Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for มกราคม 25th, 2010

photrakan

เรียน ท่านบรรณาธิการ มติชน

ขอกราบประทานโทษมา ณ ที่นี้ ถ้าเกิดจดหมายฉบับนี้ ได้ทำผิดธรรมเนียมปฏิบัติโดยการส่งมายังที่อยู่นี้โดยตรง. ทีแรกผมเองก็วางแผนที่จะเขียนจดหมายแต่เนื่องด้วยเวลาไม่อำนวย

ผมขอเรียนเนื้อความที่ผมต้องการจะบอกเล่ามาในรูป จดหมายอิเล็กทรอนิกส์

ผมอ่าน คอลัมน์ หวงอี้ สุดยอดนักเขียนจีนกับนักเขียน no name ฝรั่ง 4 ในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับประจำวันที่ หนึ่ง มกราคมแล้ว เกิดความรู้สึกขัดเคืองเป็นอันมาก เนื้อหาในตอนนี้ออกไปทางที่นักเขียนพยายามที่จะตอบคำถามของ

Dr. Needham ว่าทำไมประเทศตะวันตกถึงก้าวล้ำเหนือประเทศตะวันออกไปได้ ทั้งๆที่ประเทศตะวันออกคิดศิลปวิทยาการอันลึกล้ำ

มาตั้งแต่โบราณกาลมาแล้ว.ผบพบว่าผู้เขียนได้พยายามตอบคำถามโดยมีแนวคิดดังต่อไปนี้

1. ชาวตะวันตกได้ “ทะลวงกรอบทลายกรง” ก่อให้เกิดการปฏิวัติวิทยาศาสตร์จนในที่สุดได้กลายเป็นผู้นำโลก ในขณะที่ ชาวตะวันออก(รวมถึงไทยด้วย)ยัง งมงาย และ “ไม่ลบหลู่”ความเชื่อโบราณ.

2. ชาวจีน อินเดียไม่เคยผ่านขั้นตอนอัน “ตกต่ำ” เช่นเดียวกับ ที่ประเทศตะวันตกเคยผ่านยุคมืดทางประวัติศาสตร์ ทำให้ฝังใจหัวปักหัวปำ ยึดมั่นในตำราโบราณ

3. ความรู้ของจีนไม่เป็นสากล เป็นจริงและใช้ได้ผลแค่ในกรอบวัฒนธรรม

ผมเคารพในสิทธิของแต่ละคนในการอธิบาย ความแตกต่างของพลวัตการพัฒนาของมนุษยชาติ, คำถามเฉกเช่นเดียวกับของ Dr. Needham มีคนเคยถามนับไม่ถ้วน ในบริบทของ คนดำเทียบกับคนผิวขาว หรือว่า ประเทศโลกที่สามกับประเทศอื่นๆ. แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ผู้เขียนได้เสนอมาทั้งสามข้อด้านบน นั้น “ตื้นเขิน” และ ขาดข้อสนับสนุนที่มีน้ำหนักเพียงพอ อย่างไม่น่าให้อภัย.

ข้อที่หนึ่ง ความคิดที่ชวนโน้มนำว่า วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือพัฒนาเป็นเครื่องมือเดียว และ ขัดแย้งกับภูมิปัญญาโบราณ

ผู้เขียนลืมประเทศญี่ปุ่นไปแล้วหรือครับ. ประเทศญี่ปุ่นยังคงรักษาศาสนาและวัฒนธรรมของเขาเอาไว้ได้อย่างดีโดยที่ไม่ได้ขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์. ทำไมความงมงายในศาสตร์โบราณจำเป็นต้องเกิดจาก ผู้ที่ขาดความยั้งคิด และ ไร้ความสามารถในการคิดตามหลักวิทยาศาสตร์เท่านั้นหรือ?

ผู้เขียนยกเรื่อง ฮวงจุ้ย มาในเชิงที่ดูแคลนว่า มิได้สำนึก เลยว่า สำเภาจีนจริงๆ แล้วมาจากคำว่า junk มัวแต่อ้างตำราโบราณ อี้จิง เรือ ในภาษาจีนนั้น เขียนเป็นตัวอักษรเดียวกัน ว่า 船 ในสมัยอดีตกาล ชาวจีนใต้เป็นผู้ชำนาญการเดินเรือเพื่อค้าขายมาแต่โบราณกาลา แม้แต่ชาวจีนเหนือเมื่อได้เห็นถึงกับต้องจดบันทึกไว้ในตำรา “ของแปลกแดนใต้” และก็เป็นจีนใต้นี้อีกที่ทำให้ สำเภาจีน นั้นขจรจายไปทั่วโลก 船 ถึงแม้ภาษาแมนดารินอ่านว่า ฉ๋วน แต่ถ้าเทียบภาษาของชาวจีนใต้เช่น ฮกเกี้ยน หรือ แต้จิ๋ว คำนี้จะอ่าน ว่า “จุ๋ง”. คำอ่านและเสียงนี้เดินทางไปพร้อมกับชาวจีนที่อพยพไปยังส่วนต่างๆของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นไทย มาเลเซีย และได้ ข้ามผ่านไปยังดินแดนตะวันตกเมื่ออังกฤษ มาล่าอาณานิคมแถวนี้

จุ๋ง สามารถเขียนเป็นภาษา มลายู ได้ว่า jung dgung ซึ่ง ภาษามลายู นั้น เสียง u จะอ่านเป็นเสียง

like ‘oo’ in “hoop”, in open positions or like ‘o’ in “hope” in close position (อิงจากhttp://www.101languages.net/malay/vowels.html )

แม้ว่าภาษามลายูจะสะกด junk แต่คำอ่าน น่าจะคล้ายกับคำว่า จุง มากกว่า จั๊งก์ ที่แปลว่าขยะแน่นอน ! เรือสำเภาจีน มีเสียงเรียกอย่างนี้มาแต่โบราณกาลแล้ว แต่เพียงเผอิญมีภาษาตะวันตกภาษาหนึ่งเลียนเสียงไป แล้วรูปร่างคล้ายกับคำว่า ขยะ เท่านั้น.

มีเหตุผลอันสมควรประการใดที่ผู้เขียนคิดว่า ผู้ที่เชื่อในศาสตร์ฮวงจุ้ยนั้น ควร “สำนึก” ว่าจริงๆ แล้ว สำเภานั้นคือ ขยะ ? ท่านคิดว่าการที่สำเภาจีนสุดท้ายแปรผันกลายเป็นคำพ้องเสียงกับคำว่า junk แล้วทำให้ฮวงจุ้ยกลายเป็นศาสตร์ที่เมามาย เอาแต่อ้างอี้จิง เช่นนั้นเหรอ ?

ข้อที่สอง ผมไม่ทราบว่าอินเดียเคยผ่านยุคมืดหรือไม่. แต่ประเทศจีน นั้นเคยผ่านยุคมืดทางปัญญา แน่นอนและหลายครั้งด้วย ! จิ๋นซีฮ่องเต้เคยกระทำการเผาตำราอันโด่งดัง ซึ่งนักประวัติศาสตร์รุ่นหลังก็เชื่อกันว่า ทำไปเพื่อล้างบาง

ความเชื่อหลายร้อยหลายพันสำนักที่ปรากฏก่อนรวมเป็นแผ่นดินเดียวกัน. จีนเคยมียุคสงครามมากมาย หลายครั้งปกครองด้วยทหาร ไม่ต้องพูดถึง ความเชื่อ ศรัทธาควรเป็นแบบใด ในยุค เข้มแข็งคือ พลัง หลายครั้ง นักคิดในประเทศจีนได้ท้วงถามถึงศาสตร์โบราณที่เขาเคยภูมิใจ … จนถึงขั้นลบหลู่ไปเมื่อมีการ ปฏิวัติวัฒนธรรมเมื่อเร็วๆ นี้. ประเทศจีน ณ ปัจจุบัน ยังคงยกย่องพัฒนา วิทยาศาสตร์ และ กำจัดความเชื่อไร้สาระที่เรียกว่า 迷信 กันอยู่เนือง ๆ

แต่ในขณะเดียวกันกลับเกิดปรากฏการณ์ เห่อความรู้โบราณ 国学迷 ขึ้น, มีการเอาตำราเก่ามาเล่าใหม่ ให้เหมาะกับปัจจุบัน ถึงขั้นคิดว่าจะสร้างเป็น คณะ ในมหาวิทยาลัยปักกิ่งขึ้น. ผู้เขียนจะอธิบายอย่างไร ? การที่ศาสตร์โบราณตกต่ำจะนำไปสู่

กระบวนการสร้างความรู้ใหม่ที่ดีกว่า ที่เรียกว่า “วิทยาศาสตร์” เสมอไปหรือ?

สืบเนื่องมาถึงข้อที่สาม ตัวอย่างของความเป็นสากลของตะวันตก ผู้เขียนเขียนในรูปความเย็น คือ ร้อนน้อย และธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ เหล่านี้สามารถสืบย่อยลงไปถึงหน่วยที่ ไม่อาจกังขาได้ในเชิงเคมี. ผมเห็นด้วยกับความเป็นสากลตรงนี้ แต่เพียง

เพราะว่า ได้กำหนดหน่วยที่ชัดเจน วัดได้และ เป็นสากล นั้นไม่ได้นำไปสู่เหตุผลในการหักล้างความรู้ในศาสตร์จีน. เหตุไฉน พอมีตารางธาตุแล้วถึงทำให้ธาตุเหล่านี้ไม่เป็นจริง ? กระบวนการในโลกใบนี้มีแต่เพียงมาตรวัดเดียวเท่านั้นหรือ ?

แพทย์ แผนจีน เคยเกือบถูกรื้อถอนออกจากประวัติศาสตร์ เพราะว่าไม่สามารถตรวจวัดได้ทางวิทยาศาสตร์ (แต่อนึ่งก็เป็นเพราะ หมอเถื่อน มีจำนวนมากมาย ด้วยเช่นกัน ), ถึงขั้นห้ามตั้งสถาบัน ห้ามรับลูกศิษย์ และ ห้ามจดทะเบียนเพิ่ม … คือบังคับให้สูญพันธ์ !

แต่ ณ ปัจจุบัน ศาสตร์ที่เคยเป็น เรื่องหลอกลวง ทั้งเพ กลายมาเป็น ทางเลือกแรก ๆ ในการแพทย์ทางเลือกทั่วโลก ดังเช่น ฝังเข็ม รวมไปถึง รำไท้เก๊ก ชี่กง. ขัดแย้งกับที่ท่านบอกว่า “วิทยาศาสตร์แบบจีน ๆ ไม่ได้เป็นสากลเลย ไม่เป็นจริงที่อื่นใด และ จริงเฉพาะในอารยธรรมจีน เท่านั้น ” หรือไม่?

ผมอยากเสนอ คือ ศาสตร์และความรู้หลายๆอย่าง อาจจะถูกถ่ายทอดกันมาอย่างมัวเมา และไม่ได้ตรวจสอบกันอย่างเป็นระบบระเบียบก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่า มีเพียงวิทยาศาสตร์เป็นคำตอบเดียวเท่านั้นที่สามารถตอบโจทย์ไขปริศนาอันลึกลับมากมายของชีวิตได้อย่างถ้วนหน้า.

หรือนั่นเป็นเพียงมายาคติของการลัทธินับถือตะวันตกและวิทยาศาสตร์ ว่า เหนือกว่าทุกสิ่งทุกอย่างในทุกพื้นที่ของโลก?

ตอนจบของบทความนั้น ที่จบได้อย่างน่าโมโห จนถึงขั้นทำให้ผมต้องเขียนจดหมายฉบับนี้ก็คือ

“ซึ่งอันที่จริง ก็สอดคล้องกับสำนวนจีนโบราณ แต่มักหลงลืมกันแล้วว่า “ทราบได้อย่างไรว่า การที่ชายชราสูญเสียม้ากลางฤดูหนาว มันเป็นสิ่งที่เลวร้ายสำหรับชายชราคนนั้นจริง ๆ ” “.

ผม ค่อนข้างมั่นใจว่า สำนวนนั้นคือ 塞翁失马 焉知非福

ข้อแรก ผู้เขียนอ้างอิงมาจากไหนว่า นี่เป็นสำนวนจีนที่ “มักหลงลืมกันแล้ว” ? นี่เป็นสำนวนที่ลึกล้ำ ชวนคิด และ นำมาใช้กันอย่างแพร่หลายมาก ๆ ในกรณีที่พบเจอเรื่องดีร้าย ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท อย่าปล่อยให้เหตุการณ์ชักนำ สั่งสอน

ให้มองข้ามผ่านการเวลาและเรื่องราวเพื่อค้นพบ ความจริงแท้ที่ซ่อนอยู่หลังเหตุการณ์,

ผมอ่านท่าไหนก็ไม่ทราบว่ามันไปสอดคล้องกับกรณีที่ผู้เขียนบอกว่า ต้องตรวจสอบความรู้โบราณ ตามกาลเวลาที่ผันแปรไปได้อย่างไร?

และสุดท้าย ก็คือ ท่านไปได้ สำนวนนี้มาจากที่ใด และเคยได้ยินเรื่องราวของสำนวนนี้จริงหรือไม่?

เนื้อเรื่องไม่มีส่วนไหนที่เกี่ยวกับฤดูหนาวเลย ! ผมสันนิษฐานว่า อาจเป็นเพราะ คำว่า 塞 นั้นคล้ายกับคำว่า 寒 ที่แปลกว่าหนาวก็เป็นได้.

ผมอยากทราบคำอธิบายหน่อยครับ เพราะผมเชื่อว่าสิ่งเดียวที่จะทำให้ภูมิปัญญาตะวันออกตกต่ำและมีคุณค่าไม่เทียบเท่ากับวิทยาศาสคร์ ก็คือ การที่มีผู้รู้ไม่จริง อ้างอิงอย่างผิดๆ และทำให้ศาสตร์ตะวันออกดูเป็นเรื่องหลักลอย ขาดผู้มีสติไตร่ตรอง เช่นดังบทความนี้นั่นเอง.

(เสริมอีกนิดนึงนะครับ ผลงานของ Needham ที่ผู้เขียนเขียนว่า หาเจอใน google เพียงแค่ พิมพ์ scc นั้นก็ไม่จริงนะครับ. ผมลองหาในหน้าหนึ่งหน้าสองของทั้ง google.com และ google.co.th แล้ว น่าผิดหวังมากๆ)

ขอบคุณที่สละเวลาของท่านมาอ่านนะครับ

สุดท้ายก็หวังว่าจะได้นำคำติชมของผมไปพิจารณาเพื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลงคุณภาพของมติชนรายสัปดาห์ให้ดียิ่งๆขึ้นไปนะครับ

ขอบคุณครับ

ภูดิท โพธิ์ตระการ

photrakan@gmail.com

02/01/10

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง  ”บทเรียนจากสงครามศักดิ์สิทธิ์ถึงสงครามระหว่างสี”

โดย

เกษียร เตชะพีระ

ความมีดังนี้

โฮเวิร์ด ซิน ผู้เขียน “ประวัติศาสตร์สหรัฐภาคประชาชน, ค.ศ.1492-ปัจจุบัน”

เสียงย่ำกลองรบอ่านแถลงการณ์ประกาศ “สงครามระหว่างสี” สั่นสะท้านหัวใจคนไทย-ดังที่ราเกห์ โอมาร์ ผู้สื่อข่าวอัลจาซีรา รายงานไว้ในหนังสารคดี Thailand : Warring Colours ที่ออกอากาศไปเมื่อกลางเดือนธันวาคมศกก่อน-นอกจากทำให้ผมรู้สึกเบื่ออิ๊บอ๋ายเลยและอดสงสัยไม่ได้ว่าพวกท่านเหล่านั้นไม่เบื่อตัวเองบ้างหรือไงแล้ว

ก็ทำให้ผมนึกถึง โฮเวิร์ด ซิน ขึ้นมา…

ในวัยย่าง 88 ปี ศาสตราจารย์รัฐศาสตร์กิตติคุณ โฮเวิร์ด ซิน แห่งมหาวิทยาลัยบอสตัน นับเป็นนักประวัติศาสตร์ภาคประชาชนที่โดดเด่นโด่งดังที่สุดในสหรัฐอเมริกา ผลงานวิชาการชิ้นเอกของเขาเรื่อง A People”s History of the United States, 1492-Present (ประวัติศาสตร์สหรัฐภาคประชาชน, ค.ศ.1492-ปัจจุบัน) ซึ่งตีพิมพ์ออกมาเมื่อปี ค.ศ.1980 นั้นขายดิบขายดีไม่แพ้นิยายเบสท์เซลเลอร์ถึงกว่า 2 ล้านเล่มเข้าไปแล้ว!

งานชิ้นนี้มุ่งสำรวจและสังเคราะห์ประวัติศาสตร์อเมริกันด้วยมุมมองกลับตาลปัตร กล่าวคือแทนที่จะมองจากมุมของมหาบุรุษและผู้นำการเมืองดังเคยทำกันมา ซินกลับเลือกมองจากมุมของชนชั้นคนงานและชนกลุ่มน้อยผู้ถูกกดขี่ทางการเมือง ขูดรีดทางเศรษฐกิจ และละเลยไปในประวัติศาสตร์กระแสหลักส่วนใหญ่

เขาบันทึกรวบรวมประวัติของผู้คนหลากเชื้อชาติ เพศและชนชั้น, เล่าเรื่องราวการต่อสู้แบบอารยะขัดขืนและธรรมเนียมประเพณีการสร้างอำนาจประชาชนของคนเหล่านั้น, เพื่อชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าจริงที่เกิดจากแรงผลักดันของพวกเขา

ขณะเดียวกันก็บ่งบอกว่าความหวังของพวกเขาในอันที่จะสร้างสังคมซึ่งเท่าเทียมกันยิ่งขึ้นนั้นได้ถูกสกัดขัดขวางในที่สุดเช่นใด, และในทางกลับกันชนชั้นนำส่วนน้อยยึดกุมผูกขาดอำนาจและทรัพย์สินเอาไว้ได้อย่างไร ฯลฯ

งานชิ้นนี้ได้รับยกย่องเป็นหลักหมายสำคัญในความคิดประชานิยมทวนกระแสของอเมริกา และถูกเอาไปดัดแปลงนำเสนอและจัดแสดงผ่านสื่อประสมหลายแบบ ไม่ว่าในรูปบันทึกปากคำและเอกสารชั้นต้นที่เกี่ยวข้อง, หนังสือย่อยให้อ่านง่าย, แผ่นซีดีบันทึกเสียงอ่าน, การแสดงบนเวที, ภาพยนตร์สารคดี เป็นต้น

โฮเวิร์ด ซิน มีภูมิหลังเป็นลูกหลานผู้อพยพยากไร้ที่เติบโตในสลัมย่านบรู๊คลินของมหานครนิวยอร์ก ต้องไปทำงานหารายได้ในอู่ซ่อมเรือตั้งแต่วัยรุ่น เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาร่วมรบเป็นนักบินทิ้งระเบิดยศเรืออากาศตรีในสมรภูมิยุโรปและได้รับเหรียญกล้าหาญมามากมาย

พอสิ้นสงคราม เขามีโอกาสเข้าเรียนมหาวิทยาลัยด้วยทุนการศึกษา “จีไอ” ของรัฐบาลในฐานะทหารผ่านศึก จนจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ก่อนจะทำงานเป็นนักวิจัยและอาจารย์สอนรัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้งในสหรัฐและต่างประเทศสืบมา

ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1960-1970 ซินโถมตัวเข้าร่วมการเคลื่อนไหวต่อสู้เรียกร้องสิทธิเสมอภาคของชนผิวสีอเมริกันและต่อต้านสงครามเวียดนามอย่างดุเดือดแข็งขัน ซึ่งเป็นพื้นฐานประสบการณ์ที่ยึดหยั่งจุดยืน ทรรศนะและวิธีการทางประวัติศาสตร์ของเขาอย่างหนักแน่นมั่นคงเรื่อยมา ดังที่เขาเล่าไว้ในคำนำหนังสือ The Twentieth Century : A People”s History (คริสต์ศตวรรษที่ยี่สิบ : ประวัติศาสตร์ภาคประชาชน-ซึ่งเป็นฉบับสังเขปและอัพเดตของประวัติศาสตร์สหรัฐภาคประชาชน, ค.ศ.1998) ว่า :-

“ประวัติศาสตร์คือความทรงจำของรัฐทั้งหลาย” เฮนรี่ คิสซิงเจอร์ (ผู้วางนโยบายความมั่นคงและต่างประเทศของสหรัฐในตำแหน่งผู้ช่วยประธานาธิบดีด้านความมั่นคงและ รมว.ต่างประเทศ ระหว่างปี ค.ศ.1969-1977 – ผู้แปล) เขียนไว้เช่นนี้ในหนังสือเล่มแรกของเขาเรื่อง A World Restored จากนั้นเขาก็เดินหน้าเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 19 จากมุมมองของบรรดาผู้นำออสเตรียและอังกฤษ โดยมองข้ามคนนับล้านๆ ผู้ต้องทนทุกข์ทรมานจากนโยบายของรัฐบุรุษเหล่านั้นไป…

“ส่วนมุมมองของผมในการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์สหรัฐนั้นแตกต่างกัน ผมถือว่าเราจักต้องไม่ยอมรับความทรงจำของรัฐทั้งหลายว่าเป็นของเราเอง ชาติทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ และไม่เคยเป็นชุมชน ประวัติศาสตร์ของประเทศใดก็ตามแต่ที่ถูกนำเสนอเสมือนหนึ่งประวัติศาสตร์ของครอบครัวนั้นล้วนปิดบังความขัดแย้งทางผลประโยชน์อันดุเดือดไว้ทั้งสิ้น (ซึ่งบางทีก็ระเบิดออกมา แต่ส่วนใหญ่แล้วจะถูกเก็บกดไว้) ระหว่างผู้พิชิตกับผู้ถูกพิชิต, เจ้านายกับไพร่ทาส, นายทุนกับคนงาน, ผู้ครอบงำกับผู้ถูกครอบงำทางเชื้อชาติและเพศ และในโลกแห่งความขัดแย้งดังกล่าวอันเป็นโลกแห่งเหยื่อกับเพชฌฆาตนั้น หน้าที่ของประชาชนผู้รู้คิดทั้งหลายก็คือจักต้องไม่ยอมอยู่ข้างเดียวกับเพชฌฆาต ดังที่อัลแบต์ กามูส์ แนะไว้นั่นเอง”

ในทางการเมือง ข้อสรุปจากประวัติศาสตร์สหรัฐภาคประชาชนของซินคือ : –

“หากประวัติศาสตร์จะช่วยชี้ทางอะไรให้ได้แล้ว นั่นก็คือว่า-ถ้าจะให้ประชาธิปไตยมีความหมายใดๆ บ้าง, ถ้าจะให้ประชาธิปไตยข้ามพ้นขีดจำกัดของทุนนิยมและชาตินิยมละก็, สิ่งนี้จะไม่มาจากเบื้องบน แต่จะมาจากการเคลื่อนไหวของพลเมืองที่ให้การศึกษา, จัดตั้ง, ปลุกระดม, นัดหยุดงาน, คว่ำบาตร, ชุมนุมแสดงพลัง, และคุกคามผู้กุมอำนาจด้วยการก่อกวนเสถียรภาพซึ่งพวกเขาต้องการให้กลับปั่นป่วนวุ่นวาย”

ในปาฐกถาเรื่อง “สงครามศักดิ์สิทธิ์” (Holy Wars) ที่มหาวิทยาลัยบอสตันเมื่อ 11 พฤศจิกายน ศกก่อน โฮเวิร์ด ซิน ได้เสนอให้ทบทวนท้าทายซักถามสงครามที่ยึดมั่นถือมั่นกันว่าเป็น “สงครามที่ดี” (the good wars) ในประวัติศาสตร์อเมริกัน 3 ครั้งที่ผ่านมา ได้แก่สงครามกู้อิสรภาพจากอังกฤษ (ค.ศ.1775-1783), สงครามกลางเมืองระหว่างมลรัฐฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ที่นำไปสู่การเลิกทาส (ค.ศ.1861-1865), และสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อโค่นล้มฝ่ายอักษะฟาสซิสต์ (ค.ศ.1939-1945 สหรัฐเข้าร่วมสงครามปลายปี 1941 หลังญี่ปุ่นบุกถล่มฐานทัพเรือที่อ่าวเพิร์ล ฮาร์เบอร์)

ในทุกกรณี ซินเรียกร้องให้กล้าทักกล้าถาม คิดค้นให้ละเอียดรอบด้านโดยเฉพาะด้านที่มักถูกมองข้ามละเลย ประเมินเปรียบเทียบให้กว้างและลึกกับกรณีใกล้เคียงกัน และไม่ด่วนผลีผลามสรุป ในประเด็นสำคัญๆ เหล่านี้คือ : –

-ต้นทุนผลเสียที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะในแง่ชีวิตผู้คนที่ล้มตายหรือบาดเจ็บพิการไปในสงคราม ด้วยการให้น้ำหนักคุณค่าแก่ประสบการณ์ความเจ็บปวดสูญเสียที่เกิดขึ้นกับเหยื่อสงครามผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่โดยเฉพาะเด็กเล็ก ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขสถิติอันแห้งแล้งตื้นเขิน

-ผลลัพธ์ที่ได้มาว่ากระจายไปในหมู่ผู้คนทั้งหลายที่เข้าร่วมและ/หรือได้รับผลสะเทือนจากสงครามอย่างทั่วถึงเท่าเทียมกันไหม? ยืนนานแค่ไหน? และเป็นดังคำมั่นสัญญาที่ผู้ก่อสงครามให้ไว้หรือไม่?

-มีทางเลือกอื่นหรือไม่ในการลุกขึ้นต่อสู้เพื่อบรรลุเป้าหมายอันถูกต้องชอบธรรมที่พึงประสงค์ (อิสรภาพ, การเลิกทาส, การโค่นเผด็จการฟาสซิสต์) นอกเหนือจากวิธีทำสงคราม? ทั้งนี้หากเปรียบเทียบกับกรณีใกล้เคียงกันอื่นๆ ในต่างประเทศหรือในประวัติศาสตร์

-โดยไม่ละเลยหรือดูเบาเป้าหมายอันชอบธรรมดีงามและการเสียสละอันทรงค่าสูงส่งในสงครามดังกล่าว ทั้งประเมินน้ำหนักเต็มแห่งคุณค่าของมันทุกอย่างทุกประการ, แต่กระนั้นคำถามที่ซินชวนให้คิดพิจารณาคือทั้งหมดนั้นมันคุ้มกันไหมกับน้ำหนักเต็มแห่งคุณค่าทุกชีวิต ทุกร่างกายและอวัยวะที่ทุพพลภาพ รวมทั้งทุกบาดแผลที่สูญเสียไปอย่างไม่มีวันได้คืน? และเอาเข้าจริงมีทางเลือกอื่นอีกไหมที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายนั้นโดยเสียสละชีวิตผู้คนน้อยกว่า นอกเหนือจากการทำสงคราม แม้อาจจะช้านานกว่าบ้างหรือเลี้ยวลดคดเคี้ยวกว่าบ้างก็ตามที?

เบื้องหน้าคำป่าวร้องปลุกเร้าของชนชั้นปกครองสหรัฐให้ทำ “สงครามต่อต้านการก่อการร้าย” ในอิรักและอัฟกานิสถาน และอาจจะลุกลามไปยังปากีสถานและเยเมน ฯลฯ ต่อไป ซินเรียกร้องให้ชาวอเมริกันคิดทบทวนคำถามข้างต้นให้ถี่ถ้วนรอบด้าน ละเอียดรอบคอบที่สุดเสียก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ…

ขออนุญาตยกตัวอย่างปาฐกถาบางตอนของโฮเวิร์ด ซิน เรื่องนี้มาประกอบ : –

ความรุนแรงกับความรวดเร็ว

“…แล้วมันดีไหมล่ะที่เราได้เป็นอิสระจากอังกฤษ? ใช่ มันก็ดีเสมอล่ะครับที่ได้เป็นอิสระ แต่ด้วยต้นทุนอะไรที่ต้องจ่ายไป? และที่ว่าเป็นอิสระนั้นน่ะจริงแค่ไหน? แล้วมันเป็นไปได้ไหมที่เราจะช่วงชิงอิสรภาพมาได้โดยไม่ต้องทำสงคราม? ดูแคนาดามั่งซีครับ แคนาดาเป็นอิสระจากอังกฤษ สังคมของแคนาดาเขาก็ไม่เลว มีบางอย่างของแคนาดาที่ดึงดูดใจมากทีเดียว พวกเขาได้อิสรภาพจากอังกฤษโดยไม่ต้องทำสงครามนองเลือดเลย

“แน่ล่ะมันใช้เวลานานกว่าบ้าง แต่คุณทราบไหมครับว่าบางทีมันใช้เวลานานกว่าถ้าคุณไม่อยากจะฆ่า ความรุนแรงมันเร็ว สงครามมันเร็ว และมันมีเสน่ห์ดึงดูดใจใช่ไหมล่ะครับ เราอยากทำอะไรได้เร็วๆ และถ้าคุณไม่อยากให้ฆ่ากัน คุณอาจต้องยอมเสียเวลามากขึ้นเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของคุณ และเมื่อคุณบรรลุวัตถุประสงค์ของคุณแล้ว คุณอาจพบว่ามันบรรลุได้ด้วยวิธีที่ดีกว่าและได้ผลลัพธ์ดีกว่า อย่างระบบดูแลรักษาสุขภาพของแคนาดานั่นไงซึ่งดีกว่าระบบดูแลรักษาสุขภาพอเมริกันเราเสียด้วยซ้ำ (ผู้ชมหัวเราะ)”

พิษภัยของสงคราม

“รายงานสภาพผู้บาดเจ็บล้มตายจากการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาทำให้ผมเริ่มทบทวนความคิดเรื่อง “สงครามที่ดี” ใหม่ ซึ่งก็คือสงครามของเรากับฟาสซิสต์ จากเดิมที่คิดว่าโอ๊ยมันโอเค เรารบชนะฮิตเลอร์ เหมือนที่เราได้อิสรภาพจากอังกฤษและเราเลิกทาสสำเร็จ แต่ประเดี๋ยวก่อน เรื่องมันไม่ง่ายอย่างนั้น และสงครามโลกครั้งที่ 2 มันก็ไม่ง่ายอย่างนั้น

“เอาล่ะเรารบชนะฮิตเลอร์และดังนั้นทุกอย่างก็โอเค เราเป็นพระเอก พวกมันเป็นผู้ร้าย นั่นเป็นสิ่งที่เราตัดสินใจตอนเริ่มทำสงคราม แต่ที่ตอนนั้นผมยังไม่ตระหนักก็คือในกระบวนการทำสงครามนั้น พระเอกนั่นแหละจะกลายเป็นผู้ร้ายเสียเอง สงครามมันเป็นพิษกับคนทุกคน สงครามทำให้ทุกคนเสื่อมทรามลง และดังนั้นพวกที่ขึ้นชื่อว่า “พระเอก” ก็เริ่มทำตัวเหมือน “ผู้ร้าย” พวกนาซีทิ้งระเบิดฆ่าพลเรือนในเมืองโคเวนทรี, ลอนดอน และรอตเตอร์ดัม แล้วเราก็ทิ้งระเบิดฆ่าพลเรือนมั่ง เราก็กระทำการทารุณโหดร้ายมั่ง

“เราบินไปเหนือกรุงโตเกียวหลายเดือนก่อนที่จะไปฮิโรชิมา และผมพนันเลยว่าพวกคุณร้อยละ 90 ไม่รู้เรื่องการโจมตีกรุงโตเกียว พวกคุณล้วนเคยได้ยินเรื่องฮิโรชิมา แต่ผมเชื่อเลยว่าคนอเมริกันร้อยละ 90 ไม่รู้ว่าก่อนหน้านั้นหลายเดือนเราส่งเครื่องบินไปเหนือกรุงโตเกียวเพื่อเผามันด้วยระเบิดเพลิง และมีคนตายไปหนึ่งแสนคนในชั่วการทิ้งระเบิดโตเกียวคืนเดียว เบ็ดเสร็จแล้วเราฆ่าคนตายไปครึ่งล้านในญี่ปุ่น พลเรือนนะครับ บางคนบอกว่าพวกนั้นมาบุกเพิร์ล ฮาร์เบอร์เราก่อน แต่เอาเข้าจริงคนที่ตกเป็นเหยื่อพวกนั้นไม่ได้มาทิ้งระเบิดเพิร์ล ฮาร์เบอร์ เด็กเหล่านั้นไม่ได้ทิ้งระเบิดเพิร์ล ฮาร์เบอร์

“ความคิดเรื่องความรุนแรง การล้างแค้น การแก้เผ็ดเอาคืนเป็นสิ่งที่เราควรขจัดทิ้ง”

สุดท้ายนี้ขออนุญาตถามสักหน่อยเถอะครับว่า…

ที่ชวนคนไทยทำ “สงคราม” เหยงๆ ไม่ขาดปากนั้น เพราะอยากชนะเร็วๆ ใช่ไหมครับ?

ถ้าล่าช้ากว่านี้ แต่ถนอมรักษาชีวิตคนไทยด้วยกันไว้ได้โดยไม่ต้องทำสงคราม ไม่ดีกว่าหรือครับ?

และในกระบวนการทำ “สงครามระหว่างสี” เพื่อเป้าหมายอันสูงส่งยิ่งใหญ่หรูเลิศประเสริฐสุดต่างๆ นานานั้น พวกคุณทำตัวแตกต่างจากศัตรูสีตรงข้ามของคุณตรงไหนครับ?

ที่มา มติชนรายวัน วันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 11640

อ้างอิง

Howard Zinn, a professor emeritus of political science at Boston University, historian, and war critic, is the author of A People’s History of the United States, a book both lauded and derided for telling American history from the perspective of minorities, immigrants, laborers, and others Zinn feels had been excluded from traditional textbooks.

Born in Brooklyn to Jewish immigrants, the former shipyard worker was a bombardier in World War II, attended New York University on the G.I. Bill, and taught at the all-black women’s Spelman College from 1956 until 1963, when he was fired for encouraging students to fight segregation. Zinn taught at BU from 1964 until his retirement in 1988.

Read Full Post »