Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for the ‘วิวัฒนาการโลก’ Category

recommendare

สรุป

จากหนังสือเรื่อง  “สื่อ  และ  สังคม  Media  and  Society”

เขียน  โดย

 

Michael O’Shaughnessy

Jane Stadler

Oxford University Press

Second edition, 2002

 

แปลและเรียบเรียงโดย
สมเกียรติ ตั้งนโม  คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ความมีดังนี้

เรื่อง”การศึกษาเกี่ยวกับสื่อ”(media studies) เป็นเรื่องที่ไปเกี่ยวพันกับคำถามต่างๆทางสังคมในเรื่องบทบาทหน้าที่ของสื่อ ในบทนี้เราจะมาดูกันถึงเรื่องของสื่อกับสังคม และสำรวจถึงความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองส่วนนี้

 

สื่อทำงานอย่างไร (How the media work)

เรื่องที่ว่า “สื่อทำงานอย่างไร” ในที่นี้จะเริ่มต้นด้วยฐานที่มั่น 5 ประการ

 

1. สื่อได้แสดงให้เราเห็นว่า โลกนี้เป็นเหมือนกับอะไร; พวกมันสร้างความเข้าใจที่มีเหตุผลเกี่ยวกับโลกให้กับเรา
กระบวนการเกี่ยวกับการเป็นตัวแทน การตีความ, และการประเมินคุณค่าคือใจกลางที่แท้จริงต่อการศึกษาเรื่องสื่อ(media studies)

 

การเป็นตัวแทน (Representation) สื่อต่างๆ เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ และอื่นๆ ได้กลายเป็นสถานที่ซึ่งเราทั้งหลายได้รับข้อมูลข่าวสารส่วนใหญ่(และความบันเทิง)เกี่ยวกับโลก ด้วยเหตุนี้ สื่อต่างๆข้างต้นจึงเป็นต้นตอแรกสุดสำหรับการมองโลกของเราว่าเป็นอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น พวกเราส่วนใหญ่มีความคิดบางอย่างเกี่ยวกับเทือกหิมาลัยว่าเป็นอย่างไร และมันดูเหมือนกับอะไร แต่ความรู้อันนี้ เป็นไปได้มากที่ว่าถูกรับรู้มาไม่ใช่โดยผ่านจากประสบการณ์จริงของพวกเราในการไปยัง ณ ที่นั้น แต่โดยผ่านการอ่าน, การฟัง, และการดูเรื่องราวจากสื่อ ที่บอกให้เราทั้งหลายทราบและมองดูภาพเกี่ยวกับเทือกเขาแห่งนี้

 

การตีความ (Interpretation) ในการเป็นตัวแทนของสื่อ สื่อได้ให้คำอธิบายต่างๆแก่เรา และได้ให้วิธีการต่างๆเกี่ยวกับความเข้าใจโลกที่เราทั้งหลายอาศัยอยู่ พวกมันมีบทบาทหน้าที่เกี่ยวกับการตีความโดยการให้สิทธิพิเศษแก่บางประเด็นและเอกลักษณ์บางอย่างอย่างเหนียวแน่น ในขณะที่ได้ลดคุณค่าต่อประเด็นอื่นๆลง

 

การประเมินคุณค่า (Evaluation) ในการกระทำเช่นนั้นเป็นประจำ สื่อได้สอนเราว่าจะเข้าใจโลกนี้อย่างไร คนอื่นๆและตัวของพวกเราเองจะเข้าใจเกี่ยวกับข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับโลกที่เรารับรู้อย่างไรบ้าง

 

เราสามารถเข้าใจกระบวนการทั้งสามเหล่านี้(หมายถึงการเป็นตัวแทน การตีความ และการประเมินคุณค่า)ในความสัมพันธ์กับเรื่องเพศ(gender) และเรื่องชาติพันธุ์ / เชื้อชาติ (ethnicity / race). สื่อได้เสี้ยมสอนเราเกี่ยวกับความเป็นผู้ชายและความเป็นผู้หญิง ซึ่งหมายความถึงการเป็นผู้ชายและผู้หญิงตามปกติ; พวกมันเสี้ยมสอนเราเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางด้านเชื้อชาติ, เกี่ยวกับคนที่ไม่ใช่ชาวยุโรปและวัฒนธรรมของชาวยุโรป, เกี่ยวกับอัตลักษณ์ต่างๆที่เป็นแบบอย่างที่สมมุติขึ้นมาเกี่ยวกับคนกลุ่มต่างๆเหล่านี้

 

ในบทบาททางสังคมนั้น สื่อก็ได้มากำหนดความเป็นผู้ชายและผู้หญิง, คนขาวและคนที่ไม่ใช่คนขาว; ในส่วนของทัศนคติที่ตายตัว(stereotypes)เกี่ยวกับสิ่งที่น่าปรารถนาและสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา ซึ่งสื่อยังคงนำเสนออย่างต่อเนื่อง พวกมันได้ให้โครงสร้าง เค้าโครง และแบบแผนแก่เราสำหรับการทำความเข้าใจในเรื่องชาติพันธุ์และประเด็นเกี่ยวกับเรื่องเพศ

 

อันนี้ไม่ได้กล่าวว่า สื่อได้ตระเตรียมหรือวางแนวทางการศึกษา-การสอน-และประเด็นขึ้นมาในความคิด หรือที่ว่าพวกมันมีสำนึกอย่างไรเกี่ยวกับสิ่งที่พวกมันกำลังทำ แต่เป็นการพูดถึงอิทธิพลอันนั้นที่สื่อต่างๆมีต่อพวกเราขณะที่เราเติบโตขึ้นมา การอ่านและการบริโภคสื่อ ที่ได้ให้แบบแผนอันนี้แก่เรา ซึ่งอธิบายว่า เราจะมองตัวของพวกเราเองและคนอื่นๆอย่างไร เราจะเข้าใจเรื่องเพศ เชื้อชาติ และเอกลักษณ์ของตัวเราเองในฐานะที่เป็นผู้ชายหรือผู้หญิง, เป็นคนขาวหรือไม่ใช่คนขาวอย่างไร

 

อันนี้เป็นเรื่องการเมืองเกี่ยวกับความเป็นตัวแทน. ดังที่ Richard Dyer กล่าวว่า, “เราถูกมองอย่างไร ขึ้นอยู่กับส่วนที่ว่า เราถูกปฏิบัติอย่างไร, เราปฏิบัติกับคนอื่นโดยวางอยู่บนพื้นฐานที่ว่าเรามองพวกเขาอย่างไร; การมองอันนั้นมาจากการเป็นตัวแทน (Dyer 1993, p.1)

 

แน่นอน เป็นไปได้สำหรับสื่อที่จะให้คำอรรถาธิบายที่แตกต่างกันมากมายเกี่ยวกับโลกใบนี้ มันมีวิธีการทำความเข้าใจอย่างมีเหตุผลในเชิงตรงข้ามจำนวนมากเกี่ยวกับความเป็นเพศชายและความเป็นเพศหญิง และแง่มุมอื่นๆเกี่ยวกับเอกลักษณ์ แต่หนังสือเล่มนี้จะให้เหตุผลว่า ทางออกหรือทางระบายของสื่อหลักๆที่ไขว้กันไปมา มันมีแนวโน้มอันหนึ่งซึ่งจะให้ทัศนะบางอย่างเกี่ยวกับโลกของเราอย่างกว้างๆในทำนองเดียวกัน สิ่งที่เราจะพูดถึงภายหลังในหนังสือเล่มนี้คือ วาทกรรมที่ครอบงำซึ่งมีต่อความเป็นชายและความเป็นหญิงที่มีน้ำหนักมากกว่าทัศนคติหรือข้อคิดเห็นอื่นๆ

 

2. ผลผลิตของสื่อไม่ได้แสดงหรือนำเสนอโลกที่แท้จริง; พวกมันได้สร้างและเป็นตัวแทนความจริงเท่านั้น

ผลผลิตสื่อเป็นจำนวนมากนำเสนอโลกความจริงใหม่อีกครั้ง(re-present) แต่ผลผลิตสื่อเหล่านี้ไม่ใช่โลกของความจริงในตัวของมันเอง; พวกมันคือ การเป็นตัวแทนใหม่อีกครั้ง หรือการสร้างโลกนี้ขึ้นมา. อันนี้คือสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งและจะถูกสำรวจในเชิงลึกต่อไป. การศึกษาเรื่องสื่อ จะตรวจตราดูว่า สื่อได้สร้างความจริงขึ้นมาอย่างไร และถัดจากนั้นจะสำรวจถึงเรื่องคุณค่า ค่านิยมต่างๆ ความเชื่อ และความรู้สึกที่ได้รับการสร้างขึ้นมาเหล่านี้

 

3. สื่อเป็นเพียงหนึ่งในหนทางต่างๆที่ทำให้เราและสังคมเข้าใจโลกหรือสร้างโลกขึ้นมา

สื่อไม่ใช่พลังอำนาจทางสังคมเพียงอย่างเดียวที่สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโลกของเรา และมันไม่ได้มาควบคุมเราทั้งหมด เกี่ยวกับการมองโลกและการที่เรามีความคิดเกี่ยวกับโลกว่าเป็นอย่างไร. มันมีพลังอำนาจอื่นๆเกี่ยวกับการทำให้เป็นสังคมที่สื่อได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย. สิ่งที่มีนัยสำคัญที่สุดของบรรดาเด็กๆทั้งหลาย ซึ่งจะมาทำให้เป็นสังคมเป็นรูปเป็นร่างดังที่พวกเขารับรู้ ได้ถูกกระทำโดยผ่านสถาบันครอบครัวและระบบการศึกษา ซึ่งสอนพวกเขาว่า จะเข้าใจและกระทำกับโลกนี้อย่างไร

 

เช่นดังที่เราเติบโตขึ้นมา ทัศนะอื่นๆเกี่ยวกับว่าเราควรจะประพฤติปฏิบัติตัวอย่างไร เกี่ยวกับศีลธรรมทางสังคม ได้รับการเผยแพร่ผ่านพลังอำนาจทางกฎหมาย วัฒนธรรม และการเมืองทั้งหมดชุดหนึ่ง. สื่อได้ทำหน้าที่จัดหาหรือตระเตรียมสังเวียนหรือเวทีอันหนึ่งขึ้นมาเท่านั้น ซึ่งทัศนะต่างๆเหล่านี้ได้ถูกนำเสนอและทำให้มันเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป. ปกติแล้ว สื่อทำหน้าที่เพิ่มเติมเสริมส่งคุณค่าต่างๆ ซึ่งคือส่วนหนึ่งของสังคมทั้งหมด

 

4. สื่อถูกเป็นเจ้าของ ถูกควบคุม และถูกสร้างขึ้นมาโดยคนบางกลุ่มซึ่งมีความเข้าใจเกี่ยวกับสังคมในนามของคนอื่น

ผู้คนเหล่านั้นซึ่งเป็นเจ้าของ ควบคุม และสร้างสื่อขึ้นมา คือผู้ผลิตสื่อ. พวกเขาไม่ใช่กลุ่มสังคมที่แยกตัวออกไปอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด พวกเขายังคงเป็นส่วนหนึ่งของผู้รับสื่อและสังคมในภาพรวมทั้งหมด แต่พวกเขาเป็นคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มพวกหัวกระทิ. พวกเขาคือกลุ่มที่สลับซับซ้อนที่ประกอบด้วยบุคคลดังต่อไปนี้:

– บรรดาผู้เป็นเจ้าของและผู้จัดการทางธุรกิจ ผู้ซึ่งได้ถูกนำไปเกี่ยวพันเป็นอันดับแรกกับความต้องการที่จะทำให้สื่อมีกำไร
– บุคลากรในฝ่ายสร้างสรรค์(creative personnel): ประกอบด้วยบรรดานักเขียนต่างๆ ผู้กำกับ ตากล้อง ผู้เชี่ยวชาญเว็ป หรือ webmaster และอื่นๆ
– บรรดาผู้ทำงานฝ่ายเทคนิค(technicians) ซึ่งทำงานกับเครื่องไม้เครื่องมือและเครื่องจักรต่างๆ การแบ่งหมวดหมู่เหล่านี้ข้างต้นนี้มีการทับซ้อนกันในหลายๆทาง: ยกตัวอย่างเช่น งานทางเทคนิคเป็นจำนวนมากเป็นเรื่องของการสร้างสรรค์ด้วย, บรรดาผู้จัดการบางคนมีความสนใจในเรื่องการสร้างสรรค์ และบรรดานักสร้างสรรค์ส่วนใหญ่ต่างตระหนักถึงความต้องการและการบีบบังคับทางการเงิน ดังหมายเหตุต่อไปนี้:

– โดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้ผลิตสื่อเป็นเพียงคนกลุ่มเล็กๆ และมีจำนวนค่อนข้างจำกัด พวกเขาพูดกับ, และพูดในนามของสังคมทั้งหมด (เป็นการพูดข้ามหรือตัดผ่านสาธารชนอย่างกว้างขวาง)

– ผู้คนเหล่านั้นกับพลังอำนาจสื่อส่วนใหญ่ – โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อำนาจทางการเงินและพลังของการสร้างสรรค์ – เป็นกลุ่มที่เล็กลงไปกว่ากลุ่มที่หนึ่ง

– มันถูกจำกัดการเข้าถึงทรัพยากรสำหรับคนที่ต้องการผลิตสื่อ

– กลุ่มคนเหล่านั้นซึ่งเข้าใจเกี่ยวกับสังคมในนามของคนอื่นหรือ ในฐานะตัวแทนของคนอื่น คือพวกคนขาวที่เข้ามามีอิทธิพล, เป็นพวกชนชั้นกลาง, และเป็นผู้ชาย. โดยไม่ต้องเสนอแนะถึงการสมรู้ร่วมคิดใดๆในที่นี้ มันดูเหมือนจะเป็นที่ชัดแจ้งว่า บุริมสิทธิ์หรือสิทธิพิเศษของการเป็นคนขาว, ชนชั้นกลาง, คุณค่าต่างๆของความเป็นผู้ชายกลายเป็นบรรทัดฐานขึ้นมา ด้วยเหตุนี้ คุณค่าหรือค่านิยมต่างๆเหล่านี้จึงเป็นธรรมชาติของคนกลุ่มดังกล่าว. ผลลัพธ์ที่ตามมา สื่อจึงมีแนวโน้มอันหนึ่งที่จะเข้าใจโลก หรืออ่านโลกจากมุมมองและข้อคิดเห็นที่มีลักษณะเฉพาะข้างต้น

 

5. ความต้องการสำหรับความนิยม

ยาแก้พิษอันหนึ่ง ต่อความคิดเกี่ยวกับพวกหัวกระทิอันทรงพลังซึ่งได้เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบสื่อ หมายเหตุเอาไว้ว่า สื่อได้ขายตัวเองจนประสบความสำเร็จต่อประชากรจำนวนมาก: พวกเขาเอาชนะใจของผู้รับสื่อขนาดใหญ่ เพื่อที่จะอยู่รอดและเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไป. ความต้องการนี้เป็นไปเพื่อบรรลุถึงความนิยมที่ค่อนข้างซับซ้อน และเพิ่มการคลุกเคล้าเข้ากับพลังอำนาจของคนขาว ชนชั้นกลาง และความเป็นชาย

 

ถ้าหากว่าผู้คนทั้งหลายไม่ชอบผลผลิตอันหนึ่ง พวกเขาก็จะมองไปยังที่อื่นๆซึ่งอาจเป็นที่ใดที่หนึ่ง ด้วยเหตุนี้ สื่อจะต้องทำให้ผู้รับสื่อเกิดความรู้สึกพึงพอใจ ซึ่งก็คือคนในวัยทำงานซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก และในหมู่คนทำงานเหล่านี้มีผู้หญิงอยู่ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์

 

เมื่อแรกที่โทรทัศน์ในเชิงพาณิชย์ได้ถูกนำเสนอเข้าสู่สังคมตะวันตกต่างๆ บรรดาผู้รับสื่อทั้งหลายได้หมุนลูกบิดไปยังโทรทัศน์ช่องเหล่านั้นนั้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งได้ให้ความบันเทิงอันที่นิยมชมชอบส่วนใหญ่แก่พวกเขา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายการเกมส์โชว์ และละครโทรทัศน์). มันเป็นการตีจากที่สำคัญไปจากสถานีโทรทัศน์สาธารณะ – อย่างเช่นสถานีโทรทัศน์ ABC ของออสเตรเลีย และ BBC ของอังกฤษ เป็นต้น – ซึ่งได้นำเสนอรายการโทรทัศน์กับบรรดาชนชั้นกลาง และค่านิยมต่างๆของคนที่มีการศึกษาและพวกรสนิยมสูง(highbrow values)

 

ช่องสัญญานโทรทัศน์เหล่านี้ยังคงต่อสู้ดิ้นรนกับความต้องการที่จะรักษาจำนวนผู้ดูหรือเรตติ้งต่อไปอย่างต่อเนื่อง และความต้องการที่จะสนองตอบรายการที่สร้างความพึงพอใจให้กับบรรดาผู้รับจำนวนมหาศาลของมัน สถานีโทรทัศน์ ABC ยังคงได้รับความเอาใจใส่และนับถือโดยพวกหัวกระทิจำนวนมาก เพราะมันให้สิทธิพิเศษแก่เนื้อหาวัฒนธรรมชั้นสูง อย่างไรก็ตาม มันสามารถได้รับการมองว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สำคัญต่อรายการกระแสหลัก และเนื้อหาอเมริกันที่มีอิทธิพลขึ้นหน้าขึ้นตา ซึ่งมีอยู่ตามสถานีโทรทัศน์ในเชิงพาณิชย์ทั่วไป

 

ผลที่ตามมาคือ นี่อาจเป็นความขัดแย้งที่น่าสนใจอันหนึ่งระหว่างค่านิยมหรือคุณค่าต่างๆของผู้ผลิตสื่อกับความปรารถนาของผู้รับสื่อทั้งหลาย ความขัดแย้งในเชิงตรงข้ามกันอันหนึ่งที่ได้รับการเปิดเผยออกมาในแนวทางเกี่ยวกับความพึงพอใจ สิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ในเรื่องความนิยม; มันเป็นการยอมรับเกี่ยวกับพลังอำนาจต่างๆของผู้รับสื่อหรือผู้บริโภค ที่มาตัดสินให้ผลผลิตสื่อทั้งหลายประสบความสำเร็จ. เราอาจให้เหตุผลว่า ผู้รับสื่อทั้งหลายมีอิทธิพล ถ้าหากว่ามีการควบคุมผลผลิตที่ออกมาของสื่อโดยผ่านทางเลือกต่างๆของพวกเขา เกี่ยวกับสิ่งที่สื่อต่างๆผลิตออกมาเพื่อการบริโภค

 

การวิเคราะห์ถึงบทบาทหน้าที่และฐานะตำแหน่งของวัฒนธรรมป๊อปปิวล่าร์ ในหนทางที่พิจารณากัน ทั้งในด้านของการผลิตสื่อ และผู้รับสื่อ/ผู้บริโภค เป็นเรื่องที่ค่อนข้างสลับซับซ้อน สื่อถูกอธิบายโดยบรรดานักคิดแฟรงค์เฟริทสคูล ในฐานะที่เป็น”อุตสาหกรรมความสำนึก” หรือconsciouness industry มันเป็นปฏิบัติการเกี่ยวกับการควบคุมทางสังคมรูปแบบหนึ่ง โดยการทำให้มวลชนอยู่ในคำบัญชาหรืออยู่ในระเบียบ แต่นักวิจารณ์ในแนวการศึกษาทางด้านวัฒนธรรม(cultural studies)บางคน มองพวกมันในฐานะที่เป็นแหล่งต้นตออันหนึ่งของประชาธิปไตยที่มีศักยภาพ และเป็นการให้อำนาจแก่ประชาชน

 

ความขัดแย้งในเชิงตรงข้ามนี้ ได้ถูกให้ความกระจ่างโดยวิธีการให้นิยามความหมายเกี่ยวกับวัฒนธรรมป๊อปปิวล่าร์ที่แตกต่างกัน 2 วิธี

 

วิธีการแรก ได้ให้นิยามความหมาย”วัฒนธรรมป๊อปปิวล่าร์”ในฐานะที่เป็นการดำเนินรอยตามวัฒนธรรมเหล่านั้น ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้คนทั้งหลาย หรือมาจากผู้คนทั้งหลายนั่นเอง; นั่นคือ พวกมันถูกสร้างขึ้นมาในฐานะองค์ประกอบหนึ่ง โดยผู้คนทั้งหลายโดยตัวของพวกเขาเอง (การให้นิยามทำนองนี้ บ่อยครั้งมาก ได้ถูกนำมาใช้เวลาที่อธิบายถึงกิจกรรมทางวัฒนธรรมพื้นบ้านในช่วงต้นๆ(earlier folk-culture activities) อย่างเช่น เพลงพื้นบ้านและการเต้นรำแบบชาวบ้าน)

 

ในบริบทสมัยใหม่ ความคิดที่ว่าวัฒนธรรมป๊อปิวล่าร์คือวัฒนธรรมของผู้คน วางอยู่บนความคิดที่ว่า จำนวนคนดูหรือเรตติ้ง และกลไกการย้อนกลับอื่นๆซึ่งทำหน้าที่รับรองว่า เนื้อหาของรายการทีวีและรูปแบบสื่ออื่นๆ อย่างน้อยที่สุด บางส่วนได้ถูกกำหนดตัดสินโดยสิ่งที่ประชาชน(ผู้บริโภค)ต้องการ

 

วิธีการที่สอง ได้ให้นิยาม”วัฒนธรรมป๊อปิวล่าร์”ในฐานะที่เป็นวัฒนธรรมเพื่อประชาชน; อันนี้เป็นการเสนอว่า บางสิ่งบางอย่างได้ถูกถ่ายทอดลงมาสู่พวกเขาซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขายอมรับ.

 

อันนี้เป็นความแตกต่างที่ใหญ่มากอันหนึ่งระหว่างวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับผู้คน และมาจากผู้คน กับวัฒนธรรมที่ทำขึ้นเพื่อประชาชน; ความแตกต่างอันนี้เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการคิดถึงพลังอำนาจของสื่อ หรือส่วนใหญ่แล้ว มันวางอยู่กับบรรดาผู้ผลิตทั้งหลาย หรือผู้ใช้/ผู้รับสื่อ/ผู้บริโภคทั้งหลายกันแน่; หรือเนื้อหาของสื่อได้มาจากวัฒนธรรมของชนหัวกระทิของสังคม หรือจากวัฒนธรรมของกลุ่มคนส่วนใหญ่ของสังคมกันแน่. ปกติแล้ว มันไม่มีคำตอบง่ายๆในการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับสื่อ; เราอาจพบพื้นฐานปัจจัยสำคัญของทั้งคู่ที่ผูกมัดเข้าด้วยกัน

 

คำย่อของพยัญชนะตัวแรก “CRASH” (The Acronym “CRASH”)

การมองไปที่บทบาทหน้าที่ต่อสังคมของสื่อ หมายถึง ความสนใจในคุณค่าทางสังคมและความเชื่อต่างๆเกี่ยวกับเนื้อหาสื่อ ซึ่งรวมไปถึงอุดมคติของสื่อด้วย. คำย่อของพยัญชนะตัวแรก “CRASH” เป็นเรื่องของประเด็นทางสังคมและความแตกต่างกันทางสังคม. แต่ละตัวอักษรมีความหมาย หรือใช้แทนวิธีการหนึ่งเกี่ยวกับผู้คนที่มีการจัดหมวดหมู่กันทางสังคม และหมวดหมู่แต่ละหมวดหมู่ ปกติแล้วจะรวมทั้งเรื่องของการได้ประโยชน์และการเสียประโยชน์ทางสังคมด้วย

 

“C” ใช้แทนคำว่า class (ชนชั้น). สังคมสมัยใหม่ได้ถูกอธิบายในฐานะที่ประกอบตัวขึ้นมาโดยผู้คนต่างๆ 3 ชนชั้น คือ ชนชั้นสูง/ชนชั้นปกครอง, ชนชั้นกลาง, และชนชั้นล่าง/ชนชั้นคนงาน. ชนชั้นสูงหรือชนชั้นปกครองเป็นกลุ่มคนจำนวนน้อยที่สุดซึ่งได้ประโยชน์สูงสุดในทางสังคมหรือได้รับสิทธิพิเศษที่เหนือกว่าชนชั้นอื่นๆ ขณะที่ชนชั้นล่างหรือชนชั้นคนงานทั้งหลายคือกลุ่มคนที่มีขนาดใหญ่สุดและเป็นผู้เสียประโยชน์ทางสังคมมากที่สุด

 

การนิยามความหมายเกี่ยวกับชนชั้นนี้ ปกติแล้วได้ถูกวางกรอบในเทอมต่างๆของเรื่องอำนาจ(และความมั่งคั่ง) หรือค่านิยมทางวัฒนธรรมต่างๆของบุคคล. นิยามความหมายเหล่านี้ค่อนข้างสลับซับซ้อน และเป็นเรื่องยุ่งยากมากที่นำมาใช้ในทุกวันนี้ยิ่งกว่าในอดีต เพราะสังคมต่างๆค่อนข้างที่จะลื่นไหลไปมามากในเทอมต่างๆของชนชั้นทางสังคม กล่าวอีกนัยหนึ่ง มันไม่ง่ายนักที่จะแบ่งหมวดหมู่ผู้คนทั้งหลายไปตามเรื่องของชนชั้น

 

อย่างไรก็ตาม มันไม่มีค่าอะไรหรือมีประโยชน์ที่ว่า สังคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ทั้งหลาย ในการตื่นขึ้นมาของการเพิ่มระดับของการจ้างงานมากขึ้นและเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันมีการใช้คำว่า underclass หรือ”ชนชั้นล่าง” เพื่ออรรถาธิบายถึงชะตากรรมหรือส่วนที่มีนัยสำคัญของประชากร และมันเป็นที่ชัดเจนว่า สังคมยังคงมีการแบ่งแยกกว้างๆทั้งในเทอมของความร่ำรวย เงินทอง ค่าจ้าง/ค่าแรงอยู่ และในเทอมต่างๆของสิ่งที่ได้รับการเอาใจใส่ในฐานะที่เป็นคุณค่าต่างๆทางวัฒนธรรมที่ยอมรับได้. ด้วยเหตุนี้ มันจึงยังคงมีประโยชน์ที่จะใช้วิธีการแบ่งหมวดหมู่อันนี้ในการทำความเข้าใจสังคม

 

“R” ใช้แทนคำว่า race (เชื้อชาติ). คำนี้ได้รับการสร้างขึ้นมาเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ที่แตกต่างกัน และสังคมสมัยใหม่ส่วนใหญ่มีลักษณะวัฒนธรรมที่หลากหลาย และหลากหลายในเรื่องชาติพันธุ์. อย่างไรก็ตาม ในเชิงประวัติศาสตร์ บางเชื้อสายหรือบางกลุ่มชาติพันธุ์มีอิทธิพลครอบงำ และตักตวงผลประโยชน์จากกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผ่านลัทธิอาณานิคมและลัทธิจักรวรรดิ์นิยม. ความไม่เสมอภาคกันทางเชื้อชาติและความขัดแย้งที่ยังฝังแน่นอยู่นี้ เราสามารถที่จะเห็นได้ว่า มันยังคงดำรงอยู่เกี่ยวกับการครอบงำและความมีอิทธิพลเหนือกลุ่มคนที่มีเชื้อสายที่เป็นรอง เช่นเดียวกับทัศนคติในเชิงลบและทัศนคติที่ตายตัว(stereotype) ซึ่งมากำกับหรือควบคุมต่อกลุ่มคนบางสายพันธุ์อยู่

 

“A” ใช้แทน age (อายุ). สังคมได้รับการสร้างขึ้นโดยผู้คนที่มีอายุแตกต่างกันหลายหลากแต่สังคมเป็นจำนวนมากมีแง่มุมเกี่ยวกับอคติหรือการแบ่งแยกเรื่องอายุอยู่(ageist) ซึ่งในสังคมพวกนั้น คนแก่และเด็กๆจะได้รับการปฏิบัติในฐานะที่เป็นพลเมืองชั้นสอง(second-class citizen)

 

“S” ใช้แทนคำว่า sex (เพศ) และ sexual orientation (การกำหนดทางเพศ). ในการเปรียบเทียบกับผู้หญิง ผู้ชายเป็นฝ่ายได้เปรียบหรือได้ประโยชน์ในทางสังคมในสังคมสมัยใหม่ต่างๆ ผู้ชายทั้งหลายมีพลังอำนาจทางสังคมมากกว่า และมีพลังควบคุมมากกว่าผู้หญิง และมันเป็นเรื่องของการแบ่งแยก(discrimination)หรือการเลือกที่รักมักที่ชังที่มีต่อผู้หญิง

 

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการแบ่งแยกบนพื้นฐานเกี่ยวกับความชื่นชอบทางเพศของผู้คนด้วย หรือการกำหนดทิศทางเกี่ยวกับเพศ – นั่นคือ ใครคือผู้ที่พวกเขาถูกกระตุ้นความสนใจทางเพศ. ความดึงดูดใจในเพศตรงข้ามหรือความรักที่มีต่อเพศตรงข้าม(heterosexuality)ได้รับการมองว่าเป็นบรรทัดฐาน ขณะที่ความดึงดูดใจต่อเพศเดียวกัน หรือความรักในเพศเดียวกัน(homosexuality), หญิงรักร่วมเพศ(lesbianism), และความเป็นคนสองเพศ(bisexuality) ถูกมองโดยวัฒนธรรมกระแสหลักในฐานะที่เป็นคนซึ่งผิดปกติ โดยเหตุนี้ จึงทำให้คนเหล่านั้นที่ไม่ใช่คนที่รักเพศตรงข้ามกลายเป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เสียเปรียบและประโยชน์ทางสังคมไป

 

“H” ใช้แทนคำว่า handicap (คนที่เสียเปรียบ ผู้ด้อยกว่า). บุคคลที่ไร้ความสามารถ หรือด้อยกว่า (คำนี้ยังถูกรู้จักในฐานะคนที่มีความสามารถในเชิงที่แตกต่าง – differently abled people – หมายเหตุ, คำหรือป้ายฉลากที่แตกต่าง เช่น คำอธิบายที่แตกต่าง[different discourse], นำพาความสัมพันธ์ที่ต่างไปด้วย) คือคนอีกกลุ่มหนึ่งของสังคม ผู้ซึ่งเสียเปรียบหรือถูกแบ่งแยกออกไปในหลายๆทาง

 

เราสามารถที่จะใช้วิธีการอื่นๆในการจัดหมวดหมู่อีกได้ (เช่น ความสูง น้ำหนัก สีผม เป็นตัวอย่าง) ในฐานะที่เป็นเครื่องหมายเกี่ยวกับบรรทัดฐาน หรือสิ่งที่ต่างออกไป แต่การจัดแบ่งหมวดหมู่ทั้ง 5 ข้างต้น(ชนชั้น เชื้อชาติ อายุ เพศ และความด้อยกว่า)เป็นสิ่งที่มีประโยชน์โดยเฉพาะสำหรับการดึงความสนใจไปสู่การแบ่งแยกกันทางสังคม. มีใครบางคนอาจต้องการพิจารณาหรือดึงเอาเรื่องของศาสนาเข้ามาด้วย ในฐานะที่เป็นการจัดหมวดหมู่เพื่อทำความเข้าใจการจัดกลุ่มต่างๆทางสังคม

 

แต่ในที่นี้ เราต้องการที่จะเพิ่มเติมปัจจัยพื้นฐานอีกอันหนึ่งที่จะมาช่วยตระเตรียมบริบทกว้างๆอีกอันหนึ่ง ซึ่งปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญนี้ในคำย่อพยัญชนะของคำว่า CRASH จะถูกทำให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น นั่นคือคำว่า environment (สิ่งแวดล้อม)

 

สังคมของเราในปัจจุบัน ได้เผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ทางด้านสิ่งแวดล้อมของโลก ซึ่งนอกเหนือไปจากประเด็นปัญหาทางสังคมของมนุษย์แต่เพียงอย่างเดียว. มันเป็นเรื่องสำคัญที่จะมองว่า สื่อได้พรรณาถึงสิ่งแวดล้อมในทุกวันนี้อย่างไรบ้าง พวกเขากระตุ้นหรือสนับสนุนเราที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับโลกทั้งใบนี้อย่างไร

 

น่าสนใจที่ว่า สื่อดูเหมือนจะยกย่องสรรเสริญโลกธรรมชาติและโลกที่ไม่มีมนุษย์ในหลายๆทาง – ข้อสังเกตในที่นี้คือ บ่อยครั้ง สัตว์ต่างๆถูกนำมาใช้ในเชิงบวกเกี่ยวกับการโฆษณาและประชาสัมพันธ์. อย่างไรก็ตาม ความเจริญงอกงามของมนุษย์ยังคงคุกคามดาวเคราะห์ดวงนี้อยู่อย่างต่อเนื่อง. ปัจจุบัน คุณสามารถที่จะทำให้คำย่อพยัญชนะ CRASH เข้าไปอยู่ในบริบทของข้อพิจารณาต่างๆทางด้านสิ่งแวดล้อมได้ และใช้มันเพื่อวิเคราะห์เนื้อหาสื่อ และเพื่อทำความเข้าใจว่า คุณและคนอื่นๆถูกทำให้เป็นตัวแทน ถูกจัดหมวดหมู่ และถูกวางตำแหน่งเอาไว้อย่างไรในทางสังคม

 

1. คุณถูกวางในความสัมพันธ์กับการจัดหมวดหมู่ทั้ง 6 หมวดหมู่เหล่านี้อย่างไร? และรู้สึกอย่างไรกับการถูกวางอยู่ในตำแหน่งเหล่านี้? นอกจากนี้ มันดีอย่างไรในการที่คุณถูกทำให้เป็นตัวแทนในสื่ออย่างนั้น?

 

2. สื่อเป็นตัวแทนโลกในความสัมพันธ์ทั้ง 6 หมวดหมู่นี้อย่างไร? ให้ตั้งคำถามที่ตามมาเกี่ยวกับเนื้อหา/ภาพของสื่อโดยเฉพาะ และให้ใช้คำย่อพยัญชนะ CRASH ในฐานะที่เป็นวิธีการศึกษา:

 

ก. เนื้อหาสื่อแต่ละอย่างรวมถึงภาพที่สื่ออกมาได้เป็นตัวแทนสภาพแวดล้อม, ชนชั้น เชื้อชาติ อายุ เพศ และความด้อยกว่า หรือไร้สมรรถภาพอย่างไรบ้าง?

ข. เนื้อหาสื่อแต่ละชนิดรวมทั้งภาพสื่อซึ่งดูเหมือนกับ ชนชั้นคนงาน, คนที่ไม่ได้สืบเชื้อสายมาจากชาวยุโรป, คนชราคนหนึ่ง, ผู้หญิง, บุคคลที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ, คนที่ด้อยโอกาส(handicapped person), คนที่ห่วงใยในสายพันธุ์สัตว์ที่กำลังตกอยู่ในอันตรายใกล้สูญพันธุ์ กำลังจะสื่ออะไรออกมา?

ค. สื่อได้ให้บุริมสิทธิ์หรือสิทธิพิเศษแก่ทัศนะบางอย่างของคนบางกลุ่มเหนือกว่าคนกลุ่มอื่นๆหรือเปล่า มันกำลังแสดงให้เห็นว่าคนบางกลุ่มได้ประโยชน์ และคนบางกลุ่มเสียประโยชน์หรือไม่?

 

สื่อและสังคม (Media and Society)

คำถามใหญ่ซึ่งเรากำลังหวนกลับมาพิจารณากันก็คือ สื่อมีผลกระทบและมีอิทธิพลต่อเราอย่างไร? การมองไปที่อิทธิพลของสื่อที่มีต่อตัวเรา เกี่ยวข้องกับคำถามเชิงปรัชญาอย่างค่อนข้างกว้างขวาง ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำๆในหลายๆรูปแบบและสถานการณ์: พวกเราได้รับผลกระทบและถูกควบคุมอย่างไร้สำนึกโดยอำนาจที่อยู่นอกเหนือตัวของพวกเราเองใช่ไหม? (ทัศนะเกี่ยวกับมนุษย์ในฐานะที่เป็นฟันเฟืองหนึ่งของเครื่องจักรขนาดใหญ่) หรือพวกเรามีอิสรภาพและสามารถดูแลตัวเองได้ (เรามีสิทธิในการปกครองตนเองหรือกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง) โดยการกำหนดตัดสินใจด้วยตัวของเราเองใช่ไหม? (ทัศนะเกี่ยวกับมนุษย์ในฐานะที่มีเจตจำนงเสรี หรือ free-will)

 

ในความสัมพันธ์กับสื่อ เราถูกควบคุมโดยสื่อใช่ไหม หรือเรามีอิสรภาพและทางเลือกในการที่จะใช้มันอย่างไรใช่หรือไม่? สำหรับคำตอบเหล่านี้ ในบทที่ 13 เราจะสำรวจถึงทฤษฎีต่างๆอย่างหลากหลายเกี่ยวกับการสร้างทางสังคม (social construction) ซึ่งเสนอว่า เราถูกวางตำแหน่งอย่างไร้สำนึกและถูกกำหนดโดยไม่รู้ตัว โดยอำนาจที่อยู่นอกเหนือไปจากตัวของพวกเรา. สำหรับในที่นี้ เราให้เหตุผลว่า เราได้ถูกโปรแกรมหรือควบคุมโดยอำนาจภายนอกที่มาควบคุมตัวเรา(อันนี้รวมถึงสื่อด้วย) ทว่าผ่านความมีเหตุมีผลของตัวเราเอง, ความรู้สึกต่างๆของเรา, และความสำนึกซึ่งเรามีความสามารถที่จะตั้งคำถามและเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ: เราสามารถสร้างทางเลือกขึ้นมาได้

 

กุญแจสำคัญสำหรับความเป็นอิสระ ปกครองตนเองได้ คือการรับรู้และความเข้าใจของเรา, ความสำนึกของเรา, เกี่ยวกับว่าโลกใบนี้มันทำงานอย่างไร. บางครั้งการรับรู้ของเราเกี่ยวกับโลกอาจเป็นสิ่งที่แฝงอยู่อย่างสงบ ไม่เปิดเผย: “ถ้ามันยังไม่แตก อย่าได้ไปซ่อมมัน”(if it ain’t broke, don’t fix it) ประโยคที่ยกมานี้เป็นสุภาษิตที่รู้จักกันเป็นอย่างดี, ดังนั้น ถ้าหากว่าสิ่งต่างๆดูเหมือนมันกำลังทำงานไปหรือดำเนินการไปด้วยดี ถ้าเผื่อว่าผู้คนมีความสุขกับชีวิต หากเป็นเช่นนั้น สังคมก็สามารถที่จะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องดังที่มันเป็น, เราไม่ต้องไปคิดถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น การรับรู้รับทราบของเราสามารถถูกทำให้เชื่องลงหรือนอนเนื่องอย่างสงบเสงี่ยม

 

แต่เมื่อไรก็ตามที่สิ่งต่างๆดำเนินไปในหนทางที่ผิด, ล้มเหลว, แตกร้าว, เมื่อนั้นเราต้องค้นหาหนทางใหม่ๆเกี่ยวกับความเป็นอยู่. เราต้องสร้างความพยายามอันหนึ่งขึ้นมาเพื่อทำความเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น และค้นหาทางออกและระบบใหม่ๆ. การเปลี่ยนแปลงทางสังคมจะบังเกิดขึ้น ณ ช่วงขณะเหล่านี้ของการแตกหักและวิกฤต

 

การฆาตกรรมหมู่ที่ Port Arthur ในทัสมาเนีย(อยู่ทางตอนใต้ของออสเตรเลีย) (ชายคนหนึ่งได้กราดยิงและฆ่าคนไปราว 35 คน) หรือกรณีเหตุของการบุกเข้าไปยิงที่ Columbine School ในอเมริกา (คน 13 คนถูกฆ่าโดยนักเรียนมัธยมปลาย) สามารถได้รับการมองว่าเป็นกรณีตัวอย่างเกี่ยวกับช่วงขณะของการแตกหักทางสังคม(social fracture) ในกรณีต่างๆเหล่านี้เป็นเหตุการณ์ที่น่าขนพองสยองเกล้า และเป็นการฆาตกรรมหมู่ซึ่งไม่อาจอธิบายได้อย่างแจ่มแจ้ง มันบีบบังคับให้ผู้คนทั้งหลายตั้งคำถามถึงกฎเกณฑ์ของสังคมและบรรทัดฐานที่ถูกยอมรับมาก่อนหน้านั้น ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เป็นธรรมชาติ

 

ในกรณีของการฆาตกรรมหมู่ที่ Port Arthur พยายามที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับว่า ทำไมคนๆหนึ่งถึงได้ยิงแบบเดาสุ่มอย่างสนุกสนาน ซึ่งอันนี้ได้ทำให้เกิดทฤษฎีต่างๆขึ้นมาอธิบายอย่างมากมาย. แนวทางปฏิบัติอันหนึ่งก็คือ เพื่อท้าทายและเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมอาวุธปืนที่ได้รับการยอมรับมาก่อนหน้านั้นของออสเตรเลีย

 

เหตุการณ์เหล่านี้ได้สร้างคลื่นของความตื่นตระหนกในสังคมออสเตรเลียและสังคมอเมริกัน มันบีบคั้นให้ผู้คนทั้งหลายตั้งคำถามว่า ทำไมและอย่างไร เหตุการณ์เหล่านี้จึงเกิดขึ้นมาได้. การโจมตีตึก Pentagon (กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ) และ World Trade Center ในวันที่ 11 กันยายน 2001 ได้น้อมนำไปสู่อาการช็อค และความรู้สึกตื่นตระหนกอย่างกว้างขวางมาก เหตุการณ์เหล่านี้ได้นำผู้คนไปสู่การพิจารณาถึงเงื่อนไขเหตุปัจจัยต่างๆที่อาจเป็นแรงกระตุ้นของบรรดาผู้ก่อการร้าย. สื่อได้แสดงบทบาทที่เป็นแกนกลางในความพยายามต่างๆของผู้คนที่จะค้นหาคำอธิบายซึ่งนำไปสู่ปฏิกริยาโต้ตอบที่แตกต่างกันหลายๆอย่าง

 

เพื่อเปิดให้ประเด็นปัญหาข้างต้นนี้ได้รับการคิดใคร่ครวญอย่างเสรี ให้ถามตัวคุณเองด้วยคำถาม 2 คำถามต่อไปนี้… โดยทั่วไป คุณมองคนอื่นๆและตัวคุณเองจากมุมมองที่คิดว่ามนุษย์ได้ถูกกำหนดจากเหตุปัจจัยภายนอก(deterministic perspective)ในฐานะที่เป็นฟันเฟืองของเครื่องจักรขนาดใหญ่ หรือในฐานะที่คุณสามารถกำหนดตัดสินชะตากรรมของตัวเองได้ในฐานะปัจเจกชนด้วยเจตจำนงเสรี – คุณคิดว่าเป็นอย่างไหนกันแน่? ในความสัมพันธ์กับสื่อ คุณคิดว่าสื่อมีผลกระทบต่อพฤติกรรมของมนุษย์, หรือตัวคุณเอง มากน้อยเพียงใด; คุณคิดว่าคุณมีอิสระจากอิทธิพลครอบงำของมันมากน้อยเพียงใด?

 

ให้บันทึกความคิดของคุณเพื่อตอบคำถาม 2 ข้อข้างต้น บรรยายถึงความเข้าของคุณเกี่ยวกับผู้คนและสื่อ และยกตัวอย่างจากประสบการณ์ต่างๆของตัวคุณเอง. ให้ลองถามคำถามเดียวกันนี้กับคนอื่นๆและบันทึกทัศนะหรือคำตอบของพวกเขาเอาไว้. พยายามรวบรวมความคิดเห็นทั่วไปและกรณีตัวอย่างที่ชี้เฉพาะเหล่านี้ เพื่อแสดงให้เห็นภาพเกี่ยวกับทัศนะต่างๆโดยทั่วไปข้างต้นน้า 2 จาก 2

สื่อสามารถสะท้อนหรือส่งผลกระทบต่อโลกได้ใช่ไหม? (Do the media reflect or affect the world?)

โดยจารีตแล้ว มีแบบจำลอง 2 แบบที่ได้รับการนำเสนอในฐานะที่เป็นวิธีการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสื่อและสังคม

 

ข้อเสนอแรกก็คือ สื่อได้สะท้อน(reflect)ความจริง คุณค่า และบรรทัดฐานต่างๆของสังคม. ด้วยเหตุดังนั้น ถ้าเผื่อว่าเราต้องการศึกษาสังคมใดสังคมหนึ่ง เราสามารถที่จะมองมาที่สื่อของสังคมนั้นได้ เช่น ภาพยนตร์, นวนิยาย, รายการโทรทัศน์, และเรื่องราวซึ่งเป็นที่นิยมในสังคมดังกล่าว

 

พวกมันสามารถที่จะสะท้อนให้เราทราบว่า ผู้คนในสังคมนั้นรู้สึกและคิดอะไร, พวกเขาประพฤติปฏิบัติกันอย่างไร, และอื่นๆ. สื่อทำหน้าที่ในฐานะกระจกเงาของสังคม หรือหน้าต่างบานหนึ่งบนโลกใบนี้ ซึ่งสามารถถูกนำมาใช้ในฐานะที่เป็นหนทางหรือวิธีการเข้าใจสังคม

 

แบบจำลองที่สองเสนอว่า สื่อได้ส่งผลกระทบ(affect)ถึงความคิด ความเชื่อ และความประพฤติของผู้คนให้เป็นไป. สื่อสร้างค่านิยมและคุณค่าต่างๆขึ้นมาให้กับเรา และมีอิทธิพลโดยตรงต่อการกระทำของพวกเรา. เราควรสำรวจตรวจตราแบบจำลองทั้งคู่นี้

 

สื่อในฐานะที่เป็นการสะท้อนอันหนึ่งเกี่ยวกับสังคม (The media as a reflection of society)

ข้อถกเถียงต่างๆที่สำคัญซึ่งมีต่อความนึกคิดที่ว่า สื่อเป็นเครื่องสะท้อนบรรทัดฐาน คุณค่า และความจริงต่างๆของสังคมคือ สื่อได้”สร้างและเปลี่ยนแปลง”เหตุการณ์ต่างๆมากยิ่งกว่าจะ”สะท้อน”ถ่ายเหตุการณ์ทั้งหลายออกมาเท่านั้น. ยกตัวอย่างเช่น ให้คิดถึงเหตุการณ์ต่างๆซึ่งเกิดขึ้นบนโลกที่เป็นจริง ซึ่งได้ถูกนำเสนออย่างกว้างขวางครอบคลุมอยู่ในสื่อ – เหตุการณ์ต่างๆอย่างเช่น งานพระราชพิธีศพของเจ้าหญิง Diana, พิธีการมอบรางวัล the Academy Award, หรือการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค. เหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างอิสระในสื่อ แต่สื่อได้สร้างให้เหตุการณ์เหล่านี้ขึ้นมาเป็นบางสิ่งบางอย่างที่มากกว่า, เป็นเหตุการณ์ต่างๆของสื่อ(media events) มันเป็นการสร้างมากกว่าที่จะสะท้อนเหตุการณ์ทั้งหลายเหล่านี้ออกมา (Wark 1994)

 

ในออสเตรเลีย การแข่งม้าเพื่อชิงถ้วย Melbourne Cup ได้รับการจัดขึ้นเป็นงานพิธีระดับชาติ(และเมื่อเร็วๆนี้ มีแนวโน้มที่จะเป็นงานระดับนานาชาติ อันนี้ต้องขอบคุณต่อการรายงานข่าวออกไปในโลกกว้างโดยสื่อต่างๆ) ในฐานะที่เป็น”การแข่งขันที่สะกดให้ประเทศทั้งประเทศถึงกับหยุดนิ่ง”(the race that stops a nation). อันนี้ถูกนำเสนอในประโยคปัจจุบัน(present tense), ดูประหนึ่งว่ามันเป็นความจริงเสมอและจะเป็นความจริงเช่นนั้นเสมอไป

 

ในเชิงประวัติศาสตร์ การแข่งม้าดังกล่าวย้อนวันเวลากลับไปได้เพียงคริสตศตวรรษที่ 19 เท่านั้น; แต่เป็นเรื่องที่สำคัญมากที่ถึงกับ”สะกดให้ประเทศทั้งเทศหยุดลง”จนกลายเป็นความเป็นไปได้ที่เป็นจริงอันหนึ่ง เมื่อการสื่อสารของสื่อสามารถที่จะถ่ายทอดเหตุการณ์นี้อย่างสดๆไปได้ทั่วทั้งประเทศ โดยผ่านโทรเลข, ถัดมาก็วิทยุ, และต่อมาก็โทรทัศน์. ณ จุดนี้นี่เอง สื่อทำให้เกิดความเป็นไปได้เกี่ยวกับการแบ่งปันข่าวสารข้อมูลในเวลาเดียวกันได้ กลายเป็นเหตุการณ์ระดับชาติ (นัยสำคัญของการแข่งม้าเพื่อชิงถ้วย Melbourne Cup สัมพันธ์กับการแสวงหาเอกลักษณ์ของชาติของประเทศออสเตรเลีย). เหตุการณ์ต่างๆที่นำพาให้ประเทศทั้งประเทศดังที่ Benedict Anderson (1983)เรียกว่า “ชุมชนจินตนาการ”(imagined community)ช่วยให้ออสเตรเลียนิยามตัวเองและวัฒนธรรมของพวกเขาขึ้นมาได้. แง่มุมอัตลักษณ์ของประชาชาติหนึ่งยกย่องการแข่งม้าเพื่อชิงถ้วย Melbourne Cup คือชัยชนะเกี่ยวกับเวลาว่างที่มีเหนือการทำงาน

 

สื่อได้กระตุ้นส่งเสริมเหตุการณ์บางเหตุการณ์ให้เกิดมีนัยสำคัญขึ้นมา หนังสือพิมพ์ วิทยุ และเครือข่ายโทรทัศน์เริ่มต้นการรายงาน และการคาดการณ์เกี่ยวกับการแข่งขันดังกล่าวอยู่หลายสัปดาห์ล่วงหน้า. (มันเข้ากันได้อย่างเหมาะเจาะกับปฏิทินกีฬาประจำปี โดยการมาถึงในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน หลังจากฟุตบอลออสเตรเลีย และฤดูกาลการแข่งขันรักบี้ได้สิ้นสุดลง และก่อนกีฬาคริกเก็ตและกีฬาในช่วงฤดูร้อนอื่นๆกำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเต็มที่ ดังนั้น จึงมีพื้นที่ว่างบนสื่อต่างๆเป็นจำนวนมากที่นำมาใช้ได้สำหรับการณ์นี้)

 

มันกลายเป็นสารคดีพิเศษอันหนึ่งของสื่อในรายการต่างๆที่ไม่ใช่กีฬา กลายเป็นเหตุการณ์ที่เป็นข่าวสำคัญอันหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น รายการข่าววิทยุแห่งชาติต่างๆ ได้มีการกระจายเสียงมาจากสถานที่แข่งขันจริงๆ. การคาดการณ์เกี่ยวกับว่าใครจะเป็นผู้ได้รับชัยชนะได้ถูกนำไปเชื่อมโยงกับการพนันขันต่อและวงการธุรกิจ: การมีส่วนร่วมในเหตุการณ์อันนี้หมายถึงถูกนำเข้าไปพัวพันกับการพนันในบางรูปแบบ

 

สองประเด็นได้เกิดขึ้นมาจากเหตุการณ์ที่สื่อทำขึ้น(media event)คือ

 

– “สะกดให้ประเทศทั้งประเทศหยุดชะงัก”(stopping the nation) เป็นเพียงสิ่งที่เป็นไปได้โดยสื่อ ด้วยเหตุนี้เราสามารถกล่าวได้ว่า สื่อได้สร้างเหตุการณ์นี้ขึ้นมามากกว่าที่จะทำหน้าที่ถ่ายทอดหรือสะท้อนมันเท่านั้น

– ถ้าหากว่าคุณเป็นนักบริโภคสื่ออยู่อย่างสม่ำเสมอ โดยธรรมชาติแล้ว คุณควรจะสนใจในเหตุการณ์นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเผื่อว่าคุณถือว่าตัวคุณเองเป็นออสเตรเลียน. อันที่จริงสื่อเสนอว่า ไม่ต้องไปให้ความสนใจ ซึ่งหมายถึงถ้าคุณไม่ได้เป็นออสเตรเลียน

 

ประเด็นข้อที่สองนี้ เกี่ยวข้องกับการที่สื่อได้สร้างและก่อรูปร่างการกระทำของเราขึ้นมาให้เป็นไปอย่างไร มันทำให้เรารู้สึกว่าเราคือใคร รวมไปถึงกำหนดวิถีชีวิตประจำวันและงานประจำปีของเราขึ้นมาด้วย. อันนี้คือตัวอย่างหนึ่งของวิธีการที่เราดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งที่เราเรียกว่า”โลกของสื่อ”(the media world)

 

สื่อสนับสนุนการสร้างปฏิทินเหตุการณ์ต่างๆประจำปีขึ้น การสร้างนั้นไม่ใช่สิ่งใหม่: ตลอดประวัติศาสตร์ บรรดาสังคมต่างๆได้รวมตัวของพวกมันเองขึ้นมาอย่างเป็นระบบรายรอบเหตุการณ์ที่หมุนวนอยู่ ส่วนใหญ่เป็นวันหยุดทางศาสนาและพิธีเฉลิมฉลองต่างๆ ซึ่งเชื่อมโยงในบางหนทางกับการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล และการปฏิบัติ รวมไปถึงพิธีกรรมเกี่ยวกับการรวบรวมพืชพันธุ์ธัญญาหาร พิธีกรรมหรือกิจวัตรเหล่านี้ ได้เปลี่ยนแปลงไปกับกระบวนการเกี่ยวกับการทำให้เป็นอุตสาหกรรม เพื่อว่า วันหยุดต่างๆและพิธีกรรมทั้งหลายจะได้รับการรวบรวมขึ้นมาอย่างเป็นระบบ เพื่อเหมาะกับสภาพการณ์และความต้องการของสังคมอุตสาหกรรมในปัจจุบัน

 

เหตุการณ์ที่สื่อทำขึ้นที่ยิ่งใหญ่สุดประจำปีได้แก่วันคริสต์มาส แต่ยังมีวันอื่นๆซึ่งยังคงเป็นเหตุการณ์ที่สื่อทำขึ้นด้วย เช่น วันวาเลนไทน์ วันพ่อ วันแม่ ต่างก็กำลังกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของปฏิทินสังคมและปฏิทินสื่อทั้งหมด. ทั้งสามวันนี้คือ วันวาเลนไทน์ วันพ่อ วันแม่ ได้ถูกทำให้เป็นเรื่องการค้าหรือธุรกิจไป โดยผ่านการซื้อและส่งบัตรอวยพรและบัตรแสดงความรักรวมไปถึงของขวัญต่างๆ : การส่งเสริมของสื่อเป็นสิ่งที่สำคัญต่อธุรกิจและการค้าต่างๆ. อย่างค่อยเป็นค่อยไป เกือบทุกสัปดาห์และเกือบจะทุกๆวันของแต่ละปี ได้ถูกกำหนดให้เป็นเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งโดยเฉพาะ หรือเชื่องโยงกับจุดประสงค์ที่จำเพาะอันใดอันหนึ่ง และสื่อต่างๆเป็นตัวกลางที่จะเป็นผู้ส่งต่อหรือผู้เผยแพร่สู่สาธารณะเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้

 

วันคริสต์มาสจะมาถึงก่อนวันอื่นๆในแต่ละปี; อย่างเช่นงานวันให้รางวัล the Academy Awards – ซึ่งเป็นรางวัลยอดเยี่ยมเกี่ยวกับการส่งเสริมตัวสื่อเองและส่งเสริมจักรวรรดิ์นิยมอเมริกัน – ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ต่างๆที่สื่อทำขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ. ให้หมายเหตุว่า พวกมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของการสนทนาในชีวิตประจำวันอย่างไรบ้าง – เช่น คุณได้เห็นการมอบรางวัลออสก้าร์ไหม? มีคนถามผมอย่างนั้น. รู้ไหมว่าใครคือผู้ได้รับรางวัลและใครที่พลาดโอกาสรางวัลนี้ไป พวกเขาสวมใส่ชุดอะไร และใครที่พวกเขามาด้วยปีนี้ คำถามเหล่านี้กลายเป็นความรู้ทางสังคมที่สำคัญชิ้นหนึ่ง พื้นฐานสำคัญทางวัฒนธรรมชนิดหนึ่ง สำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันทางสังคม. การไม่รู้เรื่องเหล่านี้อาจคุกคามทำให้เราถูกกันออกไปจากสังคม

 

การรายงานข่าวเพิ่มขึ้นได้รับความสะดวกมากขึ้นโดยเทคโนโลยี ที่ได้รับการปรับปรุงอยู่เสมอ (การเชื่อมต่อกันของสัญญานดาวเทียม) ซึ่งทำให้เกิดการถ่ายทอดข่าวสารกันอย่างทันควันและราคาถูกลง ด้วยภาพและเสียงที่คมชัดสมบูรณ์จากทวีปหนึ่งไปยังอีกทวีปหนึ่ง ในหนทางที่ไม่อาจทำเช่นนั้นได้เมื่อไม่กี่ปีมานี้

 

ให้ลองบันทึกลงไปสำหรับตัวคุณเองว่า เหตุการณ์ต่างๆซึ่งเป็นเหตุการณ์เฉพาะได้กลายเป็นเหตุการณ์สื่อ(media events)ไปอย่างไรบ้าง และมันกำลังพัฒนาไปอย่างไรในแต่ละปี

 

มันเป็นกระบวนการคัดสรรอันหนึ่งที่ทำงานอยู่; เหตุการณ์บางเหตุการณ์ไม่ได้รับการส่งเสริมสนับสนุน – ยกตัวอย่างเช่น ในปี 1988 การแข่งขันฟุตบอลเพื่อชิงถ้วย African Football Cup ของชาติต่างๆ ซึ่งเรื่องนี้ถกเถียงกันได้ ถือเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่สำคัญเป็นอันดับสามในโลก รองลงมาจากการแข่งขันฟุตบอล World Cup และ European Cup, อันนี้ไม่ได้รับการรายงานข่าวเกือบทั้งหมด หรือเผยแพร่ในออสเตรเลียเลยนอกจาก SBS, ซึ่งเป็นช่องสัญญานโทรทัศน์เกี่ยวกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม(the multicultural television channel)

 

ในทางตรงข้าม อเมริกันฟุตบอลและการแข่งขันรถยนต์เวริล์ดกรังด์ปรีส์(world grand-prix motor racing)กลับได้รับรู้กันอย่างแพร่หลาย และมีการรายงานข่าวเพิ่มเติมทางโทรทัศน์ไปทั่วโลก. การคัดเลือกเหล่านี้ ทำขึ้นมาบนพื้นฐานเกี่ยวกับความปรารถนาและทางเลือกของผู้รับสื่อ หรือบนรากฐานในเชิงธุรกิจที่เป็นตัวขับเคลื่อนผลประโยชน์ต่างๆใช่หรือไม่? การแข่งขันรถยนต์ หนึ่งในเวทีมีที่อยู่ไม่มากนักซึ่งยังคงมีสำหรับการโฆษณาบุหรี่และให้การสนับสนุน เป็นเรื่องที่น่าสนใจโดยเฉพาะในประเด็นนี้. มันคือกลุมผลประโยชน์ขนาดใหญ่ที่ให้การสนับสนุนและการล็อบบี้เพื่อให้มีการรายงานข่าวทางสื่อเกี่ยวกับมัน

 

ดังนั้น ขณะที่สื่อได้สร้างและส่งเสริมเหตุการณ์ต่างๆขึ้นมา อย่างเช่น Melbourne Cup, พวกเขาก็เปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ทั้งหลายนี้ไปด้วย. การบันทึกเหตุการณ์ใดเหตุการร์หนึ่งธรรมดาง่ายๆจะเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์นั้นไป อันนี้เห็นได้ชัดกับกล้องถ่ายรูป การมีขึ้นมาของกล้องถ่ายรูปได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คน อันนี้อาจเกิดขึ้นกับเรื่องที่ไม่สำคัญ แต่อย่างไรก็ตาม มันเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่สังเกตเห็นได้

 

เป็นความน่าสนใจและน่าใส่ใจที่สำคัญอันหนึ่งสำหรับผู้สร้างงานสารคดีทั้งหลาย ซึ่งพยายามที่จะบันทึกเหตุการณ์จริงๆเอาไว้อย่างเป็นภววิสัย; ปัจจุบันมีผู้สร้างงานสารคดีจำนวนมากยอมรับการมีอยู่ของพวกเขาที่เปลี่ยนแปลงเรื่องราวต่างๆไป

 

ให้ดูว่ามีอะไรเกิดขึ้นเมื่อคุณหันกล้องไปยังเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นกล้องถ่ายรูปหรือกล้องถ่ายภาพยนตร์ ไปยังคนบางคน หรือเขากำลังหันกล้องมายังคุณ. เป็นไปได้ที่คนที่กำลังจะถูกถ่ายรูปหรือถ่ายภาพยนตร์จะกระทำบางสิ่งบางอย่างในการโต้ตอบกับกล้อง แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ทำอะไรที่แตกต่างไปเลยภายนอก แต่คุณและพวกเขาจะกำลังรู้สึกบางสิ่งบางอย่างที่ต่างไปภายใน เช่น อารมณ์ เป็นต้น. โดยเหตุนี้ เหตุการณ์อันนั้นจึงถูกเปลี่ยนไป

 

การบันทึกของสื่อยังเป็นตัวเริ่มต้นที่ไปกำหนดว่า เหตุการณ์ต่างๆที่เป็นจริงจะเกิดขึ้นเมื่อไรและอย่างไรด้วย. ความเชื่อมโยงกันระหว่างกีฬาและสื่อเป็นสิ่งที่มีนัยสำคัญ; แต่ละอย่างดำรงอยู่ด้วยการพึ่งพาอาศัยกันและกันและส่งเสริมกัน. ความสัมพันธ์กันอันนี้หมายความถึง ตัวอย่างเช่น การยุติการแข่งขันชั่วคราวและการเริ่มเล่นต่อของรายการกีฬาต่างๆ ตัวของมันเองทำได้เหมาะเจาะสอดคล้องกับผลประโยชน์จากการรายงานข่าวผ่านสื่อหรือไม่. ดังกรณีตัวอย่าง เมื่อประตูฟุตบอลถูกยิงเข้า ตามกฎฟุตบอลออสเตรเลียนในเกมการแข่งขันที่ถูกถ่ายทอดทางโทรทัศน์ ผู้ตัดสินจะต้องรอจนเห็นแสงไฟจากช่องสัญญานโทรทัศน์บ่งชี้ว่า การโฆษณาทางโทรทัศน์ได้ยุติลงแล้วก่อน จึงจะเริ่มต้นการแข่งขันกันต่อไป

 

รายการแข่งขันกีฬาต่างๆยังถูกวางตารางในช่วงของวันหยุดสุดสัปดาห์ด้วย ทั้งนี้เพื่อให้เหมาะสมกับเวลาการดูทีวีที่มีมากที่สุดนั่นเอง. การรายงานข่าวเกี่ยวกับกีฬาโอลิมปิคได้ถูกจัดการขึ้นอย่างเป็นระบบ รายรอบการรายงานข่าวทางโทรทัศน์ได้ดีที่สุด และสามารถที่จะนำเสนอข่าวกีฬาอันนี้ไปทั่วโลกเหมาะกับเวลาที่มีผู้ชมสูงสุด; เนื่องจากความจำเป็นที่ไม่หลีกเลี่ยงได้อันนี้ การแข่งขันการวิ่งมาราธอนจึงออกวิ่ง ณ เวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับผู้ชมโทรทัศน์ทั่วโลก มากกว่าความเหมาะสมกับตัวนักกีฬาเอง

 

สื่อสามารถกลายเป็นผู้เล่นที่สำคัญอันหนึ่งในเหตุการณ์ต่างๆที่มีนัยสำคัญมากๆ. หนึ่งในตัวอย่างที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดคือ การรายงานข่าวผ่านสื่อเกี่ยวกับเรื่องของสงครามเวียดนาม. ภาพถ่ายทางโทรทัศน์เกี่ยวกับความโหดร้ายของทหารอเมริกันและความเสียหาย กลายเป็นปัจจัยหลักอันหนึ่ง ในการพัฒนาเกี่ยวกับขบวนการต่อต้านสงครามขึ้นมาในสหรัฐฯและออสเตรเลีย ผลลัพธ์ในการประท้วงของประชาชนได้ช่วยให้เกิดการยุติสงครามในเวลาต่อมา

 

จนกระทั่งปัจจุบัน ข้อถกเถียงเกี่ยวกับการสะท้อน(reflection)ที่ครุ่นคิดกันว่า สื่อมีอิทธิพลต่อสถานการณ์ในชีวิตจริงอย่างไร; ปรากฏว่า พวกมันไม่สามารถเป็นกระจกเงาที่ส่องสะท้อนอันบริสุทธิ์ไร้เดียงสาได้ นับตั้งแต่ที่พวกมันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์และเปลี่ยนแปลงมันไป

 

อย่างไรก็ตาม หากเราพิจารณากันถึงเรื่องราวที่แต่งขึ้นทั้งหลาย(fictions) มันคือแบบจำลองของการสะท้อนที่มีประโยชน์ขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่? เรื่องราวที่แต่งขึ้นแสดงให้คนภายนอกทั้งหลายเห็นว่าชีวิตเป็นอย่างไร มันคล้ายกับกับในสังคมบางสังคมโดยเฉพาะใช่ไหม? เราสามารถที่จะบรรลุถึงความเข้าใจเกี่ยวกับอเมริกา, แอฟริกา, หรือออสเตรเลียโดยการดูละครทางโทรทัศน์ของประเทศเหล่านี้ได้ไหม?

 

แบบจำลองการสะท้อน(reflection model)เป็นสิ่งที่ไม่น่าพึงพอใจในที่นี้ ถ้าหากว่าจะมาทึกทักเอาว่า ผลผลิตต่างๆของสื่อเปิดเผยอย่างโปร่งใสถึงความจริงเกี่ยวกับสังคมบางอย่าง. การใช้วิธีการเข้าถึงอันนี้ คุณจะทึกทักว่าละครทีวีประเภท television soap เรื่อง Neighbours ได้ให้ภาพสะท้อนที่ชัดเจนถูกต้องเกี่ยวกับชีวิตชานเมืองที่เป็นเช่นนั้นของออสเตรเลีย! แต่อย่างไรก็ตาม เป็นที่กระจ่างชัดว่า ขณะที่มันอาจจะสะท้อนถึงท่าทีหรือทัศนคติทางสังคมที่เป็นอยู่ เราต้องการที่จะเข้าใจเรื่อง Neighbours มากกว่านี้มาก โดยการวางมันลงในบริบทของสังคมทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โดยการมองไปที่ใครเป็นผู้ผลิตมันขึ้นมา และภายใต้ข้อจำกัดอะไรบ้าง. ยิ่งไปกว่านั้น เราต้องเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เป็นจริงทางสังคมเกี่ยวกับออสเตรเลีย(หรือสหราชอาณาจักร) ณ เวลาของการสร้างและการบริโภคเกี่ยวกับรายการเหล่านี้ เพื่อเข้าใจถึงว่า รายการพวกนี้มันเหมาะกับจินตนาการซึ่งนิยมกันอย่างไรของผู้รับสื่อทั้งหลาย

 

อันนั้น เราต้องพยายามและเข้าใจว่า ทำไมชาวออสเตรเลียนและชาวอังกฤษ(Briton)จึงดูเรื่อง Neighbours กัน: การวาดภาพที่มีลักษณะเฉพาะอันนั้นเกี่ยวกับความเป็นจริง ทำให้ผู้รับสื่อรู้สึกถูกอกถูกใจบางอย่าง และความสุขเหล่านี้สัมพันธ์กับความเป็นจริงที่แท้อย่างไรบ้างของผู้ดู. อันนี้คือสิ่งทีสำคัญโดยเฉพาะเมื่อพยายามที่จะเข้าใจว่า ทำไมเรื่อง Neighbours จึงเป็นที่นิยมชมชอบกันมากสำหรับผู้ดูที่เป็นคนอังกฤษ

 

มันคือลักษณะของยูโธเปียของมันใช่ไหม แดดกล้า การดำเนินชีวิตที่สะอาดหมดจดไร้มลทิน ที่ได้ให้ความพึงพอใจจากการพยายามหนีรอดไปจากชีวิตจริงของผู้ชมทั้งหลาย ซึ่งต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ตึงเครียดและกดดันมากของความเปล่าเปลี่ยว, ชีวิตในเมือง, และทิวทัศน์ในประเทศอังกฤษที่น่าเบื่อใช่หรือไม่?

 

แม้แต่การไม่มีอยู่หรือการละเลยต่างๆในเนื้อหาของสื่อ ก็เปิดเผยข้อมูลข่าวสารได้อย่างน่าสนใจเช่นกันเกี่ยวกับประเด็นปัญหาทางสังคม ซึ่งมันแพร่หลายอยู่ ณ เวลานั้น และในสถานที่ซึ่งเนื้อหาของมันได้รับการสร้างขึ้นมา ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่จะตระหนักหรือรู้ถึงสิ่งที่ได้ถูกกีดกันออกไป. ยกตัวอย่างเช่น แม่ที่เก่งกล้าซึ่งอยู่คนเดียว และผู้คนในความสัมพันธ์แบบรักร่วมเพศที่น่าเป็นห่วง แทบจะไม่ถูกนำเสนอมาก่อนช่วงกลางทศวรรษที่ 1980s เลย เป็นต้น

 

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าหากว่าเราพยายามที่จะทำความเข้าใจสังคมอังกฤษและออสเตรเลียในช่วงทศวรรษที่ 1980s และ 1990s, เรื่อง Neighbours ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสุดๆ จะเป็นแหล่งต้นตอที่มีประโยชน์อันหนึ่ง ท่ามกลางเรื่องอื่นๆอีกมากมาย, พยายามและบรรลุถึงภาพๆหนึ่งเกี่ยวกับสังคมเหล่านั้นว่ามันทำงานอย่างไร ความเชื่อและค่านิยมต่างๆของพวกเขาคืออะไร. กล่าวอีกนัยหนึ่ง บางส่วน มันสามารถที่จะถูกนำมาใช้ในฐานะที่เป็นการสะท้อนถ่ายอันหนึ่งเกี่ยวกับช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์อันนี้

 

แบบจำลองเรื่องผล: อิทธิพลชนิดใดที่ทำให้สื่อมีผลต่อคนดู?
(The effects model: what sort of influence do the media have on audiences?)

มาถึงตอนนี้ขอให้เรามาพิจารณากันถึงเรื่องแบบจำลองเกี่ยวกับผล(the effect model). ส่วนหนึ่งของปัญหาในที่นี้คือ คำอะไรที่นำมาใช้เพื่ออธิบายถึงสิ่งที่สื่อได้กระทำกับพวกเรา. คำนั้นก็คือคำว่า”ผล”(effect) ได้ถูกนำมาใช้อยู่บ่อยๆอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ เพื่อนำเสนอสิ่งที่เป็นคำตอบที่ชัดถ้อยชัดคำกับสิ่งที่ถูกกระตุ้นโดยสื่อ: เราดูบางสิ่ง และมันทำให้เรากระทำบางสิ่ง. คำว่า”อิทธิพล”(influence)ค่อนข้างจะเป็นประโยชน์ในที่นี้ เพราะมันยินยอมให้เกิดความยืดหยุ่นได้มากกว่า: เราจ้องดูบางสิ่งบางอย่าง และมันกระตุ้นให้เราทำหรือเชื่อบางสิ่งบางอย่าง

 

ศัพท์คำว่า”ผล”(effect) ยังเป็นประโยชน์ด้วยในฐานะที่มันสามารถอ้างอิงถึง”การเปลี่ยนแปลง”(change)ในความรู้สึกทั่วๆไปอันหนึ่ง หรือสามารถถูกนำมาใช้เป็นการเฉพาะเพื่อบ่งชี้ถึงมิติต่างๆในเชิงกายภาพเกี่ยวกับการขานรับทางด้านอารมณ์ความรู้สึก (อย่างเช่น ความกลัวที่ทำให้ขนหัวลุก [hair-raising fear] หรืออาการร้อนผ่าวขึ้นมาทันที [hot flush] เกี่ยวกับความรู้สึกขวยเขิน หรือรู้สึกอับอาย)

 

ข้ออ้างเหตุผลของเราในที่นี้คือ สื่อสามารถกระทำ และมีอิทธิพลต่อเราในหลายๆวิธีการ. เพราะฉะนั้น เราควรจะโอนเอียงกับศัพท์คำนี้. แต่อย่างไรก็ตาม บางครั้งเราจะใช้ศัพท์คำว่า”ผล”(effect)เพื่อบ่งชี้ถึงผลลัพธ์โดยตรงหรือสามารถวัดได้เกี่ยวกับการบริโภคสื่อ และแน่นอน เราต้องตระหนักเกี่ยวกับศัพท์คำนี้ เพราะว่า มันเป็นแนวคิดสำคัญในการถกเถียงเกี่ยวกับอิทธิพลและพลังอำนาจของสื่อ

 

ประเด็นที่ก่อให้เกิด”ผล”เกี่ยวกับความนิยม มันถูกนำเสนอขึ้นมาอย่างไร? ในปี ค.ศ.1988 มีเรื่องราวหนึ่งในหน้าหนังสือพิมพ์ West Australian ซึ่งพาดหัว “Cartoon Triggers Illness”(การ์ตูนกระตุ้นให้เกิดอาการป่วย)รายงานว่า เด็กๆหลายร้อยคนถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลทั่วทั้งประเทศญี่ปุ่น หลังจากรู้สึกไม่สบายขณะที่ดูรายการภาพยนตร์การ์ตูนยอดนิยมทางโทรทัศน์ซึ่งถ่ายทอดผ่านเครือข่ายทั่วประเทศ. การ์ตูน… กระตุ้นให้เกิดอาการชักกระตุก อาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อในเด็ก… เมื่อแสงแลบสีแดงแปลบปลาบที่สว่างเจิดจ้าปรากฎขึ้นมาบนจอทีวีราว 5 วินาที (West Australian 1988a)

 

ดูเหมือนไม่ต้องสงสัยเลยว่า ฉากนี้โดยเฉพาะของรายการยอดนิยม(Pokemon)ได้ก่อให้เกิดปฏิกริยาโต้ตอบของผู้ดูเป็นจำนวนมาก แต่ผลอันนั้นของสื่อในตัวอย่างกรณีนี้ไม่ได้สัมพันธ์กับเรื่องราวความรุนแรงแต่อย่างใด (เนื้อหาของรายการโทรทัศน์) แต่มันเนื่องมาจากรูปแบบการนำเสนอของมันมากกว่า (การถ่ายทอดของสัญญานแสงซึ่งเป็นเรื่องของอิเล็คทรอนิค)

 

ผลในทำนองเดียวกันซึ่งเป็นคำอธิบายในหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าว ได้รายงานว่าฉากของ Pokemon ถูกค้นพบว่า ปรากฎขึ้นในฐานะที่เป็นผลลัพธ์อันหนึ่งของแสงไฟแฟลชที่กระพริบอย่างรวดเร็ว(stroboscopic) ซึ่งสามารถที่จะก่อให้เกิดอาการโรคลมบ้าหมูได้ในผู้ดูบางคน. อันนี้คือตัวอย่างหนึ่งของวิธีการต่างๆที่สื่อทั้งหลาย สามารถส่งผลกระทบต่อสมาชิกที่เป็นคนดูได้ในระดับกายภาพ

 

ส่วนผลทางด้านจิตวิทยาและพฤติกรรมโดยตรงของเนื้อหาสื่อ เป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากกว่ามากที่จะวัดหรือประเมินผล. ในทำนองที่คล้ายกัน มันเป็นไปได้ที่จะตรวจวัดโดยทันทีได้, เช่นปฏิกริยาต่อความรู้สึกอย่างเช่น การหัวเราะ หรือแนวโน้มต่างๆที่เกี่ยวกับอาการเครียด ซึ่งเกิดขึ้นมาในช่วงระหว่างภาพกำลังตื่นเต้นและตัดไปยังโฆษณาหรือหยุดพัก, แต่นั่นยังไม่สลับซับซ้อนเท่าไรนัก มันเป็นการโต้ตอบทางอารมณ์เกี่ยวกับความต่อเนื่องเท่านั้น

 

สื่อยังสามารถสร้างผลต่อพฤติกรรมของพวกเราโดยผ่านรูปแบบต่างๆทางด้านเทคโนโลยีของมัน. อุปนิสัยและการดำรงอยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเราได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง โดยผ่านการเพิ่มจำนวนมากขึ้นของระบบการสื่อสาร. พัฒนาการเกี่ยวกับสื่อได้ทำให้ความเป็นอยู่ของพวกเรารวดเร็วขึ้น ยึดติดอยู่กับการนั่งมากขึ้น และอยู่กับบ้านมากตามไปด้วย: การสื่อสารผ่านโทรศัพท์ ผ่านอินเตอร์เน็ต ทำให้เราสามารถติดต่อกับคนอื่นๆได้อย่างทันทีทันควัน

 

โทรศัพท์มือถือทำให้วัยรุ่นทั้งหลายและบรรดานักธุรกิจ มีอิสรภาพในเชิงภูมิศาสตร์มากกว่าแต่ก่อน ทำให้พวกเขาสามารถติดต่อและถูกติดต่อได้อย่างสะดวกง่ายดายมากขึ้นโดยเพื่อนๆของพวกเขา, พ่อแม่, หรือการติดต่อทางด้านธุรกิจ เมื่อพวกเขาอยู่นอกบ้านหรือสำนักงาน. เราสามารถเกี่ยวข้องกับปัญหาต่างๆ และสื่อสารความรู้สึกต่างๆกันได้ ข้ามระยะทางในชั่วขณะ และผู้คนไม่จำเป็นต้องมีความสามารถในทางคำนวณง่ายๆธรรมดากันอีกต่อไปแล้ว เมื่อพวกเขาได้เรียนรู้ว่าจะใช้เครื่องคิดเลขกันอย่างไรเท่านั้น

 

การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์อย่าง word processor มีผลอย่างมากต่อการเขียนของพวกเรา มันทำให้ง่ายมากที่จะผลิตเนื้อหาต่างๆขึ้นมา และสามารถที่จะก๊อปปี้ได้สะดวกด้วย อันนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและการจัดระบบใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง. ดังนั้น แบบแผนที่แท้จริงเกี่ยวกับการดำรงอยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเรา ในโลกของสื่อซึ่งเราอาศัยอยู่ร่วม ได้ถูกสร้างขึ้นมาในหนทางที่แตกต่างอันเนื่องมาจากเทคโนโลยีสื่อต่างๆ

 

อันนี้คือส่วนหนึ่งซึ่ง Marshall McLuhan กำลังได้รับเมื่อตอนที่เขาพูดประโยคที่ว่า “The Medium is the message” (สื่อก็คือสารนั่นเอง)(McLuhan 1987, p.7). มากยิ่งกว่าการเพ่งความเอาใจใส่ลงไปที่เนื้อหาของสาร เขาต้องการให้ผู้คนคิดถึงรูปแบบต่างๆทางด้านเทคโนโลยีของสื่อ และสิ่งเหล่านี้มันส่งผลกระทบต่อผู้คนทั้งหลายอย่างไร

 

แต่ในความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับคำถามเกี่ยวกับ”ผล”, การส่งผล, และอิทธิพล มันคือพื้นที่เกี่ยวกับเนื้อหาของสื่อ(media content) และวิธีการที่มันถูกนำเสนอที่พวกเราต้องโฟกัสลงในรายละเอียดมากกว่านี้. อันนี้คือพื้นที่ที่ได้มีการหยิบยกขึ้นมาสนทนากันส่วนใหญ่และเป็นเรื่องที่โต้เถียงกันมาก. รายงานของหนังสือพิมพ์อีกฉบับหนึ่ง ด้วยการพาดหัวว่า”Suicide Alert on Film”(ระวังการฆ่าตัวตายในภาพยนตร์) ได้แสดงให้เห็นคำเตือนให้ระวังอันตรายเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายดังกล่าว ซึ่งสามารถถูกนำเสนอออกมาเป็นความนิยมได้

 

ฉากการฆ่าตัวตายในภาพยนตร์เรื่องล่าสุดในเรื่อง Romeo and Juliet ได้กระตุ้นความห่วงใยในท่ามกลางนักจิตวิทยาและผู้ให้คำปรึกษาทั้งหลาย เกี่ยวกับภาพยนตร์ที่มีฉากการฆ่าตัวตายแบบโรแมนติคต่างๆ… “อะไรก็ตามที่มีอทธิพลต่อการฆ่าตัวตายให้สูงขึ้น ควรจะได้รับความเอาใจใส่จากสังคมเป็นอย่างสูง”(West Australian 1997)

 

ความเกี่ยวพันกันในที่นี้ก็คือ ภาพยนตร์สามารถที่จะกระตุ้นการฆ่าตัวตายของวัยรุ่นได้โดยตรง เมื่อช่วงเริ่มต้นคริสตศตวรรษที่ 21ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศหนึ่งซึ่งมีสถิติเด็กวัยรุ่นฆ่าตัวตายสูงที่สุดในโลก โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่นผู้ชายซึ่งมีอัตราการฆ่าตัวตายอยู่ในระดับสูง ผลที่ตามมาทำให้สังคมออสเตรเลียนมีความรู้สึกอ่อนไหวต่อประเด็นปัญหานี้

 

แต่อย่างไรก็ตาม หากเคลื่อนไปสู่การเซ็นเซอร์ภาพยนตร์นี้ เนื่องมาจากการที่มันให้ภาพเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย จะเป็นเรื่องที่ผิดที่ผิดทางไปอย่างลึกซึ้งในการแก้ปัญหา. การฆ่าตัวตายของเยาวชนเป็นผลผลิตของเงื่อนไขหรือสภาพการณ์ทางสังคมที่กว้างมาก และอันนี้เป็นเรื่องซึ่งต้องการการพิจารณาให้ถี่ถ้วน. ในเวลาเดียวกัน สื่อสามารถที่จะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขทางสังคมเหล่านี้

 

การดูการรายงานข่าวเกี่ยวกับเรื่องโรดเอดส์, ผู้ก่อการร้าย ผู้อพยพลี้ภัย โลกที่กำลังร้อนขึ้น และความอดอยากหรือวาตภัย พอจะเป็นไปได้ว่ามันอาจทำให้ใครบางคนซึ่งรู้สึกหดหู่ ไร้พลัง และขาดความเชื่อมั่นอยู่แล้วทำการอัตวินิบาตกรรมตนเองสำหรับเหตุผลเหล่านี้ ซึ่งง่ายที่จะเข้าใจกว่าการได้รับการยั่วยวนโดยการแสดงที่ดึงดูดใจเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายของคนหนุ่มสาวในภาพยนตร์เรื่อง Romeo and Juliet

 

ลองดูตัวอย่างซึ่งเป็นรูปธรรมมากขึ้นอีกตัวอย่างหนึ่ง หนึ่งในสถิติเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายของเด็กวัยรุ่นผู้ชายในออสเตรเลียคือว่า วัยรุ่นที่เป็นเกย์จำนวนมากพยายามที่จะฆ่าตัวตาย. อันนี้ได้รับการให้เหตุผลว่า เกิดขึ้นเนื่องมาจากความทุกข์ยากลำบากใจของพวกเขา ที่มีต่อวิธีการที่สังคมปฏิบัติกับคนที่รักร่วมเพศ

 

จากสถิติที่เชื่อถือได้ที่สุดแสดงให้เห็น… 20-35 เปอร์เซนต์ของวัยรุ่นที่เป็นเกย์ พยายามที่จะฆ่าตัวตาย. หนุ่มสาวชาวเกย์ บ่อยครั้ง มีท่าทีที่ฝังลึกภายในเกี่ยวกับภาพลักษณ์และทัศนคติที่ตายตัวเกี่ยวกับตัวของพวกเขาเอง. และเมื่อไรที่คุณถูกบอกว่าคุณเป็นคนป่วย, คนเลว และดำรงอยู่อย่างผิดๆ โดยไม่เข้าใจว่าคุณเป็นใคร คุณก็เริ่มเชื่อคำพูดเหล่านั้น (Herdt 1989, p.31)

 

Alan McKee (1997) ได้ให้เหตุผลว่า สื่อได้ถูกนำเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เพราะพวกมันนำเสนอภาพลักษณ์ที่เป็นไปในเชิงบวกน้อยมากเกี่ยวกับหนุ่มสาวเกย์. เขาเห็นถึงความต้องการเกี่ยวกับการเป็นตัวแทนชาวเกย์ที่ป๊อปปิวล่าร์ ในฐานะที่เป็นหนทางหนึ่งซึ่งจะช่วยยกระดับความเข้าใจและความนับถือในตนเอง และต่อสู้กับสถิติการฆ่าตัวตายเหล่านี้. ในความสัมพันธ์กับประเด็นปัญหาข้างต้น และสำหรับคนทั่วไปส่วนใหญ่ ความเชื่อมโยงระหว่างสื่อและสังคมเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อน

 

นอกจากนี้ ประเด็นเกี่ยวกับผล บ่อยครั้งมาก ยังถูกตั้งคำถามขึ้นมาเกี่ยวกับเรื่องเพศและความรุนแรงด้วย. สมมุติฐานง่ายๆธรรมดาคือว่า ความรุนแรงของสื่อกระตุ้นพฤติกรรมอันรุนแรงในหมู่ผู้รับ และการเสนอภาพเกี่ยวกับเรื่องเพศโดยสื่อ สามารถที่ทำให้ผู้รับชั่วหรือเลวลงได้. ถึงแม้ว่างานวิจัยเกี่ยวกับผลของสื่อต่างๆจะยังไม่สรุปเช่นนั้น บ่อยทีเดียว มันถูกเสนอว่าการก่ออาชญากรรมได้ถูกกระตุ้นหรือสนับสนุนโดยการดูเรื่องความรุนแรงหรือภาพโป๊ในสื่อ อันนี้คือข้ออ้างเหตุผลอันหนึ่งซึ่งบางครั้งได้ถูกนำมาใช้ในศาลสถิตย์ยุติธรรม

 

คำตอบในเชิงตรรกสำหรับผู้คนเป็นจำนวนมากคือ ต้องมีการจำกัดสิ่งที่สามารถถูกเฝ้าดูโดยผ่านการเซ็นเซอร์. แต่อย่างไรก็ตาม ดังแนวทางนี้จากภาพยนตร์เรื่อง Scream เสนอแนะอย่างเหมาะสมว่า สื่อไม่อาจที่จะรับผิดชอบสำหรับการทำให้ผู้คนเป็นคนเลว: “ภาพยนตร์ไม่ได้สร้างสรรค์ผู้ป่วยทางจิตขึ้นมา แต่พวกมันทำให้ผู้ป่วยทางจิตสร้างสรรค์มากขึ้น”

 

ขณะที่ยอมรับว่า สื่อสามารถที่จะมีอิทธิพลต่อเรา และนั่นทำให้เราต้องการการเซ็นเซอร์ในบางรูปแบบ เราได้สร้างข้อเสนอต่างๆที่ตามมาต่อไปนี้ ซึ่งสวนทางกับการเซ็นเซอร์ที่เพิ่มขึ้น และสวนทางกับการใช้แบบจำลองเกี่ยวกับผล(the effect models) เพื่อให้เหตุผลหรือหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้

 

1. เรามีความเป็นอิสระบางอย่าง (เช่น การควบคุมตนเอง, และการกำหนดตัดสินได้ด้วยตนเอง)ในสิ่งที่เราประพฤติปฏิบัติ; ขณะที่เราอาจลอกเลียนบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งเราเรียนรู้จากสื่อ – เช่น จะสวมใส่เสื้อผ้าชุดอะไร สไตล์ของการใช้ภาษา และปฏิกริยาต่อกันทางสังคม – เรารู้ถึงสิ่งที่มันมุ่งหมายหรือเจตนาให้เป็นเรื่องรุนแรงกับบางคน และเราระมัดระวังเกี่ยวกับการกระทำต่างๆอันนั้น. เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผลซึ่งสามารถที่จะคิดและสะท้อนถ่ายสิ่งที่เราเห็นและกระทำ. เรายังรู้ถึงความแตกต่างระหว่าง การแสดงหรือเป็นตัวแทนต่างๆของสื่อ สำหรับเรื่องราวทั้งหลายและภาพความรุนแรงที่ปรากฏขึ้น – นั่นคือ พวกมันเป็นเพียงเรื่องราว”สิ่งที่เสกสรรค์”ขึ้นมาหรือ”สิ่งที่เป็นจริง”

 

เราสามารถตัดสินได้เกี่ยวกับสิ่งที่เราบริโภคจากสื่อ; เราไม่ได้ขานรับมันโดยอัตโนมัติในสิ่งที่เราเห็น. เราเชี่ยวชาญในการจำแนกระหว่าง การเป็นตัวแทนของสื่อ เรื่องราวและเรื่องที่แต่งขึ้น ที่อาจบรรจุภาพของความรุนแรงต่างๆเอาไว้ (เลียนแบบโดยการใช้เลือดหมูและแผลที่ทำปลอมขึ้นมา) และสิ่งที่เป็นจริง. การกล่าวโทษหรือตำหนิสื่อเป็นการแก้ตัวชนิดหนึ่งซึ่งปฏิเสธความรับผิดชอบของตัวเราเอง (และบ่อยครั้งมันถูกใช้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ในฐานะที่เป็นข้ออ้างเหตุผลเพื่อจุดประโยคบางประโยคขึ้นมา อันนำไปสู่การสอบสวนอาชญากรรมความรุนแรงต่างๆเหล่านั้น)

 

2. มันเป็นสิ่งสำคัญที่ว่า เราสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับความรุนแรงจริงๆและเรื่องทางเพศได้ในโลกนี้ เพราะการจำกัดการเข้าถึงดังกล่าว และการควบคุมข้อมูลข่าวสาร ถือเป็นการสะกัดกั้นทางสังคมและทางการเมือง. สงครามเวียดนามถือเป็นตัวอย่างที่สำคัญยิ่ง เกี่ยวกับว่า การรายงานข่าวของสื่อสามารถจัดหาข่าวสารข้อมูลให้กับสังคมได้อย่างไรบ้าง ซึ่งได้ส่งผลทางการเมืองในเวลาต่อมา

 

การายงานข่าวของสื่อเกี่ยวกับสงครามครั้งนี้ เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลอย่างสำคัญต่อการผันเปลี่ยนชาวอเมริกันและชาวออสเตรเลียนให้ต่อต้านสงคราม. ในช่วงระหว่างสงครามอ่าวในปี ค.ศ.1991 สื่อตะวันตกได้ถูกควบคุมอย่างหนักโดยกองทัพ และการรายงานข่าว ถูกเปรียบเทียบคล้ายกับวิดีโอเกม ถูกทำอย่างมีสติมากในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อสนับสนุนสงคราม. เราต้องการที่จะเข้าถึงความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆได้อย่างเต็มที่ นั่นคือ อิทธิพลต่อสาธารณชนโดยตรงซึ่งมีต่อเรา

 

นับตั้งแต่ที่ผู้คนทั้งหลายได้ให้ความไว้วางใจในสื่อ เกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารที่มาจากระยะไกลและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นห่างออกไป การควบคุมการเป็นตัวแทนโดยสื่อสามารถเป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพอย่างน่าทึ่งในการสนับสนุนความเชื่อและทัศนคติโดยเฉพาะทั้งหลาย: สื่อได้ก่อรูปหรือสร้างการรับรู้ของพวกเราขึ้นมาเป็นเนื้อที่ที่แน่นอนอันหนึ่ง

 

ยังมีคำถามอีกข้อหนึ่งเกี่ยวกับการที่ความรุนแรงจริงๆได้ถูกนำเสนอในโทรทัศน์อย่างไร. ที่เรียกว่า”reality TV”โปรแกรม อย่างเช่นรายการ When Animals Attack (เมื่อสัตว์จู่โจม) และการแสดงให้เห็นภาพที่ถูกถ่ายขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องการการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และคนขับรถที่เลวๆ ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการที่พวกมันได้ทำให้เกิดความตื่นเต้นจากความรุนแรง

 

หนึ่งในสิ่งต่างๆที่คุณควรตระหนักหรือรับรู้เกี่ยวกับมันในฐานะที่เป็นการวิจารณ์สื่อก็คือ ภาษาของสื่อมันแสดงออกมาอย่างไร เช่น มุมกล้อง ดนตรีประกอบ การตัดต่อ การถ่ายทำภาพช้า และอื่นๆ สามารถถูกนำมาใช้นำเสนอและกำหนดควบคุมเหตุการณ์ต่างๆในลักษณะที่เป็นการเฉพาะได้ และอันนี้ต้องการการวิเคราะห์ในเชิงวิพากษ์อย่างยิ่ง

 

3. กรณีรายรอบซึ่งเกี่ยวกับเรื่องเซ็กส์และความรุนแรงที่แต่งขึ้น(fictional) ก่อให้เกิดการตั้งคำถามที่แตกต่างกัน. กฎหมายการเซ็นเซอร์ในออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ประสบกับความเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากการทำให้เป็นประชาธิปไตย และเสรีนิยมกว้างขวางขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1960s. เซ็กส์และความรุนแรงอย่างเปิดเผยกลายเป็นเรื่องธรรมดาในสื่อโดยเฉพาะเรื่องราวที่แต่งขึ้น อันนี้ได้รับการช่วยเหลือโดยเทคโนโลยีที่ปรับปรุงขึ้นมา และ special effect หรือเทคนิคพิเศษที่ได้มีการทำขึ้นเป็นรูปภาพลายเส้น หรือ graphic เพื่อมาใช้ช่วยอธิบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกี่ยวกับเรื่องความรุนแรง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการใช้ภาพจริงและเสริมรายละเอียดเข้าไปด้วย

 

ปฏิกิริยายาต่างๆต่อเรื่องนี้ และการรณรงค์ที่ต่อต้านเรื่องเซ็กส์และความรุนแรงผ่านสื่อ ได้เกิดขึ้นทั่วไปนับจากทศวรรษที่ 1970s และยังคงมีการถกเถียงกันอยู่อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับประเด็นปัญหาดังกล่าว. พัฒนาการเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดคำถามที่ตามมาคือ: เราต้องการให้มีการเซ็นเซอร์ใช่หรือไม่? ควรจะมีการจำกัดสิ่งที่ถูกนำออกมาแสดงใช่ไหม? ใครคือคนที่ควรได้รับการยินยอมให้ดูอะไรได้บ้าง? เส้นแบ่งเขตอะไรที่เราต้องการลาก เพื่อที่จะทำให้ผู้ดูทั้งหลายได้มีข้อมูลทางเลือกเกี่ยวกับสิ่งที่เขาปรารถนาจะดู โดยไม่มีการตัดโอกาสทางการเมืองและศิลปะซึ่งเกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออก และเสรีภาพในการเลือกทิ้งไป? เราจะนิยามถึงลักษณะเฉพาะหรือทิวทัศน์ต่างๆอย่างไร ที่เราต้องการหรือประสงค์จะให้มีในโลกของสื่อ

 

ในการถกเถียงกันระหว่างคนที่เชื่อในเรื่องเสรีภาพของตนเอง (การเป็นอิสระปกครองตนเองได้ และเสรีภาพที่จะเลือก) และพวกที่เชื่อในการกำหนด (เป็นเรื่องของเงื่อนไขที่มีมากกว่า, ฟันเฟืองของเครื่องจักรขนาดใหญ่ เข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์มาจากเหตุปัจจัยมากกว่าการเลือก) เราได้ถูกโน้มเอียงไปสู่ลัทธิเสรีนิยม. ในโลกอุดมคติพวกเราไม่ต้องการให้มีการเซ็นเซอร์ แต่โลกของเราไม่ได้เป็นดั่งอุดมคติ; เราต้องการที่ปกป้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กๆ ต่อภาพต่างๆซึ่งเป็นอันตรายและล่อลวงต่อพวกเขา หรือกระตุ้นสนับสนุนอันตรายเหล่านั้น – เราต้องการการตรวจสอบหรือการเซ็นเซอร์บางอย่าง และข้อจำกัดบางประการ. แต่อย่างไรก็ตาม ในที่นี้ได้เสนอข้อถกเถียงในเชิงเหตุผล 2 ประการซึ่งมีต่อเรื่องของการเซ็นเซอร์ดังนี้:

 

ประการแรก, เกี่ยวข้องกับคุณค่าและความสำคัญของความคิดเพ้อฝัน. เรื่องราวที่แต่งขึ้น(fictional stories) อย่างเช่นความฝัน ยินยอมให้เราสำรวจและหมกมุ่นอยู่กับเรื่องราวที่เพ้อฝันได้ ความฝันเกี่ยวกับการทำร้ายคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่อย่างเดียวกันกับการได้กระทำมันไปลงไปจริงๆ กระนั้นก็ตาม พวกเราเป็นจำนวนมาก ฝันเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ในบางครั้ง. เรื่องราวที่เสกสรรค์ขึ้นมาทั้งหลายยอมให้เราสำรวจและทำความเข้าใจความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องเพศและความรุนแรงของเรา

 

Bruno Bettelheim ได้ให้เหตุผลสนับสนุนคุณค่าเกี่ยวกับเทพนิยายที่เกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงสำหรับพวกเด็กๆ. แม้ว่า”เทพนิยายต่างๆ”จะประสบกับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เมื่อมีการค้นพบใหม่ๆทางด้านจิตวิเคราะห์และและจิตวิทยาเกี่ยวกับเด็ก ซึ่งได้เผยให้เห็นว่า เรื่องความรุนแรง ความกระวนกระวายใจ การทำลายล้าง และแม้กระทั่งเรื่องเกี่ยวกับการกระทำทารุณกับผู้หญิงในช่วงที่เกิดตัณหา(sadistic)ในจินตนาการของพวกเด็กๆเป็นอย่างไร

 

Bettelheim ให้เหตุผลว่า เทพนิยายต่างๆ ยอมให้เนื้อที่อันหนึ่งสำหรับจินตนาการอันนี้ และการไปห้ามปรามหรือประณามเทพนิยาย เพราะว่าพวกมันเป็นสิ่งซึ่งน่าเกลียดน่ากลัวและทำให้ตกอกตกใจ จะเก็บงำอสุรกายที่น่ากลัวอันนี้เอาไว้ภายในตัวเด็กและเป็นสิ่งที่ไม่ได้พูดถึงมัน, มันจะหลบซ่อนอยู่ในจิตไร้สำนึก… การปราศจากเรื่องราวที่เพ้อฝันเหล่านั้น เด็กๆจะขาดเสียซึ่งการได้รู้ถึงสัตว์ประหลาดหรืออสุรกาย[ที่มาโจมตี]เขาได้ดีขึ้น และมันก็จะไม่ช่วยแนะนำเขาเกี่ยวกับว่า เขาอาจจะควบคุมหรือเป็นนายเหนือมันได้อย่างไร (Bettelheim 1978, p.120)

 

ประการที่สอง, มีผู้กล่าวว่าการเซ็นเซอร์เกี่ยวกับเรื่องเพศและความรุนแรงนั้นมันไม่ทำงาน. การตรวจสอบหรือการเซ็นเซอร์สะท้อนความเชื่ออันหนึ่งที่ว่า ถ้าเผื่อเราควบคุมภาพที่ปรากฏบนสื่อได้ เราก็จะสามารถควบคุมพฤติกรรมของคนได้: ถ้าหากว่าเราหยุดยั้งการแสดงภาพของความรุนแรง ผู้คนก็จะยุติการกระทำอันรุนแรงลง. แต่อย่างไรก็ตาม ผู้คนกระทำและรู้สึกรุนแรงกับคนอีกคนหนึ่งด้วยเหตุผลที่หลายหลาก ถ้าเผื่อว่าคนทั้งหลายต้องการดูภาพของความรุนแรงหรืออาการโกรธเกรี้ยวในสื่อ มันอาจเป็นเพราะว่า มันมีความรุนแรงและความรู้สึกเกรี้ยวโกรธมากมายในโลกของความเป็นจริง (ด้วยเหตุนี้ สื่อจึงทำหน้าที่สะท้อนความรู้สึกเหล่านี้ออกมา). ความโกรธถูกทำให้เกิดขึ้นมาโดยการกดขี่บีบคั้นทางสังคม ซึ่งนั่นอาจเป็นเหตุผลที่สำคัญอันหนึ่ง

 

วิธีการเกี่ยวกับข้องกับความรุนแรงอันนั้นมิใช่โดยการไปเซ็นเซอร์สื่อ แต่ควรจะสำรวจตรวจตราสิ่งซึ่งกำลังเกิดขึ้นในสังคมจริงๆ และพยายามเกี่ยวข้องกับมูลเหตุที่ลึกซึ้งของความเกรี้ยวโกรธและความรุนแรง. การโฟกัสความสนใจลงไปที่ความรุนแรงในสื่อและทำการเซ็นเซอร์ จะเป็นการทำให้เราไขว้เขวจากการมองดูปัญหาต่างๆของสังคมที่กำหนดความรุนแรงขึ้นมา. ถ้าหากว่าความรู้สึกรุนแรงมีอยู่ที่นั่นจริง การเซ็นเซอร์ก็จะไม่ทำให้มันหายห่างจากไปได้

 

ข้ออ้างในเชิงเหตุผลอย่างเดียวกันนี้ ประยุกต์ใช้กับภาพเกี่ยวกับเรื่องทางเพศด้วย
ในโลกอุดมคติ เราจะต้องใช้เวลาเพื่อทำความเข้าใจถึงสิ่งที่ผู้คนกำลังรู้สึกในเรื่องทางเพศและเรื่องทางอารมณ์ มากกว่าที่จะพึ่งพาวิธีการเซ็นเซอร์สื่อ. มันกำลังเป็นเรื่องยุ่งยากลำบากขึ้นว่า ผู้คนทั้งหลายต้องการล่อลวงทางเพศกับพวกเด็กๆ หรือต้องการดูการแสดงต่างๆเหล่านั้น แต่ข้อเท็จจริงคือ พวกเขากลับชี้ไปที่ปัญหาต่างๆทางเพศในสังคมตะวันตก. บางครั้งสื่อยกย่องความรู้สึกทางเพศ แต่บ่อยครั้ง พวกเขาก็ชี้ไปยังปัญหาทางเพศและการปราบปรามด้วย ซึ่งถูกรู้สึกโดยคนจำนวนมาก. การเซ็นเซอร์หรือความเกรงกลัวภาพที่ปรากฏบนสื่อเกี่ยวกับเรื่องเพศ ได้ดึงความสนใจไปสู่ความต้องการที่จะมองเข้าไปใกล้มากขึ้นในความรู้สึกต่างๆทางเพศของพวกเรา เพื่อเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้อย่างเปิดเผยในโลกของความเป็นจริง. เราอาจถกว่า จริงๆแล้ว มันมีเรื่องเพศน้อยเกินไปในสื่อต่างๆ มีรายการหรือโปรแกรมเกี่ยวกับเรื่องนี้น้อยมาก (อย่างเช่น Sex/Life) ซึ่งพยายามที่จะนำเอาแง่มุมเกี่ยวกับเรื่องเพศมาสู่การสนทนาหรือถกเถียงกันอย่างเปิดเผยมากขึ้น

 

การถกเถียงกันเกี่ยวกับผลของสื่อ(media effect)เป็นเรื่องซึ่งชอบทะเลาะกันเรื่องหนึ่ง เพราะมันกลายเป็นเรื่องเชื่อมโยงกันกับประเด็นทางการเมือง. คนจำนวนมากเหล่านั้นถกกันว่า ความรุนแรงบนจอโทรทัศน์มีผลอันตรายต่อบรรดาผู้ดูทั้งหลาย และกำลังแสวงหาหนทางที่จะเสนอให้มีการการเซ็นเซอร์ในเชิงอนุรักษ์และข้อจำกัดในทางกฎหมายขึ้นมาพิจารณากัน

 

แต่อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้สนับสนุนเสรีภาพของพลเมืองรู้สึกห่วงใยกับการกัดเซาะที่เป็นไปได้เกี่ยวกับอิสรภาพประชาธิปไตย ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงปรารถนาที่จะเสนอประเด็นแย้งที่ว่า มันยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนใดๆเกี่ยวกับผลโดยตรงที่สามารถถูกนำมาวัดได้, ดังนั้น สื่อจึงไม่มีผลหรืออิทธิพลโดยตรงแต่อย่างใด

 

อันตรายที่ตามมาเกี่ยวกับฐานคิดที่สองนี้คือว่า เราได้ละเลยในการมองไปยังข้อเท็จจริงบางอย่างที่ว่า สื่อต่างๆมีผลหรืออิทธิพลต่อผู้รับอย่างไร แม้ว่ามันอาจยากที่จะวัดและประเมินก็ตามในความสัมพันธ์กับผู้ดูแต่ละคน

 

การบำบัดรักษาโดยการใช้ดนตรี หรือที่เรียกว่า music therapy ถือเป็นตัวอย่างที่ค่อนข้างแจ่มชัด. มันวางอยู่บนที่มั่นของข้อสมมุติฐานที่ว่า ดนตรี(รูปแบบหนึ่งของสื่อ)สามารถที่จะมีผลต่อผู้ฟัง. ในหนังสือของเขาเรื่อง The Mozart Effect ซึ่ง Don Campbell ได้สำรวจถึงตัวอย่างเป็นจำนวนมาก ที่ซึ่งดนตรีประสบความสำเร็จในการนำมาใช้สร้างความรู้สึกที่แตกต่างและภาวะทางอารมณ์ที่ต่างไป(Campbell 1997). ถ้าเผื่อว่าดนตรีสามารถเปลี่ยนแปลงหรือสร้างสรรค์ห้วงอารมณ์และความรู้สึกของคนให้แตกต่างได้สำหรับบรรดาผู้ฟังมันทั้งหลาย ก็ดูเหมือนจะฟั่นเฟือนหรือเหลวไหลมากหากจะปฏิเสธว่า ผู้รับสื่อจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรจากสื่อในบางหนทาง

 

ท้ายที่สุดคือ ทำไมบรรดาบริษัทต่างๆจึงลงทุนด้วยเงินจำนวนมหาศาลในการโฆษณาหรือทำประชาสัมพันธ์กัน? บางที เราต้องพัฒนาวิธีการที่ละเอียดอ่อนและช่ำชองมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เกี่ยวกับการศึกษาและทำความเข้าใจผลกระทบของสื่อและอิทธิพลต่างๆของมัน

 

นักวิเคราะห์คนหนึ่งได้ใช้แนวคิดเกี่ยวกับ”concept of compassion fatigue”(ความเมตตาสงสารที่ยากลำบากเกินไป)เพื่อนำเสนอว่า มันมีผลอันหนึ่งซึ่งทับทวีขึ้นเกี่ยวกับการดูรายงานข่าวมากจนเกินไปในเรื่องเกี่ยวกับหายนภัยของโลก, ภาวะข้าวยากหมากแพงหรือทุพภิกขภัย, และความทุกข์ยากของมวลมนุษย์. เราเรียนรู้ที่จะปิดการโต้ตอบหรือขานรับทางอารมณ์ของเราบางอย่าง – ความรู้สึกเมตตาสงสารสำหรับผู้คนเหล่านี้และเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้น – อย่างง่ายๆ เพราะพวกเขาหรือเหตุการณ์เหล่านั้น มันมากเกินไปสำหรับเราที่จะจัดการอะไรมันได้

 

มีคนบางคนหลีกเลี่ยงที่จะดูข่าวร้ายๆ เพราะพวกเขารู้สึกว่าตัวเองได้รับผลกระทบในเชิงลบโดยการวนเวียนสนอข่าวนั้นอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่มารบกวนใจ. ดังนั้นจึงไม่น่าปฏิเสธว่า สื่อได้ส่งผลกระทบกับเราในบางวิธีการ

 

ในเรื่อง Politics of Pictures (การเมืองเกี่ยวกับภาพ), Hartley บันทึกว่า “เวลาที่เรากำลังจะตัดสินข้อดีต่างๆของผู้สมัครรับเลือกตั้งเพื่อเข้าสู่การดำรงตำแหน่งสาธารณะ สาธารณชนจะต้องใช้ภาพถ่ายและภาพยนตร์ที่บันทึกเสียง(talking picture)ที่ทำขึ้นมา เพื่อตัดสินใจดังกล่าว; การกระทำในฐานะที่เป็นพลเมืองคนหนึ่ง หมายถึง การมีภาระผูกพันอยู่ในการเมืองเกี่ยวกับภาพ(Politics of Pictures)”(Hartley 1992b, p.35)

 

ข้อความที่ยกมานี้ได้สาธิตให้เห็นว่า สื่อมีความสำคัญอย่างไรในชีวิตสาธารณชนภายใต้ระบอบประชาธิปไตย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการให้ข้อมูลสาธารณะเกี่ยวกับทางเลือกที่แตกต่างซึ่งพวกเขาเผชิญอยู่ในฐานะผู้ออกเสียงเลือกตั้ง. โดยเหตุนี้ การสื่อสารทางการเมืองจึงเป็นหนึ่งในบทบาทสำคัญที่สื่อแสดงอยู่ในสังคม

 

ในยุคที่บุคลิกภาพและสไตล์ได้รับการเชื่อว่าเกือบจะเป็นนโยบายและแก่นแกนที่มีนัยสำคัญอันหนึ่ง วิธีการปรากฏตัวของนักการเมืองคนหนึ่งที่ถูกรายงาน หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนบนหน้าหนังสือพิมพ์ สามารถที่จะสร้างผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อความเชื่อถือของบุคคลและจุดยืนทางการเมือง – และต่อความเชื่อมั่นเกี่ยวกับสื่อ

 

เป็นที่น่าเศร้า หนังสือพิมพ์ทำให้แนวโน้มในการตัดสินของผู้คนเป็นสิ่งที่ถาวรขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดานักการเมืองหญิง โดยการปรากฏตัวที่เป็นส่วนตัวของพวกเธอ. ยกตัวอย่างเช่น ผู้นำพรรค One Nation, Pauline Hanson ซึ่งเป็นที่ดึงดูดความสนใจของสื่ออย่างยิ่งเหนือเส้นทางอาชีพทางการเมือง. ในการพยายามอันหนึ่งที่จะแกว่งไกวและหันเหความคิดเห็นทางการเมืองซึ่งต่อต้านพวกเหยียดชนชาติ(racist), นโยบายต่างๆของพวกปีกขวาที่เธอให้การสนับสนุน หนังสือพิมพ์ออสเตรเลียเฝ้าคอยที่จะหัวเราะเยาะการพูดออกเสียงของเธอ การศึกษาของเธอ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรากฏต่อหน้าของเธอ

 

หนังสือพิมพ์ระดับชาติฉบับหนึ่ง ได้นำเสนอเรื่องราวซึ่งเกี่ยวกับแฟชั่นของ Hanson ทั้งหมด (ภาพลักษณ์ของเธอ – วิธีการในการจัดการตัวเธอเอง) ซึ่งบรรดานักออกแบบแฟชั่นชั้นนำของออสเตรเลียหลายคน ได้รับการเชื้อเชิญให้มาวิพากษ์วิจารณ์สไตล์ส่วนตัวของนักการเมืองคนนี้. การแสดงความคิดเห็นในเชิงวิจารณ์ที่เป็นส่วนตัวมากๆอันนี้ ได้รับการตีพิมพ์ซึ่งทำให้หนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าว ดูเหมือนได้ขาดความรับผิดชอบและขาดเสียซึ่งความน่าเชื่อถือไป

 

การโต้เถียงเกี่ยวกับผลที่ตามมาได้ก่อให้เกิดรูปลักษณ์ภายนอกที่เป็นสาธารณะของนักการเมือง. ไกลห่างไปจากการหันเหผู้คนจากนโยบายเหยียดชาติของพรรค One Nation, การรายงานข่าวที่ไม่รับผิดชอบนี้ได้ดึงความสนใจไปจากสารทางการเมืองต่างๆของ Ms. Hanson และได้สร้างคลื่นหรือกระแสเกี่ยวกับความเห็นอกเห็นใจจากบรรดาผู้อ่านทั้งหลายขึ้นมา ซึ่งเชื่อมั่นจริงๆว่า การโจมตีในเรื่องสไตล์ส่วนตัวเป็นเรื่องการแบ่งแยกและมีอคติทางเพศ(sexist)และไม่เป็นมืออาชีพ

 

ลองเขียนลายชื่อนักการเมืองที่เป็นผู้หญิงสักสามคนที่คุณรู้เกี่ยวกับพวกเธอและพิจารณาดูว่า สื่อเป็นตัวแทนของพวกเธออย่างไร. พวกเธอได้รับการรายงานข่าวแบบเดียวกันกับนักการเมืองผู้ชายหรือเปล่า?

 

การสื่อสารทางการเมือง พาดพิงถึงสิ่งต่างๆมากมาย อย่างเช่น การถ่ายทอดโทรทัศน์ หรือรายงานข่าวเกี่ยวกับการรณรงค์การเลือกตั้ง และการสัมภาษณ์บรรดานักการเมืองเกี่ยวกับนโยบายต่างๆของพวกเขา. นอกจากที่กล่าวมาแล้ว มันยังรวมถึงการรณรงค์ทางด้านการให้ข้อมูลสาธารณะ, การจัดการสื่อ, และการจัดการภาพลักษณ์ในนามของตัวของพวกนักการเมืองเอง

 

การจัดการสื่อ(media management) ดังที่อรรถาธิบายโดย McNair (1995, p.114) รวมถึงยุทธวิธีทั้งหมดที่บรรดานักการเมืองทั้งหลาย (และประชาสัมพันธ์ส่วนตัวของพวกเขา) ใช้เพื่อควบคุม, จัดการอย่างชำนิชำนาญ, หรือมีอิทธิพลต่อการควบคุมสื่อในหนทางต่างๆที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ต่างๆทางการเมืองของพวกเขา. ยุทธวิธีเหล่านี้รวมทั้งการกำหนดวาระ(agenda setting) และการจัดการควบคุมเหตุการณ์สื่อ(media event) อย่างเช่น การเรียกประชุมนักข่าว(press conference) และการเปิดอาคารสาธารณะอย่างเป็นทางการ ทำให้สมบูรณ์ด้วยการถ่ายภาพเหตุการณ์นั้นๆและกล่าวสุนทรพจน์ โรยพริกไทยด้วยข้อความง่ายๆสั้นๆที่เผ็ดร้อนตามสมควรสำหรับการเผยแพร่ผ่านสื่อ

 

นับจากที่การเมืองได้เป็นศูนย์กลางที่นำไปสู่ช่องทางการมีบทบาทหน้าที่ระดับชาติ เนื้อหาอันนั้นคือสิ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับข่าวหนังสือพิมพ์, เพราะฉะนั้น สื่อและนักการเมืองทั้งหลายจึงมีสัมพันธ์ภาพหรือพันธะที่ขึ้นต่อกันและกัน. บทบาทของสื่อในการสื่อสารทางการเมืองหมายความว่า สื่อมีความรับผิดชอบที่จริงจังอันหนึ่งต่อสาธารณชน

 

แบบจำลองการไหลเวียนเป็นวงจร (A circular model)

 

ที่ผ่านมาหวังว่าคุณเริ่มที่จะมองเห็นความสลับซับซ้อนบางอย่างเกี่ยวกับสื่อ-ในความสัมพันธ์กับโลก. เราได้นำเสนอแบบจำลองต่อไปนี้ ในฐานะที่เป็นวิธีการอันหนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นว่าสื่อได้สะท้อนและมีอิทธิพลต่อสังคมอย่างไร

Chart

ในแบบจำลองนี้ บรรดาผู้ทำสื่อทั้งหลาย, เนื้อหาของสื่อ, และผู้รับสื่อได้ถูกแยกจากสามัญสำนึกโดยทั่วไป. พวกผู้ผลิตสื่อ ในการสร้างภาพต่างๆของพวกเขาและเรื่องราวทั้งหลาย ซึ่งกำลังสะท้อนถ่ายไอเดียและความเชื่อต่างๆของสังคม ที่ได้รับการยึดถือโดยกลุ่มคนซึ่งมีความแตกต่างกันในทางสังคม. บรรดาผู้รับที่บริโภคเนื้อหาเหล่านี้ได้รับอิทธิพลและผลกระทบบางส่วนโดยสิ่งที่พวกเขาดู. ครั้นแล้ว อิทธิพลเหล่านี้ก็ได้ไปช่วยสนับสนุนต่อการถักทอความคิดที่เป็นสามัญสำนึกทั่วไปของสังคมทั้งหมดขึ้นมา

 

ผู้ทำสื่อทั้งหลาย เนื้อหาสื่อ และผู้รับ เหล่านี้คือส่วนทั้งหมดของสังคมทั้งมวล; พวกมันไม่ได้แยกขาดออกจากกันอย่างสิ้นเชิง. สื่อคือหนึ่งในพลังอำนาจของสังคมที่ผลิตสามัญสำนึกของคนทั่วไปขึ้นมา ความเชื่อและความรู้สึกต่างๆของสังคมโดยทั่วไปของสังคมหนึ่ง

 

ในลำดับต่อมา ความเชื่อและค่านิยมของสังคมเหล่านี้ก็มีอิทธิพลต่อสื่อด้วย ซึ่งสะท้อนถ่ายความเชื่อและค่านิยมเหล่านี้ของพวกเขา. คล้ายกับไก่กับไข่ มันไม่มีคำตอบง่ายๆว่าอะไรเกิดก่อนกัน การเป็นตัวแทนของสื่อ หรือสามัญสำนึกทั่วๆไป; ทั้งสองถูกฟั่นเกลียวหรือคลุกเคล้าเข้าด้วยกันอย่างถาวร

 

มากยิ่งไปกว่านั้น ในโลกของสื่อทุกวันนี้ ภาพของสื่อและความจริง บ่อยครั้ง มันเบลอๆเข้าหากัน: เราเริ่มจะเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในความสัมพันธ์กับภาพสื่ออันคุ้นเคย. ยกตัวอย่างเช่น สงครามอ่าวอาจดูเหมือนวิดีโอเกม และผู้เห็นเหตุการณ์คนหนึ่งเกี่ยวกับการจู่โจมของตำรวจสามารถแสดงความคิดเห็นออกมาว่า “มันค่อนข้างคล้ายๆกับเรื่อง NYPD Blue ในจอทีวีเลยเพื่อน”(West Australian 1998b)

 

สรุป (Conclusion)

ในบทนี้ได้นำเสนอสมมุติฐานจำนวนหนึ่งและข้อถกเถียงบางประการเกี่ยวกับสื่อและสังคม และเกี่ยวกับความสัมพันธ์กันระหว่างทั้งสองส่วนนี้. สิ่งเหล่านี้ควรจะก่อรูปก่อร่างบางอย่างอันเป็นประโยชน์สำหรับการเริ่มต้นการวิเคราะห์และความเข้าใจของคุณเกี่ยวกับสื่อ. มันอาจจะเป็นประโยชน์ที่จะหวนกลับไปสู่ข้อถกเถียงกันอันนี้เป็นครั้งคราว เพื่อเตือนตัวคุณเองเกี่ยวกับเรื่องนี้ และดูว่า ความเข้าใจของคุณเกี่ยวกับมันกำลังพัฒนาไปอย่างไร

Read Full Post »

recommendare

Ubonrat

บันทึก

จากรายงานหัวข้อ “วาทกรรม  และ  วงศาวิทยาการปฏิรูปสื่อ”

 

รายงาน  โดย

รศ.ดร.อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์  

ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) ปี 2551-2552

คณะนิเทศศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

พิมพ์เผยแพร่ใน

สื่อวิทยุโทรทัศน์ไทยใต้เงื้อมมือ กสช., กรุงเทพ: สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

และ Friedrich-Ebert-Stiftung (FES), 2548

 

ความมีดังนี้

 

สถานะของการปฏิรูปสื่อวิทยุและโทรทัศน์เดินมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้ง นับจากวันที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ ประกาศใช้ในเดือนตุลาคมเมื่อ ๘ ปีที่แล้ว จุดเปลี่ยนที่ว่านี้ หลายคนมีความเชื่อว่า มีสาเหตุมาจากการก่อตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติหรือ กสช. เพราะคนกลุ่มนี้คือผู้ที่มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายว่าใครจะได้รับการจัดสรรความถี่ คนที่อยู่ในวงการสื่อสารมวลชนต่างเฝ้าติดตามอย่างใจจดใจจ่อว่า ๗ อรหันต์เป็นคนในโผไหน และจะมีการแบ่งสันปันส่วนคลื่นความถี่ใหม่อย่างไรหรือไม่ หรือจะเข้ามาเอื้อประโยชน์ให้คนกลุ่มไหนเป็นพิเศษ

 

แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหนต่างก็มองความเปลี่ยนแปลงจากผลประโยชน์ของตนเองเป็นที่ตั้งทั้งสิ้น สำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของคลื่นวิทยุและโทรทัศน์อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานราชการหรือผู้รับสัมปทานเอกชน เป้าหมายหลักคือการรักษาสมบัติเดิมเอาไว้ให้ถึงที่สุด ส่วนผู้ที่ยังไม่มีโอกาสเข้าถึงคลื่นวิทยุและโทรทัศน์ นี่คือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ครั้งแรกในรอบ ๕๐ ปีที่ความฝันในการเป็นผู้ดำเนินการหรือประกอบการวิทยุและโทรทัศน์จะกลายเป็นจริงขึ้นมา

 

วาทกรรมสองด้าน : ประชาชนมีสิทธิพูด รัฐห้ามประชาชนพูด

การปฏิรูปสื่อเป็นวาทกรรมใหม่ ที่ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมภายหลังเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม ๒๕๓๕ เสนอโต้แย้งกับวาทกรรมหลัก (dominant discourse) ของรัฐในเรื่องการเป็นเจ้าของคลื่นความถี่วิทยุและโทรทัศน์ รัฐได้ให้ความหมายและเอกลักษณ์แก่วิทยุและโทรทัศน์ในฐานะเป็นสื่อของรัฐ ตอกย้ำต่อเนื่องหลายสิบปีจนประชาชนรับรู้และรับเชื่อว่า มีเพียงรัฐเท่านั้นที่มีสิทธิเป็นเจ้าของ ความรู้ที่รัฐกำหนดและให้ความหมายเช่นนี้ ถูกถ่ายทอดให้มีสถานะเป็น “ความจริง” (truth) ในขณะเดียวกัน วาทกรรมหลักของรัฐก็ได้ปิดกั้นวาทกรรมอื่น ๆ ไม่ให้มีพื้นที่ทางสังคม รวมทั้งถูกปฏิเสธความชอบธรรมว่าไม่มีสถานะแห่งความจริง และมิใช่ความรู้

 

ปัจจุบัน เรื่องของการปฏิรูปสื่อได้เผยให้เห็นว่ามีความรู้ภาคปฏิบัติการ และมีความรู้ทางทฤษฎีรองรับจนสามารถท้าทายวาทกรรมหลักเรื่องสื่อของรัฐได้ ปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องความรู้และอำนาจที่แตกต่างกันระหว่างรัฐและภาคประชาชน ซึ่งในเรื่องนี้จะได้กล่าวถึงต่อไปในส่วนที่สองของบทความ

 

ส่วนแรก : สาระสำคัญของวาทกรรมการปฏิรูปสื่อ

ในส่วนแรกจะกล่าวถึงสาระสำคัญของวาทกรรมการปฏิรูปสื่อ คือวาทกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิเสรีภาพ ซึ่งมีความเป็นนามธรรมอยู่สูงมาก และเป็นสิ่งที่จับต้องได้ยากในความเชื่อของชนชั้นนำและปัญญาชน พวกเขาส่วนใหญ่เชื่อว่าประชาชนจะไม่ตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพในการเข้าถึงทรัพยากรคลื่นความถี่โดยตรง แต่การก่อตัวของกระแสความเคลื่อนไหววิทยุชุมชนตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ น่าจะเป็นประจักษ์พยานได้เป็นอย่างดีว่า ประชาชนพร้อมทุกเมื่อในการแสดงตนเป็นเจ้าของสิทธิ และสามารถเข้ามาใช้สิทธิอันชอบธรรมของตนได้อย่างเต็มภาคภูมิ

 

ปฏิบัติการทางวาทกรรมของกลุ่มวิทยุชุมชนเป็นคลื่นที่ปะทะโดยตรงกับวาทกรรมของรัฐที่ยังคงยึดมั่นอยู่ว่าคลื่นความถี่นั้น มีแต่รัฐที่มีสิทธิเป็นเจ้าของ การพูดและแสดงความคิดเห็นก็มีแต่รัฐที่มีสิทธิหรืออภิสิทธิ์เหนือประชาชนคนธรรมดา ดังนั้น ระเบียบกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับการควบคุมการใช้คลื่นความถี่เพื่อการสื่อสารทางวิทยุและโทรทัศน์ จึงยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง

 

มิหนำซ้ำ ยังกลับถูกนำมาใช้เพื่อกีดกั้นการใช้สิทธิของภาคประชาชน ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ พระราชบัญญัติวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๔๙๘ ไปจนถึงมติและคำสั่งที่ลดทอนการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๓๙ ในเรื่องการพูดและการแสดงความคิดเห็นของประชาชนผ่านสื่อรูปแบบต่าง ๆ

 

รัฐ ประชาสังคม และภาคประชาชนถือวาทกรรม (discourse) คนละชุด และมีการปฏิบัติการทางวาทกรรม (discursive practice)

 

ด้วยประวัติศาสตร์ กฎเกณฑ์ ความรู้ และอำนาจที่ต่างระดับกัน ในฝ่ายประชาสังคมและภาคประชาชนยึดถือวาทกรรมหลักในเรื่องสิทธิเสรีภาพที่ว่า การพูดและแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิตามธรรมชาติของมนุษย์ (natural rights) ที่ทุกคนได้ติดตัวมาตั้งแต่เกิด สิทธิเสรีภาพเช่นว่านี้ ครอบคลุมกว้างขวางในเรื่อง “สิทธิเสรีภาพที่จะมีความคิด ความเชื่อ การพูดและการแสดงออกซึ่งความคิดและความเชื่อด้วยวาจา หรือด้วยสื่อ หรือศิลปะในรูปแบบต่าง ๆ” (ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน พ.ศ. ๒๔๙๑ มาตรา ๑๙)

 

บนหลักการพื้นฐานนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ รวมทั้งรัฐธรรมนูญภายใต้ระบบการเมืองแบบรัฐสภาของไทยก่อนหน้านี้ ได้ให้การรับรองและคุ้มครองไว้อย่างชัดแจ้ง หากพิเคราะห์ที่มาและที่ไปของสิทธิเสรีภาพในการคิด เชื่อ และแสดงความคิดเห็น (ซึ่งย่อมจะเหมือนหรือแตกต่างกันมากน้อยอย่างไรก็ได้) จะเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของตะวันตก ไม่ใช่เรื่องนำเข้าจากต่างประเทศ หรือไม่ใช่เรื่องที่ไม่เป็นไทย (un-Thai) ดังที่ผู้ปกครองของไทยมักนำมาใช้ตอบโต้ประชาชน หากเป็นเช่นนั้นจริงแล้ว เหตุใดรัฐธรรมนูญไทยหลายฉบับและรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยจึงถือเป็นหัวใจสำคัญ ที่จะต้องมีการบัญญัติและให้การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลและสื่อมวลชนไว้อย่างกว้างขวาง

 

แท้ที่จริงแล้ว หลักการพื้นฐานที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน มีสภาพที่ครอบคลุมทั้งสามัญชน ชนชั้นนำและชนชั้นปกครองอย่างเสมอหน้ากันตามนัยแห่งนิติธรรม ดังนั้น จึงหมายความว่าหลักการของสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ทำให้แต่ละฝ่ายต่างก็ได้รับความเสมอภาคกันภายใต้การคุ้มครองอย่างเป็นธรรมของกฎหมาย อย่างไรก็ดี หากปราศจากการรับรองสิทธิเสรีภาพในการคิด การเชื่อ และการแสดงความคิดเห็น หรือการคิด อ่าน พูด เขียนเสียแล้ว ชนชั้นนำและชนชั้นปกครองก็จะตกอยู่ในฐานะสูญเสียสิทธิเสรีภาพเช่นเดียวกับสามัญชนคนทั่วไป ที่การพูดหรือการแสดงความคิดเห็นกลายเป็นเรื่องนอกการคุ้มครองของกฎหมายแม่บท

 

แต่ด้วยประวัติศาสตร์วาทกรรมที่แตกต่างกันคนละขั้วระหว่างรัฐกับประชาชน รัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐยังคงมีพื้นฐานความเชื่อที่ว่า ตนเป็นผู้กำหนดว่าประชาชนมีสิทธิเสรีภาพหรือไม่มีสิทธิเสรีภาพในเรื่องใดบ้าง และในฐานะผู้มอบสิทธิเสรีภาพให้ประชาชนจึงมีอำนาจและอภิสิทธิ์เหนือประชาชน เราจึงเห็นข้อบังคับและระเบียบพิเศษหลายอย่างหลายประการที่ชนชั้นนำและชนชั้นปกครองตราขึ้น เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการพูดและแสดงความคิดเห็นของตน อาทิ

 

พระราชบัญญัติวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๔๙๘

ที่ตั้งอยู่บนวาทกรรมว่ารัฐเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์คลื่นแต่เพียงผู้เดียว จึงได้เขียนบทบัญญัติให้อภิสิทธิ์แก่รัฐในการเข้าถึงคลื่นความถี่ และห้ามผู้อื่นที่ไม่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการวิทยุและโทรทัศน์ หากจะทำก็ต้องทำในนามของรัฐในระบบสัมปทาน ซึ่งเท่ากับเป็นการกำหนดมาตรการห้ามประชาชนพูดนั่นเอง นัยของวาทกรรมใน พ.ร.บ. วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์คือ การให้พูดเฉพาะเท่าที่อนุญาต และหากไม่พูดตามที่รัฐให้อนุญาต ก็จะถูกยึดใบอนุญาตคืน ไม่ให้พูดอีกต่อไป

 

กฎข้อบังคับในลักษณะนี้ จึงเท่ากับเป็นการจำกัดสิทธิในการพูดและการแสดงความคิดเห็นอย่างแจ้งชัด รัฐกำหนดประกาศิตว่าจะให้ใครพูดก็ได้ ไม่ให้ใครพูดก็ได้ เมื่อให้พูดแล้ว ยังต้องพูดเท่าที่ขีดเส้นกำหนดไว้ให้เท่านั้น หากพูดเกินเลยออกไป ก็จะถูกตัดสิทธิทันที

 

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ประวัติศาสตร์ความคิดที่ชี้ว่ารัฐคือผู้กำหนดว่าประชาชนมีสิทธิพูดมากน้อยเพียงใดก็ได้แสดงตนออกมาอีก ในคราวนายกรัฐมนตรีพบสื่อมวลชนครั้งแรกเมื่อปลายเดือนสิงหาคม ๒๕๔๘ สื่อมวลชนถูกนายกรัฐมนตรียกป้ายบอกว่าคำถามไม่สร้างสรรค์ อันที่จริง สื่อมวลชนเป็นตัวแทนของประชาชนเท่า ๆ กับที่นายกรัฐมนตรีก็เป็นตัวแทนของประชาชนเช่นกัน แต่ในเวทีดังกล่าวสื่อมวลชนถูกกำหนดกรอบการพูดและการถามไว้แล้ว สื่อมวลชนจึงมีหน้าที่ถามเท่าที่นายกรัฐมนตรีอนุญาตให้ถาม นอกเหนือกว่านั้นถือว่าเกินเส้นที่ขีดไว้ จึงไม่ได้รับอนุญาตให้ถามหรือไม่อนุญาตให้พูด แม้รัฐธรรมนูญจะรับรองสิทธิเสรีภาพในการพูดของสื่อมวลชน แต่ปฏิบัติการทางวาทกรรมของรัฐผ่านอำนาจนายกรัฐมนตรี ยังตรึงติดอยู่กับการใช้อภิสิทธิ์พูดฝ่ายเดียว ถามเอง ตอบเอง ห้ามสื่อมวลชนพูด หรือถาม หรือวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็นนอกกรอบ

 

วงศาวิทยาการปฏิรูปสื่อ  วงศาวิทยาการแห่งการต่อสู้ทางอำนาจ

 

กระบวนการปฏิรูปสื่อได้ล้มล้างความเชื่อและจารีตในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ที่รัฐไทยตีกรอบไว้อย่างแน่นหนาตลอดมา อย่างน้อยที่สุด วาทกรรมการปฏิรูปสื่อได้เปิดเผยให้เห็นการผูกขาดครอบครองสื่อของรัฐว่ามีความไม่ชอบธรรมอย่างไรบ้าง

 

การผูกขาดสื่อที่ผ่านมาได้สร้างพลังอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจให้แก่รัฐและบุคคลของรัฐในรูปแบบต่าง ๆ ในและนอกระบบการเมืองและเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ปฏิบัติการวาทกรรมของรัฐยังได้สร้างจารีตปฏิบัติ ความคิด ความเชื่อ คุณค่า และสถาบันที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ๆ ขึ้นมา รัฐสามารถสะสมความรู้ และอาศัยระเบียบกฎเกณฑ์จากจารีต ความเชื่อมาใช้จัดการกับความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างรัฐกับประชาชน ในยามปกติ รัฐสั่งการและสร้างวาทกรรมหลัก ผ่านสื่อของรัฐครอบงำความคิดประชาชน ในยามวิกฤตสื่อของรัฐทำงานในลักษณะบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร เพื่อคงอำนาจครอบงำของวาทกรรมหลักไว้

 

ส่วนที่สอง ประยุกต์แนวคิดมิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) มาใช้กับเรื่องการปฏิรูปสื่อ

ส่วนที่สองของบทความจะนำเอาแนวความคิดของมิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) นักวิชาการชาวฝรั่งเศสที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความรู้ (knowledge) และอำนาจ (power) ในการต่อสู้ของวาทกรรมและปฏิบัติการทางวาทกรรมมาประยุกต์ใช้กับเรื่องการปฏิรูปสื่อโดยย่อ อาศัยวิธีศึกษาที่เรียกว่า Genealogy หรือวงศาวิทยาตามที่ธงชัย วินิจจะกูล (๒๕๓๔) บัญญัติศัพท์ไว้ เพื่อวิเคราะห์ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและความรู้ที่เกิดขึ้นในเรื่องการปฏิรูปสื่อ และชี้ให้เห็นถึง “วิทยุชุมชน” ซึ่งเป็นสิ่งที่ใหม่ที่ปรากฏตัวขึ้น (emergence)

 

แม้ว่าความรู้เกี่ยวกับวิทยุชุมชนจะเป็นความรู้ใหม่สำหรับสังคมไทย แต่กลับมีพลังอำนาจในการต่อกรกับรัฐ เนื่องจากอำนาจที่แฝงอยู่ในความรู้เรื่องนี้มีเหนือความรู้ที่รัฐมีอยู่ สิ่งที่สังคมเคยเชื่อว่าเป็นความจริง และมีอำนาจครอบงำเหนือสังคมกำลังถูกสั่นคลอน เพราะพลังของอำนาจที่แนบเนื่องมากับความรู้ชุดใหม่นี่เอง

 

ในอดีตที่ผ่านมา รัฐมีความรู้และมีอำนาจในเรื่องการควบคุมสื่อวิทยุและโทรทัศน์อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด รัฐมีทั้งกฎหมายและหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือทางสถาบัน (institutional apparatus) และมีเทคนิควิธีการ (techniques) ที่ใช้ในการควบคุมหรือลงโทษผู้ฝ่าฝืนกฎระเบียบต่าง ๆ เครื่องมือเหล่านี้ปรากฏอยู่ในรูปของ กฎหมาย ระเบียบ มาตรการการดำเนินงาน อาทิ ระเบียบเรื่องใบอนุญาตผู้ประกาศ ใบอนุญาตผู้ผลิตรายการ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีอำนาจแฝงฝังอยู่ เป็นกลยุทธ์ในเชิงความสัมพันธ์ของอำนาจที่ต้องมีความรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นฐานสนับสนุน

 

เช่นเรื่องใบอนุญาตผู้ประกาศ อาศัยความรู้ในเรื่องการอ่านและพูดออกเสียงภาษาไทย และรัฐโดยกรมประชาสัมพันธ์ คือผู้มีอำนาจกำหนดว่าการออกเสียงที่ถูกต้องคือการออกเสียงแบบไหน ผู้ที่สอบไม่ผ่านหรือไม่มีใบอนุญาต จะไม่มีสิทธิในการเป็นผู้ประกาศหรือผู้ผลิตรายการ

 

ในความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และอำนาจนั้น มีข้อน่าสนใจว่า อำนาจต้องได้รับการสนับสนุนจากความรู้ แต่ในขณะเดียวกัน อำนาจก็เป็นตัวกำหนดด้วยว่าอะไรคือความรู้ อะไรไม่ใช่ความรู้ และมีเพียงความรู้บางลักษณะเท่านั้น จึงจะถูกยอมรับว่าเป็นความรู้ที่ถูกต้อง ใช้ได้ และเป็นความจริง เช่น แม้ว่าผู้ประกาศบางคนจะมีความรู้ภาษาถิ่นเป็นอย่างดี อ่านและพูดได้ชัดเจน ถูกต้อง และไพเราะ แต่กลับเป็นความรู้ที่รัฐขีดกั้นว่า ภาษาถิ่นไม่ใช่ความรู้สำหรับการเป็นผู้ประกาศทางวิทยุและโทรทัศน์ เช่นนี้แล้ว ภาษาไทยกลางจึงเป็นความรู้เพียงหนึ่งเดียวที่ถูกต้อง มีสถานภาพเป็นความรู้ที่เป็นความจริงไปด้วยพร้อมกัน

Chart

แผนภูมิวงศาวิทยาการปฏิรูปสื่อในสังคมไทย (๒๕๓๕ – ๒๕๔๘) แสดงให้เห็นการปรากฏการณ์ซึ่งเป็นสาแหรกคู่ขนานที่นำมาสู่การปฏิรูปสื่อ สาแหรกหนึ่งคือการเรียกร้องผู้นำประชาธิปไตยในเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม ๒๕๓๕ และการเคลื่อนไหวปฏิรูปการเมือง ซึ่งนำไปสู่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐อีกสาแหรกหนึ่งคือ การที่รัฐบิดเบือนข้อมูลข่าวสารและผูกขาดการครอบครองสื่อ ซึ่งนำมาสู่บทบัญญัติในเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชน (มาตรา ๓๙) สิทธิในการใช้ทรัพยากรคลื่นความถี่ของประชาชน (มาตรา ๔๐) และสิทธิของนักสื่อสารมวลชนในการพูดความจริงตามจรรยาบรรณวิชาชีพ (มาตรา ๔๑)การเผยตัวของวาทกรรมการปฏิรูปสื่อ บนฐานความรู้และอำนาจชุดใหม่ที่ว่า คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสาธารณะของประชาชนและสังคมไทย และทุกคนมีสิทธิเข้าถึงทรัพยากรคลื่นความถี่ได้โดยตรง เป็นวาทกรรมที่หักล้างวาทกรรมหลักของรัฐลงอย่างสิ้นเชิง เป็นการปฏิเสธอำนาจของรัฐในการผูกขาดการเป็นเจ้าของคลื่นความถี่และการเป็นเจ้าของสื่อของรัฐ

 

ความเคลื่อนไหวเพื่อปฏิบัติการทางวาทกรรมของการปฏิรูปสื่อตามมาตรา ๔๐ ได้เผยตัวออกมาเป็นปฏิบัติการทางวาทกรรม ๓ กลุ่ม คือ

๑. การยกร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ
๒. การสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.)
๓. การก่อตั้งสถานีวิทยุชุมชนในจังหวัดต่าง ๆ

 

ปฏิบัติการทางวาทกรรมของการปฏิรูปสื่อเรื่องแรก รัฐจำเป็นต้องออกกฎหมายลูกรองรับมาตรา ๔๐ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า ต้องมีกฎหมายภายใน ๓ ปี ในกระบวนการร่างกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มีการต่อสู้ของวาทกรรม ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งไม่ต้องการเห็นการปฏิรูปอย่างถอนรากถอนโคน ประกอบด้วยตัวแทนของส่วนราชการกลไกรัฐที่เป็นเจ้าของคลื่น เสนอให้สาระสำคัญของกฎหมาย มุ่งที่การจัดตั้งองค์กรอิสระกำกับดูแลการใช้คลื่นความถี่เพียงองค์กรเดียว ทำหน้าที่ดูแลทั้งการใช้คลื่นเพื่อกิจการโทรคมนาคมและกิจการวิทยุ-โทรทัศน์

อีกฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายนักวิชาการ ต้องการให้พระราชบัญญัติฉบับนี้ กำหนดเนื้อหาในเรื่องการประกอบกิจการวิทยุและโทรทัศน์เป็นประเด็นหลัก เพื่อให้มีการวางกรอบกติกาในการปฏิรูปสื่อไว้ในกฎหมาย และให้แยกองค์กรกำกับดูแลออกเป็น ๒ องค์กร คือองค์กรหนึ่งกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม อีกองค์กรหนึ่งกำกับดูแลกิจการวิทยุและโทรทัศน์
ผลของการต่อสู้ระหว่างวาทกรรมฝ่ายปฏิรูปและฝ่ายปฏิปักษ์ปฏิรูป ทำให้พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ๒๕๔๓ มุ่งไปที่สาระในเรื่องการจัดตั้งองค์กรอิสระเป็นด้านหลัก และละเลยเนื้อหาในเรื่องการประกอบกิจการวิทยุและโทรทัศน์ทั้งหมด กลายเป็นข้ออ้างของรัฐบาลและกรมประชาสัมพันธ์ ที่ยังคงนำพระราชบัญญัติวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๔๙๘ มาบังคับใช้ แม้ว่าจะขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ก็ตาม

 

ในการจัดทำพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ๒๕๔๓ ฝ่ายปฏิรูปสื่อสามารถเสนอหลักการสำคัญ ๓ เรื่องเป็นวาทกรรมใหม่ในพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ๒๕๔๓ ได้สำเร็จ ได้แก่เรื่องการจัดตั้งองค์กรอิสระ ๒ องค์กร ในการกำกับดูแลการใช้ทรัพยากรคลื่นความถี่ คือคณะกรรมกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) และคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)

 

เรื่องการจัดประเภทผู้ประกอบการกิจการวิทยุและโทรทัศน์ที่ให้แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน และเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ ให้แก่ภาคประชาชน (มาตรา ๒๖)

 

ผลจากการออกพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ๒๕๔๓ ทำให้องค์ประกอบของวาทกรรมหลักของรัฐ ในการควบคุมและครอบงำสื่อวิทยุและโทรทัศน์เริ่มถูกสั่นคลอน อำนาจในการจัดการทรัพยากรในแบบที่เคยปฏิบัติมา ถูกท้าทายด้วยอำนาจและความรู้ใหม่ในกฎหมายฉบับนี้ ดังจะเห็นได้จากความเคลื่อนไหวเรื่องวิทยุชุมชนที่จะกล่าวถึงต่อไป

 

ปฏิบัติการทางวาทกรรมของการปฏิรูปสื่อเรื่องที่สอง คือเรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) ในระยะแรกหลังจากที่กฎหมายประกาศใช้ รัฐและองค์กรภาคประชาสังคมได้ให้ความสนใจเรื่องการสรรหาคณะกรรมการ กสช. เป็นอย่างมาก เรื่องนี้จึงเป็นเวทีปฏิบัติการทางวาทกรรมของฝ่ายปฏิรูปสื่อและฝ่ายปฏิปักษ์ปฏิรูปสื่อ ที่ต้องการช่วงชิงพื้นที่ในคณะกรรมการ กสช. ๗ ที่นั่งมาเป็นของฝ่ายตนให้ได้มากที่สุด ประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งอยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และอำนาจในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ระหว่างกรรมการสรรหา และผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการ กสช.

 

ฝ่ายปฏิรูปสื่อได้อาศัยข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนของกรรมการสรรหา และผู้สมัครหลายคนเป็นแนวการต่อสู้ทางวาทกรรม และนำความรู้ดังกล่าวไปพึ่งอำนาจศาลปกครองในการวินิจฉัยชี้ขาดว่ากระบวนการสรรหาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อีกด้านหนึ่ง สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีอาศัยอำนาจในฐานะผู้รับหน้าที่จัดการสรรหา ร่วมกับคณะกรรมการสรรหา ทำการช่วงชิงความชอบธรรมและยืนกรานว่าการสรรหาเป็นไปโดยชอบแล้ว

 

ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ หลังจากล่วงเลยมาเกือบ ๕ ปี คณะกรรมการสรรหาได้เสนอรายชื่อผู้ผ่านการสรรหา ๑๔ รายไปยังวุฒิสภา เพื่อเลือกผู้สมัคร ๗ รายเป็นกรรมการ กสช. คาดว่าการคัดเลือกจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน ๒๕๔๘ (ขณะที่เผยแพร่บทความชิ้นนี้ การคัดเลือกดังกล่าวได้เสร็จสิ้นลงแล้ว – บรรณาธิการ)

 

ปฏิบัติการทางวาทกรรมของการปฏิรูปสื่อเรื่องที่สาม คือการก่อตั้งสถานีวิทยุชุมชนในจังหวัดต่าง ๆ จะเห็นได้ว่าในระหว่างที่เวทีการสรรหากรรมการ กสช. กำลังมีการต่อสู้อย่างเข้มข้น ภาคประชาชนเริ่มก่อการเคลื่อนไหวจัดตั้งวิทยุชุมชนขึ้น และค่อย ๆ ขยายตัวไปยังจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ภายในเวลา ๒ ปีมีสถานีก่อตั้งขึ้นกว่า ๑๐๐ แห่ง แต่ในปริมณฑลของศูนย์กลางอำนาจเช่นกรุงเทพมหานคร กลับปรากฏว่าไม่มีสถานีวิทยุชุมชนในระยะแรกนี้ การเผยตัวของนวัตกรรมใหม่เช่นวิทยุชุมชน จึงเกิดขึ้นในขอบเขตที่อยู่ไกลจากสายตา และการควบคุมอันเข้มงวดของรัฐชั่วขณะหนึ่ง

 

ภาคประชาชนถูกปรามาสแต่แรกว่าขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องรายการวิทยุ เรื่องการบริหารจัดการ และเรื่องเทคนิค ซึ่งหมายถึงการสร้างเครื่องส่งวิทยุกระจายเสียง และการติดตั้งอุปกรณ์ห้องส่งวิทยุ และข้อสำคัญเรื่องเงินทุนในการการก่อตั้งสถานี คำถามที่เกิดขึ้นคือ สถานีวิทยุที่ตั้งอยู่บนหลักการคลื่นของประชาชน ดำเนินการโดยประชาชน เพื่อประชาชนจะอยู่ได้อย่างไร ถ้าไม่มีเงินรายได้จากค่าโฆษณา แต่ด้วยการสนับสนุนของภาคประชาสังคม และภาคประชาชนด้วยกันเองในด้านเงินทุนและความรู้ การจัดตั้งสถานีวิทยุชุมชนของภาคประชาชนจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเมื่อความรู้ในด้านต่าง ๆ ถูกนำมาบูรณาการเข้าด้วยกันอย่างถูกต้อง สถานีวิทยุชุมชนจึงเริ่มออกอากาศ

 

“บัดนี้ ประชาชนมีเสียงแล้ว ประชาชนพูดได้แล้ว”

เสียงที่ออกอากาศในวิทยุชุมชนทุกเสียง เป็นเสียงที่สร้างพลังอำนาจให้แก่ประชาชนและชุมชนอย่างไม่อาจประเมินค่าได้ ที่สุดแล้ว ความรู้และอำนาจที่ถูกผนึกเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่นส่งผลให้ประชาชนเป็นอิสระจากการครอบงำของวาทกรรมหลัก ความเกรงกลัวกฎหมายหรือมาตรการลงโทษของรัฐมลายหายไป มิใช่เพราะว่าประชาชนไม่เคารพกฎหมาย หรือดื้อแพ่งต่อรัฐอย่างปราศจากเหตุผล หากเป็นเพราะประชาชนมีความเชื่อมั่นในกฎหมายแม่บท ที่อยู่เหนืออำนาจของกฎหมายอื่น ๆ ที่เป็นกฎหมายชั้นรองลงมา

 

ทั้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ ยังเป็นกฎหมายที่ประชาชนได้ร่วมเคลื่อนไหวผลักดัน มีส่วนเป็นเจ้าของอย่างเต็มภาคภูมิ จึงเป็นเครื่องประกันสิทธิเสรีภาพที่มีสถานะเป็น “ความจริง” โดยนัยนี้ วาทกรรมเรื่องสิทธิเสรีภาพ และการจัดตั้งวิทยุชุมชนจึงเผยตัวออกมาเป็นวาทกรรมหลัก และถูกหยิบยกขึ้นมาเทียบชั้นกับวาทกรรมของรัฐ

 

เสียงของประชาชนที่เคยถูกปิดกั้นให้เงียบสนิทได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ ประชาชนสามารถเปล่งเสียง “สัจจะวาจา” ออกมาได้อย่างเสรี กำแพงหนาทึบที่รัฐผูกขาดครอบครองสื่อถูกทลายลง ด้วยอำนาจของความจริงที่ได้เผยตัวขึ้นมาอย่างกระจ่างแจ้ง รัฐจึงไม่อาจอ้างความชอบธรรมใด ๆ มาผูกขาดการเป็นเจ้าของคลื่นความถี่ได้อีกต่อไป

 

ถึงแม้ว่าอำนาจของวาทกรรมหลักของรัฐจะขาดพลังไป แต่รัฐก็ใช้ความพยายามอย่างสูงในการเข้าควบคุมการขยายตัวของวิทยุชุมชนนับตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ เป็นต้นมา โดยการอ้างอิงหลักกฎหมายเดิมที่ห้ามประชาชนเข้าถึงคลื่นวิทยุและโทรทัศน์ และอ้างจารีตของการใช้กฎหมายว่า ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายลูก ประชาชนไม่สามารถก่อตั้งสถานีวิทยุชุมชนได้ เท่ากับเป็นการถอยกลับไปยังอดีตอันไกลโพ้นในยุคศักดินา และยุคเผด็จการทหารที่ไม่อนุญาตให้ประชาชนพูด

 

ส่วนประชาชนขัดขืนการปิดกั้นของรัฐ ด้วยการอ้างวาทกรรมใหม่ที่เป็นกฎหมายสูงสุดคือกฎหมายรัฐธรรมนูญ ประชาชนเชื่อว่ารัฐธรรมนูญมีอำนาจและมีความศักดิ์สิทธิ์ในการคุ้มครองวิทยุชุมชน แต่เนื่องจากประชาชนขาดการสนับสนุนจากสถาบันและจารีตใหม่ ๆ ที่เพิ่งมีการริเริ่มขึ้น ขณะที่รัฐมีสถาบันและจารีตต่าง ๆ เป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น ภาคประชาชนจึงต้องแสวงหากลไกที่คาดว่าจะให้ความชอบธรรมแก่ปฏิบัติการทางวาทกรรมของประชาชน ได้แก่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนักวิชาการ ทำให้รัฐบาลในขณะนั้นต้องยอมรับภาคประชาชน และมีมติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๕ รับรองจุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชน ดังนี้

 

มาตรการและหลักเกณฑ์ชั่วคราวรับรองวิทยุชุมชน
ฉบับภาคประชาชนและสำนักงานปลัดฯ สำนักนายกฯ

ภาคประชาชน สหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ นักวิชาการ นักวิชาชีพ และองค์กรพัฒนาเอกชน ได้ร่วมกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง จัดทำมาตรการและหลักเกณฑ์ชั่วคราววิทยุชุมชนขึ้น มีสาระหลักสำคัญคือให้มีคณะกรรมการที่ขึ้นมาทำหน้าที่กำกับดูแลที่มาจาก 3 ฝ่าย ได้แก่

1. ตัวแทนสหพันธ์วิทยุชุมชนหรือภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง
2. นักวิชาการ
3. หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง
ให้คณะกรรมการชุดนี้ทำหน้าที่สนับสนุนการดำเนินการวิทยุชุมชนและรับขึ้นทะเบียน

 

มติคณะรัฐมนตรี ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๕ อนุญาตให้มีจุดผ่อนผันสำหรับวิทยุชุมชน ในระหว่างเปลี่ยนผ่านจากระบอบเก่าสู่ระบอบใหม่ หรือวาทกรรมใหม่ในการปฏิรูปสื่อ โดยให้ฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะภาคประชาชน มีส่วนร่วมในการดูแลการดำเนินการวิทยุชุมชน นับเป็นนิมิตรใหม่ที่ให้ประชาชนและรัฐใช้อำนาจร่วมกัน เพื่อสนับสนุนหลักการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน

แต่ในความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปฏิบัติการทางวาทกรรมที่มีอำนาจไม่เท่าเทียมกัน เช่น รัฐกับประชาชน ฝ่ายที่ด้อยอำนาจย่อมเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบ และตกอยู่ในสภาพที่จะถูกจัดการไม่ให้ลุกขึ้นมาท้าทายวาทกรรมหลัก ในกรณีของวิทยุชุมชนที่กล่าวข้างต้น การต่อสู้ระหว่างวาทกรรมใหม่ของประชาชนกับวาทกรรมหลักของรัฐที่สถาปนามายาวนาน เป็นเรื่องที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนยืดเยื้อ เนื่องจากรัฐไม่ต้องการให้วิทยุชุมชนดำเนินการอย่างอิสระ จึงได้ใช้กลไกของกฎหมายและสถาบันอำนาจต่าง ๆ ที่แวดล้อมเรื่องคลื่นความถี่และวิทยุ-โทรทัศน์ทั้งหมด มาจัดการเพื่อบังคับให้ประชาชนสยบยอมและกลับมาเป็นผู้อยู่ใต้อำนาจอีกครั้ง

อันที่จริง การใช้กลไกทางกฎหมายผนวกกับกลไกทางการเมืองในการเข้ามาจัดการควบคุมวิทยุชุมชนในช่วงปลายปี ๒๕๔๕ ถูกตอบโต้โดยภาคประชาชนจนรัฐต้องกลับไปคิดหาเทคนิควิธีการใหม่ กล่าวคือคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า ให้จัดทำวิทยุชุมชนได้ แต่ให้ผ่าน อบต. และให้อยู่ในการควบคุมของกรมประชาสัมพันธ์ ภาคประชาชนอ่านกฎหมายและตีความด้วยประสบการณ์ได้ไม่ยากว่าวิทยุ อบต. เป็นส่วนหนึ่งของอำนาจรัฐระดับท้องถิ่น วิทยุ อบต. จึงเป็นเพียงสาขาของวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ ไม่ใช่วิทยุชุมชนในความหมายที่เป็นวิทยุของภาคประชาชนที่เป็นอิสระจากการควบคุมของรัฐและทุน ข้อเสนอของรัฐบาลให้เปลี่ยนวิทยุชุมชนเป็นวิทยุ อบต. เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่แก่ประชาชนจึงตกไป

 

มาตรการและหลักเกณฑฺ์ชั่วคราววิทยุชุมชน
ฉบับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ตามคำร้องขอของกรมประชาสัมพันธ์ ตุลาคม 2545

กรมประชาสัมพันธ์ซึ่งได้เตรียมโครงการวิทยุ อบต. สำหรับการจัดระเบียบวิทยุชุมชนไม่เห็นด้วยกับมาตรการและหลักเกณฑ์ชั่วคราวตามมติที่ประชุมของสำนักปลัดฯ ที่เกิดจากมติคณะรัฐมนตรี ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๕ ได้ส่งเรื่องไปให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความใหม่

ผลการตีความของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีสาระสำคัญสอดคล้องกับโครงการวิทยุ อบต. ของกรมประชาสัมพันธ์ทั้งหมด คือ

๑. การดำเนินการวิทยุชุมชนสามารถดำเนินการได้โดยผ่าน อบต.
๒. การดำเนินการวิทยุชุมชนในระหว่างยังไม่มี กสช. สามารถทำได้โดยการออกอากาศในนามกรมประชาสัมพันธ์ เครื่องส่งที่ใช้ก็ต้องจดทะเบียนในนามกรมประชาสัมพันธ์เช่นกัน
๓. ผู้บริหารจัดการสถานีและผู้ประกาศต้องผ่านการฝึกอบรมจากกรมประชาสัมพันธ์ รวมถึงต้องมีการตรวจสอบการดำเนินรายการจากกรมประชาสัมพันธ์ด้วย

 

เมื่อเรื่องวิทยุ อบต. ใช้ไม่ได้ผล รัฐได้คิดหาวิธีการต่อไปอีก ในคราวนี้ใช้เทคนิควิธีการ ๒ ด้าน คือการใช้กลไกระดับบน ควบคู่กับกลไกระดับนโยบายและแผน ได้แก่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการกฤษฎีกา กรมประชาสัมพันธ์ และกรมไปรษณีย์โทรเลข โดยให้กรมประชาสัมพันธ์นำเอามติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๕ ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความแล้ว กลับไปให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาลงมติใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อลบล้างมติวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๕ ที่สนับสนุนการดำเนินการวิทยุชุมชนของภาคประชาชน ดังรายละเอียดข้างล่างนี้

 

กลไกรัฐปฏิบัติการแก้มติคณะรัฐมนตรี ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๕


10 ก.พ. 46 – สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นต่อข้อหารือของกรมประชาสัมพันธ์ กรณีการดำเนินการวิทยุชุมชน

 

31 มี.ค. 46 – (ข่าว นสพ.มติชน น.5) คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะที่ 7 (ฝ่ายกฎหมายและระบบราชการ) ซึ่งมีนายวิษณุ เครืองาม เป็นประธาน มีมติเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ไม่เห็นด้วยกับร่างมาตรการหลักเกณฑ์ชั่วคราว จุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชนที่คณะทำงานฯ ซึ่งมีนายบุญเลิศ ศุภดิลก ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเป็นผู้ร่างขึ้น ร่วมกับตัวแทนนักวิชาการและสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ แต่มีมติให้ไปใช้แนวทางของกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการกลาง ประกอบด้วย ผู้แทนกรมประชาสัมพันธ์ กรมไปรษณีย์โทรเลข สำนักงานปลัดฯ เพื่อกำกับดูแล โดยให้ผู้ต้องการจะดำเนินการวิทยุชุมชน แสดงความต้องการผ่าน อบต. เพื่อนำเสนอคณะกรรมการกลางพิจารณาผู้เหมาะสมที่จะดำเนินการวิทยุชุมชน ทั้งนี้กรมประชาสัมพันธ์และกรมไปรษณีย์โทรเลข จะร่วมกันตรวจสอบมาตรฐาน เครื่องส่งที่จะใช้งบประมาณของ อบต. และจดทะเบียนในนามของกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งกรมประชาสัมพันธ์มีนโยบายจัดให้ใช้สถานีวิทยุของกรมที่ส่งกระจายเสียงอยู่ หรือใช้สถานีวิทยุย่อยที่จัดตั้งขึ้นใหม่ โดยกรมประชาสัมพันธ์จะเป็นผู้กำกับดูแลการดำเนินรายการวิทยุชุมชนแต่ละสถานี ซึ่งกรมประชาสัมพันธ์จะผ่อนปรนระเบียบข้อบังคับที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานของประชาชน

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มติของคณะกรรมการกลั่นกรองฯ เท่ากับเป็นการล้มข้อตกลงระหว่างสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ ที่มีการจัดตั้งวิทยุชุมชนไปแล้วกว่า 140 สถานีกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีที่มีการตกลงกัน และยกร่างเป็นหลักเกณฑ์ชั่วคราวขึ้น และจากมติฯ ดังกล่าว จะส่งผลให้กรมประชาสัมพันธ์มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว ในการควบคุมการดำเนินการวิทยุชุมชน ซึ่งขัดต่อแนวทางการปฏิรูปสื่อ ที่ต้องการให้ชุมชนมีอิสระในการจัดการวิทยุชุมชนของตนเอง

 

17 เม.ย. 46 – คณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชนวุฒิสภาเชิญ ดร.บุญเลิศ ศุภดิลก ในฐานะประธานคณะทำงานกำหนดมาตรการ เพื่อควบคุมดูแลการใช้คลื่นความถี่ของวิทยุชุมชน เข้าให้ข้อมูลกรณีมติของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะที่ 7 (ฝ่ายกฎหมายและระบบราชการ) และความเห็นของสำนักงานปลัดสำนักสำนักนายรัฐมนตรี เรื่อง มาตรการและหลักเกณฑ์ชั่วคราววิทยุชุมชน

 

4 พ.ค. 46 – คณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชนวุฒิสภา เชิญตัวแทนกรมไปรษณีย์โทรเลข เข้าให้ข้อมูลกรณีมติของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะที่ 7 (ฝ่ายกฎหมายและระบบราชการ) และความคิดเห็นของกรมไปรษณีย์โทรเลขเรื่องมาตรการและหลักเกณฑ์ชั่วคราววิทยุชุมชน

 

11 พ.ค. 46 – คณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชนวุฒิสภา เชิญ ดร.วิษณุ เครืองาม ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะที่ 7 (ฝ่ายกฎหมายและระบบราชการ) เข้าให้ข้อมูลกรณีมติของคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะที่ 7 (ฝ่ายกฎหมายและระบบราชการ) เรื่องมาตรการและหลักเกณฑ์ชั่วคราววิทยุชุมชน ซึ่งดร.วิษณุได้พูดถึงนโยบายของรัฐบาลว่า มีนโยบายให้ผ่อนปรนการดำเนินการตาม พรบ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 สำหรับการดำเนินทดลองออกอากาศวิทยุชุมชนของภาคประชาชน และจะเร่งดำเนินการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. โดยเร็ว

 

24 มิ.ย. 46 – ครม. มีมติเรื่องมาตรการและหลักเกณฑ์ชั่วคราวจุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชน ดังนี้

1. เห็นควรมอบให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เร่งรัดดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) และคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ให้เสร็จเรียบร้อยโดยเร็ว
2. เห็นควรมอบให้กรมประชาสัมพันธ์ ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐที่อยู่ในฝ่ายบริหารและมีสถานีวิทยุกระจายเสียงในสังกัด รับไปพิจารณาจัดสรรเวลาให้ชุมชนได้ใช้ออกอากาศให้มากที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อทดแทนการที่ประชาชนหรือชุมชนต้องตั้งสถานีวิทยุขึ้นเอง

 

3. โดยที่ร่างมาตรการและหลักเกณฑ์ในเรื่องนี้ คณะทำงานได้ยกร่างขึ้นในระหว่างกรมประชาสัมพันธ์หารือปัญหาข้อกฎหมาย ไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงเห็นควรให้กรมประชาสัมพันธ์รับร่างมาตรการและหลักเกณฑ์ชั่วคราวในเรื่องนี้ และข้อสังเกตของสำนักนายกรัฐมนตรีไปพิจารณาว่า จะสามารถดำเนินการตามมาตรการและหลักเกณฑ์ดังกล่าว ให้เหมาะสมสอดคล้องรองรับ กสช. และ กทช. ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้เพียงใดหรือไม่ โดยให้รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปประกอบการพิจารณา และให้เชิญผู้แทนกรมไปรษณีย์โทรเลขไปร่วมพิจารณาด้วย

เมื่อมีการนำร่างเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2546 ได้มีการตัดตัวแทนสหพันธ์วิทยุชุมชนออกไป คงเหลืออยู่แต่ตัวแทนหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องและนักวิชาการเท่านั้น

 

30 ก.ค. 46 – กรมประชาสัมพันธ์มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการร่างมาตรการและหลักเกณฑ์ชั่วคราวจุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชน

ที่มา : คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.), ๒๕๔๗

 

จะเห็นได้ว่าขั้นตอนในการปฏิบัติการแปรรูปมติคณะรัฐมนตรีรวมระยะเวลาทั้งสิ้น ๖ เดือน ใช้กระบวนการตีความทางกฎหมาย และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อหาเทคนิควิธีการจัดการควบคุมภาคประชาชน ในระหว่างนั้น คณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชนวุฒิสภาได้เข้ามาค้ดง้างการจัดการของรัฐ แต่ก็ขาดกลไกอื่น ๆ ที่มีอำนาจมาช่วยสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมาธิการ ผลลัพธ์จากการต่อสู้ของวาทกรรมภาคประชาชนและรัฐในเวทีระดับนโยบาย จึงปรากฏข้อสรุปเป็นมติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๖ ที่ตัดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนออกไป และยกอำนาจให้กับกรมประชาสัมพันธ์ในการวางหลักเกณฑ์ควบคุมวิทยุชุมชนอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

 

สาระสำคัญอีกข้อหนึ่งในมติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๖ คือการที่ระบุให้ “กรมประชาสัมพันธ์ ส่วนราชการ และหน่วยงานของรัฐที่อยู่ในฝ่ายบริหาร และมีสถานีวิทยุกระจายเสียงในสังกัด รับไปพิจารณาจัดสรรเวลาให้ชุมชนได้ใช้ออกอากาศให้มากที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อทดแทนการที่ประชาชนหรือชุมชนต้องตั้งสถานีวิทยุขึ้นเอง” ซึ่งตีความหมายเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากว่า รัฐไม่ต้องการให้ประชาชนจัดตั้งสถานีวิทยุชุมชน แต่ต้องการให้ไปใช้เวลาของสถานีวิทยุในหน่วยงานของรัฐ

 

จากมติคณะรัฐมนตรี ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๖ ที่แปรรูปแล้ว คณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ (กกช.) ได้จัดทำมติจัดระเบียบวิทยุชุมชนโดยให้มาจดทะเบียนกับ กกช. และให้โฆษณาได้ ๖ นาที/ชั่วโมง ซึ่งเป็นการปรับกลยุทธ์มาเป็นกึ่งควบคุม และเปิดโอกาสให้ระบบทุนเข้ามาร่วมจัดการกับวิทยุชุมชนด้วยอีกแรงหนึ่ง

 

วาทกรรมในรูปรัฐผนวกทุน มีประสิทธิผลในการส่งเสริมให้วิทยุชุมชนขยายตัวแบบก้าวกระโดด เกิดการลงทุนโดยกลุ่มเอกชน กลุ่มนักการเมืองระดับท้องถิ่นและระดับชาติ รวมทั้งนักวิทยุ-โทรทัศน์นับพันสถานี มาตรการจัดการกับวิทยุชุมชนลำดับสุดท้ายของรัฐ ได้สร้างความโกลาหลขนานใหญ่ในสายตาของรัฐ เพราะมาตรการใหม่นี้ ทำให้มีบรรยากาศการแย่งชิงจับจองคลื่นความถี่ที่อยู่เหนือการคาดการณ์ พร้อม ๆ กับที่วิทยุชุมชนถูกแปรเปลี่ยนเป็นวิทยุพาณิชย์ไปในทันที ด้วยการโฆษณาสินค้าตามมติของ กกช. แต่สถานีวิทยุส่วนใหญ่กลับไม่ได้ไปจดทะเบียนกับกรมประชาสัมพันธ์

 

ประการสำคัญมติ กกช. มีสาระที่ขัดแย้งกับมติคณะรัฐมนตรี ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๖ ที่ต้องการให้หน่วยราชการที่มีสถานีวิทยุให้เวลาแก่ชุมชนในการออกอากาศ ไม่ใช่ให้มีการจัดตั้งสถานีเพิ่มมากขึ้น ในอำนาจรัฐด้วยกันเองก็เห็นความแตกร้าวของวาทกรรม การช่วงชิงอำนาจ และการใช้กลยุทธ์แอบแฝง

 

ถึงปัจจุบันคณะกรรมการ กกช. ได้บิดเบนวาทกรรมการปฏิรูปสื่อของภาคประชาชนและหลักการวิทยุชุมชนให้กลายพันธุ์เป็นวิทยุพาณิชย์ สาแหรกของวาทกรรมที่เพิ่มขึ้นมาอีกสาแหรกหนึ่งมีลักษณะที่สร้างความสับสนและขัดแย้งในระหว่างกลุ่มวิทยุชุมชน

 

อย่างไรก็ดี ข้อที่น่าสนใจคือเมื่อมีผู้ปฏิบัติการวาทกรรมเพิ่มมากขึ้น ก็มีความแตกต่างหลากหลายของความคิด และวิธีการดำเนินการวิทยุชุมชน / วิทยุพาณิชย์ขนาดเล็กเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย อำนาจและความรู้เรื่องวิทยุชุมชน ได้กระจายออกไปสู่ภาคประชาชนและภาคเอกชนหลายกลุ่ม การออกอากาศด้วยกำลังส่งสูง รูปแบบและสาระของรายการ รวมทั้งการแสดงความคิดเห็นที่อิสระเสรี จากเรื่องศาสนาถึงความบันเทิง จากเรื่องการเมืองถึงวัฒนธรรม จากเรื่องชุมชนและท้องถิ่นไปถึงเรื่องระดับชาติ จากเรื่องการพัฒนาถึงการวิจารณ์การเมือง ทำให้เนื้อหารายการวิทยุชุมชนมีความสดใหม่และแหลมคม ผิดจากสื่อกระแสหลักที่เซ็นเซอร์ตนเองอย่างหนักเพื่อให้อยู่รอด ภายใต้สถานการณ์ที่กำลังเผชิญหน้ากับการถูกคุกคามและควบคุมจากรัฐ

 

การจัดระเบียบวิทยุชุมชนอย่างเข้มข้นจึงติดตามมาอีกระลอกหนึ่ง หลังจากที่เคยจับกุมคุณเสถียร จันทร ผู้ดำเนินการสถานีวิทยุชุมชนอ่างทองเมื่อปี ๒๕๔๖ (ดูรายละเอียดในภาคผนวก) ในคราวนี้ รัฐได้อ้างกฎหมายวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ ในเรื่องการควบคุมเครื่องส่งที่รบกวนคลื่นวิทยุการบิน และกฎหมายวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๔๙๘ ในเรื่องการควบคุมเนื้อหาสาระรายการที่จะกระทบกับความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน

 

ในปี ๒๕๔๘ สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทช.) ได้ดำเนินการปิดสถานีวิทยุชุมชนในต่างจังหวัดและกรุงเทพ รวม ๑๔ แห่ง โดยอ้างเหตุรบกวนคลื่นวิทยุการบิน ความจริงในเรื่องนี้รัฐต้องพิสูจน์ให้ชัดเจนต่อสาธารณชนอย่างปราศจากข้อสงสัย เพราะการที่รัฐอ้างความรู้ที่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูง ที่คนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงทำให้อำนาจในเรื่องนี้มีความคลุมเครือ หากพิสูจน์ไม่ชัดแจ้ง และไม่อาจยืนยันได้ว่าความรู้ดังกล่าวคือความจริง อำนาจการคุกคามกดดันวิทยุชุมชนของรัฐก็ขาดพลัง

 

สำหรับกรณีสถานีวิทยุ ๙๒.๒๕ เอฟเอ็ม วิทยุชุมชนคนรักประชาธิปไตย เป็นที่ทราบดีว่าถูกปิดเพราะวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล แม้ว่าผู้ดำเนินงานของสถานีคุณอัญชลี ไพรีรักษ์ จะยืนหยัดต่อสู้และตอบโต้การคุกคามของรัฐ แต่สถานีก็ถูกปิดไปในที่สุด เหลือเพียงการออกอากาศทางอินเทอร์เน็ต  หลังจากนั้น คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทช.) ได้เสนอมาตรการขั้นเด็ดขาดต่อนายกรัฐมนตรี (หนังสือที่ ทช. ๑๐๐๑/๓๓๒๙ ลงวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๘) ขอให้ปิดสถานีวิทยุชุมชนทั้งหมด นับเป็นข้อเสนอที่รุนแรงที่สุด และขัดแย้งกับมาตรการผ่อนผันของมติคณะรัฐมนตรี ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๕ และ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๖

 

วาทกรรมสุดท้าย : วิทยุชุมชนต้องอยู่กับภาคประชาชน

ล่าสุด คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๘ ตอกย้ำให้หน่วยงานของรัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยเฉพาะคลื่นวิทยุที่รบกวนวิทยุการบิน (ดูรายละเอียดมติ ครม. ในภาคผนวก) และให้มีการตรวจสอบเนื้อหารายการที่กระทบกับความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน  ขณะเดียวกัน มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๘ ก็ยืนยันให้ชุมชนมีกลไกสื่อสารภายในชุมชน และยืนยันแนวทางการดำเนินการวิทยุชุมชน ภายใต้โครงการจุดปฏิบัติการเตรียมความพร้อมวิทยุชุมชน ในสูตรกำลังส่ง ๓๐ วัตต์ เสาอากาศสูง ๓๐ เมตร และรัศมีการออกอากาศ ๑๕ กิโลเมตร

 

วาทกรรมสุดท้ายของรัฐ ได้ยืนยันให้มีการผ่อนผันแก่วิทยุชุมชนต่อไป โดยอ้างอิงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แต่ก็วางแนวทางที่เป็นการจัดระเบียบทางเทคนิค และเนื้อหาสาระของวิทยุชุมชนที่อ้างอิงกฎหมาย ระเบียบ และจารีตที่เป็นวาทกรรมปฏิปักษ์ปฏิรูป

 

จากแผนภูมิวงศาวิทยาการปฏิรูปสื่อจะเห็นได้ว่ารัฐโดยอำนาจของรัฐบาล ไม่สามารถต่อกรกับอำนาจของวาทกรรมภาคประชาชนเรื่องสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นคลื่นความถี่ฯ ได้รับรองไว้ จำต้องใช้กลไกของรัฐในระดับรองลงมาและคำสั่งบริหารคือ มติคณะรัฐมนตรีมาคัดง้างกับอำนาจของกฎหมายที่มาจากฝ่ายนิติบัญญัติ นอกจากนี้ ยังได้พยายามสร้างให้สังคมเกิดความเข้าใจว่าการรบกวนคลื่นวิทยุการบินเป็น “ความจริง” เพื่อให้มีอำนาจและความชอบธรรมในการจับกุมวิทยุชุมชน ที่ไม่ยอมรับการจัดระเบียบของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานีที่เสนอรายการที่วิพากษ์วิจารณ์และท้าทายอำนาจรัฐ

 

ในส่วนภาคประชาชนได้พัฒนาความรู้ใหม่จากเรื่องวิทยุชุมชน โดยอาศัยระเบียบ หลักเกณฑ์ และจารีต ค่านิยมที่เป็นอำนาจของชุมชน หรือสถาบันประชาชนมาเป็นฐานในการต่อสู้กับรัฐ นอกจากนี้ ภาคประชาชนยังได้เรียนรู้เรื่องสิทธิเสรีภาพจากปฏิบัติการวาทกรรมของประชาชน ตั้งแต่เหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม ๒๕๓๕ การเคลื่อนไหวเรียกร้องรัฐธรรมนูญ และยึดถือแนวทางของมาตรา ๓๙ และ มาตรา ๔๐ ของรัฐธรรมนูญ รวมทั้งมาตรา ๒๖ ของพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ๒๕๔๓ ในเรื่อง “การจัดสรรคลื่นความถี่อย่างน้อยร้อยละ ๒๐ ให้แก่ภาคประชาชน” มาเป็นพื้นฐานของวาทกรรมการเข้าถึงทรัพยากรคลื่นความถี่

 

ดังนั้น วาทกรรมสุดท้ายของภาคประชาชนในเรื่องการปฏิรูปสื่อจึงมีส่วนที่เป็น “ความจริง” อันเดียวกันกับวาทกรรมสุดท้ายของรัฐ เพราะต่างยึดถือหลักการสิทธิเสรีภาพตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แต่ในส่วนของการจัดระเบียบโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปิดคลื่นด้วยเหตุผลใดก็ตาม วาทกรรมของรัฐและภาคประชาชนแตกต่างกันคนละขั้ว

 

วาทกรรมการปฏิรูปสื่อของภาคประชาชนยืนยันตลอดมาว่าสิทธิเสรีภาพในการใช้คลื่นความถี่ได้รับการรับรองไว้แล้วในพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.๒๕๔๓ และในมาตรา ๔๐ ของรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ในทางกฎหมายจึงสามารถโต้แย้งได้ว่า รัฐไม่อาจปิดสถานีวิทยุชุมชนได้ กล่าวคือ เมื่อสถานีวิทยุชุมชนที่มีการจัดตั้งขึ้นเป็นไปตามบทบัญญัติ และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แม้ยังไม่ได้รับการจัดสรรคลื่นในช่วงการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบใหม่ แต่ก็ได้รับผ่อนผันให้ออกอากาศต่อไปได้ตามมติคณะรัฐมนตรี ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๕, มติคณะรัฐมนตรี ๒๔ มิถุนายน ๒๕๔๖ และมติคณะรัฐมนตรี ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๘

 

จากสภาพที่เป็นอยู่นี้ จึงพิเคราะห์ได้ว่าสถานีวิทยุชุมชนมีสิทธิเสรีภาพในการออกอากาศตามที่รับรองไว้ในมาตรา ๓๙ วรรคหนึ่ง “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น” และได้รับการคุ้มครองต่อไปตามข้อความในวรรคสามที่ว่า “การสั่งปิดโรงพิมพ์ สถานีวิทยุกระจายเสียง หรือสถานีวิทยุโทรทัศน์ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้”

 

ความรู้ได้นำไปสู่การเผยตัวของสิ่งใหม่ที่ท้าทายรัฐ ทำให้รัฐไม่อาจควบคุมประวัติศาสตร์สื่อและสิทธิเสรีภาพให้ดำรงอยู่ในสภาพเก่า ๆ ต่อไปได้ หมดยุคสื่อของรัฐในแบบเดิม และในที่สุดสภาพการณ์ใหม่นี้เอง ที่ทำให้รัฐต้องกระจายการเข้าถึงและจัดสรรคลื่นใหม่ จากปฏิบัติการทางวาทกรรมของภาคประชาชนอย่างไม่มีทางเลือก

 

ความรู้คืออํานาจ  

อํานาจกําหนดว่าอะไรคือความจริง 

อํานาจกําหนดว่าอะไรคือความรู้   

ความรู้กําหนดว่าอะไรคือความจริง

 

บรรณานุกรม

ธงชัย วินิจจะกูล (2534). รายงานโครงการวิจัยเสริมหลักสูตรเรื่อง วิธีการศึกษาประวัติศาสตร์แบบวงศาวิทยา (Genealogy). คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

 

ภาคผนวก

๑. มาตรา ๓๙, ๔๐ และ ๔๑ แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ ๒๕๔๐

 

มาตรา ๓๙  “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจํากัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทํามิได้เวันแต่โดยอาศัยอํานาจตามบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุมครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคล เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน 

 

การสั่งปิดโรงพิมพ์ สถานีวิทยุกระจายเสียง หรือสถานีวิทยุโทรทัศน์ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้จะกระทํามิได้

 

การให้นําข่าวหรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนําไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ วิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ จะกระทํามิได้ เว้นแต่จะกระทําในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะการสงครามหรือการรบ แต่ทั้งนี้จะต้องกระทําโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ซึ่งได้ตราขึ้นตามความวรรคสอง 

 

เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ 

 

การให้เงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นอุดหนุนหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชน รัฐจะกระทำมิได้” 

 

มาตรา ๔๐  “คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และวิทยุโทรคมนาคมเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ 

 

ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ ทําหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกํากับดูแลการ ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม  ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ 

 

การดําเนินการตามวรรคสอง ต้องคํานึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับ ท้องถิ่น ทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะอื่น  รวมทั้งการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม” 

 

มาตรา ๔๑  “พนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจํากัดตามรัฐธรรมนูญโดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการนั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจรรยาบรรณและการประกอบวิชาชีพ 

 

ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ในกิจการวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ ย่อมมีเสีภาพเช่นเดียวกับพนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนตามวรรคหนึ่ง”  

 

๒. มาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. ๒๕๔๓

 

มาตรา ๒๖  “ในการจัดทําแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์และการอนุญาตให้ประกอบกิจการดังกล่าวเพื่อประโยชน์สาธารณะระดับชาติ อย่างน้อยต้องครอบคลุมองค์ประกอบของเนื้อหาสาระดังต่อไปนี้ 

 

(๑) การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม 

(๒) วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม 

(๓) การเกษตรและการส่งเสริมอาชีพอื่น ๆ 

(๔) ความมั่นคงของรัฐ 

(๕) การกระจายข้อมูลข่าวสารเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐบาลกับประชาชน 

(๖) การกระจายข้อมูลข่าวสารของรัฐสภาเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐสภากับประชาชน 

(๗) การกระจายข้อมูลข่าวสารเพื่อส่งเสริมสนับสนุนในการเผยแพร่ และให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 

 

ในการจัดทําแผนแม่บทกิจการกะจายเสียงและกิจการโ?รทัศน์ และการอนุญาตให้ประกอบกิจการดังกล่าวเพื่อประโยชน์สาธารณะระดับท้องถิ่น อย่างน้อยจะต้องให้มีสถานีวิทยุกระจายเสียงประจําจังหวัด และสถานีวิทยุโทรทัศน์  สําหรับการกระจายข้อมูลข่าวสารของประชาชนเพื่อการพัฒนาด้านต่าง ๆ   และส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนในท้องถิ่นอย่างทั่วถึงและเพียงพอ 

 

ให้ กสช. สนับสนุนให้ตัวแทนประชาชนสาขาอาชีพต่าง ๆ ในจังหวัดมีการรวมกลุ่มกันเพื่อเสนอแนะความเห็นแก่ กสช. ในการดําเนินงานตามอํานาจหน้าที่ของ กสช. การจัดทําแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และการอนุญาตให้ประกอบกิจการดังกล่าวต้องคํานึงถึงสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างผู้ประกอบการภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยจะต้องจัดให้ภาคประชาชนได้ใช้คลื่นความถี่ไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบ ในกรณีที่ภาคประชาชนยังไม่มีความพร้อม ให้ กสช. ให้การสนับสนุน 

 

เพื่อให้ภาคประชาชนมีโอกาสใช้คลื่นความถี่ในสัดส่วนที่กําหนด เพื่อประโยชน์ในการจัดสรรคลื่นความถี่ให้ภาคประชาชนได้ใช้ และการสนับสนุนการใช้คลื่นความถี่ของภาคประชาชน  ให้ กสช. กําหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับลักษณะของภาคประชาชนที่พึงได้รับการจัดสรร และสนับสนุนให้ใช้คลื่นความถี่ รวมทั้งลักษณะการใช้คลื่นความถี่ที่ได้รับการจัดสรร โดยอย่างน้อยภาคประชาชนนั้นต้องดําเนินการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์สาธารณะ และไม่แสวงหากําไรในทางธุรกิจ. 

 

๓. ตัวอย่างการใช้กลไกของรัฐในการจัดการกับผู้ขัดขืนอำนาจ

กรณีการจับกุมนายเสถียร จันทร ผู้ดำเนินการสถานีวิทยุชุมชนอ่างทอง ๒๕๔๖ – ๒๕๔๘


6 ก.พ. 46 พนักงานสอบสวน สภ.อ.ไชโย ส่งสำนวนคดีวิทยุชุมชนอ่างทอง ไปยังผู้กำกับการตำรวจอ่างทอง เห็นควรสั่งไม่ฟ้องคดี

11 ก.พ. 46 ผู้กำกับการตำรวจอ่างทองส่งสำนวนคดีวิทยุชุมชนอ่างทอง ไปยังผู้บังคับการตำรวจอ่างทอง เห็นควรสั่งไม่ฟ้องคดี

13 ก.พ. 46 ผู้บังคับการตำรวจอ่างทอง ส่งสำนวนคดีวิทยุชุมชนอ่างทองไปยังหัวหน้าอัยการจังหวัดอ่างทอง เห็นควรสั่งไม่ฟ้องคดี

13 ก.พ. 46 บันทึกรายงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดย สภ.อ.ไชโย จ.อ่างทอง พิจารณาสั่งไม่ฟ้องกรณี การออกหมายจับกุมผู้ประสานงานวิทยุชุมชนอ่างทอง

25 เม.ย. 46 หัวหน้าอัยการจังหวัดอ่างทองส่งสำนวนคดีวิทยุชุมชนอ่างทอง ไปยังอธิบดีอัยการเขต 1 เห็นควรสั่งไม่ฟ้องคดี

พ.ค. 46 กรมไปรษณีย์โทรเลขยื่นเรื่องร้องขอความเป็นธรรมไปยังอธิบดีอัยการเขต 1 และอัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ฝ่ายคดีอาญาเขต 1 ได้เรียกสำนวนเอกสารมาสอบเพิ่มเติมฝ่ายผู้กล่าวหา

27 มิ.ย. 46 อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ฝ่ายคดีอาญาเขต 1 เห็นว่าคดีมีพยานหลักฐานเพียงพอ จึงส่งเรื่องไปยังอธิบดีอัยการเขต 1 มีความเห็นแย้งความเห็นอัยการผู้ตรวจสำนวนและอัยการจังหวัดอ่างทอง เห็นควรสั่งฟ้องคดีวิทยุชุมชนอ่างทอง

3 ก.ค. 46 อัยการพิเศษ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพฯ ใต้ รักษาการแทนรองอธิบดีอัยการเขต 1 พิจารณาสำนวนเห็นสมควรสั่งฟ้อง โดยให้ความเห็นว่า การกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดตามข้อกล่าว หาและคดีมีหลักฐานพอฟ้อง และสั่งฟ้องผู้ต้องหาตามข้อกล่าวหา และขอศาลสั่งริบของกลางลำดับที่ 1 และจัดการเกี่ยวกับของกลางอื่นๆ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 85

4 ก.ค. 46 อธิบดีอัยการเขต 1 มีความเห็นตามที่อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ฝ่ายคดีอาญาเขต 1 และรองอธิบดีอัยการเขต 1 เสนอ

29 ก.ค. 46 สำนักงานอัยการอ่างทอง มีหนังสือให้ส่งตัวผู้ต้องหาไปเพื่อฟ้องถึง ผกก.ตร. อ่างทอง ภายในวันที่ 14 ส.ค. 46 เพื่อฟ้องต่อศาลจังหวัดอ่างทอง

13 ส.ค. 46 นายเสถียร จันทร (ผู้ต้องหา) ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม (ซึ่งจะเท่ากับการขยายระยะเวลาการสิ้นสุดการประกันตัว / การนำตัวไปสั่งฟ้องในเวลาเดียวกัน) และขอเลื่อนระยะเวลาการประกัน (เพื่อบอกกับพนักงานสอบสวน / อัยการจังหวัดเป็นลายลักษณ์) ขอให้สอบหลักฐานเอกสารและพยานเพิ่มเติม

20 ส.ค. 46 อัยการสูงสุดมีคำสั่งถึงอัยการเขต 1 ให้ดำเนินการทบทวนคำสั่งฟ้องคดีวิทยุชุมชนอ่างทอง ตามที่นายเสถียร จันทร ผู้ถูกกล่าวหาได้ยื่นเรื่องร้องขอความเป็นธรรม

26 เม.ย. 47 สำนักงานอัยการสูงสุดจะมีวินิจฉัยยืนตามอัยการเขต1 ให้ฟ้องคดีฯ หลังจากที่กรมประชาสัมพันธ์ได้มีนโยบายเตรียมการจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุชุมชน 1,500 สถานี เมื่อต้นปีที่ผ่านมา (รายละเอียดตามข้อมูลสถานการณ์ด้านนโยบายวิทยุชุมชน)

4 พ.ค. 47 นายเสถียร จันทร ผู้ประสานงานวิทยุชุมชนอ่างทอง ได้ไปดำเนินการมอบตัวและประกันตัวต่อศาลจังหวัดอ่างทอง

24 พ.ค. 47 ศาลจังหวัดอ่างทอง นัดวันสืบพยานต่อเนื่อง ในเดือน พฤศจิกายน 2548 ข้อกล่าวหากรณีวิทยุชุมชนอ่างทองที่ถูกสั่งฟ้องในชั้นศาลมี 2 ข้อ คือ

1. การมีเครื่องส่งไว้ในครอบครอง และการใช้เครื่องส่งโดยไม่ได้มีการขออนุญาต
2. การเปิดสถานีและดำเนินการส่งกระจายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต

มีความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘

๔. มติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๘ เรื่อง “แนวทางการแก้ไขปัญหาวิทยุชุมชน” (๗ ข้อ)

 

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี (นายสุรนันท์ เวชชาชีวะ) เสนอแนวทางการแกไขปญหาวิทยุชุมชน ดังนี้ 

(๑) ยืนยันในหลักการสนับสนุนให้ชุมชนมีกลไกในการสื่อสารภายในชุมชน 

(๒) ยืนยันแนวทางการดําเนินการวิทยุชุมชนภายใต้โครงการจุดปฏิบัติการเตรียมความพร้อมวิทยุชุมชน 

(๓) ยืนยันการอนุญาตให้โฆษณาได้ไม่เกินชั่วโมงละ ๖ นาที 

(๔) บังคับใชักฎหมายอย่างจริงจังต่อเนื่อง 

(๕) ให้มีการติดตามตรวจสอบเนื้อหาการจัดรายการ 

(๖) สนับสนุนให้มีการสัมมนาระดมความคิดเห็นและติดตามการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาในอนาคต 

(๗) ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีความเห็นเพิ่มเติมว่า การกําหนดให้วิทยุชุมชนสามารถโฆษณาได้ไม่เกินชั่วโมงละ ๖ นาที ในหลักการควรให้ดําเนินการได้เฉพาะการโฆษณาภาพลักษณ์ของสินค้าหรือกิจการซึ่งเป็นของท้องถิ่นหรือในชุมชนนั้น ๆ เท่านั้น จึงขอให้รับประเด็นดังกล่าวไปพิจารณาประกอบกับความเห็นของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ โดยให้หารือรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) ด้วย  

 

ส่วนการแก้ไขปัญหาโดยจัดให้วิทยุชุมชนเข้าอยู่ในระบบวิทยุกระจายเสียงของกรมประชาสัมพันธ์จะเป็นการแก้ไขปัญหาส่วนหนึ่งได้โดยให้ประสานงานร่วมกับ กรมประชาสัมพันธ์ และสํานักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติพิจารณาดําเนินการ โดยให้หารือรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) ด้วย.

Read Full Post »

recommendare

บันทึก

จากการสัมมนาหัวข้อ  “ทุนมนุษย์กับผลตอบแทนทางการศึกษา”

 

การสัมมนาวิชาการประจำปี 2551

วันที่  29  –  30  พฤศจิกายน 2551

โรงแรมแอมบาสเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน จังหวัดชลบุรี

บรรยาย  โดย

ดร. ชัยยุทธ  ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์  คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

จัดโดย

มูลนิธิชัยพัฒนา 

สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

 

บทสรุปมีดังนี้

 

อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากการลงทุนทางการศึกษา ใช้แสดงสถานะการลงทุนของการศึกษาในระดับต่างๆ  บ่งบอกผลประโยชน์ที่ผู้เรียนและสังคมได้รับ สะท้อนแรงจูงใจของผู้เรียน และสามารถใช้ชี้แนะแนวทางการลงทุนด้านการศึกษาของสังคม ว่าควรลงทุนในระดับใดจึงเกิดประสิทธิภาพสูงสุด   

 

เมื่อพิจารณาผลประโยชน์ที่ตกกับผู้เรียน พบว่า การศึกษาเป็นการลงทุนที่มีความคุ้มค่า ผู้ที่มีการศึกษาสูง มีรายได้ที่สูงกว่าผู้ที่มีการศึกษาต่ํากว่าอย่างชัดเจนในทุกระดับ  ผลตอบแทนส่วนบุคคลต่อการศึกษาเฉลี่ย อยู่ที่ร้อยละ 11–12.4 ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา  และมีแนวโน้มไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก   โดยเฉลี่ย อัตราผลตอบแทนส่วนบุคคล สําหรับแรงงานหญิงสูงกว่าแรงงานชาย  

 

ในระดับมัธยมศึกษา อัตราผลตอบแทนส่วนบุคคล สําหรับแรงงานชายที่จบสายสามัญ มีแนวโน้มลดลงมาตลอด ในทางตรงข้าม อัตราผลตอบแทนส่วนบุคคลสําหรับแรงงานหญิง ที่จบสายสามัญ เพิ่มขึ้นมาโดยตลอด นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนส่วนบุคคลสําหรับผู้จบ ปวช. สูงกว่าสายสามัญ ทั้งเพศหญิงและชาย 

 

ในระดับอุดมศึกษา   ผู้ที่จบอุดมศึกษา ทั้งหญิงและชาย ได้รับค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนสูงกว่าผู้จบมัยธมปลายมาก  ส่วนแรงงานที่จบเพียงอนุปริญญาหรือปวส. มีรายได้มากกว่าผู้จบมัธยมปลาย แต่ไม่สูงมากนัก  อัตราผลตอบแทนสําหรับผู้จบอุดมศึกษา ในปี 2549 มีค่าระหว่างร้อยละ 8 ถึง 12.8 ต่อปี สําหรับเพศชาย  ส่วนเพศหญิง ได้ผลตอบแทนระหว่างร้อยละ 4.5 ถึง 7.9 ต่อปี   อัตราที่ได้นี้มีค่าใกล้เคียงกับประเทศอื่นๆ  นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนสําหรับผู้มีการศึกษาสูงมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น 

 

เมื่อพิจารณาผลประโยชน์ที่สังคมได้รับหรืออัตราผลตอบแทนต่อสังคม พบว่า ยังไม่มีคําตอบที่ชัดเจนสําหรับประเทศไทย หรือแม้แต่งานวิจัยของต่างประเทศ  อัตราผลตอบแทนต่อสังคม ที่สูงกว่าอัตราผลตอบแทนของบุคคล (เนื่องจากเกิดผลกระทบภายนอก) เป็นเหตุผลที่รัฐควรเข้ามาอุดหนุนมากขึ้น  ข้อค้นพบเบื้องต้นที่น่าสนใจคือ ขนาดของผลกระทบภายนอกมีค่าน้อยมากทําให้อัตราผลตอบแทนของสังคม และต่อบุคคลมีค่าใกล้เคียงกัน  อัตราผลตอบแทนส่วนบุคคลเฉลี่ยของหลายประเทศในโลกมีค่าระหว่าง ร้อยละ 7  ถึง 12  เฉลี่ยรวมที่ร้อยละ 9.7   ถึงกระนั้นก็ตาม มีความเชื่อกันว่า การศึกษาระดับมัธยมปลายและ อุดมศึกษามีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว 

 

ผลการทบทวนได้ชี้ประเด็นสําคัญต่อการกําหนดแนวทางการลงทุนด้านการศึกษา ที่สมควรนํามา 

อภิปราย ดังนี้  

 

1. สําหรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า ทรัพยากรทั้งหมดที่สังคมไทยใช้ไปในด้านการศึกษา จัดอยู่ในระดับที่สูง มิได้น้อยแต่อย่างใด แต่การบริหารการจัดการศึกษาของภาครัฐยังขาดประสิทธิภาพ ทําให้มีคุณภาพต่ํา สัดส่วนกาใช้จ่ายค่อนข้างสูงในระดับก่อนประถม และค่อนข้างต่ําในระดับมัธยม  และการระดมทรัพยากรมาใช้เพื่อการศึกษาทําได้ไม่เต็มที่ ประเด็นที่ควรเร่งรัดคือปรับปรุงการใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพ  ส่วนจะทําได้อย่างไรเป็นเรื่องที่ต้องมีการศึกษาค้นคว้ากันแบบจริงจัง  อีกประการคือ คุณภาพของผู้จบยังมีปัญหา ไม่ได้ตามมาตรฐาน ซึ่งมีผลกระทบต่อการเรียนในระดับสูง ลดผลประโยชน์และโอกาสในอนาคตจากการศึกษา 

 

2.  สําหรับการจัดอาชีวศึกษา ปัญหาสําคัญที่แก่ลําบากคือ มีคนสนใจเรียนต่อกันน้อย ทําให้ขาดแคลนแรงงานฝีมือระดับกลาง เนื่องจากผลตอบแทนที่ได้จากการมีปริญญาสูงกว่าจบ ปวช. มาก อีกทั้งโอกาสเข้าเรียนในระดับสูงที่เปิดกว้างมากขึ้น และการอุดหนุนของรัฐที่คงอยู่ในระดับที่สูง ทําให้การเลือกเรียนสายสามัญและเรียนต่อจนจบปริญญา เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า คนจึงมีแรงจูงใจเรียนต่อสายสามัญมากกว่าอาชีพ  

 

3. สําหรับอุดมศึกษา พบว่า การศึกษาในระดับนี้ให้อัตราผลตอบแทนแก่ผู้เรียนสูงมาก และหากเชื่อว่าให้ประโยชน์ต่อสังคมด้วย รัฐควรสร้างแรงจูงใจและอุดหนุนอย่างเหมาะสมให้มีการเรียนต่อในระดับสูงมากขึ้น ทั้งนี้เป็นผลดีต่อการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ค่าจ้างและการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เนื่องจากที่เป็นอยู่รัฐอุดหนุนในระดับที่สูง จึงมีเหตุผลสมควรให้รัฐลดการอุดหนุน และให้ผู้เรียนแบกรับภาระมากขึ้น  นอกจากนี้การที่อัตราผลตอบแทนสูงอย่างต่อเนื่อง แสดงว่าตลาดยังมีความต้องการแรงงานในระดับอุดมศึกษาเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่มีการผลิตบัณฑิตออกมามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงถึงความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะที่ตลาดต้องการ และสาขาที่เรียนจบ  จึงต้องมีมาตรการเรื่องเพิ่มบัณฑิตในสาขาที่ขาดแคลน รวมทั้งลดการผลิตในสาขาที่เกินความต้องการไปพร้อมกัน   ประเด็นสุดท้ายคือ การขยายการศึกษาระดับสูงมีผลให้ช่องว่างระหว่างรายได้เพิ่มมากขึ้น และผู้ที่เข้าถึงส่วนใหญ่มักจะมากลุ่มที่ได้เปรียบในสังคม 

 

4.  นอกเหนือไปจากการพูดถึงว่า เราจะใช้เงินทุนกันอย่างไร ที่สําคัญพอๆกันคือเราจะหาเงินทุนเหล่านี้มาจากไหน แนวทางการระดมทรัพยากรจากทุกภาคส่วนของสังคม ที่เสนอไว้ในพรบ.การศึกษาแห่งชาติ ปี 2542 (แก้ไข 2545) ยังไม่ถูกนํามาใช้อย่างจริงจัง  ในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน เนื่องจากผลประโยชน์ที่ตกกับสังคม มีมากกว่าที่บุคคลได้รับ จึงเป็นเหตุผลเพียงพอที่สังคมควรมีส่วนร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาผ่านมาตรการทางภาษีอากร ส่วนการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาจําเป็นต้องให้ผู้เรียนแบกรับภาระบางส่วนเพราะผลประโยชน์ส่วนบุคคลมีมาก แต่เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายในการเรียนสูง และสังคมได้รับประโยชน์ด้วย สังคมควรมีส่วนร่วมในการรับภาระค่าใช้จ่ายด้วยการใช้เงินภาษีอากรในระดับที่เหมาะสม แนวทางนี้สอดคล้องกับการปฏิรูปการเงินเพื่ออุดมศึกษาแนวใหม่  ที่เน้นการอุดหนุนผ่านผู้เรียน กระตุ้นให้เกิดการแข่งขันเพื่อพัฒนาคุณภาพ และสามารถให้ผู้เรียนและภาคเอกชนมีบทบาทมากขึ้น  รวมไปถึงให้โอกาสกับผู้เรียนทุกคน โดยรวมเป็นแนวทางที่น่าสนใจต่อการจัดการกับทรัพยากรที่มีค่อนข้างจํากัดในปัจจุบัน  เห็นควรต้องช่วยกันพิจารณา

 

รายงานฉบับเต็ม

Read Full Post »

recommendare

Rajan

บันทึก

จากบรรยายหัวข้อ  “รากระดับโลกของวิกฤตการเงินปัจจุบัน และนัยยะต่อการกํากับดูแล

The Global Roots of the Current Financial Crisis and its Implications for Regulation”

 

International Symposium ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ประจําปี 2008

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2551

บรรยาย  โดย

 

รากุราม ราจัน  Raghuram Rajan

นักเศรษฐศาสตร์การเงิน  มหาวิทยาลัยชิคาโก

อดีตหัวหน้าทีมนักเศรษฐศาสตร์ประจํากองทุนการเงินระหว่างประเทศ 

ผู้เขียนหนังสือ  Saving Capitalism from the Capitalists

แปล  โดย

สฤณี อาชวานันทกุล  นักวิชาการอิสระ

 

กล่าวดังนี้

 

รากของวิกฤตการเงิน 

วิกฤตการเงินปัจจุบันประกอบด้วยปัญหาหลักสองประการ ได้แก่ การปล่อยสินเชื่อมากเกินควร (excessive credit) และการใช้เงินกู้ในการดําเนินธุรกิจมากเกินควร (excessive leverage) ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาขาดแคลนสภาพคล่องอย่างรุนแรง สถาบันการเงินล้มละลาย และตลาดตกอยู่ในภาวะตื่นตระหนก (panic)

คําถามของราจันคือ รากของวิกฤตในครั้งนี้คืออะไร และเชื่อมโยงกันอย่างไรบ้าง

 

1.  การปล่อยสินเชื่อมากเกินควร


ราจันสาวรากของปัญหาการปลอยสินเชื่อมากเกินควรกลับไปถึงวิกฤตการเงินในประเทศกําลัง พัฒนาปลายทศวรรษ 1990 ซึ่งทําให้รัฐบาลของประเทศที่เผชิญกับภาวะวิกฤตดําเนินนโยบายอย่างอนุรักษ์นิยมมากกว่าเดิม ออมเงินที่ได้รับจากการส่งออกมากขึ้นและลงทุนน้อยลง ส่งผลให้เกิดความต้องการตราสารการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงและมีอายุ (maturity) สั้น ในขณะเดียวกัน การระเบิดของฟองสบู่ภาคไอทีในอเมริกา (สะท้อนในการดิ่งลงของตลาดหุ้นแนสแด็ก) ในปี 2001 ก็ส่งผลให้ธนาคารกลางดําเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ําเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ระดับการลงทุนของภาครัฐและเอกชนทั่วโลกเติบโตไม่ทันความต้องการลงทุนของเงินออมที่ เพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่า ก่อให้เกิดภาวะ “เงินออมล้นโลก” (savings glut) ซึ่งในที่สุดก็ไหลเข้าสู่ตลาด หลักๆ ที่เปิดรับการลงทุน รวมทั้งตลาดอสังหาริมทรัพย์​ในประเทศพัฒนาแล้ว ส่งผลให้ทั้งราคาบ้านและอัตราการก่อสร้างบ้านใหม่ถีบตัวสูงขึ้น 

 

คําถามต่อไปคือ ทําไมวิกฤตการเงินจึงเกิดขึ้นในอเมริกาก่อน? ในมุมมองของราจัน คําตอบอยู่ ในข้อเท็จจริงที่ว่าตลาดการเงินในอเมริกาเป็นตลาดที่ “ก้าวหน้า” ที่สุดในแง่ของนวัตกรรมทาง การเงิน ซึ่งสามารถนําส่งผลตอบแทนสูงๆ ที่นักลงทุนต่างชาติ (นอกอเมริกา) ต้องการ ตราบใด ที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังบูมอยู่ พ่อมดการเงินในอเมริกาแปลงสินเชื่อบ้านซับไพรมให้กลายเป็นหลักทรัพย์ที่มีระดับความน่าเชื่อถือ  AAA  ด้วยการนําสินเชื่อซับไพรมมารวมกันเป็น หลักประกันของหลักทรัพย์  (mortgage-backed securities หรือ MBS) ซึ่งแบ่งความเสี่ยง ออกเป็นหลายชั้น ดังนั้น สินเชื่อซับไพรมมูลค่า $100 ซึ่งมีความเสี่ยงว่า 5% หรือ $5 จะชําระ คืนไม่ได้ จึงถูกแปลงเป็นตราสารหนี้ AAA มูลค่า $80, ตราสาร A มูลค่า $5 และตราสาร BBB มูลค่า $10 (มูลค่า $5 ที่เหลือคือ “ส่วนทุน” (equity) ของหลักทรัพย์เพื่อซึมซับความเสี่ยงที่ 5% อาจชําระคืนไม่ได้) หลังจากนั้นพ่อมดการเงินก็เอาตราสาร BBB ไปกองรวมกัน ใช้เป็นหลักประกันของหลักทรัพย์ใหม่เรียกว่า collateralized debt obligation (CDO) เสร็จแล้วก็เอา CDO หลายอันไปกองรวมกันเป็นหลักประกันของหลักทรัพย์ใหม่อีกทอดหนึ่ง เรียกว่า “CDO square” (CDO ยกกําลังสอง) ทําแบบนี้เป็นทอดๆ และสถาบันจัดอันดับเครดิตก็ยินดีรับรองหลักทรัพย์เหล่านี้ ไม่มีใครรู้อย่างแน่ชัดว่าความเสี่ยงดั้งเดิมซึ่งถูกหั่นออกเป็นชั้นๆ ได้กระจาย ไปอยู่ที่ไหนบ้าง แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสําคัญ เพราะหลักทรัพย์เหล่านั้นนําส่งผลตอบแทนได้ตรงตามสัญญา ตราบใดที่ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ยังไม่แตก

 

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การแปลงสินเชื่อเป็นหลักทรัพย์ (securitization) ได้ลดทอนคุณภาพของสินเชื่อ ที่สถาบันการเงินปล่อย ธนาคารประสบปัญหา “จริยวิบัติ” (moral hazard) คือปล่อยกู้อย่างหละหลวม ไม่ใช้วิจารณญาณในการตรวจสอบความสามารถในการชําระหนี้ของลูกหนี้เท่าที่ควร ปล่อยกู้ให้กับผู้มีรายได้น้อยที่ไม่ควรได้รับอนุมัติสินเชื่อตั้งแต่แรก รวมทั้งคนที่ไม่มีงานทํา ไม่มีสินทรัพย์ และไม่มีรายได้ หรือที่เรียกว่า “NINJA” (no income, no job or assets) กระบวนการแปลงสินเชื่อเป็นหลักทรัพย์ลดทอนข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถในการชําระหนี้ ซึ่งปกติมีทั้ง ข้อมูลเชิงตัวเลข (hard information) และข้อมูลเชิงคุณภาพ (soft information) ให้เหลือเพียง ข้อมูลเชิงตัวเลขเท่านั้น

 

2. การใช้เงินกู้ในการดําเนินธุรกิจมากเกินควร


ปัญหาต่อมาคือหลังจากที่แปลงสินเชื่อเป็นหลักทรัพย์ไปแล้ว สถาบันการเงินหลายแห่งยังมี หลักทรัพย์ที่โยงกับซับไพรม (เช่น CDO หรือ CDO square) ปริมาณมหาศาลอยู่ในงบดุล เนื่องจากหลักทรัพย์เหล่านั้นให้ผลตอบแทนสูง ใช้เงินกู้  (leverage) ระยะสั้นในการซื้อ หลักทรัพย์เหล่านี้ หลังจากที่ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก ราคาบ้านเริ่มปรับตัวลดลง ลูกหนี้ซับ ไพรมเริ่มชําระคืนไม่ได้ มูลค่าของหลักทรัพย์ที่อ้างอิงซับไพรมก็ตกลงอย่างฮวบฮาบ ไม่มีใครอยากซื้อขายหลักทรัพย์ เจ้าหนี้เงินกู้ระยะสั้นก็เริ่มเรียกเงินกู้คืน สถาบันการเงินประสบปัญหา ในการหาเงินมาชําระหนี้ ส่งผลกระเพื่อมต่อเนื่องไปยังสถาบันการเงินอื่นๆ ผ่านการดิ้นรนขาย เลหลังหลักทรัพย์เหล่านี้ (fire sale) ซึ่งก็ทําให้มูลค่าของหลักทรัพย์ยิ่งตกลงไปอีก สถาบัน การเงินยิ่ง “ร้อนเงิน” มากกว่าเดิม และสภาพคล่องที่หดหายก็ทําให้สถาบันการเงิน “กอด” เงินสดเอาไว้แทนที่จะปล่อยสินเชื่อ นําไปสู่ภาวะ “สินเชื่อตึงตัว” (credit crunch) ซึ่งก่อความ เดือดร้อนให้กับภาคเศรษฐกิจจริง เพราะทําให้ลูกหนี้คุณภาพดีพลอยกู้ไม่ได้และเผชิญกับต้นทุน ทางการเงินที่สูงกว่าปกติ

 

ถึงตรงนี้คําถามที่น่าสนใจสองข้อคือ เหตุใดสถาบันการเงินจึงซื้อหลักทรัพย์อ้างอิงซับไพรมใน ปริมาณมหาศาล? และเหตุใดพวกเขาจึงใช้เงินกู้ระยะสั้นในการลงทุนดังกล่าว?

 

ตอบคําถามข้อแรก ราจันมองว่าคําตอบอยู่ในปัญหาธรรมาภิบาลหรือปัญหาตัวแทน (agency problem) ในระบบการเงิน เขายกตัวอย่างคําพูดของ Chuck Prince อดีตซีอีโอของธนาคาร ยักษ์ใหญ่ Citigroup (ซึ่งลาออกในเดือนพฤศจิกายน 2007 หลังจากที่ Citigroup ประกาศผล ขาดทุนในหลักทรัพย์อิงซับไพรม ด้วยเงินค่าชดเชย $38 ล้าน) ตอนที่ตอบคําถามผู้สื่อข่าว Financial Times ในเดือนกรกฎาคม 2007 เกี่ยวกับความเสี่ยงของหลักทรัพย์ดังกล่าวซึ่งมี มูลค่าลดลงมากในเดือนนั้นว่า

“เมื่อดนตรีหยุดเล่น ในแง่ของสภาพคล่อง เรื่องนี้ก็คงซับซ้อนมาก แต่ตราบใดที่ดนตรียังเล่นอยู่ คุณก็ต้องลุกขึ้นเต้น ตอนนี้เรากําลังเต้นตามดนตรี”

 

ราจันย้ําว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในระดับผู้บริหารสูงสุดของสถาบันการเงินเท่านั้น แต่เกิดขึ้นในระดับรองลงมาด้วย เนื่องจากนักค้าตราสารอนุพันธ์หรือเทรดเดอร์ (trader) ได้รับเงินเดือนและโบนัสที่ตั้งอยู่บนผลการดําเนินงานระยะสั้น ไม่มีใครรับผิดชอบผลการดําเนินงาน ในระยะยาว ทั้งๆ ที่ความเสี่ยงยังคงอยู่ว่าจะเกิดวิกฤตไม่ช้าก็เร็ว และประสิทธิผลของระบบ บริหารความเสี่ยงภายในก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ ตราบใดที่พวกเขายังได้กําไร (“ตายใจ” ว่าความเสี่ยงจะไม่เกิดขึ้นจริง) ดังนั้น เทรดเดอร์จึงอาจเข้าใจผิดว่าพวกเขามีความสามารถสูง ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงผลตอบแทนของพวกเขามาจากค่าความเสี่ยงของตลาด (market risk premium) เพียงเท่านั้น คล้ายกับในกรณีประกันแผ่นดินไหว ที่บริษัทประกันจะมีรายได้จากเบี้ยประกันไปเรื่อยๆ ตราบใดที่แผ่นดินไหวยังไม่เกิด

 

ต่อคําถามที่ว่าเหตุใดสถาบันการเงินจึงใช้เงินกู้ระยะสั้นในการซื้อหลักทรัพย์เหล่านี้ ราจันมองว่า คําตอบคือเพราะเงินกู้มีต้นทุนต่ํากว่าการเพิ่มทุน (ขายหุ้น หรือ equity) และที่เงินกู้มีระยะสั้นก็เพราะสินทรัพย์ของสถาบันการเงินมีสภาพคล่องสูง โดยเฉพาะหลักทรัพย์อิงซับไพรม (ก่อนเกิด วิกฤต) ทําให้เจ้าหนี้ของสถาบันการเงินย่อมอยากปล่อยกู้ในระยะสั้นมากกว่าระยะยาว

 

บทเรียนจากวิกฤต และวิธีการรับมือ

 

ราจันย้ําว่าวิกฤตการเงินในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาปล่อยสินเชื่อมากเกินควรจะเกิดจากจุดไหน ในระบบก็ได้  และเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะก่อปัญหาให้กับทั้งระบบ  ภาวะขาดแคลนสภาพคล่อง เปรียบเสมือน “โรคติดต่อ” ในระบบการเงิน นอกจากนี้ นโยบายการเงินก็ส่งผลกระทบต่อระดับ เสถียรภาพของระบบการเงินด้วย กล่าวคือ ตราบใดที่สถาบันการเงินเชื่อว่าภาครัฐจะดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ํา พวกเขาก็จะมีแรงจูงใจอย่างต่อเนื่องที่จะกู้เงินระยะสั้นมาลงทุนใน สินทรัพย์ระยะยาว (เช่น สินเชื่อซับไพรม)

 

ในแง่ของการกํากับดูแล ราจันมองว่าถ้าภาครัฐพยายามกํากับดูแลธุรกิจในระบบการเงินที่ถูก กํากับดูแลอย่างเข้มงวดอยู่แล้วให้เข้มงวดขึ้นกว่าเดิมอีก สถาบันการเงินก็จะหาทางหลบเลี่ยง กฎเกณฑ์ไปทําธุรกรรมใน “ระบบการเงินเงา” เช่น ใช้โครงสร้าง special purpose vehicle (SPV) ในดินแดนปราศภาษี ราจันมองว่าการพยายามปรับเปลี่ยนโครงสร้างแรงจูงใจให้มอง ระยะยาวมากขึ้นจะมีประโยชน์กว่า เพราะปัจจุบันกฎเกณฑ์ของภาครัฐตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่า ผู้บริหารสถาบันการเงินทํางานเพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ระยะยาวของผู้ถือหุ้น

 

ราจันมองว่าในเมื่อเราไม่มีทางหลบเลี่ยงวิกฤตการเงินที่ย่อมจะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว และในเมื่อเราต้องยอมรับว่าสถาบันการเงินหลายแห่ง “ใหญ่เกินกว่าที่จะปล่อยให้ล้ม” จริงๆ เราก็ควรให้ความสําคัญกับการปรับปรุงโครงสร้างให้แข็งแรงเพียงพอที่จะบรรเทาความเสียหายจากวิกฤต โดยที่ใช้เงินของภาคการเงินเอง ไม่ใช้เงินภาษีของประชาชนอย่างที่เกิดขึ้น และก็ไม่ควรพุ่งเป้า ไปที่การเขียนกฎเกณฑ์ที่จะป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤต เพราะเราไม่สามารถป้องกันได้ ราจัน เปรียบเทียบว่า ไม่ว่าเราจะเขียนกฎเกณฑ์การสร้างอาคารให้รัดกุมปลอดภัยเพียงใด เราก็ไม่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดไฟไหม้เลยได้  แต่เราสามารถติดตั้งหัวฉีดน้ําดับเพลิงในอาคารมากกว่าเดิม หัวฉีดน้ําที่ภาคเอกชนควรเป็นผู้รับภาระ ไม่ใช่ภาครัฐหรือสังคม

 

“หัวฉีดน้ํา” ในภาคการเงินในมุมมองของราจัน ไม่ใช่การเรียกร้องให้สถาบันการเงินเพิ่มระดับ ทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (capital requirements) ให้สูงกว่าในอดีต เพราะทุนของธนาคารซึ่งก็คือ หุ้นมีต้นทุนทางการเงินค่อนข้างสูงดังที่ได้อธิบายไปแล้ว และการบังคับให้สถาบันการเงิน “กัน” ทุนไว้เฉยๆ ในงบดุลก็จะยิ่งสร้างแรงจูงใจให้หาวิธีหลบหลีก นําทุนนั้นไปแสวงหาการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง (เพื่อหาผลตอบแทนสูง) ก่อให้เกิดปัญหาตัวแทนไม่ต่างจากที่แล้วมา นอกจากนี้การเพิ่มระดับทุนก็ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาการเลหลังหลักทรัพย์และภาวะสินเชื่อตึงตัว เพราะปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาระยะสั้นที่เกิดจากการขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรงและภาวะตื่นตระหนก ไม่ใช่การขาดแคลนเงินทุน (ถึงแม้ว่าการขาดแคลนเงินทุนก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา)

 

ราจันเสนอว่า “หัวฉีดน้ํา” ที่เหมาะสมน่าจะเป็นการ “ประกันเงินทุน” (capital insurance) ในทางที่คล้ายกับกรมธรรม์ประกันภัยธรรมชาติ กล่าวคือ เพิ่มระดับทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่สถาบันการเงินต้องมี แต่ยอมให้สถาบันการเงินใช้ “ทุนฉุกเฉิน” (contingent capital) ที่จะไหลเข้าก็ต่อเมื่อเกิดวิกฤต โดยตั้งอยู่บนเงื่อนไข (triggers) บางประการที่ตกลงกันก่อนล่วงหน้า โดยในระยะแรกทุนฉุกเฉินที่หาได้จะถูกนําไปใส่  “ตู้นิรภัย” ที่ธนาคารกลาง ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลโดยไม่ให้สถาบันการเงินถอนออก นักลงทุนที่ลงทุนใน “ทุนฉุกเฉิน” ของสถาบันการเงินจะได้รับ ผลตอบแทนเป็นเบี้ยประกันจากสถาบันการเงิน เมื่อเกิดภาวะวิกฤต ตู้นิรภัยจะถูกไขออก ทุน ฉุกเฉินจะไหลเข้าสู่สถาบันการเงินจนถึงเพดานที่กําหนดล่วงหน้า วิธีนี้จะช่วยลดต้นทุนทาง การเงินและปัญหาตัวแทนของสถาบันการเงิน และไม่น่าจะเพิ่มปัญหา “จริยวิบัติ” ในระดับที่ต้อง กังวล เพราะไม่ได้จ่ายชดเชยผลขาดทุนของธนาคารโดยตรง แต่จ่ายตาม triggers เมื่อเกิดวิกฤต

 

ราจันทิ้งท้ายว่า การประกันเงินทุนดังกล่าวไม่ควรให้รัฐบาลเป็นผู้ขาย เนื่องจากรัฐจะเผชิญกับ แรงกดดันทางการเมืองจากสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ให้ขายประกันในราคาที่ประเมินความเสี่ยง ต่ําเกินไป ไม่ต่างจาก “ของขวัญ” ให้เปล่า และในภาพรวมเขาคิดว่ารัฐบาลทั่วโลกจะเปิดกว้าง มากขึ้นในการพิจารณาที่จะดําเนินโยบายการเงินแบบสวนกระแสเศรษฐกิจ (countercyclical) ในภาวะที่ราคาสินทรัพย์พุ่งสูงเกินควร เพื่อชะลอความเร็วและบรรเทาความรุนแรงของวิกฤต การเงินที่จะเกิดขึ้นเมื่อถึงจุดที่ฟองสบู่แตก

 

English version

 

The Global Roots of the Current Financial Crisis and its Implications for Regulation 

 

Anil Kashyap     University of Chicago

Raghuram Rajan  University of Chicago

Jeremy Stein     Harvard University

 

Read Full Post »

triamboy

HE NEVER TAKES RISK.

definition of  “George Soros”.

 

ไม่มีใครที่ไม่จดจำวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ  เมื่อ  ปี  2540  ของประเทศไทย  อันนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อการดำเนินกิจกรรมทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมือง  ผู้คน  สังคมมีความเครียดสะสม  ร้ายแรงถึงขั้นที่บางคนมีความผิดปกติทางจิต  และหลายคนต้องหาทางออกโดยการปลิดชีิวิตตนเองไม่ทางใดทางหนึ่งเพื่อหนีปัญหา  ทั้งหมดนี้มาจากจุดเริ่มต้นของวิกฤตของสถาบันการเงินไทย  ที่ขาดวินัยทางการเงิน  เนื่องด้วยการละเลยดรรชนีระดับจุลภาค  อาทิ  งบดุล  งบกำไรขาดทุน  ถึงแม้ว่าดรรชนีระดับมหภาค  อาทิ  เงินเฟ้อ  จะอยู่ภายใต้ระดับที่เหมาะสม  ด้วยเหตุนี้นำมาสู่ความเปราะบาง  หรือโอกาสของการล้มลงของอัตราแลกเปลี่ยน  และวิกฤตหนี้ในที่สุด  เนื่องมาจากโอกาสจูงใจให้มีการโจมตีค่าเงินโดยต้นทุนที่น้อย

 

ครั้งนี้ประเทศไทยเองสุดท้ายแล้วกลายเป็นเป้าหมายการโจมตีค่าเงินบาทถัดจากประเทศเม็กซิโกในปี  1994  หลายคนคงได้เข้าใจสาเหตุ  จากการรับรู้ของสื่อกระแสหลักเบื้องหน้ามามากแล้ว  ข้าพเจ้าจึงขอนำเสนอเบื้องหลังการโจมตีค่าเงินบาท  โดยอ้างอิงจากบทสัมภาษณ์ของท่านที่เกี่ยวข้อง  เพื่อเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์อีกด้านหนึ่ง  เพื่อความสมบูรณ์ของข้อมูลที่อาจเป็นประโยชน์ต่อคนทั่วไปรุ่นนี้  และรุ่นต่อไป  ดังนี้

 

ก่อนปี  2541  ประเทศไทยมีการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงตัว  รักษา  (แทรกแซง)  ไว้ที่ระดับเป้าหมายที่กำหนด  และรับทราบโดยทั่วไป

 

ประเทศสหรัฐเมริกามีคลินตันเป็นประธานาธิบดี  ซึ่งเชื่อมั่นในที่ปรึกษายิวอเมริกันนามว่าครุกแมน

 

จูเลียน  รอบินสัน   นำเงินเข้ามาประเทศไทย  10  พันล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา  ปรากฎว่าไม่สำเร็จ  เนื่องจากนำเงินมาน้อยไป  น้อยกว่าเงินสำรองระหว่างประเทศของไทย   ที่ระดับ  39  พันล้านเหรียญสหรัฐ    สิ้นปี  2539  (หนี้ต่างประเทศ  110  พันล้านเหรียญสหรัฐ  หนี้ระยะสั้น  41  พันล้านเหรียญสหรัฐ)

 

จากการเข้ามาของจูเลียน  รอบินสัน  ได้ให้บทเรียนแก่ผู้ที่ต้องการโจมตีค่าเงินบาท  คือ  ธนาคารแห่งประเทศไทยมีการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบเข้มงวด  เรียกได้ว่าสู้แบบหัวชนฝา  จนกว่าจะชนะ

 

จอร์จ  โซรอสได้เห็น  เรียนรู้วิธีการดำเนินการของธนาคารแห่งประเทศไทย  จึงนำเงินเข้ามากว่า  100  พันล้านเหรียญสหรัฐ  สู้ไปสู้มา  ประเทศไทยสู้ไม่ไหว  จนในที่สุด  สิ้นเดือนมิถุนายน  2540  ธนาคารแห่งประเทศไทยเหลือเงินสำรองระหว่างประเทศ  2.839  พันล้านเหรียญ  ส่วนที่หายไปส่วนใหญ่ถูกหอบหิ้วกลับประเทศโดยจอร์จ  โซรอสกว่า  40  พันล้านเหรียญสหรัฐ

 

2  กรกฎาคม  2540  ประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาท  หรือกล่าวได้ว่ามีการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว  ปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนสะท้อนความเป็นจริงตามความต้องการถือครองเงินบาท  จากครั้งนี้ทำให้เงินบาทอ่อนค่าสูงสุด    ระดับ  54  บาท  ต่อ  1  ดอลลาร์สหรัฐ

 

หลัววิกฤตการณ์เงินบาทล้ม  อเมริกาส่งทูตอีโต้เชื้อชาติญี่ปุ่นแต่เติบโตที่อเมริกาแต่เล็กเข้าพบนายกรัฐมตรีขณะนั้น  คือ  นายชวน  หลีกภัย  เพื่อชี้แจงสิ่งที่เกิดขึ้นว่า  สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความผิดพลาดของประเทศไทยเอง  (That’s your fault.)  ประเทศไทยไม่มีการปิดประตูบ้านที่ดี  โจรมันก็เลยเข้ามาปล้น  อย่าไปอ้างถึงการเข้ามาปล้นของโซรอสเลย  มาหาวิธีีการแก้ดีกว่า

 

สหรัฐอเมริกาส่งนายพลแกลวิน  อดีตผู้บัญชาการสูงสุดของนาโต้  คณบดีคณะกฎหมาย  และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยทัฟในขณะนั้น  (Law and Diplomacy School, Tuff University)  เข้าพบ  พ.อ. (พิเศษ)  ดร.ถนัด  คอมันตร์  อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ  ระหว่าง  10 ก.พ. 2502 – 17 พ.ย. 2514  เพื่อแจ้งว่าการกระทำของโซรอส  ทำไปโดยลำพังคนเดียว  (Acted independently)  ท่านถนัดจึงสอบถามกลับว่าการที่ท่าน (นายพลแกลวิน)  มาในวันนี้ท่านได้รับการเห็นชอบ  (อนุญาต) จากกระทรวงการต่างประเทศของท่านหรือยัง  ปรากฎว่าได้รับความเห็นชอบแล้ว  เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้ไม่ได้ทำโดยลำพังคนเดียว

 

รัฐมนตรีคลัง  คือ นายธานินทร์  นิมมานเหมินทร์ได้เชิญให้คนของโกลด์แมน  แซคส์มานั่งทำงานหน้าห้องรัฐมนตรี  คนในพรรคประชาธิปัตย์คนหนึ่ง  คือ  คุณบุญชู  โรจนเสถียร  ได้เล่าว่ารัฐมนตรีคลังเมื่อเรียนสำเร็จก็ได้เข้าไปฝึกงานที่โกลด์แมน แซคส์  โดยมีโรเบิร์ต   รูบินส์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารรับเข้าฝึกงาน  เพื่อเป็นการสำนึกบุญคุณ  จึงรับคนจากโกลด์แมน  แซคส์เข้ามา

 

นายราล์ฟ  บอยส์  หมายเลขสองของสถานเอกอัครราชทูตอเมริกัน  ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นผู้ช่วยเหลือการปล้นครั้งนี้มากที่สุด  หลังจากวิกฤตท่านทูตคนเดิมเตรียมตัวกลับอเมริกา  ท่านถนัดได้ข่าวว่านายราล์ฟ  บอยส์จะมาแทน  จึงส่งคนไปสอบถามที่สถานทูต  เมื่อทางอเมริการู้ว่าเรารู้ทันเขา  เขาจึงส่งราล์ฟไปเป็นประธานคณะกรรมการอินโดนีเซีย  แต่ยังมาประเทศไทยบ่อยๆ

 

เมื่อถามถึงแรงจูงใจที่ทำให้รัฐบาลอเมริกายอมให้มีการปล้นเกิดขึ้นไปทั่วโลกนั้น  สามารถตอบได้เลยว่า  ผลประโยชน์ร่วมกันจากการเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  ผลประโยชน์ที่รัฐบาลอเมริกาได้รับ  คือ  ภาษี  เฉพาะจากการปล้นประเทศไทยประเทศเดียวก็ได้รับภาษีกว่า  15  พันล้านเหรียญ  มากกว่านั้นถ้าเกิดความผิดพลาดจากการปล้น  หรือกล่าวได้ว่าปล้นไม่สำเร็จ  หน่วยงานของรัฐพร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือทันที  โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารกลางสหรัฐ  จากตัวอย่างของกรณีของกองทุนเก็งกำไร  (เหมือนกับ  Tiger Fund  ของโวรอส)  ชื่อว่า   Long-Term Capital Management hedge fund  ที่ก่อตั้งโดยจอน  แมริเวเธอร์  (John Mariwether)  ซึ่งเป็นดาวรุ่งของวงการการเงินวอลสตรีท  และมีทีมงานเป็นนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลถึง 2  คน  คือ  Myron  Scholes  และ  Robert Merton  ซึ่งได้รับแรงจูงใจจากความสำเร็จของโซรอส  จึงทำการออกโจมตีท่าเงิน  ปรากฎว่าแพ้  ไม่ประสบความสำเร็จเหมือนโซรอส  ทำให้กรีนสแปน  ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐได้กระโดดออกมาช่วยทันที  โดยให้ธนาคาร  สถาบันการเงินต่างๆ  เข้าช่วย  ด้วยเหตุผลที่ว่า  ถ้าไม่ช่วยจะนำมาซึ่งวิกฤตทางการเงินในอเมริกา

 

มากกว่านั้นเมื่อประเทศทางเอเชียตะวันออกรวมตัวกันแก้ปัญหาร่วมกัน  โดยเสนอจัดตั้ง  Asia Monetary Fund  ขึ้นมา  รวมถึงการออก  Asia Bond  แต่แล้วความพยายามก็ถูกคัดคานอย่างหนักจากอเมริกา  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนยิวสองคน  คือ  นายรูบินส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอเมริกาในขณะนั้น  และนายลอเรนซ์  ซัมเมอร์รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น  เนื่องมาจากสาเหตุหลักคือ  การสูญเสียการควบคุมระบบการเงินโลก  ผ่านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ  ธนาคารโลก  องค์การค้าโลกที่เบื้องหลังแล้วอยู่ภายใต้การควบคุมของอเมริกานั่นเอง

 

จากที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า  การปล้นครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลใดบุคคลหนึ่งลำพังแต่เพียงผู้เดียว  แต่เกิดขึ้นเป็นขบวนการที่เตรียมพร้อมอย่างดี  ผ่านกระบวนการต่างๆ ของระบบเศรษฐกิจที่กำหนดขึ้นมาโดยสหรัฐเอง  รวมถึงผู้เกี่ยวข้องในหน่วยงานต่างๆของรัฐ  และองค์กรระหว่างประเทศที่สามารถควบคุมและจัดการได้  ถึงแม้นว่าการมีอยู่ของกระบวนการ  และเครื่องมือไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อการปล้นนี้  หวังเป็นอย่างยิ่งว่าประสบการ์ครั้งนี้ได้สอนให้คนไทยได้เรียนรู้การปล้นอย่างถูกกฎหมายที่เรายอมรับระบบ  เงื่อนไข  รวมทั้งปฏิบัติตามจากต่างประเทศ  เพื่อที่จะได้ป้องกันการปล้นซ้ำอีกครั้งในวันหน้า

 

รั้งหนึ่งเราถูกปล้น

ครั้งหนึ่งเราต้องเริ่มต้นใหม่

ต้องไม่มีอีกครั้ง  “เราถูกปล้น”

 

Read Full Post »

triamboy

IN GOD WE TRUST

Official national motto of The United States and The U.S. State of Florida.

 

ในพระผู้เป็นเจ้า,  เราเชื่อมั่น  หรือกล่าวได้ว่าเราเชื่อมั่นในพระผู้เป็นเจ้า  สามารถพบเห็นได้ทั่วไปบนธนบัตร  และเหรียญดอลลาร์สหรัฐอเมริกา  เนื่องมาจากบรรยากาศที่อบอวลด้วยความศรัทธาศาสนาเป็นอย่างมากในช่วงสงครามการเมืองของอเมริิกา  และเพื่อเป็นการระลึก  ตระหนักถึงพระผู้เป็นเจ้าผ่านสิ่งของที่มีความใกล้ชิดกับมนุษย์มากที่สุดในการดำเนินชีวิตแต่ละวัน  มากกว่านั้นข้าพเจ้าเชื่อว่าการนำวลีนี้มาใช้บนเงินตราของดอลลาร์สหรัฐอเมริกานั้น  ทำขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่น  ความมั่นใจ  แล้วจูงใจให้มีการใช้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐอเมริกาเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า  และบริการ เพื่อทดแทนการแลกเปลี่ยนสินค้าโดยตรง  มากกว่านั้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการเป็นเงินตราสกุลสากล  โดยควบคู่กับการเผยแพร่ศาสนาในช่วงอดีตที่ผ่านมา

 

เห็นได้ว่าการสร้างความเชื่อมั่น  เป็นสิ่งจำเป็นเบื้องต้นต่อการจูงใจให้ทำกิจกรรมต่างต่างที่วางไว้  หรือกิจกรรมที่ต้องการให้เกิดขึ้น  ทุกกิจกรรมทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองทุกหน่วย  หากพิจารณาย้อนกลับไปในอดีต  พบว่า  เรากำลังเปลี่ยนวิถีชีวิตทุกอย่างของสิ่งมีชีวิตในโลก  โดยพยายามฝืนข้อจำกัด  เงื่อนไขที่ธรรมชาติกำหนด  ที่กิจกรรมทุกอย่างมีการดำเนินไปตามวัฏจักรของธรรมชาติ  กล่าวได้ว่ามีดำเนินตามวงจรของธรรมชาติ  (Pro-cyclical of nature)  หรือกำหนดโดยอุปทาน   (Supply-side world  – ตอบสนองความต้องการผู้ผลิต  ที่มีธรรมชาติเป็นผู้ผลิต)  โดยเปลี่ยนเป็นการดำเนินกิจกรรมตามความต้องการของมนุษย์  ภายใต้เงื่อนไข  และบริบทใหม่ที่ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการนั้น  โดยเงื่อนไขของธรรมชาตบางส่วนที่ได้รับการท้าทาย  (Counter-cyclical of nature)  หรือกล่าวได้ว่าดำเนินตามวงจรใหม่ที่มนุษย์สร้างขึ้น  ตามวัฏจักรต่างๆที่สร้างขึ้น  ที่ถูกกำหนดโดยอุปสงค์  (Demand-side world – ตอบสนองความต้องการผู้บริโภค  ที่มีมนุษย์เป็นผู้บริโภค)

 

ดังนั้นหากเราต้องการดำเนินกิจกรรมทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองตามวัฏจักรใหม่ที่มนุษย์เราเองออกแบบขึ้นมา  โดยมีเป้าหมายที่คาดว่า  มนุษย์โดยรวมจะมีคุณภาพชีิวิตที่ดีขึ้น  เงื่อนไขที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อโลกของการตอบสนองความต้องการ  คือ  การสร้างความเชื่อมั่น  ความมั่นใจ  ความศรัทธาในระบบ  แบบจำลองที่สร้างขึ้น  เพื่อที่จะได้ดำเนินกิจกรรมตามเส้นทาง  กระบวนการที่กำหนดไว้  โดยมีผลลัพธ์ในอนาคตด้านดี (ถูกนำเสนอส่วนใหญ่ด้านเดียว) ที่ถูกคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าเป็นเป็นแรงจูงใจสำคัญ  อาทิ

 

วงจรทางสัมคมในโลกของการตอบสนองความต้องการ  เช่น  วงจรความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน  วรจรสังคมเมือง  วงจรสังคมชนบท  เป็นต้น

วงจรทางเศรษฐกิจในโลกของการตอบสนองความต้องการ  เช่น  วงจรธุรกิจ  วงจรปิโตรเคมี  วงจรการเงิน เป็นต้น

วงจรทางการเมืองในโลกของการตอบสนองความต้องการ  เช่น  วงจรของอำนาจต่างๆ  ทั้งบริหาร  นิติบัญญัติ  ตุลาการ  องค์กรอิสระ  รวมถึงการมีส่วนร่วมโดยตรงของประชาชน  รวมถึงวงจรของระบอบการเมืองต่างๆ  เป็นต้น

โดยแต่ละวงจรมีรายละเอียดของเงื่อนไข  บริบทที่แตกต่างกันไปตามที่กำหนดไว้

 

แต่นั่นเป็นเพียงด้านของโลกที่สวยงาม  ในยามปกติสุขเท่านั้น  หากพิจารณาในทางกลับกัน  พบว่า  เมื่อเกิด  “ความกลัว”  ความไม่เชื่อมั่น  ไม่เชื่อถือขึ้นในระบบใดระบบหนึ่งที่สร้างขึ้นมานั้น  ผลลัพธ์ที่ออกมาน้ันยากต่อการคาดการณ์ได้อย่างชัดเจน  มีผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงอีกมากที่เกิดขึ้นตามมา  และที่สำคัญกว่าคือ  ผลลัพธ์ที่ได้มีทิศทางตรงข้ามกับผลลัพธ์ตามวงจรที่กำหนดไว้ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีความเชื่อมั่นในระดับสูง  ยากต่อการคาดคะเนขนาดของความเสียหายที่ชัดเจน  รวมถึงความหายนะที่คาดไม่ถึงด้วย  เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนมากขึ้น  จึงขอยกตัวอย่างสถานการณ์อธิบายประกอบ  ดังนี้

วงจรของสินทรัพย์

ในปัจจุบันมีสินทรัพย์ให้มนุษย์เลือกถือครองมากมายหลายชนิด  รวมถึงสินทรัพย์ที่ได้รับการพัฒนาขั้นสูง  โดยปกติแล้วสินทรัพย์ที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนในตลาดนั้น  ความต้องการถือครองสินทรัพย์แต่ละชนิดมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงข้าม  หรือสามารถทดแทนกันได้  คือ  ถ้าสินทรัพย์ชนิดหนึ่งมีผลตอบแทนลดลง  ความต้องการต่อสินทรัพย์นั้นลดลง  ทำให้ราคาสินทรัพย์ลดลง  ผู้ลงทุนนำเงินที่ได้ย้ายไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า  (โดยเปรียบเทียบ)  ความต้องการต่อสินทรัพย์นี้เพิ่มขึ้น  ทำให้ราคาสินทรัพย์เพิ่มขึ้น   การทดแทนได้ในสัดส่วนมากน้อยเท่าไหร่นั้นหมายถึงความยืดหยุ่นของการทดแทนกันของสินทรัพย์  สินทรัพย์บางชนิดสามารถทดแทนกันได้อย่างสมบูรณ์  หมายความว่า  สินทรัพย์เดิมจำนวน 1  หน่วย  สามารถเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ใหม่  1  หน่วย  เป็นต้น

 

จากผลเชิงประจักษ์ของกรณีซับไพร์ม  พบว่า  จากภาวะฟองสบู่แตกของอสังหาริมทรัพย์ในอเมริกา  ทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ลดลงต่อเนื่องอย่างมาก  กอปรกับการปล่อยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ประเภทด้อยมาตรฐานที่มีปริมาณมาก  เนื่องมาจากความต้องการอสังหาริมทรัพย์อย่างมากในช่วงก่อนฟองสบู่แตก  เมื่อราคาอสังหาริมทรัพย์ลดลงทำให้ธนาคารพาณิยช์ต้องดำเนินการป้องกันความเสี่ยงโดยเรียกเงินกู้คืน  เมื่อผู้กู้ไม่สามารถชำระได้  ทำให้เกิดหนี้ที่ก่อไม่ให้เกิดรายได้ขึ้น  มากกว่านั้นธนาคารพาณิยช์ยังมีการออกตราสารหนี้โดยที่ใช้สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ประเภทด้อยมาตรฐานเป็นสินทรัพย์คำ้ประกัน  ที่เรียกว่า  Collatteral Debt Obligation (CDO)  เมื่อราคาอสังหาริมทรัพย์ลดลง  ทำให้มูลค่าตราสารหนี้ชนิดนี้ลดลงด้วย  โดยที่ตราสารหนี้ี่ใช้สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ประเภทด้อยมาตรฐานเป็นสินทรัพย์คำ้ประกันนี้ได้รับการถือครองจากนักลงทุนทั่วโลก  เนื่องมาจากผลตอบแทนในระดับสูง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับต่ำ  ซึ่งมีความเสี่ยงสูง  สภาพคล่องน้อย  ทำให้ธนาคารพาณิยช์ต้องนำเงินมารับซื้อหน่วยลงทุนคืนจากผู้ต้องการขายหน่วยจำนวนมาก  ถ้าธนาคารพาณิยช์มีสภาพคล่องไม่เพียงพอ  ทำให้ต้องขายสินทรัพย์ที่มีการลงทุนทั่วโลกออกไป  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดหุ้นซึ่งมีสภาพคล่องสูง  ผลตอบแทนในระดับสูง

 

เห็นได้ชัดว่าเมื่อเกิด “ความกลัว” ขึ้นในตลาด  ไม่มีความเชื่อมั่นต่อสินทรัพย์ตัวใดตัวหนึ่ง  นำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นโดยรวม  พบว่า  เมื่อราคาอสังหาริมทรัพย์ลดลงต่อเนื่องอย่างมาก  เกิดความกลัว  ไม่่เชื่อมั่นต่อตลาด  แทนที่จะมีการเปลี่ยนการถือครองสินทรัพย์ที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์  เป็นสินทรัพย์อื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า  ทำให้ราคาสินทรัพย์นั้นสูงขึ้น  แต่ในความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น  เนื่องจากความกลัว  ทำให้นักลงทุนไม่เชื่อมั่น  ไม่ต้องการถือครองสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงทั้งสูง  และต่ำ  รอดูแนวโน้มในอนาคต  เพราะไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าขนาดของความเสียหายเท่าไหร่  ทั้งประเด็นของส่วนไหนบ้างที่ได้รับความเสียหาย  ส่วนที่ได้รับความเสียหาย  เสียหายมากน้อยแค่ไหน  และความเสียหายทางอ้อมต่อธุรกิจอื่น  ทำให้ความต้องการถือครองสินทรัพย์ต่างๆลดลงอย่างรวดเร็ว  ราคาสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเกือบทุกชนิดลดลงอย่างมากในระยะเวลารวดเร็ว  และต่อเนื่องเรื่อยมา  ยกเว้นเสียแต่สินทรัพย์ที่เกือบจะไม่มีความเสี่ยง  คือ  ทองคำ  ซึ่งเป็นหลักประกันความมั่งคั่ง  และมั่งคงของแต่ละประเทศ  ซึ่งมีความต้องการเพิ่มขึ้น  ทำให้ราคาทองคำเพิ่มขึ้นอย่างมากตั้งแต่วิกฤตซับไพร์ม

 

จากที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นเห็นได้ว่าเมื่อมีความกลัว  ไม่มีความเชื่อมั่นในวงจรที่สร้างขึ้นในโลกของการตอบสนองความต้องการ  ทำให้เกิดผลลัพธ์ในทิศทางตรงข้ามซึ่งไม่เป็นที่พึงประสงค์  (ไม่ต้องการ)  อย่างมาก  นั่นเป็นเพราะว่าวงจรที่สร้างขึ้นมานั้นเป็นความต้องการที่พยายามฝืนธรรมชาติ  ละเลยเงื่อนไขธรรมชาติบางส่วนไป  ต่างจากวงจรธรรมชาติที่เป็นแบบจำลองที่รวมเอาทุกอย่างไว้ด้วยกัน  รวมถึงกำหนดซึ่งกันและกัน  ในกรณีซับไพร์ม  นั้นคือ  การละเลย “ความกลัว”  อันเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของมนุษย์เราเอง

 

หากคุณยังคงมี “ความกลัว”

คุณยังคงเป็นมนุษย์โดยธรรมชาติ

Read Full Post »

« Newer Posts - Older Posts »

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.