Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for the ‘วิวัฒนาการโลก’ Category

recommendare

บทความเรื่อง ”กรณีเขาพระวิหาร”

.

เขียนโดย

วีรพงษ์ รามางกูร

.

ความมีดังนี้

.

เมื่อปี พ.ศ. 2505 ขณะนั้นยังเป็นนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ดูจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ออกปราศรัยทางโทรทัศน์เรื่อง คำพิพากษาของศาลโลก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พูดไปควักผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดน้ำตาว่าเราจำเป็นต้องปฏิบัติตาม คำพิพากษาของศาลโลกโดยการถอนกำลังออกจากพระวิหาร และต้องคืนโบราณวัตถุกลับไปให้กัมพูชา พร้อมกันนั้นก็ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชาและมอบหมายให้สหภาพพม่าเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินของทางราชการไทยในพนมเปญและที่เมืองอื่น ๆ

.

ทางรถไฟที่ทอดยาวจากหัวลำโพงไปถึงกรุงพนมเปญก็เป็นอันต้องหยุด ประเทศไทยประกาศปิดชายแดน ตั้งแต่นั้นมาทั้ง 2 ประเทศก็หมดความเป็นมิตรต่อกัน แต่ประชาชนของทั้ง 2 ประเทศตามชายแดน ซึ่งเป็นญาติพี่น้องกันต่างก็ยังไปมาหาสู่ติดต่อค้าขายกันตามปกติ จนนายพลลอนนอลรัฐประหารขับไล่ สมเด็จพระเจ้าสีหนุออกไปร่วมกับฝ่ายเขมรแดง เราจึงรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศกัมพูชาขึ้นมาใหม่ แล้วข่าวคราวเรื่องเขาพระวิหารก็เงียบหายไป

.

เมื่อปี 2506 พวกเรานิสิตรัฐศาสตร์ วิชาการปกครอง ต้องเรียนวิชากฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และบรรพ 6 ว่าด้วยครอบครัวและมรดกกับท่านศาสตราจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ซึ่งท่านเป็นคนไทยคนหนึ่งที่ร่วมอยู่ในคณะทนายของฝ่ายไทย หัวหน้าคณะทนายความของไทยเป็นฝรั่งเข้าใจว่าเป็นอเมริกัน ส่วนหัวหน้าทนายความของฝ่ายกัมพูชาเป็นชาวฝรั่งเศส

.

พวกเราก็กราบเรียนถามท่านอาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ว่า ประเด็นที่ต่อสู้กันนั้นว่าอย่างไร ท่านก็บอกให้พวกเรากลับไปอ่านคำพิพากษาของศาลโลกเสียก่อนแล้วท่านจะอธิบายให้ฟัง

.

เมื่ออ่านจบแล้วเราก็เข้าใจขึ้นเป็นอันมาก เพราะคำพิพากษาเขียนเหตุผลไว้อย่างละเอียด ทั้งคำฟ้องร้องของกัมพูชาและคำแก้คดีของฝ่ายไทย รวมทั้งเอกสารสนธิสัญญาแผนที่แนบท้ายสัญญา ลายพระหัตถ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ทรงมีไปถึงข้าหลวงฝรั่งเศสประจำกัมพูชา เรื่องขออนุญาตเสด็จไปเยี่ยมชมเขาพระวิหาร ภาพถ่ายสมเด็จกับ ม.จ.พูนพิศมัยพระธิดาเสด็จเขาพระวิหาร

.

ประเด็นที่ต่อสู้กันก็คือ แผนที่แนบท้ายสนธิสัญญาฉบับปี 1904 ที่ให้เอาสันปันน้ำเป็นเขตแดน แต่แผนที่แนบท้ายใช้มาตราส่วน 1 : 200,000 ขีดมาตามสันปันน้ำ แล้วมาวกเอาปราสาทเขาวิหารไปเป็นของกัมพูชา แล้วจึงวกกลับมาบนสันปันน้ำอีกทีหนึ่ง

.

เรารู้ว่าแผนที่นั้นผิดไม่ตรงกับตัวหนังสือในสนธิสัญญาปักปันเขตแดน ค.ศ. 1904 อีกทั้งไทยไม่เคยยอมรับแผนที่ที่ฝรั่งเศส ทำฝ่ายเดียวแล้วส่งมาให้ไทย ไทยรับรองให้ความเห็นชอบเพราะฝ่ายไทยไม่ได้ส่งตัวแทนไปร่วมคณะปักปันเขตแดนตามที่ระบุไว้ในสนธิสัญญา

.

แต่ในที่สุดศาลโลกตัดสินว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา เพราะแผนที่ แนบท้าย ค.ศ. 1904 เป็นส่วนหนึ่งของ สนธิสัญญาทั้งในแง่เอกสารและข้อเท็จจริงที่ทางไทยไม่ได้ทักท้วงภายใน 10 ปี อีกทั้งหัวหน้าคณะปักปันเขตแดนของฝ่ายไทยจะเสด็จเยี่ยมปราสาทพระวิหารก็ทรงมีลายพระหัตถ์ขออนุญาตข้าหลวงฝรั่งเศส ข้าหลวงฝรั่งเศสก็ออกมารับเสด็จพร้อมกับชักธงชาติฝรั่งเศสขึ้นสู่ยอดเสา มีการถ่ายรูปร่วมกัน

.

อาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ท่านเล่าให้พวกเราลูกศิษย์ฟังว่า ท่านรู้แต่แรกแล้วว่าเราคงจะแพ้คดี แต่โดยหน้าที่ที่เป็น คนไทยและจรรยาบรรณของทนายความก็ต้องทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างถึงที่สุด

.

ท่านเล่าว่าทางที่ถูกเราไม่ควรตกลงให้กัมพูชานำคดีขึ้นศาลโลก เพราะคดีที่จะขึ้นสู่ศาลโลกได้ทั้งสองฝ่ายต้องยินยอมให้ศาลโลกพิจารณา

.

แต่จอมพลสฤษดิ์ท่านต้องการรักษาเกียรติภูมิของชาติว่าเราเป็นชาติอารยะ เป็นสมาชิกที่ดีขององค์การสหประชาชาติ และทนายฝรั่งเชื่อว่าฝ่ายเราจะเป็นฝ่ายชนะ อาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ท่านเป็นเสียงข้างน้อย เมื่อนายกรัฐมนตรีตัดสินใจแล้วท่านก็ต้องทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ในฐานะที่มีอาชีพทนายความและเป็นคนไทย

.

เมื่อฝ่ายเราแพ้คดีแล้ว ก็แปลว่าเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับว่า แผนที่แนบท้ายสนธิสัญญาเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญา มีผลบังคับใช้เหมือนกับกรณีเจดีย์สามองค์ ที่ด่านเจดีย์สามองค์ที่อังกฤษขีดวกเข้ามาทางฝ่ายไทยเป็นปากนกแก้วให้เป็นของพม่า

.

ปัญหาก็คือ ความชัดเจนว่าขอบเขตปราสาทพระวิหารนั้นกินขอบเขตพื้นที่ไปถึงไหน เพราะแผนที่ที่ฝรั่งเศสส่งมาให้ไทยเรารับรองหรือทักท้วงนั้นใช้มาตราส่วนย่อมาก ดูได้ไม่ชัด

.

คณะรัฐมนตรีในสมัยจอมพลสฤษดิ์จึง ตีความคำพิพากษาว่า ขอบเขตของปราสาทพระวิหาร หรือ ′The Temple of Pra Vihar′ (สื่อมวลชนไทย สะกดภาษาอังกฤษตามสำเนียงเขมรว่า The Temple of Preach Vihear ซึ่งไม่ควรสะกดอย่างฝรั่ง ควรสะกดตามสำเนียงไทย หรือสำเนียงแขกเจ้าของภาษาสันสกฤตว่า The Temple of Pra Vihar อาจจะเพราะความไม่รู้หรือไม่ก็เพราะเห่อฝรั่ง)มีขอบเขตแค่ไหน

.

ทางฝ่ายกัมพูชาก็ว่า ′สระตาล′ห่างออกมาไกลสองสระที่เป็นที่สรงน้ำของกษัตริย์ขอมข้างหนึ่ง และเป็นที่อาบน้ำชำระร่างกายของพราหมณ์ข้างหนึ่งก่อนขึ้นไปเฝ้าพระอิศวรที่ปราสาท เป็นส่วนหนึ่งของเทวสถานแห่งนี้

.

นอกจากนั้น ไกลออกมาถึงสถูปคู่ ซึ่งคงจะหมายถึงประตูทางเข้าพระวิหาร ซึ่งไกลออกมาถึง 2 ก.ม. เป็นเครื่องหมายแสดงขอบเขตของพระวิหาร

.

รวมทั้งหมดจึงจะเป็นเทวสถานหรือ พระวิหารแห่งพระอิศวรเจ้าที่สมบูรณ์ เหมือนกับอาณาเขตของวัดคงไม่ใช่เฉพาะพระอุโบสถภายในเขตที่ลงลูกนิมิตและใบเสมา คงเริ่มจากซุ้มประตูภายในกำแพงทั้งหมด ซึ่งอาจจะมีศาลาราย วิหารคต ศาลา กุฏิพระ ฯลฯ ด้วยประกอบเข้าจึงเป็นวัด หรือ ′พุทธสถาน′ หรือ ′พระวิหาร′

.

ทางเราก็ตีความว่า คำพิพากษาหมายถึงเฉพาะตัวพระวิหารสิ้นสุดที่บันไดขึ้นวิหารเท่านั้น ดังนั้นพื้นที่รอบพระวิหาร 4.6 ตารางกิโลเมตรจึงยังเป็นของไทย เขมรบอกไม่ใช่ของไทย กัมพูชาไม่เคยรับรู้ ดังนั้นต่างคนต่างอ้างอธิปไตยเหนือพื้นที่ ดังกล่าวจนทางฝ่ายกัมพูชาต้องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ทางยูเนสโกจึงขอให้เขมรเจรจากับไทยว่าจะร่วมกันพัฒนาอย่างไรให้เป็นเทวสถานที่สมบูรณ์ เพราะทางขึ้นอยู่ทางฝั่งไทย

.

หนังสือช่วยจำที่ลงนามโดย รมต. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ปี 2543 ก็ถูกต้องแล้ว หนังสือช่วยจำลงนามโดย รมต.นพดล ปัทมะ ที่ทำให้เขมรยอมรับว่าพื้นที่ 4.6 ตร.ก.ม เป็นพื้นที่ทับซ้อนก็ถูกต้อง หนังสือของ รมต. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์เพื่อ ปูทางไปในการปักปันเขตแดน ส่วนของ รมต.นพดล ปัทมะ ก็เพื่อนำไปสู่การขึ้นทะเบียนมรดกโลก และร่วมกันพัฒนาให้เป็นมรดกโลก ทั้ง 2 บันทึกมีประโยชน์กับทั้ง 2 ประเทศและของโลกในแง่สันติภาพและวัฒนธรรมร่วมกัน

.

ปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นเพราะนักการเมืองที่ไม่รับผิดชอบใช้ประเด็นความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองใช้ประหัตประหารกันทางการเมือง โดยอ้างว่าเพื่อประโยชน์ของชาติ แท้จริงแล้วก็เพื่อประโยชน์ของตนเอง เมื่อฝ่ายหนึ่งทำเรื่องให้ง่ายให้เป็นประโยชน์ร่วมกัน อีกฝ่ายต้องการให้เป็นเรื่องยากให้เป็นโทษกับประเทศชาติ อีกฝ่ายหนึ่งก็เป็นนักการเมืองเหมือนกัน มีพรรคฝ่ายค้านเหมือนกัน ก็ใช้กรณีนี้เล่นงานผู้นำของตน เอาอย่างประเทศไทยเรื่องก็เลยทำท่าจะบานปลายไปกันใหญ่

.

ดีที่ทหารทั้ง 2 ฝ่ายมีความเป็นอารยะพอ ไม่เถื่อนกระโจนไปตามการเมือง ซึ่งต้องชมเชยกองทัพของทั้ง 2 ประเทศ มิฉะนั้นก็ต้องรบกัน พาลูกหลานชาวบ้านไปตายโดยเปล่าประโยชน์

.

สื่อมวลชนของทั้ง 2 ประเทศก็พลอยไปเล่นการเมืองกับเขาด้วย ไม่ทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ ไม่เคยศึกษา ไม่อ่านบันทึกของอาจารย์ ดร.บวรศักดิ์ ดร.ชาญวิทย์ คำพิพากษาของศาลโลกก็คงไม่อ่านอยู่แล้ว

.

ถ้าเรื่องไปถึงคณะมนตรีความมั่นคง คณะมนตรีความมั่นคงไม่มีทางเลือกต้องกลับไปที่ศาลโลกให้ตัดสินให้ชัดเจนว่าพื้นที่ 4.6 ตร.ก.ม.เป็นส่วนหนึ่งของปราสาทหรือไม่ เราก็ไม่มีทางเลือกเพราะได้เคยตกลงให้ศาลโลกพิจารณามาแล้ว

.

คิดอย่างสามัญสำนึก โอกาสที่เราจะแพ้น่าจะสูงกว่าโอกาสที่จะชนะ ทางที่ดีปล่อยให้คลุมเครือดีกว่าให้ศาลโลกตัดสินอีกครั้ง โดยถือว่าเป็นประโยชน์ร่วมกัน น่าเสียใจที่เราไปเล่นการเมืองกันจนวิถีทางการแก้ปัญหาที่พัฒนามาด้วยดีนั้นกำลังพังทลายลง พอรัฐบาลจะลงก็ต้องหาบันไดลง

.

แต่ก็มีคนกำลังจะชักบันไดออกไม่ให้ลง

.

Advertisements

Read Full Post »

(1)

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 … สงครามโลกที่คร่าชีวิตผู้คนไปมหาศาล … สงครามโลกที่ผู้คนมากมายต้องทุกข์เดือดร้อนทั้งกายและใจ … สงครามโลกที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

“สงครามเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แต่ช่วงเวลาหลังสงครามนั้นยืดยาวไม่มีที่สิ้นสุด” นักกู้ระเบิดคนหนึ่งเคยกล่าวไว้

วิคเตอร์ เด ลาฟวาลเลย์ (Victor de Lavalaye, บุคคลในรูปด้านบน) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมแห่งเบลเยียม และผู้อำนวยการ BBC ภาษาฝรั่งเศสในเบลเยียม เกิดความคิดอยากจะให้ประชาชนช่วยกันสัญลักษณ์ V อันมาจาก Victoire และ Vrijheid ในการชุมนุมต่อต้านสงครามโลก (Victoire เป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่า Victory, ชัยชนะ และ Vrijheid เป็นภาษาดัตช์แปลว่า Freedom, อิสรภาพ)

เพียงไม่กี่สัปดาห์ สัญลักษณ์ตัว V ปรากฏอยู่ตามกำแพงทั่วทั้งเบลเยียม,​ เนเธอร์แลนด์ และฝรั่งเศสตอนบน

จนกระทั่ง BBC เกิดไอเดียออก V-Campaign เพื่อรณรงค์ให้ทุกฝ่ายยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อสันติภาพของโลก

V เป็นทั้งสัญลักษณ์มือสำหรับบุคคลทั่วไป … เป็นทั้งรหัสมอร์ส ( . . . -) สำหรับผู้พิการ

แม้กระทั่งบนแสตมป์จดหมายของรัฐบาลอังกฤษ ก็เห็นคล้องกับสันติภาพ

แล้วสัญลักษณ์แห่งสันติภาพนี้ก็แพร่กระจายไปทั่วยุโรปในที่สุด

ตัวอักษร V ตัวเล็กๆ … เมื่อรวมกับพลังความคิดเห็นที่ตรงกันของประชาชนมหาศาลแล้ว กลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ยิ่งนัก

(2)

ในช่วงศตวรรษที่ 13 ถึง 14 (1337 – 1453) ของยุโรป เกิดสงครามระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส กินระยะเวลายาวนานนับร้อยปี ผู้คนต่างเรียกสงครามครั้งนั้นว่า “Hundred Years’ War” (ภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า Guerre de Cent Ans)

ในช่วงท้ายของสงคราม การรบที่อกินคอร์ต (Battle at Agincourt, 1445) พลธนูของอังกฤษมากมายถูกฝรั่งเศสจับตัวเป็นเชลยศึก

ทหารฝรั่งเศสต้องการจะทำให้พลธนูอังกฤษที่จับตัวมาได้นั้นไม่สามารถง้างธนูยิงไปได้ตลอดชีวิต

และแล้ว นิ้วชี้และนิ้วกลาง นิ้วสำคัญที่ใช้ง้างธนูก็ถูกตัดทิ้ง

แต่ในท้ายที่สุด ผู้ชนะในการรบนี้คืออังกฤษ

ตำนานความหยาบคายของสัญลักษณ์มือนี้จึงเกิดขึ้น

ทหารอังกฤษผู้กุมชัยชนะชู 2 นิ้วนี้ขึ้นเย้ยหยันทหารฝรั่งเศสผู้พ่ายแพ้

สัญลักษณ์มืออันหยาบคายและต้องห้ามจึงนี้ถูกถ่ายทอดเล่าสืบต่อกันเรื่อยมา

เดสมอนต์ มอริส (Desmond Morris) นักสัตววิทยา ศิลปินสีและนักเขียนชาวอังกฤษได้อธิบายเรื่องสัญลักษณ์มือต้องห้ามนี้ในหนังสือ “Their Origins and Distribution” ว่า

“because of the strong taboo associated with the gesture (its public use has often been heavily penalized). As a result, there is a tendency to shy away from discussing it in detail. It is “known to be dirty” and is passed on from generation to generation by people who simply accept it as a recognized obscenity without bothering to analyse it… Several of the rival claims are equally appealing. The truth is that we will probably never know…”

แปลสั้นๆ ง่ายๆ ว่า “ที่มาไม่รู้ รู้แต่ทุกคนรู้ว่ามันคือการสบประมาทอย่างรุนแรง!”

เพียงจากหน้ามือ…กลายเป็นหลังมือ

เด็กยิ้ม

———————————————————————————

อ้างอิง

http://en.wikipedia.org/wiki/V_sign

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง  ”ห้องเรียน“เบราน์ แบก””

โดย

fah@matichon.co.th

ความมีดังนี้

วัฒนธรรมการเรียนการสอนของห้องเรียนอเมริกัน ระดับมหาวิทยาลัย รู้กันอยู้ว่า ไม่ต้องมานั่งคอยจ้ำจี้จ้ำไช ผู้ที่เคยมาเรียน และได้โอกาสมาสัมผัสคงเข้าใจ …ถ้าไม่แน่จริง คงเรียนไม่จบ

สิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องดี หยิบยกมาฝาก ภายในบรรยากาศการเรียนอุดมศึกษา ปริญญาตรี โท และเอก ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสันนั้น เรียกได้ว่า คับคั่งไปด้วยนักวิชาการ โดยเฉพาะความตั้งอกตั้งใจของนักศึกษาที่นี่ กับความรับผิดชอบต่อตนเอง

สิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นนั่นคือ ห้องเรียนแบบ “Brown bag meeting” ถ้าให้นิยาม คงต้องเรียกว่า ห้องเรียนเพิมเติม เสริมสิ่งที่อยากรู้ อย่างไม่เป็นทางการ

รูปแบบของ “เบราน์ แบก” (Brown bag) คือห้องเรียนที่กำหนดหัวข้อจากความสนใจ ซึงเป็นได้ทั้งเรื่องทั่วไป เรื่องเรียน เรื่องของหลักสูตร ฯลฯ แล้วแต่เจ้าภาพ เห็นว่าสถานการณ์ ข้อมูลใดน่าสนใจ หยิบยกมาเป็นเรื่องพูดคุย ด้วยการเชิญ “วิทยากร” ผู้รู้ในเรื่องนั้นๆ มาเป็นแขกรับเชิญ

จุดสำคัญที่เรียกว่า เบราน์ แบก เนื่องจากเป็นห้องเรียนที่เปิดให้ฟังความรู้ไป และรับประทานอาหารกลางวันไปด้วยได้ ที่เรียกว่า Brown bag จากสัญลักษณ์ดั้งเดิมคือ คนอเมริกันนิยมใช้ ถุงกระดาษสีน้ำตาล เป็นบรรจุภัณฑ์ใส่อาหารสำเร็จรูป ที่ซื้อตามโรงอาหาร ห้องอาหาร ฯลฯ ถือเข้ามานั่งกิน นั่งฟังไปพร้อมกัน

โดยไม่นิยมใช้ถุงพลาสติก เหมือนบ้านเรา !!

อเมริกันจึงเรียก ห้องเรียนแบบนี้ว่า เบราน์ แบก ที่เปิดกว้างให้ผู้ที่สนใจเรื่องนั้นๆ เข้าฟัง

แต่ต้นตอที่เกิดขึ้นจริงๆ สอบถามจากผู้น่าจะรู้หลายท่าน ทั้งอาจารย์รุ่นใหญ่ลงมา ได้เห็นพัฒนาการของ เบราน์ แบก ว่าค่อยๆ เกิดจากการเรียนการสอนในห้องเรียน ในห้องแล็บ ประเภทที่ต้องทำวิจัยใช้เวลากันยาวนาน อยู่ระดมสมอง เพื่อให้ได้แก่นของเรื่องที่ต้องการจะศึกษา โดยเฉพาะนักศึกษาแพทย์ อยู่อ่านหนังสือ ทำแล็ป เข้าห้องวิจัย กันจนไม่เวลาล่วงเลย ข้าวปลาไม่ได้เตรียมมาด้วย …จนเกิดวิธีคิด เตรียมเนื้อเตรียมตัว นำอาหารติดไม้ติดมือเข้าไปในห้องเรียนด้วย

นักศึกษาน้อยคนที่จะทำอาหารมารับประทานเอง ส่วนใหญ่ ซื้อสำเร็จรูป อาทิ แซนด์วิช เบเกอร์ พิซซา โยเกิร์ต ฟรุตสลัด เทียบเคียงด้วย กาแฟ ชา น้ำผลไม้ ใส่ถุงเบราน์ แบก มาเป็นเสบียง

ครั้งแรกที่มีโอกาสสัมผัส เบราน์ แบก มีทติ้ง จากการไปฟังหัวข้อสนทนา “เครื่องดนตรีที่กำลังจะสูญหาย ของชาติสิงคโปร์” งานนี้ คนพูดเป็นคนเอเชีย ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรี ชาวลอดช่อง บรรยายให้ฟัง (จากภาพ) ห้องเรียนที่บรรจุคนได้สัก 20-25 คน กำหนดการพูด เริ่มเวลา 12.00 – 13.30 น. จัดขึ้นที่ตึก Ingraham Hall ซึ่งเป็นอาคารเรียนของกลุ่มนักศึกษา หลักสูตร International Programme ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเอเชีย มีละตินอเมริกา และรัสเซีย แซมอยู่ในอาคารนี้ด้วยเช่นกัน

หัวข้อที่เลือกชวนคนมาคุย ให้ผู้สนใจฟัง พอบรรยายจนจบ จะมีเวลาเปิดให้พูดคุย ซักถาม หรือจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทำได้ สไตล์สบายๆ ไม่มีกฎกติกาไปมากกว่านี …ที่ตึก Ingraham นี้ เขามีชา กาแฟ เลี้ยงรับรองด้วย เราเพียงแต่เอาอาหารมื้อหนักท้องใส่ถุงสีน้ำตาล หรือถ้าทำมาจากบ้าน ก็ใส่เป้ ถือมา

ใครที่อยากรู้จักเพื่อนต่างชาติ หรือนักศึกษาอเมริกันที่เรียนภาษาต่างประเทศ ให้มาที่ตึกนี้ได้ ซึ่งรวมถึงแผนกภาษาไทย มีออฟฟิศเล็กๆ อยู่ที่นี่ด้วย ได้มีโอกาสรู้จัก เดวิด อาจารย์สอนด้าน WestSouth China ของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน พูดภาษาไทยได้ แต่เจ้าตัวเรียนพูดเขียนภาษาตุรกีมา

Brown Bag Meeting แบบนี้ เป็นที่นิยม แม้แต่ในบริษัทใหญ่ๆ ยังเอาวิธีการแบบนี้ไปใช้ เพราะทำให้รู้สึกมีความเป็นกันเอง ไม่เคร่งเครียด อยากคุยอะไรก็คุย

ที่เมืองไทยก็มีการใช้สไตล์ เบราน์ แบก มีทติ้ง เช่นกัน คงนำมาจากแนวคิดนี้ เพราะกลุ่มเครือข่ายพลเมืองเน็ต หริอ NetiZen ก็นิยมทำแบบนี้ เวลามีการประชุม หรือหารือในช่วงกลางวัน จะแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

นอกจาก เบราน์ แบก มีทติ้ง ยังมี “ลันเชิน มีทติ้ง” (luncheon Meeting) แบบนี้ต้องได้รับเชิญให้ไปร่วมงาน ถือเป็นสไตล์อย่างเป็นทางการขึ้นมา โดยแขกได้รับเชิญ คุณไม่ต้องพกพาอาหารไป เพราะเจ้าภาพจัดเตรียมรอไว้ให้แล้ว ส่วนใหญ่ก็เลี้ยงแบบค็อกเทล อาหารเรียกน้ำย่อย

อีกรูปแบบที่น่าสนใจคือ “พอทลัค” (Potluck) ถ้าแปลตรงตัวคือ อาหารว่างที่บ้าน แต่มีข้อเสริมพิเศษขึ้นมา สำหรับอเมริกัน สไตล์ อย่างนี้เห็นในโรงเรียนนสอนภาษา นิยมทำกัน โดยให้นักเรียนที่มาเรียนภาษาต่างๆ นำอาหารที่ทำมาจากบ้าน จะเป็นอาหารประจำชาติ หรือไม่ก็ได้ นำมารวมกันไว้เป็นกองกลาง และร่วมรับประทานด้วยกัน สัปดาห์ละหนึ่งครั้ง มื้อกลางวัน นิยมทำกันในวันศุกร์

จุดประสงค์ของ พอท ลัค เพื่อให้ทุกคนได้สังสรรค์ ทำความรู้จักกัน พูดคุยใช้ภาษาให้เกิดความคุ้นเคยกัน

คนจากต่างบ้านต่างเมืองมาอยู่ในอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงที่หิมะตก สภาพความเย็นแผ่ซ่านปกคลุม แม้จะเข้าฤดูใบไม้ผลิแล้วก็ตาม แต่ยังไม่เห็นต้นไม้แตกกิ่งก้านสาขาเอาเสียเลย ความรู้สึกสับสนต่อวัฒนธรรมที่ไม่คุ้นเคย ( Culture Shock) เกิดขึ้นได้

โดยเป็นอาการของคนไปอยู่ต่างประเทศ ไม่ว่าจะไปเรียน ไปทำงานแล้วต้องพบกับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ผู้คนมากหน้าหลายตา รวมถึงวิถีการดำเนินชีวิตที่แตกต่างจากที่เคยเป็นอยู่ ต้องไปอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย พบกับสิ่งที่ไม่คาดคิด จนเกิดความรู้สึกอึดอัดหรือกระอักกระอ่วนใจ เราเรียกสิ่งเหล่านี้รวมๆ กันว่า Culture shock

แต่สำหรับตัวเองแล้ว อาการ Culture Shock มีอยู่บ้าง แต่ได้ครู และเพื่อนดี ในคณะ agriculture of Life science

แต่ที่หนักเห็นจะเป็น Homesick เพราะมีอาการมากถึงมากที่สุด…ยาใดก็ใช้รักษาไม่หาย แม้แต่ตอนนี้ !!!

วันที่ 06 มีนาคม พ.ศ. 2553 เวลา 01:59:59 น. มติชนออนไลน์

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง  ”กระบวนการที่นำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งล่าสุดของประเทศฝรั่งเศส”

โดย

ศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์

คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ความมีดังนี้

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของฝรั่งเศสนั้นประกาศใช้บังคับมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501 โดยในขณะนั้น รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวถูกจัดทำขึ้นเพื่อแก้ปัญหาสำคัญของประเทศ เช่นสงครามกลางเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล เป็นต้น รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวจึงเป็นรัฐธรรมนูญที่มีสาระทั้งหมดเกี่ยวกับโครงสร้างสถาบันทางการเมืองและอำนาจรัฐ ในปัจจุบัน เมื่อได้อ่านรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสก็จะรู้สึกได้ทันทีว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ “ขาด” สิ่งสำคัญ ๆ ไปหลายสิ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน แม้ฝรั่งเศสจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไปหลายครั้งในช่วงเวลาเกือบ 50 ปีที่ผ่านมา แต่ส่วนใหญ่แล้ว การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญก็เน้นไปในเรื่องการจัดโครงสร้างสถาบันทางการเมืองและอำนาจรัฐเช่นเดิม ด้วยเหตุนี้เอง ที่ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีในตอนต้นปีที่ผ่านมา ผู้สมัครเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีหลายคนจึงได้พยายามเสนอที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มี “ความทันสมัย” มากขึ้นโดยประธานาธิบดี Nicolas Sarkozy เองในระหว่างการหาเสียงก็ได้เสนอที่จะให้มีการปรับปรุงรัฐธรรมนูญใหม่ให้มีความทันสมัยและมีความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น สองเดือนต่อมาหลังการเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ประธานาธิบดี Sarkozy จึงได้ออกรัฐกฤษฎีกา ลงวันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ. 2007 ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่งชื่อ “คณะกรรมการเพื่อการไตร่ตรองและเสนอแนะแนวทางในการทำให้สถาบันต่างๆ ของสาธารณรัฐที่ 5 มีความทันสมัยและสมดุลยิ่งขึ้น” (la Comité de réflexion et de proposition sur la modernisation et réquilibrage des institutions de la Ve République) โดยรัฐกฤษฎีกาได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้ว่าให้ทำการศึกษาแนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญพร้อมทั้งกำหนดให้เสนอผลการศึกษาต่อประธานาธิบดีก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 2007 องค์ประกอบของคณะกรรมการได้แก่ อดีตนายกรัฐมนตรี Edouard Baladur ทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการ อดีตนายกรัฐมนตรีคนนี้ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพเพราะเดิมก่อนหน้านี้ก็เป็นนักวิชาการที่เขียนหนังสือการเมืองการปกครองจำนวนมาก เป็นอาจารย์สอนกฎหมายในมหาวิทยาลัยหลายแห่งและเป็นสมาชิกสภาแห่งรัฐ (Le Conseil d’Etat) ด้วย ส่วนรองประธานอีก 2 คน ก็คือนาย Jack Lang อดีตรัฐมนตรี อดีตสมาชิกรัฐสภา และเป็นอดีตอาจารย์สอนกฎหมายมหาชนในมหาวิทยาลัยปารีส 10 รองประธานคนที่สองคือ นาย Pierre Mazeaud อดีตประธานคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ส่วนกรรมการอีก 10 คน นั้น เป็นอาจารย์สอนกฎหมายมหาชนในมหาวิทยาลัยของรัฐ จำนวน 6 คน อีก 4 คน มาจาก ตัวแทนสภายุโรปและจากอาจารย์สอนด้านรัฐศาสตร์ จะเห็นได้ว่า คณะกรรมการชุดนี้มีจำนวนไม่มาก แต่ทุกคนมีคุณสมบัติที่เหมาะสมที่จะเข้ามาทำการศึกษาว่าจะแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญอย่างไร

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ค.ศ. 2007 คณะกรรมการชุดดังกล่าวได้เสนอรายงานชื่อ “สาธารณรัฐ ที่ 5 ที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น” ต่อประธานาธิบดี Sarkozy รายงานดังกล่าวมีจำนวนถึง 162 หน้า และประกอบด้วยส่วนสำคัญ ๆ 3 ส่วน ด้วยกันคือ การควบคุมการใช้อำนาจบริหารที่ดีกว่าเดิม รัฐสภาที่มีอำนาจมากขึ้น และสิทธิใหม่ ๆ สำหรับพลเมือง นอกจากนี้รายงานดังกล่าวยังประกอบด้วยภาคผนวกอีก 5 เรื่อง คือ ความคิดเห็นส่วนบุคคลของกรรมการบางคน รัฐกฤษฎีกาตั้งคณะกรรมการ ตารางข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญจำนวน 77 ข้อของคณะกรรมการ ตารางเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกับมาตราที่จะขอแก้ไขใหม่ และภาคผนวกสุดท้ายคือรายชื่อบุคคลที่คณะกรรมการได้เชิญมาพูดคุยสอบถามความคิดเห็นซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ ๆ ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร หัวหน้าพรรคของทุกพรรค ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงขององค์กรของรัฐ เช่น ศาลปกครองสูงสุด ศาลยุติธรรม ศาลตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดิน รวมไปถึงผู้บัญชาการทหารสูงสุดด้วย

หัวใจสำคัญของรายงานชุดนี้คงอยู่ที่สาระสำคัญ 3 ส่วนและข้อเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 77 ข้อเป็นหลัก โดยในสาระสำคัญส่วนที่ว่าด้วยการควบคุมการใช้อำนาจบริหารที่ดีกว่าเดิมนั้น คณะกรรมการเสนอให้ทำการทบทวนอำนาจของฝ่ายบริหารทั้งหมด รวมไปถึงอำนาจ 7 ประการของประธานาธิบดีที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ด้วย (ทั้ง ๆ ที่ประธานาธิบดีเป็นผู้ตั้งคณะกรรมการชุดนี้) ในส่วนที่ว่าด้วยรัฐสภาที่มีอำนาจมากขึ้น คณะกรรมการก็ได้เสนอปรับปรุงระบบการจัดวาระการประชุมสภา วิธีการประชุมสภาและกระบวนการพิจารณาร่างกฎหมาย สำหรับในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิใหม่ ๆ สำหรับพลเมืองนั้น ก็มีการเสนอให้ปรับปรุงสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ ปรับปรุงระบบตัวแทนของประชาชนในรัฐสภา เช่นตัวแทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตัวแทนของชาวฝรั่งเศสที่อยู่นอกประเทศ ตัวแทนกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ที่ไม่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาในรัฐสภา เป็นต้น รวมถึงการเสนอสิทธิใหม่ ๆ ให้กับประชาชนในการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และนอกจากนี้ในส่วนสุดท้ายนี้ยังได้พูดถึงการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมให้ดีขึ้นกว่าเดิมด้วย

รายงานดังกล่าวเมื่อส่งถึงมือประธานาธิบดี ในวันที่ 29 ตุลาคม ค.ศ. 2007 ประธานาธิบดีก็สั่งให้เผยแพร่รายงานนี้ต่อสาธารณชนและส่งให้หน่วยงานต่าง ๆ ให้ความเห็น โดยประสงค์ที่จะให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันในแวดวงต่าง ๆ อย่างกว้างขวางจากนั้นก็ได้นำเอาเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้มาพิจารณาปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญกันอีกครั้งก่อนที่จะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป

ในที่สุดเมื่อวันที่ 23 เมษายน ค.ศ. 2008 ประธานาธิบดี Nicolas Sarkozy และรัฐบาลได้เสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร โดยในคำอธิบายประกอบเหตุผลในการเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (exposé de motifs) นั้น ก็ได้มีการกล่าวถึงปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กล่าวถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อการไตร่ตรองและเสนอแนะแนวทางในการทำให้สถาบันต่าง ๆ ของสาธารณรัฐที่ 5 มีความทันสมัยและสมดุลยิ่งขึ้น และกล่าวถึงข้อเสนอที่ได้จากการทำงานของคณะกรรมการซึ่งต่อมาก็ได้กลายเป็นข้อเสนอที่สำคัญในการเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ที่มี 3 ข้อเสนอด้วยกันคือ การควบคุมการใช้อำนาจบริหารที่ดีกว่าเดิม รัฐสภาที่มีอำนาจมากขึ้น และสิทธิใหม่ ๆ สำหรับพลเมือง ซึ่งข้อเสนอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 นี้ ก็เป็นข้อเสนอที่มาจากรายงานชื่อ “สาธารณรัฐที่ 5 ที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น” ของคณะกรรมการ

ข้อเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญส่วนแรกที่เกี่ยวกับการควบคุมฝ่ายบริหารนั้น มีการลดอำนาจของประธานาธิบดีลงไปมาก เริ่มจากการห้ามดำรงตำแหน่งเกิน 2 วาระติดต่อกัน การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งระดับสูงซึ่งแต่เดิมเป็นอำนาจของประธานาธิบดีโดยแท้ ก็ถูกแก้ไขใหม่โดยให้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมาธิการร่วมของรัฐสภา ซึ่งจะต้องมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญกำหนดจำนวนและวิธีการทำงานของคณะกรรมาธิการร่วม มีการกำหนดให้ต้องออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญกำหนดจำนวนของคณะรัฐมนตรีและประเภทของรัฐมนตรีซึ่งแต่เดิมไม่มี รวมไปถึงมีการกำหนดให้ศาลตรวจเงินแผ่นดิน (la Cour des comptes) มีหน้าที่ช่วยรัฐสภาในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลในด้านการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินด้วย

ในส่วนที่เกี่ยวกับรัฐสภานั้น มีการเพิ่มอำนาจหน้าที่ของรัฐสภาไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า รัฐสภามีหน้าที่ในการจัดทำกฎหมายและควบคุมการทำงานของรัฐบาล มีการกำหนดมาตรการต่าง ๆ ที่ทำให้กระบวนการจัดทำกฎหมายมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น มีการเพิ่มจำนวนคณะกรรมาธิการของแต่ละสภา จาก 6 คณะ มาเป็น 8 คณะ รวมทั้งยังแก้ไขหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับปี ค.ศ. 1958 ที่กำหนดให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจมากและฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจน้อยในอีกหลายประการ เช่น เปลี่ยนตัวผู้กำหนดวาระการประชุมของรัฐสภาจากนายกรัฐมนตรีมาเป็นประธานของแต่ละสภา เป็นต้น และสำหรับในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิใหม่ ๆ ของพลเมืองนั้น มีอยู่ 2 เรื่องที่เห็นได้ชัด เรื่องแรกคือ เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร้องทุกข์ต่อสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคม (le Conseil Economique et Social) ได้โดยตรงในเรื่องที่ต้องกำหนดไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญต่อไป เมื่อพิจารณาเรื่องร้องทุกข์แล้ว สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมก็จะทำความเห็นเสนอไปยังรัฐบาลและรัฐสภาต่อไป นอกจากนี้ ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญยังเพิ่มอำนาจหน้าที่ให้กับสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคม โดยให้ทำหน้าที่ให้คำแนะนำกับรัฐบาลในเรื่องที่เป็นปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ส่วนสิทธิใหม่ ๆ ของพลเมืองในเรื่องที่สองที่กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญคือ การเพิ่มหมวดว่าด้วย “ผู้พิทักษ์สิทธิพลเมือง” (la Défenseur des droits des citoyens) เข้าไป ผู้พิทักษ์สิทธิพลเมืองเป็น “องค์กร” ใหม่ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีจากการเสนอชื่อของคณะกรรมาธิการร่วมของรัฐสภาที่กล่าวไปแล้วข้างต้น มีวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี

ผู้พิทักษ์สิทธิพลเมืองมีหน้าที่รับคำร้องเรียนจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะ (le fonctionnement d’un service public) ซึ่งถ้อยคำดังกล่าวเป็นถ้อยคำที่มีความหมายกว้างมากรวมไปถึงการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐและของเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งหมดทุกประเภท ในส่วนของผู้พิทักษ์สิทธิพลเมืองนี้ ก็จะต้องมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญออกมาอีกเช่นกันเพื่อกำหนดวิธีการร้องเรียนของพลเมือง รวมไปถึงกระบวนการในการทำงาน คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้พิทักษ์สิทธิพลเมืองด้วย

นอกจากนี้แล้ว ยังมีการเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายตุลาการ เดิมในรัฐธรรมนูญกำหนดให้ประธานาธิบดีเป็นประธานคณะกรรมการตุลาการ (le Conseil Supérieur de la Magistrature) แต่ในร่างใหม่นี้ กำหนดให้ประธานศาลฎีกาเป็นประธานคณะกรรมการตุลาการ

กล่าวโดยสรุปสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศสในครั้งนี้ให้ชัด ๆ อีกครั้งหนึ่งก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญแม้จะมีที่มาจากฝ่ายการเมือง คือ ฝ่ายประธานาธิบดีและรัฐบาลเสนอขอให้มีการแก้ไข แต่ประเด็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เกิดจากการทำงานของนักวิชาการที่มีความรู้และมีความเป็นกลาง ทำงานภายใต้บรรยากาศทางวิชาการ จัดทำข้อเสนอที่มีเหตุผลและมีคำอธิบายได้อย่างชัดเจน ผ่านการให้ความเห็นจากองค์กรของรัฐสภาและพรรคการเมือง มีเป้าหมายที่ชัดเจน ซึ่งเป้าหมายทั้งหมดก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับทั้งฝ่ายที่ใช้อำนาจอธิปไตยทั้ง 3 ฝ่ายและฝ่ายประชาชน

Read Full Post »

triamboy

ข้อเท็จจริง กับ การก้าวข้ามกรอบความคิด

ไม่นานมานี้, ข้าพเข้าได้อ่านข่าวเกี่ยวกับชนไทยในมุมมองของชนต่างชาติเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมาในมติชน ออนไลน์, ซึ่งถูกถ่ายทอดโดยอดีตตัวแทนของสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยในรายการวิทยุบีบีซีก่อนที่จะพ้นจากตำแหน่งในกระทรวงการต่างประเทศประเทศนี้. ตัวแทนที่กล่าวถึงท่านนี้คือ เซอร์ แอนโทนี รัมโบลด์ (Sir Anthony Rumbold), ผู้เคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยระหว่างปี ค.ศ. ๑๙๖๕ – ๑๙๖๗. เนื้อหาที่ถูกนำเสนอโดยท่านนี้ได้สร้างความแปลกใจ, ความสงสัย, ความงุนงง, …, แก่ชนไทยส่วนใหญ่เหมือนอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนหน้า, ซึ่งมีเนื้อหาส่วนหนึ่งที่ข้าพเจ้าพยายามหาได้ดังนี้;

“They have no literature, no painting and only a very odd kind of music; their sculpture, ceramics and dancing are borrowed from others, and their architecture is monotonous and interior decoration hideous. Nobody can deny that gambling and golf are the chief pleasures of the rich, and that licentiousness is the main pleasure of them all. The general level of intelligence of the Thais is rather low, a good deal lower than ours and much lower than that of the Chinese.”

(ต้นฉบับ)

“พวกเขาไม่มีวรรณกรรม ไม่มีภาพเขียน และมีแต่ดนตรีประเภทที่เก่ามากๆ ประติมากรรม เซรามิก หรือการร่ายรำของพวกเขาก็ยืมมาจากประเทศอื่น และสถาปัตยกรรมของพวกเขาก็ราบเรียบ และมีการตกแต่งภายในที่น่าเกลียด ไม่มีใครปฏิเสธว่าการพนัน และการเล่นกอล์ฟเป็นความเพลิดเพลินใจสูงสุดของคนรวย และความมักมากในกามก็เป็นความเพลิดเพลินใจของพวกเขาส่วนใหญ่ ระดับสติปัญญาโดยทั่วไปของคนไทยนั้นค่อนข้างต่ำ, ต่ำกว่าของคนในประเทศเราเยอะทีเดียว  และก็ต่ำกว่าของคนจีนมาก”

(ฉบับที่ถูกแปลเป็นภาษาไทย และใช้สื่อสารกับคนไทยทั่วไป, ซึ่งคำศัพท์เกือบเหมือนกันทุกสื่อ. ส่วนที่ต่างกันคือส่วนเสริมอารมณ์ของผู้รายงานข่าว (ผู้เขียนข่าว), ซึ่งข้าพเจ้าได้ตัดทิ้งส่วนนี้ให้เหลือแต่เพียงเนื้อหา.)


จากเหตุการณ์ครั้งนี้ พบว่าได้มีชนไทยบางส่วนที่ไม่พอใจ, ส่วนหนึ่งได้ออกมาโต้ตอบผ่านสื่อ, ส่วนหนึ่งได้ตอบโต้พูดคุยระหว่างคนรู้จัก, ส่วนหนึ่งต่อต้านอยู่ในเบื้องลึกของจิตใจ, ที่เหลือมีวิธีของแต่ละส่วน. ในตอนแรก, การนำเสนอครั้งนี้ดูเหมือนจะนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศ, แต่กลับเงียบไปอย่างฉับพลันด้วยการแก้ไขสถาณการณ์ทันด่วนของเอกอัครราชทูตคนปัจจุบัน โดยการเพิ่มเติมข้อมูลทางกลับในตลาด. โชคดีอย่างยิ่ง, ข้อมูลอีกทางหนึ่งนี้, กอปรกับการแดกด่วนความสงบ (นิ่งเฉย, เพิกเฉย, ไม่สนใจ, อภัย, เกื้อกูล, ยอมรับมัน, จำใจ, ไม่รู้ทำอย่างไร, เป็นต้น) ของชนไทย, ทำให้ความต้องการโต้ตอบโดยรวมจากชนบางส่วนนี้ลดลงอย่างมาก, และไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของความนึกคิดของชนในที่ตั้งประเทศไทย.



“My own views differ from my predecessor of 42 years ago. Amazing Thailand! Ever since I was first posted to Thailand 30 years ago, I have been impressed by the richness of Thai culture, be it art, sculpture, dance, music or literature. All this is embellished by the natural beauty of the landscape and the charm and warmth of the Thai people.

(ต้นฉบับข้อมูลในทางกลับ)

“มุมมองของผมแตกต่างจากท่านทูตคนก่อน เมื่อ 42 ปีที่แล้ว อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ ผมเคยมาทำงานที่สถานทูตอังกฤษเมื่อ 30 ปีที่แล้ว และตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมยังคงหวังที่จะกลับมาเป็นทูตที่ประเทศไทย เพราะรู้สึกประทับใจในประวัติศาสตร์อันยาวนานและวัฒนธรรมไทยซึ่งมีคุณค่ามาก ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของ ศิลปกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม ดนตรี และการฟ้อนรำ อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมาก ทูตทุกคนที่ประจำในประเทศไทยต่างรู้สึกดีใจเมื่อเห็นความสวยงามของประเทศไทยเสน่ห์ และอัธยาศัยไมตรีอันดีงามของคนไทยทุกคน”

(ฉบับที่ถูกแปลเป็นภาษาไทย และใช้สื่อสารกับคนไทยทั่วไป, ซึ่งคำศัพท์เกือบเหมือนกันทุกสื่อ. ส่วนที่ต่างกันคือส่วนเสริมอารมณ์ของผู้รายงานข่าว (ผู้เขียนข่าว), ซึ่งข้าพเจ้าได้ตัดทิ้งส่วนนี้ให้เหลือแต่เพียงเนื้อหา.)

สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ใช่ประเด็นหลัก, ที่ข้าพเจ้าต้องการนำเสนอในบทความนี้. เมื่อลองพิจารณาอย่างถี่ถ้วน, ทำให้ข้าพเจ้ามองเห็นความเป็นไปบางอย่างภายในที่ตั้งประเทศไทย, และคิดว่าสามารถใช้อธิบายความสัมพันธ์บางอย่างได้ต่อมาดังนี้;

ภูมิหลังหลักภายใต้บริบทสถาณการณ์นี้

๑. ผู้นำเสนอเนื้อหานี้เป็นเพียงหนึ่งในประชากรทั้งหมดของโลก, ที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับประเทศไทยในช่วงเวลาหนึ่งที่ผ่านมา และเข้าใจว่าเฝ้ามองติดตามความเป็นไปมาโดยตลอดหลังจากนั้น, ไม่ใช่เฉพาะที่ตั้งประเทศไทยเท่านั้น, ในความคิดข้าพเจ้า.

๒. เนื้อหานี้เป็นข้อเท็จจริงตามการรับรู้, วิเคราห์, และสังเคราะห์ของบุคคลหนึ่ง.

๓. เนื้อหามีลักษณะของการเปรียบเทียบเชิงคุณภาพของชนชาติที่ตั้ง, ที่มีโอกาสของการนำไปสู่การดูถูก, เหยียดหยาม, และแบ่งกลุ่ม.

๔. ประเทศไทยมีการตัดตอนการนำเสนอเนื้อหาบางส่วนจากต่างประเทศ, รวมถึงความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อชนไทย. เนื้อหาที่ถูกตัดตอนนี้ส่วนใหญ่มีลักษณะเชิงลบ, หรือมีเนื้อหาไม่เหมาะสมตามความคิดของผู้ตัดตอน.

๕. ชนต่างชาติที่มีความคิดการเปรียบเทียบเชิงคุณภาพของชนชาติที่ตั้งที่กล่าวข้างต้น, ไม่ใช่มีเพียงแต่อดีตตัวแทนของสหราชาณาจักรเท่านั้น. มากกว่านั้น, ยังมีชนต่างชาติอีกจำนวนที่มีนัยสำคัญ, ที่คิดในทิศทางนี้, รวมถึงการเปรียบที่ตั้งประเทศไทยเช่นกัน.

๖. ไม่เฉพาะแต่ชนต่างชาติที่มีความคิดการเปรียบเทียบเชิงคุณภาพของชนชาติที่ตั้งเท่านั้น, ชนไทย, เช่นกัน, มีความคิดการเปรียบเทียบเชิงคุณภาพของชนชาติที่ตั้ง, อย่างน้อยที่สุดเปรียบเทียบกับชนชาติที่มีอำนาจต่อรองตำ่กว่า และส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับชนชาตินั้น.

๗. เบื้องลึกภายใต้จิตสำนึกของชนไทย, ตามความคิดของข้าพเจ้าเข้าใจว่า เราส่วนใหญ่ตระหนักว่า เรามีคุณลักษณะของด้อยอารยะชน, หรือการด้อยกว่าโดยเปรียบเทียบ, อาทิเช่น ด้อยพัฒนา, ด้อยอารยะธรรม, เป็นต้น.

๘. เบื้องลึกภายใต้จิตสำนึกของชนตะวันตก, ตามความคิดของข้าพเจ้าเข้าใจว่า พวกเขาส่วนใหญ่ตระหนักว่า เขามีคุณลักษณะของเหนืออารยะชน, หรือการเหนือกว่าโดยเปรียบเทียบ, อาทิเช่น เหนือพัฒนา, เหนืออารยะธรรม, เป็นต้น.

สมมติฐานหลักของสถาณการณ์นี้

๑. การเปรียบเทียบทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณของชนชาติ, รวมถึงระหว่างชนชาติ และภายในชนชาติเดียวกัน, เป็นปัจจัยหลักหนึ่งต่อการกำหนดกรอบความคิดชนในสังคม.

๒. กรอบความคิดของการเปรียบเทียบ เป็นปัจจัยหลักต่อการกำหนดความเป็นผู้นำ และผู้ตามในสังคม. โดยกรอบความคิดที่มีลักษณะเหนืออารยะชนกำหนดความเป็นผู้นำ และกรอบความคิดที่มีลักษณะของด้อยอารยะชนกำหนดความเป็นผู้ตาม.

บทวิเคราะห์

ในการเปรียบเทียบทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณของชนชาติ, รวมถึงระหว่างชนชาติ และภายในชนชาติเดียวกัน ทำให้จุดประสงค์ หรือเจตนารมย์ของด้อยอารยะชนบิดเบือน หรือลู่ออกไปในทางที่ไม่เหมาะสม อันนำไปสู่พฤติกรรมที่บิดเบือน, ในขณะเดียวกันนั้นจุดประสงค์ หรือเจตนารมย์ของเหนืออารยะชนยังคงเหมาะสมเช่นเดิม หรือถูกปรับเปลี่ยนไปในทางที่เหมาะสมขึ้น (เหนือมากว่าเดิมโดยเปรียบเทียบ). พิจารณาในรายละเอียด, จุดประสงค์ หรือเจตนารมย์ของแต่ละเกมส์ส่วนใหญ่ถูกออบแบบจากผู้นำ, ที่เต็มใจพร้อมปฏิบัติภายใต้กติกาที่กำหนดขึ้นเอง, โดยถูกกำหนดจากปัจจัยภายในและภายนอกของผู้นำเป็นหลัก. ในทางกลับกัน, สำหรับผู้ตาม, การยอมรับเกมส์ทั้งที่เต็มใจและไมเต็มใจ, ที่ถูกออบแบบโดยผู้นำ, ทำให้ผู้ตามค้นหาและปฏิบัติทุกวิถีเพื่อให้ได้รับการเปรียบเทียบในระดับเดียวกัน หรือใกล้เคียง, รวมถึงวิถีทางที่ไม่สนใจวัตถุประสงค์ หรือเจตนาของเกมส์นั้น. ในวิถีทางหลังนี้, ดูเหมือนว่าจะเป็นทางออกหลักของภาวะผู้ตาม, และสร้างความสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขัน (เปรียบเทียบ) มากขึ้น .

ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์

กรณีศึกษาของการศึกษาบนบริบทที่ตั้งประเทศไทย

จากภูมิหลังที่กล่าวมาข้างต้น, การตระหนักด้อยอารยะชนส่วนหนึ่งหมายรวมถึงการตระหนักด้อยการศึกษาโดยเปรียบเทียบ, และการตระหนักด้อยการศึกษาดุลยภาพที่ตั้งประเทศไทยเป็นประเด็นหนึ่ง ทั้งที่ถูกเปรียบเทียบจากชนต่างชาติ, และถูกยอมรับโดยชนไทย. การเปรียบเทียบนี้ทำให้จุดประสงค์ หรือเจตนารมย์ของด้อยอารยะชนบิดเบือน หรือลู่ออกไปในทางที่ไม่เหมาะสม อันนำไปสู่พฤติกรรมที่บิดเบือน, ในขณะเดียวกันนั้นจุดประสงค์ หรือเจตนารมย์ของเหนืออารยะชนยังคงเหมาะสมเช่นเดิม หรือถูกปรับเปลี่ยนไปในทางที่เหมาะสมขึ้นอย่างที่กล่าวมาข้างต้น.

ในรายละเอียด, พบว่าตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบันเราถูกเปรียบเทียบให้เป็นด้อยอารยะชน, รวมถึงการศึกษา. โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาในสถานศึกษา, ที่ถูกเปรียบเทียบให้อยู่ในตำแหน่งที่ด้อยกว่าตั้งแต่ระดับพื้นฐานจวบจนระดับสูงโดยชนตะวันตกส่วนใหญ่, เริ่มต้นพัฒนา และคิดค้นการศึกษาทีหลังตะวันตก. มากกว่านั้น, การต้องการให้ก้าวข้ามด้อยอารยะชนทำให้การศึกษาเป็นแนวทางหนึ่งที่พิสูจน์ความเหนืออารยะชน, แต่ไม่ได้ศึกษาเพื่อตอบจุดประสงค์ที่เหมาะสมของการศึกษา. อย่างลืมไม่ได้, ใช่เพียงแต่ชนต่างชาติเท่านั้นที่มีการเปรียบเทียบการศึกษาเกือบทุกครอบครัว, อย่างน้อยที่สุดพ่อแม่, ไม่นับรวมถึงญาติ, พี่, น้อง, และเพื่อนบ้าน, ล้วนต้องการให้บุตรได้รับการศึกษาขั้นสูงสุดเท่าที่ทรัพยากรของครอบครัวจะอำนวยสนับสนุนได้. ถึงแม้นว่าไม่ได้รับความสนใจจากพ่อแม่, บุตรหลายคนต่างตระหนักดีว่าการศึกษาเป็นการก้าวข้ามสู่ความเหนืออารยะชน, ที่เป็นความเข้าใจผิดอย่างไม่น่าควรแก่การได้รับอภัยอย่างยิ่ง.

อย่างน้อยที่สุด, ข้าพเจ้าเข้าใจว่าชนไทยเราทุกคนต้องเคยสัมผัส หรือรับรู้ความเข้าใจทั้งโดยตรง และอ้อม, ที่ว่าพ่อ, แม่, หรือญาติพี่น้องใกล้ชิดอยากให้เรียนต่อ (ในสถานศึกษา) ให้สูงที่สุดเท่าที่ทำได้ พร้อมกับเงื่อนไขต่างต่างรอบตัว. บางคนบอกข้าพเจ้าว่าพ่อ, และแม่จะได้มีเรื่องไปคุยกับเพื่อนในสังคมต่างต่างของเขา. บางคนบอกข้าพเจ้าว่าพ่อ, และแม่หวังให้ลูกได้รับโอกาสต่างต่างจากสังคมเท่าที่จะได้รับจากการศึกษาสูงสุด, ที่ได้รับ. บางคนบอกข้าพเจ้าว่าเรียนไปก่อน, ถ้ายังหางานไม่ได้. บางคนบอกข้าพเจ้าว่าเรียนต่อเพื่อที่จะได้รับเข้าทำงาน, ระดับการศึกษาขณะนี้ไม่เพียงพอ. บางคนบอกข้าพเจ้าว่าเรียนต่อ เพราะสังคมไทยดูเพียงใบปริญญา. บางคนบอกข้าพเจ้าว่าเรียนสูงสูง, พ่อ, และแม่จะได้ภาคภูมิใจ. บางคนบอกข้าพเจ้าว่าเรียนต่อเพื่อเงินเดือนที่สูงขึ้นเมื่อกลับมาทำงานภายใต้ที่ตั้งบ้านเกิด. บางคนบอกข้าพเจ้าว่าเรียนไปเหอะ, จะได้รับการชุบตัว, หรือในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่าการคัดสรรรันทด (Adverse selection) -ช่างรันทดเสียจริงจริง, สังคมไทย. และคงมีอีกหลายคนที่ยังคงบอกเรื่องราวต่างต่างเหล่านี้กับตนเอง, หรือไม่ก็คนรอบข้างที่รับฟังความเห็นคุณ (อย่างเต็มใจ, พึงพอใจ, ไม่ประสงค์).

หากจุดประสงค์ของการศึกษาต่อของแต่ละปัจเจกบุคคลยังให้น้ำหนักอยู่ที่ปัจจัยข้างต้นเหล่านี้, ในขณะเดียวกันนั้นนำหนักที่มีต่อจุดประสงค์ต่อการศึกษาต่อในสถานศึกษาอย่างแท้จริงกลับน้อย- อย่างน้อยที่สุดผู้ศึกษาไม่ได้คาดหวังว่าการได้รับใบปริญญาเป็นหน้าที่หลักของการศึกษา, หากเป็นเงื่อนไขที่ได้รับจากการศึกษาเพื่อยืนยัน, ให้ความเชื่อมั่น, และให้เข้าใจ ถึงสิ่งที่รับรู้และเรียนรู้ตลอดระหว่างทางของการศึกษา-, ปัจเจกบุคคลนั้นไม่สามารถก้าวข้ามกรอบความคิดของด้อยอารยะชนอย่างหลีกหนีได้.

ทางก้าวข้ามกรอบความคิดสู่เหนืออารยะชน (พร้อมทั้งนาม และรูป).

จงเชื่อมั่นในตนเอง. จงเชื่อมั่นในชนเอง.

จงคาดหวังในตนเอง. จงคาดหวังในชนเอง.

จงลดความหวังต่อตนอื่น. จงลดความหวังต่อชนต่างชาติ.

จงเพิ่มความหวังต่อทุน (ทรัพยากรสังคม, เศรษฐกิจ, และการเมือง) ของชนต่างชาติ.

จงดูดซับทุนของชนต่างชาติ. จงลดการรับทุนเรี่ยร่ายรายทางของชนต่างชาติ.

อ้างอิง

The BBC programme revealed the assessment by Rumbold, who served in Bangkok from 1965 to 1967, delivered in a final dispatch to the foreign office in London before leaving his post.

Until the foreign office ended the tradition in 2006, departing British ambassadors would give valedictory summaries of their host nation upon leaving the post. The missives were meant to stay confidential. But the BBC used Freedom of Information legislation to obtain brutally frank dispatches from ambassadors for its radio series “Parting Shots”. Others were released under a 30-year National Archive rule.

Read Full Post »

อยากจะขอเล่าการทดลองที่ได้ยินมานานแล้วให้ทุกคนได้อ่านกัน เชื่อว่าหลายๆท่านคงจะเคยได้ยินมาแล้ว

การทดลองนี้ ว่ากันว่า เกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา เป็นการศึกษาพฤติกรรมลิงกลุ่มหนึ่ง รายละเอียดดังต่อไปนี้

มีลิงอยู่ 5 ตัว มันถูกจับให้ไปใช้ชีวิตอยู่ในกรงใหญ่ๆกรงหนึ่ง ภายในกรงนั้นมีบันไดสูงชันตั้งอยู่กลางกรง โดยที่ลิงแต่ละตัวก็ไม่รู้ว่าจะตั้งไว้ทำไม เราปล่อยให้ลิงได้ชีวิตอยู่ร่วมกันสักพักหนึ่งจนเริ่มคุ้นเคยกันและกัน

แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ได้มีใครเอากล้วยสุกๆหวีหนึ่งมาแขวนไว้เหนือบันไดกลางกรง ลิงทั้ง 5 เห็นดังนั้น จึงรีบปีนป่ายเพื่อเข้าไปแย่งชิงความเป็นเจ้าของกล้วยหวีนั้น

หารู้ไม่ กล้วยหวีนั้นมันมีกับดักซ่อนอยู่!!!

เมื่อลิงตัวหนึ่งขึ้นไปถึงชั้นบนสุดของบันไดได้สำเร็จ และพยายามจะดึงกล้วยออกจากเชือกที่ผูกอยู่นั้น ทันใดนั้นเอง ปรากฏว่าได้มีน้ำเย็นเฉียบจับใจถูกฉีดออกมาทั่วกรง ที่แท้เชือกนั้นถูกผูกติดอยู่กับสวิทซ์เปิดน้ำนั่นเอง

ลิงทั้ง 5 เมื่อได้โดนน้ำเย็นเฉียบฉีดใส่ก็พากันวิ่งเต้นเป็นจ้าละหวั่น หนาวสั่นไปทั้งร่างกาย จนกระทั่งน้ำเย็นหยุดลง…

ยัง!!! ยังไม่เข็ด มีลิงอีกตัวหนึ่งอยากลองดี ปีนขึ้นไปดึงกล้วยออกจากเชือกอีกครั้ง เหตุการณ์ซ้ำๆเกิดขึ้นอีกที ความหนาวเย็นปกคลุมทั่วกรงขัง

ในที่สุด ลิงทั้ง 5 ก็ไม่กล้าแม้แต่จะปีนขึ้นไปบนบันไดซักตัว คงจะเข็ดหลาบกันไปไม่น้อย

การทดลองยังดำเนินต่อไป…เขาจับลิงในกรงออกมา 1 ตัว หลังจากนั้นนำลิงตัว ใหม่ 1 ตัวเข้าไปแทนที่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็คือ ลิงตัวใหม่พอเห็นกล้วยที่แขวนอยู่ มันก็รีบพุ่งเข้าไปที่บันไดทันที แต่…เดี๋ยวก่อน น้ำเย็นไม่ได้ถูกฉีดออกมาแล้วครับ  นั่นเป็นเพราะลิงรุ่นพี่ทั้ง 4 เข้าไปรุมสกัมเจ้าลิงน้องใหม่อย่างสุดชีวิต

4 รุม 1 แบบนี้ เห็นทีลิงน้องใหม่ก็คงต้องยอมลิงรุ่นพี่ล่ะนะ ลิงน้องใหม่ก็เลยไม่คิดที่จะเข้าใกล้บันไดอีกด้วยความกลัวผสมความฉงนงงๆ

ยังครับ การทดลองยังไม่จบครับ เขาปล่อยให้ลิงอยู่อาศัยกันแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งเราจับเอาลิงรุ่นพี่อีก 1 ตัวออกมาจากกรง แล้วเอาลิง Gen 3 ใส่เข้าไปในกรงแทน เหตุการณ์เดิมๆเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง ลิงรุ่นพี่ทั้ง 3 เข้าไปรุมสกัมน้องใหม่ทันทีที่มันคิดจะปีนขึ้นบันได … อ่ะ ไม่สิ!!! นั่นมัน ลิงรุ่นน้อง Gen 2 เข้าไปร่วมวงกับลิงรุ่นพี่ด้วย!!! รับน้องใหม่กันสนุกเลยสิครับ

เขาทำการทดลองแบบนี้ไปเรื่อยๆ จับลิงเก่าออกมา เอาลิงตัวใหม่ใส่เข้าไป จนกลายเป็นลิงทุกตัวที่ไม่เคยสัมผัสประสบการณ์หนาวเย็นมาก่อนเลย

แต่…ไม่มีลิงตัวไหนเลยที่คิดจะปีนบันไดขึ่้นไปพิชิตกล้วยหวีนั้นเลยครับ!!!

เราหลงลืมอะไรบางอย่างไปหรือเปล่า?

เคยคิดทบทวนบ้างไหมว่า พฤติกรรมที่เราแสดงออก การกระทำที่ทำอยู่ทุกวัน กระบวนการการทำงานต่างๆของเรานั้น มันควรจะเป็นแบบนั้นแล้วจริงหรือ?

นี่เป็นกับดักทางจิตวิทยาครับ เรายึดถือกันตลอดมาว่า อะไรที่มีอยู่มาช้านานเป็นสิ่งที่ควรรักษาไว้และประพฤติปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน ตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด

แต่เด็กก็อาบน้ำร้อนมาตั้งแต่เด็กๆแล้วเหมือนกันแหละน่า อีกอย่าง ตามหลังผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่โดนหมากัดก็มีถมเถไป!!! … ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆทำให้เกิดนวัตกรรมขึ้นบนโลกใบนี้มาแล้วมากมายครับ

แต่อย่างไรก็ตาม …​ความคิดเก๋าๆเก่าๆก็เป็นตัวคอยพยุงหนุนหลังให้ก้าวไปด้วยความมั่นคงเช่นกัน

เราจึงควรต้องหาจุดที่ลงตัวระหว่าง “ความคิดใหม่ๆไฟแรงสูง”กับ”ความคิดเก่าๆเก๋าประสบการณ์” นำมาประยุกต์ผสมผสานเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดครับ

ลองทบทวนชีวิตของตัวเองดูครับ ว่าเรารู้แล้วหรือยังว่า ถ้าเกิดปีนขึ่้นไปดึงกล้วยแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น?

เพราะบางที เชือกที่ใช้แขวนกล้วย อาจไม่ได้ผูกติดกับสวิทซ์เปิดน้ำเย็นแล้วก็เป็นได้

@smileyKiD

Read Full Post »

แนะนำให้รู้จักกันก่อนกับ “Twitter”

Twitter  (อ่านว่า ทวิตเตอร์) เป็นบริการสำหรับสังคมอินเทอร์เน็ต (social network) เพื่อเขียนบล็อกสั้นๆ (micro-blog) ไม่เกิน 140 ตัวอักษร พร้อมระบบ RSS Feed เพื่อติดตาม แล้วแชร์ผ่านหน้าเว็บให้คนที่ติดตามเราได้อ่านว่า ขณะนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ แชร์ประสบการณ์ สอบถามปัญหา แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นครับ ซึ่งเราเรียกการส่งข้อความไม่เกิน 140 ตัวอักษรนี้ว่า การ “Tweet” (อ่านว่า ทวีต แปลว่า เสียงนกร้อง)

Twitter เริ่มเป็นที่โด่งดังเมื่อประธานาธิบดีคนปัจจุบัน นายบารัค โอบามา (Barack Obama) ใช้ Twitter เป็นเครื่องมือในการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี จนกระทั่งต่อมา Twitter ได้ขึ้นปกนิตยสาร Time ฉบับ 15 มิถุยายน พ.ศ. 2552 ผู้ก่อตั้งคือ Jack Dorsey (อดีตผู้ก่อตั้ง Blogger.com) ถือเป็น 1 ใน 100 ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก และเว็บไซต์ Twitter นั้นเป็น 1 ใน 50 เว็บไซต์ที่มีการจราจรหนาแน่นที่สุดเลยทีเดียว

ความสามารถของ “Twitter”

  • รายงานเหตุการณ์ปัจจุบันได้เร็วกว่าสื่อใดๆในโลกนี้
  • เป็นเสมือนห้องสนทนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นต่างๆ
  • เป็นเครื่องมือสร้างแบรนด์ ทำการตลาดแบบดิจิทัล (digi-marketing)
  • สื่อสารภายในองค์กร
  • “บ่น” และ “ยุ่งเรื่องชาวบ้าน”

ลักษณะของ “Twitter” เป็นอย่างไร

เป็นคำถามที่อธิบายได้ยากทีเดียว โดยภาพรวมแล้ว Twitter นั้นคล้ายๆกับการนำเอาการสนทนาระหว่างกันของ Windows Live Messenger ผสมกับการเขียน Blog สั้นๆ 140 ตัวอักษร และการส่ง SMS ระหว่างมือถือเข้าด้วยกัน โดยเรียงลำดับตามเส้นเวลาโลก (public timeline)

แล้วทำไมต้อง “Twitter” ทำไมไม่ Windows Live Messenger, Blog, SMS?

เพราะความเรียบง่ายและรวดเร็วครับ จึงทำให้มันมีเสน่ห์ เราสนใจ Twitter ใครก็เพียงแต่ติดตามเขา (Follow) หากเราไม่สนใจ Twitter ใครก็ไม่ต้องทำอะไร ถ้าหากเราไม่ต้องการให้ใครมาอ่าน Twitter ของเราก็เพียงแค่ Block ก็เท่านั้น

สิ่งที่เรานำเสนอออกไปก็คือข้อความไม่เกิน 140 ตัวอักษรให้คนที่ติดตามเรา (Follower) และที่สิ่งเราได้รับก็คือ ข้อความไม่เกิน 140 ตัวอักษรของคนที่เราติดตาม (Following)

ถึงแม้จะมีเพียงแค่ข้อความ Tweet สั้นๆกันไปมาเท่านั้น แต่ถ้าหากมีคนที่ติดตามเรานั้นสนใจสิ่งที่เรา Tweet ออกไปก็จะมีการตอบกลับ (Reply) หรือมีการย้ำซ้ำข้อความ  (Retweet, RT อ่านว่า รีทวีต) ซ้ำเพื่อส่งต่อข้อความนี้ไปให้คนอื่น สารที่ถูกส่งนั้นก็จะค่อยๆกระจายตัวออกไปตามเครือข่าย Twitter จนกว้างขวางครับ 

และด้วยปัจจุบันที่มี Twitter Client มากมาย ทั้งบน Windows (twhirl), Mac (Tweetie), Linux หรือแม้กระทั่งบนมือถืออย่าง iPhone (TwitterFon), BlackBerry (TwitterBerry), มือถือทั่วไปที่รับรอง J2ME (jibjib) ทำให้การทวีตง่ายขึ้น เพียงแค่อยาก Tweet ก็เปิดมือถือ Tweet ทันที มันจึงเสมือนเป็นเครื่องมือรายงานข่าวสดที่เร็วที่สุดในโลกได้อย่างไม่ยากเย็น

ลองนึกภาพง่ายๆว่า สมมติว่ามีการปิดถนนที่อนุเสาวรีย์ชัยฯแล้วเราอยู่ในเหตุการณ์นั้น เราอยากจะเล่าเรื่องในคนทั่วไปได้ฟัง ปกติจะต้องกลับบ้านก่อน เปิดคอม แล้วค่อยมาเรียบเรียงเขียนเล่าเป็นเรื่องเป็นราวใน Blog ส่วนตัว ซึ่งยาวและต้องใช้เวลาในการเรียบเรียงอยู่พอสมควร ป่านนั้น สื่อต่างๆก็รายงานข่าวไปเรียบร้อยแล้ว แต่ใน Twitter ทำให้เราสามารถเขียน Blog สั้นๆ (ไม่เกิน 140 ตัวอักษร) Tweet ได้ทันทีหากคุณมีมือุปกรณ์ที่สามารถ Tweet ได้อยู่ในมือ นอกจากนี้การ Tweet เราสามารถทำได้อย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆได้อีกด้วย เสมือนเป็นการเล่าเรื่องราวแบบช่วงต่อช่วงให้คนที่ติดตามเราได้อ่านกัน ณ ขณะนั้นเลย เกิดเป็นอารมณ์ร่วม (Emotional Bonding) ให้กับผู้ที่ติดตามเราอยู่และเกิดการสนทนาตอบโต้

พูดไปก็คงไม่สามารถเข้าใจได้ง่ายๆครับ คงต้องลองสัมผัสด้วยตัวเอง

การเริ่มต้นกับ “Twitter” เพียงแค่มี E-mail ก็สมัครได้ที่หน้าเว็บ http://twitter.com เลยครับ

Krissada Kongkunakornkul
http://smileykid152.multiply.com
@smileyKiD

ข้อมูลเพิ่มเติม

Read Full Post »

Older Posts »