Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for the ‘วิวัฒนาการโลก’ Category

recommendare

บทความเรื่อง  ”บทสรุปจาก”เอดีบี” เศรษฐกิจเกิดใหม่เอเชียเริ่ม”ฟื้น” แต่”จีน”ไม่ใช่ที่พึ่งของภูมิภาค”

โดย

ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย

Export per GDP

ความมีดังนี้

บทสรุปจาก”เอดีบี” เศรษฐกิจเกิดใหม่เอเชียเริ่ม”ฟื้น” แต่”จีน”ไม่ใช่ที่พึ่งของภูมิภาค

ในรายงานกึ่งประจำปี 2009 ของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เกี่ยวกับแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออก (EEA: Emerging East Asia) ซึ่งครอบคลุมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) 10 ประเทศ, จีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ ไต้หวัน ชี้ว่าไตรมาสที่ 2 ปีนี้เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ EEA เข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่านจากภาวะถดถอยไปสู่การฟื้นตัว สาเหตุหลักที่ทำให้เศรษฐกิจ EEA ฟื้นตัวเกิดจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล มากกว่าจะเป็นเพราะตลาดส่งออกขยายตัว

ในการประเมินเมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ เอดีบีชี้ว่า ปีนี้การเติบโตทางเศรษฐกิจของ EEA จะลดลงค่อนข้างมาก หรือเติบโตเพียง 3% ก่อนจะฟื้นอย่างรวดเร็วในรูปตัว V (V-shaped recovery) เฉลี่ย 6% ในปีหน้า โดยในปีนี้ประเมินว่าประเทศไทยจะติดลบ 2% มาเลเซียจะติดลบ 0.2% ฮ่องกงลบ 2% เกาหลีใต้ลบ 3% สิงคโปร์ลบ 5% ไต้หวันลบ 4% ส่วนประเทศที่สามารถรักษาการเติบโตในแดนบวกปีนี้ ประกอบด้วย ฟิลิปปินส์โต 2.5% อินโดนีเซียโต 3.6% เวียดนามโต 4.5% จีนเติบโต 7%

สำหรับปีหน้า EEA ทุกประเทศจะอยู่ในแดนบวก ประกอบด้วยไทยจะเติบโต 3% อินโดนีเซีย 5% มาเลเซีย 4.4% ฟิลิปปินส์ 3.5% เวียดนาม 6.5% สิงคโปร์ 3.5% ฮ่องกง 3% เกาหลีใต้ 4% ไต้หวัน 2.4% จีนเติบโต 8%

อย่างไรก็ตาม เอดีบีชี้ว่า แม้เศรษฐกิจ EEA จะฟื้นตัวแต่ยังเต็มไปด้วยอุปสรรค ความเสี่ยงและความไม่แน่นอน ซึ่งอาจทำให้มุมมองเศรษฐกิจโดยรวม (outlook) ผันแปรไป ความเสี่ยงและอุปสรรคนั้นประกอบด้วย เศรษฐกิจของประเทศรวยหรือประเทศพัฒนาแล้ว (ยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น) ยังคงถดถอยต่อไปและสถานการณ์ทางการเงินโลกก็ยังตึงตัว นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจของชาติรวยจะถดถอยยาวนานและอ่อนแอกว่าที่คาด และอาจได้รับผลกระทบจากการที่มีการเลิกกระตุ้นเศรษฐกิจเร็วเกินไปโดยไม่ตั้งใจ

ตารางแสดงสัดส่วนการพึ่งพาส่งออกต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เอเชียตะวันออก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศที่พึ่งพาการส่งออกมาก ส่งผลให้จีดีพีติดลบมากตามไปด้วย จากการที่ตลาดส่งออกทั่วโลก โดยเฉพาะในชาติรวยถดถอย

อีกประการหนึ่งก็คือเกรงกันว่าอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำลงอย่างต่อเนื่องอาจนำไปสู่ภาวะเงินฝืด ดังนั้น จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่รัฐบาลของประเทศในเอเชียจะต้องคงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเอาไว้เพื่อเพิ่มการบริโภคภายในประเทศ

เอดีบีชี้ว่า ไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ฮ่องกง สิงคโปร์ และไต้หวัน อาจมีแนวโน้มที่จะถูกปรับเศรษฐกิจของปีนี้ในทางแย่ลง เนื่องจากยังมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากการที่เศรษฐกิจของกลุ่ม จี 3 (สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น) ยังมีความอ่อนแอ ส่วนประเทศที่อาจได้รับการปรับเศรษฐกิจในทางที่ดีขึ้นในปีนี้ประกอบด้วยจีนและอินโดนีเซีย เนื่องจากจีนนั้นมีการกระตุ้นบริโภคภายในสูง ขณะที่อินโดนีเซียก็พึ่งพาการส่งออกค่อนข้างน้อย เพียง 26.8% ของจีดีพี (ดูในตาราง) ส่วนประเทศที่คาดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง คือเกาหลีใต้ เวียดนาม

คำถามหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมามากก็คือ จีนสามารถเป็นพระเอกในการฉุดดึงให้เศรษฐกิจใน EEA พ้นจากภาวะถดถอยและเติบโตได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ คำตอบจากเอดีบีก็คืออาจจะ “ไม่”

อาจจะกล่าวได้ว่าในเวลานี้จีนเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุด โดยไตรมาสที่ 1 เติบโต 6.1% ส่วนไตรมาสที่ 2 ขยายตัวถึง 7.9% ทำให้ทุกสายตาพุ่งเป้าไปที่จีนว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่พาเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยในระยะหลายปีมานี้จีนเป็นตลาดส่งออกใหญ่ของกลุ่มประเทศ EEA อย่างไรก็ตาม จีนไม่สามารถเป็นตลาดส่งออกของ EEA ได้ด้วยตัวเองโดยสมบูรณ์หรือไม่สามารถหายใจได้ด้วยตัวเอง เพราะสินค้าที่จีนนำเข้าจาก EEA เป็นสินค้าขั้นกลางที่จีนต้องนำไปแปรรูปเพื่อส่งออกเป็นขั้นสุดท้าย (final exports)ไปจำหน่ายยังประเทศพัฒนาแล้วอีกทอดหนึ่ง

แต่หลังจากเกิดวิกฤตการเงินโลก การส่งออก 6 เดือนแรกปีนี้ของจีนลดลง 21.7% ขณะที่การนำเข้าลดลงถึง 25.4% สาเหตุก็เกิดจากเหตุผลที่กล่าวข้างต้นคือจีนส่งออกได้น้อยลงเนื่องจากประเทศรวยมีความสามารถการซื้อสินค้าจากจีนได้น้อยลง หากตลาดโลกยังไม่ฟื้นตัว จีนก็จะนำเข้าสินค้าจากประเทศใน EEA ลดลงเช่นกัน

จากข้อมูลการค้าโลกประเมินว่า 60% ของตลาดส่งออกขั้นสุดท้ายของประเทศเอเชีย ก็คือ สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น (จี 3) สะท้อนให้เห็นว่า จี 3 ยังเป็นแหล่งส่งออกขั้นสุดท้ายที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเอเชีย ดังนั้น หากตลาดโลกไม่ฟื้นตัว จีนก็ไม่สามารถเป็นเครื่องยนต์หลักที่จะขับเคลื่อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในเอเชีย

นอกจากนี้ สินค้าส่งออกของจีนหลายอย่าง เป็นสินค้าเดียวกับที่ EEA ส่งออก เช่นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้า ดังนั้น ผู้ส่งออกจาก EEA อาจเข้าสู่ตลาดจีนได้ยาก หากจีนปรับเปลี่ยนการผลิตจากเพื่อส่งออกมาเป็นการจำหน่ายในประเทศ ยกเว้นแต่ว่าสินค้าใดที่ไม่ใช่คู่แข่งโดยตรงจากจีนอาจได้เปรียบกว่า

หากในอนาคตจีนปรับเปลี่ยนการผลิตโดยเน้นจำหน่ายในประเทศแทนการส่งออก ประเทศที่จะได้เปรียบในการเข้าตลาดจีนคือเกาหลีใต้ ไต้หวันที่ผลิตสินค้าเทคโนโลยีระดับสูง ขณะที่ประเทศที่อาจประสบความลำบาก ได้แก่ มาเลเซีย ไทย เพราะผลิตสินค้าคล้ายคลึงกับที่จีนผลิตอยู่แล้ว และก็อย่าลืมว่าราคาส่งออกที่ EEA ส่งไปจำหน่ายในจีนจะได้ราคาต่ำกว่าการส่งออกไปยังกลุ่มจี 3

อีกเหตุผลหนึ่งที่จีนอาจไม่ช่วยยกเศรษฐกิจในภูมิภาคก็คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนในปัจจุบันมุ่งไปที่การลงทุนในสาธารณูปโภค ดังนั้น ผู้ที่จะได้รับประโยชน์ก็คือภาคก่อสร้างและจะมีการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อการก่อสร้าง ซึ่งจะไม่ช่วยเพิ่มการส่งออกของ EEA เนื่องจากนโยบายของจีนคือใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก เพื่อช่วยผู้ผลิตในท้องถิ่น

Read Full Post »

triamboy

อย่างโชคดียิ่ง, กาไม่สามารถปรับตัวเรียนรู้แสงประดิษฐ์เหล่านี้ หรือหลงระเริงไปกับแสงนี้จนลืมพักผ่อน.  มากกว่านั้น,  กากลับเรียนรู้  และปรับพฤติกรรม,  โดยการตีตัวออกห่างจากแสงประดิษฐ์ รวมถึงสิ่งเร้าประดิษฐ์มากมาย  ไปสู่รูปแบบบริบทของสิ่งแวดล้อมที่เคยอาศัยกันมาหลายชัวอายุตามธรรมชาติ. ในเชิงประจักษ์, จึงไม่แปลกใจที่สิ่งมีชีวิตอื่นนอกจาก “มนุษย์”  ,ที่เรียกว่า “สัตว์ป่า”, จึงพยายาม​ “หนี” กลับสู่สมดุลเดิม, พฤติกรรมแบบเดิม  และบริบทแบบเดิมตามธรรมชาติ, แล้วทิ้งเหลือไว้เพียงมนุษย์ในเมืองที่มีแสงประดิษฐ์เกิดขึ้นมากมาย รวมถึงของประดิษฐ์ต่างต่าง.

return home

(ภาพถ่ายโดยผู้เขียน ที่สวนสัตว์เขาดิน)

ก่อนพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า, แสุงสุดท้ายยังคงเป็นสัญญาณที่มีความหมายต่อกิจกรรมของสิ่งมีชีวิต และสิ่งไม่มีชีวิตต่อไป,  รวมถึงนกชนิดหนึ่ง, กา.  แสงในยามน้ีคงสามารถทำหน้าที่ให้สัญญาณแก่กาในการเตือนให้หยุด หรือชะลอการทำลาย  ผ่านกิจกรรมนานาของกา,  อาจหมายรวมถึงสังคม,  เศรษฐกิจ, และการเมืองของกา.  อย่างเห็นได้ชัด, การ “ลากลับรัง” ของกาสามารถถูกยกเป็นตัวอย่างของกิจกรรมที่ได้รับผลกระทบจากแสง (ธรรมชาติ) สุดท้าย, หนึ่งในเงื่อนไขของธรรมชาติที่ยังคงปรากฎอยู่.

ผลจากแสงสุดท้ายนี้, การลากลับรังของกาเป็นการสร้างสมดุล หรือดุลยภาพของกาโดยธรรมชาติ, ที่ถูกกำหนดโดยองค์ประกอบของกิจกรรมนานา  ทั้งการออกหาอาหาร,  การเกี้ยวพา,  การเลี้ยงดูลูกกา,  รวมถึงการพักผ่อน.  การพักผ่อนในระยะเวลาที่คงที่ของกานั้นยังคงดำรงเรื่อยมา, ด้วยถูกกำหนดจากแสงธรรมชาติเกือบเสียทั้งหมด.  ในทางกลับกัน, ไม่ได้หมายความว่าแสงประดิษฐ์โดยมนุษย์จะไม่ส่งผลกระทบต่อสมดุลของกา. เป็นโชคดีของกา, กาไม่สามารถปรับตัวเรียนรู้แสงประดิษฐ์เหล่านี้ หรือหลงระเริงไปแสงนี้จนลืมพักผ่อน ในอีกนัยหนึ่ง.  มากกว่านั้น,  กากลับเรียนรู้  และปรับพฤติกรรม,  โดยการตีตัวออกห่างจากแสงประดิษฐ์ รวมถึงสิ่งเร้าประดิษฐ์มากมาย  ไปสู่รูปแบบบริบทของสิ่งแวดล้อมที่เคยอาศัยกันมาหลายชัวอายุตามธรรมชาติ. ในเชิงประจักษ์, จึงไม่แปลกใจที่สิ่งมีชีวิตอื่นนอกจาก “มนุษย์”  ,ที่เรียกว่า “สัตว์ป่า”, จึงพยายาม​ “หนี” กลับสู่สมดุลเดิม, พฤติกรรมแบบเดิม  และบริบทแบบเดิมตามธรรมชาติ, แล้วทิ้งเหลือไว้เพียงมนุษย์ในเมืองที่มีแสงประดิษฐ์เกิดขึ้นมากมาย รวมถึงของประดิษฐ์ต่างต่าง.

พฤติกรรมที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงการพยายามตอบสนองสิ่งเร้าขั้นสุดท้าย ก่อนการ “สมยอม” ปรับสมดุลเดิมไปสู่สมดุลใหม่. ในรายละเอียดแล้ว, การสมยอมปรับสู่สมดุลใหม่นี้จะเกิดขึ้นภายใต้ระดับเงื่อนไขหนึ่ง, นั่นคือ  การหายไปเกือบหมด หรือหมดของบริบทเดิม หรือระดับที่ไม่สามารถประพฤติตามรูปแบบเดิมได้นั่นเอง.  คงไม่เป็นที่แปลกใจเลย, อะไรบ้างที่ทำให้บริบทเดิมของกาหายไป, ตัวอย่างที่สามารถนำมาประกอบได้ชัด อาทิ  การตัดไม้ทำลายป่าด้วยวัตถุประสงค์ต่างต่างทำให้ต้นไม้ บ้านของกาหายไปจำนวนมาก, การใช้พื้นที่เดิมของต้นไม้ หรือป่ารองรับที่พักอาศัย และประกอบอาชีพของมนุษย์ที่หลายหลาย  และจำนวนเพิ่มมากขึ้น, การสร้างป่าประดิษฐ์หลากขนาดตามการใช้งานทดแทนป่าธรรมชาติ  และใช้ประกอบกับสถานที่ตามหน้าทีีการใช้งาน, รวมถึงการ “ถวิลหา” ของแปลก, ของที่เคยเป็นธรรมชาติ,  ของมนุษย์ผ่านการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ  เป็นต้น

ด้วยเหตุทั้งหมดข้างต้น,  กา  จึงจำต้องสมยอมปรับสมดุลใหม่ภายใต้บริบทใหม่  อาทิ  การพักอาศัยตามป่าประดิษฐ์สองข้างถนน,  การพักอาศัยใต้หลังคาบ้านของมนุษย์,  การหากินร่วมพื้นที่ใช้งานของมนุษย์  รวมถึงสวนสาธารณ, กล่าวได้ว่า  พฤติกรรมของ กา  ต้องเกิดภายใต้บริบทเดียวกับมนุษย์. ด้วยความถดถอยของสัญชาตญาณทางลบนานาประการต่อสิ่งอื่นที่ไม่ใช้มนุษย์ และการเติบโตของสัญชาตญาณทางบวกมากมายต่อส่ิงอื่นยกเว้นมนุษย์ (ในทางกลับกัน, มีการเติบโตของสัญชาตญาณทางลบนานาประการต่อเพื่อนมนุษย์  และการถดถอยของสัญชาตญาณทางบวกมากมายต่อเพื่อนมนุษย์), กา  คงไม่เป็นที่พึงประสงค์ในยามปกติ  (อาจจะต้องการในยามรณรงค์ของแปลก, โดยธรรมชาติ)  และถูกป้องกันด้วยวิธีการ,  รวมถึงเครื่องมือต่างต่างที่มนุษย์เราเราจะรังสรรค์ได้ในที่สุด.

สุดท้าย, หากวันหนึ่งในอนาคต  กา  สามารถเรียนรู้  และปรับพฤติกรรมจนสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งประดิษฐได้,  คงเป็นเรื่องแปลกใหม่น่าสนใจทีเดียว.  ยกตัวอย่างเช่น  กา  ตัวหนึ่งหากินตอนเวลากลางคืนในเมืองที่มีแสงไฟจนถึงเช้า, ด้วยเหตุที่หาอาหารไม่พออยู่รอดในวันนั้น, แล้วกลับไปนอนในรังใต้หลังคาบ้านมนุษย์หลังหนึ่งจนคล้อยบ่าย.  ปรากฎเช่นนี้แล้ว, เราคงต้องเริ่มแก้ไข  แล้วเรียนรู้ทฤษฎีต่างต่างใหม่กันเร็วมากขึ้น  และเร่งในวันข้างหน้า.

ปล.  ขยายความ

ความถดถอยของสัญชาตญาณทางลบต่อสิ่งอื่นที่ไม่ใช้มนุษย์  หมายถึงการลดลงของระดับสัญชาตญาณทางลบ, การตาย, เกิดจากภาวะมีอำนาจต่อรองมากกว่าโดยทุนต่างต่าง  โดยการจัดการกำจัด,  แยกออก,  และลดปริมาณจนควบคุมได้. ยกตัวอย่างเช่น  มนุษย์กลัวสัตว์ป่าน้อยลง,  มนุษย์กลัวความมืดลดลง,  มนุษย์ลำบากได้น้อยลง, และมนุษย์รับความเสี่ยงได้น้อยลง  เป็นต้น

สัญชาตญาณการอยู่รอด  ถูกกำหนดโดยหลักจาก ความอยาก ความเชื่อมั่น หรือกิเลส  อาทิ  ความรัก, ความละโมภ, ความหิว, และความร่วมมือ  เป็นต้น

สัญชาตญาณการตาย  ถูกกำหนดโดยหลักจาก  ความกลัว หรือความไม่อยาก อาทิ  การรังเกียจ, การเกลียด, การหวาดระแวง, และการอิจฉาริษยา  เป็นต้น

ก่อนที่พระอาทิตย์จะลับของฟ้า,  แสงสุดท้ายคงเป็นสัญญาณที่ไม่มีความหมายต่อการเตือนให้หยุด  หรือชะลอการทำลาย  ผ่านกิจกรรมทางสังคม,  เศรษฐกิจ,  และการเมืองอีกต่อไป,  แสงสุดท้ายคงเป็นได้เพียงสัญญาณของความสวยงามเล็กน้อยของธรรมชาติที่จะเหลืออยู่ท้ายสุดก่อนที่จะเริ่มต้นทำลายอีกครั้งในวันพรุ่งที่พุ่งอย่างไม่รู้จบ.

Read Full Post »

triamboy

 

“Home, Sweet Home”

John Howard Payne

 

Home, Sweet Home เป็นเพลงที่โ่ด่งดังมานานกว่า  ๑๕๐  ปี,  ด้วยเหตุต่างต่างนานาประการที่จะไม่ได้ถูกนำมากล่าวถึงในที่นี้.  ในทางกลับกัน,  ข้าพเจ้าต้องการช้ีให้เห็นถึงความสำคัญของบ้าน  ในการรับรู้ตามวาระ,  ตามกาล,  และตามบุคคล.

 

บ้าน


  • เคยเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่สำคัญต่อการดำรงชีพ  หรือการอยู่รอดตามการรับรู้ของเราเรา.
  • เคยเป็นที่หลบภัยจากสัตว์  และธรรมชาติที่ถูกกล่าวหาว่าร้าย  และรุนแรง.
  • เคยเป็นที่ให้ความอบอุ่นในยามมืด  และความร่มเย็นในยามสว่างแก่ผู้อยู่อาศัย.
  • เคยเป็นที่ทำกิจกรรมมากมายระหว่าง  และส่วนตัวของคนในครอบครัว.

 

ณ  ห้วงเวลาจุดเปลี่ยนปัจจุบัน


  • ปัจจัยการดำรงชีพ  หรือการอยู่รอดเป็นเงื่อนไขพอเพียงที่คนส่วนใหญ่ได้รับ  รวมถึง “บ้าน”.
  • สัตว์  และธรรมชาติกลายเป็นของหายาก  และเห็นว่าควรแสวงหาสะสม (รักษาโดยบุคคล  และสาธารณะ).
  • ความอบอุ่นในยามมืด  และความร่มเย็นในยามสว่างถูกทดแทนด้วยตัวทำความร้อน (ฮีตเตอร์)  และตัวทำความเย็น (แอร์).
  • กิจกรรมมากมายระหว่าง  และส่วนตัวของคนในครอบครัว  เกิดขึ้นในที่ใหม่ใหม่,  อาทิเช่น  สถานบันเทิง  ห้างสรรพสินค้า  ร้านอาหาร  รวมถึงโลกเสมือนจริง.

 

“จอมปลวก”


ในความคิดของหลายหลายคน,  ต้องนึกถึงก้อนดินขนาดใหญ่จากพื้นดิน,  ที่มีรูปทรงคล้ายพีระมิดสีน้ำตาลเป็นอย่างแรกสุด.  แต่นั้นไม่ได้หมายถึงสิ่งที่ข้าพเจ้าพยายามสื่อให้ทุกคนเข้าใจต่อจากนี้ไป.  ในทางกลับกันกับภายนอกของลักษณะจอมปลวก,  “กลไก”  ความเป็นไปเชิงหน้าที่ภายในจอมปลวกต่างหากที่ถูกข้าพเจ้าพยายามชี้ให้เห็นความเสมือนระหว่าง “ปลวก”  และ  “คน”.  

 

ภายในจอมปลวก,  ภายในห้องชุด.


  • ในการเริ่มต้น,  ห้องดินมากมายถูกแบ่งออกจากกันให้มีขนาดเล็กเล็กพอดีสำหรับแต่ละตัว  หรือสองสามตัว.  ในขณะเดียวกัน,  ห้องชุดคอนกรีตหลากหลายประเภทถูกสร้างขึ้นออกจากกันให้มีขนาดเล็กพอดีกับบุคคลหนึ่ง  หรือสองสามบุคคลอาศัยอยู่.

 

  • ต่อจากนั้น,  ห้องดินมากมายถูกสร้างต่อกันสูงขึ้นจากพื้นดินในแนวดิ่ง  และเหมือนกันกับห้องชุดคอนกรีตมากมายถูกสร้างต่อกันสูงขึ้นในแนวดิ่ง.

 

  • มากกว่านั้น,  สำหรับห้องดินมากมายถูกแบ่งเพ่ือการใช้งานของปลวกแต่ละวรรณะตามความแตกต่างของภาระหน้าที่ (อุปทาน).  ในขณะเดียวกันของห้องชุดคอนกรีตมากมายถูกแบ่งเพื่อเป็นแสดงความเจ้าของตามความแตกต่างของรายได้, ที่โดยอ้อมถูกกำหนดโดยดุลยภาพจากภาระงาน (อุปทาน)  และศักยภาพ (อุปสงค์) ของเจ้าของห้องนั้น.

 

  • นอกจากนั้น,  ห้องดินขนาดใหญ่ถูกสร้างขึ้นให้กับปลวกลำตัวอ้วนพอง, ผู้ทำหน้าที่ผลิตไข่  14  ฟอง  ทุกทุก 3  วินาที, นั่นคือ พญาปลวก.  ห้องคอนกรีตขนาดใหญ่ถูกสร้างขึ้นให้กับบุคคลที่มีวัตถุสะสมมากมาย,  ผู้สร้างรายได้มหาศาลในแต่ละปี,  นั่นคือ  มหาเศรษฐี.

 

  • ท้ายสุด,  ปลวกมีบทบาทสำคัญในการย่อยสลายซากพืช  และซากสัตว์, เพื่อนำแร่ธาตุหมุนเวียนกลับสู่ระบบนิเวศ.  พร้อมกันนั้น,  มนุษย์มีบทบาทสำคัญในการย่อยสลายทรัพยากรธรรมชาติ  รวมถึงเพื่อนมนุษย์กันเอง,  เพื่อนำความมั่งคั่งกลับเข้าสู่ตน  และลูกหลานให้มากที่สุดต่อไป.

 

Home01

ชื่อภาพ  ห้องที่เคยให้ …

 

Home02

ชื่อภาพ  ห้องให้ความอยู่รอด

 

Home03

ชื่อภาพ  ห้องให้ความสบาย

 

Home04

ชื่อภาพ  ห้องให้ความเป็นส่วนตน

 

Home05

ชื่อภาพ  ห้องให้ความร่ม  และเย็น

Read Full Post »

recommended by smileykid

 

กฎหลักของมารยาทเน็ต (ปิด)

 

แปล เรียบเรียง และดัดแปลงจาก http://www.albion.com/netiquette/corerules.html

คัดลอกมาจากหนังสือ มารยาทเน็ต (Netiquette) โดย เวอร์จิเนีย เชีย

 

—————————————————————————————————————————————

 

  • กฎข้อที่ห้า ทำให้ตัวเองดูดีเวลาออนไลน์

 

ใช้ประโยชน์จากความเป็นนิรนาม

 

ฉันไม่อยากจะให้รู้สึกว่า อินเตอร์เน็ตเป็นสถานที่โหดร้าย เย็นชา เต็มไปด้วยผู้คนที่อดใจรอไม่ไหวที่จะดูถูกคนอื่น แต่โลกอินเตอร์เน็ตก็เหมือนโลกจริง คนที่สื่อสารกันในนั้นอยากเป็นให้คนอื่นชอบ การติดต่อสื่อสารผ่านเครือข่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระดานสนทนา ทำให้คุณเข้าถึงคนที่คุณไม่เคยพบเจอ และไม่มีใครสามารถเจอคุณได้ คุณไม่ต้องถูกตัดสินด้วย สีผิว, สีตา, สีผม, น้ำหนัก, อายุ หรือการแต่งตัวของคุณ

 

อย่างไรก็ตาม คุณจะถูกตัดสินผ่านคุณภาพของสิ่งที่คุณเขียน นี่เป็นข้อได้เปรียบสำหรับคนส่วนใหญ่ที่เลือกจะติดต่อออนไลน์ เพราะถ้าพวกเขาไม่สนุกกับการเขียนตัวหนังสือ ก็คงไม่ทำต่อ ดังนั้น การสะกดคำให้ถูกและเขียนให้ตรงตามหลักไวยากรณ์จึงเป็นเรื่องสำคัญ

 

ถ้าคุณใช้เวลาเล่นอินเตอร์เน็ตมากและคุณไม่เก่งเรื่องการสะกดหรือไวยากรณ์ คุณก็ควรจะไปทบทวนสองเรื่องนี้ มีหนังสือให้อ่านมากมาย แต่คุณจะได้เรียนรู้มากและบางทีก็อาจจะสนุกกว่าถ้าไปลงเรียนเอง ถ้าคุณอยู่ในวัยกลางคน คุณไม่จำเป็นต้องไปลงเรียนวิชาประเภท “ไวยากรณ์แบบเรียนลัด” กับกลุ่มวัยรุ่นที่เบื่อเรียน คุณอาจจะไปลงเรียนวิชาตรวจปรู๊ฟและเรียบเรียงแทน วิชาพวกนี้ส่วนมากจะครอบคลุมหลักไวยากรณ์พื้นฐานอย่างค่อนข้างครบถ้วนอยู่แล้ว และก็จะเต็มไปด้วยนักเรียนที่กระตือรือร้นเพราะอยากรู้เรื่องนี้จริงๆ ลองไปเปิดหลักสูตรของมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยชุมชนดู นอกจากนี้ ผลพลอยได้ในการลงเรียนวิชาก็คือ คุณจะได้พบปะผู้คนจริงๆ อีกด้วย

 

รู้ว่าตัวเองกำลังพูดอะไรอยู่ และพูดอย่างมีเหตุมีผล

 

ให้ความสนใจกับเนื้อหาของสิ่งที่คุณเขียน จงแน่ใจว่าคุณรู้ว่าตัวเองกำลังพูดอะไรอยู่ เวลาที่คุณเขียนประโยค “ผมเข้าใจว่า…” หรือ “ผมเชื่อว่าในกรณีนี้…” ให้ถามตัวเองว่า คุณอยากจะโพสข้อความนั้นก่อนที่จะตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนหรือไม่

 

ข้อมูลแย่ๆ ลามในโลกอินเตอร์เน็ตอย่างรวดเร็วไม่ต่างกับไฟป่า และเมื่อมีการส่งต่อไปซ้ำๆ คุณก็จะพบว่ามันบิดเบือนไปเรื่อยๆ เหมือนเวลาเล่นเกมปากต่อปากในงานปาร์ตี้ คุณจะจำเนื้อความที่ฟังมาทีแรกไม่ได้ทั้งหมด และเมื่อพูดต่อไป มันก็ย่อมจะไม่เหมือนที่ได้ฟังมา (แน่นอน คุณอาจจะบอกว่านี่เป็นเหตุผลที่คุณจะไม่ใส่ใจเรื่องความถูกต้องแม่นยำของสิ่งที่คุณโพส แต่อันที่จริง คุณรับผิดชอบเฉพาะสิ่งที่คุณโพสเองเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับว่าคนเอาสิ่งที่คุณโพสไปทำอะไร)

 

นอกจากนั้น จงแน่ใจว่าข้อความของคุณชัดเจนและมีตรรกะ การเขียนย่อหน้าที่ไม่มีข้อผิดพลาดเลยทั้งด้านไวยากรณ์และการสะกดคำนั้นเป็นไปได้ แต่จะมีประโยชน์อะไรถ้าเนื้อความมันไม่สมเหตุสมผล เรื่องนี้มักจะเกิดขึ้นเวลาที่คุณอยากใช้คำยาวๆ หลายคำที่คุณเองก็ไม่เข้าใจจริงๆ เพียงเพื่อให้คนอ่านฮือฮา เชื่อเถอะว่าคุณทำไม่ได้หรอก เขียนให้ง่ายเข้าไว้ดีกว่า

 

อย่าโพสกระทู้ล่อเป้า

 

สุดท้าย คุณควรทำตัวเป็นมิตรและสุภาพ อย่าใช้ถ้อยคำก้าวร้าว และอย่าเขียนแบบหาเรื่องเพียงเพราะว่าคุณอยากจะมีเรื่อง

 

ถาม: สังคมอินเตอร์เน็ตยอมรับการสบถหรือไม่

 

จะยอมรับก็เฉพาะบริเวณที่ขยะถูกมองเป็นงานศิลปะเท่านั้น เช่น ในกระดานข่าว USENET กลุ่ม alt.tasteless ปกติแล้วถ้าคุณรู้สึกว่าต้องสบถสาบาน ก่นด่าอะไรสักอย่างจริงๆ มันจะดีกว่าถ้าคุณเลือกใช้คำเปรียบเปรยที่ฟังดูครื้นเครงกว่า เช่น “เช็ดดดด” และ “ยี้” หรือคุณอาจจะใช้ดอกจันแทน เช่น แ**ง

 

การพูดเลี่ยงอาจจะเหมาะกว่าเมื่อสื่อสารบนอินเตอร์เน็ต คุณจะไม่ทำให้ใครรู้สึกว่าถูกคุกคามโดยไม่จำเป็น แล้วทุกคนก็เข้าใจความหมายของคุณด้วย

 

  • กฎข้อที่หก แบ่งปันความรู้ของผู้เชี่ยวชาญ

 

หลังจากข้อแนะนำเชิงลบ ท้ายสุดฉันอยากเสนอข้อแนะนำเชิงบวกบ้าง

 

ความมหาศาลคือจุดแข็งของไซเบอร์สเปซ มีผู้เชี่ยวชาญมากมายที่อ่านคำถามบนอินเตอร์เน็ต และถึงแม้ว่าจะมีส่วนน้อยมากในจำนวนนั้นที่ตอบคำถาม ความรู้โดยรวมของโลกก็เพิ่มขึ้นอยู่ดี อินเตอร์เน็ตเองก็ก่อตั้งและเติบโต เพราะนักวิทยาศาสตร์อยากจะแบ่งปันข้อมูลซึ่งกันและกัน และพวกเราที่เหลือก็ค่อยๆ เริ่มมีบทบาทหลังจากนั้น ดังนั้นคุณก็ทำในส่วนของคุณไป แม้ว่ามารยาทเน็ตจะมีข้อห้ามยาวเหยียด คุณก็มีความรู้ที่เป็นประโยชน์กับคนอื่น อย่ากลัวที่จะแบ่งปันในสิ่งที่คุณรู้

 

ถ้าคุณคาดหวังว่าจะได้คำตอบเยอะๆ หรือถ้าโพสคำถามลงในกระดานสนทนาที่คุณไม่ได้เข้าไปดูบ่อยๆ มันเป็นธรรมเนียมที่คุณจะขอให้คนตอบคำถามผ่านอีเมล์ของคุณโดยตรง แล้วเมื่อคุณได้คำตอบมากพอสมควรแล้ว คุณก็ควรรวบรวมคำตอบ แล้วเอาไปโพสสรุปไว้ในกลุ่มแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอีกที เมื่อทำแบบนั้นทุกคนก็จะได้ประโยชน์จากผู้เชี่ยวชาญที่สละเวลามาเขียนตอบคุณ

 

ถ้าคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญเอง คุณสามารถทำอะไรได้มากกว่านั้น หลายคนรู้สึกว่าสามารถโพสแหล่งที่มาและบรรณานุกรม ตั้งแต่รายการจากแหล่งที่มาถูกกฎหมายออนไลน์ ถึงรายการในหนังสือ UNIX ซึ่งเป็นที่นิยม ถ้าคุณเป็นคนที่มีส่วนร่วมสูงในกลุ่มแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่ไม่มี FAQ (คำถามที่พบบ่อย) ก็ควรเขียน FAQ ขึ้นมาซะ ถ้าคุณกำลังวิจัยในเรื่องที่คนอื่นอาจกำลังสนใจอยู่เช่นกัน คุณก็ควรโพสมันลงไปด้วย

 

การแบ่งปันความรู้เป็นเรื่องสนุก มันเป็นธรรมเนียมของการใช้อินเตอร์เน็ตมายาวนาน นอกจากนั้นยังทำให้โลกดีขึ้นด้วย

 

  • กฎข้อที่เจ็ด ช่วยกันควบคุมสงครามการใส่อารมณ์

 

คนเรามักจะทำ “สงครามเกรียน” (flame wars) คือสงครามอารมณ์ในเน็ต เวลาที่ต้องการแสดงความคิดเห็นอย่างรุนแรงโดยไม่ยับยั้งชั่งใจหรือพยายามควบคุมอารมณ์ มักจะมีประโยคท้าทาย เช่น “แน่จริงก็บอกมาสิว่าคุณคิดยังไงกันแน่”

 

ใช่หรือไม่ว่า มารยาทเน็ตต่อต้าน “เกรียน”? …ไม่ใช่เลย การทำตัวเกรียนในอินเตอร์เน็ตเป็นเรื่องที่มีกันมายาวนาน (และมารยาทเน็ตก็ไม่เคยไปยุ่งกับเรื่องนั้น) แล้วบางครั้งมันก็เป็นเรื่องสนุก ทั้งคนอ่านและคนเขียน อีกทั้งบางที บางคนก็สมควรแล้วที่จะโดนเกรียน

 

แต่มารยาทเน็ตต่อต้านสงครามเกรียนที่ไม่รู้จักจบสิ้น – ถ้อยคำแสดงความโกรธที่มาเป็นชุดๆ ส่วนใหญ่มาจากคนสองสามคนที่ตอบโต้กันไปมา แต่อาจครอบงำโทนของทั้งกระทู้ ปลุกปั่นอารมณ์และทำลายมิตรภาพดีๆ ของชุมชน มันไม่ยุติธรรมต่อสมาชิกคนอื่น และถึงแม้ว่าบางทีสงครามเกรียนจะก่อให้เกิดความครึกครื้น แต่คนที่ไม่เกี่ยวก็จะเบื่ออย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นยังไม่ยุติธรรมที่ใครจะใช้แบนด์วิธแบบผูกขาดกันอยู่ไม่กี่คน

 

  • กฎข้อที่แปด เคารพความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น

 

คุณคงไม่เคยคิดที่จะไปรื้อค้นโต๊ะทำงานของเพื่อนร่วมงาน ดังนั้น คุณก็คงไม่ไปเปิดอ่านอีเมล์ของคนอื่นเช่นกัน

 

แต่โชคไม่ดีที่หลายคนทำอย่างนั้น นี่เป็นเรื่องยาว แต่โดยสรุปฉันอยากจะเล่าเรื่องเตือนใจเรื่องหนึ่งที่ตั้งชื่อว่า

 

กรณีนักข่าวต่างประเทศช่างสอดรู้สอดเห็น

 

ในปี 1993 นักข่าวต่างประเทศผู้เป็นที่เคารพนับถือคนหนึ่งในสำนักข่าวลอสแองเจลิส ไทม์ส์ สาขามอสโคว์ โดนจับฐานแอบอ่านอีเมล์ของเพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมงานเริ่มสงสัยเขา ตั้งแต่เห็นระบบบันทึกว่ามีคนล็อกอินเข้ามาเช็คอีเมล์ตอนที่พวกเขาไม่อยู่ ดังนั้นพวกเขาจึงจัดฉากดัดหลังขึ้น ด้วยการส่งข้อมูลเท็จผ่านข้อความจากสำนักข่าวอีกแห่ง นักข่าวคนนั้นเปิดอ่าน แล้วก็ไปถามเพื่อนเกี่ยวกับข้อมูลเท็จ เท่านั้นล่ะ เขาก็ถูกโยกย้ายกลับลอสแองเจลิสทันที

 

การไม่เคารพความเป็นส่วนตัวของผู้อื่นไม่ได้เป็นแค่มารยาทเน็ตที่เลวทรามเท่านั้น มันยังอาจทำให้คุณเสียงานด้วย

 

  • กฎข้อที่เก้า อย่าใช้อำนาจในทางไม่สร้างสรรค์

 

บางคนในไซเบอร์สเปซมีอำนาจมากกว่าคนอื่น เกมออนไลน์ทุกเกมมีพ่อมด ทุกสำนักงานมีผู้เชี่ยวชาญ และทุกระบบมีผู้ดูแลระบบ

 

การรู้มากกว่าคนอื่นหรือมีอำนาจมากกว่า ไม่ได้แปลว่าคุณมีสิทธิที่จะเอาเปรียบคนอื่นได้ เช่น ผู้ดูแลระบบไม่ควรอ่านอีเมล์ส่วนตัวของคนอื่น

 

  • กฎข้อที่สิบ ให้อภัยในความผิดพลาดของผู้อื่น

 

ทุกคนเคยเป็นมือใหม่มาก่อน และไม่ใช่ทุกคนที่ได้อ่านบทความนี้ ดังนั้นบางคนจึงทำผิดพลาดในแง่มารยาทเน็ต ตั้งแต่ผิดพลาดเล็กน้อยหรือเกรียนเรื่องตัวสะกด ตั้งคำถามงี่เง่าหรือตอบคำถามยาวโดยไม่จำเป็น จงใจเย็นเข้าไว้ ถ้าใครทำผิดพลาดเล็กน้อยที่พอให้อภัยได้ คุณก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไร แม้ว่าคุณจะรู้สึกโกรธมาก ก็ลองคิดให้ดีก่อนตอบโต้ การที่คุณมีมารยาทดี ไม่ได้แปลว่าคุณมีสิทธิไปไล่จับผิดคนอื่น

 

ถ้าคุณตัดสินใจจะบอกคนที่ทำผิดมารยาทเน็ต ก็จงบอกอย่างสุภาพและเป็นส่วนตัว ดีกว่าไปป่าวประกาศให้คนอื่นรับรู้ด้วย จงให้โอกาสในความไม่รู้ของคน และอย่าถือตัวหรือหยิ่งว่าคุณรู้ดีกว่า แน่นอนว่าการเกรียนเรื่องตัวสะกดย่อมมีการสะกดผิดในนั้น การประณามว่าผู้อื่นไม่มีมารยาทตรงๆ ก็มักจะเป็นตัวอย่างของมารยาทที่ไม่ดีเช่นกัน.

 

—————————————————————————————————————————————

Read Full Post »

Recommended by Smileykid


กฎหลักของมารยาทเน็ต

แปล เรียบเรียง และดัดแปลงจาก  http://www.albion.com/netiquette/corerules.html
คัดลอกมาจากหนังสือ มารยาทเน็ต (Netiquette) โดย เวอร์จิเนีย เชีย

—————————————————————————————————————————————

เกริ่นนำ 

  

มารยาทเน็ต (netiquette) คืออะไร พูดง่ายๆ ก็คือ มารยาทในการสื่อสารแบบเครือข่าย หรือไซเบอร์สเปซ คำว่า “มารยาท” หมายถึงกิริยาอาการที่พึงประพฤติปฏิบัติในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคม กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มารยาทเน็ตคือชุดวิธีประพฤติตนที่เหมาะสมเมื่อคุณใช้อินเตอร์เน็ต

 

 

เมื่อคุณต้องเจอกับวัฒนธรรมใหม่ๆ และโลกไซเบอร์สเปซก็มีวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง คุณจะต้องยอมรับว่าอาจทำผิดพลาดไปบ้าง เช่น อาจจะไปละเมิดผู้อื่นโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือคุณอาจจะเข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูดแบบผิดๆ และต่อว่าคนพูดโดยไม่ได้เจตนา สิ่งที่แย่กว่านั้นอีกคือ ไซเบอร์สเปซมีลักษณะอะไรบางอย่างที่ทำให้เราลืมไปว่า เรากำลังมีปฏิสัมพันธ์กับคนจริงๆ ไม่ใช่แค่รหัสตัวอักษร (ASCII) ที่ปรากฏบนจอ 

 

 

ดังนั้น คนใช้อินเตอร์เน็ตโดยเฉพาะผู้ใช้รายใหม่ที่มีเจตนาดี ก็อาจทำผิดพลาดได้หลายรูปแบบ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะลืมไปว่ากำลังสื่อสารกับคนจริงๆ อีกส่วนเพราะไม่รู้ธรรมเนียมปฏิบัติในโลกนี้ 

 

บทความเรื่องมารยาทเน็ตนี้มีจุดประสงค์ 2 ส่วน กล่าวคือ เพื่อช่วยลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากผู้เล่นอินเตอร์เน็ตมือใหม่ให้เหลือน้อยที่สุด และช่วยให้ผู้ท่องอินเตอร์เน็ตที่มีประสบการณ์ช่วยผู้เล่นมือใหม่ได้ สมมติฐานของบทความนี้คือ คนส่วนใหญ่น่าจะอยากหาเพื่อน ไม่อยากสร้างศัตรู และถ้าคุณทำตามกฏพื้นฐานไม่กี่ข้อ คุณก็จะมีโอกาสทำผิดแบบเสียเพื่อนน้อยลง 

 

กฏและคำอธิบายต่อไปนี้คัดมาจากหนังสือ เพื่อนำเสนอชุดแนวทางทั่วไปสำหรับผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ซึ่งจะไม่ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับมารยาทต่างๆ แต่จะให้หลักการพื้นฐานที่สามารถนำไปใช้เมื่อคุณเจอกับปัญหาข้อขัดแย้งเรื่องมารยาทในการใช้อินเตอร์เน็ต 

 

  • กฎข้อที่หนึ่ง อย่าลืมว่ากำลังติดต่อกับคนที่มีตัวตนจริงๆ 


จงปฏิบัติต่อคนอื่นเหมือนที่คุณอยากให้คนอื่นปฏิบัติต่อคุณ นี่เป็นบทท่องจำแสนง่ายที่พ่อแม่และคุณครูอนุบาลพร่ำสอนคุณ ลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา จริงอยู่ที่คุณต้องมั่นคงในจุดยืนของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันคุณก็ต้องไม่ทำร้ายความรู้สึกของคนอื่นด้วย


ในโลกไซเบอร์สเปซ กฎนี้เป็นมากกว่าธรรมเนียมทั่วไป เพราะเมื่อคุณติดต่อสื่อสารทางอินเตอร์เน็ต สิ่งเดียวที่คุณเห็นคือจอคอมพิวเตอร์ คุณไม่มีโอกาสแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง และน้ำเสียงเพื่อสื่อความหมาย คุณทำได้แต่เขียนออกไปเท่านั้น  เมื่อคุณติดต่อกันทางออนไลน์ ไม่ว่าด้วยอีเมล์หรือจะโต้ตอบผ่านกระทู้ คุณอาจจะเข้าใจความหมายของคนที่คุยด้วยผิดไปและอาจลืมไปว่าเขาก็เป็นคนและมีความรู้สึกเหมือนกันกับคุณ

 

เรื่องนี้อันที่จริงเป็นตลกร้าย เพราะเครือข่ายอินเตอร์เน็ตทำให้คนที่ไม่เคยพบเจอกันมารู้จักพูดคุยกันได้ แต่มันก็ห่างเหินเกินกว่าที่จะเหมือนกับเวลาพูดคุยกับคนจริงๆ คนที่คุยกันทางอีเมล์เปรียบเสมือนคนขับรถ ที่มักจะด่าทอต่อว่าคนขับรถคันอื่นๆ ทำท่าทางลามกหยาบโลนใส่กัน และทำตัวป่าเถื่อนโดยรวม คนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะไม่ทำตัวแบบนั้นเวลาอยู่ที่ทำงานหรือบ้าน แต่ดูเหมือนว่าการมีเครื่องจักรกลอะไรสักอย่างมาคั่นกลางทำให้พวกเขายอมรับพฤติกรรมเหล่านั้นได้ 

 

สิ่งที่มารยาทเน็ตบอกเราก็คือ จริงๆ แล้วพฤติกรรมเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ จริงอยู่ที่เราใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อสื่อความรู้สึกและความคิดเห็นของเราอย่างอิสระ ออกสำรวจโลกใหม่ๆ และไปในที่ที่ไม่เคยไปมาก่อน แต่อย่าลืมกฎข้อสำคัญ นั่นคือ คนที่คุณเจอในอินเตอร์เน็ตนั้น ก็เป็นคนจริงๆ เหมือนกับคุณนั่นแหละ 

 

เราจะพูดอย่างนั้นตรงๆ ต่อหน้าเขาหรือเปล่า? 

 

กาย คาวาซากิ นักเขียนและนักรณรงค์เครื่องแมคอินทอช เล่าเรื่องที่เขาได้รับอีเมล์จากคนแปลกหน้าคนหนึ่งที่เขาไม่เคยเจอ เนื้อความในอีเมล์ต่อว่ากายว่าเขาเป็นนักเขียนที่ห่วยแตก ไม่มีอะไรน่าสนใจจะสื่อ 

 

อีเมล์นั้นหยาบคายอย่างเหลือเชื่อ แต่โชคร้ายที่เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นตลอดเวลาบนโลกอินเตอร์เน็ต มันอาจเป็นเพราะคุณรู้สึกว่ามีอำนาจพิเศษ ที่สามารถส่งอีเมล์โดยตรงไปหานักเขียนที่มีชื่อเสียงอย่างกายได้ และอาจจะจริงที่คุณไม่ต้องเห็นเขาทำหน้ายับย่นด้วยความหดหู่ตอนที่อ่านอีเมล์ของคุณ แต่ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงคืออะไรก็ตาม เรื่องแบบนี้ก็เกิดขึ้นบ่อยมากอย่างไม่น่าเชื่อ 

 

กายเสนอบททดสอบชุดหนึ่งให้คุณลองทำ ก่อนที่จะส่งอีเมล์หรือโพสต์ข้อความอะไรบนอินเตอร์เน็ต ก่อนอื่นคุณต้องถามตัวเองว่า ถ้าเจอกันต่อหน้าคุณจะพูดแบบนี้กับเขาหรือไม่ ถ้าคำตอบคือไม่ ก็จงแก้ข้อความนั้นแล้วอ่านใหม่อีกครั้ง ทำแบบนี้ซ้ำๆ จนคุณรู้สึกว่าไม่ลำบากใจที่จะพูดแบบนี้กับใครแล้ว จึงค่อยส่ง แต่ถ้าคุณเป็นพวกที่ชอบพูดอะไรหยาบคายรุนแรงต่อหน้าคนอื่นเพื่อความสะใจ ก็คงต้องไปอ่านหนังสือประเภท สมบัติผู้ดี เพราะมารยาทเน็ตช่วยอะไรคุณไม่ได้ 

 

เวลาที่คุณติดต่อสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะผ่านอีเมล์หรือโพสกระทู้ คุณต้องพิมพ์สิ่งที่ต้องการสื่อลงไป และมันมีโอกาสที่คนจะบันทึกสิ่งที่คุณเคยเขียนเอาไว้ โดยที่คุณไม่สามารถควบคุมได้ พูดอีกอย่างคือ สิ่งที่คุณเขียนนั้นมีโอกาสกลับมาหลอกหลอนคุณได้ในอนาคต ดังนั้น พยายามอย่าก้าวร้าว 

 

อย่าลืมเรื่องอีเมล์อันโด่งดังของ โอลิเวอร์ นอร์ท ผู้รักระบบอีเมล์ของทำเนียบขาวที่เรียกว่า PROFS มาก เขาขยันลบข้อความที่เขาเคยรับ-ส่ง แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงก็คือ เจ้าหน้าที่ห้องคอมพิวเตอร์คนอื่นที่บันทึกข้อมูลรวมทั้งของโอลิเวอร์ลงบนเมนเฟรมก็ขยันบันทึกเหมือนกัน ดังนั้นเมื่อเขาถูกตรวจสอบ ข้อความเหล่านั้นจึงกลายเป็นหลักฐานยืนยันความผิดของเขา ถึงคุณจะไม่อยากก่ออาชญากรรม คุณก็ควรอยากระมัดระวังตัว ข้อความอะไรก็ตามที่คุณส่งอาจถูกเก็บไว้หรือส่งต่อได้ เมื่อคุณส่งไปแล้วก็ไม่อาจควบคุมได้อีกว่ามันจะไปไหนต่อ 

 

  • กฎข้อที่สอง การสื่อสารออนไลน์ให้ยึดมาตรฐานความประพฤติเดียวกับการสื่อสารในชีวิตจริง 


ในชีวิตจริง คนส่วนใหญ่มักจะเคารพกฎหมาย ไม่ว่าจะด้วยนิสัยหรือเพราะกลัวโดนจับก็ตาม แต่ในโลกอินเตอร์เน็ต โอกาสที่จะถูกจับมีน้อย และบางทีเพราะผู้ใช้อินเตอร์เน็ตมักลืมว่าอีกฝ่ายที่กำลังคุยด้วยเป็นคนที่มีตัวตนจริงๆ ก็เลยปฏิบัติต่อกันโดยมีมาตรฐานทางศีลธรรมต่ำกว่าในโลกจริง ถ้าเรื่องนี้เกิดจากความสับสนก็ยังพอเข้าใจได้ แต่อย่างไรคนพวกนี้ก็เข้าใจผิดอยู่ดี มาตรฐานของพฤติกรรมบนโลกอินเตอร์เน็ตอาจจะแตกต่างจากโลกแห่งความจริงในบางเรื่อง แต่มันไม่ได้ต่ำกว่าแน่นอน

 

อย่าเชื่อเวลาคนพูดว่า “ศีลธรรมอย่างเดียวที่มีจริงคือ อะไรก็ตามที่คุณทำแล้วไม่มีใครเอาเรื่อง” บทความนี้เกี่ยวกับมารยาท ไม่ใช่ศีลธรรม แต่ถ้าคุณต้องพบเจอกับข้อขัดแย้งเชิงศีลธรรมในโลกอินเตอร์เน็ต คุณก็จงปฏิบัติตามแบบแผนที่คุณยึดถือในชีวิตจริง ถ้าคุณใช้ซอฟท์แวร์ที่มีลิขสิทธิ์ คุณก็ควรจ่ายเงินด้วย การจ่ายเงินซื้อซอฟท์แวร์เป็นการส่งเสริมให้คนเขียนซอฟท์แวร์เหล่านี้มากขึ้น เงินไม่กี่ดอลล่าร์อาจไม่ได้มีความหมายกับคุณมากนัก แต่การจ่ายเงินจะทำประโยชน์ให้กับโลกอินเตอร์เน็ตในระยะยาว 

 

การแหกกฎเป็นมารยาทที่แย่  

 

ถ้าคุณอยากจะทำอะไรผิดกฎหมายในไซเบอร์สเปซ สิ่งที่คุณกำลังจะทำนั้นก็น่าจะผิดมารยาทด้วย จริงอยู่ที่กฎหมายบางข้อคลุมเครือซับซ้อน ยากที่จะปฏิบัติตามได้ และในบางกรณีเราก็ยังถกกันไม่ตกว่าจะนำกฎหมายไปประยุกต์ใช้ในโลกไซเบอร์สเปซได้อย่างไร ยกตัวอย่างเช่น กฎหมายเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว และกฎหมายลิขสิทธิ์ นี่เป็นคู่มือมารยาท ไม่ใช่คู่มือกฎหมาย แต่มารยาทเน็ตก็เรียกร้องให้คนปฏิบัติต่อกันและกันอย่างดีที่สุดภายใต้กฎหมายของสังคมและไซเบอร์สเปซ 

 

  • กฎข้อที่สาม รู้ว่าคุณอยู่ที่ไหนในไซเบอร์สเปซ 

 

มารยาทเน็ทในแต่ละ “พื้นที่” ไม่เหมือนกัน  

การกระทำอะไรก็ตามอาจเป็นเรื่องยอมรับได้ในที่หนึ่ง แต่ถ้าเป็นที่อื่นอาจจะไม่ใช่ เช่น คุณอาจจะซุบซิบนินทาไร้สาระได้เวลาโพสกระทู้เกี่ยวกับรายการโทรทัศน์ แต่ถ้าคุณเผยแพร่ข่าวลือที่ไม่มีมูลในเมลลิสต์ของนักข่าว คุณก็จะเป็นคนที่ไม่มีใครชอบหน้าเอามากๆ เนื่องจากมารยาทเน็ตในแต่ละที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นที่คุณควรจะรู้ว่าคุณอยู่ที่ไหน ดังนั้นกฏที่ตามมาคือ 

 

ซุ่มก่อนร่วมวง  

เมื่อคุณเข้าไปในพื้นที่ใดๆ ที่นั่นถือเป็นที่ใหม่สำหรับคุณ ดังนั้น ลองใช้เวลาสักพักสังเกตการณ์ก่อนว่า ที่นั่นเขาคุยอะไรกัน ปฏิบัติต่อกันอย่างไร หรือเข้าไปอ่านข้อความเก่าๆ จากนั้นค่อยเข้าไปมีส่วนร่วมกับเขา

 

  • กฎข้อที่สี่ เคารพเวลาและการใช้แบนด์วิธ

 

คนปัจจุบันดูเหมือนจะมีเวลาน้อยลงกว่าที่เคยเป็นมามากนัก แม้ว่า(หรืออาจจะเพราะ)เรานอนน้อยลง และยังมีเครื่องมือทุ่นแรงมากขึ้นกว่าคนรุ่นปู่รุ่นพ่อเคยมี เมื่อคุณส่งอีเมล์หรือโพสต์ข้อความลงอินเตอร์เน็ต รู้ไว้ว่าคุณกำลังทำให้คนอื่นเสียเวลามาอ่าน ดังนั้นเป็นความรับผิดชอบที่คุณควรแน่ใจก่อนส่ง ว่าข้อความหรืออีเมล์นั้นไม่ทำให้ผู้รับเสียเวลา


คำว่า “แบนด์วิธ” (bandwidth) บางครั้งมีความหมายพ้องกับเวลา แต่จริงๆ แล้วมันเป็นคนละเรื่องกัน แบนด์วิธคือความจุของข้อมูลของสายไฟและช่องทางที่เชื่อมต่อทุกคนในโลกไซเบอร์สเปซ ข้อมูลที่สายไฟรับได้นั้น มีปริมาณจำกัดในช่วงเวลาหนึ่งๆ แม้ว่าจะส่งผ่านสายไฟเบอร์ออฟติกที่ไฮเทคที่สุดก็ตาม คำว่า “แบนด์วิธ” บางครั้งก็หมายถึงความจุของระบบโฮสต์ เมื่อคุณโพสข้อความเดียวกันในกลุ่มข่าวเดียวกัน ครั้ง คุณกำลังทำให้เสียเวลา (ของคนที่เข้าไปเปิดอ่านทั้ง ข้อความและเปลืองแบนด์วิธ (เพราะข้อมูลที่ซ้ำกันทั้งหมดนั้นต้องเก็บไว้ที่ไหนสักแห่ง)

 

คุณไม่ได้เป็นศูนย์กลางของไซเบอร์สเปซ

 

บางทีคำเตือนข้อนี้อาจจะดูไม่จำเป็นสำหรับผู้อ่านส่วนใหญ่ แต่ฉันยังคิดว่าควรต้องพูดถึง เพราะยิ่งเมื่อคุณกำลังทำรายงานหรือโปรเจคและกำลังคลุกคลีตีโมงกับมันอย่างหนัก คุณอาจจะลืมคิดไปว่า คนอื่นมีเรื่องอื่นที่ต้องทำนอกเรื่องของคุณ ดังนั้นอย่าคาดหวังว่าคำถามทุกคำถามของคุณจะได้รับคำตอบในทันทีทันใด และอย่าทึกทักเอาเองว่าผู้อ่านทุกคนจะต้องเห็นด้วย หรือสนใจข้อโต้แย้งที่กระตือรือร้นของคุณ


กฎสำหรับกระดานสนทนา (discussion group) 


กฎข้อสี่นี้มีนัยสำหรับผู้ใช้กระดานสนทนาหรือ discussion group ผู้ที่เข้ามาอ่านกระดานแบบนี้ส่วนใหญ่นั่งแช่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไปอยู่แล้ว นานจนครอบครัวเพื่อนฝูงต้องนั่งเคาะนิ้วรอว่าเมื่อไหร่ถึงจะมากินข้าวสักที ในขณะที่ผู้ใช้เหล่านี้กำลังติดตามวิธีใหม่ล่าสุดในการฝึกลูกสุนัขสูตรทำหมูย่างจิ้มแจ่วในกระดานบนอินเทอร์เน็ต  นอกจากนั้น โปรแกรมรายการข่าวหลายโปรแกรมก็ทำงานได้ช้ามาก และผู้อ่านยังต้องตะลุยอ่านหัวข้อทั้งหมด กว่าที่จะไปถึงเนื้อความจริงๆ ไม่มีใครชอบหรอกถ้าต้องเสียเวลาทำทั้งหมดนั้นแล้วพบว่า มันไม่เห็นจะคุ้มค่าเวลาที่เสียไปเลย

 

ควรส่งอีเมล์หรือข้อความไปให้ใครบ้าง?

 

ในอดีต คนคัดลอกเอกสารโดยใช้กระดาษคาร์บอน ซึ่งอย่างมากก็ทำสำเนาได้แค่ ครั้ง ดังนั้นเมื่อคุณจะส่งสำเนา ครั้ง คุณจึงต้องคิดอย่างหนัก แต่ปัจจุบันการคัดลอกข้อความและส่งต่อให้คนอื่น (CC ในอีเมล์นั้นทำได้อย่างง่ายดาย บางครั้งเราจึงลอกอีเมล์ส่งต่อกันจนเป็นนิสัย โดยทั่วไป นี่ถือเป็นเรื่องไร้มารยาท  วันนี้คนมีเวลาน้อยลงกว่าเมื่อก่อนมาก เพราะพวกเขามีข้อมูลที่ต้องรับรู้มากมาย ดังนั้นก่อนจะส่งเมล์ต่อไปให้ใคร ให้ลองถามตัวเองดูก่อนว่าเขาจำเป็นจะต้องรู้เรื่องในอีเมล์นั้นหรือไม่ ถ้าไม่ ก็อย่าส่ง ถ้าอาจจะอยากรู้ ก็ทบทวนทีก่อนส่ง

—————————————————————————————————————————————


Read Full Post »

triamboy

Talay Noi

(โดยผู้เขียน  ถ่ายที่  เขตอนุรักษ์พันธ์สัตว์ป่าทะเลน้อย,  พัทลุง)

 

ก่อนที่พระอาทิตย์จะลับของฟ้า,  แสงสุดท้ายคงเป็นสัญญาณที่ไม่มีความหมายต่อการเตือนให้หยุด  หรือชะลอการทำลาย  ผ่านกิจกรรมทางสังคม,  เศรษฐกิจ,  และการเมืองอีกต่อไป,  แสงสุดท้ายคงเป็นได้เพียงสัญญาณของความสวยงามเล็กน้อยของธรรมชาติที่จะเหลืออยู่ท้ายสุดก่อนที่จะเริ่มต้นทำลายอีกครั้งในวันพรุ่งที่พุ่งอย่างไม่รู้จบ.

 

โชคดีเป็นอย่างยิ่ง, อย่างน้อยที่สุดธรรมชาติยังกำหนดให้ตะวันลับของฟ้า  และสายหมอกเย็นเคลื่อนตัวเข้ามาแทนที่, กฎของธรรมชาติข้อนี้เองที่ทำให้มนุษย์ส่วนใหญ่ได้รับสัญญาณของการหยุด  หรือเกือบหยุดการกระทำกิจกรรมทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองเสียที  เว้นเสียแต่กิจกรรมส่วนบุคคลที่ข้องเกี่ยวกับการบริโภคเพื่ออยู่รอด  อาทิ  การบริโภคอาหารเย็น,  การอบรมสั่งสอนบุตร หลาน,  การหายใจ,  และการหลับพักผ่อน,  เป็นต้น.

 

ความมืด, ผลจากการที่ปราศจากการแผ่รังษีของพระอาทิตย์,  ความเงียบ,  ผลจากการที่ปราศจากการหยุดกิจกรรมทำลาย,  ความหิว,  ผลจากการใช้พลังงานในร่างกายตลอดการสว่าง,  ความกลัว หวาดระแวง,  ผลจากการมองไม่เห็นสิ่งรอบตัว,  สิ่งต่างต่างนี้ล้วนถูกกำหนดอยู่ในสัญชาตญาณของเราเราแต่ละคนมากน้อยแตกต่างกันไป.  ทั่วไปแล้ว,  สิ่งเหล่านี้ถูกมอง  หรือให้คุณค่าในทางลบ  ทางไม่ดีโดยเสมอมา,  ด้วยเหตุนานาประการ.  ในทางกลับกัน,  ถ้ามองให้ดี,  สิ่งเหล่านี้เองก็ให้ประโยชน์แก่เราเราเช่นกัน.

 

ด้วยความ  “ต้องการหลุดพ้นจากสิ่งต่างต่าง,  ที่ถูกให้คุณค่าทางลบเหล่านี้,  เราเรา  ผู้ได้รับการศึกษาทั้งหลายพยายามฝืนกฎ  หรือเงื่อนไขทางธรรมชาติเหล่านี้  โดยการคิดค้น  ระบบ  ส่ิงของ  ค่านิยมนานาประการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเราให้มากขึ้นต่อการดำรงอยู่ในชีวิตยามไม่ปกติตามธรรมชาติ  อย่าง  ยามคำ่คืนนี้.

FOG(โดยผู้เขียน  ถ่ายที่  ฐานพระธาตุภูสี,  หลวงพระบาง, ลาว)

 

แสงไฟ ,ถูกคิดค้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของประสาทสัมผัสของการมองเห็น,  ทำให้กิจกรรมทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองถูกต่อขยายเวลาออกไป  อย่างมากสุด  คือ  ถึงยามรุ่งสาง  เมื่อรังษีจากพระอาทิตย์เริ่มแผ่เข้ามาสูโลก  และสัตว์โลก.  ทั้งยามค่ำคืนและยามสว่าง, เราเราสามารถประกอบกิจกรรมพื้นฐานได้เกือบเสมือนกันแล้ว,  ความหลายหลาย  และยาวนานของกิจกรรมต่างต่างจึงถือกำเนิดขึ้น.  เกือบละเลยเสียหมด,  เราเราทุกคนละเลยถึงขีดความสามารถของความเป็นมนุษย์,  ที่มีองค์ประกอบกิจกรรมที่จำเป็นหลายอย่าง- ซ่อมแซม,  เสริมสร้าง,  และทำลายตลอดทั้งยามสว่าง.  ด้วยการฝืนขีดความสามารถของธรรมชาติ  รวมถึงเราเราเอง,  ทำให้กิจกรรมส่วนใหญ่จึงข้องเก่ียวกับการทำลายเป็นส่วนใหญ่  อาทิ  ทำลายพลังงานในตนเอง,  ทำลายร่างกาย  สมองตนเอง,  ทำลายธรรมชาติ,  ทำลายระบบ,  ทำลายสถาบัน, เป็นต้น

 

ก่อนที่พระอาทิตย์จะลับของฟ้า,  แสงสุดท้ายคงเป็นสัญญาณที่ไม่มีความหมายต่อการเตือนให้หยุด  หรือชะลอการทำลาย  ผ่านกิจกรรมทางสังคม,  เศรษฐกิจ,  และการเมืองอีกต่อไป,  แสงสุดท้ายคงเป็นได้เพียงสัญญาณของความสวยงามเล็กน้อยของธรรมชาติที่จะเหลืออยู่ท้ายสุดก่อนที่จะเริ่มต้นทำลายอีกครั้งในวันพรุ่งที่พุ่งอย่างไม่รู้จบ.

 

เช่นเดียวกัน,  ภูสี,  พระธาตุที่ตั้งอยู่จุดสูงสุดของใจกลางเมืองหลวงพระบาง  สาธารณรัฐประชาชนลาว,  กลายเป็นสถานท่ีสำคัญของนักท่องเที่ยว,  ผู้ถวิลหาบรรยากาศสวยงามของพระอาทิตย์ตก.  มากกว่านั้น,  ภูสีเป็นที่เคารพสักการะของชาวหลวงพระบาง  และชาวลาวเสมอมาจวบปัจจุบัน,  ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงสถานที่เสพบรรยากาศสวยงามเพียงชั่วขณะหนึ่งของนักท่องเที่ยวแต่ละคนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเปิดที่ตั้งประเทศรับชนต่างชาติมากหน้าหลายตามากขึ้น.

ปรากฎดังนี้

 

Phusi01

Phusi02

Phusi03

Phusi04

Phusi05

Phusi06

Read Full Post »

triamboy

 

หลายครั้งหลายคราที่ผู้เขียนได้มีโอกาสพบปะผู้คนหลากหลายรูปแบบ  ทั้งในบริบทของรายได้  ภายใต้มิติทางเศรษฐกิจ  บริบทความสัมพันธ์ระหว่างสัตว์สังคม ภายใต้มิติทางสังคม  หรือแม้กระทั่งบริบทขอบทบาทหน้าที่ในระบอบการปกครอง  ภายใต้บริบทของการเมือง  ในโอกาสต่างต่าง,  พบว่า  ภายใต้ความแตกต่างของเนื้อหาของการสื่อสารระหว่างกันที่มีความแตกต่างในรายละเอียด  กลับมีจุดร่วมทั่วไปที่เหมือนกัน.  แน่นอนว่าจุดร่วมที่ว่านี้  เกือบเสียทั้งหมดแล้วเกี่ยวข้องกับการกระทำกิจกรรมทางสังคม เศรษฐกิจ ,และการเมืองภายในขอบเขตที่ตั้งภูมิศาสตร์ที่เรียกว่า “ราชอาณาจักรไทย”.

 

ในความเป็นจริงที่เห็นได้ชัดตั้งแต่อดีตจนถึงเท่าทันปัจจุบัน, จุดร่วมนานาที่ว่านี้มีลักษณะ (dominant characters) กำหนดที่เด่นชัดคือ  “มีความแดกด่วน”   เป็นตัวกำหนดสำคัญ หรือในทางเทคนิค  หรือทางวิชาการแล้วเรียกว่า  “สายตาสั้น”,  วิสัยทัศน์สั้น, หรือความเป็นเหตุเป็นผลในขอบเขตที่จำกัด.  มากกว่านั้นดุลยภายความแดกด่วนจะเกิดขึ้นเสียไม่ได้, หากไม่มีเงื่อนไขของผู้ผลิต  และผู้บริโภคความแดกด่วน  รวมถึงตลาดสำหรับแลกเปลี่ยนความแดกด่วน.  แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสินค้าในตลาดจะมีเพียงสินค้าที่มีลักษณะของความแดกด่วนเสียอย่างเดียว รวมถึงไม่ได้หมายความว่าความต้องการบริโภคและผลิตต่อสินค้าจะถูกกำหนดจากตัวแปรระยะสั้นแต่เพียงอย่างเดียว.

 

เป็นที่คาดไม่ถึงเลย, ถ้าสินค้าที่มีความแดกด่วนจะไม่ได้เป็นตัวเลือกเพียงอย่างเดียวภายในตลาด, แล้วปัจจัยอะไรมากกว่านั้นที่ทำให้เกิดดุลยภาพของการรังสรรค์  และรังแต่จะบริโภคสินค้าที่มีความแดกด่วนนี้. จึงเห็นได้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน, ความเป็นไปได้ของตัวกำหนดดุลยภาพตลาดมากที่สุด  คือ  ความต้องการรังสรรค์  และรังแต่บริโภคของทั้งผู้ผลิต  และผู้บริโภคตามลำดับ.  ดังนั้น  ตัวการสำคัญของดุลยภาพที่มีความแดกด่วน  คือ ตัวกำหนดความต้องการต่างต่างของผู้บริโภค  และผู้ผลิต.

 

หากเริ่มพิจารณาในรายละเอียดแล้ว, ตัวกำหนดความต้องการผู้บริโภคนั้นมีมากมายโดยสามารถแบ่งได้เป็นสองกลุ่มใหญ่  คือ  ๑.)  ปัจจัยเชิงปริมาณ,  อาทิ  รายได้หลังหักภาษี,  ราคา, เป็นต้น, ๒.)  ปัจจัยเชิงคุณภาพ, ยกตัวอย่างเช่น  รสนิยม,  ความจำเป็น (การอยู่รอดไปวันวัน),  เป็นต้น. ในขณะเดียวกันนั้นไม่แตกต่างกัน, ปัจจัยกำหนดความต้องการของผู้ผลิตสามารถถูกแบ่งได้เป็นสองส่วนใหญ่ๆได้เช่นเดียวกัน  ดังนี้  ๑.)  ปัจจัยเชิงปริมาณ  เช่น  ต้นทุนการผลิต,  ต้นทุนการบริหารจัดการ, ราคา, เป็นต้น, ๒.)  ตัวกำหนดเชิงคุณภาพ  สามารถถูกแสดงตัวอย่างได้  อาทิ  ขีดความสามารถในการแข่งขัน, สภาพดินฟ้าอากาศ, จำนวนผู้ผลิต, เป็นต้น

 

ในขณะเดียวกันนั้น, ตัวแปรที่ถูกแยกออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ข้างต้น, สามารถถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ภายใต้บริบทของเวลาได้เช่นเดียวกัน, คือ ตัวแปรระยะสั้น  และปัจจัยระยะยาว. สำหรับส่วนแรกนั้นเป็นตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับระยะเวลาน้อย คือ สองถึงสามปีเป็นอย่างมาก, แต่ส่วนใหญ่แล้วเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงที่น้อยกว่าหนึ่งปี. ตัวอย่างสามารถถูกแสดงได้ดังนี้  ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ, อัตราดอกเบี้ย, การประท้วงของประชาชน, การร่วมมือจากเจ้าหน้าที่รัฐ, การจัดงานประเพณี, การร่วมงานศพ, เป็นต้น. ในส่วนหลังแล้วเกี่ยวข้องกับระยะเวลาที่ยาวนานพอที่จะสามารถมองเห็นพัฒนาการ, ทิศทาง, หรือแนวโน้ม, กล่าวพอให้เห็นจับต้องได้คร่าวคร่าวว่า ควรจะมากกว่าสี่ห้าปีเป็นต้นไป. วัฏจักรธุรกิจ, วัฏจักรปิโตรเคมี, ทิศทางเงินเฟ้อ, แนวโน้มความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกบุคคล, พัฒนาการประเพณี และงานข้องเกี่ยวทางวัฒนธรรม, ทั้งหมดนี้สามารถกล่าวได้ว่าเป็นตัวอย่างของปัจจัยระยะยาว. มากกว่านั้น,  เห็นได้ชัดเจนว่าภายใต้การพิจารณาปัจจัยภายใต้มิติของเวลา, ตัวแปรต่างต่างมีทั้งที่ข้องเกี่ยวกับเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ.

 

จากข้างต้น, ตัวกำหนดความต้องการนั้นภายใต้การพิจารณาของบริบทเวลา  ทั้งตัวแปรระยะยาว  และระยะสั้น, โดยที่ปัจจัยเหล่านี้ทุกตัวมีบทบาทมากน้อยตามแต่ละหน่วยการกระทำกิจกรรมทั้งทางสังคม, เศรษฐกิจ, และการเมือง. สำหรับในสังคมหนึ่งหนึ่ง, หน่วยการตัดสินใจบางส่วนมีการให้น้ำหนักในการกำหนดความต้องการกับปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง  หรือเพียงสองสามตัวแปรมากกว่าปัจจัยอื่นอื่น. ดังนั้นการให้นำ้หนักที่ไม่เท่าเทียมกันนี้เองระหว่างปัจจัยต่างต่าง ให้ผลลัพธ์โดยตรงต่อการกระทำกิจกรรมนั้น. ในรายละเอียดแล้ว, ถ้าหน่วยการตัดสินใจนั้น, ทั้งปัจเจกบุคคล และเครือข่าย, ให้ความสำคัญกับปัจจัยระยะยาวมากกว่าปัจจัยระยะสั้น, ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นผลของปัจจัยนั้น. ตัวอย่างเช่น, ถ้าหน่วยการตัดสินใจนั้นคือพ่อ และแม่, ผู้ปกครอง, ที่มีต่อการเลี้ยงดูลูกในวัยเด็กอายุต่ำกว่า 7 ขวบ หรือปฐมวัย, ให้ความสำคัญของความสะดวกสบายของลูก มากกว่าการศึกษา  หรือพัฒนาการการเรียนรู้ของลูก, ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นผลจากความสะดวกสบายที่ให้แก่ลูกเป็นส่วนใหญ่ (ในรายละเอียดของการเลี้ยงดูลูกในบริบทของปัจจัยเกี่ยวข้องกับเวลา, ปัจจัยระยะสั้น สามารถยกตัวอย่างได้เช่น  อาหาร, ความสะดวกสบาย, ความอบอุ่นในแต่ละวัน, เป็นต้น. อีกส่วนหนึ่ง, การเรียนรู้ทางวิชาการ, การเรียนรู้ทางโลก, พัฒนาการทางกายภาพเด็ก, พัฒนาการทางสมอง, เป็นต้น สามารถเป็นตัวอย่างของตัวแปรระยะยาว.

 

นอกเหนือจากการให้ความสำคัญของปัจจัยแล้ว, ความแนบแน่นต่อการให้ความสำคัญปัจจัยในการดำเนินกิจกรรมต่างต่างกระทบต่อผลลัพธ์ในระยะยาว, ซึ่งมีคุณลักษณะของพัฒนาการ, แนวโน้ม, หรือทิศทาง. ผลที่ได้รับ, แน่นอนว่า, สามารถแยกได้เป็นสองส่วนกว้าง คือ ผลลัพธ์ที่มีแนวโน้มที่ชัดเจน และผลลัพธ์ที่มีทิศทางไม่ชัดเจน. ในทางกลับกัน, กล่าวได้ว่าเป้าหมายในระยะยาวได้ถูกบรรลุ สำหรับผลลัพธ์ที่มีแนวโน้มที่ชัดเจน, และสำหรับผลลัพธ์ที่มีทิศทางไม่ชัดเจน กล่าวได้คือเป้าหมายระยะยาวไม่ได้รับการบรรลุ.

 

ด้วยการเปลี่ยนแปลงในกิจกรรม, พฤติกรรม, นานาในโลกทุกวันนี้, ที่มีแนวโน้มความเร็วที่เพ่ิ่มมากขึ้น, ส่งผลให้วัฏจักร, พัฒนาการ, และทิศทาง, มีช่วงระยะเวลาที่สั้นลง  ดังนั้น กรอบการพิจารณาปัจจัยภายใต้บริบทของเวลาต้องเปลี่ยนแปลงไปในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้. และก่อนที่จะดำเนินต่อไป, ขอทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับผู้นำ  และผู้ตามอย่างทั่วไป. เริ่มต้น, ผู้นำ คือ (กลุ่ม)ผู้ที่มีอำนาจในการต่อรองสูงกว่าในตลาดหนึ่ง, ที่เกิดจากการสะสมทุนในการต่อรอง ทั้งเงินทุน, ทุนอสังหาริมทรัพย์, ทุนสังหาริมทรัพย์, ทุนปัญญาคน, ทุนอำนาจรัฐโดยเจ้าหน้าที่รัฐ, ทุนอำนาจรัฐโดยทหาร, ทุนอาวุธ, ทุนอำนาจรัฐโดยตำรวจ (บังคับใช้กฎหมายในทางผิด), ทุนอำนาจรัฐโดยตุลาการ (เอาผิดในทางที่ผิด เอาถูกในทางที่ผิด), ทุนอำนาจรัฐโดยฝ่ายบริหาร (การจัดสรรทรัพยากรรัฐ), ทุนอำนาจรัฐโดยนิติบัญญัติ, และทุนโดยคน (รวบรวมจำนวนคน). ส่วนหลัง, ผู้ตาม คือ (กลุ่ม) ผู้ที่มีอำนาจในการต่อรองต่ำกว่าในตลาดหนึ่ง.

 

จากที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด, ทั้งสินค้าในตลาด, ความต้องการผู้บริโภค, ความต้องการของผู้ผลิต, และความแนบแน่นต่อดุลยภาพ, ล้วนส่งผลให้เกิดรูปแบบของกิจกรรมทางสังคม, เศรษฐกิจ, และการเมืองต่างกันไป.

 

เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่งตามความเห็นของข้าพเจ้า, การผลิตสิ่งแดกด่วนโดยผู้นำ และการสมยอมแดกด่วนโดยผู้ตามได้ปรากฎในสังคมไทย. ในการพิจารณารายละเอียด, ดุลยภาพที่มีลักษณะความแดกด่วนในที่ตั้งภูมิศาสตร์ประเทศไทยนั้น  เป็นการพบกันพอดีของผู้นำที่ผลิตสิ่งแดกด่วน และผู้ตามที่สมยอมบริโภคความแดกด่วน. มากกว่านั้น, ทั้งผู้ผลิต  และผู้บริโภคยังมีความแนบแน่นต่อดุลยภาพแดกด่วนอย่างชัดเจน.ไม่ง่ายนัก, ทุกอย่างมาเจอกันพอดี จนหล่อหลอมเป็นความเป็นไปในที่ตั้งประเทศไทย.

 

ในเบื้องลึกและกว้างขึ้น, สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก่อนคือ ความตรงกันของความต้องการ และความสนใจ คือ ความแดกด่วน. สาหตุพื้นฐานหลักมาจากความที่ชนส่วนใหญ่ในที่ตั้งประเทศไทยมีวิสัยทัศน์สั้น (ว่าไปแล้วชนส่วนใหญ่สามารถเห็น คาดการณ์วิสัยทัศน์ทั้งไกล และสั้น, แต่กลับเลือกกระทำตามวิสัยทัศน์ที่สั้น, ซึ่งสุดท้ายแล้วเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์สั้นนั่นเอง). การมีวิสัยทัศน์ที่สั้น สามารถกล่าวในรายละเอียดได้ อาทิ เห็นแก่ความสนใจระยะสั้นมากกว่าความสนใจระยะยาว,เห็นแก่(กลุ่ม)ตนเองก่อนหน้าที่ บทบาท, เห็นแก่เผด็จการมากกว่าเสรีภาพ, เห็นแก่รูปธรรมมากกว่านามธรรม, เห็นแก่ค่านิยมในผลลัพธ์มากกว่าค่านิยมกระบวนการ อาทิ เห็นแก่เกียรติการเรียนหมอ, วิศวกรรม, ซึ่งในรายละเอียดที่มาอาจเกิดจากความต้องการหมอ  และวิศวกรจำนวนมาก แต่ใช้กลวิธีผ่านค่านิยมที่ไม่สมควร, มากกว่าอาชีพอื่น, ที่ในบางครั้งผู้ประกอบอาชีพนั้นได้กระทำโดยสุจริตใจ, โดยเสรีภาพทางจิตใจ, ตามความต้องการทางจิตใจ, เห็นแก่ความสงบมากกว่าความขัดแย้งที่ไม่ได้รับการจัดการ, เห็นแก่ความสำเร็จมากกว่าให้โอกาสความล้มเหลว, เห็นแก่ความผิดเบื้องหลังมากกว่าเบื้องหน้า, เห็นแก่ความชอบเบื้องหน้ามากกว่าเบื้องหลัง, เป็นต้น. มากกว่านั้น, ความสมยอมต่อค่านิยมเหล่านี้ยังฝังรากลึกในสังคมที่ตั้งประเทศไทย, มากจนสร้างความแนบแน่นต่อดุลยภาพต่อสิ่งแดกด่วนเรื่อยมา. 

 

ข้าพเจ้า, ผู้เขียน, มีความจริงใจอย่างยิ่งที่ต้องการเขียนบทความนี้ในจุดประสงค์เพ่ือให้เพื่อนร่วมโลก,ผู้ที่สนใจ, ได้อภิปราย ได้นำเสนอ และแลกเปลี่ยนสิ่งที่แดกด่วนในสังคมไทยให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้. หลังจากนั้นคาดว่าจะได้ทำการช่วยสังเคราะห์ วิเคราะห์ต่อไปในรายละเอียด  และสามารถนำไปสู่ข้อสรุปที่เหมาะสมต่อไปได้.

 

ดรรชนีคำศัพท์ในกลุ่มเดียวกัน

แดกด่วน : ขอไปที, ให้เสร็จเสร็จไป

สายตาสั้น : วิสันทัศน์สั้น, เหตุผลที่มีอยู่อย่างจำกัด

สมยอม : เห็นแก่

พัฒนาการ : ทิศทาง, แนวโน้ม, การพัฒนา, วิวัฒนาการ

Read Full Post »

« Newer Posts - Older Posts »