Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for สิงหาคม, 2010

recommendare

บทสัมภาษณ์เรื่อง

”ไอเดีย(ไม่)ตกผลึกของ”กรณ์” อุตสาหกรรมแบงกิ้งไม่ได้แข่งขันแท้จริง เป็นยิ่งกว่าโบรกเกอร์”

.

กรณ์ จาติกวณิช

.

ความมีดังนี้

.

มีคนชื่นชม”กรณ์ จาติกวณิช” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เพราะพูดจาตรงไปตรงมา ไม่วกวน ตอแหลแบบนักการเมืองที่เห็นกันทั่วไป และข้อดีอีกประการคือ ไปพูดในเวทีระดับประเทศดูน่าเชื่อถือ ไม่อายใคร แต่นักข่าวพบว่า ยังมีแนวคิดอีกหลายเรื่องของ”กรณ์”ที่ยังไม่ตกผลึก แต่น่าสนใจ

.

สัปดาห์ที่ผ่านมา “นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นประธานเปิดโครงการก้าวที่ยั่งยืนสู่ชีวิตใหม่ปลอดหนี้นอกระบบ จากที่ลงทะเบียนไว้ 1,183,355 คน เป็นวงเงินหนี้ 122,672 ล้านบาท ผ่านการอนุมัติ 6 แบงก์รัฐเข้ามาอยู่ในระบบได้ 412,741 ราย

.

ระบบธนาคารมีไว้รับใช้คนรวย

.

“กรณ์ จาติกวณิช” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการนี้เล่าว่า คนที่เข้ามาในวัฏจักรหนี้นอกระบบส่วนใหญ่มีร้อยแปดพันเก้าเหตุผล คำตอบสุดท้ายเขาเข้าถึงระบบธนาคารไม่ได้ เพราะระบบธนาคารมีไว้รับใช้คนรวย ยิ่งรวยยิ่งกู้ได้ ยิ่งจนยิ่งกู้ไม่ได้ ตัวเลขแบงก์ชาติบอกว่า 15% ของประชากรไม่มีบัญชีเงินฝาก ถ้าถามว่ากี่เปอร์เซ็นต์ที่ไม่สามารถกู้ได้ ผมว่า 30% หรือมากกว่านั้น

.

ดังนั้นการถลำเข้าไปเป็นหนี้บอกระบบเพราะชีวิตสะดุด เช่น ตั้งครรภ์ แม่ป่วย มีภาระลูกเรียน เป็นจุดที่เข้าสู่หนี้นอกระบบ เราจึงต้องจัดให้เขามีที่พึ่ง และโครงการนี้พร้อมจะช่วยคนที่พร้อมจะช่วยตัวเอง คาดว่าจนถึงสิ้นเดือนกันยายนน่าจะประมาณ 450,000 ราย โดยมีหนี้เฉลี่ย 100,000 บาท/คน คิดเป็นวงเงินหนี้ที่รีไฟแนนซ์ 40,000-45,000 ล้านบาท เมื่อคำนวณต่อคนประหยัดดอกเบี้ยได้ 1,000 บาท/คน/เดือน

.

“ถือว่าเยอะมากสำหรับคนกลุ่มนี้ เป็นการเพิ่มเงินในกระเป๋าโดยไม่เป็นภาระงบประมาณ เป็นการใช้กลไกธนาคารรัฐ อาศัยกลไกตลาดที่ไม่ใช่เงินภาษี 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน เท่ากับ 4 หมื่นกว่าล้านที่อยู่ในมือคน 4 แสนราย ซึ่งมีผลในระดับเศรษฐกิจ เพราะเป็นการเพิ่มกำลังซื้อให้เขา”

.

“กรณ์” ย้ำว่า เราตระหนักว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะแก้ปัญหาหนี้ให้เขาครั้งเดียวแล้วจะไม่มีปัญหาอีก ดังนั้นเพื่อให้เขาเข้าถึงแหล่งเงินในอนาคต เราตอบโจทย์ให้ 4 แสนคนนี้ ด้วยการออกแบบนวัตกรรมคือบัตรลดหนี้ โดยมี 2 เป้าหมาย

.

1.ต้องการให้คนกลุ่มนี้มีวงเงินในอนาคตที่จะเข้าถึงแหล่งเงินกู้ยืมในระบบธนาคารได้โดยไม่กลับไปที่เจ้าหนี้นอกระบบ

.

2.มาตรการช่วยกระตุ้นมีวินัยทางการเงิน ทุกบาทที่ชำระเงินต้นและดอกเบี้ย จะได้คืนเป็นวงเงินครึ่งหนึ่ง สะสมไปเรื่อย ๆ สมมติมีหนี้แสนบาท คุณชำระเงินต้นบวกดอกเบี้ย ณ สิ้นปีแรกจะได้วงเงิน 6,000 บาท เป็นฟรีเครดิตไลน์ วงเงินนี้เป็นของเขากดเงินได้จากตู้เอทีเอ็ม และเราเก็บวงเงินเครดิตไลน์ให้เขา 4 ปี รวมทั้งทุกรายมีประกันชีวิตฟรีด้วย ซึ่งแบงก์รับภาระต่อราย 35 สตางค์”

.

“กรณ์” กล่าวว่า เราไม่รู้ว่าคนกลุ่มนี้เขาทำได้อย่างไร ที่ต้องรับภาระดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อเดือน แต่เวลาไปกู้กับแบงก์ แบงก์มองไม่เห็นความสามารถเขา ทั้ง ๆ ที่เขาทำได้ ปากกัดตีนถีบ ผมพยายามกล่อมแบงก์ว่า ถ้าเขาเคยจ่ายร้อยละ 10 ต่อเดือนได้ คุณต้องมีจุดเริ่มต้นว่า เขาทำได้ แบงก์ต้องเข้าไปดู เรามานั่งคำนวณว่าภาระหนี้ที่มี หากเขาเป็นลูกค้าที่ดี 1 ปี หรือมากกว่า ผมมั่นใจว่าแบงก์จะปรับโครงสร้างหนี้ให้เขาเอง เพราะเราคิดดอกเบี้ยร้อยละ 1% ต่อเดือน แบงก์อาจจะให้วงเงินเขาเพิ่มขึ้นเอง

.

ผมกำลังคิดว่าในอนาคตลูกค้ากลุ่มนี้หากรักษาไว้ได้เป็นกลุ่มที่มีค่า จะรักษาอย่างไรค่อยว่ากัน อนาคตหากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสินคงทำธนาคารรากหญ้าที่จะทำไมโครไฟแนนซ์ ก็มี 4 แสนรายนี้เป็นเชื้ออยู่แล้ว

.

แนวคิด ธนาคารคนจน ธนาคารรากหญ้า

.

แต่โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรไม่ให้คนเข้าสู่การเป็นหนี้นอกระบบตั้งแต่แรก ต้องมีธนาคารคนจน ธนาคารรากหญ้า จากประสบการณ์ 9 เดือนที่ทำเรื่องนี้ มีบทเรียนว่าหนึ่งในอุปสรรคที่พบคือวัฒนธรรมองค์กรของธนาคารรัฐ ยังไงก็ยัง “เป็นธนาคาร” และทัศนคติของเจ้าหน้าที่ซึ่งสำคัญมาก ตั้งแต่เปิดสายด่วน 1689 มาที่กระทรวงการคลัง มีคนโทรศัพท์เข้ามา 400-500 คนทุกวัน มีคนร้องเรียนจำนวนมาก อาทิ เจ้าหน้าที่ธนาคารบอกว่าคนค้ำประกันต้องเป็นข้าราชการ ซึ่งคน 70% ที่โทร.เข้ามาเป็นเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่ประกาศไปแล้ว ทำให้เรารู้ว่าทุกเรื่องหากจะทำให้ได้ ต้องลงมาขันเอง และวัฒนธรรมองค์กรต้องเปลี่ยน

.

การทำธนาคารคนจนหรือธนาคารรากหญ้า ไม่จำเป็นต้องแยกองค์กรออกมาดูแลต่างหาก ใช้โครงสร้างที่มีอยู่แล้วให้เป็นประโยชน์ เช่น สัจจะออมทรัพย์ กองทุนหมู่บ้าน สหกรณ์ หน่วยงานเหล่านี้มีสมาชิกเป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของธนาคารรากหญ้าอยู่แล้ว โมเดลที่เราคิดอยู่คือให้ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสินซึ่งมีหน้าที่ดูแลลูกค้าอยู่แล้ว แต่ให้มีอีกหน้าที่คือ “โฮลเซล” เอากลุ่มที่กล่าวมาข้างต้นเป็นพวก กู้เงินจาก ธ.ก.ส.และออมสินเพื่อไปปล่อยกู้ต่อโดยมีเงื่อนไขอะไรบ้าง ให้เขาบริหาร ดูแลลูกค้าของเขา แทนที่ออมสิน ธ.ก.ส.ต้องไปดูแลเอง

.

หรือแม้แต่กลุ่มมอเตอร์ไซค์ เจ้าหนี้นอกระบบ ให้เขามาขึ้นทะเบียน เป็นนิติบุคคล เป็นเหมือนเอเย่นต์ของ ธ.ก.ส. ออมสิน กลุ่มเหล่านี้เขารู้วิถีชาวบ้าน ให้เขาไปดูแลกันเอง นี่คือสิ่งที่ต้องทำต่อไป

.

เจ้าหนี้นอกระบบ 60% เป็นคนอุทัยธานี

.

“กรณ์” เล่าเบื้องหลังว่า การได้มาทำโครงการหนี้นอกระบบได้พบอะไรแปลก ๆ ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าเจ้าหนี้นอกระบบกระจุกตัวเหมือนกัน หมายความว่าเจ้าหนี้นอกระบบ 60% ของวงเงินหนี้ทั้งหมดเป็นคนอุทัยธานี คือวันดีคืนดีที่ประกาศโครงการนี้ไป มีคนกระซิบบอกว่า หากผมอยากทำเรื่องนี้ให้สำเร็จต้องคุยกับ ส.ส.คนหนึ่งคือ ส.ส.อุทัยธานี พรรคชาติไทย ซึ่งผมเชิญมานั่งคุยด้วย เขาบอกว่าหากรัฐมนตรีอยากทำเรื่องนี้จริง ๆ เขาจะช่วย ให้ผมส่งทีมงานไปที่บ้านเขาและเขานัดเจ้าหนี้มาคุย หากคุยกับเจ้าหนี้กลุ่มนี้ได้ก็จบแล้ว

.

ผมให้เจ้าหน้าที่ไปพบเจ้าหนี้กว่า 200 คน เริ่มเข้าใจวัฒนธรรม วิธีการปฏิบัติ การแก้ปัญหา เราในฐานะนักการเงินเอาข้อมูลเขาคำนวณว่าเขาคิดดอกเบี้ย มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง รวมถึงส่วยที่ต้องส่ง หนี้เสีย ค่าจ้างนักเลง ฯลฯ คำนวณออกมาผลตอบแทนสุดท้ายเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเพดานแบงก์ชาติ 28% (ดอกเบี้ยบวกค่าธรรมเนียมด้วย) เมื่อเราถามว่าหากเราให้คุณทำสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายแบบนี้ เอาไหม เขาเอาเพราะชีวิตเขาต้องคอยหลบหลีก คือได้มา 100 บาท เหลือในมือเขาแค่ 10 บาท เขารันทด เก็บกดด้วย ทำให้เราคิดว่าโครงการนี้มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้

.

นอกจากนี้ “กรณ์” กล่าวว่า อีกมิติที่สำคัญมาก คือการสร้างวัฒนธรรม สร้างวินัยทางการเงิน งานนี้ได้ประสานหลายกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่าผมอยากให้มี “หมอหนี้” เป็นอาสาสมัครที่อยู่ทุกหมู่บ้าน 70,000 หมู่บ้าน ฝึกอบรมโดยธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส.ซึ่งมีโครงการบัญชีครัวเรือนที่แข็งแรงมากอยู่แล้ว มีหน้าที่คอยติดตาม ประสานระหว่างธนาคารกับหมู่บ้านและพัฒนาไปสู่บัญชีหมู่บ้าน มันจะเป็นภูมิคุ้มกันได้ ที่ผ่านมา ธ.ก.ส. ออมสิน หลังโอนลูกหนี้มาเป็นลูกหนี้เขาแล้ว เขามีโครงการเศรษฐกิจพอเพียง จัดตามวัดให้คนกลุ่มนี้ ผมว่าดีมาก ปัจจุบันเรามี “อสม.” ดูแลสุขภาพอนามัย ต่อไปเราจะมีหมอหนี้ดูแลสุขภาพทางการเงิน

.

อยากให้ทำงบประมาณ 4 ปี แต่รัฐบาลอยู่ครบ 4 ปี

.

นอกจากนี้ “กรณ์” ได้ตอบคำถามเรื่องงบประมาณที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาขณะนี้ว่าการทำงบประมาณปัจจุบันไม่สอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

.

ผมเรียนท่านนายกฯว่าแทนที่จะทำงบประมาณปีต่อปี หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อยากให้ทำงบประมาณ 4 ปีสอดคล้องกับยุทธศาสตร์รัฐบาล แต่รัฐบาลมักอยู่ไม่ครบ 4 ปี ดังนั้นต้องยืดหยุ่นให้โอกาสรัฐบาลใหม่ปรับเปลี่ยนได้ นั่นคืองบฯกลางของนายกรัฐมนตรี โดยนำเฉพาะส่วนนั้นเข้าสภาพิจารณาในแต่ละปี

.

ปัจจุบันการใช้งบประมาณไม่เป็นไปตามยุทธศาสตร์ จากการที่ได้พบกับหอการค้า อุตสาหกรรมจังหวัด ผมหารือกับเขาว่าอยากเห็นยุทธศาสตร์ระดับพื้นที่ของเขา โดยเสนอผ่านมาที่รัฐบาล หลังจากนั้นจะได้กำหนดงบประมาณที่จะได้ตอบโจทย์ของเขาได้ อย่างภาคใต้ อุตสาหกรรมยางรวมตัวกัน ยุทธศาสตร์ยางของประเทศคืออะไร รัฐบาลควรสนับสนุนอะไร ตอนนี้งบประมาณคิดจากส่วนกลาง ไม่ได้เป็นสิ่งที่เขาต้องการที่แท้จริง ดังนั้นหากทำเป็นคลัสเตอร์และทำแมทริกซ์ คนทั้งประเทศมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย

.

กรณ์กล่าวถึงงบประมาณปีนี้ที่รายรับกับรายจ่ายประจำที่เท่ากัน 1.6 ล้านล้านบาท ถ้ารัฐต้องลงทุนจะต้องใช้เงินกู้ ว่าเรื่องนี้คือสาเหตุที่ยังต้องทำงบประมาณขาดดุล พร้อมอธิบายว่าถ้าไม่ขาดดุล นั่นคือ 1.ลดรายจ่ายได้ไหม…ยาก 2.เพิ่มรายได้ไหม…ก็ไม่ง่าย ดังนั้นหากจะให้รัฐบาลลงทุนเพิ่มก็ต้องขาดดุล ความจริงคนทั่วไปกลัวเรื่องการขาดดุลมากเกินไป สำหรับผมไม่มีปัญหา ที่สำคัญคือถ้าขาดดุลแล้วเศรษฐกิจมีการเติบโตหรือไม่ ถ้าเติบโตก็ไม่มีปัญหา

.

ดังนั้นถ้ารัฐไม่มีเงินลงทุนและไม่ขึ้นภาษี ตรรกะมันพาไปคือให้เอกชนลงทุน แต่เราจะพึ่งพาการลงทุนของเอกชนไทยอย่างเดียวหมายถึง “การผูกขาด” ไม่มีการแข่งขัน หากให้เอกชนลงทุนก็ต้องให้ต่างชาติมาลงทุน

.

กรณ์กล่าวว่า ถ้าจะต้องคุยกันจริง ๆ เรื่องนี้แบบเป็นวาระแห่งชาติ ต้องถอดเรื่องการเมืองออกไป เพราะสังคมปัจจุบันเป็นเรื่องที่การเมืองไม่กล้าแตะ เช่น สิทธิการถือหุ้น รวมถึงสิทธิการครองที่ดิน ขนาดผู้บริหารมาประมูล 3G ยังเป็นต่างประเทศไม่ได้เลย มันจึงยังอีกไกล…

.

ในแง่การลงทุน “กรณ์” มองว่า ส่วนหนึ่งรัฐไปสร้างเงื่อนไขให้เขาเยอะมาก เช่นใบอนุญาต กฎระเบียบต่าง ๆ ไม่สามารถตัดสินใจในเชิงพาณิชย์เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ดูตั้งแต่สมัยไหน ๆ เช่นบริษัทใหญ่ ๆ 20-30 บริษัทของไทย ล้วนมีส่วนหากินกับรัฐทั้งสิ้น ทั้งสัมปทาน ธุรกิจใบอนุญาต กรณ์กล่าวว่า ในแง่มุมหนึ่งผมชื่นชมพวกอสังหาริมทรัพย์มากสุด เพราะเขาแข่งขันกันจริง ๆ เขาไม่มีใบอนุญาต ไม่มีสัมปทาน นอกนั้นธนาคารพาณิชย์ โทรคมนาคม ปตท. ต่างมีสัมปทาน ผูกขาด เราถึงไปแข่งต่างประเทศไม่เป็น

.

อุตสาหกรรมแบงกิ้ง…ยิ่งกว่าโบรกเกอร์

.

ส่วนเรื่องสเปรดดอกเบี้ย “กรณ์” กล่าวว่า “ผมคุยกับ ดร.ประสาร (ไตรรัตน์วรกุล ว่าที่ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่) ผมว่าต้องแยก 2 ส่วน เรื่องค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนที่ไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภคคือ 1.สเปรดดอกเบี้ย 2.ค่าธรรมเนียม เช่นค่าโอนข้ามเขต เดี๋ยวนี้ระบบไม่มีต้นทุนแล้ว แบงก์เถียงว่าเขามีกำไรเกินควรเพราะมีไว้ซับซิไดซ์เรื่องการรับเช็ค ซึ่งต้นทุนสูงมาก เราก็ฟังและบอกว่าต้องโปร่งใสในเรื่องนี้ ส่วนเรื่องส่วนต่างดอกเบี้ยต้องแยกส่วนระหว่างลูกค้ารายใหญ่ เอสเอ็มอี ลูกค้ารายบุคคล มันมีการซับซิดี้กันอยู่ ลูกค้ารายใหญ่ ๆ แบงก์ขาดทุนในแง่สเปรด แต่ไปได้อย่างอื่นเช่นทรานแซ็กชั่น แคชแมเนจเมนต์ เป็นต้น

.

เวลาแบงก์ชาติอ้างส่วนต่างดอกเบี้ยโดยเฉลี่ยเทียบกับวงเงินกู้โดยรวมว่าไม่ได้สูงเกินไป ผมว่า…ใช่ แต่ส่วนต่างดอกเบี้ยที่คิดกับคอนซูเมอร์โลน มันกว้างมาก คิดเฉลี่ยไม่ได้ ต้องคิดแยกส่วน ซึ่ง ดร.ประสารเข้าใจเรื่องนี้ ผมว่าอุตสาหกรรมแบงกิ้งไม่ได้เป็นการแข่งขันที่แท้จริง มันเป็นคลับมากกว่า ยิ่งกว่าโบรกเกอร์อีก

.

จริง ๆ ต้นทุนของแบงก์สูง ทำให้เขาอ้างว่าสเปรดต้องกว้าง ประเด็นคือหากเราไปปรับสเปรด ก็ทำให้เขาต้องลดต้นทุนเอง ตอนนี้เขาไม่ต้องลดต้นทุนเพราะสเปรดมันกว้างอยู่ ที่น่าห่วงมากคือค่าธรรมเนียม ปีที่จีดีพีติดลบที่ผ่านมา ค่าธรรมเนียมแบงก์ขยายตัวมากสุดในเอเชีย เขาถึงไม่ปล่อยกู้ เราเอาแบงก์รัฐมาปล่อยกู้แทน เขาหากินที่ค่าธรรมเนียม

.

ไทเกอร์แอร์…ถ้าไม่ดีก็ต้องรับผิดชอบ

.

ส่วนประเด็นไทเกอร์แอร์ของการบินไทย กรณ์กล่าวว่า เราคุยกับกระทรวงคมนาคมว่าเราจะให้ “การบินไทย” เป็นมืออาชีพมากสุด เพราะต้องแข่งขันกับสุดยอดของต่างประเทศ เช่น คาเธ่ย์ แปซิฟิค สิงคโปร์ แอร์ไลน์ส หากเราไปยุ่งมาก สุดท้ายกลับมาเป็นภาระของกระทรวงการคลัง

.

หากฟังผู้บริหารการบินไทย บอกว่าเขาอยากปกป้องในส่วนแบ่งตลาดตรงนั้น จะลงไปทำเองก็เป็นไปไม่ได้ ต้นทุนผู้โดยสารสูงกว่ากันเยอะ แม้แต่นกแอร์เองก็สูงกว่าแอร์เอเชีย หากจะแข่งต้องแข่งบนต้นทุนที่เท่ากันหรือต่ำกว่า จึงจะแข่งกันได้ วิธีที่เขาตัดสินใจคือทำกับไทเกอร์แอร์ ผมก็ตั้งคำถามในเชิงยุทธศาสตร์ว่าทำไมไม่ทำกับนกแอร์ เขาบอกว่าต้นทุนนกแอร์สูงกว่าแอร์เอเชียเยอะ สู้ไม่ได้ ที่ผ่านมาผลักดันให้นกแอร์ไปเส้นทางอื่นมาแล้ว แต่นกแอร์เลือกที่จะบินในประเทศ การบินไทยจึงต้องหาพาร์ตเนอร์ใหม่ ถ้าไปได้ดีก็เป็นเรื่องคณะผู้บริหาร ถ้าไม่ดีก็ต้องรับผิดชอบ

.

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง

”เธอจะวัดชีวิตของเธออย่างไร How Will You Measure Your Life?”

.

เขียนโดย

Clayton M. Christensen

ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการและ “นวัตกรรมก่อกวน” (disruptive innovation) คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

.

แปลโดย

สฤณี อาชวานันทกุล

.

ความมีดังนี้

.

ก่อนที่ผมจะตีพิมพ์หนังสือเรื่อง ปัญหาเขาควายของนักนวัตกรรม (The Innovator’s Dilemma) ผมได้รับโทรศัพท์จาก แอนดี โกรฟ ซึ่งตอนนั้นเป็นประธานกรรมการบริษัทอินเทล เขาอ่านบทความชิ้นแรกๆ ของผมเกี่ยวกับเทคโนโลยีก่อกวน (disruptive technology) และขอให้ผมไปคุยกับลูกน้องโดยตรงของเขา อธิบายว่าเรื่องนี้แปลว่าอะไรสำหรับอินเทล ผมบินไปซิลิคอนวัลเลย์ด้วยความตื่นเต้นตามนัด เพียงเพื่อที่จะเจอโกรฟบอกว่า “นี่แน่ะอาจารย์ ตอนนี้เรายุ่งมากเลย มีเวลาให้อาจารย์แค่ 10 นาที บอกเราหน่อยครับว่าโมเดลก่อกวนของอาจารย์หมายความว่าอะไรสำหรับอินเทล” ผมตอบว่าผมทำไม่ได้ แค่อธิบายโมเดลนี้อย่างเดียวก็ต้องใช้เวลา 30 นาทีแล้ว คนต้องเข้าใจบริบทนี้ก่อนที่จะเข้าใจความเห็นอะไรก็ตามของผมเกี่ยวกับอินเทล หลังจากฟังผมพูดไป 10 นาที โกรฟก็แทรกว่า “โอเคครับ ผมเข้าใจโมเดลนี้แล้ว บอกเรามาก็พอว่ามันแปลว่าอะไรสำหรับอินเทล”

.

ผมยืนยันว่าผมต้องใช้เวลาอีก 10 นาทีในการอธิบายวิธีที่กระบวนการก่อกวนทำงานในอุตสาหกรรมเหล็กกล้า ซึ่งแตกต่างจากอินเทลมาก ก่อนที่โกรฟกับลูกน้องจะเข้าใจว่าการก่อกวนทำงานอย่างไร ผมเล่าวิธีที่บริษัทนูคอร์ (Nucor) และโรงเหล็กขนาดจิ๋วโรงอื่นๆ เริ่มต้นด้วยการโจมตีตลาดที่อยู่ล่างสุด นั่นคือ เหล็กเส้น และค่อยๆ ไล่ไปตลาดบน ตัดราคาโรงเหล็กดั้งเดิม

.

พอผมเล่าเรื่องโรงเหล็กขนาดจิ๋วจบ โกรฟก็พูดขึ้นว่า “โอเค ผมเข้าใจละ เรื่องนี้หมายถึงอย่างนี้นะสำหรับอินเทล…” และอธิบายความคิดที่ต่อมากลายเป็นกลยุทธ์ของอินเทลในการเข้าตลาดล่างเพื่อออกชิพตัวใหม่ยี่ห้อเซเลรอน (Celeron)

.

ผมคิดถึงเรื่องนี้เป็นล้านครั้งได้หลังจากวันนั้น ถ้าผมยอมบอก แอนดี โกรฟ ว่าเขาควรจะคิดอย่างไรเกี่ยวกับธุรกิจไมโครโปรเซสเซอร์ วันนั้นผมก็คงถูกฆ่าแน่ๆ แต่แทนที่จะบอกว่าเขาควรคิด อะไร ผมสอนเขาว่าควรคิด อย่างไร – เสร็จแล้วเขาก็ไปถึงสิ่งที่ผมรู้สึกว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องได้ด้วยตัวเอง

.

ประสบการณ์นั้นมีอิทธิพลต่อผมมาก เวลาที่ใครถามว่าผมคิดว่าพวกเขาควรทำอะไร ผมแทบไม่เคยตอบคำถามนี้ตรงๆ แต่ป้อนคำถามเข้าไปในโมเดลของผมดังๆ ผมจะอธิบายวิธีทำงานของกระบวนการในโมเดลในอุตสาหกรรมที่แตกต่างจากพวกเขามาก เสร็จแล้วบ่อยครั้งพวกเขาจะพูดว่า “โอเค เราเข้าใจแล้ว” เสร็จแล้วก็ตอบคำถามของตัวเองได้อย่างลึกซึ้งกว่าที่ผมทำได้

.

ผมออกแบบวิชาที่ผมสอนที่คณะบริหารธุรกิจของฮาร์วาร์ดมาให้นักศึกษาเข้าใจว่าทฤษฎีการบริหารจัดการที่ดีคืออะไร และมันถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร ผมเสริมแก่นนี้ด้วยโมเดลและทฤษฏีหลายๆ อันที่ช่วยให้นักศึกษาคิดถึงมิติต่างๆ ในงานของผู้บริหาร งานที่ต้องกระตุ้นนวัตกรรมและการเติบโต ในแต่ละคาบเรียน เราจะศึกษาบริษัทหนึ่งแห่งผ่านแว่นของทฤษฎีเหล่านี้ ใช้ทฤษฎีเพื่ออธิบายว่าบริษัทตกอยู่ในสถานการณ์ที่เขาตกได้อย่างไร และวิเคราะห์ว่าผู้บริหารจะต้องทำอะไรเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ

.

ในชั้นเรียนคาบสุดท้าย ผมขอให้นักศึกษาใช้แว่นทฤษฎีเหล่านั้นกับตัวเอง เพื่อตอบคำถามสามคำถาม หนึ่ง ฉันจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะมีความสุขในอาชีพการงาน? สอง ฉันจะมั่นใจได้อย่างไรว่าความสัมพันธ์กับคู่ครองและครอบครัวของฉันจะทำให้ฉันมีความสุขอย่างยั่งยืน? สาม ฉันจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะอยู่นอกคุก? คำถามข้อสามอาจฟังเหมือนเรื่องแซวเล่น แต่มันไม่ใช่เลยครับ นักศึกษา 2 คน จาก 32 คนในวิชาผมที่ได้รับทุนโรดส์เคยติดคุก เจฟฟ์ สกิลลิง ผู้อื้อฉาวในคดีเอ็นรอน ก็เป็นเพื่อนร่วมชั้นของผมสมัยเรียนโทที่ฮาร์วาร์ด คนพวกนี้เคยเป็นคนดี แต่อะไรบางอย่างในชีวิตของพวกเขาทำให้เดินไปผิดทาง

.

ขณะที่นักศึกษาอภิปรายคำตอบกัน ผมก็เล่าชีวิตของตัวเองให้ฟังเหมือนกับเป็นกรณีศึกษา เพื่อสาธิตให้เห็นว่าพวกเขาจะนำทฤษฎีที่ได้เรียนในวิชาไปช่วยแนะแนวการตัดสินใจในชีวิตตัวเองได้อย่างไร

.

ทฤษฎีหนึ่งที่ช่วยตอบคำถามข้อแรก ที่ถามว่าเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะมีความสุขในชีวิต ได้ดีมากคือทฤษฎีของ เฟรเดอริค เฮิร์ซเบิร์ก ผู้ประกาศว่าแรงจูงใจที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตคนเราไม่ใช่เงิน หากเป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้ เติบโตด้วยความรับผิดชอบ ช่วยเหลือผู้อื่น และได้รับการยอมรับยามบรรลุผลสำเร็จ ผมเล่าให้นักศึกษาฟังถึงวิสัยทัศน์ของผมตอนที่บริหารบริษัทที่ตัวเองก่อตั้ง ก่อนที่จะมาเป็นนักวิชาการ ผมจินตนาการถึงผู้จัดการคนหนึ่งในบริษัทที่ออกจากบ้านไปทำงานตอนเช้าพร้อมกับความภาคภูมิใจในตัวเองเต็มเปี่ยม เสร็จแล้วผมก็จินตนาการตอนที่เธอขับรถกลับบ้านจากที่ทำงาน 10 ชั่วโมงให้หลัง ด้วยความรู้สึกว่าไม่มีใครให้ความสำคัญ อึดอัดใจ ไม่ได้ใช้ฝีมือเต็มที่ และถูกคนดูถูก ผมนึกภาพต่อไปว่าความภูมิใจในตัวเองที่หดหายไปเยอะของเธอจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับลูกๆ อย่างไร แล้วภาพในหัวของผมก็หมุนไปอีกวันหนึ่ง วันที่เธอขับรถกลับบ้านด้วยความภูมิใจในตัวเองมากกว่าเดิม รู้สึกว่าวันนี้เธอได้เรียนรู้อะไรๆ เยอะมาก ได้รับการยอมรับที่ทำเรื่องใหญ่ได้สำเร็จ และมีบทบาทสำคัญในความสำเร็จของงานชิ้นที่สำคัญมากสำหรับบริษัท ผมจินตนาการว่าเรื่องนี้จะส่งผลบวกอย่างไรต่อพฤติกรรมของเธอในฐานะคู่ครองและผู้ปกครอง

.

ผมสรุปว่า การบริหารจัดการนั้นเป็นอาชีพที่สูงส่งที่สุดถ้าคนทำมันได้ดี ไม่มีอาชีพอื่นใดอีกแล้วที่มอบวิธีเยอะขนาดนี้ในการช่วยให้คนอื่นได้เรียนรู้และเติบโต แบกรับความรับผิดชอบ ได้รับการยอมรับเมื่อบรรลุผลสำเร็จ และเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของทีม นักศึกษาบริหารธุรกิจสมัยนี้จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ มาเรียนเพราะคิดว่าอาชีพในโลกธุรกิจหมายถึงการซื้อขายและลงทุนในบริษัทต่างๆ นี่เป็นปรากฏการณ์ที่น่าเศร้า การทำดีลไม่อาจมอบรางวัลล้ำลึกที่มาจากการช่วยคนให้เติบโต

.

ผมอยากให้นักศึกษาเดินออกจากห้องเรียนของผมไปด้วยความรู้เรื่องนี้

.

สร้างกลยุทธ์สำหรับชีวิตของคุณ

.

ทฤษฎีที่ช่วยตอบคำถามที่สอง นั่นคือ ฉันจะมั่นใจได้อย่างไรว่าความสัมพันธ์กับคู่ครองและครอบครัวของฉันจะทำให้ฉันมีความสุขอย่างยั่งยืน? คือทฤษฎีที่ว่าด้วยการออกแบบกลยุทธ์และลงมือทำตามกลยุทธ์ที่วางไว้ ข้อคิดหลักที่แหลมคมในทฤษฎีนี้บอกว่า กลยุทธ์ของบริษัทถูกกำหนดด้วยประเภทของโครงการที่ผู้บริหารลงทุนทำ ถ้ากระบวนการจัดสรรทรัพยากรของบริษัทไม่ถูกบริหารจัดการอย่างช่ำชองมากพอ ผลลัพธ์ก็อาจเป็นสิ่งที่แตกต่างจากความตั้งใจของผู้บริหารมาก เนื่องจากระบบการตัดสินใจของบริษัทต่างๆ ถูกออกแบบมาให้ลงทุนแต่ในโครงการที่ให้ผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมและทันที บริษัทจึงมักจะมองข้ามการลงทุนในโครงการที่จำเป็นต่อกลยุทธ์ระยะยาวของพวกเขา

.

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผมเฝ้าดูชะตาชีวิตของเพื่อนร่วมรุ่นที่จบปี 1979 จากคณะบริหารธุรกิจของฮาร์วาร์ด ผมพบว่าเพื่อนผมจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ มางานเลี้ยงรุ่นอย่างไร้ความสุข หย่าร้าง และแปลกแยกกับลูกๆ ของตัวเอง ผมรับประกันคุณได้เลยว่าไม่มีใครในจำนวนนั้นที่จบปริญญาไปด้วยกลยุทธ์ที่จะหย่าและเลี้ยงดูลูกๆ ที่จะแปลกแยกกับพวกเขาตอนโต แต่แล้วคนจำนวนมากอย่างน่าตกใจกลับนำกลยุทธ์นี้ไปปฏิบัติ เหตุผลน่ะหรือ? พวกเขาไม่ได้ตั้งมั่นในเป้าหมายของชีวิต ให้มันอยู่ตรงหน้าและตรงกลางระหว่างตัดสินใจว่าจะใช้เวลา พรสวรรค์ และพลังงานอย่างไรดี

.

น่าตกใจไม่น้อยที่นักศึกษาจำนวนมากจาก 900 คนที่คณะบริหารธุรกิจของฮาร์วาร์ดคัดจากหัวกะทิทั่วโลกไม่ค่อยคิดว่าอะไรคือเป้าหมายในชีวิตของเขา ผมบอกนักศึกษาว่าที่คณะนี้อาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้ครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งถึงคำถามนี้ ถ้าพวกเขาคิดว่าจะมีเวลาและพลังงานมาครุ่นคิดวันหลัง พวกเขาก็ผิดมหันต์ เพราะชีวิตมีแต่จะเรียกร้องมากขึ้นเรื่อยๆ – คุณจะต้องผ่อนบ้าน ทำงานสัปดาห์ละ 70 ชั่วโมง มีคู่ชีวิตและลูกๆ

.

สำหรับผม การมีเป้าหมายที่ชัดเจนในชีวิตเป็นเรื่องสำคัญตลอดมา แต่มันเป็นสิ่งที่ผมต้องคิดนานและคิดหนักก่อนที่จะเข้าใจ สมัยที่ผมเป็นนักเรียนทุนโรดส์ ผมเรียนหลักสูตรที่โหดมาก ผมพยายามยัดงานหนึ่งปีเต็มลงไปในตารางเรียนที่อ็อกซ์ฟอร์ด ผมตัดสินใจว่าจะใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงทุกคืนไปกับการอ่านหนังสือ ครุ่นคิด และสวดมนต์เกี่ยวกับเป้าหมายที่พระผู้เป็นเจ้าส่งผมมาเกิด มันเป็นปณิธานที่ทำยากมากเพราะทุกชั่วโมงที่ผมทำเรื่องนี้คือทุกชั่วโมงที่ผมไม่ได้อ่านตำราเศรษฐมิติประยุกต์ ผมรู้สึกขัดแย้งในตัวเอง ไม่แน่ใจว่าควรเจียดเวลาเรียนมาทำเรื่องนี้หรือเปล่า แต่ผมก็กัดฟันทำ และในที่สุดก็ค้นพบเป้าหมายในชีวิตของผม

.

ถ้าผมใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงทุกวันไปกับการเรียนรู้เทคนิคล่าสุดที่จะแก้ปัญหาออโตคอร์เรเลชั่นในการวิเคราะห์รีเกรสชั่น ผมก็จะใช้ชีวิตไปในทางที่แย่มาก เพราะผมใช้เครื่องมือเศรษฐมิติเพียงปีละไม่กี่ครั้ง แต่ผมประยุกต์ใช้ความรู้เกี่ยวกับเป้าหมายของชีวิตตัวเองอยู่ทุกวัน มันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ที่สุดที่ผมเคยเรียนรู้ ผมสัญญากับลูกศิษย์ของผมว่า ถ้าพวกเขาใช้เวลาค้นหาเป้าหมายในชีวิตของตัวเอง พวกเขาจะคิดถึงมันภายหลังว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ได้ค้นพบที่คณะบริหารธุรกิจ ถ้าพวกเขาค้นไม่พบ พวกเขาก็จะแล่นออกไปโดยไร้หางเสือ ถูกพายุกระหน่ำในทะเลชีวิตอันเชี่ยวกราก การมีเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยพวกเขาได้มากกว่าความรู้เกี่ยวกับวิธีคิดต้นทุนตามกิจกรรม บาลานซ์สกอร์การ์ด ความสามารถหลัก นวัตกรรมก่อกวน หลักตัวพีสี่ตัว และแรงกดดันทางธุรกิจห้าประการ

.

เป้าหมายของผมงอกจากศรัทธาทางศาสนาของผม แต่ศรัทธาไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทำให้คนมีทิศทาง ยกตัวอย่างเช่น อดีตลูกศิษย์ของผมคนหนึ่งตัดสินใจว่าเป้าหมายของเขาคือการนำความซื่อสัตย์และความเจริญทางเศรษฐกิจไปยังประเทศบ้านเกิด และเลี้ยงดูลูกๆ ให้ทุ่มเทในเป้าหมายนี้เหมือนกันกับเขาและให้ลูกๆ รักกัน เป้าหมายของเขาตั้งอยู่บนครอบครัวและคนอื่น เช่นเดียวกับเป้าหมายของผม

.

การเลือกอาชีพและความสำเร็จในอาชีพการงานนั้นเป็นแค่เครื่องมือชิ้นเดียวที่จะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมาย แต่ถ้าปราศจากเป้าหมาย ชีวิตของคุณก็อาจกลายเป็นชีวิตที่กลวงเปล่า

.

จัดสรรทรัพยากรของคุณ

.

ถึงที่สุดแล้ว การตัดสินใจของคุณเกี่ยวกับการจัดสรรเวลา พลังงาน และพรสวรรค์ส่วนตัวจะกำหนดกลยุทธ์ในชีวิตของคุณ

.

ผมมี “ธุรกิจ” กลุ่มหนึ่งที่แข่งกันแย่งทรัพยากรเหล่านี้ – ผมพยายามจะมีความสัมพันธ์ที่ดีเลิศกับภรรยา เลี้ยงลูกๆ ให้ดี มีส่วนร่วมในชุมชนของผม ประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน ช่วยงานโบสถ์ ฯลฯ ผมมีปัญหาเดียวกันกับบริษัท คือมีเวลา พลังงาน และพรสวรรค์จำกัด ผมควรจะทุ่มเทให้กับเรื่องแต่ละเรื่องขนาดไหน?

.

การตัดสินใจเรื่องการจัดสรรอาจทำให้ชีวิตจริงของคุณแตกต่างกันมากจากชีวิตที่คุณตั้งใจว่าจะมี บางทีนี่ก็เป็นเรื่องดี เช่น เกิดโอกาสที่คุณไม่เคยวางแผนว่าจะมี แต่ถ้าคุณลงทุนทรัพยากรของคุณผิดพลาด ผลลัพธ์ก็อาจจะเลวร้าย ขณะที่ผมคิดถึงเพื่อนร่วมรุ่นที่ลงทุนในชีวิตที่ไร้ความสุขและกลวงเปล่าโดยไม่ตั้งใจ ผมก็อดไม่ได้ที่จะเชื่อว่า ปัญหาของพวกเขานั้นเกี่ยวเนื่องกับมุมมองระยะสั้น

.

สำหรับคนที่อยากบรรลุผลสัมฤทธิ์สูงๆ และนั่นก็รวมถึงบัณฑิตทุกคนจากคณะบริหารธุรกิจของฮาร์วาร์ด เวลาที่พวกเขามีเวลาว่างหนึ่งชั่วโมงหรือพลังงานส่วนเกินหนึ่งออนซ์ พวกเขาก็จะจัดสรรมันด้วยจิตใต้สำนึกไปยังกิจกรรมที่สร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุด และอาชีพการงานของเราก็ส่งมอบหลักฐานที่เป็นรูปธรรมที่สุดว่าเรากำลังก้าวไปข้างหน้า คุณส่งสินค้า ออกแบบเสร็จ พรีเซนต์งานเรียบร้อย ปิดการขาย สอนหนังสือหนึ่งคาบ ตีพิมพ์งานวิจัย ได้เงินเดือน ได้เลื่อนขั้น ในทางกลับกัน การลงทุนเวลาและพลังงานในความสัมพันธ์กับคู่ครองและลูกๆ ของคุณโดยปกติไม่ได้ทำให้รู้สึกทันทีว่าทำอะไรสำเร็จ ลูกๆ ทำตัวเกเรทุกวัน คุณต้องรอ 20 ปีกว่าจะเท้าสะเอวและพูดได้ว่า “ฉันเลี้ยงลูกชายที่ดีหรือลูกสาวที่ดี” คุณละเลยความสัมพันธ์กับคู่ครองได้ทุกวัน และแต่ละวันคุณก็จะไม่รู้สึกว่าสถานการณ์กำลังเลวร้ายลง คนที่มีแรงขับสู่ความเป็นเลิศมีแนวโน้มในจิตใต้สำนึกที่จะลงทุนในครอบครัวของพวกเขาน้อยเกินไป และลงทุนในอาชีพการงานของพวกเขามากเกินไป ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและเปี่ยมรักกับครอบครัวจะเป็นขุมพลังแห่งความสุขที่ทรงพลังและยั่งยืนที่สุด

.

ถ้าคุณศึกษารากสาเหตุของหายนะทางธุรกิจทั้งหลาย ซ้ำแล้วซ้ำเล่าคุณจะพบว่ามันคือใจที่โน้มเอียงไปหากิจกรรมที่สร้างความพึงพอใจในทันที ถ้าคุณมองชีวิตส่วนตัวจากแว่นเดียวกัน คุณก็จะพบกับแบบแผนเดียวกันที่น่าทึ่งและพึงสังวรไม่แพ้กัน – ผู้คนจัดสรรทรัพยากรน้อยลงเรื่อยๆ ให้กับสิ่งที่พวกเขาเคยพูดว่าสำคัญที่สุด

.

สร้างวัฒนธรรม

.

วิชาของผมมีโมเดลที่สำคัญโมเดลหนึ่ง เรียกว่า “เครื่องมือการประสานงาน” (Tools of Cooperation) โมเดลนี้บอกว่า การเป็นผู้จัดการที่เปี่ยมวิสัยทัศน์ไม่ได้เลิศหรูเหมือนกับที่คนคิด การมองอนาคตที่ขุ่นมัวด้วยความหลักแหลมและวาดแผนที่ใหม่ที่บริษัทต้องเดินตามนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การหว่านล้อมพนักงานที่อาจมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงข้างหน้าให้เรียงแถวและร่วมแรงร่วมใจกันทำงานเพื่อผลักดันบริษัทไปในทิศทางใหม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ความรู้ว่าจะใช้เครื่องมือตัวไหนเพื่อสร้างความร่วมมือที่จำเป็น คือทักษะด้านการบริหารจัดการที่ขาดไม่ได้

.

ทฤษฎีจัดวางเครื่องมือเหล่านี้ในสองมิติ – ระดับความเห็นพ้องต้องกันของสมาชิกในองค์กรว่าพวกเขาอยากได้อะไรจากการมีส่วนร่วมในกิจการ และระดับความเห็นพ้องต้องกันว่าต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ปรารถนา เวลาที่คนเห็นพ้องต้องกันน้อยมากในทั้งสองมิติคือเวลาที่คุณต้องใช้ “เครื่องมือแห่งอำนาจ” เช่น การบังคับ คำขู่ การลงโทษ ฯลฯ สร้างความร่วมมือ บริษัทหลายแห่งเริ่มในโซนนี้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทีมผู้บริหารเริ่มแรกจะต้องมีบทบาทเชิงรุกในการตัดสินใจว่ามีอะไรบ้างที่ต้องทำ และต้องทำอย่างไร ถ้าวิธีทำงานร่วมกันของพนักงานประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง มติข้างมาก (consensus) ก็จะเริ่มเกิดขึ้นในบริษัท เอ็ดการ์ ไชน์ จากมหาวิทยาลัยเอ็มไอที อธิบายกระบวนการนี้ว่าเป็นกลไกที่สร้างวัฒนธรรม ถึงที่สุดแล้ว คนจะไม่คิดด้วยซ้ำว่าวิธีทำงานของพวกเขาทำให้เกิดความสำเร็จหรือเปล่า พวกเขาน้อมรับการจัดอันดับความสำคัญและทำตามขั้นตอนปฏิบัติด้วยสัญชาตญาณและสมมุติฐาน ไม่ใช่ด้วยการตั้งใจตัดสินใจ นั่นแปลว่าพวกเขาได้สร้างวัฒนธรรมขึ้นแล้วในองค์กร วัฒนธรรมคือสิ่งที่กำหนดวิธีที่ได้รับการพิสูจน์และเป็นที่ยอมรับจากสมาชิกในกลุ่มว่า เป็นวิธีจัดการกับปัญหาซ้ำซาก และวัฒนธรรมก็กำหนดอันดับความสำคัญของปัญหาแต่ละประเภท มันสามารถเป็นเครื่องมือบริหารจัดการที่ทรงพลังได้

.

ในการใช้โมเดลนี้ตอบคำถามที่ว่า ฉันจะมั่นใจได้อย่างไรว่าครอบครัวของฉันจะทำให้ฉันมีความสุขอย่างยั่งยืน? ลูกศิษย์ของผมมองเห็นอย่างรวดเร็วว่า เครื่องมือที่ง่ายที่สุดที่พ่อแม่ใช้ได้ในการดึงความร่วมมือจากลูกๆ คือเครื่องมือแห่งอำนาจ แต่พอลูกๆ โตเป็นวัยรุ่น มันก็มาถึงจุดที่เครื่องมือแห่งอำนาจใช้การไม่ได้อีกต่อไป จุดนี้พ่อแม่จะเริ่มเสียดายว่าพวกเขาไม่ได้สร้างวัฒนธรรมที่บ้านตั้งแต่ลูกๆ ยังเป็นเด็กเล็กมาก วัฒนธรรมที่เด็กๆ เรียนรู้ที่จะปฏิบัติต่อกันด้วยความเคารพ เชื่อฟังพ่อแม่ และเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้อง ครอบครัวก็มีวัฒนธรรมเหมือนกับบริษัท เราจะจงใจสร้างวัฒนธรรมเหล่านี้ก็ได้ หรือจะปล่อยให้มันวิวัฒนาการเองโดยบังเอิญก็ได้

.

ถ้าคุณอยากให้ลูกๆ มีความภูมิใจในตัวเองที่เข้มแข็ง และมั่นใจในตัวเองว่าพวกเขาสามารถแก้ปัญหายากๆ ได้ คุณสมบัติเหล่านี้จะไม่เกิดเองราวปาฏิหาริย์ตอนมัธยมปลาย คุณจะต้องออกแบบให้มันอยู่ในวัฒนธรรมของครอบครัวคุณ และคุณจะต้องคิดถึงเรื่องนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ เด็กๆ นั้นเหมือนกับพนักงานตรงที่พวกเขาสร้างความภูมิใจในตัวเองด้วยการทำสิ่งที่ยาก และเรียนรู้ว่าอะไรใช้การได้บ้าง

.

หลีกเลี่ยงความผิดพลาดเรื่อง “ต้นทุนส่วนเพิ่ม”

.

เราถูกสอนในวิชาการเงินกับเศรษฐศาสตร์ว่า เวลาประเมินทางเลือกในการลงทุน เราควรมองข้ามต้นทุนที่เสียไปแล้ว (sunk cost) และต้นทุนคงที่ (fixed cost) และตัดสินใจบนพื้นฐานของต้นทุนส่วนเพิ่ม (marginal cost) และรายได้ส่วนเพิ่ม (marginal revenue) เราเรียนรู้ในวิชาของผมว่าคำสอนข้อนี้ทำให้บริษัทโน้มเอียงไปใช้สิ่งที่พวกเขาเคยใช้สำเร็จมาแล้วในอดีตเป็นคานงัด แทนที่จะชักนำให้พวกเขาสร้างความสามารถที่จำเป็นสำหรับอนาคต ถ้าเรารู้ว่าอนาคตจะเหมือนกับอดีตทุกประการ วิธีนั้นก็ไม่เสียหายอะไร แต่ถ้าอนาคตไม่เหมือนกับอดีต ซึ่งมันก็ไม่เหมือนแทบทุกครั้ง มันก็เป็นวิธีที่ผิด

.

ทฤษฎีนี้รับมือกับคำถามข้อที่สามที่ผมถามนักศึกษา – จะใช้ชีวิตที่ซื่อตรง (อยู่นอกคุก) อย่างไร ในชีวิตส่วนตัว คนเรามักจะใช้หลักต้นทุนสวนเพิ่มในจิตใต้สำนึกเวลาที่เราเลือกระหว่างสิ่งที่ถูกกับสิ่งที่ผิด เสียงในหัวของเราบอกว่า “โอเค ฉันรู้ว่าตามหลักทั่วไป คนส่วนใหญ่ไม่ควรทำอย่างนี้ แต่ในกรณีนี้ ในสถานการณ์ที่เข้าใจได้ แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว มันก็โอเคแหละ” ต้นทุนส่วนเพิ่มของการกระทำผิด “แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว” จะดูต่ำเตี้ยน่าดึงดูดใจเสมอ มันล่อลวงให้คุณทำผิด และคุณก็ไม่มีวันมองว่าเส้นทางนี้ท้ายที่สุดแล้วพาคุณไปไหน และมองไม่เห็นต้นทุนเต็มๆ ของการเลือกทำอย่างนั้น ข้อแก้ตัวทั้งหลายทั้งปวงเวลาที่เรานอกใจและไม่ซื่อสัตย์ ล้วนมาจากเศรษฐศาสตร์ต้นทุนส่วนเพิ่มของ “แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว”

.

ผมอยากจะเล่าให้ฟังว่าผมมาเข้าใจความเสียหายของ “แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว” ในชีวิตของผมเองได้อย่างไร สมัยเป็นนักศึกษาผมอยู่ในทีมบาสของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด พวกเราทำงานหนักมากและเป็นแชมเปี้ยนของปีโดยไม่แพ้ใครเลย ผู้เล่นในทีมคือเพื่อนที่ดีที่สุดที่ผมเคยมี เราแข่งในดิวิชันหนึ่งของอังกฤษและไปถึงรอบตัดเชือก ปีนั้นนัดตัดเชือกตรงกับวันอาทิตย์ ตอนอายุ 16 ผมเคยสาบานกับพระผู้เป็นเจ้าว่าผมจะไม่แข่งบาสในวันอาทิตย์ ผมก็เลยไปอธิบายปัญหาของผมให้โค้ชฟัง ทั้งโค้ชทั้งเพื่อนร่วมทีมฟังแล้วไม่เชื่อหูตัวเอง เพราะผมเล่นในตำแหน่งตัวกลาง ทุกคนในทีมมาหาผมและพูดว่า “นายต้องเล่นนะ แหกกฏครั้งนี้ครั้งเดียวไม่ได้เหรอ?”

.

ผมเป็นคนที่เคร่งศาสนามาก ก็เลยไปภาวนาว่าผมควรจะทำอย่างไร ผมมีความรู้สึกที่ชัดเจนมากๆ ว่าผมไม่ควรละเมิดปณิธานของตัวเอง ดังนั้นผมก็เลยไม่ลงแข่งนัดนั้น

.

ในหลายแง่มุม นี่เป็นการตัดสินใจเรื่องเล็กมาก เกี่ยวกับวันอาทิตย์วันเดียวในหลายพันวันของชีวิตผม ในทฤษฎี แน่นอนว่าผมสามารถข้ามเส้นแค่ครั้งนั้นครั้งเดียวและไม่ทำอีก แต่ตอนนี้เมื่อผมมองย้อนกลับไป การต้านทานความอยากที่มีตรรกะว่า “ในสถานการณ์ที่เข้าใจได้ แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว มันก็โอเคแหละ” กลายเป็นการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตผม ทำไมน่ะหรือ? ก็เพราะชีวิตของผมคือสถานการณ์เข้าใจได้ที่ทยอยมาอย่างไม่ขาดสาย ถ้าผมข้ามเส้นในครั้งนั้น ผมก็จะข้ามมันครั้งแล้วครั้งเล่าในปีต่อๆ มา

.

บทเรียนที่ผมได้รับจากเรื่องนี้คือ การยึดมั่นในหลักการของคุณ 100% นั้นง่ายกว่าการยึดมั่น 98% ของเวลา ถ้าคุณยอมให้กับ “แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว” เพราะวิเคราะห์จากต้นทุนส่วนเพิ่ม เหมือนกับที่เพื่อนร่วมรุ่นของผมบางคนทำ คุณก็จะเสียใจทีหลังว่าคุณไปจบลงตรงไหน คุณจะต้องให้นิยามกับตัวเองว่าคุณยึดมั่นในอะไร และขีดเส้นในพื้นที่ที่ปลอดภัย

.

จดจำความสำคัญของความถ่อมตน

.

ผมได้หยั่งรู้เรื่องนี้ตอนที่ถูกเชิญให้ไปสอนเรื่องความถ่อมตนให้กับนักศึกษาปริญญาตรีของฮาร์วาร์ด ผมขอให้นักศึกษาอธิบายคนที่ถ่อมตัวที่สุดที่พวกเขารู้จัก ผู้ถ่อมตนเหล่านั้นมีคุณสมบัติประการหนึ่งที่เหมือนกัน – พวกเขามีความภาคภูมิใจในตัวเองสูงมาก พวกเขารู้ดีว่าพวกเขาเป็นใคร และรู้สึกดีกับคนที่ตัวเองเป็น เราลงความเห็นกันในชั้นเรียนว่า ความถ่อมตนไม่ได้นิยามจากพฤติกรรมหรือทัศนคติที่ติเตียนตัวเอง แต่มาจากความนับถือที่คุณมอบให้กับคนอื่น ความประพฤติที่ดีงามเกิดจากความถ่อมตนแบบนี้โดยธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่น คุณจะไม่มีวันขโมยของของใคร เพราะคุณนับถือเขาคนนั้นมากเกินไป และคุณก็จะไม่โกหกใครเหมือนกัน

.

การชักนำความถ่อมตนมาสู่โลกนี้เป็นเรื่องสำคัญ ก่อนที่คุณจะเข้าเรียนในหลักสูตรปริญญาโทชั้นนำ การเรียนรู้แทบทั้งหมดของคุณที่ผ่านมาก็มาจากคนที่ฉลาดกว่าและมีประสบการณ์มากกว่าคุณ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ครู หรือเจ้านาย แต่เมื่อคุณจบปริญญาโทจากฮาร์วาร์ดหรือสถาบันการศึกษาชั้นนำที่อื่นไปแล้ว คนส่วนใหญ่ที่คุณจะมีปฏิสัมพันธ์ด้วยวันต่อวันอาจไม่ฉลาดกว่าคุณ และถ้าทัศนคติของคุณคือ มีแต่คนที่ฉลาดกว่าคุณเท่านั้นที่สอนอะไรคุณได้ โอกาสในการเรียนรู้ของคุณก็จะจำกัดมาก แต่ถ้าคุณมีความกระตือรือร้นอย่างถ่อมตนที่จะเรียนอะไรบางอย่างจากคนทุกคน โอกาสเรียนรู้ของคุณก็จะไร้ขีดจำกัด โดยทั่วไป คุณจะถ่อมตัวได้ก็ต่อเมื่อคุณรู้สึกดีกับตัวเองจริงๆ และคุณก็อยากช่วยให้คนรอบข้างรู้สึกดีเกี่ยวกับตัวเขาเหมือนกัน เวลาที่เราพบกับคนที่ประพฤติตนในทางที่สามหาว หยิ่งยโส หรือดูถูกเหยียดหยามคนอื่น พฤติกรรมของคนเหล่านั้นแทบทุกครั้งเป็นอาการของการขาดความภาคภูมิใจในตัวเอง พวกเขาต้องเหยียดคนอื่นถึงจะรู้สึกดีกับตัวเองได้

.

เลือกมาตรวัดที่ถูกต้อง

.

ปีที่แล้วผมพบว่าผมเป็นมะเร็ง และเป็นไปได้ที่ชีวิตของผมจะสิ้นสุดลงก่อนที่ผมวางแผนเอาไว้ โชคดีที่ตอนนี้ดูเหมือนว่าผมจะรอดแล้ว แต่ประสบการณ์นั้นก็ได้ทำให้ผมหยั่งรู้เรื่องที่ลึกซึ้งเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับชีวิตของผม

.

ผมรู้ค่อนข้างชัดเจนว่าความคิดของผมได้สร้างรายได้มหาศาลให้กับบริษัทที่ใช้งานวิจัยของผมอย่างไร ผมรู้ว่าผมมีอิทธิพลพอสมควรทีเดียว แต่ระหว่างที่ผมเผชิญหน้ากับโรคร้าย ก็น่าสนใจที่ผมพบว่าอิทธิพลนั้นสำคัญสำหรับผมน้อยขนาดไหน ผมสรุปว่ามาตรวัดที่พระผู้เป็นเจ้าจะประเมินชีวิตผมไม่ใช่ตัวเงิน หากเป็นชีวิตของผู้คนที่ผมเคยกระทบ

.

ผมคิดว่าเราทุกคนต้องเจอแบบนี้เหมือนกันหมด อย่าห่วงเลยเรื่องระดับความมีหน้ามีตาส่วนตัวที่คุณบรรลุ แต่จงเป็นห่วงเรื่องผู้คนที่คุณช่วยให้เป็นคนดีกว่าเดิม นี่คือคำแนะนำข้อสุดท้ายของผม – คิดถึงมาตรวัดที่จะตัดสินชีวิตของคุณ และตั้งปณิธานว่าจะใช้ชีวิตทุกวันในทางที่ในบั้นปลาย ชีวิตของคุณจะได้รับการตัดสินว่าประสบความสำเร็จ.

.

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง ”กรณีเขาพระวิหาร”

.

เขียนโดย

วีรพงษ์ รามางกูร

.

ความมีดังนี้

.

เมื่อปี พ.ศ. 2505 ขณะนั้นยังเป็นนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ดูจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ออกปราศรัยทางโทรทัศน์เรื่อง คำพิพากษาของศาลโลก จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พูดไปควักผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดน้ำตาว่าเราจำเป็นต้องปฏิบัติตาม คำพิพากษาของศาลโลกโดยการถอนกำลังออกจากพระวิหาร และต้องคืนโบราณวัตถุกลับไปให้กัมพูชา พร้อมกันนั้นก็ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชาและมอบหมายให้สหภาพพม่าเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินของทางราชการไทยในพนมเปญและที่เมืองอื่น ๆ

.

ทางรถไฟที่ทอดยาวจากหัวลำโพงไปถึงกรุงพนมเปญก็เป็นอันต้องหยุด ประเทศไทยประกาศปิดชายแดน ตั้งแต่นั้นมาทั้ง 2 ประเทศก็หมดความเป็นมิตรต่อกัน แต่ประชาชนของทั้ง 2 ประเทศตามชายแดน ซึ่งเป็นญาติพี่น้องกันต่างก็ยังไปมาหาสู่ติดต่อค้าขายกันตามปกติ จนนายพลลอนนอลรัฐประหารขับไล่ สมเด็จพระเจ้าสีหนุออกไปร่วมกับฝ่ายเขมรแดง เราจึงรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศกัมพูชาขึ้นมาใหม่ แล้วข่าวคราวเรื่องเขาพระวิหารก็เงียบหายไป

.

เมื่อปี 2506 พวกเรานิสิตรัฐศาสตร์ วิชาการปกครอง ต้องเรียนวิชากฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และบรรพ 6 ว่าด้วยครอบครัวและมรดกกับท่านศาสตราจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ซึ่งท่านเป็นคนไทยคนหนึ่งที่ร่วมอยู่ในคณะทนายของฝ่ายไทย หัวหน้าคณะทนายความของไทยเป็นฝรั่งเข้าใจว่าเป็นอเมริกัน ส่วนหัวหน้าทนายความของฝ่ายกัมพูชาเป็นชาวฝรั่งเศส

.

พวกเราก็กราบเรียนถามท่านอาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ว่า ประเด็นที่ต่อสู้กันนั้นว่าอย่างไร ท่านก็บอกให้พวกเรากลับไปอ่านคำพิพากษาของศาลโลกเสียก่อนแล้วท่านจะอธิบายให้ฟัง

.

เมื่ออ่านจบแล้วเราก็เข้าใจขึ้นเป็นอันมาก เพราะคำพิพากษาเขียนเหตุผลไว้อย่างละเอียด ทั้งคำฟ้องร้องของกัมพูชาและคำแก้คดีของฝ่ายไทย รวมทั้งเอกสารสนธิสัญญาแผนที่แนบท้ายสัญญา ลายพระหัตถ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ทรงมีไปถึงข้าหลวงฝรั่งเศสประจำกัมพูชา เรื่องขออนุญาตเสด็จไปเยี่ยมชมเขาพระวิหาร ภาพถ่ายสมเด็จกับ ม.จ.พูนพิศมัยพระธิดาเสด็จเขาพระวิหาร

.

ประเด็นที่ต่อสู้กันก็คือ แผนที่แนบท้ายสนธิสัญญาฉบับปี 1904 ที่ให้เอาสันปันน้ำเป็นเขตแดน แต่แผนที่แนบท้ายใช้มาตราส่วน 1 : 200,000 ขีดมาตามสันปันน้ำ แล้วมาวกเอาปราสาทเขาวิหารไปเป็นของกัมพูชา แล้วจึงวกกลับมาบนสันปันน้ำอีกทีหนึ่ง

.

เรารู้ว่าแผนที่นั้นผิดไม่ตรงกับตัวหนังสือในสนธิสัญญาปักปันเขตแดน ค.ศ. 1904 อีกทั้งไทยไม่เคยยอมรับแผนที่ที่ฝรั่งเศส ทำฝ่ายเดียวแล้วส่งมาให้ไทย ไทยรับรองให้ความเห็นชอบเพราะฝ่ายไทยไม่ได้ส่งตัวแทนไปร่วมคณะปักปันเขตแดนตามที่ระบุไว้ในสนธิสัญญา

.

แต่ในที่สุดศาลโลกตัดสินว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา เพราะแผนที่ แนบท้าย ค.ศ. 1904 เป็นส่วนหนึ่งของ สนธิสัญญาทั้งในแง่เอกสารและข้อเท็จจริงที่ทางไทยไม่ได้ทักท้วงภายใน 10 ปี อีกทั้งหัวหน้าคณะปักปันเขตแดนของฝ่ายไทยจะเสด็จเยี่ยมปราสาทพระวิหารก็ทรงมีลายพระหัตถ์ขออนุญาตข้าหลวงฝรั่งเศส ข้าหลวงฝรั่งเศสก็ออกมารับเสด็จพร้อมกับชักธงชาติฝรั่งเศสขึ้นสู่ยอดเสา มีการถ่ายรูปร่วมกัน

.

อาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ท่านเล่าให้พวกเราลูกศิษย์ฟังว่า ท่านรู้แต่แรกแล้วว่าเราคงจะแพ้คดี แต่โดยหน้าที่ที่เป็น คนไทยและจรรยาบรรณของทนายความก็ต้องทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างถึงที่สุด

.

ท่านเล่าว่าทางที่ถูกเราไม่ควรตกลงให้กัมพูชานำคดีขึ้นศาลโลก เพราะคดีที่จะขึ้นสู่ศาลโลกได้ทั้งสองฝ่ายต้องยินยอมให้ศาลโลกพิจารณา

.

แต่จอมพลสฤษดิ์ท่านต้องการรักษาเกียรติภูมิของชาติว่าเราเป็นชาติอารยะ เป็นสมาชิกที่ดีขององค์การสหประชาชาติ และทนายฝรั่งเชื่อว่าฝ่ายเราจะเป็นฝ่ายชนะ อาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ท่านเป็นเสียงข้างน้อย เมื่อนายกรัฐมนตรีตัดสินใจแล้วท่านก็ต้องทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ในฐานะที่มีอาชีพทนายความและเป็นคนไทย

.

เมื่อฝ่ายเราแพ้คดีแล้ว ก็แปลว่าเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมรับว่า แผนที่แนบท้ายสนธิสัญญาเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญา มีผลบังคับใช้เหมือนกับกรณีเจดีย์สามองค์ ที่ด่านเจดีย์สามองค์ที่อังกฤษขีดวกเข้ามาทางฝ่ายไทยเป็นปากนกแก้วให้เป็นของพม่า

.

ปัญหาก็คือ ความชัดเจนว่าขอบเขตปราสาทพระวิหารนั้นกินขอบเขตพื้นที่ไปถึงไหน เพราะแผนที่ที่ฝรั่งเศสส่งมาให้ไทยเรารับรองหรือทักท้วงนั้นใช้มาตราส่วนย่อมาก ดูได้ไม่ชัด

.

คณะรัฐมนตรีในสมัยจอมพลสฤษดิ์จึง ตีความคำพิพากษาว่า ขอบเขตของปราสาทพระวิหาร หรือ ′The Temple of Pra Vihar′ (สื่อมวลชนไทย สะกดภาษาอังกฤษตามสำเนียงเขมรว่า The Temple of Preach Vihear ซึ่งไม่ควรสะกดอย่างฝรั่ง ควรสะกดตามสำเนียงไทย หรือสำเนียงแขกเจ้าของภาษาสันสกฤตว่า The Temple of Pra Vihar อาจจะเพราะความไม่รู้หรือไม่ก็เพราะเห่อฝรั่ง)มีขอบเขตแค่ไหน

.

ทางฝ่ายกัมพูชาก็ว่า ′สระตาล′ห่างออกมาไกลสองสระที่เป็นที่สรงน้ำของกษัตริย์ขอมข้างหนึ่ง และเป็นที่อาบน้ำชำระร่างกายของพราหมณ์ข้างหนึ่งก่อนขึ้นไปเฝ้าพระอิศวรที่ปราสาท เป็นส่วนหนึ่งของเทวสถานแห่งนี้

.

นอกจากนั้น ไกลออกมาถึงสถูปคู่ ซึ่งคงจะหมายถึงประตูทางเข้าพระวิหาร ซึ่งไกลออกมาถึง 2 ก.ม. เป็นเครื่องหมายแสดงขอบเขตของพระวิหาร

.

รวมทั้งหมดจึงจะเป็นเทวสถานหรือ พระวิหารแห่งพระอิศวรเจ้าที่สมบูรณ์ เหมือนกับอาณาเขตของวัดคงไม่ใช่เฉพาะพระอุโบสถภายในเขตที่ลงลูกนิมิตและใบเสมา คงเริ่มจากซุ้มประตูภายในกำแพงทั้งหมด ซึ่งอาจจะมีศาลาราย วิหารคต ศาลา กุฏิพระ ฯลฯ ด้วยประกอบเข้าจึงเป็นวัด หรือ ′พุทธสถาน′ หรือ ′พระวิหาร′

.

ทางเราก็ตีความว่า คำพิพากษาหมายถึงเฉพาะตัวพระวิหารสิ้นสุดที่บันไดขึ้นวิหารเท่านั้น ดังนั้นพื้นที่รอบพระวิหาร 4.6 ตารางกิโลเมตรจึงยังเป็นของไทย เขมรบอกไม่ใช่ของไทย กัมพูชาไม่เคยรับรู้ ดังนั้นต่างคนต่างอ้างอธิปไตยเหนือพื้นที่ ดังกล่าวจนทางฝ่ายกัมพูชาต้องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ทางยูเนสโกจึงขอให้เขมรเจรจากับไทยว่าจะร่วมกันพัฒนาอย่างไรให้เป็นเทวสถานที่สมบูรณ์ เพราะทางขึ้นอยู่ทางฝั่งไทย

.

หนังสือช่วยจำที่ลงนามโดย รมต. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ปี 2543 ก็ถูกต้องแล้ว หนังสือช่วยจำลงนามโดย รมต.นพดล ปัทมะ ที่ทำให้เขมรยอมรับว่าพื้นที่ 4.6 ตร.ก.ม เป็นพื้นที่ทับซ้อนก็ถูกต้อง หนังสือของ รมต. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์เพื่อ ปูทางไปในการปักปันเขตแดน ส่วนของ รมต.นพดล ปัทมะ ก็เพื่อนำไปสู่การขึ้นทะเบียนมรดกโลก และร่วมกันพัฒนาให้เป็นมรดกโลก ทั้ง 2 บันทึกมีประโยชน์กับทั้ง 2 ประเทศและของโลกในแง่สันติภาพและวัฒนธรรมร่วมกัน

.

ปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นเพราะนักการเมืองที่ไม่รับผิดชอบใช้ประเด็นความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองใช้ประหัตประหารกันทางการเมือง โดยอ้างว่าเพื่อประโยชน์ของชาติ แท้จริงแล้วก็เพื่อประโยชน์ของตนเอง เมื่อฝ่ายหนึ่งทำเรื่องให้ง่ายให้เป็นประโยชน์ร่วมกัน อีกฝ่ายต้องการให้เป็นเรื่องยากให้เป็นโทษกับประเทศชาติ อีกฝ่ายหนึ่งก็เป็นนักการเมืองเหมือนกัน มีพรรคฝ่ายค้านเหมือนกัน ก็ใช้กรณีนี้เล่นงานผู้นำของตน เอาอย่างประเทศไทยเรื่องก็เลยทำท่าจะบานปลายไปกันใหญ่

.

ดีที่ทหารทั้ง 2 ฝ่ายมีความเป็นอารยะพอ ไม่เถื่อนกระโจนไปตามการเมือง ซึ่งต้องชมเชยกองทัพของทั้ง 2 ประเทศ มิฉะนั้นก็ต้องรบกัน พาลูกหลานชาวบ้านไปตายโดยเปล่าประโยชน์

.

สื่อมวลชนของทั้ง 2 ประเทศก็พลอยไปเล่นการเมืองกับเขาด้วย ไม่ทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ ไม่เคยศึกษา ไม่อ่านบันทึกของอาจารย์ ดร.บวรศักดิ์ ดร.ชาญวิทย์ คำพิพากษาของศาลโลกก็คงไม่อ่านอยู่แล้ว

.

ถ้าเรื่องไปถึงคณะมนตรีความมั่นคง คณะมนตรีความมั่นคงไม่มีทางเลือกต้องกลับไปที่ศาลโลกให้ตัดสินให้ชัดเจนว่าพื้นที่ 4.6 ตร.ก.ม.เป็นส่วนหนึ่งของปราสาทหรือไม่ เราก็ไม่มีทางเลือกเพราะได้เคยตกลงให้ศาลโลกพิจารณามาแล้ว

.

คิดอย่างสามัญสำนึก โอกาสที่เราจะแพ้น่าจะสูงกว่าโอกาสที่จะชนะ ทางที่ดีปล่อยให้คลุมเครือดีกว่าให้ศาลโลกตัดสินอีกครั้ง โดยถือว่าเป็นประโยชน์ร่วมกัน น่าเสียใจที่เราไปเล่นการเมืองกันจนวิถีทางการแก้ปัญหาที่พัฒนามาด้วยดีนั้นกำลังพังทลายลง พอรัฐบาลจะลงก็ต้องหาบันไดลง

.

แต่ก็มีคนกำลังจะชักบันไดออกไม่ให้ลง

.

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง ”“2 มาตรฐาน” นี่คือเครื่องมือทำลายล้างทางการเมือง แต่ผมมีวิธีแก้ปัญหา!!!

.

เขียนโดย

ศ. ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์

.

ความมีดังนี้

หากจะว่ากันไปแล้ว คำว่า “สองมาตรฐาน” ไม่ใช่คำที่เกิดขึ้นใหม่แต่เป็นคำที่ถูกหยิบยกเอามาใช้กันมากในช่วงเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากคำดังกล่าวเป็นคำที่ต้องการ “ข้อพิสูจน์” ที่เป็นรูปธรรม ผมจึงไม่ได้ให้ความสนใจมากเท่าไรนัก เพราะการพิสูจน์เรื่องแต่ละเรื่องที่มีการอ้างว่า “สองมาตรฐาน” ก็จะมีการอ้างข้อมูลที่แตกต่างกันไปและไม่สามารถกำหนดได้ว่าอะไรคือ “มาตรฐาน” ที่ว่านี้ ผมก็เลยไม่ได้นำเรื่อง “สองมาตรฐาน” มาพูดหรือมาเขียน

.

แต่อย่างไรก็ดี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสได้อ่านการ์ตูนของนักเขียนการ์ตูนชื่อดังคนหนึ่งในหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ฉบับหนึ่งที่ออกมาเล่นเรื่อง “สองมาตรฐาน” ที่ดูๆ แล้วขนาดการ์ตูนก็ยัง “สองมาตรฐาน” ผมจึงคิดว่าคงต้องเขียนเรื่องนี้บ้างเพื่อไม่ให้ตกขบวนครับ

.

ที่มาของคำว่า “สองมาตรฐาน”

.

คำว่า “สองมาตรฐาน” หรือ “double standard” เป็นคำที่ถูกนำมาใช้เรียกบรรดาการกระทำ การดำเนินการหรือการบริหารจัดการในเรื่องเดียวกัน แต่ต่างกลุ่มเป้าหมายกันและผลที่เกิดขึ้นตามมาก็แตกต่างกัน โดยผู้กระทำ ผู้ดำเนินการ หรือผู้บริหารจัดการเรื่องดังกล่าวอาจมีเจตนาหรือไม่ก็ได้ อาจทำโดยไม่รู้ก็ได้ อาจทำโดยหย่อนความสามารถก็ได้ หรืออาจทำโดยตั้งใจก็ได้ครับ

.

คำดังกล่าวเป็นคำยอดนิยมในปัจจุบันและถูกนำมาใช้ในเรื่อง “การเมือง” กันมาก โดยนำมาใช้ในลักษณะที่เป็นคุณเป็นโทษกับคน โดยปกติทั่วไปแล้ว ผู้ได้รับประโยชน์จากการกระทำ “สองมาตรฐาน” ก็มักจะไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องดังกล่าวเพราะคิดว่านี่คือ “สิทธิพิเศษ” ที่เกิดขึ้นกับตน ทำให้ตนได้รับการปฏิบัติด้วยมาตรฐานที่ดีกว่า จึงไม่เรียกร้องอะไรเพราะตนเป็นผู้ได้รับประโยชน์

.

แต่ในทางกลับกัน ฝ่ายที่ได้รับการปฏิบัติที่ด้อยกว่าอีกฝ่ายหนึ่งก็มักจะเรียกร้องหา “มาตรฐาน” เพราะสิ่งที่ตนได้รับนั้นก่อให้เกิดผลกระทบต่อตนเองมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะฉะนั้น หากเมื่อใดก็ตามที่เกิดอาการหรือเกิดการกล่าวอ้างว่า “สองมาตรฐาน” ก็หมายความว่า จะมีผู้หนึ่งหรือฝ่ายหนึ่ง “ได้ประโยชน์” ส่วนอีกผู้หนึ่งหรืออีกฝ่ายหนึ่งก็จะเป็นผู้ “เสียประโยชน์”

.

“สองมาตรฐาน” ไม่ได้เป็นศัพท์ด้านนิติศาสตร์ แต่ถ้าหากจะหาศัพท์ด้านนิติศาสตร์มาใช้ก็คงหนีไม่พ้นคำว่า “เลือกปฏิบัติ” ส่วนถ้าจะใช้ศัพท์ชาวบ้านทั่วๆ ไปก็คงเรียกการกระทำสองมาตรฐานว่าเป็นการ “ลำเอียง” ก็ได้นะครับ

.

“สองมาตรฐาน” ไม่ได้เป็นประเด็นด้านนิติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากข้อบกพร่องหรือข้อผิดพลาดของตัวบทกฎหมาย แต่เกิดจากการที่ “ผู้มีอำนาจ” ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเลือกที่จะใช้อำนาจหรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดกับบุคคลหนึ่งบุคคลใดหรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่แตกต่างกันภายใต้กฎหมายหรือกฎเกณฑ์เดียวกัน

.

ในชีวิตประจำวัน เรื่อง “สองมาตรฐาน” ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกเพราะโดยธรรมชาติของมนุษย์ที่มีการรวมกลุ่ม มีความเชื่อ มีสังคม มี “รุ่น” ต่างๆ ร่วมกัน ก็ย่อมมีความผูกพันเป็นธรรมดา และเมื่อเราอยากให้คนที่เราผูกพันได้รับความสะดวกสบาย หรือได้รับสิ่งที่ “ดีๆ” อาการสองมาตรฐานก็จะเกิดขึ้นตามมาครับ

.

จากวัฒนธรรมสู่ความชาชิน

.

นอกจากนี้แล้ว สภาพสังคมและวัฒนธรรมก็ยังเป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิด “สองมาตรฐาน” ไม่ต้องดูอื่นไกลนะครับ เด็กกับผู้ใหญ่ทำสิ่งเดียวกัน คนรวยกับคนจนทำสิ่งเดียวกัน เจ้านายกับลูกน้องทำสิ่งเดียวกัน ผลที่เกิดขึ้นไม่เหมือนกันอย่างแน่นอนครับ โดยเฉพาะเด็กกับผู้ใหญ่นี่เป็น “วัฒนธรรม” ที่ทำให้เกิด “สองมาตรฐาน” จนกลายเป็น “ความชาชิน” ของสังคมในปัจจุบัน

.

ลองนึกตัวอย่างดูเอาเองก็ได้ครับเพราะผมเชื่อว่า แต่ละคนก็เคยประสบกับ “สองมาตรฐาน” มาแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะประสบในครั้งที่ยังเป็น “เด็ก” ผู้ถูกกระทำหรือเมื่อเป็นผู้กระทำที่เป็น “ผู้ใหญ่” แล้วครับ เด็กทำอะไรก็ผิดไปหมดในขณะที่ผู้ใหญ่ทำอย่างเดียวกันแต่กลับไม่ผิด !!

.

ความเคยชินเหล่านี้ในบางครั้งผู้ถูกกระทำก็ต้องยอมรับเพราะวัฒนธรรมและสภาพสังคมต่างก็มีส่วนทำให้ผู้ถูกกระทำ “ต้องยอมรับ” และ “ไม่มีปากไม่มีเสียง” ครับ แต่ในใจของทุกคน ผู้ถูกกระทำทุกคนรู้สึกถึงความไม่เท่าเทียมกัน รู้สึกถึงการได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกันครับ !!!

.

ในทางกฎหมาย ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า แม้จะไม่มีคำว่า “สองมาตรฐาน” แต่เราก็สามารถนำคำว่า “เลือกปฏิบัติ” มาใช้แทนได้ การเลือกปฏิบัตินี้ก็เป็นสิ่งที่ทั้งรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 และฉบับปี พ.ศ. 2550 ได้กล่าวเอาไว้ โดยในมาตรา 30 วรรคสาม แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้กล่าวไว้ว่า

.

“การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางด้านเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้”

.

และนอกจากนี้แล้ว ในมาตรา 9 (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ก็ยังกำหนดให้การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

.

คดีบรรทัดฐาน ทนายพิการสอบอัยการ

.

ที่ผ่านมา ในช่วงเวลาของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 มีกรณีของการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมที่น่าสนใจหลายเรื่องด้วยกัน แต่ที่น่าสนใจที่สุดก็คือกรณีของนาย ศิริมิตร บุญมูล ทนายความพิการด้วยโรคโปลิโอที่ไปสมัครสอบเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วยแต่ทางหน่วยงานไม่รับสมัคร

.

เนื่องจากเห็นว่ามีร่างกายพิการ ต่อมา นายศิริมิตร บุญมูล ก็ได้นำเรื่องดังกล่าวไปฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองกลาง และศาลปกครองสูงสุด ซึ่งศาลปกครองสูงสุดก็ได้พิพากษาเพิกถอนมติของคณะกรรมการอัยการที่มีมติไม่รับสมัคร นายศิริมิตร บุญมูล ในการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย โดยเรื่องดังกล่าว รองศาสตราจารย์ ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ ได้เขียนบทความลงใน http://www.pub-law.net ไปแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 ก็ต้องลองไปอ่านดูนะครับ

.

ในทางการเมือง ปัญหาใหญ่ของประเทศไทยในวันนี้คือ การแตกแยกในทางความคิดอันนำไปสู่ความขัดแย้งระดับชาติ มีการแบ่งขั้ว แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันในทุกที่ ทุกกลุ่ม อย่างชัดเจน มีการแบ่งเป็นพวกใครพวกมันในทุกระดับชั้นของสังคม ฝ่ายหนึ่งไปอีกฝ่ายหนึ่งมา คำว่า “สองมาตรฐาน” จึงถูกนำมาใช้สำหรับการดำเนินการที่ไม่เท่าเทียมกันที่ “อีกฝ่ายหนึ่ง” เป็นผู้ทำครับ

.

ผมคงไม่ต้องยกตัวอย่างอะไรมากมายนักเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้คนพยายามออกมาบอกว่า “สองมาตรฐาน” ถ้าเรามองอย่างใจเป็นธรรม เราก็คงรู้เอง เพราะอย่างที่ผมกล่าวไปแล้วข้างต้นว่า สองมาตรฐานไม่สามารถวัดได้ด้วยกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ใดๆ ทั้งนั้น เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการมากกว่าเกิดขึ้นจากข้อบกพร่องหรือข้อผิดพลาดของตัวบทกฎหมาย สังคมเราในวันนี้เกิดการบังคับใช้กฎหมายและการใช้อำนาจทางการเมืองแบบที่แตกต่างกัน ไม่ต้องดูอื่นไกลนะครับ

.

สองมาตรฐาน …ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

.

ล่าสุดที่เกิดขึ้น ภายใต้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เด็กนักเรียนเขียนป้ายที่มีข้อความกระทบกับการเมืองก็ถูกจับเข้าสถานพินิจเด็กและเยาวชน ประชาชนผูกผ้าแดงที่ป้ายสี่แยกก็ถือว่าทำผิดกฎหมาย ในขณะที่คนเป็นร้อยชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล ต่อมาย้ายไปชุมนุมบริเวณถนนราชดำเนินนอก มีการตั้งเวทีปราศรัย ซึ่งเป็นการชุมนุมที่ผิดพระราชกำหนดดังกล่าวอย่างชัดแจ้ง กลับไม่มีการดำเนินการทางกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น

.

นี่เป็นตัวอย่าง “เล็กๆ” ที่เกิดขึ้นล่าสุดเมื่อไม่กี่วันนี้เองครับ ส่วนตัวอย่าง “ใหญ่ๆ” อีกเรื่องหนึ่งที่ยังคงเป็นคำถามที่รอคำตอบอยู่ก็คือ ผู้ชุมนุมยึดสนามบิน ยึดทำเนียบ ปิดล้อมรัฐสภา ตำรวจใช้กำลังสลาย ถูกสอบสวนโดนไล่ออก ส่วนกรณีผู้ชุมนุมยึดสี่แยกราชประสงค์ ทหารใช้กำลังเข้าสลาย คนตายร่วมร้อย บาดเจ็บหลายพันกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยครับ

.

ยังมีตัวอย่างอีกมากมายที่ผมคงไม่ต้องหยิบยกมาพูดให้สะเทือนความรู้สึก และสร้างความ “น้อยใจ” ให้กับผู้ได้รับผลกระทบจาก “สองมาตรฐาน” เพราะจริงๆ แล้ว คนไทยทุกคนในฐานะผู้เสียภาษี ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม ต่างก็มีสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันจากหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

.

เพราะเงินภาษีเหล่านี้ก็คือ “ค่าจ้าง” ที่ประชาชน “จ้าง” พวกคุณมาบริหารประเทศ มาเป็นตำรวจ มาเป็นทหาร เพื่อดูแลทุกข์สุขให้กับประชาชนทุกคนอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน ไม่ใช่เพื่อ “ดูแล” หรือ “รับใช้” คนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเป็นการเฉพาะนะครับ !!!

.

เราจะแก้ปัญหา “สองมาตรฐาน” ได้ไหม ? เป็นคำถามที่หลายๆ คนอยากรู้กันมาก

.

นี่คือวิธีการแก้ปัญหาสองมาตรฐาน

.

ผมเคยเสนอผ่าน “ผู้มีอำนาจ” ไปแล้วหลายครั้งว่า อะไรที่ใครบอกว่าสองมาตรฐานก็ต้องให้ผู้ที่รับผิดชอบออกมาชี้แจงว่าทำไมถึงเข้าใจกันไปว่าสองมาตรฐาน ลองยกตัวอย่างดูก็ได้ว่า หากมีฝ่ายหนึ่งบอกว่า เรื่องของอีกฝ่ายหนึ่งค้างอยู่ที่ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ป.ป.ช. กกต. ฯลฯ มาเป็นเวลานานแล้ว ส่วนเรื่องของฝ่ายตนเองบรรดาองค์กรเหล่านั้นก็รีบดำเนินการ ไม่ยากหรอกครับ ทำแบบ ศอฉ. แถลงข่าวก็ได้ เอาผู้ที่เกี่ยวข้องและสามารถให้ข้อมูลได้ออกมานั่งกันให้เต็มจอทีวี อธิบายว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนใด ช้าเพราะเหตุใด และคาดว่าจะเสร็จเมื่อไร ชี้แจงให้เป็นระบบและชัดเจน

.

ผมว่าคนคงหายสงสัยไปได้มากนะครับ นี่คือวิธีการแก้ปัญหาของสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วด้วยการให้ข้อมูลที่ชัดเจน ถูกต้องแก่ประชาชน และให้ประชาชนรับทราบด้วยว่า “น่าจะ” ใช้เวลาในการดำเนินการอีกนานเท่าไรสำหรับแต่ละเรื่อง ส่วนในวันข้างหน้า เพื่อไม่ให้เกิดการดำเนินการที่มีลักษณะสองมาตรฐานอีก หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐควรจะต้องพยายามมีความเป็นกลางทางการเมืองให้มากขึ้น หยุดที่จะฟังและทำตามนักการเมืองโดยละเลยกับหลักนิติรัฐ

.

ใช้มาตรา 157 เป็นเครื่องมือแก้ปัญหา

.

หลักของความเป็นข้าราชการที่ดี คงต้อง “สำนึก” ให้มากขึ้นว่า มีงานทำและมีเงินใช้ได้ทุกวันนี้ก็เพราะภาษีจากประชาชนทั้งประเทศ ในการทำงานควรทำด้วยความโปร่งใส รวดเร็ว ชัดเจน มีคำตอบ เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้เสนอข้อเท็จจริง ข้อเสนอ “เชยๆ” ที่กล่าวไปแล้วนี้ไม่ล้าสมัยหรอกครับ เพราะยังเป็นสิ่งที่เราไม่ให้ความสนใจที่จะทำอย่างเสมอต้นเสมอปลายต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานานจนทำให้ความแตกแยกในสังคมขยายออกไปกว้างมากขึ้นทุกวัน

.

ฝ่ายประชาชน ผู้ที่มั่นใจว่าตนเองได้รับการปฏิบัติที่มีลักษณะ “สองมาตรฐาน” ก็น่าจะลองใช้สิทธิทางศาลยุติธรรมด้วยการฟ้องร้องเจ้าหน้าที่ผู้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ต่อไป หรือไม่ก็ใช้สิทธิฟ้องศาลปกครองเพื่อขอให้ศาลสั่งให้หัวหน้าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมาตรา 72 (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คือปฏิบัติตามหน้าที่ภายในเวลาที่ศาลปกครองกำหนดในกรณีที่มีการฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเว้นต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร

.

หลายๆ คนอาจ “ส่ายหน้า” ว่าการใช้สิทธิทางศาลกว่าจะรู้ผลก็ต้องใช้เวลานาน แต่ผมก็ยังเห็นว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดและถูกต้องที่สุดเพราะเป็นการ “ต่อสู้” ตามกฎหมายครับ ฟ้องกันมากๆ ให้มีข่าวออกมามากๆ ผู้มีอำนาจที่จะใช้วิธี “สองมาตรฐาน” ก็จะต้องระวังตัวมากขึ้นที่จะใช้อำนาจในลักษณะดังกล่าว ไม่ช้าไม่นานสถานการณ์ก็คงจะดีขึ้นไปเองครับ เพียงแต่ต้องอาศัย “ความกล้า” และ “เวลา” เท่านั้นเองครับ !!

.

เครื่องมือในการทำลายล้างทางการเมือง

.

สำหรับฝ่ายการเมือง ผมว่าหยุดได้แล้วที่จะใช้ “สองมาตรฐาน” เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างทางการเมือง แค่นี้ก็ไม่รู้แล้วว่าจะหาทางออกให้กับประเทศได้อย่างไรครับ ควรหยุดแทรกแซงและสั่งการฝ่ายข้าราชการประจำและในขณะเดียวกันก็ควรหาทางให้มีการใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และต้องพยายามหาทางทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างกลับมาสู่มาตรฐานเดียวให้ได้ รัฐบาลสองมาตรฐานคงไม่สามารถนำความสงบสุขและความปรองดองกลับมาสู่ประเทศได้อย่างแน่นอนครับ !!!

.

ขนาดการ์ตูนก็ยังสองมาตรฐาน ?

.

ข้อเขียนนี้คงไม่สมบูรณ์ หากจะไม่กล่าวถึง “สื่อ” ที่ในวันนี้ก็สองมาตรฐานกันเสียเหลือเกิน ขนาดการ์ตูนก็ยังสองมาตรฐานเลยครับ !!! คงจะต้องหันกลับมาปฏิบัติตามสิ่งที่ได้ร่ำเรียนกันมาใหม่นะครับ พยายามทำตัวให้เป็นกลาง อย่าเลือกข้าง นำเสนอสิ่งที่ถูกต้องและเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนให้มากที่สุดและดีที่สุด ต้องไม่ลืมว่าสื่ออยู่เหนือการเมืองนะครับ ไม่ใช่อยู่กับการเมือง อยู่ในการเมืองหรืออยู่ใต้การเมืองครับ

.

หากยังปล่อยให้บ้านเมืองของเราอยู่ในสภาวะ “สองมาตรฐาน” ต่อไป ความแตกแยกก็ต้องมีมากขึ้น จนในที่สุดระบบต่างๆ ที่เป็นตัวขับเคลื่อนสังคมและประเทศก็จะต้อง “ล่มสลาย” เมื่อถึงวันนั้น ผู้คนจะไม่มีความเชื่อถือในรัฐบาล ไม่มีความเชื่อถือในเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐ ไม่มีความเชื่อถือในทหาร ไม่มีความเชื่อถือในตำรวจ และไม่มีความเชื่อถือในฝ่ายตุลาการ แล้วประเทศเราจะอยู่ต่อไปได้อย่างไรครับ บ้านเมืองที่ไร้กฎเกณฑ์ ไร้กติกาคงไม่ใช่สิ่งที่พวกเราอยากเห็นหรืออยากให้เกิดขึ้นครับ !!!

.

Read Full Post »