคยตอบคำถามนี้ตรงๆ แต่ป้อนคำถามเข้าไปในโมเดลของผมดังๆ ผมจะอธิบายวิธีทำงานของกระบวนการในโมเดลในอุตสาหกรรมที่แตกต่างจากพวกเขามาก เสร็จแล้วบ่อยครั้งพวกเขาจะพูดว่า “โอเค เราเข้าใจแล้ว” เสร็จแล้วก็ตอบคำถามของตัวเองได้อย่างลึกซึ้งกว่าที่ผมทำได้

.

ผมออกแบบวิชาที่ผมสอนที่คณะบริหารธุรกิจของฮาร์วาร์ดมาให้นักศึกษาเข้าใจว่าทฤษฎีการบริหารจัดการที่ดีคืออะไร และมันถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร ผมเสริมแก่นนี้ด้วยโมเดลและทฤษฏีหลายๆ อันที่ช่วยให้นักศึกษาคิดถึงมิติต่างๆ ในงานของผู้บริหาร งานที่ต้องกระตุ้นนวัตกรรมและการเติบโต ในแต่ละคาบเรียน เราจะศึกษาบริษัทหนึ่งแห่งผ่านแว่นของทฤษฎีเหล่านี้ ใช้ทฤษฎีเพื่ออธิบายว่าบริษัทตกอยู่ในสถานการณ์ที่เขาตกได้อย่างไร และวิเคราะห์ว่าผู้บริหารจะต้องทำอะไรเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ

.

ในชั้นเรียนคาบสุดท้าย ผมขอให้นักศึกษาใช้แว่นทฤษฎีเหล่านั้นกับตัวเอง เพื่อตอบคำถามสามคำถาม หนึ่ง ฉันจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะมีความสุขในอาชีพการงาน? สอง ฉันจะมั่นใจได้อย่างไรว่าความสัมพันธ์กับคู่ครองและครอบครัวของฉันจะทำให้ฉันมีความสุขอย่างยั่งยืน? สาม ฉันจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะอยู่นอกคุก? คำถามข้อสามอาจฟังเหมือนเรื่องแซวเล่น แต่มันไม่ใช่เลยครับ นักศึกษา 2 คน จาก 32 คนในวิชาผมที่ได้รับทุนโรดส์เคยติดคุก เจฟฟ์ สกิลลิง ผู้อื้อฉาวในคดีเอ็นรอน ก็เป็นเพื่อนร่วมชั้นของผมสมัยเรียนโทที่ฮาร์วาร์ด คนพวกนี้เคยเป็นคนดี แต่อะไรบางอย่างในชีวิตของพวกเขาทำให้เดินไปผิดทาง

.

ขณะที่นักศึกษาอภิปรายคำตอบกัน ผมก็เล่าชีวิตของตัวเองให้ฟังเหมือนกับเป็นกรณีศึกษา เพื่อสาธิตให้เห็นว่าพวกเขาจะนำทฤษฎีที่ได้เรียนในวิชาไปช่วยแนะแนวการตัดสินใจในชีวิตตัวเองได้อย่างไร

.

ทฤษฎีหนึ่งที่ช่วยตอบคำถามข้อแรก ที่ถามว่าเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะมีความสุขในชีวิต ได้ดีมากคือทฤษฎีของ เฟรเดอริค เฮิร์ซเบิร์ก ผู้ประกาศว่าแรงจูงใจที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตคนเราไม่ใช่เงิน หากเป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้ เติบโตด้วยความรับผิดชอบ ช่วยเหลือผู้อื่น และได้รับการยอมรับยามบรรลุผลสำเร็จ ผมเล่าให้นักศึกษาฟังถึงวิสัยทัศน์ของผมตอนที่บริหารบริษัทที่ตัวเองก่อตั้ง ก่อนที่จะมาเป็นนักวิชาการ ผมจินตนาการถึงผู้จัดการคนหนึ่งในบริษัทที่ออกจากบ้านไปทำงานตอนเช้าพร้อมกับความภาคภูมิใจในตัวเองเต็มเปี่ยม เสร็จแล้วผมก็จินตนาการตอนที่เธอขับรถกลับบ้านจากที่ทำงาน 10 ชั่วโมงให้หลัง ด้วยความรู้สึกว่าไม่มีใครให้ความสำคัญ อึดอัดใจ ไม่ได้ใช้ฝีมือเต็มที่ และถูกคนดูถูก ผมนึกภาพต่อไปว่าความภูมิใจในตัวเองที่หดหายไปเยอะของเธอจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับลูกๆ อย่างไร แล้วภาพในหัวของผมก็หมุนไปอีกวันหนึ่ง วันที่เธอขับรถกลับบ้านด้วยความภูมิใจในตัวเองมากกว่าเดิม รู้สึกว่าวันนี้เธอได้เรียนรู้อะไรๆ เยอะมาก ได้รับการยอมรับที่ทำเรื่องใหญ่ได้สำเร็จ และมีบทบาทสำคัญในความสำเร็จของงานชิ้นที่สำคัญมากสำหรับบริษัท ผมจินตนาการว่าเรื่องนี้จะส่งผลบวกอย่างไรต่อพฤติกรรมของเธอในฐานะคู่ครองและผู้ปกครอง

.

ผมสรุปว่า การบริหารจัดการนั้นเป็นอาชีพที่สูงส่งที่สุดถ้าคนทำมันได้ดี ไม่มีอาชีพอื่นใดอีกแล้วที่มอบวิธีเยอะขนาดนี้ในการช่วยให้คนอื่นได้เรียนรู้และเติบโต แบกรับความรับผิดชอบ ได้รับการยอมรับเมื่อบรรลุผลสำเร็จ และเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของทีม นักศึกษาบริหารธุรกิจสมัยนี้จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ มาเรียนเพราะคิดว่าอาชีพในโลกธุรกิจหมายถึงการซื้อขายและลงทุนในบริษัทต่างๆ นี่เป็นปรากฏการณ์ที่น่าเศร้า การทำดีลไม่อาจมอบรางวัลล้ำลึกที่มาจากการช่วยคนให้เติบโต

.

ผมอยากให้นักศึกษาเดินออกจากห้องเรียนของผมไปด้วยความรู้เรื่องนี้

.

สร้างกลยุทธ์สำหรับชีวิตของคุณ

.

ทฤษฎีที่ช่วยตอบคำถามที่สอง นั่นคือ ฉันจะมั่นใจได้อย่างไรว่าความสัมพันธ์กับคู่ครองและครอบครัวของฉันจะทำให้ฉันมีความสุขอย่างยั่งยืน? คือทฤษฎีที่ว่าด้วยการออกแบบกลยุทธ์และลงมือทำตามกลยุทธ์ที่วางไว้ ข้อคิดหลักที่แหลมคมในทฤษฎีนี้บอกว่า กลยุทธ์ของบริษัทถูกกำหนดด้วยประเภทของโครงการที่ผู้บริหารลงทุนทำ ถ้ากระบวนการจัดสรรทรัพยากรของบริษัทไม่ถูกบริหารจัดการอย่างช่ำชองมากพอ ผลลัพธ์ก็อาจเป็นสิ่งที่แตกต่างจากความตั้งใจของผู้บริหารมาก เนื่องจากระบบการตัดสินใจของบริษัทต่างๆ ถูกออกแบบมาให้ลงทุนแต่ในโครงการที่ให้ผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมและทันที บริษัทจึงมักจะมองข้ามการลงทุนในโครงการที่จำเป็นต่อกลยุทธ์ระยะยาวของพวกเขา

.

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผมเฝ้าดูชะตาชีวิตของเพื่อนร่วมรุ่นที่จบปี 1979 จากคณะบริหารธุรกิจของฮาร์วาร์ด ผมพบว่าเพื่อนผมจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ มางานเลี้ยงรุ่นอย่างไร้ความสุข หย่าร้าง และแปลกแยกกับลูกๆ ของตัวเอง ผมรับประกันคุณได้เลยว่าไม่มีใครในจำนวนนั้นที่จบปริญญาไปด้วยกลยุทธ์ที่จะหย่าและเลี้ยงดูลูกๆ ที่จะแปลกแยกกับพวกเขาตอนโต แต่แล้วคนจำนวนมากอย่างน่าตกใจกลับนำกลยุทธ์นี้ไปปฏิบัติ เหตุผลน่ะหรือ? พวกเขาไม่ได้ตั้งมั่นในเป้าหมายของชีวิต ให้มันอยู่ตรงหน้าและตรงกลางระหว่างตัดสินใจว่าจะใช้เวลา พรสวรรค์ และพลังงานอย่างไรดี

.

น่าตกใจไม่น้อยที่นักศึกษาจำนวนมากจาก 900 คนที่คณะบริหารธุรกิจของฮาร์วาร์ดคัดจากหัวกะทิทั่วโลกไม่ค่อยคิดว่าอะไรคือเป้าหมายในชีวิตของเขา ผมบอกนักศึกษาว่าที่คณะนี้อาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้ครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งถึงคำถามนี้ ถ้าพวกเขาคิดว่าจะมีเวลาและพลังงานมาครุ่นคิดวันหลัง พวกเขาก็ผิดมหันต์ เพราะชีวิตมีแต่จะเรียกร้องมากขึ้นเรื่อยๆ – คุณจะต้องผ่อนบ้าน ทำงานสัปดาห์ละ 70 ชั่วโมง มีคู่ชีวิตและลูกๆ

.

สำหรับผม การมีเป้าหมายที่ชัดเจนในชีวิตเป็นเรื่องสำคัญตลอดมา แต่มันเป็นสิ่งที่ผมต้องคิดนานและคิดหนักก่อนที่จะเข้าใจ สมัยที่ผมเป็นนักเรียนทุนโรดส์ ผมเรียนหลักสูตรที่โหดมาก ผมพยายามยัดงานหนึ่งปีเต็มลงไปในตารางเรียนที่อ็อกซ์ฟอร์ด ผมตัดสินใจว่าจะใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงทุกคืนไปกับการอ่านหนังสือ ครุ่นคิด และสวดมนต์เกี่ยวกับเป้าหมายที่พระผู้เป็นเจ้าส่งผมมาเกิด มันเป็นปณิธานที่ทำยากมากเพราะทุกชั่วโมงที่ผมทำเรื่องนี้คือทุกชั่วโมงที่ผมไม่ได้อ่านตำราเศรษฐมิติประยุกต์ ผมรู้สึกขัดแย้งในตัวเอง ไม่แน่ใจว่าควรเจียดเวลาเรียนมาทำเรื่องนี้หรือเปล่า แต่ผมก็กัดฟันทำ และในที่สุดก็ค้นพบเป้าหมายในชีวิตของผม

.

ถ้าผมใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงทุกวันไปกับการเรียนรู้เทคนิคล่าสุดที่จะแก้ปัญหาออโตคอร์เรเลชั่นในการวิเคราะห์รีเกรสชั่น ผมก็จะใช้ชีวิตไปในทางที่แย่มาก เพราะผมใช้เครื่องมือเศรษฐมิติเพียงปีละไม่กี่ครั้ง แต่ผมประยุกต์ใช้ความรู้เกี่ยวกับเป้าหมายของชีวิตตัวเองอยู่ทุกวัน มันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ที่สุดที่ผมเคยเรียนรู้ ผมสัญญากับลูกศิษย์ของผมว่า ถ้าพวกเขาใช้เวลาค้นหาเป้าหมายในชีวิตของตัวเอง พวกเขาจะคิดถึงมันภายหลังว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ได้ค้นพบที่คณะบริหารธุรกิจ ถ้าพวกเขาค้นไม่พบ พวกเขาก็จะแล่นออกไปโดยไร้หางเสือ ถูกพายุกระหน่ำในทะเลชีวิตอันเชี่ยวกราก การมีเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยพวกเขาได้มากกว่าความรู้เกี่ยวกับวิธีคิดต้นทุนตามกิจกรรม บาลานซ์สกอร์การ์ด ความสามารถหลัก นวัตกรรมก่อกวน หลักตัวพีสี่ตัว และแรงกดดันทางธุรกิจห้าประการ

.

เป้าหมายของผมงอกจากศรัทธาทางศาสนาของผม แต่ศรัทธาไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทำให้คนมีทิศทาง ยกตัวอย่างเช่น อดีตลูกศิษย์ของผมคนหนึ่งตัดสินใจว่าเป้าหมายของเขาคือการนำความซื่อสัตย์และความเจริญทางเศรษฐกิจไปยังประเทศบ้านเกิด และเลี้ยงดูลูกๆ ให้ทุ่มเทในเป้าหมายนี้เหมือนกันกับเขาและให้ลูกๆ รักกัน เป้าหมายของเขาตั้งอยู่บนครอบครัวและคนอื่น เช่นเดียวกับเป้าหมายของผม

.

การเลือกอาชีพและความสำเร็จในอาชีพการงานนั้นเป็นแค่เครื่องมือชิ้นเดียวที่จะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมาย แต่ถ้าปราศจากเป้าหมาย ชีวิตของคุณก็อาจกลายเป็นชีวิตที่กลวงเปล่า

.

จัดสรรทรัพยากรของคุณ

.

ถึงที่สุดแล้ว การตัดสินใจของคุณเกี่ยวกับการจัดสรรเวลา พลังงาน และพรสวรรค์ส่วนตัวจะกำหนดกลยุทธ์ในชีวิตของคุณ

.

ผมมี “ธุรกิจ” กลุ่มหนึ่งที่แข่งกันแย่งทรัพยากรเหล่านี้ – ผมพยายามจะมีความสัมพันธ์ที่ดีเลิศกับภรรยา เลี้ยงลูกๆ ให้ดี มีส่วนร่วมในชุมชนของผม ประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน ช่วยงานโบสถ์ ฯลฯ ผมมีปัญหาเดียวกันกับบริษัท คือมีเวลา พลังงาน และพรสวรรค์จำกัด ผมควรจะทุ่มเทให้กับเรื่องแต่ละเรื่องขนาดไหน?

.

การตัดสินใจเรื่องการจัดสรรอาจทำให้ชีวิตจริงของคุณแตกต่างกันมากจากชีวิตที่คุณตั้งใจว่าจะมี บางทีนี่ก็เป็นเรื่องดี เช่น เกิดโอกาสที่คุณไม่เคยวางแผนว่าจะมี แต่ถ้าคุณลงทุนทรัพยากรของคุณผิดพลาด ผลลัพธ์ก็อาจจะเลวร้าย ขณะที่ผมคิดถึงเพื่อนร่วมรุ่นที่ลงทุนในชีวิตที่ไร้ความสุขและกลวงเปล่าโดยไม่ตั้งใจ ผมก็อดไม่ได้ที่จะเชื่อว่า ปัญหาของพวกเขานั้นเกี่ยวเนื่องกับมุมมองระยะสั้น

.

สำหรับคนที่อยากบรรลุผลสัมฤทธิ์สูงๆ และนั่นก็รวมถึงบัณฑิตทุกคนจากคณะบริหารธุรกิจของฮาร์วาร์ด เวลาที่พวกเขามีเวลาว่างหนึ่งชั่วโมงหรือพลังงานส่วนเกินหนึ่งออนซ์ พวกเขาก็จะจัดสรรมันด้วยจิตใต้สำนึกไปยังกิจกรรมที่สร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุด และอาชีพการงานของเราก็ส่งมอบหลักฐานที่เป็นรูปธรรมที่สุดว่าเรากำลังก้าวไปข้างหน้า คุณส่งสินค้า ออกแบบเสร็จ พรีเซนต์งานเรียบร้อย ปิดการขาย สอนหนังสือหนึ่งคาบ ตีพิมพ์งานวิจัย ได้เงินเดือน ได้เลื่อนขั้น ในทางกลับกัน การลงทุนเวลาและพลังงานในความสัมพันธ์กับคู่ครองและลูกๆ ของคุณโดยปกติไม่ได้ทำให้รู้สึกทันทีว่าทำอะไรสำเร็จ ลูกๆ ทำตัวเกเรทุกวัน คุณต้องรอ 20 ปีกว่าจะเท้าสะเอวและพูดได้ว่า “ฉันเลี้ยงลูกชายที่ดีหรือลูกสาวที่ดี” คุณละเลยความสัมพันธ์กับคู่ครองได้ทุกวัน และแต่ละวันคุณก็จะไม่รู้สึกว่าสถานการณ์กำลังเลวร้ายลง คนที่มีแรงขับสู่ความเป็นเลิศมีแนวโน้มในจิตใต้สำนึกที่จะลงทุนในครอบครัวของพวกเขาน้อยเกินไป และลงทุนในอาชีพการงานของพวกเขามากเกินไป ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและเปี่ยมรักกับครอบครัวจะเป็นขุมพลังแห่งความสุขที่ทรงพลังและยั่งยืนที่สุด

.

ถ้าคุณศึกษารากสาเหตุของหายนะทางธุรกิจทั้งหลาย ซ้ำแล้วซ้ำเล่าคุณจะพบว่ามันคือใจที่โน้มเอียงไปหากิจกรรมที่สร้างความพึงพอใจในทันที ถ้าคุณมองชีวิตส่วนตัวจากแว่นเดียวกัน คุณก็จะพบกับแบบแผนเดียวกันที่น่าทึ่งและพึงสังวรไม่แพ้กัน – ผู้คนจัดสรรทรัพยากรน้อยลงเรื่อยๆ ให้กับสิ่งที่พวกเขาเคยพูดว่าสำคัญที่สุด

.

สร้างวัฒนธรรม

.

วิชาของผมมีโมเดลที่สำคัญโมเดลหนึ่ง เรียกว่า “เครื่องมือการประสานงาน” (Tools of Cooperation) โมเดลนี้บอกว่า การเป็นผู้จัดการที่เปี่ยมวิสัยทัศน์ไม่ได้เลิศหรูเหมือนกับที่คนคิด การมองอนาคตที่ขุ่นมัวด้วยความหลักแหลมและวาดแผนที่ใหม่ที่บริษัทต้องเดินตามนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การหว่านล้อมพนักงานที่อาจมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงข้างหน้าให้เรียงแถวและร่วมแรงร่วมใจกันทำงานเพื่อผลักดันบริษัทไปในทิศทางใหม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ความรู้ว่าจะใช้เครื่องมือตัวไหนเพื่อสร้างความร่วมมือที่จำเป็น คือทักษะด้านการบริหารจัดการที่ขาดไม่ได้

.

ทฤษฎีจัดวางเครื่องมือเหล่านี้ในสองมิติ – ระดับความเห็นพ้องต้องกันของสมาชิกในองค์กรว่าพวกเขาอยากได้อะไรจากการมีส่วนร่วมในกิจการ และระดับความเห็นพ้องต้องกันว่าต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ปรารถนา เวลาที่คนเห็นพ้องต้องกันน้อยมากในทั้งสองมิติคือเวลาที่คุณต้องใช้ “เครื่องมือแห่งอำนาจ” เช่น การบังคับ คำขู่ การลงโทษ ฯลฯ สร้างความร่วมมือ บริษัทหลายแห่งเริ่มในโซนนี้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทีมผู้บริหารเริ่มแรกจะต้องมีบทบาทเชิงรุกในการตัดสินใจว่ามีอะไรบ้างที่ต้องทำ และต้องทำอย่างไร ถ้าวิธีทำงานร่วมกันของพนักงานประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง มติข้างมาก (consensus) ก็จะเริ่มเกิดขึ้นในบริษัท เอ็ดการ์ ไชน์ จากมหาวิทยาลัยเอ็มไอที อธิบายกระบวนการนี้ว่าเป็นกลไกที่สร้างวัฒนธรรม ถึงที่สุดแล้ว คนจะไม่คิดด้วยซ้ำว่าวิธีทำงานของพวกเขาทำให้เกิดความสำเร็จหรือเปล่า พวกเขาน้อมรับการจัดอันดับความสำคัญและทำตามขั้นตอนปฏิบัติด้วยสัญชาตญาณและสมมุติฐาน ไม่ใช่ด้วยการตั้งใจตัดสินใจ นั่นแปลว่าพวกเขาได้สร้างวัฒนธรรมขึ้นแล้วในองค์กร วัฒนธรรมคือสิ่งที่กำหนดวิธีที่ได้รับการพิสูจน์และเป็นที่ยอมรับจากสมาชิกในกลุ่มว่า เป็นวิธีจัดการกับปัญหาซ้ำซาก และวัฒนธรรมก็กำหนดอันดับความสำคัญของปัญหาแต่ละประเภท มันสามารถเป็นเครื่องมือบริหารจัดการที่ทรงพลังได้

.

ในการใช้โมเดลนี้ตอบคำถามที่ว่า ฉันจะมั่นใจได้อย่างไรว่าครอบครัวของฉันจะทำให้ฉันมีความสุขอย่างยั่งยืน? ลูกศิษย์ของผมมองเห็นอย่างรวดเร็วว่า เครื่องมือที่ง่ายที่สุดที่พ่อแม่ใช้ได้ในการดึงความร่วมมือจากลูกๆ คือเครื่องมือแห่งอำนาจ แต่พอลูกๆ โตเป็นวัยรุ่น มันก็มาถึงจุดที่เครื่องมือแห่งอำนาจใช้การไม่ได้อีกต่อไป จุดนี้พ่อแม่จะเริ่มเสียดายว่าพวกเขาไม่ได้สร้างวัฒนธรรมที่บ้านตั้งแต่ลูกๆ ยังเป็นเด็กเล็กมาก วัฒนธรรมที่เด็กๆ เรียนรู้ที่จะปฏิบัติต่อกันด้วยความเคารพ เชื่อฟังพ่อแม่ และเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้อง ครอบครัวก็มีวัฒนธรรมเหมือนกับบริษัท เราจะจงใจสร้างวัฒนธรรมเหล่านี้ก็ได้ หรือจะปล่อยให้มันวิวัฒนาการเองโดยบังเอิญก็ได้

.

ถ้าคุณอยากให้ลูกๆ มีความภูมิใจในตัวเองที่เข้มแข็ง และมั่นใจในตัวเองว่าพวกเขาสามารถแก้ปัญหายากๆ ได้ คุณสมบัติเหล่านี้จะไม่เกิดเองราวปาฏิหาริย์ตอนมัธยมปลาย คุณจะต้องออกแบบให้มันอยู่ในวัฒนธรรมของครอบครัวคุณ และคุณจะต้องคิดถึงเรื่องนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ เด็กๆ นั้นเหมือนกับพนักงานตรงที่พวกเขาสร้างความภูมิใจในตัวเองด้วยการทำสิ่งที่ยาก และเรียนรู้ว่าอะไรใช้การได้บ้าง

.

หลีกเลี่ยงความผิดพลาดเรื่อง “ต้นทุนส่วนเพิ่ม”

.

เราถูกสอนในวิชาการเงินกับเศรษฐศาสตร์ว่า เวลาประเมินทางเลือกในการลงทุน เราควรมองข้ามต้นทุนที่เสียไปแล้ว (sunk cost) และต้นทุนคงที่ (fixed cost) และตัดสินใจบนพื้นฐานของต้นทุนส่วนเพิ่ม (marginal cost) และรายได้ส่วนเพิ่ม (marginal revenue) เราเรียนรู้ในวิชาของผมว่าคำสอนข้อนี้ทำให้บริษัทโน้มเอียงไปใช้สิ่งที่พวกเขาเคยใช้สำเร็จมาแล้วในอดีตเป็นคานงัด แทนที่จะชักนำให้พวกเขาสร้างความสามารถที่จำเป็นสำหรับอนาคต ถ้าเรารู้ว่าอนาคตจะเหมือนกับอดีตทุกประการ วิธีนั้นก็ไม่เสียหายอะไร แต่ถ้าอนาคตไม่เหมือนกับอดีต ซึ่งมันก็ไม่เหมือนแทบทุกครั้ง มันก็เป็นวิธีที่ผิด

.

ทฤษฎีนี้รับมือกับคำถามข้อที่สามที่ผมถามนักศึกษา – จะใช้ชีวิตที่ซื่อตรง (อยู่นอกคุก) อย่างไร ในชีวิตส่วนตัว คนเรามักจะใช้หลักต้นทุนสวนเพิ่มในจิตใต้สำนึกเวลาที่เราเลือกระหว่างสิ่งที่ถูกกับสิ่งที่ผิด เสียงในหัวของเราบอกว่า “โอเค ฉันรู้ว่าตามหลักทั่วไป คนส่วนใหญ่ไม่ควรทำอย่างนี้ แต่ในกรณีนี้ ในสถานการณ์ที่เข้าใจได้ แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว มันก็โอเคแหละ” ต้นทุนส่วนเพิ่มของการกระทำผิด “แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว” จะดูต่ำเตี้ยน่าดึงดูดใจเสมอ มันล่อลวงให้คุณทำผิด และคุณก็ไม่มีวันมองว่าเส้นทางนี้ท้ายที่สุดแล้วพาคุณไปไหน และมองไม่เห็นต้นทุนเต็มๆ ของการเลือกทำอย่างนั้น ข้อแก้ตัวทั้งหลายทั้งปวงเวลาที่เรานอกใจและไม่ซื่อสัตย์ ล้วนมาจากเศรษฐศาสตร์ต้นทุนส่วนเพิ่มของ “แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว”

.

ผมอยากจะเล่าให้ฟังว่าผมมาเข้าใจความเสียหายของ “แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว” ในชีวิตของผมเองได้อย่างไร สมัยเป็นนักศึกษาผมอยู่ในทีมบาสของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด พวกเราทำงานหนักมากและเป็นแชมเปี้ยนของปีโดยไม่แพ้ใครเลย ผู้เล่นในทีมคือเพื่อนที่ดีที่สุดที่ผมเคยมี เราแข่งในดิวิชันหนึ่งของอังกฤษและไปถึงรอบตัดเชือก ปีนั้นนัดตัดเชือกตรงกับวันอาทิตย์ ตอนอายุ 16 ผมเคยสาบานกับพระผู้เป็นเจ้าว่าผมจะไม่แข่งบาสในวันอาทิตย์ ผมก็เลยไปอธิบายปัญหาของผมให้โค้ชฟัง ทั้งโค้ชทั้งเพื่อนร่วมทีมฟังแล้วไม่เชื่อหูตัวเอง เพราะผมเล่นในตำแหน่งตัวกลาง ทุกคนในทีมมาหาผมและพูดว่า “นายต้องเล่นนะ แหกกฏครั้งนี้ครั้งเดียวไม่ได้เหรอ?”

.

ผมเป็นคนที่เคร่งศาสนามาก ก็เลยไปภาวนาว่าผมควรจะทำอย่างไร ผมมีความรู้สึกที่ชัดเจนมากๆ ว่าผมไม่ควรละเมิดปณิธานของตัวเอง ดังนั้นผมก็เลยไม่ลงแข่งนัดนั้น

.

ในหลายแง่มุม นี่เป็นการตัดสินใจเรื่องเล็กมาก เกี่ยวกับวันอาทิตย์วันเดียวในหลายพันวันของชีวิตผม ในทฤษฎี แน่นอนว่าผมสามารถข้ามเส้นแค่ครั้งนั้นครั้งเดียวและไม่ทำอีก แต่ตอนนี้เมื่อผมมองย้อนกลับไป การต้านทานความอยากที่มีตรรกะว่า “ในสถานการณ์ที่เข้าใจได้ แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว มันก็โอเคแหละ” กลายเป็นการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตผม ทำไมน่ะหรือ? ก็เพราะชีวิตของผมคือสถานการณ์เข้าใจได้ที่ทยอยมาอย่างไม่ขาดสาย ถ้าผมข้ามเส้นในครั้งนั้น ผมก็จะข้ามมันครั้งแล้วครั้งเล่าในปีต่อๆ มา

.

บทเรียนที่ผมได้รับจากเรื่องนี้คือ การยึดมั่นในหลักการของคุณ 100% นั้นง่ายกว่าการยึดมั่น 98% ของเวลา ถ้าคุณยอมให้กับ “แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว” เพราะวิเคราะห์จากต้นทุนส่วนเพิ่ม เหมือนกับที่เพื่อนร่วมรุ่นของผมบางคนทำ คุณก็จะเสียใจทีหลังว่าคุณไปจบลงตรงไหน คุณจะต้องให้นิยามกับตัวเองว่าคุณยึดมั่นในอะไร และขีดเส้นในพื้นที่ที่ปลอดภัย

.

จดจำความสำคัญของความถ่อมตน

.

ผมได้หยั่งรู้เรื่องนี้ตอนที่ถูกเชิญให้ไปสอนเรื่องความถ่อมตนให้กับนักศึกษาปริญญาตรีของฮาร์วาร์ด ผมขอให้นักศึกษาอธิบายคนที่ถ่อมตัวที่สุดที่พวกเขารู้จัก ผู้ถ่อมตนเหล่านั้นมีคุณสมบัติประการหนึ่งที่เหมือนกัน – พวกเขามีความภาคภูมิใจในตัวเองสูงมาก พวกเขารู้ดีว่าพวกเขาเป็นใคร และรู้สึกดีกับคนที่ตัวเองเป็น เราลงความเห็นกันในชั้นเรียนว่า ความถ่อมตนไม่ได้นิยามจากพฤติกรรมหรือทัศนคติที่ติเตียนตัวเอง แต่มาจากความนับถือที่คุณมอบให้กับคนอื่น ความประพฤติที่ดีงามเกิดจากความถ่อมตนแบบนี้โดยธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่น คุณจะไม่มีวันขโมยของของใคร เพราะคุณนับถือเขาคนนั้นมากเกินไป และคุณก็จะไม่โกหกใครเหมือนกัน

.

การชักนำความถ่อมตนมาสู่โลกนี้เป็นเรื่องสำคัญ ก่อนที่คุณจะเข้าเรียนในหลักสูตรปริญญาโทชั้นนำ การเรียนรู้แทบทั้งหมดของคุณที่ผ่านมาก็มาจากคนที่ฉลาดกว่าและมีประสบการณ์มากกว่าคุณ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ครู หรือเจ้านาย แต่เมื่อคุณจบปริญญาโทจากฮาร์วาร์ดหรือสถาบันการศึกษาชั้นนำที่อื่นไปแล้ว คนส่วนใหญ่ที่คุณจะมีปฏิสัมพันธ์ด้วยวันต่อวันอาจไม่ฉลาดกว่าคุณ และถ้าทัศนคติของคุณคือ มีแต่คนที่ฉลาดกว่าคุณเท่านั้นที่สอนอะไรคุณได้ โอกาสในการเรียนรู้ของคุณก็จะจำกัดมาก แต่ถ้าคุณมีความกระตือรือร้นอย่างถ่อมตนที่จะเรียนอะไรบางอย่างจากคนทุกคน โอกาสเรียนรู้ของคุณก็จะไร้ขีดจำกัด โดยทั่วไป คุณจะถ่อมตัวได้ก็ต่อเมื่อคุณรู้สึกดีกับตัวเองจริงๆ และคุณก็อยากช่วยให้คนรอบข้างรู้สึกดีเกี่ยวกับตัวเขาเหมือนกัน เวลาที่เราพบกับคนที่ประพฤติตนในทางที่สามหาว หยิ่งยโส หรือดูถูกเหยียดหยามคนอื่น พฤติกรรมของคนเหล่านั้นแทบทุกครั้งเป็นอาการของการขาดความภาคภูมิใจในตัวเอง พวกเขาต้องเหยียดคนอื่นถึงจะรู้สึกดีกับตัวเองได้

.

เลือกมาตรวัดที่ถูกต้อง

.

ปีที่แล้วผมพบว่าผมเป็นมะเร็ง และเป็นไปได้ที่ชีวิตของผมจะสิ้นสุดลงก่อนที่ผมวางแผนเอาไว้ โชคดีที่ตอนนี้ดูเหมือนว่าผมจะรอดแล้ว แต่ประสบการณ์นั้นก็ได้ทำให้ผมหยั่งรู้เรื่องที่ลึกซึ้งเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับชีวิตของผม

.

ผมรู้ค่อนข้างชัดเจนว่าความคิดของผมได้สร้างรายได้มหาศาลให้กับบริษัทที่ใช้งานวิจัยของผมอย่างไร ผมรู้ว่าผมมีอิทธิพลพอสมควรทีเดียว แต่ระหว่างที่ผมเผชิญหน้ากับโรคร้าย ก็น่าสนใจที่ผมพบว่าอิทธิพลนั้นสำคัญสำหรับผมน้อยขนาดไหน ผมสรุปว่ามาตรวัดที่พระผู้เป็นเจ้าจะประเมินชีวิตผมไม่ใช่ตัวเงิน หากเป็นชีวิตของผู้คนที่ผมเคยกระทบ

.

ผมคิดว่าเราทุกคนต้องเจอแบบนี้เหมือนกันหมด อย่าห่วงเลยเรื่องระดับความมีหน้ามีตาส่วนตัวที่คุณบรรลุ แต่จงเป็นห่วงเรื่องผู้คนที่คุณช่วยให้เป็นคนดีกว่าเดิม นี่คือคำแนะนำข้อสุดท้ายของผม – คิดถึงมาตรวัดที่จะตัดสินชีวิตของคุณ และตั้งปณิธานว่าจะใช้ชีวิตทุกวันในทางที่ในบั้นปลาย ชีวิตของคุณจะได้รับการตัดสินว่าประสบความสำเร็จ.

.

Advertisements

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง ”กรณีเขาพระวิหาร”

.

เขียนโดย

วีรพงษ์ รามางกูร

.

ความมีดังนี้

.

เมื่อปี พ.ศ. 2505 ขณะนั้นยังเป็นนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ดูจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ออกปราศรัยทางโทรทัศน์เรื่อง คำพิพากษาของศาลโลก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พูดไปควักผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดน้ำตาว่าเราจำเป็นต้องปฏิบัติตาม คำพิพากษาของศาลโลกโดยการถอนกำลังออกจากพระวิหาร และต้องคืนโบราณวัตถุกลับไปให้กัมพูชา พร้อมกันนั้นก็ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชาและมอบหมายให้สหภาพพม่าเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินของทางราชการไทยในพนมเปญและที่เมืองอื่น ๆ

.

ทางรถไฟที่ทอดยาวจากหัวลำโพงไปถึงกรุงพนมเปญก็เป็นอันต้องหยุด ประเทศไทยประกาศปิดชายแดน ตั้งแต่นั้นมาทั้ง 2 ประเทศก็หมดความเป็นมิตรต่อกัน แต่ประชาชนของทั้ง 2 ประเทศตามชายแดน ซึ่งเป็นญาติพี่น้องกันต่างก็ยังไปมาหาสู่ติดต่อค้าขายกันตามปกติ จนนายพลลอนนอลรัฐประหารขับไล่ สมเด็จพระเจ้าสีหนุออกไปร่วมกับฝ่ายเขมรแดง เราจึงรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศกัมพูชาขึ้นมาใหม่ แล้วข่าวคราวเรื่องเขาพระวิหารก็เงียบหายไป

.

เมื่อปี 2506 พวกเรานิสิตรัฐศาสตร์ วิชาการปกครอง ต้องเรียนวิชากฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และบรรพ 6 ว่าด้วยครอบครัวและมรดกกับท่านศาสตราจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ซึ่งท่านเป็นคนไทยคนหนึ่งที่ร่วมอยู่ในคณะทนายของฝ่ายไทย หัวหน้าคณะทนายความของไทยเป็นฝรั่งเข้าใจว่าเป็นอเมริกัน ส่วนหัวหน้าทนายความของฝ่ายกัมพูชาเป็นชาวฝรั่งเศส

.

พวกเราก็กราบเรียนถามท่านอาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ว่า ประเด็นที่ต่อสู้กันนั้นว่าอย่างไร ท่านก็บอกให้พวกเรากลับไปอ่านคำพิพากษาของศาลโลกเสียก่อนแล้วท่านจะอธิบายให้ฟัง

.

เมื่ออ่านจบแล้วเราก็เข้าใจขึ้นเป็นอันมาก เพราะคำพิพากษาเขียนเหตุผลไว้อย่างละเอียด ทั้งคำฟ้องร้องของกัมพูชาและคำแก้คดีของฝ่ายไทย รวมทั้งเอกสารสนธิสัญญาแผนที่แนบท้ายสัญญา ลายพระหัตถ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ทรงมีไปถึงข้าหลวงฝรั่งเศสประจำกัมพูชา เรื่องขออนุญาตเสด็จไปเยี่ยมชมเขาพระวิหาร ภาพถ่ายสมเด็จกับ ม.จ.พูนพิศมัยพระธิดาเสด็จเขาพระวิหาร

.

ประเด็นที่ต่อสู้กันก็คือ แผนที่แนบท้ายสนธิสัญญาฉบับปี 1904 ที่ให้เอาสันปันน้ำเป็นเขตแดน แต่แผนที่แนบท้ายใช้มาตราส่วน 1 : 200,000 ขีดมาตามสันปันน้ำ แล้วมาวกเอาปราสาทเขาวิหารไปเป็นของกัมพูชา แล้วจึงวกกลับมาบนสันปันน้ำอีกทีหนึ่ง

.

เรารู้ว่าแผนที่นั้นผิดไม่ตรงกับตัวหนังสือในสนธิสัญญาปักปันเขตแดน ค.ศ. 1904 อีกทั้งไทยไม่เคยยอมรับแผนที่ที่ฝรั่งเศส ทำฝ่ายเดียวแล้วส่งมาให้ไทย ไทยรับรองให้ความเห็นชอบเพราะฝ่ายไทยไม่ได้ส่งตัวแทนไปร่วมคณะปักปันเขตแดนตามที่ระบุไว้ในสนธิสัญญา

.

แต่ในที่สุดศาลโลกตัดสินว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา เพราะแผนที่ แนบท้าย ค.ศ. 1904 เป็นส่วนหนึ่งของ สนธิสัญญาทั้งในแง่เอกสารและข้อเท็จจริงที่ทางไทยไม่ได้ทักท้วงภายใน 10 ปี อีกทั้งหัวหน้าคณะปักปันเขตแดนของฝ่ายไทยจะเสด็จเยี่ยมปราสาทพระวิหารก็ทรงมีลายพระหัตถ์ขออนุญาตข้าหลวงฝรั่งเศส ข้าหลวงฝรั่งเศสก็ออกมารับเสด็จพร้อมกับชักธงชาติฝรั่งเศสขึ้นสู่ยอดเสา มีการถ่ายรูปร่วมกัน

.

อาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ท่านเล่าให้พวกเราลูกศิษย์ฟังว่า ท่านรู้แต่แรกแล้วว่าเราคงจะแพ้คดี แต่โดยหน้าที่ที่เป็น คนไทยและจรรยาบรรณของทนายความก็ต้องทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างถึงที่สุด

.

ท่านเล่าว่าทางที่ถูกเราไม่ควรตกลงให้กัมพูชานำคดีขึ้นศาลโลก เพราะคดีที่จะขึ้นสู่ศาลโลกได้ทั้งสองฝ่ายต้องยินยอมให้ศาลโลกพิจารณา

.

แต่จอมพลสฤษดิ์ท่านต้องการรักษาเกียรติภูมิของชาติว่าเราเป็นชาติอารยะ เป็นสมาชิกที่ดีขององค์การสหประชาชาติ และทนายฝรั่งเชื่อว่าฝ่ายเราจะเป็นฝ่ายชนะ อาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ท่านเป็นเสียงข้างน้อย เมื่อนายกรัฐมนตรีตัดสินใจแล้วท่านก็ต้องทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ในฐานะที่มีอาชีพทนายความและเป็นคนไทย

.

เมื่อฝ่ายเราแพ้คดีแล้ว ก็แปลว่าเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับว่า แผนที่แนบท้ายสนธิสัญญาเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญา มีผลบังคับใช้เหมือนกับกรณีเจดีย์สามองค์ ที่ด่านเจดีย์สามองค์ที่อังกฤษขีดวกเข้ามาทางฝ่ายไทยเป็นปากนกแก้วให้เป็นของพม่า

.

ปัญหาก็คือ ความชัดเจนว่าขอบเขตปราสาทพระวิหารนั้นกินขอบเขตพื้นที่ไปถึงไหน เพราะแผนที่ที่ฝรั่งเศสส่งมาให้ไทยเรารับรองหรือทักท้วงนั้นใช้มาตราส่วนย่อมาก ดูได้ไม่ชัด

.

คณะรัฐมนตรีในสมัยจอมพลสฤษดิ์จึง ตีความคำพิพากษาว่า ขอบเขตของปราสาทพระวิหาร หรือ ′The Temple of Pra Vihar′ (สื่อมวลชนไทย สะกดภาษาอังกฤษตามสำเนียงเขมรว่า The Temple of Preach Vihear ซึ่งไม่ควรสะกดอย่างฝรั่ง ควรสะกดตามสำเนียงไทย หรือสำเนียงแขกเจ้าของภาษาสันสกฤตว่า The Temple of Pra Vihar อาจจะเพราะความไม่รู้หรือไม่ก็เพราะเห่อฝรั่ง)มีขอบเขตแค่ไหน

.

ทางฝ่ายกัมพูชาก็ว่า ′สระตาล′ห่างออกมาไกลสองสระที่เป็นที่สรงน้ำของกษัตริย์ขอมข้างหนึ่ง และเป็นที่อาบน้ำชำระร่างกายของพราหมณ์ข้างหนึ่งก่อนขึ้นไปเฝ้าพระอิศวรที่ปราสาท เป็นส่วนหนึ่งของเทวสถานแห่งนี้

.

นอกจากนั้น ไกลออกมาถึงสถูปคู่ ซึ่งคงจะหมายถึงประตูทางเข้าพระวิหาร ซึ่งไกลออกมาถึง 2 ก.ม. เป็นเครื่องหมายแสดงขอบเขตของพระวิหาร

.

รวมทั้งหมดจึงจะเป็นเทวสถานหรือ พระวิหารแห่งพระอิศวรเจ้าที่สมบูรณ์ เหมือนกับอาณาเขตของวัดคงไม่ใช่เฉพาะพระอุโบสถภายในเขตที่ลงลูกนิมิตและใบเสมา คงเริ่มจากซุ้มประตูภายในกำแพงทั้งหมด ซึ่งอาจจะมีศาลาราย วิหารคต ศาลา กุฏิพระ ฯลฯ ด้วยประกอบเข้าจึงเป็นวัด หรือ ′พุทธสถาน′ หรือ ′พระวิหาร′

.

ทางเราก็ตีความว่า คำพิพากษาหมายถึงเฉพาะตัวพระวิหารสิ้นสุดที่บันไดขึ้นวิหารเท่านั้น ดังนั้นพื้นที่รอบพระวิหาร 4.6 ตารางกิโลเมตรจึงยังเป็นของไทย เขมรบอกไม่ใช่ของไทย กัมพูชาไม่เคยรับรู้ ดังนั้นต่างคนต่างอ้างอธิปไตยเหนือพื้นที่ ดังกล่าวจนทางฝ่ายกัมพูชาต้องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ทางยูเนสโกจึงขอให้เขมรเจรจากับไทยว่าจะร่วมกันพัฒนาอย่างไรให้เป็นเทวสถานที่สมบูรณ์ เพราะทางขึ้นอยู่ทางฝั่งไทย

.

หนังสือช่วยจำที่ลงนามโดย รมต. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ปี 2543 ก็ถูกต้องแล้ว หนังสือช่วยจำลงนามโดย รมต.นพดล ปัทมะ ที่ทำให้เขมรยอมรับว่าพื้นที่ 4.6 ตร.ก.ม เป็นพื้นที่ทับซ้อนก็ถูกต้อง หนังสือของ รมต. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์เพื่อ ปูทางไปในการปักปันเขตแดน ส่วนของ รมต.นพดล ปัทมะ ก็เพื่อนำไปสู่การขึ้นทะเบียนมรดกโลก และร่วมกันพัฒนาให้เป็นมรดกโลก ทั้ง 2 บันทึกมีประโยชน์กับทั้ง 2 ประเทศและของโลกในแง่สันติภาพและวัฒนธรรมร่วมกัน

.

ปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นเพราะนักการเมืองที่ไม่รับผิดชอบใช้ประเด็นความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองใช้ประหัตประหารกันทางการเมือง โดยอ้างว่าเพื่อประโยชน์ของชาติ แท้จริงแล้วก็เพื่อประโยชน์ของตนเอง เมื่อฝ่ายหนึ่งทำเรื่องให้ง่ายให้เป็นประโยชน์ร่วมกัน อีกฝ่ายต้องการให้เป็นเรื่องยากให้เป็นโทษกับประเทศชาติ อีกฝ่ายหนึ่งก็เป็นนักการเมืองเหมือนกัน มีพรรคฝ่ายค้านเหมือนกัน ก็ใช้กรณีนี้เล่นงานผู้นำของตน เอาอย่างประเทศไทยเรื่องก็เลยทำท่าจะบานปลายไปกันใหญ่

.

ดีที่ทหารทั้ง 2 ฝ่ายมีความเป็นอารยะพอ ไม่เถื่อนกระโจนไปตามการเมือง ซึ่งต้องชมเชยกองทัพของทั้ง 2 ประเทศ มิฉะนั้นก็ต้องรบกัน พาลูกหลานชาวบ้านไปตายโดยเปล่าประโยชน์

.

สื่อมวลชนของทั้ง 2 ประเทศก็พลอยไปเล่นการเมืองกับเขาด้วย ไม่ทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ ไม่เคยศึกษา ไม่อ่านบันทึกของอาจารย์ ดร.บวรศักดิ์ ดร.ชาญวิทย์ คำพิพากษาของศาลโลกก็คงไม่อ่านอยู่แล้ว

.

ถ้าเรื่องไปถึงคณะมนตรีความมั่นคง คณะมนตรีความมั่นคงไม่มีทางเลือกต้องกลับไปที่ศาลโลกให้ตัดสินให้ชัดเจนว่าพื้นที่ 4.6 ตร.ก.ม.เป็นส่วนหนึ่งของปราสาทหรือไม่ เราก็ไม่มีทางเลือกเพราะได้เคยตกลงให้ศาลโลกพิจารณามาแล้ว

.

คิดอย่างสามัญสำนึก โอกาสที่เราจะแพ้น่าจะสูงกว่าโอกาสที่จะชนะ ทางที่ดีปล่อยให้คลุมเครือดีกว่าให้ศาลโลกตัดสินอีกครั้ง โดยถือว่าเป็นประโยชน์ร่วมกัน น่าเสียใจที่เราไปเล่นการเมืองกันจนวิถีทางการแก้ปัญหาที่พัฒนามาด้วยดีนั้นกำลังพังทลายลง พอรัฐบาลจะลงก็ต้องหาบันไดลง

.

แต่ก็มีคนกำลังจะชักบันไดออกไม่ให้ลง

.

Read Full Post »

(1)

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 … สงครามโลกที่คร่าชีวิตผู้คนไปมหาศาล … สงครามโลกที่ผู้คนมากมายต้องทุกข์เดือดร้อนทั้งกายและใจ … สงครามโลกที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

“สงครามเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แต่ช่วงเวลาหลังสงครามนั้นยืดยาวไม่มีที่สิ้นสุด” นักกู้ระเบิดคนหนึ่งเคยกล่าวไว้

วิคเตอร์ เด ลาฟวาลเลย์ (Victor de Lavalaye, บุคคลในรูปด้านบน) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมแห่งเบลเยียม และผู้อำนวยการ BBC ภาษาฝรั่งเศสในเบลเยียม เกิดความคิดอยากจะให้ประชาชนช่วยกันสัญลักษณ์ V อันมาจาก Victoire และ Vrijheid ในการชุมนุมต่อต้านสงครามโลก (Victoire เป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่า Victory, ชัยชนะ และ Vrijheid เป็นภาษาดัตช์แปลว่า Freedom, อิสรภาพ)

เพียงไม่กี่สัปดาห์ สัญลักษณ์ตัว V ปรากฏอยู่ตามกำแพงทั่วทั้งเบลเยียม,​ เนเธอร์แลนด์ และฝรั่งเศสตอนบน

จนกระทั่ง BBC เกิดไอเดียออก V-Campaign เพื่อรณรงค์ให้ทุกฝ่ายยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อสันติภาพของโลก

V เป็นทั้งสัญลักษณ์มือสำหรับบุคคลทั่วไป … เป็นทั้งรหัสมอร์ส ( . . . -) สำหรับผู้พิการ

แม้กระทั่งบนแสตมป์จดหมายของรัฐบาลอังกฤษ ก็เห็นคล้องกับสันติภาพ

แล้วสัญลักษณ์แห่งสันติภาพนี้ก็แพร่กระจายไปทั่วยุโรปในที่สุด

ตัวอักษร V ตัวเล็กๆ … เมื่อรวมกับพลังความคิดเห็นที่ตรงกันของประชาชนมหาศาลแล้ว กลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ยิ่งนัก

(2)

ในช่วงศตวรรษที่ 13 ถึง 14 (1337 – 1453) ของยุโรป เกิดสงครามระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส กินระยะเวลายาวนานนับร้อยปี ผู้คนต่างเรียกสงครามครั้งนั้นว่า “Hundred Years’ War” (ภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า Guerre de Cent Ans)

ในช่วงท้ายของสงคราม การรบที่อกินคอร์ต (Battle at Agincourt, 1445) พลธนูของอังกฤษมากมายถูกฝรั่งเศสจับตัวเป็นเชลยศึก

ทหารฝรั่งเศสต้องการจะทำให้พลธนูอังกฤษที่จับตัวมาได้นั้นไม่สามารถง้างธนูยิงไปได้ตลอดชีวิต

และแล้ว นิ้วชี้และนิ้วกลาง นิ้วสำคัญที่ใช้ง้างธนูก็ถูกตัดทิ้ง

แต่ในท้ายที่สุด ผู้ชนะในการรบนี้คืออังกฤษ

ตำนานความหยาบคายของสัญลักษณ์มือนี้จึงเกิดขึ้น

ทหารอังกฤษผู้กุมชัยชนะชู 2 นิ้วนี้ขึ้นเย้ยหยันทหารฝรั่งเศสผู้พ่ายแพ้

สัญลักษณ์มืออันหยาบคายและต้องห้ามจึงนี้ถูกถ่ายทอดเล่าสืบต่อกันเรื่อยมา

เดสมอนต์ มอริส (Desmond Morris) นักสัตววิทยา ศิลปินสีและนักเขียนชาวอังกฤษได้อธิบายเรื่องสัญลักษณ์มือต้องห้ามนี้ในหนังสือ “Their Origins and Distribution” ว่า

“because of the strong taboo associated with the gesture (its public use has often been heavily penalized). As a result, there is a tendency to shy away from discussing it in detail. It is “known to be dirty” and is passed on from generation to generation by people who simply accept it as a recognized obscenity without bothering to analyse it… Several of the rival claims are equally appealing. The truth is that we will probably never know…”

แปลสั้นๆ ง่ายๆ ว่า “ที่มาไม่รู้ รู้แต่ทุกคนรู้ว่ามันคือการสบประมาทอย่างรุนแรง!”

เพียงจากหน้ามือ…กลายเป็นหลังมือ

เด็กยิ้ม

———————————————————————————

อ้างอิง

http://en.wikipedia.org/wiki/V_sign

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง ”เมืองไทยในเงาคึกฤทธิ์”

.

เรียบเรียงโดย

เกษียร เตชะพีระ

.

ความมีดังนี้

“เกษียร เตชะพีระ อดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ไทย หนีเข้าป่าจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ลีลาการสอนที่ตื่นเต้นทำให้เขาเป็นอาจารย์ที่นักศึกษาชอบมากคนหนึ่ง มีเพื่อนคนหนึ่งเคยพูดว่า “ตอนเรียนบูชาเกษียรเหมือนพ่อ พอเกรดออก รถจารย์แมร่งอยู่ไหนวะ” คำว่า Thaksinomic ทักษิณาธิปไตย เขาคนนี้ก็เป็นคนคิดขึ้น ถ้าคุณอยากจะฟังเสียงหัวเราะที่นักศึกษาทั้งห้องขนลุกมาแล้ว และข้อสอบปลายภาคคือข้อสอบที่คุณคิดเอง เสนอเอง ตั้งเอง แต่ตอบเองได้หรือเปล่า ม่ายรุนะ”

.

panakorn, เว็บบอร์ด dek-d.com, 20 เมษายน 2553

.

ถึงจะเว่อร์ไปบ้าง (เช่นที่ว่าผมเป็น “อดีตสมาชิกพรรค…” แหมไม่ถึงขั้นนั้นหรอกครับ ฯลฯ) แต่คำแนะนำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนที่เกี่ยวกับผมของนักศึกษาคนนี้ก็สะท้อนความจริงบางอย่างอยู่ โดยเฉพาะที่ว่า “ข้อสอบปลายภาคคือข้อสอบที่คุณคิดเอง เสนอเอง ตั้งเอง แต่ตอบเองได้หรือเปล่า ม่ายรุนะ”

.

ในบรรดาคำถามข้อสอบไล่วิชาการเมืองการปกครองของไทยต่างๆ นานา 45 ข้อที่นักศึกษาแต่ละคนคิดตั้งขึ้นเอง/ร่างเค้าโครง-ค้นคว้าข้อมูลเอง/เขียนตอบเองภายใต้การตรวจแก้แนะนำคัดกรองของผมในภาคการศึกษา 2/2552 ที่ผ่านมา (วันสอบไล่ 12 มีนาคม ศกนี้) ข้อที่ช่วยฉายภาพความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบันในแง่ระบบคิดได้เฉียบแหลมลึกซึ้งชวนขบคิดถกเถียงยิ่งเป็นของนักศึกษาปี 3 เลขทะเบียน 500361….

.

เขาค้นคว้าเรียบเรียงประยุกต์มันขึ้นมาจากงานวิจัยเรื่องการสร้าง “ความเป็นไทย” ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช โดย ร.ศ.ดร.สายชล สัตยานุรักษ์ แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นสำคัญ

.

เพื่อประโยชน์แก่การวิเคราะห์ระบบคิดเบื้องหลังความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบัน ผมขออนุญาตคัดลอกคำถามเอง-ตอบเองของนักศึกษาผู้นี้มาให้อ่านโดยปรับแต่งตัดทอนเล็กน้อยเพื่อความเหมาะสมดังนี้ :

.

คำถาม

.

“ความเป็นไทย” กระแสหลักที่นิยามโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้สร้าง “ความจริง” ทางการเมืองอะไรให้กับสังคมไทยบ้าง? “ความจริง” เหล่านั้นสามารถนำมาใช้อธิบายสาเหตุและเสนอวิธีการแก้ปัญหาสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยในช่วงปี พ.ศ.2495 – ปัจจุบันได้หรือไม่ อย่างไร? และท่านเห็นว่าการเสนอคำอธิบายตามแนวทาง “ความจริง” เหล่านั้น สามารถช่วยให้เข้าใจและแก้ปัญหาได้หรือไม่ อย่างไร?หากไม่ ท่านคิดว่าเป็นเพราะอะไร?

.

คำตอบ

.

นิยาม

.

สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทยในปัจจุบันได้ดำเนินมาเป็นเวลานานหลายปีแล้วและยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ ตลอดช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ได้มีความพยายามเสนอคำอธิบายสถานการณ์ความขัดแย้งนี้ด้วยกันหลายแบบ อย่างไรก็ตาม คำอธิบายที่พบมากที่สุดคือ คำอธิบายตามกรอบ “ความเป็นไทย” กระแสหลัก และจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม คำอธิบายเหล่านั้นได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก “ความจริง” ทางการเมืองที่ถูกสร้างขึ้นโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ปัญญาชนที่ทรงอิทธิพลในการนิยาม “ความเป็นไทย” มากที่สุด ในที่นี้จึงจะทำการวิเคราะห์ว่า “ความจริง” เหล่านั้นได้ให้คำอธิบายอะไรเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้บ้าง และคำอธิบายเหล่านั้นมีความถูกต้องเหมาะสมเพียงใด

.

ก่อนที่จะวิเคราะห์ถึงการเสนอคำอธิบาย จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทราบคำนิยามศัพท์สำคัญในเรื่องนี้เสียก่อน ได้แก่คำว่า “ความเป็นไทย” กระแสหลัก และคำว่า “ความจริง” ทางการเมือง ทั้งนี้ เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน โดยในที่นี้ผู้เขียนจะขออ้างอิงคำนิยามที่ปรากฏใน “บทวิจารณ์ การสร้าง “ความเป็นไทย” กระแสหลักและ “ความจริง” ที่ “ความเป็นไทย” สร้าง” (ฟ้าเดียวกัน, 3 : 4 (ตุลาคม – ธันวาคม 2548)

.

คำว่า “ความเป็นไทย” หมายถึง สิ่งสร้างทางการเมืองวัฒนธรรม เชื้อมูลที่ประกอบสร้างเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย หากเรามีสิ่งนี้ก็จะได้ชื่อว่าเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์ เมื่อนำมารวมกับคำว่า กระแสหลัก จึงหมายถึง สิ่งสร้างทางการเมืองวัฒนธรรมที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในการทำความเข้าใจว่าอะไรคือไทย

.

ส่วนคำว่า “ความจริง” นั้น หมายถึง สภาวะนามธรรมที่เป็นจริงโดยตัวมันเอง อย่างไรก็ตาม “ความจริง” ในที่นี้เป็น สกรรมสภาวะ (transitive reality) เป็นจริงเพราะเราเชื่อ ไม่ได้เป็นจริงโดยตัวมันเอง แต่เรากลับเชื่อว่ามันเป็นจริงโดยตัวมันเอง เมื่อนำมารวมกับคำว่า การเมือง จึงหมายความว่า แง่มุมทางการเมืองที่เราเชื่อว่าถูกต้อง เป็นจริง ไม่เปลี่ยนแปลง

.

เมื่อนำ 2 คำข้างต้นมารวมกันเป็น “ความจริง” ทางการเมืองที่ “ความเป็นไทย” กระแสหลักสร้างขึ้น จึงอาจให้ความหมายได้ว่าเป็น กรอบการมองการเมืองที่เป็นผลมาจากอิทธิพลของการทำความเข้าใจว่าอะไรคือไทย

.

“ความเป็นไทย”กระแสหลัก

.

ดังที่กล่าวไปแล้วในตอนต้นว่า ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เป็นปัญญาชนที่ทรงอิทธิพลในการนิยาม “ความเป็นไทย” ในที่นี้จึงจะทำการวิเคราะห์ว่า ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้สร้าง “ความเป็นไทย” อะไรไว้บ้าง เพราะถ้าเราเข้าใจสิ่งนี้แล้ว เราก็จะเข้าใจว่า “ความจริง” ทางการเมืองนั้นมีที่มาอย่างไร โดยประเด็น “ความเป็นไทย” ที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์นิยามที่สำคัญๆ มีดังนี้ :-

.

1) การปกครองแบบไทย : ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้สร้างให้การปกครองแบบไทยเป็นรูปแบบการปกครองที่ดีสำหรับไทย และเหนือการปกครองแบบประชาธิปไตยตะวันตก หลักการปกครองแบบไทยที่สำคัญต้องการเน้นที่อำนาจเด็ดขาดของผู้นำ แต่ขณะเดียวกัน ผู้นำในรูปแบบนี้ก็มีศีลธรรมพระพุทธศาสนากำกับ ทำให้ประชาชนไม่ได้รับการกดขี่

.

การปกครองแบบนี้ให้สิทธิการเข้าร่วมการปกครองตามชั้นทางสังคม ผู้ที่อยู่ในระดับล่างไม่มีสิทธิเข้าร่วมการปกครองเนื่องจากคนกลุ่มนี้ไม่มีความรู้ หากให้ร่วมใช้อำนาจด้วยก็จะเกิดความวุ่นวายในสังคมขึ้นได้

.

2) พระมหากษัตริย์ : ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้เน้นให้เห็นว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นต้นแบบของผู้นำแบบไทยและยังทรงทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติมากมาย กล่าวได้ว่าไทยเป็นไทยได้ทุกวันนี้ก็เพราะมีพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะรัชกาลปัจจุบันที่ทรงบุญญาบารมีสูงสุด พระมหากษัตริย์ยังทรงเป็นผู้พระราชทานอำนาจให้กับประชาชน ดังนั้น การปกครองที่ดีจึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลและสายพระเนตรของพระมหากษัตริย์ แนวความคิดแบบนี้ได้ก่อให้เกิด “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

.

3) พระพุทธศาสนา : ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้เน้นที่ศีลธรรมแบบโลกียธรรม พร้อมทั้งได้เน้นว่าผู้นำแบบไทยเป็นผู้นำที่ดีเพราะมีพระพุทธศาสนากำกับ ในส่วนของประชาชนทั่วไป ยังเน้นความสำคัญของ “กรรม” เพื่อให้ประชาชนยอมรับสถานะของตัวเองและให้การสนับสนุนผู้นำแบบไทยซึ่งเป็นผู้ที่มี “กรรม” เก่าที่ดีกว่า

.

4) ความสัมพันธ์ของคนในสังคม : ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้เน้นให้เห็นว่าสังคมที่รู้จัก “ที่สูง – ที่ต่ำ” เป็นสังคมที่ดี เพราะแต่ละคนทำตามหน้าที่ของตนเอง ไม่เกิดความวุ่นวายขึ้น แม้จะมีความแตกต่างทางชนชั้น แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยสงบสุข เพราะมีระบบอุปถัมภ์ผู้ที่อยู่ในชนชั้นต่ำกว่า

.

5) ด้านอื่นๆ : ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ยังได้เน้น “ความเป็นไทย” ในด้านอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องศิลปวัฒนธรรม โดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้ให้ความสำคัญแก่วัฒนธรรมชั้นสูง (High Culture) ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดีงามและเป็นไทยอย่างที่สุด

.

การเน้นแบบนี้มีแนวโน้มที่จะทำให้คนในสังคมให้การสนับสนุนคนที่อยู่ใน “ที่สูง” แต่ไม่เห็นค่าของคนที่อยู่ใน “ที่ต่ำ”

.

“ความจริง”ทางการเมือง

.

จาก “ความเป็นไทย” ในแง่มุมต่างๆ ที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้นิยามไว้ ได้ก่อให้เกิด “ความจริง” ทางการเมืองที่สำคัญก็คือ การมองว่า “ความเงียบทางการเมือง” หรือ “สังคมที่ไม่มีการเมือง” เป็นอุดมคติสูงสุดสำหรับการเมืองไทย

.

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้ชี้ให้เห็นว่าการเมืองที่มาพร้อมกับระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นสิ่งชั่วร้าย เพราะเป็นการไปทำลายระบบความสัมพันธ์ของคนในสังคมแต่เดิมลง ทำให้คนที่อยู่ใน “ที่ต่ำ” เข้ามามีอำนาจในการปกครอง ทั้งที่คนกลุ่มนี้ไม่มีหน้าที่อย่างนั้น

.

การปกครองโดยคนที่ไม่สมควรได้ปกครองจึงทำให้ประเทศมีแต่ความวุ่นวายขัดแย้ง อิทธิพลจากแนวความคิดนี้ทำให้คนไทยมองการเมืองเพียงในแง่มุมของการต่อสู้แย่งชิงผลประโยชน์ของนักการเมืองที่เห็นแก่ตัวเท่านั้น

.

พร้อมกันนั้นคนไทยก็เชื่อว่าหากสามารถกำจัดนักการเมืองออกไปได้ บ้านเมืองก็จะดีขึ้นเป็นแน่ “ความเงียบทางการเมือง” จึงกลายมาเป็นอุดมคติสำหรับคนไทย

.

ที่ว่า “ความเงียบทางการเมือง” หรือ “สังคมที่ไม่มีการเมือง” นั้นก็คือ การปกครองแบบไทยซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของพระมหากษัตริย์ หน้าที่ในการปกครองเป็นของคนดี ที่มีความเป็นไทยและไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง (เพราะการเลือกตั้งทำให้ความสัมพันธ์ของคนในสังคมยุ่งเหยิง) และต้องอยู่ใน “ที่สูง” ด้วย คนในชนชั้นต่างๆ กลับไปทำหน้าที่ของตนเองตามที่ชนชั้นของตนเองกำหนด ผู้ที่อยู่ใน “ที่ต่ำ” ก็มีเพียงหน้าที่ทำตามสิ่งที่คนอยู่ใน “ที่สูง” กำหนดเท่านั้น ถ้าทำได้แบบนี้ บ้านเมืองก็จะมีแต่ความสงบสุข อุดมคติแบบนี้ทำให้คนไทยไม่ให้ความสำคัญกับระบอบประชาธิปไตย และมีแนวโน้มจะสนับสนุนระบอบอำนาจนิยมได้ง่าย

.

“ความจริง” ทางการเมืองอีกประการหนึ่งที่สำคัญก็คือ การเกิดมโนภาพว่า “เมืองไทยนี้ดี” โดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้ทำให้คนไทยเชื่อว่าเมืองไทยดีกว่าประเทศอื่นๆ ด้วยเหตุผลหลายประการไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งตามภูมิศาสตร์ การปกครองแบบไทย การมีพระมหากษัตริย์ ฯลฯ

.

มโนภาพแบบนี้ทำให้คนไทยส่วนใหญ่มีแนวโน้มต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เพราะคิดว่าจะทำให้เมืองไทยแย่ลง อีกทั้งยังปฏิเสธแนวทางของประเทศอื่นเพราะเชื่อว่าแนวทางของไทยดีที่สุด อย่างไรก็ตาม ไทยอาจจะรับแนวทางจากประเทศอื่นได้ แต่ต้องรับผ่านชนชั้นนำเท่านั้น ชนชั้นอื่นห้ามรับโดยตรง

.

“ความจริง” ทางการเมืองเหล่านี้ได้กลายมาเป็นกรอบคิดของคนไทยจนถึงปัจจุบัน กรอบคิดนี้เป็นทั้งคำตอบในการมองปรากฏการณ์ต่างๆ และก็เป็นทั้งข้อจำกัดในการคิดเช่นกัน เพราะกรอบนี้มีพลังอิทธิพลอย่างมาก จนคนในสังคมไม่สามารถคิดนอกเหนือไปจากกรอบเหล่านี้ได้ แม้แต่สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยในช่วงปี พ.ศ.2549 – ปัจจุบัน คนไทยจำนวนมากก็ยังมองโดยใช้กรอบ “ความจริง” ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เป็นหลัก

.

มองการเมืองปัจจุบันผ่านกรอบคิดคึกฤทธิ์

.

สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้อาจนับได้ว่าเริ่มต้นเมื่อปลายปี พ.ศ.2548 โดยในช่วงแรกอาจถูกมองว่าเป็นเพียงความขัดแย้งระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แต่หลังจากนั้นความขัดแย้งก็ลุกลามขยายไปจนอาจเรียกได้ว่าเป็นความขัดแย้งระหว่าง ระบอบทักษิณ กับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

.

หรือนัยหนึ่งเราอาจกล่าวได้ว่านี่เป็นความขัดแย้งระหว่าง “ความเป็นไทย” แบบใหม่ซึ่งนำโดย พ.ต.ท.ทักษิณ กับ “ความเป็นไทย” กระแสหลักที่ได้รับอิทธิพลจาก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์

.

ความขัดแย้งครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดการแตกแยกทางความคิดของคนในสังคมออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ

.

2 กลุ่มนี้ได้เข้าปะทะกันทั้งในเชิงความคิดและเชิงกายภาพจนยากที่จะหาข้อตกลงร่วมกันได้

.

การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 ก็ไม่สามารถที่จะช่วยแก้ปัญหาได้ แต่กลับเพาะเชื้อความขัดแย้งให้ลุกลามมากยิ่งขึ้น

.

ปัจจุบันเรามีมวลชนซึ่งจัดตั้งอย่างเป็นเอกเทศ 2 กลุ่มที่พร้อมจะเข้าปะทะกัน ซึ่งหากจะว่าไปแล้ว ส่วนหนึ่งของความขัดแย้งที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ก็เป็นผลมาจากการใช้กรอบการมองแบบ “ความจริง” ทางการเมืองของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์นั่นเอง

.

หากเราใช้กรอบของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์เป็นหลัก เราก็อาจให้คำอธิบายสถานการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้ว่าเป็นผลมาจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณได้ทำลาย “ความเป็นไทย” กระแสหลักลง

.

การทำลายในที่นี้คือการที่ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ปฏิบัติตามแนวทางผู้นำแบบไทย เพราะมีข้อกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้กระทำการอันเป็นการผิดศีลธรรมทางพระพุทธศาสนาผ่านการทุจริตในเรื่องต่างๆ

.

ในขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณก็ยังกระทำการในลักษณะที่ถูกมองว่าจะออกจากการควบคุมดูแลโดยพระมหากษัตริย์ การพยายามออกห่างจากพระบรมฉายาของพระมหากษัตริย์และมีหลายเหตุการณ์ที่ผู้คนในสังคมเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังกระทำตนเทียบชั้นพระมหากษัตริย์นี้ ทำให้หลายคนเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้หมดคุณสมบัติของการเป็นผู้นำแบบไทยลง เพราะพระมหากษัตริย์คือหลักอ้างอิงและให้ความชอบธรรมในการเป็นผู้นำแบบไทย เมื่อออกห่างจากพระมหากษัตริย์จึงออกห่างจากความชอบธรรมในการเป็นผู้นำแบบไทยด้วย

.

มีข้อสังเกตว่าในช่วงแรกที่ พ.ต.ท.ทักษิณใช้อำนาจในลักษณะเผด็จการนั้น ผู้คนจำนวนมากยังไม่มีความคิดจะต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะตามหลัก “ความเป็นไทย” แล้ว การใช้อำนาจเผด็จการไม่ใช่เรื่องเลวร้ายแต่อย่างใด จนกระทั่งเมื่อมีกรณีกล่าวหาว่าทุจริตและหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ผู้คนจำนวนมากจึงได้ออกมาต่อต้าน

.

ความผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณต่อ “ความเป็นไทย” อีกอย่างหนึ่งก็คือการทำลายโครงสร้างความสัมพันธ์ของคนในสังคมลง เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณได้อิงตัวเองเข้ากับประชาชนรากหญ้าซึ่งไม่ควรมีสิทธิมีเสียงในการปกครอง

.

แม้ว่าโดยใจจริง พ.ต.ท.ทักษิณอาจไม่ได้ต้องการให้อำนาจแก่ประชาชนรากหญ้าอย่างแท้จริง แต่ก็ทำให้ผู้ที่อยู่ในที่ “สูงกว่า” อดรู้สึกไม่ได้ว่าอำนาจของตนเองกำลังถูกท้าทาย

.

การเกิดมวลชน 2 กลุ่ม ซึ่งกลุ่มหนึ่งเป็นตัวแทนของผู้ที่อยู่สูงกว่า และอีกกลุ่มหนึ่งอยู่ในที่ต่ำกว่า เข้าปะทะทางความคิดกัน ได้ทำให้อุดมคติ “ความเงียบทางการเมือง” ของคนไทยจำนวนมากพังทลายลง เพราะความขัดแย้งครั้งนี้เกิดจากการที่คนในตำแหน่งต่างๆ ไม่ทำหน้าที่ของตนเอง คนในที่ต่ำไม่สมควรออกมาประท้วง

.

ข้อสรุปแบบนี้ได้นำไปสู่การเสนอวิธีการแก้ปัญหาแบบไทย ตามอิทธิพลของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์

.

วิธีการแก้ปัญหาที่หลายคนเสนอจึงเป็นการทำยังไงก็ได้ให้นำ “ความเงียบทางการเมือง” กลับคืนมา

.

การรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 ก็เป็นความพยายามในการสร้าง “ความเงียบทางการเมือง” และนำผู้นำแบบไทยที่เป็นคนดี มีความเป็นไทย และไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ให้มาเป็นผู้ปกครองประเทศอีกครั้งหนึ่ง และแม้การรัฐประหารจะเป็นวิธีการที่นานาชาติไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะ “เมืองไทยนี้ดี” วิธีการแก้ปัญหาแบบนี้จึงดีที่สุดแล้ว

.

ขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างมวลชน 2 ฝ่ายก็เป็นไปในแนวทางที่จะทำให้มวลชนฝ่าย “ที่ต่ำ” สลายไป เพราะไม่ใช่หน้าที่ของพวกเขาที่จะออกมาเรียกร้อง

.

ส่วนฝ่าย “ที่สูง” ก็ได้รับอนุญาตให้เคลื่อนไหวได้ ตราบใดที่ยังไม่ไปขัดกับ “ที่สูงสุด”

.

ทายาทความคิดของคึกฤทธิ์

.

การเสนอคำอธิบายแบบนี้เป็นที่ยอมรับของคนจำนวนมาก ทั้งนี้เพราะอิทธิพล “ความจริง” ทางการเมืองที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้สร้างไว้ จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันเองก็มีปัญญาชนที่เป็นผู้สืบทอดความคิดของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ และเป็นผู้ที่ยังทำให้กรอบ “ความจริง” แบบนี้ยังคงอยู่ต่อไป ตัวอย่างเช่น

.

ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองซึ่งมักเน้นถึงเรื่องความสำคัญของ “คนดี” เป็นประจำ และยังเน้นว่าผู้ปกครองต้องอยู่ภายใต้การดูแลของพระมหากษัตริย์ เพราะผู้ปกครองเป็นเพียงจ๊อกกี้ ไม่ใช่เจ้าของม้า การเน้นเช่นนี้ก็คือการสนับสนุนการปกครองแบบไทยและผู้นำแบบไทยนั่นเอง

.

ขณะที่ตุลาการอาวุโสบางท่านก็เคยกล่าวว่าแม้ตุลาการจะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ก็มีสิทธิเข้าไปแก้ปัญหาบ้านเมือง เพราะตุลาการได้รับการแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ และพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจประชาชน ตุลาการจึงมาจากประชาชน การกล่าวเช่นนี้เป็นการเน้นความสำคัญของพระมหากษัตริย์ขณะที่ลดค่าของการเลือกตั้งลงไป

.

ด้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้นก็ได้เสนอหลักการเมืองใหม่ ให้มีตัวแทนจากการแต่งตั้งมากกว่าเลือกตั้ง และให้ทหารสามารถเข้าแทรกแซงได้เมื่อมีเหตุสมควร อันเป็นการแสดงความไม่ไว้ใจในประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งยังอยู่ในวัฏจักรโง่-จน-เจ็บ

.

จะเห็นได้ว่าปัญญาชนเหล่านี้ได้สืบทอดแนวทางคำอธิบายของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์และด้วยเหตุที่ปัญญาชนเหล่านี้มีบทบาททางการเมืองค่อนข้างมาก ทำให้แนวทางคำอธิบายของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ยังถูกใช้เป็นกรอบในการทำความเข้าใจการเมืองในปัจจุบัน

.

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตบางประการที่น่าสนใจว่าปัญญาชนในปัจจุบันมีลักษณะบางอย่างที่แตกต่างจาก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เช่น การยอมรับ “ความเป็นจีน” โดยในปัจจุบันลูกจีนไม่จำเป็นต้องกลายเป็นไทย แต่สามารถเป็นทั้งจีนและไทยพร้อมกันได้ ดังเห็นได้จาก วาทกรรม “ลูกจีนรักชาติ” ซึ่งน่าจะเป็นเพราะปัจจุบันลูกจีนจำนวนมากได้มีบทบาททางเศรษฐกิจมากขึ้น และเข้าไปร่วมมือกับชนชั้นนำในด้านการเมืองมากหน้าหลายตา

.

อย่างไรก็ตาม “ความเป็นจีน” ในที่นี้จำกัดเฉพาะความเป็นจีนที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ ขณะเดียวกันก็พบว่านอกจากจีนแล้ว เชื้อชาติอื่นยังไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร อาจเนื่องมาจากยังไม่มีพลังอำนาจมากเท่ากับคนจีนก็เป็นได้

.

อีกจุดหนึ่งที่แตกต่างก็คือปัญญาชนสมัยนี้ได้ลดระดับมโนภาพ “เมืองไทยนี้ดี” ลง เห็นได้จากแม้ว่าจะเห็นด้วยกับการรัฐประหาร แต่ก็ไม่กล้ากล่าวตรงๆ ที่เป็นเช่นนี้เพราะโลกาภิวัตน์ทำให้คนทุกชนชั้นในสังคมสามารถรับสื่อจากต่างประเทศได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านชนชั้นนำเพียงอย่างเดียวเหมือนแต่ก่อน

.

ทำให้ปัญญาชนจำนวนมากต้องปรับเปลี่ยนคำอธิบายบางส่วนเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกด้วย

.

วิจารณ์ข้อจำกัดของกรอบคิดคึกฤทธิ์

.

จากที่กล่าวมาทั้งหมดเห็นได้ว่ากรอบ “ความจริง” ทางการเมืองของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์มีอิทธิพลสำคัญในการสร้างความเข้าใจสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยในปัจจุบัน

.

อย่างไรก็ตาม ในความคิดเห็นของผู้เขียน คำอธิบายตามกรอบนี้ไม่ช่วยให้เราเข้าใจและแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม

.

กรอบคำอธิบายแบบนี้มีข้อจำกัดตรงที่ว่าเป็นเพียงการพิจารณาความไม่มีศีลธรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณเท่านั้น แต่ไม่ได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวระบบซึ่งได้เพาะเชื้อความไม่พอใจระหว่างชนชั้นเอาไว้

.

อีกอย่าง กรอบคำอธิบายแบบนี้ยังไปไม่ทันกับกระแสโลก หากเป็นในอดีต วิธีการแก้ปัญหาตามกรอบนี้อาจได้ผล เพราะชนชั้นนำสามารถตัดสินใจได้อย่างทันที แต่ปัจจุบันการที่ประเทศไทยผูกตัวเองติดกับกระแสโลกและได้รับอิทธิพลอย่างมากจากโลกาภิวัตน์ ส่งผลให้คนจำนวนมากในสังคมรับสื่อจากต่างประเทศได้โดยตรง

.

อำนาจในการรับสื่อนี่เองที่กลายมาเป็นพลังต่อกรสำคัญกับอำนาจของชนชั้นนำ ตราบใดที่เรายังใช้รูปแบบการแก้ปัญหาแบบเก่าที่คับแคบและไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ก็ย่อมจะยังไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้

.

สำหรับวิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสมนั้น ผู้เขียนยังคิดไม่ออก แต่ผู้เขียนเชื่อว่าสังคมจะสามารถคิดออกได้แน่ หากคนในสังคมหลุดพ้นจากคำอธิบายแบบ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ และหากรอบคำอธิบายแบบใหม่ๆ นำกรอบของแต่ละคนมาถกเถียง ตกผลึก สังเคราะห์ เมื่อนั้นเราจะได้กรอบคำอธิบายที่เสนอสาเหตุและวิธีการแก้ปัญหาอย่างเหมาะสมก็เป็นได้

.

แต่หาก “ความจริง” ทางการเมืองที่ “ความเป็นไทย” กระแสหลักของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์สร้างขึ้นยังคงมีอิทธิพลจำกัดความคิดคนในสังคมอยู่เช่นนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยในปัจจุบันก็คงไม่สามารถหาทางออกได้ จะทำได้ก็คงแต่เพียงการกดทับปัญหาไว้เท่านั้น

.

ซึ่งผู้เขียนไม่เห็นว่าเป็นวิธีที่เหมาะสมแต่อย่างใด

.

ที่มา: วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เวลา 21:00:00 น. มติชนออนไลน์

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง “อนาคตร่วมกัน”

โดย

อานันท์ ปันยารชุน

ความมีดังนี้

.

ผมเชื่อมาตลอดว่า บทพิสูจน์ธาตุแท้ของแต่ละคนคือดูว่าเขาสามารถรับมือและฟันฝ่าอุปสรรคความยากลำบากไปได้อย่างไร

.

ผลพวงจากเหตุการณ์น่าสลดใจเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสที่จะพิสูจน์กับตัวเองและชาวโลกให้เห็นถึงธาตุแท้ของคนไทยที่มีความเข้มแข็ง มีความมุ่งมั่นที่จะได้มาซึ่งความเป็นธรรม การส่งเสริมความปรองดองแห่งชาติ และการสร้างสรรค์สังคมที่รวมทุกกลุ่มทุกฝ่ายเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน

.

ในความเป็นชาติ เราได้วนเวียนในวังวนแห่งความโกลาหลและสับสนวุ่นวายมานาน บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องร่วมกันหายใจลึกๆ และเรียกสติกลับคืนมา ให้มีความสมดุลและความพอดี

.

ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องกลับมาเน้นและส่งเสริมค่านิยมไทยที่สั่งสมมาแต่ช้านาน ค่านิยมที่ว่านี้คือ ความอดทนอดกลั้น การยึดทางสายกลาง และความเมตตากรุณา ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในวัฒนธรรมประจำชาติของเราทั้งสิ้น

.

เราควรหยุดชี้นิ้วกล่าวหากันอย่างไม่มีสติ การโยนความผิดใส่กันอย่างที่กำลังนิยมทำกันในขณะนี้ การมีอารมณ์อกุศลเช่นความโกรธแค้นและเกลียดชังมีแต่ความหายนะ

.

เราจะต้องก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้และเหนือสิ่งอื่นใดคือ แสวงหาความจริงให้ได้ การสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างอิสระและน่าเชื่อถือเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งการดำเนินการตามครรลองของกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา จะต้องเกิดขึ้นอย่างจริงจังนับแต่นี้ไป

.

นอกจากนั้น เรายังจำเป็นต้องเร่งกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อให้เกิดความปรองดองในชาติและสันติภาพที่ยั่งยืน คนไทยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องมาร่วมพูดคุยหารือกันโดยยอมรับและเคารพในจุดแตกต่าง ความสนใจ และค่านิยมของกันและกัน การยอมรับกันและการสำนึกผิด ของทุกฝ่ายสามารถนำไปสู่การให้อภัย ซึ่งเป็นกุญแจที่แท้จริงที่นำไปสู่การเยียวยาจิตใจและความรู้สึกนึกคิดของคนไทยทุกคน

.

เราจำต้องพยายามรีบปิดช่องว่างทางสังคมที่นับวันมีแต่ลึกและกว้างขึ้นทุกที โดยต้องมุ่งแก้ไขความยากจนในโครงสร้าง การกีดกันทางสังคม และความไม่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าเราจะมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นมา เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าความไม่พอใจของผู้ประท้วงจำนวนไม่น้อยมีน้ำหนัก

.

เราจึงต้องเร่งกำหนดมาตรการให้ครบถ้วนเพื่อจัดการแก้ไขปัญหาสำคัญๆ ต่อไปนี้ (1) ความไม่สมดุลของการกระจายรายได้ (2) ความสามารถที่ถูกลิดรอน และ (3) ความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงและโอกาส

.

หากเราเพิกเฉย ไม่ยอมรับ ไม่แก้ไขข้อร้องเรียนเหล่านี้ บาดแผลที่กรีดลึกจากความรุนแรงในประวัติศาสตร์ไทยบทนี้ก็จะกลายเป็นแผลเปื่อยเน่า ซึ่งจะยิ่งทำให้ช่องว่างแห่งความแปลกแยกกลายเป็นหุบเหวที่กว้างขึ้นกว่าเดิมอันจะนำไปสู่ความโกลาหลและความรุนแรงต่อไปอีก

.

ประเทศของเราได้สูญเสียมากมายในครั้งนี้ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ได้เห็นการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในห้วงที่สำคัญยิ่งของกระบวนการพัฒนาประเทศ ถ้าหากในอนาคตเรามองย้อนหลังไป ก็อาจมองว่าการที่พี่น้องที่ยากจนในชนบทได้มีสิทธิมีเสียงทางการเมืองมากขึ้นนับเป็นก้าวที่สำคัญและขาดไม่ได้ในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทย

.

เราจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรับรู้ข้อเรียกร้องที่ชอบธรรมและรับฟังเสียงของกลุ่มสังคมเหล่านี้ ไม่ว่าในกระบวนการเลือกตั้งหรือกระบวนการตัดสินใจอื่นๆ

.

ในความเป็นชาติ เราได้ก้าวมาถึงจุดที่ไม่สามารถย้อนกลับไปเหมือนเดิมได้อีกแล้ว การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ พวกเราทุกคนล้วนมีส่วนได้ส่วนเสียในอนาคตของประเทศชาติ และต้องมีส่วนช่วยให้การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปในทางที่สร้างสรรค์

.

ขอให้เราจงมาร่วมกันแปรวิกฤตนี้ให้กลายเป็นโอกาส เพื่อที่จะสร้างฉันทามติใหม่ทางการเมือง ให้มี “วาระของประชาชน” เพื่อให้ได้มาซึ่งสังคมที่รวมทุกหมู่เหล่า สังคมที่มีความเท่าเทียมกัน และสังคมที่มีอนาคตร่วมกันสำหรับคนไทยทุกคน

Read Full Post »

ใบไม้…

…นำเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึมซับน้ำจากใต้ดิน รับพลังงานแสงแดด เกิดกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง (photosynthesis)

เกิดเป็นน้ำตาลเฮกโตส ออกซิเจน และน้ำ เป็นอาหารให้ตัวเองได้รับบริโภคเพื่อดำรงชีวิตต่อไป

…และให้เพื่อนร่วมโลกอย่างพวกเราได้ใช้บริโภคกัน

6CO2 + 12H2O + พลังงานแสง → C6H12O6 + 6O2 + 6H2O

แล้วตัวเรา รับเอาอะไรจากสิ่งรอบกายเข้ามาบ้างกัน..?

ทฤษฎี, ปฏิบัติ, ตรรกะ,​ ความจริง,​ คำถาม, ความคิดเห็น, จินตนาการ, คำแนะนำ,​ คำชื่นชม, คำปรามาส, อคติ, ความคิดเชิงบวก, ความคิดเชิงลบ, อารมณ์, ความสุข, ความทุกข์,​ ฯลฯ

แล้วเมื่อผ่านกระบวนการสังเคราะห์ด้วยสมอง

สิ่งรอบกายก็แปรสภาพเกิดเป็นความคิดใหม่ขึ้นมา

แล้วความคิดใหม่ๆ … ที่เกิดขึ้นจากเรา จากการสังเคราะห์ด้วยสมอง

นำไปใช้ทำอะไรได้รึไม่..?

นำไปสร้างประโยชน์ใดแก่คนอื่นได้หรือไม่..?

ทำได้อย่างที่ใบไม้ทำหรือไม่..?

@smileyKiD

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง  ”ห้องเรียน“เบราน์ แบก””

โดย

fah@matichon.co.th

ความมีดังนี้

วัฒนธรรมการเรียนการสอนของห้องเรียนอเมริกัน ระดับมหาวิทยาลัย รู้กันอยู้ว่า ไม่ต้องมานั่งคอยจ้ำจี้จ้ำไช ผู้ที่เคยมาเรียน และได้โอกาสมาสัมผัสคงเข้าใจ …ถ้าไม่แน่จริง คงเรียนไม่จบ

สิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องดี หยิบยกมาฝาก ภายในบรรยากาศการเรียนอุดมศึกษา ปริญญาตรี โท และเอก ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสันนั้น เรียกได้ว่า คับคั่งไปด้วยนักวิชาการ โดยเฉพาะความตั้งอกตั้งใจของนักศึกษาที่นี่ กับความรับผิดชอบต่อตนเอง

สิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นนั่นคือ ห้องเรียนแบบ “Brown bag meeting” ถ้าให้นิยาม คงต้องเรียกว่า ห้องเรียนเพิมเติม เสริมสิ่งที่อยากรู้ อย่างไม่เป็นทางการ

รูปแบบของ “เบราน์ แบก” (Brown bag) คือห้องเรียนที่กำหนดหัวข้อจากความสนใจ ซึงเป็นได้ทั้งเรื่องทั่วไป เรื่องเรียน เรื่องของหลักสูตร ฯลฯ แล้วแต่เจ้าภาพ เห็นว่าสถานการณ์ ข้อมูลใดน่าสนใจ หยิบยกมาเป็นเรื่องพูดคุย ด้วยการเชิญ “วิทยากร” ผู้รู้ในเรื่องนั้นๆ มาเป็นแขกรับเชิญ

จุดสำคัญที่เรียกว่า เบราน์ แบก เนื่องจากเป็นห้องเรียนที่เปิดให้ฟังความรู้ไป และรับประทานอาหารกลางวันไปด้วยได้ ที่เรียกว่า Brown bag จากสัญลักษณ์ดั้งเดิมคือ คนอเมริกันนิยมใช้ ถุงกระดาษสีน้ำตาล เป็นบรรจุภัณฑ์ใส่อาหารสำเร็จรูป ที่ซื้อตามโรงอาหาร ห้องอาหาร ฯลฯ ถือเข้ามานั่งกิน นั่งฟังไปพร้อมกัน

โดยไม่นิยมใช้ถุงพลาสติก เหมือนบ้านเรา !!

อเมริกันจึงเรียก ห้องเรียนแบบนี้ว่า เบราน์ แบก ที่เปิดกว้างให้ผู้ที่สนใจเรื่องนั้นๆ เข้าฟัง

แต่ต้นตอที่เกิดขึ้นจริงๆ สอบถามจากผู้น่าจะรู้หลายท่าน ทั้งอาจารย์รุ่นใหญ่ลงมา ได้เห็นพัฒนาการของ เบราน์ แบก ว่าค่อยๆ เกิดจากการเรียนการสอนในห้องเรียน ในห้องแล็บ ประเภทที่ต้องทำวิจัยใช้เวลากันยาวนาน อยู่ระดมสมอง เพื่อให้ได้แก่นของเรื่องที่ต้องการจะศึกษา โดยเฉพาะนักศึกษาแพทย์ อยู่อ่านหนังสือ ทำแล็ป เข้าห้องวิจัย กันจนไม่เวลาล่วงเลย ข้าวปลาไม่ได้เตรียมมาด้วย …จนเกิดวิธีคิด เตรียมเนื้อเตรียมตัว นำอาหารติดไม้ติดมือเข้าไปในห้องเรียนด้วย

นักศึกษาน้อยคนที่จะทำอาหารมารับประทานเอง ส่วนใหญ่ ซื้อสำเร็จรูป อาทิ แซนด์วิช เบเกอร์ พิซซา โยเกิร์ต ฟรุตสลัด เทียบเคียงด้วย กาแฟ ชา น้ำผลไม้ ใส่ถุงเบราน์ แบก มาเป็นเสบียง

ครั้งแรกที่มีโอกาสสัมผัส เบราน์ แบก มีทติ้ง จากการไปฟังหัวข้อสนทนา “เครื่องดนตรีที่กำลังจะสูญหาย ของชาติสิงคโปร์” งานนี้ คนพูดเป็นคนเอเชีย ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรี ชาวลอดช่อง บรรยายให้ฟัง (จากภาพ) ห้องเรียนที่บรรจุคนได้สัก 20-25 คน กำหนดการพูด เริ่มเวลา 12.00 – 13.30 น. จัดขึ้นที่ตึก Ingraham Hall ซึ่งเป็นอาคารเรียนของกลุ่มนักศึกษา หลักสูตร International Programme ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเอเชีย มีละตินอเมริกา และรัสเซีย แซมอยู่ในอาคารนี้ด้วยเช่นกัน

หัวข้อที่เลือกชวนคนมาคุย ให้ผู้สนใจฟัง พอบรรยายจนจบ จะมีเวลาเปิดให้พูดคุย ซักถาม หรือจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทำได้ สไตล์สบายๆ ไม่มีกฎกติกาไปมากกว่านี …ที่ตึก Ingraham นี้ เขามีชา กาแฟ เลี้ยงรับรองด้วย เราเพียงแต่เอาอาหารมื้อหนักท้องใส่ถุงสีน้ำตาล หรือถ้าทำมาจากบ้าน ก็ใส่เป้ ถือมา

ใครที่อยากรู้จักเพื่อนต่างชาติ หรือนักศึกษาอเมริกันที่เรียนภาษาต่างประเทศ ให้มาที่ตึกนี้ได้ ซึ่งรวมถึงแผนกภาษาไทย มีออฟฟิศเล็กๆ อยู่ที่นี่ด้วย ได้มีโอกาสรู้จัก เดวิด อาจารย์สอนด้าน WestSouth China ของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน พูดภาษาไทยได้ แต่เจ้าตัวเรียนพูดเขียนภาษาตุรกีมา

Brown Bag Meeting แบบนี้ เป็นที่นิยม แม้แต่ในบริษัทใหญ่ๆ ยังเอาวิธีการแบบนี้ไปใช้ เพราะทำให้รู้สึกมีความเป็นกันเอง ไม่เคร่งเครียด อยากคุยอะไรก็คุย

ที่เมืองไทยก็มีการใช้สไตล์ เบราน์ แบก มีทติ้ง เช่นกัน คงนำมาจากแนวคิดนี้ เพราะกลุ่มเครือข่ายพลเมืองเน็ต หริอ NetiZen ก็นิยมทำแบบนี้ เวลามีการประชุม หรือหารือในช่วงกลางวัน จะแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

นอกจาก เบราน์ แบก มีทติ้ง ยังมี “ลันเชิน มีทติ้ง” (luncheon Meeting) แบบนี้ต้องได้รับเชิญให้ไปร่วมงาน ถือเป็นสไตล์อย่างเป็นทางการขึ้นมา โดยแขกได้รับเชิญ คุณไม่ต้องพกพาอาหารไป เพราะเจ้าภาพจัดเตรียมรอไว้ให้แล้ว ส่วนใหญ่ก็เลี้ยงแบบค็อกเทล อาหารเรียกน้ำย่อย

อีกรูปแบบที่น่าสนใจคือ “พอทลัค” (Potluck) ถ้าแปลตรงตัวคือ อาหารว่างที่บ้าน แต่มีข้อเสริมพิเศษขึ้นมา สำหรับอเมริกัน สไตล์ อย่างนี้เห็นในโรงเรียนนสอนภาษา นิยมทำกัน โดยให้นักเรียนที่มาเรียนภาษาต่างๆ นำอาหารที่ทำมาจากบ้าน จะเป็นอาหารประจำชาติ หรือไม่ก็ได้ นำมารวมกันไว้เป็นกองกลาง และร่วมรับประทานด้วยกัน สัปดาห์ละหนึ่งครั้ง มื้อกลางวัน นิยมทำกันในวันศุกร์

จุดประสงค์ของ พอท ลัค เพื่อให้ทุกคนได้สังสรรค์ ทำความรู้จักกัน พูดคุยใช้ภาษาให้เกิดความคุ้นเคยกัน

คนจากต่างบ้านต่างเมืองมาอยู่ในอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงที่หิมะตก สภาพความเย็นแผ่ซ่านปกคลุม แม้จะเข้าฤดูใบไม้ผลิแล้วก็ตาม แต่ยังไม่เห็นต้นไม้แตกกิ่งก้านสาขาเอาเสียเลย ความรู้สึกสับสนต่อวัฒนธรรมที่ไม่คุ้นเคย ( Culture Shock) เกิดขึ้นได้

โดยเป็นอาการของคนไปอยู่ต่างประเทศ ไม่ว่าจะไปเรียน ไปทำงานแล้วต้องพบกับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ผู้คนมากหน้าหลายตา รวมถึงวิถีการดำเนินชีวิตที่แตกต่างจากที่เคยเป็นอยู่ ต้องไปอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย พบกับสิ่งที่ไม่คาดคิด จนเกิดความรู้สึกอึดอัดหรือกระอักกระอ่วนใจ เราเรียกสิ่งเหล่านี้รวมๆ กันว่า Culture shock

แต่สำหรับตัวเองแล้ว อาการ Culture Shock มีอยู่บ้าง แต่ได้ครู และเพื่อนดี ในคณะ agriculture of Life science

แต่ที่หนักเห็นจะเป็น Homesick เพราะมีอาการมากถึงมากที่สุด…ยาใดก็ใช้รักษาไม่หาย แม้แต่ตอนนี้ !!!

วันที่ 06 มีนาคม พ.ศ. 2553 เวลา 01:59:59 น. มติชนออนไลน์

Read Full Post »

Older Posts »