Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for the ‘การเมือง’ Category

recommendare

บทสัมภาษณ์เรื่อง

”ไอเดีย(ไม่)ตกผลึกของ”กรณ์” อุตสาหกรรมแบงกิ้งไม่ได้แข่งขันแท้จริง เป็นยิ่งกว่าโบรกเกอร์”

.

กรณ์ จาติกวณิช

.

ความมีดังนี้

.

มีคนชื่นชม”กรณ์ จาติกวณิช” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เพราะพูดจาตรงไปตรงมา ไม่วกวน ตอแหลแบบนักการเมืองที่เห็นกันทั่วไป และข้อดีอีกประการคือ ไปพูดในเวทีระดับประเทศดูน่าเชื่อถือ ไม่อายใคร แต่นักข่าวพบว่า ยังมีแนวคิดอีกหลายเรื่องของ”กรณ์”ที่ยังไม่ตกผลึก แต่น่าสนใจ

.

สัปดาห์ที่ผ่านมา “นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นประธานเปิดโครงการก้าวที่ยั่งยืนสู่ชีวิตใหม่ปลอดหนี้นอกระบบ จากที่ลงทะเบียนไว้ 1,183,355 คน เป็นวงเงินหนี้ 122,672 ล้านบาท ผ่านการอนุมัติ 6 แบงก์รัฐเข้ามาอยู่ในระบบได้ 412,741 ราย

.

ระบบธนาคารมีไว้รับใช้คนรวย

.

“กรณ์ จาติกวณิช” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการนี้เล่าว่า คนที่เข้ามาในวัฏจักรหนี้นอกระบบส่วนใหญ่มีร้อยแปดพันเก้าเหตุผล คำตอบสุดท้ายเขาเข้าถึงระบบธนาคารไม่ได้ เพราะระบบธนาคารมีไว้รับใช้คนรวย ยิ่งรวยยิ่งกู้ได้ ยิ่งจนยิ่งกู้ไม่ได้ ตัวเลขแบงก์ชาติบอกว่า 15% ของประชากรไม่มีบัญชีเงินฝาก ถ้าถามว่ากี่เปอร์เซ็นต์ที่ไม่สามารถกู้ได้ ผมว่า 30% หรือมากกว่านั้น

.

ดังนั้นการถลำเข้าไปเป็นหนี้บอกระบบเพราะชีวิตสะดุด เช่น ตั้งครรภ์ แม่ป่วย มีภาระลูกเรียน เป็นจุดที่เข้าสู่หนี้นอกระบบ เราจึงต้องจัดให้เขามีที่พึ่ง และโครงการนี้พร้อมจะช่วยคนที่พร้อมจะช่วยตัวเอง คาดว่าจนถึงสิ้นเดือนกันยายนน่าจะประมาณ 450,000 ราย โดยมีหนี้เฉลี่ย 100,000 บาท/คน คิดเป็นวงเงินหนี้ที่รีไฟแนนซ์ 40,000-45,000 ล้านบาท เมื่อคำนวณต่อคนประหยัดดอกเบี้ยได้ 1,000 บาท/คน/เดือน

.

“ถือว่าเยอะมากสำหรับคนกลุ่มนี้ เป็นการเพิ่มเงินในกระเป๋าโดยไม่เป็นภาระงบประมาณ เป็นการใช้กลไกธนาคารรัฐ อาศัยกลไกตลาดที่ไม่ใช่เงินภาษี 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน เท่ากับ 4 หมื่นกว่าล้านที่อยู่ในมือคน 4 แสนราย ซึ่งมีผลในระดับเศรษฐกิจ เพราะเป็นการเพิ่มกำลังซื้อให้เขา”

.

“กรณ์” ย้ำว่า เราตระหนักว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะแก้ปัญหาหนี้ให้เขาครั้งเดียวแล้วจะไม่มีปัญหาอีก ดังนั้นเพื่อให้เขาเข้าถึงแหล่งเงินในอนาคต เราตอบโจทย์ให้ 4 แสนคนนี้ ด้วยการออกแบบนวัตกรรมคือบัตรลดหนี้ โดยมี 2 เป้าหมาย

.

1.ต้องการให้คนกลุ่มนี้มีวงเงินในอนาคตที่จะเข้าถึงแหล่งเงินกู้ยืมในระบบธนาคารได้โดยไม่กลับไปที่เจ้าหนี้นอกระบบ

.

2.มาตรการช่วยกระตุ้นมีวินัยทางการเงิน ทุกบาทที่ชำระเงินต้นและดอกเบี้ย จะได้คืนเป็นวงเงินครึ่งหนึ่ง สะสมไปเรื่อย ๆ สมมติมีหนี้แสนบาท คุณชำระเงินต้นบวกดอกเบี้ย ณ สิ้นปีแรกจะได้วงเงิน 6,000 บาท เป็นฟรีเครดิตไลน์ วงเงินนี้เป็นของเขากดเงินได้จากตู้เอทีเอ็ม และเราเก็บวงเงินเครดิตไลน์ให้เขา 4 ปี รวมทั้งทุกรายมีประกันชีวิตฟรีด้วย ซึ่งแบงก์รับภาระต่อราย 35 สตางค์”

.

“กรณ์” กล่าวว่า เราไม่รู้ว่าคนกลุ่มนี้เขาทำได้อย่างไร ที่ต้องรับภาระดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อเดือน แต่เวลาไปกู้กับแบงก์ แบงก์มองไม่เห็นความสามารถเขา ทั้ง ๆ ที่เขาทำได้ ปากกัดตีนถีบ ผมพยายามกล่อมแบงก์ว่า ถ้าเขาเคยจ่ายร้อยละ 10 ต่อเดือนได้ คุณต้องมีจุดเริ่มต้นว่า เขาทำได้ แบงก์ต้องเข้าไปดู เรามานั่งคำนวณว่าภาระหนี้ที่มี หากเขาเป็นลูกค้าที่ดี 1 ปี หรือมากกว่า ผมมั่นใจว่าแบงก์จะปรับโครงสร้างหนี้ให้เขาเอง เพราะเราคิดดอกเบี้ยร้อยละ 1% ต่อเดือน แบงก์อาจจะให้วงเงินเขาเพิ่มขึ้นเอง

.

ผมกำลังคิดว่าในอนาคตลูกค้ากลุ่มนี้หากรักษาไว้ได้เป็นกลุ่มที่มีค่า จะรักษาอย่างไรค่อยว่ากัน อนาคตหากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสินคงทำธนาคารรากหญ้าที่จะทำไมโครไฟแนนซ์ ก็มี 4 แสนรายนี้เป็นเชื้ออยู่แล้ว

.

แนวคิด ธนาคารคนจน ธนาคารรากหญ้า

.

แต่โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรไม่ให้คนเข้าสู่การเป็นหนี้นอกระบบตั้งแต่แรก ต้องมีธนาคารคนจน ธนาคารรากหญ้า จากประสบการณ์ 9 เดือนที่ทำเรื่องนี้ มีบทเรียนว่าหนึ่งในอุปสรรคที่พบคือวัฒนธรรมองค์กรของธนาคารรัฐ ยังไงก็ยัง “เป็นธนาคาร” และทัศนคติของเจ้าหน้าที่ซึ่งสำคัญมาก ตั้งแต่เปิดสายด่วน 1689 มาที่กระทรวงการคลัง มีคนโทรศัพท์เข้ามา 400-500 คนทุกวัน มีคนร้องเรียนจำนวนมาก อาทิ เจ้าหน้าที่ธนาคารบอกว่าคนค้ำประกันต้องเป็นข้าราชการ ซึ่งคน 70% ที่โทร.เข้ามาเป็นเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่ประกาศไปแล้ว ทำให้เรารู้ว่าทุกเรื่องหากจะทำให้ได้ ต้องลงมาขันเอง และวัฒนธรรมองค์กรต้องเปลี่ยน

.

การทำธนาคารคนจนหรือธนาคารรากหญ้า ไม่จำเป็นต้องแยกองค์กรออกมาดูแลต่างหาก ใช้โครงสร้างที่มีอยู่แล้วให้เป็นประโยชน์ เช่น สัจจะออมทรัพย์ กองทุนหมู่บ้าน สหกรณ์ หน่วยงานเหล่านี้มีสมาชิกเป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของธนาคารรากหญ้าอยู่แล้ว โมเดลที่เราคิดอยู่คือให้ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสินซึ่งมีหน้าที่ดูแลลูกค้าอยู่แล้ว แต่ให้มีอีกหน้าที่คือ “โฮลเซล” เอากลุ่มที่กล่าวมาข้างต้นเป็นพวก กู้เงินจาก ธ.ก.ส.และออมสินเพื่อไปปล่อยกู้ต่อโดยมีเงื่อนไขอะไรบ้าง ให้เขาบริหาร ดูแลลูกค้าของเขา แทนที่ออมสิน ธ.ก.ส.ต้องไปดูแลเอง

.

หรือแม้แต่กลุ่มมอเตอร์ไซค์ เจ้าหนี้นอกระบบ ให้เขามาขึ้นทะเบียน เป็นนิติบุคคล เป็นเหมือนเอเย่นต์ของ ธ.ก.ส. ออมสิน กลุ่มเหล่านี้เขารู้วิถีชาวบ้าน ให้เขาไปดูแลกันเอง นี่คือสิ่งที่ต้องทำต่อไป

.

เจ้าหนี้นอกระบบ 60% เป็นคนอุทัยธานี

.

“กรณ์” เล่าเบื้องหลังว่า การได้มาทำโครงการหนี้นอกระบบได้พบอะไรแปลก ๆ ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าเจ้าหนี้นอกระบบกระจุกตัวเหมือนกัน หมายความว่าเจ้าหนี้นอกระบบ 60% ของวงเงินหนี้ทั้งหมดเป็นคนอุทัยธานี คือวันดีคืนดีที่ประกาศโครงการนี้ไป มีคนกระซิบบอกว่า หากผมอยากทำเรื่องนี้ให้สำเร็จต้องคุยกับ ส.ส.คนหนึ่งคือ ส.ส.อุทัยธานี พรรคชาติไทย ซึ่งผมเชิญมานั่งคุยด้วย เขาบอกว่าหากรัฐมนตรีอยากทำเรื่องนี้จริง ๆ เขาจะช่วย ให้ผมส่งทีมงานไปที่บ้านเขาและเขานัดเจ้าหนี้มาคุย หากคุยกับเจ้าหนี้กลุ่มนี้ได้ก็จบแล้ว

.

ผมให้เจ้าหน้าที่ไปพบเจ้าหนี้กว่า 200 คน เริ่มเข้าใจวัฒนธรรม วิธีการปฏิบัติ การแก้ปัญหา เราในฐานะนักการเงินเอาข้อมูลเขาคำนวณว่าเขาคิดดอกเบี้ย มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง รวมถึงส่วยที่ต้องส่ง หนี้เสีย ค่าจ้างนักเลง ฯลฯ คำนวณออกมาผลตอบแทนสุดท้ายเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเพดานแบงก์ชาติ 28% (ดอกเบี้ยบวกค่าธรรมเนียมด้วย) เมื่อเราถามว่าหากเราให้คุณทำสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายแบบนี้ เอาไหม เขาเอาเพราะชีวิตเขาต้องคอยหลบหลีก คือได้มา 100 บาท เหลือในมือเขาแค่ 10 บาท เขารันทด เก็บกดด้วย ทำให้เราคิดว่าโครงการนี้มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้

.

นอกจากนี้ “กรณ์” กล่าวว่า อีกมิติที่สำคัญมาก คือการสร้างวัฒนธรรม สร้างวินัยทางการเงิน งานนี้ได้ประสานหลายกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าผมอยากให้มี “หมอหนี้” เป็นอาสาสมัครที่อยู่ทุกหมู่บ้าน 70,000 หมู่บ้าน ฝึกอบรมโดยธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส.ซึ่งมีโครงการบัญชีครัวเรือนที่แข็งแรงมากอยู่แล้ว มีหน้าที่คอยติดตาม ประสานระหว่างธนาคารกับหมู่บ้านและพัฒนาไปสู่บัญชีหมู่บ้าน มันจะเป็นภูมิคุ้มกันได้ ที่ผ่านมา ธ.ก.ส. ออมสิน หลังโอนลูกหนี้มาเป็นลูกหนี้เขาแล้ว เขามีโครงการเศรษฐกิจพอเพียง จัดตามวัดให้คนกลุ่มนี้ ผมว่าดีมาก ปัจจุบันเรามี “อสม.” ดูแลสุขภาพอนามัย ต่อไปเราจะมีหมอหนี้ดูแลสุขภาพทางการเงิน

.

อยากให้ทำงบประมาณ 4 ปี แต่รัฐบาลอยู่ครบ 4 ปี

.

นอกจากนี้ “กรณ์” ได้ตอบคำถามเรื่องงบประมาณที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาขณะนี้ว่าการทำงบประมาณปัจจุบันไม่สอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

.

ผมเรียนท่านนายกฯว่าแทนที่จะทำงบประมาณปีต่อปี หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อยากให้ทำงบประมาณ 4 ปีสอดคล้องกับยุทธศาสตร์รัฐบาล แต่รัฐบาลมักอยู่ไม่ครบ 4 ปี ดังนั้นต้องยืดหยุ่นให้โอกาสรัฐบาลใหม่ปรับเปลี่ยนได้ นั่นคืองบฯกลางของนายกรัฐมนตรี โดยนำเฉพาะส่วนนั้นเข้าสภาพิจารณาในแต่ละปี

.

ปัจจุบันการใช้งบประมาณไม่เป็นไปตามยุทธศาสตร์ จากการที่ได้พบกับหอการค้า อุตสาหกรรมจังหวัด ผมหารือกับเขาว่าอยากเห็นยุทธศาสตร์ระดับพื้นที่ของเขา โดยเสนอผ่านมาที่รัฐบาล หลังจากนั้นจะได้กำหนดงบประมาณที่จะได้ตอบโจทย์ของเขาได้ อย่างภาคใต้ อุตสาหกรรมยางรวมตัวกัน ยุทธศาสตร์ยางของประเทศคืออะไร รัฐบาลควรสนับสนุนอะไร ตอนนี้งบประมาณคิดจากส่วนกลาง ไม่ได้เป็นสิ่งที่เขาต้องการที่แท้จริง ดังนั้นหากทำเป็นคลัสเตอร์และทำแมทริกซ์ คนทั้งประเทศมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย

.

กรณ์กล่าวถึงงบประมาณปีนี้ที่รายรับกับรายจ่ายประจำที่เท่ากัน 1.6 ล้านล้านบาท ถ้ารัฐต้องลงทุนจะต้องใช้เงินกู้ ว่าเรื่องนี้คือสาเหตุที่ยังต้องทำงบประมาณขาดดุล พร้อมอธิบายว่าถ้าไม่ขาดดุล นั่นคือ 1.ลดรายจ่ายได้ไหม…ยาก 2.เพิ่มรายได้ไหม…ก็ไม่ง่าย ดังนั้นหากจะให้รัฐบาลลงทุนเพิ่มก็ต้องขาดดุล ความจริงคนทั่วไปกลัวเรื่องการขาดดุลมากเกินไป สำหรับผมไม่มีปัญหา ที่สำคัญคือถ้าขาดดุลแล้วเศรษฐกิจมีการเติบโตหรือไม่ ถ้าเติบโตก็ไม่มีปัญหา

.

ดังนั้นถ้ารัฐไม่มีเงินลงทุนและไม่ขึ้นภาษี ตรรกะมันพาไปคือให้เอกชนลงทุน แต่เราจะพึ่งพาการลงทุนของเอกชนไทยอย่างเดียวหมายถึง “การผูกขาด” ไม่มีการแข่งขัน หากให้เอกชนลงทุนก็ต้องให้ต่างชาติมาลงทุน

.

กรณ์กล่าวว่า ถ้าจะต้องคุยกันจริง ๆ เรื่องนี้แบบเป็นวาระแห่งชาติ ต้องถอดเรื่องการเมืองออกไป เพราะสังคมปัจจุบันเป็นเรื่องที่การเมืองไม่กล้าแตะ เช่น สิทธิการถือหุ้น รวมถึงสิทธิการครองที่ดิน ขนาดผู้บริหารมาประมูล 3G ยังเป็นต่างประเทศไม่ได้เลย มันจึงยังอีกไกล…

.

ในแง่การลงทุน “กรณ์” มองว่า ส่วนหนึ่งรัฐไปสร้างเงื่อนไขให้เขาเยอะมาก เช่นใบอนุญาต กฎระเบียบต่าง ๆ ไม่สามารถตัดสินใจในเชิงพาณิชย์เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ดูตั้งแต่สมัยไหน ๆ เช่นบริษัทใหญ่ ๆ 20-30 บริษัทของไทย ล้วนมีส่วนหากินกับรัฐทั้งสิ้น ทั้งสัมปทาน ธุรกิจใบอนุญาต กรณ์กล่าวว่า ในแง่มุมหนึ่งผมชื่นชมพวกอสังหาริมทรัพย์มากสุด เพราะเขาแข่งขันกันจริง ๆ เขาไม่มีใบอนุญาต ไม่มีสัมปทาน นอกนั้นธนาคารพาณิชย์ โทรคมนาคม ปตท. ต่างมีสัมปทาน ผูกขาด เราถึงไปแข่งต่างประเทศไม่เป็น

.

อุตสาหกรรมแบงกิ้ง…ยิ่งกว่าโบรกเกอร์

.

ส่วนเรื่องสเปรดดอกเบี้ย “กรณ์” กล่าวว่า “ผมคุยกับ ดร.ประสาร (ไตรรัตน์วรกุล ว่าที่ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่) ผมว่าต้องแยก 2 ส่วน เรื่องค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนที่ไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภคคือ 1.สเปรดดอกเบี้ย 2.ค่าธรรมเนียม เช่นค่าโอนข้ามเขต เดี๋ยวนี้ระบบไม่มีต้นทุนแล้ว แบงก์เถียงว่าเขามีกำไรเกินควรเพราะมีไว้ซับซิไดซ์เรื่องการรับเช็ค ซึ่งต้นทุนสูงมาก เราก็ฟังและบอกว่าต้องโปร่งใสในเรื่องนี้ ส่วนเรื่องส่วนต่างดอกเบี้ยต้องแยกส่วนระหว่างลูกค้ารายใหญ่ เอสเอ็มอี ลูกค้ารายบุคคล มันมีการซับซิดี้กันอยู่ ลูกค้ารายใหญ่ ๆ แบงก์ขาดทุนในแง่สเปรด แต่ไปได้อย่างอื่นเช่นทรานแซ็กชั่น แคชแมเนจเมนต์ เป็นต้น

.

เวลาแบงก์ชาติอ้างส่วนต่างดอกเบี้ยโดยเฉลี่ยเทียบกับวงเงินกู้โดยรวมว่าไม่ได้สูงเกินไป ผมว่า…ใช่ แต่ส่วนต่างดอกเบี้ยที่คิดกับคอนซูเมอร์โลน มันกว้างมาก คิดเฉลี่ยไม่ได้ ต้องคิดแยกส่วน ซึ่ง ดร.ประสารเข้าใจเรื่องนี้ ผมว่าอุตสาหกรรมแบงกิ้งไม่ได้เป็นการแข่งขันที่แท้จริง มันเป็นคลับมากกว่า ยิ่งกว่าโบรกเกอร์อีก

.

จริง ๆ ต้นทุนของแบงก์สูง ทำให้เขาอ้างว่าสเปรดต้องกว้าง ประเด็นคือหากเราไปปรับสเปรด ก็ทำให้เขาต้องลดต้นทุนเอง ตอนนี้เขาไม่ต้องลดต้นทุนเพราะสเปรดมันกว้างอยู่ ที่น่าห่วงมากคือค่าธรรมเนียม ปีที่จีดีพีติดลบที่ผ่านมา ค่าธรรมเนียมแบงก์ขยายตัวมากสุดในเอเชีย เขาถึงไม่ปล่อยกู้ เราเอาแบงก์รัฐมาปล่อยกู้แทน เขาหากินที่ค่าธรรมเนียม

.

ไทเกอร์แอร์…ถ้าไม่ดีก็ต้องรับผิดชอบ

.

ส่วนประเด็นไทเกอร์แอร์ของการบินไทย กรณ์กล่าวว่า เราคุยกับกระทรวงคมนาคมว่าเราจะให้ “การบินไทย” เป็นมืออาชีพมากสุด เพราะต้องแข่งขันกับสุดยอดของต่างประเทศ เช่น คาเธ่ย์ แปซิฟิค สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส หากเราไปยุ่งมาก สุดท้ายกลับมาเป็นภาระของกระทรวงการคลัง

.

หากฟังผู้บริหารการบินไทย บอกว่าเขาอยากปกป้องในส่วนแบ่งตลาดตรงนั้น จะลงไปทำเองก็เป็นไปไม่ได้ ต้นทุนผู้โดยสารสูงกว่ากันเยอะ แม้แต่นกแอร์เองก็สูงกว่าแอร์เอเชีย หากจะแข่งต้องแข่งบนต้นทุนที่เท่ากันหรือต่ำกว่า จึงจะแข่งกันได้ วิธีที่เขาตัดสินใจคือทำกับไทเกอร์แอร์ ผมก็ตั้งคำถามในเชิงยุทธศาสตร์ว่าทำไมไม่ทำกับนกแอร์ เขาบอกว่าต้นทุนนกแอร์สูงกว่าแอร์เอเชียเยอะ สู้ไม่ได้ ที่ผ่านมาผลักดันให้นกแอร์ไปเส้นทางอื่นมาแล้ว แต่นกแอร์เลือกที่จะบินในประเทศ การบินไทยจึงต้องหาพาร์ตเนอร์ใหม่ ถ้าไปได้ดีก็เป็นเรื่องคณะผู้บริหาร ถ้าไม่ดีก็ต้องรับผิดชอบ

.

Advertisements

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง ”กรณีเขาพระวิหาร”

.

เขียนโดย

วีรพงษ์ รามางกูร

.

ความมีดังนี้

.

เมื่อปี พ.ศ. 2505 ขณะนั้นยังเป็นนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ดูจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ออกปราศรัยทางโทรทัศน์เรื่อง คำพิพากษาของศาลโลก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พูดไปควักผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดน้ำตาว่าเราจำเป็นต้องปฏิบัติตาม คำพิพากษาของศาลโลกโดยการถอนกำลังออกจากพระวิหาร และต้องคืนโบราณวัตถุกลับไปให้กัมพูชา พร้อมกันนั้นก็ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชาและมอบหมายให้สหภาพพม่าเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินของทางราชการไทยในพนมเปญและที่เมืองอื่น ๆ

.

ทางรถไฟที่ทอดยาวจากหัวลำโพงไปถึงกรุงพนมเปญก็เป็นอันต้องหยุด ประเทศไทยประกาศปิดชายแดน ตั้งแต่นั้นมาทั้ง 2 ประเทศก็หมดความเป็นมิตรต่อกัน แต่ประชาชนของทั้ง 2 ประเทศตามชายแดน ซึ่งเป็นญาติพี่น้องกันต่างก็ยังไปมาหาสู่ติดต่อค้าขายกันตามปกติ จนนายพลลอนนอลรัฐประหารขับไล่ สมเด็จพระเจ้าสีหนุออกไปร่วมกับฝ่ายเขมรแดง เราจึงรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศกัมพูชาขึ้นมาใหม่ แล้วข่าวคราวเรื่องเขาพระวิหารก็เงียบหายไป

.

เมื่อปี 2506 พวกเรานิสิตรัฐศาสตร์ วิชาการปกครอง ต้องเรียนวิชากฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และบรรพ 6 ว่าด้วยครอบครัวและมรดกกับท่านศาสตราจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ซึ่งท่านเป็นคนไทยคนหนึ่งที่ร่วมอยู่ในคณะทนายของฝ่ายไทย หัวหน้าคณะทนายความของไทยเป็นฝรั่งเข้าใจว่าเป็นอเมริกัน ส่วนหัวหน้าทนายความของฝ่ายกัมพูชาเป็นชาวฝรั่งเศส

.

พวกเราก็กราบเรียนถามท่านอาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ว่า ประเด็นที่ต่อสู้กันนั้นว่าอย่างไร ท่านก็บอกให้พวกเรากลับไปอ่านคำพิพากษาของศาลโลกเสียก่อนแล้วท่านจะอธิบายให้ฟัง

.

เมื่ออ่านจบแล้วเราก็เข้าใจขึ้นเป็นอันมาก เพราะคำพิพากษาเขียนเหตุผลไว้อย่างละเอียด ทั้งคำฟ้องร้องของกัมพูชาและคำแก้คดีของฝ่ายไทย รวมทั้งเอกสารสนธิสัญญาแผนที่แนบท้ายสัญญา ลายพระหัตถ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ทรงมีไปถึงข้าหลวงฝรั่งเศสประจำกัมพูชา เรื่องขออนุญาตเสด็จไปเยี่ยมชมเขาพระวิหาร ภาพถ่ายสมเด็จกับ ม.จ.พูนพิศมัยพระธิดาเสด็จเขาพระวิหาร

.

ประเด็นที่ต่อสู้กันก็คือ แผนที่แนบท้ายสนธิสัญญาฉบับปี 1904 ที่ให้เอาสันปันน้ำเป็นเขตแดน แต่แผนที่แนบท้ายใช้มาตราส่วน 1 : 200,000 ขีดมาตามสันปันน้ำ แล้วมาวกเอาปราสาทเขาวิหารไปเป็นของกัมพูชา แล้วจึงวกกลับมาบนสันปันน้ำอีกทีหนึ่ง

.

เรารู้ว่าแผนที่นั้นผิดไม่ตรงกับตัวหนังสือในสนธิสัญญาปักปันเขตแดน ค.ศ. 1904 อีกทั้งไทยไม่เคยยอมรับแผนที่ที่ฝรั่งเศส ทำฝ่ายเดียวแล้วส่งมาให้ไทย ไทยรับรองให้ความเห็นชอบเพราะฝ่ายไทยไม่ได้ส่งตัวแทนไปร่วมคณะปักปันเขตแดนตามที่ระบุไว้ในสนธิสัญญา

.

แต่ในที่สุดศาลโลกตัดสินว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา เพราะแผนที่ แนบท้าย ค.ศ. 1904 เป็นส่วนหนึ่งของ สนธิสัญญาทั้งในแง่เอกสารและข้อเท็จจริงที่ทางไทยไม่ได้ทักท้วงภายใน 10 ปี อีกทั้งหัวหน้าคณะปักปันเขตแดนของฝ่ายไทยจะเสด็จเยี่ยมปราสาทพระวิหารก็ทรงมีลายพระหัตถ์ขออนุญาตข้าหลวงฝรั่งเศส ข้าหลวงฝรั่งเศสก็ออกมารับเสด็จพร้อมกับชักธงชาติฝรั่งเศสขึ้นสู่ยอดเสา มีการถ่ายรูปร่วมกัน

.

อาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ท่านเล่าให้พวกเราลูกศิษย์ฟังว่า ท่านรู้แต่แรกแล้วว่าเราคงจะแพ้คดี แต่โดยหน้าที่ที่เป็น คนไทยและจรรยาบรรณของทนายความก็ต้องทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างถึงที่สุด

.

ท่านเล่าว่าทางที่ถูกเราไม่ควรตกลงให้กัมพูชานำคดีขึ้นศาลโลก เพราะคดีที่จะขึ้นสู่ศาลโลกได้ทั้งสองฝ่ายต้องยินยอมให้ศาลโลกพิจารณา

.

แต่จอมพลสฤษดิ์ท่านต้องการรักษาเกียรติภูมิของชาติว่าเราเป็นชาติอารยะ เป็นสมาชิกที่ดีขององค์การสหประชาชาติ และทนายฝรั่งเชื่อว่าฝ่ายเราจะเป็นฝ่ายชนะ อาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ท่านเป็นเสียงข้างน้อย เมื่อนายกรัฐมนตรีตัดสินใจแล้วท่านก็ต้องทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ในฐานะที่มีอาชีพทนายความและเป็นคนไทย

.

เมื่อฝ่ายเราแพ้คดีแล้ว ก็แปลว่าเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับว่า แผนที่แนบท้ายสนธิสัญญาเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญา มีผลบังคับใช้เหมือนกับกรณีเจดีย์สามองค์ ที่ด่านเจดีย์สามองค์ที่อังกฤษขีดวกเข้ามาทางฝ่ายไทยเป็นปากนกแก้วให้เป็นของพม่า

.

ปัญหาก็คือ ความชัดเจนว่าขอบเขตปราสาทพระวิหารนั้นกินขอบเขตพื้นที่ไปถึงไหน เพราะแผนที่ที่ฝรั่งเศสส่งมาให้ไทยเรารับรองหรือทักท้วงนั้นใช้มาตราส่วนย่อมาก ดูได้ไม่ชัด

.

คณะรัฐมนตรีในสมัยจอมพลสฤษดิ์จึง ตีความคำพิพากษาว่า ขอบเขตของปราสาทพระวิหาร หรือ ′The Temple of Pra Vihar′ (สื่อมวลชนไทย สะกดภาษาอังกฤษตามสำเนียงเขมรว่า The Temple of Preach Vihear ซึ่งไม่ควรสะกดอย่างฝรั่ง ควรสะกดตามสำเนียงไทย หรือสำเนียงแขกเจ้าของภาษาสันสกฤตว่า The Temple of Pra Vihar อาจจะเพราะความไม่รู้หรือไม่ก็เพราะเห่อฝรั่ง)มีขอบเขตแค่ไหน

.

ทางฝ่ายกัมพูชาก็ว่า ′สระตาล′ห่างออกมาไกลสองสระที่เป็นที่สรงน้ำของกษัตริย์ขอมข้างหนึ่ง และเป็นที่อาบน้ำชำระร่างกายของพราหมณ์ข้างหนึ่งก่อนขึ้นไปเฝ้าพระอิศวรที่ปราสาท เป็นส่วนหนึ่งของเทวสถานแห่งนี้

.

นอกจากนั้น ไกลออกมาถึงสถูปคู่ ซึ่งคงจะหมายถึงประตูทางเข้าพระวิหาร ซึ่งไกลออกมาถึง 2 ก.ม. เป็นเครื่องหมายแสดงขอบเขตของพระวิหาร

.

รวมทั้งหมดจึงจะเป็นเทวสถานหรือ พระวิหารแห่งพระอิศวรเจ้าที่สมบูรณ์ เหมือนกับอาณาเขตของวัดคงไม่ใช่เฉพาะพระอุโบสถภายในเขตที่ลงลูกนิมิตและใบเสมา คงเริ่มจากซุ้มประตูภายในกำแพงทั้งหมด ซึ่งอาจจะมีศาลาราย วิหารคต ศาลา กุฏิพระ ฯลฯ ด้วยประกอบเข้าจึงเป็นวัด หรือ ′พุทธสถาน′ หรือ ′พระวิหาร′

.

ทางเราก็ตีความว่า คำพิพากษาหมายถึงเฉพาะตัวพระวิหารสิ้นสุดที่บันไดขึ้นวิหารเท่านั้น ดังนั้นพื้นที่รอบพระวิหาร 4.6 ตารางกิโลเมตรจึงยังเป็นของไทย เขมรบอกไม่ใช่ของไทย กัมพูชาไม่เคยรับรู้ ดังนั้นต่างคนต่างอ้างอธิปไตยเหนือพื้นที่ ดังกล่าวจนทางฝ่ายกัมพูชาต้องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ทางยูเนสโกจึงขอให้เขมรเจรจากับไทยว่าจะร่วมกันพัฒนาอย่างไรให้เป็นเทวสถานที่สมบูรณ์ เพราะทางขึ้นอยู่ทางฝั่งไทย

.

หนังสือช่วยจำที่ลงนามโดย รมต. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ปี 2543 ก็ถูกต้องแล้ว หนังสือช่วยจำลงนามโดย รมต.นพดล ปัทมะ ที่ทำให้เขมรยอมรับว่าพื้นที่ 4.6 ตร.ก.ม เป็นพื้นที่ทับซ้อนก็ถูกต้อง หนังสือของ รมต. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์เพื่อ ปูทางไปในการปักปันเขตแดน ส่วนของ รมต.นพดล ปัทมะ ก็เพื่อนำไปสู่การขึ้นทะเบียนมรดกโลก และร่วมกันพัฒนาให้เป็นมรดกโลก ทั้ง 2 บันทึกมีประโยชน์กับทั้ง 2 ประเทศและของโลกในแง่สันติภาพและวัฒนธรรมร่วมกัน

.

ปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นเพราะนักการเมืองที่ไม่รับผิดชอบใช้ประเด็นความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองใช้ประหัตประหารกันทางการเมือง โดยอ้างว่าเพื่อประโยชน์ของชาติ แท้จริงแล้วก็เพื่อประโยชน์ของตนเอง เมื่อฝ่ายหนึ่งทำเรื่องให้ง่ายให้เป็นประโยชน์ร่วมกัน อีกฝ่ายต้องการให้เป็นเรื่องยากให้เป็นโทษกับประเทศชาติ อีกฝ่ายหนึ่งก็เป็นนักการเมืองเหมือนกัน มีพรรคฝ่ายค้านเหมือนกัน ก็ใช้กรณีนี้เล่นงานผู้นำของตน เอาอย่างประเทศไทยเรื่องก็เลยทำท่าจะบานปลายไปกันใหญ่

.

ดีที่ทหารทั้ง 2 ฝ่ายมีความเป็นอารยะพอ ไม่เถื่อนกระโจนไปตามการเมือง ซึ่งต้องชมเชยกองทัพของทั้ง 2 ประเทศ มิฉะนั้นก็ต้องรบกัน พาลูกหลานชาวบ้านไปตายโดยเปล่าประโยชน์

.

สื่อมวลชนของทั้ง 2 ประเทศก็พลอยไปเล่นการเมืองกับเขาด้วย ไม่ทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ ไม่เคยศึกษา ไม่อ่านบันทึกของอาจารย์ ดร.บวรศักดิ์ ดร.ชาญวิทย์ คำพิพากษาของศาลโลกก็คงไม่อ่านอยู่แล้ว

.

ถ้าเรื่องไปถึงคณะมนตรีความมั่นคง คณะมนตรีความมั่นคงไม่มีทางเลือกต้องกลับไปที่ศาลโลกให้ตัดสินให้ชัดเจนว่าพื้นที่ 4.6 ตร.ก.ม.เป็นส่วนหนึ่งของปราสาทหรือไม่ เราก็ไม่มีทางเลือกเพราะได้เคยตกลงให้ศาลโลกพิจารณามาแล้ว

.

คิดอย่างสามัญสำนึก โอกาสที่เราจะแพ้น่าจะสูงกว่าโอกาสที่จะชนะ ทางที่ดีปล่อยให้คลุมเครือดีกว่าให้ศาลโลกตัดสินอีกครั้ง โดยถือว่าเป็นประโยชน์ร่วมกัน น่าเสียใจที่เราไปเล่นการเมืองกันจนวิถีทางการแก้ปัญหาที่พัฒนามาด้วยดีนั้นกำลังพังทลายลง พอรัฐบาลจะลงก็ต้องหาบันไดลง

.

แต่ก็มีคนกำลังจะชักบันไดออกไม่ให้ลง

.

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง ”“2 มาตรฐาน” นี่คือเครื่องมือทำลายล้างทางการเมือง แต่ผมมีวิธีแก้ปัญหา!!!

.

เขียนโดย

ศ. ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์

.

ความมีดังนี้

หากจะว่ากันไปแล้ว คำว่า “สองมาตรฐาน” ไม่ใช่คำที่เกิดขึ้นใหม่แต่เป็นคำที่ถูกหยิบยกเอามาใช้กันมากในช่วงเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากคำดังกล่าวเป็นคำที่ต้องการ “ข้อพิสูจน์” ที่เป็นรูปธรรม ผมจึงไม่ได้ให้ความสนใจมากเท่าไรนัก เพราะการพิสูจน์เรื่องแต่ละเรื่องที่มีการอ้างว่า “สองมาตรฐาน” ก็จะมีการอ้างข้อมูลที่แตกต่างกันไปและไม่สามารถกำหนดได้ว่าอะไรคือ “มาตรฐาน” ที่ว่านี้ ผมก็เลยไม่ได้นำเรื่อง “สองมาตรฐาน” มาพูดหรือมาเขียน

.

แต่อย่างไรก็ดี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสได้อ่านการ์ตูนของนักเขียนการ์ตูนชื่อดังคนหนึ่งในหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ฉบับหนึ่งที่ออกมาเล่นเรื่อง “สองมาตรฐาน” ที่ดูๆ แล้วขนาดการ์ตูนก็ยัง “สองมาตรฐาน” ผมจึงคิดว่าคงต้องเขียนเรื่องนี้บ้างเพื่อไม่ให้ตกขบวนครับ

.

ที่มาของคำว่า “สองมาตรฐาน”

.

คำว่า “สองมาตรฐาน” หรือ “double standard” เป็นคำที่ถูกนำมาใช้เรียกบรรดาการกระทำ การดำเนินการหรือการบริหารจัดการในเรื่องเดียวกัน แต่ต่างกลุ่มเป้าหมายกันและผลที่เกิดขึ้นตามมาก็แตกต่างกัน โดยผู้กระทำ ผู้ดำเนินการ หรือผู้บริหารจัดการเรื่องดังกล่าวอาจมีเจตนาหรือไม่ก็ได้ อาจทำโดยไม่รู้ก็ได้ อาจทำโดยหย่อนความสามารถก็ได้ หรืออาจทำโดยตั้งใจก็ได้ครับ

.

คำดังกล่าวเป็นคำยอดนิยมในปัจจุบันและถูกนำมาใช้ในเรื่อง “การเมือง” กันมาก โดยนำมาใช้ในลักษณะที่เป็นคุณเป็นโทษกับคน โดยปกติทั่วไปแล้ว ผู้ได้รับประโยชน์จากการกระทำ “สองมาตรฐาน” ก็มักจะไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องดังกล่าวเพราะคิดว่านี่คือ “สิทธิพิเศษ” ที่เกิดขึ้นกับตน ทำให้ตนได้รับการปฏิบัติด้วยมาตรฐานที่ดีกว่า จึงไม่เรียกร้องอะไรเพราะตนเป็นผู้ได้รับประโยชน์

.

แต่ในทางกลับกัน ฝ่ายที่ได้รับการปฏิบัติที่ด้อยกว่าอีกฝ่ายหนึ่งก็มักจะเรียกร้องหา “มาตรฐาน” เพราะสิ่งที่ตนได้รับนั้นก่อให้เกิดผลกระทบต่อตนเองมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะฉะนั้น หากเมื่อใดก็ตามที่เกิดอาการหรือเกิดการกล่าวอ้างว่า “สองมาตรฐาน” ก็หมายความว่า จะมีผู้หนึ่งหรือฝ่ายหนึ่ง “ได้ประโยชน์” ส่วนอีกผู้หนึ่งหรืออีกฝ่ายหนึ่งก็จะเป็นผู้ “เสียประโยชน์”

.

“สองมาตรฐาน” ไม่ได้เป็นศัพท์ด้านนิติศาสตร์ แต่ถ้าหากจะหาศัพท์ด้านนิติศาสตร์มาใช้ก็คงหนีไม่พ้นคำว่า “เลือกปฏิบัติ” ส่วนถ้าจะใช้ศัพท์ชาวบ้านทั่วๆ ไปก็คงเรียกการกระทำสองมาตรฐานว่าเป็นการ “ลำเอียง” ก็ได้นะครับ

.

“สองมาตรฐาน” ไม่ได้เป็นประเด็นด้านนิติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากข้อบกพร่องหรือข้อผิดพลาดของตัวบทกฎหมาย แต่เกิดจากการที่ “ผู้มีอำนาจ” ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเลือกที่จะใช้อำนาจหรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดกับบุคคลหนึ่งบุคคลใดหรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่แตกต่างกันภายใต้กฎหมายหรือกฎเกณฑ์เดียวกัน

.

ในชีวิตประจำวัน เรื่อง “สองมาตรฐาน” ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกเพราะโดยธรรมชาติของมนุษย์ที่มีการรวมกลุ่ม มีความเชื่อ มีสังคม มี “รุ่น” ต่างๆ ร่วมกัน ก็ย่อมมีความผูกพันเป็นธรรมดา และเมื่อเราอยากให้คนที่เราผูกพันได้รับความสะดวกสบาย หรือได้รับสิ่งที่ “ดีๆ” อาการสองมาตรฐานก็จะเกิดขึ้นตามมาครับ

.

จากวัฒนธรรมสู่ความชาชิน

.

นอกจากนี้แล้ว สภาพสังคมและวัฒนธรรมก็ยังเป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิด “สองมาตรฐาน” ไม่ต้องดูอื่นไกลนะครับ เด็กกับผู้ใหญ่ทำสิ่งเดียวกัน คนรวยกับคนจนทำสิ่งเดียวกัน เจ้านายกับลูกน้องทำสิ่งเดียวกัน ผลที่เกิดขึ้นไม่เหมือนกันอย่างแน่นอนครับ โดยเฉพาะเด็กกับผู้ใหญ่นี่เป็น “วัฒนธรรม” ที่ทำให้เกิด “สองมาตรฐาน” จนกลายเป็น “ความชาชิน” ของสังคมในปัจจุบัน

.

ลองนึกตัวอย่างดูเอาเองก็ได้ครับเพราะผมเชื่อว่า แต่ละคนก็เคยประสบกับ “สองมาตรฐาน” มาแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะประสบในครั้งที่ยังเป็น “เด็ก” ผู้ถูกกระทำหรือเมื่อเป็นผู้กระทำที่เป็น “ผู้ใหญ่” แล้วครับ เด็กทำอะไรก็ผิดไปหมดในขณะที่ผู้ใหญ่ทำอย่างเดียวกันแต่กลับไม่ผิด !!

.

ความเคยชินเหล่านี้ในบางครั้งผู้ถูกกระทำก็ต้องยอมรับเพราะวัฒนธรรมและสภาพสังคมต่างก็มีส่วนทำให้ผู้ถูกกระทำ “ต้องยอมรับ” และ “ไม่มีปากไม่มีเสียง” ครับ แต่ในใจของทุกคน ผู้ถูกกระทำทุกคนรู้สึกถึงความไม่เท่าเทียมกัน รู้สึกถึงการได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกันครับ !!!

.

ในทางกฎหมาย ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า แม้จะไม่มีคำว่า “สองมาตรฐาน” แต่เราก็สามารถนำคำว่า “เลือกปฏิบัติ” มาใช้แทนได้ การเลือกปฏิบัตินี้ก็เป็นสิ่งที่ทั้งรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 และฉบับปี พ.ศ. 2550 ได้กล่าวเอาไว้ โดยในมาตรา 30 วรรคสาม แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้กล่าวไว้ว่า

.

“การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางด้านเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้”

.

และนอกจากนี้แล้ว ในมาตรา 9 (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ก็ยังกำหนดให้การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

.

คดีบรรทัดฐาน ทนายพิการสอบอัยการ

.

ที่ผ่านมา ในช่วงเวลาของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 มีกรณีของการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมที่น่าสนใจหลายเรื่องด้วยกัน แต่ที่น่าสนใจที่สุดก็คือกรณีของนาย ศิริมิตร บุญมูล ทนายความพิการด้วยโรคโปลิโอที่ไปสมัครสอบเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วยแต่ทางหน่วยงานไม่รับสมัคร

.

เนื่องจากเห็นว่ามีร่างกายพิการ ต่อมา นายศิริมิตร บุญมูล ก็ได้นำเรื่องดังกล่าวไปฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองกลาง และศาลปกครองสูงสุด ซึ่งศาลปกครองสูงสุดก็ได้พิพากษาเพิกถอนมติของคณะกรรมการอัยการที่มีมติไม่รับสมัคร นายศิริมิตร บุญมูล ในการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย โดยเรื่องดังกล่าว รองศาสตราจารย์ ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ ได้เขียนบทความลงใน http://www.pub-law.net ไปแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 ก็ต้องลองไปอ่านดูนะครับ

.

ในทางการเมือง ปัญหาใหญ่ของประเทศไทยในวันนี้คือ การแตกแยกในทางความคิดอันนำไปสู่ความขัดแย้งระดับชาติ มีการแบ่งขั้ว แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันในทุกที่ ทุกกลุ่ม อย่างชัดเจน มีการแบ่งเป็นพวกใครพวกมันในทุกระดับชั้นของสังคม ฝ่ายหนึ่งไปอีกฝ่ายหนึ่งมา คำว่า “สองมาตรฐาน” จึงถูกนำมาใช้สำหรับการดำเนินการที่ไม่เท่าเทียมกันที่ “อีกฝ่ายหนึ่ง” เป็นผู้ทำครับ

.

ผมคงไม่ต้องยกตัวอย่างอะไรมากมายนักเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้คนพยายามออกมาบอกว่า “สองมาตรฐาน” ถ้าเรามองอย่างใจเป็นธรรม เราก็คงรู้เอง เพราะอย่างที่ผมกล่าวไปแล้วข้างต้นว่า สองมาตรฐานไม่สามารถวัดได้ด้วยกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ใดๆ ทั้งนั้น เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการมากกว่าเกิดขึ้นจากข้อบกพร่องหรือข้อผิดพลาดของตัวบทกฎหมาย สังคมเราในวันนี้เกิดการบังคับใช้กฎหมายและการใช้อำนาจทางการเมืองแบบที่แตกต่างกัน ไม่ต้องดูอื่นไกลนะครับ

.

สองมาตรฐาน …ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

.

ล่าสุดที่เกิดขึ้น ภายใต้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เด็กนักเรียนเขียนป้ายที่มีข้อความกระทบกับการเมืองก็ถูกจับเข้าสถานพินิจเด็กและเยาวชน ประชาชนผูกผ้าแดงที่ป้ายสี่แยกก็ถือว่าทำผิดกฎหมาย ในขณะที่คนเป็นร้อยชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล ต่อมาย้ายไปชุมนุมบริเวณถนนราชดำเนินนอก มีการตั้งเวทีปราศรัย ซึ่งเป็นการชุมนุมที่ผิดพระราชกำหนดดังกล่าวอย่างชัดแจ้ง กลับไม่มีการดำเนินการทางกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น

.

นี่เป็นตัวอย่าง “เล็กๆ” ที่เกิดขึ้นล่าสุดเมื่อไม่กี่วันนี้เองครับ ส่วนตัวอย่าง “ใหญ่ๆ” อีกเรื่องหนึ่งที่ยังคงเป็นคำถามที่รอคำตอบอยู่ก็คือ ผู้ชุมนุมยึดสนามบิน ยึดทำเนียบ ปิดล้อมรัฐสภา ตำรวจใช้กำลังสลาย ถูกสอบสวนโดนไล่ออก ส่วนกรณีผู้ชุมนุมยึดสี่แยกราชประสงค์ ทหารใช้กำลังเข้าสลาย คนตายร่วมร้อย บาดเจ็บหลายพันกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยครับ

.

ยังมีตัวอย่างอีกมากมายที่ผมคงไม่ต้องหยิบยกมาพูดให้สะเทือนความรู้สึก และสร้างความ “น้อยใจ” ให้กับผู้ได้รับผลกระทบจาก “สองมาตรฐาน” เพราะจริงๆ แล้ว คนไทยทุกคนในฐานะผู้เสียภาษี ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม ต่างก็มีสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันจากหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

.

เพราะเงินภาษีเหล่านี้ก็คือ “ค่าจ้าง” ที่ประชาชน “จ้าง” พวกคุณมาบริหารประเทศ มาเป็นตำรวจ มาเป็นทหาร เพื่อดูแลทุกข์สุขให้กับประชาชนทุกคนอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน ไม่ใช่เพื่อ “ดูแล” หรือ “รับใช้” คนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเป็นการเฉพาะนะครับ !!!

.

เราจะแก้ปัญหา “สองมาตรฐาน” ได้ไหม ? เป็นคำถามที่หลายๆ คนอยากรู้กันมาก

.

นี่คือวิธีการแก้ปัญหาสองมาตรฐาน

.

ผมเคยเสนอผ่าน “ผู้มีอำนาจ” ไปแล้วหลายครั้งว่า อะไรที่ใครบอกว่าสองมาตรฐานก็ต้องให้ผู้ที่รับผิดชอบออกมาชี้แจงว่าทำไมถึงเข้าใจกันไปว่าสองมาตรฐาน ลองยกตัวอย่างดูก็ได้ว่า หากมีฝ่ายหนึ่งบอกว่า เรื่องของอีกฝ่ายหนึ่งค้างอยู่ที่ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ป.ป.ช. กกต. ฯลฯ มาเป็นเวลานานแล้ว ส่วนเรื่องของฝ่ายตนเองบรรดาองค์กรเหล่านั้นก็รีบดำเนินการ ไม่ยากหรอกครับ ทำแบบ ศอฉ. แถลงข่าวก็ได้ เอาผู้ที่เกี่ยวข้องและสามารถให้ข้อมูลได้ออกมานั่งกันให้เต็มจอทีวี อธิบายว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนใด ช้าเพราะเหตุใด และคาดว่าจะเสร็จเมื่อไร ชี้แจงให้เป็นระบบและชัดเจน

.

ผมว่าคนคงหายสงสัยไปได้มากนะครับ นี่คือวิธีการแก้ปัญหาของสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วด้วยการให้ข้อมูลที่ชัดเจน ถูกต้องแก่ประชาชน และให้ประชาชนรับทราบด้วยว่า “น่าจะ” ใช้เวลาในการดำเนินการอีกนานเท่าไรสำหรับแต่ละเรื่อง ส่วนในวันข้างหน้า เพื่อไม่ให้เกิดการดำเนินการที่มีลักษณะสองมาตรฐานอีก หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐควรจะต้องพยายามมีความเป็นกลางทางการเมืองให้มากขึ้น หยุดที่จะฟังและทำตามนักการเมืองโดยละเลยกับหลักนิติรัฐ

.

ใช้มาตรา 157 เป็นเครื่องมือแก้ปัญหา

.

หลักของความเป็นข้าราชการที่ดี คงต้อง “สำนึก” ให้มากขึ้นว่า มีงานทำและมีเงินใช้ได้ทุกวันนี้ก็เพราะภาษีจากประชาชนทั้งประเทศ ในการทำงานควรทำด้วยความโปร่งใส รวดเร็ว ชัดเจน มีคำตอบ เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้เสนอข้อเท็จจริง ข้อเสนอ “เชยๆ” ที่กล่าวไปแล้วนี้ไม่ล้าสมัยหรอกครับ เพราะยังเป็นสิ่งที่เราไม่ให้ความสนใจที่จะทำอย่างเสมอต้นเสมอปลายต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานานจนทำให้ความแตกแยกในสังคมขยายออกไปกว้างมากขึ้นทุกวัน

.

ฝ่ายประชาชน ผู้ที่มั่นใจว่าตนเองได้รับการปฏิบัติที่มีลักษณะ “สองมาตรฐาน” ก็น่าจะลองใช้สิทธิทางศาลยุติธรรมด้วยการฟ้องร้องเจ้าหน้าที่ผู้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ต่อไป หรือไม่ก็ใช้สิทธิฟ้องศาลปกครองเพื่อขอให้ศาลสั่งให้หัวหน้าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมาตรา 72 (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คือปฏิบัติตามหน้าที่ภายในเวลาที่ศาลปกครองกำหนดในกรณีที่มีการฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเว้นต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร

.

หลายๆ คนอาจ “ส่ายหน้า” ว่าการใช้สิทธิทางศาลกว่าจะรู้ผลก็ต้องใช้เวลานาน แต่ผมก็ยังเห็นว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดและถูกต้องที่สุดเพราะเป็นการ “ต่อสู้” ตามกฎหมายครับ ฟ้องกันมากๆ ให้มีข่าวออกมามากๆ ผู้มีอำนาจที่จะใช้วิธี “สองมาตรฐาน” ก็จะต้องระวังตัวมากขึ้นที่จะใช้อำนาจในลักษณะดังกล่าว ไม่ช้าไม่นานสถานการณ์ก็คงจะดีขึ้นไปเองครับ เพียงแต่ต้องอาศัย “ความกล้า” และ “เวลา” เท่านั้นเองครับ !!

.

เครื่องมือในการทำลายล้างทางการเมือง

.

สำหรับฝ่ายการเมือง ผมว่าหยุดได้แล้วที่จะใช้ “สองมาตรฐาน” เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างทางการเมือง แค่นี้ก็ไม่รู้แล้วว่าจะหาทางออกให้กับประเทศได้อย่างไรครับ ควรหยุดแทรกแซงและสั่งการฝ่ายข้าราชการประจำและในขณะเดียวกันก็ควรหาทางให้มีการใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และต้องพยายามหาทางทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างกลับมาสู่มาตรฐานเดียวให้ได้ รัฐบาลสองมาตรฐานคงไม่สามารถนำความสงบสุขและความปรองดองกลับมาสู่ประเทศได้อย่างแน่นอนครับ !!!

.

ขนาดการ์ตูนก็ยังสองมาตรฐาน ?

.

ข้อเขียนนี้คงไม่สมบูรณ์ หากจะไม่กล่าวถึง “สื่อ” ที่ในวันนี้ก็สองมาตรฐานกันเสียเหลือเกิน ขนาดการ์ตูนก็ยังสองมาตรฐานเลยครับ !!! คงจะต้องหันกลับมาปฏิบัติตามสิ่งที่ได้ร่ำเรียนกันมาใหม่นะครับ พยายามทำตัวให้เป็นกลาง อย่าเลือกข้าง นำเสนอสิ่งที่ถูกต้องและเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนให้มากที่สุดและดีที่สุด ต้องไม่ลืมว่าสื่ออยู่เหนือการเมืองนะครับ ไม่ใช่อยู่กับการเมือง อยู่ในการเมืองหรืออยู่ใต้การเมืองครับ

.

หากยังปล่อยให้บ้านเมืองของเราอยู่ในสภาวะ “สองมาตรฐาน” ต่อไป ความแตกแยกก็ต้องมีมากขึ้น จนในที่สุดระบบต่างๆ ที่เป็นตัวขับเคลื่อนสังคมและประเทศก็จะต้อง “ล่มสลาย” เมื่อถึงวันนั้น ผู้คนจะไม่มีความเชื่อถือในรัฐบาล ไม่มีความเชื่อถือในเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐ ไม่มีความเชื่อถือในทหาร ไม่มีความเชื่อถือในตำรวจ และไม่มีความเชื่อถือในฝ่ายตุลาการ แล้วประเทศเราจะอยู่ต่อไปได้อย่างไรครับ บ้านเมืองที่ไร้กฎเกณฑ์ ไร้กติกาคงไม่ใช่สิ่งที่พวกเราอยากเห็นหรืออยากให้เกิดขึ้นครับ !!!

.

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง ”เมืองไทยในเงาคึกฤทธิ์”

.

เรียบเรียงโดย

เกษียร เตชะพีระ

.

ความมีดังนี้

“เกษียร เตชะพีระ อดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ไทย หนีเข้าป่าจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ลีลาการสอนที่ตื่นเต้นทำให้เขาเป็นอาจารย์ที่นักศึกษาชอบมากคนหนึ่ง มีเพื่อนคนหนึ่งเคยพูดว่า “ตอนเรียนบูชาเกษียรเหมือนพ่อ พอเกรดออก รถจารย์แมร่งอยู่ไหนวะ” คำว่า Thaksinomic ทักษิณาธิปไตย เขาคนนี้ก็เป็นคนคิดขึ้น ถ้าคุณอยากจะฟังเสียงหัวเราะที่นักศึกษาทั้งห้องขนลุกมาแล้ว และข้อสอบปลายภาคคือข้อสอบที่คุณคิดเอง เสนอเอง ตั้งเอง แต่ตอบเองได้หรือเปล่า ม่ายรุนะ”

.

panakorn, เว็บบอร์ด dek-d.com, 20 เมษายน 2553

.

ถึงจะเว่อร์ไปบ้าง (เช่นที่ว่าผมเป็น “อดีตสมาชิกพรรค…” แหมไม่ถึงขั้นนั้นหรอกครับ ฯลฯ) แต่คำแนะนำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนที่เกี่ยวกับผมของนักศึกษาคนนี้ก็สะท้อนความจริงบางอย่างอยู่ โดยเฉพาะที่ว่า “ข้อสอบปลายภาคคือข้อสอบที่คุณคิดเอง เสนอเอง ตั้งเอง แต่ตอบเองได้หรือเปล่า ม่ายรุนะ”

.

ในบรรดาคำถามข้อสอบไล่วิชาการเมืองการปกครองของไทยต่างๆ นานา 45 ข้อที่นักศึกษาแต่ละคนคิดตั้งขึ้นเอง/ร่างเค้าโครง-ค้นคว้าข้อมูลเอง/เขียนตอบเองภายใต้การตรวจแก้แนะนำคัดกรองของผมในภาคการศึกษา 2/2552 ที่ผ่านมา (วันสอบไล่ 12 มีนาคม ศกนี้) ข้อที่ช่วยฉายภาพความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบันในแง่ระบบคิดได้เฉียบแหลมลึกซึ้งชวนขบคิดถกเถียงยิ่งเป็นของนักศึกษาปี 3 เลขทะเบียน 500361….

.

เขาค้นคว้าเรียบเรียงประยุกต์มันขึ้นมาจากงานวิจัยเรื่องการสร้าง “ความเป็นไทย” ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช โดย ร.ศ.ดร.สายชล สัตยานุรักษ์ แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นสำคัญ

.

เพื่อประโยชน์แก่การวิเคราะห์ระบบคิดเบื้องหลังความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบัน ผมขออนุญาตคัดลอกคำถามเอง-ตอบเองของนักศึกษาผู้นี้มาให้อ่านโดยปรับแต่งตัดทอนเล็กน้อยเพื่อความเหมาะสมดังนี้ :

.

คำถาม

.

“ความเป็นไทย” กระแสหลักที่นิยามโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้สร้าง “ความจริง” ทางการเมืองอะไรให้กับสังคมไทยบ้าง? “ความจริง” เหล่านั้นสามารถนำมาใช้อธิบายสาเหตุและเสนอวิธีการแก้ปัญหาสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยในช่วงปี พ.ศ.2495 – ปัจจุบันได้หรือไม่ อย่างไร? และท่านเห็นว่าการเสนอคำอธิบายตามแนวทาง “ความจริง” เหล่านั้น สามารถช่วยให้เข้าใจและแก้ปัญหาได้หรือไม่ อย่างไร?หากไม่ ท่านคิดว่าเป็นเพราะอะไร?

.

คำตอบ

.

นิยาม

.

สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทยในปัจจุบันได้ดำเนินมาเป็นเวลานานหลายปีแล้วและยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ ตลอดช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ได้มีความพยายามเสนอคำอธิบายสถานการณ์ความขัดแย้งนี้ด้วยกันหลายแบบ อย่างไรก็ตาม คำอธิบายที่พบมากที่สุดคือ คำอธิบายตามกรอบ “ความเป็นไทย” กระแสหลัก และจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม คำอธิบายเหล่านั้นได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก “ความจริง” ทางการเมืองที่ถูกสร้างขึ้นโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ปัญญาชนที่ทรงอิทธิพลในการนิยาม “ความเป็นไทย” มากที่สุด ในที่นี้จึงจะทำการวิเคราะห์ว่า “ความจริง” เหล่านั้นได้ให้คำอธิบายอะไรเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้บ้าง และคำอธิบายเหล่านั้นมีความถูกต้องเหมาะสมเพียงใด

.

ก่อนที่จะวิเคราะห์ถึงการเสนอคำอธิบาย จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทราบคำนิยามศัพท์สำคัญในเรื่องนี้เสียก่อน ได้แก่คำว่า “ความเป็นไทย” กระแสหลัก และคำว่า “ความจริง” ทางการเมือง ทั้งนี้ เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน โดยในที่นี้ผู้เขียนจะขออ้างอิงคำนิยามที่ปรากฏใน “บทวิจารณ์ การสร้าง “ความเป็นไทย” กระแสหลักและ “ความจริง” ที่ “ความเป็นไทย” สร้าง” (ฟ้าเดียวกัน, 3 : 4 (ตุลาคม – ธันวาคม 2548)

.

คำว่า “ความเป็นไทย” หมายถึง สิ่งสร้างทางการเมืองวัฒนธรรม เชื้อมูลที่ประกอบสร้างเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย หากเรามีสิ่งนี้ก็จะได้ชื่อว่าเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์ เมื่อนำมารวมกับคำว่า กระแสหลัก จึงหมายถึง สิ่งสร้างทางการเมืองวัฒนธรรมที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในการทำความเข้าใจว่าอะไรคือไทย

.

ส่วนคำว่า “ความจริง” นั้น หมายถึง สภาวะนามธรรมที่เป็นจริงโดยตัวมันเอง อย่างไรก็ตาม “ความจริง” ในที่นี้เป็น สกรรมสภาวะ (transitive reality) เป็นจริงเพราะเราเชื่อ ไม่ได้เป็นจริงโดยตัวมันเอง แต่เรากลับเชื่อว่ามันเป็นจริงโดยตัวมันเอง เมื่อนำมารวมกับคำว่า การเมือง จึงหมายความว่า แง่มุมทางการเมืองที่เราเชื่อว่าถูกต้อง เป็นจริง ไม่เปลี่ยนแปลง

.

เมื่อนำ 2 คำข้างต้นมารวมกันเป็น “ความจริง” ทางการเมืองที่ “ความเป็นไทย” กระแสหลักสร้างขึ้น จึงอาจให้ความหมายได้ว่าเป็น กรอบการมองการเมืองที่เป็นผลมาจากอิทธิพลของการทำความเข้าใจว่าอะไรคือไทย

.

“ความเป็นไทย”กระแสหลัก

.

ดังที่กล่าวไปแล้วในตอนต้นว่า ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เป็นปัญญาชนที่ทรงอิทธิพลในการนิยาม “ความเป็นไทย” ในที่นี้จึงจะทำการวิเคราะห์ว่า ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้สร้าง “ความเป็นไทย” อะไรไว้บ้าง เพราะถ้าเราเข้าใจสิ่งนี้แล้ว เราก็จะเข้าใจว่า “ความจริง” ทางการเมืองนั้นมีที่มาอย่างไร โดยประเด็น “ความเป็นไทย” ที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์นิยามที่สำคัญๆ มีดังนี้ :-

.

1) การปกครองแบบไทย : ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้สร้างให้การปกครองแบบไทยเป็นรูปแบบการปกครองที่ดีสำหรับไทย และเหนือการปกครองแบบประชาธิปไตยตะวันตก หลักการปกครองแบบไทยที่สำคัญต้องการเน้นที่อำนาจเด็ดขาดของผู้นำ แต่ขณะเดียวกัน ผู้นำในรูปแบบนี้ก็มีศีลธรรมพระพุทธศาสนากำกับ ทำให้ประชาชนไม่ได้รับการกดขี่

.

การปกครองแบบนี้ให้สิทธิการเข้าร่วมการปกครองตามชั้นทางสังคม ผู้ที่อยู่ในระดับล่างไม่มีสิทธิเข้าร่วมการปกครองเนื่องจากคนกลุ่มนี้ไม่มีความรู้ หากให้ร่วมใช้อำนาจด้วยก็จะเกิดความวุ่นวายในสังคมขึ้นได้

.

2) พระมหากษัตริย์ : ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้เน้นให้เห็นว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นต้นแบบของผู้นำแบบไทยและยังทรงทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติมากมาย กล่าวได้ว่าไทยเป็นไทยได้ทุกวันนี้ก็เพราะมีพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะรัชกาลปัจจุบันที่ทรงบุญญาบารมีสูงสุด พระมหากษัตริย์ยังทรงเป็นผู้พระราชทานอำนาจให้กับประชาชน ดังนั้น การปกครองที่ดีจึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลและสายพระเนตรของพระมหากษัตริย์ แนวความคิดแบบนี้ได้ก่อให้เกิด “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

.

3) พระพุทธศาสนา : ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้เน้นที่ศีลธรรมแบบโลกียธรรม พร้อมทั้งได้เน้นว่าผู้นำแบบไทยเป็นผู้นำที่ดีเพราะมีพระพุทธศาสนากำกับ ในส่วนของประชาชนทั่วไป ยังเน้นความสำคัญของ “กรรม” เพื่อให้ประชาชนยอมรับสถานะของตัวเองและให้การสนับสนุนผู้นำแบบไทยซึ่งเป็นผู้ที่มี “กรรม” เก่าที่ดีกว่า

.

4) ความสัมพันธ์ของคนในสังคม : ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้เน้นให้เห็นว่าสังคมที่รู้จัก “ที่สูง – ที่ต่ำ” เป็นสังคมที่ดี เพราะแต่ละคนทำตามหน้าที่ของตนเอง ไม่เกิดความวุ่นวายขึ้น แม้จะมีความแตกต่างทางชนชั้น แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยสงบสุข เพราะมีระบบอุปถัมภ์ผู้ที่อยู่ในชนชั้นต่ำกว่า

.

5) ด้านอื่นๆ : ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ยังได้เน้น “ความเป็นไทย” ในด้านอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องศิลปวัฒนธรรม โดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้ให้ความสำคัญแก่วัฒนธรรมชั้นสูง (High Culture) ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดีงามและเป็นไทยอย่างที่สุด

.

การเน้นแบบนี้มีแนวโน้มที่จะทำให้คนในสังคมให้การสนับสนุนคนที่อยู่ใน “ที่สูง” แต่ไม่เห็นค่าของคนที่อยู่ใน “ที่ต่ำ”

.

“ความจริง”ทางการเมือง

.

จาก “ความเป็นไทย” ในแง่มุมต่างๆ ที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้นิยามไว้ ได้ก่อให้เกิด “ความจริง” ทางการเมืองที่สำคัญก็คือ การมองว่า “ความเงียบทางการเมือง” หรือ “สังคมที่ไม่มีการเมือง” เป็นอุดมคติสูงสุดสำหรับการเมืองไทย

.

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้ชี้ให้เห็นว่าการเมืองที่มาพร้อมกับระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นสิ่งชั่วร้าย เพราะเป็นการไปทำลายระบบความสัมพันธ์ของคนในสังคมแต่เดิมลง ทำให้คนที่อยู่ใน “ที่ต่ำ” เข้ามามีอำนาจในการปกครอง ทั้งที่คนกลุ่มนี้ไม่มีหน้าที่อย่างนั้น

.

การปกครองโดยคนที่ไม่สมควรได้ปกครองจึงทำให้ประเทศมีแต่ความวุ่นวายขัดแย้ง อิทธิพลจากแนวความคิดนี้ทำให้คนไทยมองการเมืองเพียงในแง่มุมของการต่อสู้แย่งชิงผลประโยชน์ของนักการเมืองที่เห็นแก่ตัวเท่านั้น

.

พร้อมกันนั้นคนไทยก็เชื่อว่าหากสามารถกำจัดนักการเมืองออกไปได้ บ้านเมืองก็จะดีขึ้นเป็นแน่ “ความเงียบทางการเมือง” จึงกลายมาเป็นอุดมคติสำหรับคนไทย

.

ที่ว่า “ความเงียบทางการเมือง” หรือ “สังคมที่ไม่มีการเมือง” นั้นก็คือ การปกครองแบบไทยซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของพระมหากษัตริย์ หน้าที่ในการปกครองเป็นของคนดี ที่มีความเป็นไทยและไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง (เพราะการเลือกตั้งทำให้ความสัมพันธ์ของคนในสังคมยุ่งเหยิง) และต้องอยู่ใน “ที่สูง” ด้วย คนในชนชั้นต่างๆ กลับไปทำหน้าที่ของตนเองตามที่ชนชั้นของตนเองกำหนด ผู้ที่อยู่ใน “ที่ต่ำ” ก็มีเพียงหน้าที่ทำตามสิ่งที่คนอยู่ใน “ที่สูง” กำหนดเท่านั้น ถ้าทำได้แบบนี้ บ้านเมืองก็จะมีแต่ความสงบสุข อุดมคติแบบนี้ทำให้คนไทยไม่ให้ความสำคัญกับระบอบประชาธิปไตย และมีแนวโน้มจะสนับสนุนระบอบอำนาจนิยมได้ง่าย

.

“ความจริง” ทางการเมืองอีกประการหนึ่งที่สำคัญก็คือ การเกิดมโนภาพว่า “เมืองไทยนี้ดี” โดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้ทำให้คนไทยเชื่อว่าเมืองไทยดีกว่าประเทศอื่นๆ ด้วยเหตุผลหลายประการไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งตามภูมิศาสตร์ การปกครองแบบไทย การมีพระมหากษัตริย์ ฯลฯ

.

มโนภาพแบบนี้ทำให้คนไทยส่วนใหญ่มีแนวโน้มต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เพราะคิดว่าจะทำให้เมืองไทยแย่ลง อีกทั้งยังปฏิเสธแนวทางของประเทศอื่นเพราะเชื่อว่าแนวทางของไทยดีที่สุด อย่างไรก็ตาม ไทยอาจจะรับแนวทางจากประเทศอื่นได้ แต่ต้องรับผ่านชนชั้นนำเท่านั้น ชนชั้นอื่นห้ามรับโดยตรง

.

“ความจริง” ทางการเมืองเหล่านี้ได้กลายมาเป็นกรอบคิดของคนไทยจนถึงปัจจุบัน กรอบคิดนี้เป็นทั้งคำตอบในการมองปรากฏการณ์ต่างๆ และก็เป็นทั้งข้อจำกัดในการคิดเช่นกัน เพราะกรอบนี้มีพลังอิทธิพลอย่างมาก จนคนในสังคมไม่สามารถคิดนอกเหนือไปจากกรอบเหล่านี้ได้ แม้แต่สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยในช่วงปี พ.ศ.2549 – ปัจจุบัน คนไทยจำนวนมากก็ยังมองโดยใช้กรอบ “ความจริง” ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เป็นหลัก

.

มองการเมืองปัจจุบันผ่านกรอบคิดคึกฤทธิ์

.

สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้อาจนับได้ว่าเริ่มต้นเมื่อปลายปี พ.ศ.2548 โดยในช่วงแรกอาจถูกมองว่าเป็นเพียงความขัดแย้งระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แต่หลังจากนั้นความขัดแย้งก็ลุกลามขยายไปจนอาจเรียกได้ว่าเป็นความขัดแย้งระหว่าง ระบอบทักษิณ กับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

.

หรือนัยหนึ่งเราอาจกล่าวได้ว่านี่เป็นความขัดแย้งระหว่าง “ความเป็นไทย” แบบใหม่ซึ่งนำโดย พ.ต.ท.ทักษิณ กับ “ความเป็นไทย” กระแสหลักที่ได้รับอิทธิพลจาก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์

.

ความขัดแย้งครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดการแตกแยกทางความคิดของคนในสังคมออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ

.

2 กลุ่มนี้ได้เข้าปะทะกันทั้งในเชิงความคิดและเชิงกายภาพจนยากที่จะหาข้อตกลงร่วมกันได้

.

การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 ก็ไม่สามารถที่จะช่วยแก้ปัญหาได้ แต่กลับเพาะเชื้อความขัดแย้งให้ลุกลามมากยิ่งขึ้น

.

ปัจจุบันเรามีมวลชนซึ่งจัดตั้งอย่างเป็นเอกเทศ 2 กลุ่มที่พร้อมจะเข้าปะทะกัน ซึ่งหากจะว่าไปแล้ว ส่วนหนึ่งของความขัดแย้งที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ก็เป็นผลมาจากการใช้กรอบการมองแบบ “ความจริง” ทางการเมืองของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์นั่นเอง

.

หากเราใช้กรอบของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์เป็นหลัก เราก็อาจให้คำอธิบายสถานการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้ว่าเป็นผลมาจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณได้ทำลาย “ความเป็นไทย” กระแสหลักลง

.

การทำลายในที่นี้คือการที่ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ปฏิบัติตามแนวทางผู้นำแบบไทย เพราะมีข้อกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้กระทำการอันเป็นการผิดศีลธรรมทางพระพุทธศาสนาผ่านการทุจริตในเรื่องต่างๆ

.

ในขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณก็ยังกระทำการในลักษณะที่ถูกมองว่าจะออกจากการควบคุมดูแลโดยพระมหากษัตริย์ การพยายามออกห่างจากพระบรมฉายาของพระมหากษัตริย์และมีหลายเหตุการณ์ที่ผู้คนในสังคมเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังกระทำตนเทียบชั้นพระมหากษัตริย์นี้ ทำให้หลายคนเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้หมดคุณสมบัติของการเป็นผู้นำแบบไทยลง เพราะพระมหากษัตริย์คือหลักอ้างอิงและให้ความชอบธรรมในการเป็นผู้นำแบบไทย เมื่อออกห่างจากพระมหากษัตริย์จึงออกห่างจากความชอบธรรมในการเป็นผู้นำแบบไทยด้วย

.

มีข้อสังเกตว่าในช่วงแรกที่ พ.ต.ท.ทักษิณใช้อำนาจในลักษณะเผด็จการนั้น ผู้คนจำนวนมากยังไม่มีความคิดจะต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะตามหลัก “ความเป็นไทย” แล้ว การใช้อำนาจเผด็จการไม่ใช่เรื่องเลวร้ายแต่อย่างใด จนกระทั่งเมื่อมีกรณีกล่าวหาว่าทุจริตและหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ผู้คนจำนวนมากจึงได้ออกมาต่อต้าน

.

ความผิดของ พ.ต.ท.ทักษิณต่อ “ความเป็นไทย” อีกอย่างหนึ่งก็คือการทำลายโครงสร้างความสัมพันธ์ของคนในสังคมลง เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณได้อิงตัวเองเข้ากับประชาชนรากหญ้าซึ่งไม่ควรมีสิทธิมีเสียงในการปกครอง

.

แม้ว่าโดยใจจริง พ.ต.ท.ทักษิณอาจไม่ได้ต้องการให้อำนาจแก่ประชาชนรากหญ้าอย่างแท้จริง แต่ก็ทำให้ผู้ที่อยู่ในที่ “สูงกว่า” อดรู้สึกไม่ได้ว่าอำนาจของตนเองกำลังถูกท้าทาย

.

การเกิดมวลชน 2 กลุ่ม ซึ่งกลุ่มหนึ่งเป็นตัวแทนของผู้ที่อยู่สูงกว่า และอีกกลุ่มหนึ่งอยู่ในที่ต่ำกว่า เข้าปะทะทางความคิดกัน ได้ทำให้อุดมคติ “ความเงียบทางการเมือง” ของคนไทยจำนวนมากพังทลายลง เพราะความขัดแย้งครั้งนี้เกิดจากการที่คนในตำแหน่งต่างๆ ไม่ทำหน้าที่ของตนเอง คนในที่ต่ำไม่สมควรออกมาประท้วง

.

ข้อสรุปแบบนี้ได้นำไปสู่การเสนอวิธีการแก้ปัญหาแบบไทย ตามอิทธิพลของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์

.

วิธีการแก้ปัญหาที่หลายคนเสนอจึงเป็นการทำยังไงก็ได้ให้นำ “ความเงียบทางการเมือง” กลับคืนมา

.

การรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 ก็เป็นความพยายามในการสร้าง “ความเงียบทางการเมือง” และนำผู้นำแบบไทยที่เป็นคนดี มีความเป็นไทย และไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ให้มาเป็นผู้ปกครองประเทศอีกครั้งหนึ่ง และแม้การรัฐประหารจะเป็นวิธีการที่นานาชาติไม่เห็นด้วย แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะ “เมืองไทยนี้ดี” วิธีการแก้ปัญหาแบบนี้จึงดีที่สุดแล้ว

.

ขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างมวลชน 2 ฝ่ายก็เป็นไปในแนวทางที่จะทำให้มวลชนฝ่าย “ที่ต่ำ” สลายไป เพราะไม่ใช่หน้าที่ของพวกเขาที่จะออกมาเรียกร้อง

.

ส่วนฝ่าย “ที่สูง” ก็ได้รับอนุญาตให้เคลื่อนไหวได้ ตราบใดที่ยังไม่ไปขัดกับ “ที่สูงสุด”

.

ทายาทความคิดของคึกฤทธิ์

.

การเสนอคำอธิบายแบบนี้เป็นที่ยอมรับของคนจำนวนมาก ทั้งนี้เพราะอิทธิพล “ความจริง” ทางการเมืองที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้สร้างไว้ จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันเองก็มีปัญญาชนที่เป็นผู้สืบทอดความคิดของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ และเป็นผู้ที่ยังทำให้กรอบ “ความจริง” แบบนี้ยังคงอยู่ต่อไป ตัวอย่างเช่น

.

ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองซึ่งมักเน้นถึงเรื่องความสำคัญของ “คนดี” เป็นประจำ และยังเน้นว่าผู้ปกครองต้องอยู่ภายใต้การดูแลของพระมหากษัตริย์ เพราะผู้ปกครองเป็นเพียงจ๊อกกี้ ไม่ใช่เจ้าของม้า การเน้นเช่นนี้ก็คือการสนับสนุนการปกครองแบบไทยและผู้นำแบบไทยนั่นเอง

.

ขณะที่ตุลาการอาวุโสบางท่านก็เคยกล่าวว่าแม้ตุลาการจะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ก็มีสิทธิเข้าไปแก้ปัญหาบ้านเมือง เพราะตุลาการได้รับการแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ และพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจประชาชน ตุลาการจึงมาจากประชาชน การกล่าวเช่นนี้เป็นการเน้นความสำคัญของพระมหากษัตริย์ขณะที่ลดค่าของการเลือกตั้งลงไป

.

ด้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้นก็ได้เสนอหลักการเมืองใหม่ ให้มีตัวแทนจากการแต่งตั้งมากกว่าเลือกตั้ง และให้ทหารสามารถเข้าแทรกแซงได้เมื่อมีเหตุสมควร อันเป็นการแสดงความไม่ไว้ใจในประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งยังอยู่ในวัฏจักรโง่-จน-เจ็บ

.

จะเห็นได้ว่าปัญญาชนเหล่านี้ได้สืบทอดแนวทางคำอธิบายของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์และด้วยเหตุที่ปัญญาชนเหล่านี้มีบทบาททางการเมืองค่อนข้างมาก ทำให้แนวทางคำอธิบายของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ยังถูกใช้เป็นกรอบในการทำความเข้าใจการเมืองในปัจจุบัน

.

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตบางประการที่น่าสนใจว่าปัญญาชนในปัจจุบันมีลักษณะบางอย่างที่แตกต่างจาก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เช่น การยอมรับ “ความเป็นจีน” โดยในปัจจุบันลูกจีนไม่จำเป็นต้องกลายเป็นไทย แต่สามารถเป็นทั้งจีนและไทยพร้อมกันได้ ดังเห็นได้จาก วาทกรรม “ลูกจีนรักชาติ” ซึ่งน่าจะเป็นเพราะปัจจุบันลูกจีนจำนวนมากได้มีบทบาททางเศรษฐกิจมากขึ้น และเข้าไปร่วมมือกับชนชั้นนำในด้านการเมืองมากหน้าหลายตา

.

อย่างไรก็ตาม “ความเป็นจีน” ในที่นี้จำกัดเฉพาะความเป็นจีนที่ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ ขณะเดียวกันก็พบว่านอกจากจีนแล้ว เชื้อชาติอื่นยังไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร อาจเนื่องมาจากยังไม่มีพลังอำนาจมากเท่ากับคนจีนก็เป็นได้

.

อีกจุดหนึ่งที่แตกต่างก็คือปัญญาชนสมัยนี้ได้ลดระดับมโนภาพ “เมืองไทยนี้ดี” ลง เห็นได้จากแม้ว่าจะเห็นด้วยกับการรัฐประหาร แต่ก็ไม่กล้ากล่าวตรงๆ ที่เป็นเช่นนี้เพราะโลกาภิวัตน์ทำให้คนทุกชนชั้นในสังคมสามารถรับสื่อจากต่างประเทศได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านชนชั้นนำเพียงอย่างเดียวเหมือนแต่ก่อน

.

ทำให้ปัญญาชนจำนวนมากต้องปรับเปลี่ยนคำอธิบายบางส่วนเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกด้วย

.

วิจารณ์ข้อจำกัดของกรอบคิดคึกฤทธิ์

.

จากที่กล่าวมาทั้งหมดเห็นได้ว่ากรอบ “ความจริง” ทางการเมืองของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์มีอิทธิพลสำคัญในการสร้างความเข้าใจสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยในปัจจุบัน

.

อย่างไรก็ตาม ในความคิดเห็นของผู้เขียน คำอธิบายตามกรอบนี้ไม่ช่วยให้เราเข้าใจและแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม

.

กรอบคำอธิบายแบบนี้มีข้อจำกัดตรงที่ว่าเป็นเพียงการพิจารณาความไม่มีศีลธรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณเท่านั้น แต่ไม่ได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวระบบซึ่งได้เพาะเชื้อความไม่พอใจระหว่างชนชั้นเอาไว้

.

อีกอย่าง กรอบคำอธิบายแบบนี้ยังไปไม่ทันกับกระแสโลก หากเป็นในอดีต วิธีการแก้ปัญหาตามกรอบนี้อาจได้ผล เพราะชนชั้นนำสามารถตัดสินใจได้อย่างทันที แต่ปัจจุบันการที่ประเทศไทยผูกตัวเองติดกับกระแสโลกและได้รับอิทธิพลอย่างมากจากโลกาภิวัตน์ ส่งผลให้คนจำนวนมากในสังคมรับสื่อจากต่างประเทศได้โดยตรง

.

อำนาจในการรับสื่อนี่เองที่กลายมาเป็นพลังต่อกรสำคัญกับอำนาจของชนชั้นนำ ตราบใดที่เรายังใช้รูปแบบการแก้ปัญหาแบบเก่าที่คับแคบและไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ก็ย่อมจะยังไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้

.

สำหรับวิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสมนั้น ผู้เขียนยังคิดไม่ออก แต่ผู้เขียนเชื่อว่าสังคมจะสามารถคิดออกได้แน่ หากคนในสังคมหลุดพ้นจากคำอธิบายแบบ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ และหากรอบคำอธิบายแบบใหม่ๆ นำกรอบของแต่ละคนมาถกเถียง ตกผลึก สังเคราะห์ เมื่อนั้นเราจะได้กรอบคำอธิบายที่เสนอสาเหตุและวิธีการแก้ปัญหาอย่างเหมาะสมก็เป็นได้

.

แต่หาก “ความจริง” ทางการเมืองที่ “ความเป็นไทย” กระแสหลักของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์สร้างขึ้นยังคงมีอิทธิพลจำกัดความคิดคนในสังคมอยู่เช่นนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของไทยในปัจจุบันก็คงไม่สามารถหาทางออกได้ จะทำได้ก็คงแต่เพียงการกดทับปัญหาไว้เท่านั้น

.

ซึ่งผู้เขียนไม่เห็นว่าเป็นวิธีที่เหมาะสมแต่อย่างใด

.

ที่มา: วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เวลา 21:00:00 น. มติชนออนไลน์

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง “อนาคตร่วมกัน”

โดย

อานันท์ ปันยารชุน

ความมีดังนี้

.

ผมเชื่อมาตลอดว่า บทพิสูจน์ธาตุแท้ของแต่ละคนคือดูว่าเขาสามารถรับมือและฟันฝ่าอุปสรรคความยากลำบากไปได้อย่างไร

.

ผลพวงจากเหตุการณ์น่าสลดใจเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสที่จะพิสูจน์กับตัวเองและชาวโลกให้เห็นถึงธาตุแท้ของคนไทยที่มีความเข้มแข็ง มีความมุ่งมั่นที่จะได้มาซึ่งความเป็นธรรม การส่งเสริมความปรองดองแห่งชาติ และการสร้างสรรค์สังคมที่รวมทุกกลุ่มทุกฝ่ายเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน

.

ในความเป็นชาติ เราได้วนเวียนในวังวนแห่งความโกลาหลและสับสนวุ่นวายมานาน บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องร่วมกันหายใจลึกๆ และเรียกสติกลับคืนมา ให้มีความสมดุลและความพอดี

.

ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องกลับมาเน้นและส่งเสริมค่านิยมไทยที่สั่งสมมาแต่ช้านาน ค่านิยมที่ว่านี้คือ ความอดทนอดกลั้น การยึดทางสายกลาง และความเมตตากรุณา ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในวัฒนธรรมประจำชาติของเราทั้งสิ้น

.

เราควรหยุดชี้นิ้วกล่าวหากันอย่างไม่มีสติ การโยนความผิดใส่กันอย่างที่กำลังนิยมทำกันในขณะนี้ การมีอารมณ์อกุศลเช่นความโกรธแค้นและเกลียดชังมีแต่ความหายนะ

.

เราจะต้องก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้และเหนือสิ่งอื่นใดคือ แสวงหาความจริงให้ได้ การสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างอิสระและน่าเชื่อถือเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งการดำเนินการตามครรลองของกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา จะต้องเกิดขึ้นอย่างจริงจังนับแต่นี้ไป

.

นอกจากนั้น เรายังจำเป็นต้องเร่งกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อให้เกิดความปรองดองในชาติและสันติภาพที่ยั่งยืน คนไทยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องมาร่วมพูดคุยหารือกันโดยยอมรับและเคารพในจุดแตกต่าง ความสนใจ และค่านิยมของกันและกัน การยอมรับกันและการสำนึกผิด ของทุกฝ่ายสามารถนำไปสู่การให้อภัย ซึ่งเป็นกุญแจที่แท้จริงที่นำไปสู่การเยียวยาจิตใจและความรู้สึกนึกคิดของคนไทยทุกคน

.

เราจำต้องพยายามรีบปิดช่องว่างทางสังคมที่นับวันมีแต่ลึกและกว้างขึ้นทุกที โดยต้องมุ่งแก้ไขความยากจนในโครงสร้าง การกีดกันทางสังคม และความไม่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าเราจะมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นมา เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าความไม่พอใจของผู้ประท้วงจำนวนไม่น้อยมีน้ำหนัก

.

เราจึงต้องเร่งกำหนดมาตรการให้ครบถ้วนเพื่อจัดการแก้ไขปัญหาสำคัญๆ ต่อไปนี้ (1) ความไม่สมดุลของการกระจายรายได้ (2) ความสามารถที่ถูกลิดรอน และ (3) ความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงและโอกาส

.

หากเราเพิกเฉย ไม่ยอมรับ ไม่แก้ไขข้อร้องเรียนเหล่านี้ บาดแผลที่กรีดลึกจากความรุนแรงในประวัติศาสตร์ไทยบทนี้ก็จะกลายเป็นแผลเปื่อยเน่า ซึ่งจะยิ่งทำให้ช่องว่างแห่งความแปลกแยกกลายเป็นหุบเหวที่กว้างขึ้นกว่าเดิมอันจะนำไปสู่ความโกลาหลและความรุนแรงต่อไปอีก

.

ประเทศของเราได้สูญเสียมากมายในครั้งนี้ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ได้เห็นการตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในห้วงที่สำคัญยิ่งของกระบวนการพัฒนาประเทศ ถ้าหากในอนาคตเรามองย้อนหลังไป ก็อาจมองว่าการที่พี่น้องที่ยากจนในชนบทได้มีสิทธิมีเสียงทางการเมืองมากขึ้นนับเป็นก้าวที่สำคัญและขาดไม่ได้ในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทย

.

เราจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรับรู้ข้อเรียกร้องที่ชอบธรรมและรับฟังเสียงของกลุ่มสังคมเหล่านี้ ไม่ว่าในกระบวนการเลือกตั้งหรือกระบวนการตัดสินใจอื่นๆ

.

ในความเป็นชาติ เราได้ก้าวมาถึงจุดที่ไม่สามารถย้อนกลับไปเหมือนเดิมได้อีกแล้ว การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ พวกเราทุกคนล้วนมีส่วนได้ส่วนเสียในอนาคตของประเทศชาติ และต้องมีส่วนช่วยให้การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปในทางที่สร้างสรรค์

.

ขอให้เราจงมาร่วมกันแปรวิกฤตนี้ให้กลายเป็นโอกาส เพื่อที่จะสร้างฉันทามติใหม่ทางการเมือง ให้มี “วาระของประชาชน” เพื่อให้ได้มาซึ่งสังคมที่รวมทุกหมู่เหล่า สังคมที่มีความเท่าเทียมกัน และสังคมที่มีอนาคตร่วมกันสำหรับคนไทยทุกคน

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง ”จุดจบของขบวนการคนเสื้อแดง”

โดย

ประภาส ปิ่นตบแต่ง

ความมีดังนี้

.

บทความนี้ เขียนในสถานการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดง ที่ยังคงอยู่ในป้อมค่ายถนนราชประสงค์
.

แต่ท่ามกลางการยกระดับไปสู่ความสุดโต่งด้วยกันทุกฝ่าย อาจจินตนาการได้ไม่ยากนักว่า ชะตากรรมของผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง และแกนนำคงจะเหมือนดังกบฏผู้มีบุญ
.

พระราชพงศาวดารอยุธยาฉบับหมอบรัดเล ได้บันทึกกบฏผู้มีบุญที่เกิดขึ้นหลายครั้งในตอนปลายรัชสมัยพระเพทราชา ที่น่าสนใจมากเป็นพิเศษ คือ กบฏบุญกว้างกับพวก 28 คน ซึ่งมีการกล่าวเอาไว้ชัดเจน ว่า คิดอ่านตั้งตนเป็น “ผู้มีบุญ”
.

กบฏบุญกว้างผู้มีอำนาจคุณวิชา กับพวกแค่ 28 คนได้เข้าบุกยึดเมืองนครราชสีมาอยู่หลายเดือน จนทำให้ฝ่ายเมืองหลวงตั้งคำถามว่า เพียงคนแค่หยิบมือ หากชาวเมืองหยิบเพียงดินคนละก้อนโยนเข้าไป อ้ายพวกกบฏก็พ่ายจนสิ้นแล้ว
.

เมืองหลวงจึงได้ยกทัพถือพลฉกรรจ์ลำเครื่อง 5,000 สรรพด้วยเครื่องศาสตราวุธทั้งปวง แต่ก็หาได้สามารถจัดการกับอ้ายกบฏลาวได้ไม่ การล้อมปราบกบฏบุญกว้างที่ยึดศาลากลางนครราชสีมาดำเนินอยู่อีกเป็นเวลานาน แต่สุดท้าย ก็หาได้รอดไปไม่เหมือนดังขบวนการผีบุญอื่นๆ
.

เหตุใดขบวนการผู้มีบุญหรือกบฏผีบุญมักต้องพบจุดจบเช่นนี้
.

ประการแรก ขบวนการผู้มีบุญมีจุดหมายทางการเมืองที่สำเร็จรูป คือ การโหยหาธรรมสังคมในยุคพุทธกาลที่เคยเจริญรุ่งเรือง การกล่าวถึง ความเลวร้ายของสังคมปัจจุบัน จึงเป็นการเปรียบเทียบกับความรุ่งโรจน์ในอดีต
.

แกนนำคนเสื้อแดงได้ยกระดับการต่อสู้จนแทบจะเหมือนกบฏผู้มีบุญไปเสียแล้ว กล่าวคือ การพาผู้คนกลับสู่ความอุดมสมบูรณ์พูนสุขของอดีตกาลยุครัฐบาลทักษิณ
.

เมื่อเป็นเช่นนี้ แกนนำและนักเคลื่อนไหวคนเสื้อแดง จึงมักออกมาประณามเครือข่ายองค์กร และรายการทีวีที่นำพาผู้คนมาพูดกันเรื่องปฏิรูปประเทศไทย หรือประเด็นในการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่จะพาสังคมก้าวเดินไปข้างหน้า
.

เพราะตรรกะการเปลี่ยนแปลงสังคมของขบวนการผู้มีบุญมีลักษณะเป็นวัฏจักร ไม่ใช่มีลักษณะก้าวไปข้างหน้า กล่าวคือ สิ่งที่ดีงาม คือ การกลับคืนสู่อดีตกาล ประชาธิปไตยและสังคมที่อุดมสมบูรณ์ได้เกิดขึ้นแล้วในยุคทักษิณ
.

ประการที่สอง ขบวนการผู้มีบุญมีลักษณะสุดโต่ง ไม่ประนีประนอม ไม่มีข้อเรียกร้องแบบยืดหยุ่น ต่อรองไม่ได้ และพร้อมที่จะตาย ขบวนการต่อสู้ในลักษณะเช่นนี้ จึงรอคอยและเชื้อเชิญให้ฝ่ายอำนาจรัฐเข้ามาล้อมปราบ นั่นคือ จุดจบของผีบุญทุกครั้ง
.

แน่ละว่า ขบวนการคนเสื้อแดงมีบริบทที่แตกต่างไปจากขบวนการผู้มีบุญในอดีตเป็นอย่างมาก แต่ก็น่าสนใจว่า การเคลื่อนไหวต่อสู้แบบสุดโต่ง ไม่รู้จักสะสมชัยชนะระยะยาวไม่เคยประสบความสำเร็จ
.

การมีอุดมการณ์หรือจุดหมายที่สำเร็จรูป และการระดมผู้คนด้วยคาถาอาคม อำนาจวิชาแบบโบราณ หรือการระดมปลุกเร้าสร้างอารมณ์โดยอาศัยองค์ศาสดานักรบหน้าไมค์ ที่กระทำเหมือนกันทุกสีเสื้อ
.

แม้จะมีพลังการเคลื่อนไหวกดดัน แต่ไม่ได้เกิดประโยชน์ในระยะยาว เพราะพลังเช่นนี้ทำงานในด้านลบ สร้างความเป็นพวกเขา พวกเรา และขับเคลื่อนด้วยตรรกะของความเกลียดชัง ความโกรธเกรี้ยวด้วยกันทั้งสิ้น
.

ดังนั้น พลังของขบวนการผีบุญจะมีเพียงใด ก็จะมีอย่างจำกัดในหมู่ศาสดาและสาวกหรือสมาชิก แต่ไม่สามารถขยายผู้เข้าร่วมที่กว้างขวางออกไปได้มากกว่าความเป็นพวกเดียวกันที่สุดโต่ง
.

บริบทสังคมการเมืองปัจจุบันอาจจะมีลักษณะที่แตกต่างออกไปมาก แต่ลองพิจารณาการปิดล้อมตัวเองของคนเสื้อแดงผ่านยุทธวิธีการเคลื่อนไหว และการวางท่าทีต่อพื้นที่สาธารณะ ก็จะพบว่า ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก
.

กล่าวคือ การใช้ยุทธวิธีขัดขวางระบบปกติทั้งด้านเศรษฐกิจ และชีวิตทางสังคม ด้วยการบุกยึดราชประสงค์ การปิดถนนบ่อยครั้ง การตั้งด่านค้นรถยนต์ของแกนนำตามถนน การระรานชีวิตของผู้คน ฯลฯ หรือแม้แต่การไม่ระมัดระวัง ด้วยการทะเลาะกับสื่อบ่อยครั้ง
.

กระทำการเหล่านี้มีหลายเรื่องที่ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจแน่ๆ แต่โดยภาพรวมแล้วเกิดขึ้น ภายใต้ยุทธวิธีหลักที่ใช้ในการเคลื่อนไหว ขบวนการคนเสื้อแดงไม่ได้มุ่งที่จะดึงเอาสาธารณชน ผู้เฝ้ามองอย่างกลางๆ เข้ามาร่วมสนับสนุนได้
.

ยุทธวิธีเช่นนี้ดูเหมือนจะมีพลัง สามารถทำให้ระบบชีวิตเศรษฐกิจและสังคมพังทลาย แต่ก็สามารถสร้างความเป็น “พวกเรา” เพียงด้านเดียว และกลับมีต้นทุนสำคัญ คือ สร้างศัตรูรอบทิศทาง นับตั้งแต่ภาคธุรกิจ คนชั้นกลาง คนใช้รถใช้ถนน รถไฟฟ้าฯ ฯลฯ
.

อีกด้านหนึ่ง ต้นทุนดังกล่าวนี้ทำให้การสร้างวาทกรรม “ผู้ก่อการร้าย” ของรัฐบาลสามารถขยายออกไปอย่างรวดเร็ว คนเสื้อแดงจึงอยู่ในวงล้อมปราบจากสังคมรอบทิศไปหมด
.

การเข้าใจว่าผู้คนที่ออกมาชุมนุมต่อต้านเป็นพวกรัฐบาลแต่เพียงด้านเดียวยิ่งนำมาสู่ความหายนะมากยิ่งขึ้น เพราะทำให้คนเสื้อแดงไม่ปรับยุทธวิธี ไม่ประนีประนอมข้อเรียกร้องหรือไม่กลับไปสู่โต๊ะเจรจา
.

โดยเฉพาะบรรดานักรบหน้าไมค์หรือแกนนำบนเวที ยิ่งนานวันพวกเขายิ่งเหมือนผีบุญเข้าไปทุกทีๆ
.

ทั้งหมดนี้ เป็นการพิจารณาจากแง่มุมของขบวนการประชาสังคมหรือขบวนการทางสังคม ซึ่งบอกได้ว่า ไม่เคยมีขบวนการเคลื่อนไหวใดที่จะประสบความสำคัญได้ หากไม่สามารถสร้างหรือรบในพื้นที่ทางสังคม

แต่หากจะประเมินคนเสื้อแดงจากขบวนการปฏิวัติประชาชนแบบที่แกนนำบางคนแพลมๆ ออกมาบ่อยๆ ก็ต้องประเมินกันอีกแบบหนึ่ง

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง  ”ยุบสภา-ทางเลือกที่ต้องเลือก”

โดย

นิธิ เอียวศรีวงศ์


ความมีดังนี้

.

กรอ.ประชุมกันแล้ว หาเหตุผลที่จะไม่ควรยุบสภาออกมาได้ว่า เพราะยังไม่มีความขัดแย้งระหว่างสภาและฝ่ายบริหาร จึงไม่มีเหตุจะยุบสภาได้

.

แต่ใครบอกเล่าว่า เงื่อนไขให้ยุบสภามีได้เพียงอย่างเดียว ยุบเพื่อทำให้ฝ่ายบริหารมีเสียงเพิ่มขึ้นในการเลือกตั้งครั้งใหม่ เพราะอยู่ในช่วงที่ฝ่ายบริหารกำลังได้รับความนิยม เขาก็ทำกันเป็นปกติในทุกประเทศที่ปกครองด้วยระบบรัฐสภา ยุบเพราะจะเสนอกฎหมายใหม่ที่ต้องการเสียงสนับสนุนแข็งจริง ทั้งๆ ที่เสียงฝ่ายบริหารยังเกินครึ่งในสภาก็ทำกันอยู่เสมอ ยุบเพราะรัฐบาลถูกโจมตีมาก เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจ ก็เป็นการแก้ปัญหาทางการเมืองซึ่งที่ไหนๆ เขาก็ทำกัน

.

เพราะการยุบสภาเป็นกลไกทางการเมืองที่สำคัญ เอาไว้แก้ปัญหาทางการเมืองเฉพาะหน้า ที่ไหนๆ รวมทั้งเมืองไทยจึงให้อำนาจเด็ดขาดไว้ที่นายกรัฐมนตรี เพราะถึงอย่างไรก็เป็นอำนาจที่จำกัด กล่าวคือยุบแล้วก็ต้องกลับไปหาประชาชนใหม่ จึงไม่มีใครเขาทำประชามติเพื่อยุบสภา หากชอบที่จะปกครองกันด้วยประชาธิปไตยทางตรงอย่างนั้น ทำประชามติกันด้วยเรื่องแผนพลังงานไม่ดีกว่าหรือ

.

อีกบางฝ่ายออกมาคัดค้านการยุบสภาว่า ถึงยุบไปก็แก้ปัญหาไม่ได้ แต่ไม่ชัดว่าปัญหาที่ว่านั้นคืออะไร แต่ดังที่กล่าวแล้วว่าการยุบสภาเป็นกลไกการเมืองสำหรับแก้ปัญหาการเมือง ไม่ได้แก้ปัญหาได้ทั่วไป การที่มีคนจำนวนมากออกมายึดถนน และยังมีผู้สนับสนุนไปทั่วประเทศจนกระทั่งกลไกรัฐทำงานไม่ได้ คือปัญหาการเมืองเฉพาะหน้าที่ต้องแก้ก่อนอื่น

.

ก็ตาม หากนิยามปัญหาที่ว่าแก้ไม่ได้ว่าคือสิ่งที่การชุมนุมเรียกร้อง ได้แก่ความไม่เท่าเทียม, สองมาตรฐาน, และความไม่สมานฉันท์ ถ้าอย่างนั้น ยิ่งไม่ยุบสภาก็ยิ่งแก้ไม่ได้ เพราะเวลาปีกว่าภายใต้รัฐบาลอภิสิทธิ์ ยิ่งตอกย้ำความไม่เท่าเทียม, สองมาตรฐาน และความแตกร้าวมากขึ้นไปอีก แม้ขณะนี้ก็กำลังคิดกันถึงการชดเชยช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม โดยไม่ได้แยกระหว่างผู้ประกอบการขนาดใหญ่และเล็ก มันจะเป็นตลกร้ายสักเพียงใด ที่วันหนึ่งเราจะต้องควักกระเป๋าไปอุดหนุนธนาคารกรุงเทพ, บริษัทซีพี และ ฯลฯ ในขณะที่ชาวนาและกรรมกรต้องแบกรับความเสี่ยงในความผันผวนทางเศรษฐกิจไปตามลำพัง

.

ส่วนปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำนั้น นายกฯพูดเองว่าเริ่มคลี่คลายลงแล้ว เพราะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในเอเชียเริ่มฟื้นตัว ผลกระทบของความตกต่ำทางเศรษฐกิจโลกที่กระทบถึงไทยนั้น มาจากการที่เศรษฐกิจไทยผูกอยู่กับเศรษฐกิจโลกอย่างแน่นแฟ้น แต่หนึ่งปีกว่าที่ผ่านมา รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ได้ทำให้ความผูกพันนั้นเปลี่ยนแปลงไปในทางที่จะบรรเทาผลกระทบแต่อย่างไร เช่นสร้างฐานการผลิตบางส่วนของไทยให้เข้าถึงตลาดโลกส่วนที่ได้รับผลกระทบน้อย หรือเพิ่มผลิตภาพเพื่อแข่งขันได้ดีขึ้น เป็นต้น ประเทศไทยเคยอ่อนแอทางเศรษฐกิจอย่างไร ก็ยังอ่อนแออยู่เหมือนเดิม

.

ยิ่งประหลาดมากขึ้นที่กลุ่มคนซึ่งอ้างว่าเป็นตัวแทนของ “ภาคประชาชน” ยกปัญหาเรื้อรังขึ้นมาว่า ปัญหาเหล่านี้ควรถูกนำมาถกกันในการตัดสินใจว่าจะยุบสภาหรือไม่

.

ปัญหาเหล่านี้สรุปรวมแล้วก็คือการจัดสรรแบ่งปันทรัพยากรนั้นเอง และนี่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของสังคมไทยจริง แต่จะแก้ปัญหานี้ได้ไม่ใช่หวังพึ่งรัฐบาลใดๆ ทั้งสิ้น (ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือรัฐประหาร) รัฐบาลอภิสิทธิ์เองเพิ่งปล่อยให้ กฟผ.ลงนามในสัญญากับบริษัทจีนและพม่า เพื่อสร้างเขื่อนฮัตจี ทำลายวิถีชีวิตของผู้คนอีกหลายพันในลุ่มน้ำสาละวินตอนกลาง (หากนับรวมถึงประชาชนในพม่าด้วยก็หลายหมื่น) แต่ถึงแม้เป็นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ก็คงปล่อยให้ กฟผ.ลงนามเหมือนกัน

.

นี่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เรามีการเมืองที่ชนชั้นนำครอบงำ ดังนั้นจึงจัดสรรแบ่งปันทรัพยากรโดยดึงเอามาบำเรอชนชั้นนำ และปล่อยปละละเลยประชาชนระดับล่างที่ได้เคยใช้ทรัพยากรนั้นมาอีกวิถีทางหนึ่งไปตามยถากรรม

.

แต่เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไรได้ นอกจากเปิดพื้นที่ให้ประชาชนระดับล่างได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ นักวิชาการและเอ็นจีโอที่เสนอเรื่องนี้ก็เคยเข้าไปร่วมเคลื่อนไหวกับประชาชน เช่นให้ข้อมูลที่ทำให้เห็นผลกระทบกว้างไกลกว่าความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของประชาชนในท้องถิ่น ช่วยเปิดพื้นที่สื่อให้เสียงคัดค้านการแย่งชิงทรัพยากรเช่นนี้ดังไปถึงคนชั้นกลางในเมือง และเคยแม้แต่ร่วมเดินขบวนหรือสนับสนุนการประท้วงของชาวบ้านมาแล้ว

.

ทั้งหมดนี้คือ “กระบวนการประชาธิปไตย” ซึ่งเป็นเครื่องมืออันเดียวที่จะทำให้การจัดสรรแบ่งปันทรัพยากรในประเทศของเรามีความเป็นธรรมมากขึ้น และคงจะมีโอกาสพัฒนาต่อไปจนพ้นจากท้องถนนไปสู่พื้นที่อื่นๆ มากขึ้น (รวมถึงสภาผู้แทนราษฎรด้วย) ท่านเหล่านั้นฝันไปหรืออย่างไร จึงคิดว่าปัญหาเรื้อรังระดับโครงสร้างเช่นนี้ อาจแก้ได้ด้วยการเจรจาทุบโต๊ะเปรี้ยงเดียว แล้วทุกอย่างเข้าที่หมด

.

นอกจากนี้ มันแก้ปัญหาวิกฤตทางการเมืองเฉพาะหน้าได้อย่างไร

.

ควรเตือนไว้ด้วยว่า วิกฤตทางการเมืองที่เราเผชิญอยู่เวลานี้หนักหนาสาหัสมาก เพราะรัฐบาลไม่เหลือทางเลือกอะไรอีกแล้ว นอกจากสลายการชุมนุมด้วยวิธีรุนแรง ซึ่งจะทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายอย่างขนานใหญ่กว่าที่ประเทศไทยเคยเผชิญมา (แม้ใน 6 ตุลา และพฤษภาทมิฬ) ซ้ำถึงสลายได้ เรื่องก็ไม่ยุติ เพราะจะเกิดการต่อต้านรัฐในรูปแบบต่างๆ ไปทั่วประเทศ รวมทั้งการก่อวินาศกรรมด้วย

.

ชนชั้นนำอาจเลือกที่จะไม่เก็บอภิสิทธิ์เอาไว้ โดยยึดอำนาจด้วยกองทัพไปเสียเลย แต่นั่นยิ่งจะนองเลือดมากขึ้น และประเทศไทยจะโงหัวไม่ขึ้นไปอีกหลายปี

.

ทั้งหมดนี้ แลกกับการยุบสภาทันที อย่างไหนจะเป็นทางออกจากวิกฤตเฉพาะหน้าได้สงบสันติกว่ากัน

.

แม้กระนั้นก็ยังมีบางคนคัดค้านว่า ถึงยอมยุบสภา หลังการเลือกตั้ง หากได้รัฐบาลที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ชอบ ก็อาจออกมาประท้วงปิดถนนอีก จึงไม่ใช่ทางที่จะแก้ปัญหาได้จริง

.

ข้อคัดค้านนี้มีความเป็นไปได้ แต่ต้องเข้าใจการประท้วงให้ดี

.

หัวใจสำคัญของการประท้วงไม่ได้อยู่ที่ยึดถนนหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าได้รับการสนับสนุนจากผู้คนในสังคมกว้างขวางเพียงไร หากได้รับกว้างขวางหนักแน่น กฎหมายอะไรๆ ก็ไม่อาจเอาไว้อยู่ (เพราะความศักดิ์สิทธิ์ของกฎไม่ได้อยู่ที่กลไกรัฐเท่ากับความเห็นชอบของประชาชน) ไม่ว่า พ.ร.บ.ความมั่นคง, สถานการณ์ฉุกเฉิน หรือแม้แต่กฎอัยการศึก ฉะนั้น หากอีกฝ่ายหนึ่งมีข้อเรียกร้องที่สังคมโดยรวมเห็นด้วย รัฐบาลใหม่ก็ต้องทำตาม เช่น ขอให้ยุบสภา ก็ต้องยุบสภา แต่หากขอให้ขอพระราชทานนายกฯ สังคมโดยรวมอาจไม่เอาด้วย ถึงตอนนั้นรัฐย่อมสามารถใช้กลไกของรัฐรักษากฎหมายได้

.

ข้อนี้น่าจะเป็นเครื่องเตือนสติให้ผู้จัดตั้งรัฐบาลต้องคำนึงถึงการยอมรับของสังคมมากขึ้น ไม่ใช่นำเอาคนอันเป็นที่รังเกียจของคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ มาเป็นนายกฯ หรือคิดว่าตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร จึงยอมเอายี้มาเต็ม ครม. เพราะจากนี้ไป การกระทำเช่นนั้นจะเป็นผลให้รัฐบาลนั้นไม่สามารถบริหารงานได้เลย

.

ในระบบการเมืองที่การประท้วงไม่มีพื้นที่อื่นซึ่งได้ผลมากไปกว่าท้องถนน จะให้สังคมเข้ามากำกับรัฐได้อย่างไร สิ่งที่น่าคิดก็คือเราจะสร้างพื้นที่ให้สังคมมีพลังในการควบคุมรัฐนอกท้องถนนได้อย่างไรต่างหาก แต่การที่สังคมสามารถกำกับควบคุมรัฐได้มากขึ้นนั้น เป็นความก้าวหน้าของสังคมไทยไม่ใช่หรือ

.

บางคนอาจตั้งคำถามเชิงค้านว่า ถ้าอย่างนั้น เรามิต้องปกครองกันด้วย “ม็อบ” หรอกหรือ ใช่เลยที่เราต้องตกอยู่ในภาวะอย่างนั้น จนกว่าเราจะสามารถสร้างพื้นที่นอกถนนให้แก่สังคมได้ดังกล่าวข้างต้น พูดอย่างที่ผมเคยได้พูดมาหลายครั้งแล้วว่า เราต้องปรับระบบการเมืองของเราให้รองรับความเปลี่ยนแปลงของสังคมให้ได้ นั่นคือมีคนจำนวนมากที่จำเป็นต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการเมืองระดับชาติ ถ้าเราไม่มีพื้นที่ให้เขาในระบบ เขาก็ต้องใช้พื้นที่นอกระบบ ฉะนั้น หากไม่ปรับระบบการเมืองให้ทัน ก็บอกได้เลยว่า เราจะเผชิญกับความวุ่นวายทางการเมืองจนกลายเป็นจลาจลเช่นนี้ต่อไปอีกนาน

.

ทำไมการยุบสภาซึ่งเป็นการกระทำง่ายๆ และเป็นกลไกปกติทางการเมืองเช่นนี้ จึงทำได้ยากเย็นหนักหนาแก่นายกฯอภิสิทธิ์

.

โดยสรุปแล้ว อภิสิทธิ์เป็นทางออกเพียงอันเดียวของเครือข่ายอำนาจที่สลับซับซ้อนของสังคมไทย หากไม่นับการรัฐประหารอย่างออกหน้า อันนับวันก็เป็นเครื่องมือที่ไม่คุ้มทุนมากขึ้น เพราะก่อให้เกิดการสึกหรอของสถาบันแห่งอำนาจมากเกินไป (เช่น กองทัพ, ตุลาการ ฯลฯ) แต่หนึ่งปีกว่าผ่านไป ก็ยังไม่มีทางเลือกอื่นให้ออกมากไปกว่าอภิสิทธิ์ ฉะนั้น การยุบสภาจึงหมายถึงการทิ้งไพ่จนเกือบหมดหน้าตัก เหลือไพ่ที่ใช้การไม่ดีอีกสองใบเท่านั้นคือ

.

1) สลายการชุมนุมอย่างเด็ดขาดรุนแรง แต่ก็รู้อยู่แล้วว่า จะทำให้ปัญหายิ่งขยายตัวและจัดการยากขึ้น

.

2) รัฐประหาร พร้อมทั้งให้อำนาจที่ไม่มีการตรวจสอบไว้ในมือของฝ่ายชนชั้นนำเต็มที่ ระบบอำนาจนิยมนี้จะสามารถสยบการต่อต้านอย่างรุนแรงได้ ก็โดยวิธีเดียวคือ เป็นผู้นำการปฏิรูปประเทศในทุกด้าน ซึ่งจะมีผลลิดรอนผลประโยชน์และอำนาจของกลุ่มชนชั้นนำเอง แม้อาจมีนักอุดมคติในฝ่ายชนชั้นนำที่คิดจะทำเช่นนี้ ก็ยังมีปัญหาว่าจะรักษาเอกภาพของชนชั้นนำไว้ได้อย่างไร มิฉะนั้นแล้ว นักอุดมคตินั้นก็จะถูกชนชั้นนำอีกกลุ่มหนึ่ง หรือหลายกลุ่มร่วมมือกันโค่นล้มลงจนได้

.

ยุบสภาจึงเป็นทางออกเดียวที่เป็นไปได้มากที่สุด ทั้งแก่ชนชั้นนำเองและแก่สังคมไทยโดยรวม

.

Read Full Post »

Older Posts »