Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for ตุลาคม, 2009

ต้องขออภัยหากบทความของผมอันนี้ก่อให้เกิดความรำคาญใจแก่ผู้ใจ ผมไม่ได้มีเจตนาจะตำหนิ ดูแคลน หรือ ก่อให้เกิดความรู้สึกไม่ดีใดๆ หากแต่เล่าจากการพูดคุยที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น ตรงกันข้าม ผมคิดว่าผมเข้าใจด้วยซ้ำไป

บทความนี้เป็นเรื่องของประสบการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านทางการพูดคุยกับคนขับรถแท็กซี่ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้ของผมเอง ก็เห็นว่าน่าสนใจก็ขอนำแนวคิดมาเล่าสู้กันฟังครับ…

อันผมเนี่ยในช่วงสามสี่ปีมานี้ ก็จะมีโอกาสได้โดยสารแท็กซี่ไปไหนต่อไหนบ้างอยู่เนืองๆ ซึ่งทั้งนี้เวลานั่งไปไหนต่อไหนก็ขี้เกียจนั่งเฉยๆ ก็เลยชวนพี่คนขับคุยไปเรื่อยอยู่มากบ้างน้อยบ้าง
ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งไล่มาตั้งแต่วิกฤตการณ์ซับไพร์ม, การปิดสนามบินสุวรรณภูมิของพันธมิตรเสื้อเหลือง และ สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำระดับโลก ส่งผลอุตสาหกรรมในบ้านเราประสบปัญหาอย่างรุนแรงมากมายหลายอุตสาหกรรม เช่น สิ่งทอ ธุรกิจขนาดย่อม และ การท่องเที่ยวเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้ เวลานั่งโดยสารแท็กซี่ไปไหนต่อไหน ผมก็จะได้ประโยคชวนคุยคลาสสิคมา สองสามหัวข้อ นอกจากแบบฉบับดังเดิมของผม คือ เป็นไงพี่ วันนี้ออกมาได้ค่าน้ำมันหรือยัง เป็น เป็นไงพี่ช่วงนี้(แล้วแต่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ไหนในสามเรื่องดังกล่าว) เป็นอย่างไรบ้าง ดีมั้ย

คำตอบอันหนึ่งที่ผมเองจะได้ยินได้เจอบ่อยจากคำถามดังกล่าวเลยก็คือ ไม่ดีเลยน้อง! รายได้มันไม่ดี เพราะ ฝรั่งมันหายไป (บางคนก็บอกว่าไม่หาย แต่ไอ้ที่มีอยู่มัน ขี้นก!!!)
จุดนี้ก็นำไปสู่การตีความของผมว่า เมื่อฝรั่งหายไป ลูกค้าโดยสารก็หายไป รายรับก็หายไป ประกอบกับ เศรษฐกิจไม่ดี แท็กซี่ออกมากขึ้น แท็กซี่ก็แข่งออกมามากขึ้น รายรับของแท็กซี่แต่ละคนจึงไม่ได้ดี แค่นี้ห้วนๆเลย
บางคนอาจจะเสริมเรื่องประเด็นทิป ที่ชนชาติตะวันตกนั้นนิยมให้เพิ่มจากค่าบริการหลักอย่างเห็นน้ำเห็นเนื้อ เช่น นั่งไปร้อยบาท พี่คอเคซอยให้มาร้อยหาสิบ สองร้อยก็มี หรือ ประเด็นเรื่องการเหมารถไปต่างจังหวัด เช่นเหมาแท็กซี่ไปหัวหิน สอง-สามพันก็ว่าไปอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งสำหรับผมแล้วประเด็นเหล่านี้ก็น่าจะเพียงพอที่จะทำให้แท็กซี่…มิสส์ ฝาหรั่ง ได้อย่างไม่ยากเย็น

ประเด็นเรื่องแท็กซี่คิดถึงฝรั่งนี้ ก็ทำให้คนไทยหลายคนตัดพ้อจากการที่เขาเห็นว่าคนไทยเองเรียกแท็กซี่ให้ไปไหนต่อไหนได้ยากกว่าฝรั่งมากว่า ตกลงแท็กซี่ไทย ไม่รักคนไทยแล้วใช่ไหม รักแต่ฝรั่ง คนไทยเรียกนี้ยังไม่รับเลย คำพูดประมาณนี้ คุณ นิรุตติ์ ศิริจรรยา เองก็เคยบ่นออกอากาศโดยโยงถึงสติ๊กเกอร์ติดกระจกที่มีคำว่า “I LOVE FARANG” อยู่ครั้งหนึ่งในคลื่นวิทยุ FM96.5 (เห็นได้ชัดว่า แกกล้าบ่นอย่างนี้เพราะกลุ่มเป้าหมายและผู้ฟังของคลื่นนี้นั้นห่างไกลจากเหล่าโชเฟอร์รถแท็กซีมากทีเดียว) ผมเองก็ยอมรับตามตรงว่า มีบ้างที่เซ็งอยู่เหมือนกัน แต่จะให้ทำไงครับ ผมไม่ยอมจ่ายทิป หรือ ส่วนเพิ่มแน่ๆ
มากไปกว่านั้น ก็พ้อว่า เค้าไม่ได้รักฝรั่งหรอก เค้ารักเงินของฝรั่งมากกว่าทำนองนี้ ซึ่งถ้าคนขับแท็กซี่หรือคนที่เข้าใจหัวอกแท็กซี่ได้ยินก็คงจะสวนให้ว่า แล้วไอ้บ้าที่ไหนไม่อยากได้เงินวะ? เป็นต้น

เคยคุยเรื่องประมาณนี้กับคนรู้จักคนหนึ่ง แกก็บ่นประมาณที่ผมเล่าให้ฟังนี้แหละ แกก็ยังบอกเลยว่า “เฮ้ย แท็กซี่คันนั้นเนี่ยพลาดแล้วที่ไม่รับผม ผมนะทิปแท็กซี่ห้าสิบบาทอั๊บตลอดนะ” ในใจผมก็คิดเอาว่า อืมมม แต่เมื่อ ความน่าจะเป็นแท็กซี่ที่จะเจอ คนไทย ใจป้ำทิปเยอะเท่านั้นมันน้อยกว่าฝรั่งมาก แค่นี้ก็มีเหตุผลที่จะตัดใจวิ่งรถเปล่าต่อแล้วไปหาฝรั่งเอาดาบหน้าแล้วนี่นา เว้นเสียแต่ว่าพี่จะบอกว่าพี่จะจ่ายเพิ่มให้ อย่างนี้ค่อยอีกเรื่องหนึ่ง

แต่การสนทนาของผมกับแท็กซี่คันล่าสุดที่ผมเพิ่งนั่งมานี้ เพิ่มความเข้าใจให้ผมมากขึ้นเลยครับ
ขณะที่นั่งคุยเรื่องจิปาถะไปเรื่อยกับโชเฟอร์ ผมถามพี่คนขับว่า ทำไมแท็กซี่บ่นกันนักว่าฝรั่งหายไปๆ ฝรั่งเค้าทิปเยอะนักหรือพี่
แกตอบมาใจความว่า นั่นมันก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่พวกแท็กซี่ได้กันจากฝรั่งหรือชาวต่างชาติคนอื่นๆนั้น มาจากการที่เขาสามารถพาพวกเขาไปเที่ยวได้ เช่น มีฝรั่งคนหนึ่งขึ้นรถมาแล้วบอกว่า “ยูๆ ซีฟู๊ด” พี่ๆคนขับเหล่านี้ก็จะพาฝรั่งคนนั้นไปทานอาหารทะเลอย่างที่เขาต้องการได้ รายได้ที่เขาจะได้นั้นก็เป็น%ที่เขาแอบไปตกลงกับทางร้านไว้แล้ว เช่น30% เป็นต้น พี่คนขับยังบอกด้วยว่า “เฮ้ย น้อง พวกนี้กินไม่ได้สองสามพันบาทนะ พี่เคยเจอแกสั่งกุ้งตัวจะเจ็ดพัน” … “เฮ้ย! ตัวละเจ็ดพันพี่ก็ได้แล้วดิ สองพันหนึ่ง” ผมถามต่อด้วยความฉงน … “เออ ดิน้อง” พี่คนขับต่อ
ด้วยความสงสัยผมก็ถามต่อว่า แล้วปกติเนี่ย ฝรั่งเค้าจะให้พี่พาไปไหนบ้าง นอกจากซีฟู๊ด ก็ได้ความว่า สำหรับพี่คนนี้เค้ายังไม่ได้ชำนาญนักเรื่องการพาฝรั่งไปไหนต่อไหน แกก็จะมีแค่ ภัตตาคารอาหารทะเล กับ อาบอบนวด สถานที่เที่ยวผู้หญิงเท่านั้นที่พี่เขามีความชำนาญและมีร้านที่มั่นใจว่าจะได้%ชัวร์ๆ
“อ่าว แล้ว เวลาไปเที่ยวผู้หญิงอย่างงี้ เค้าจ่ายยังไง เหมือนร้านอาหารมั้ยพี่” ผมก็ซักต่อ “ก็ไม่เหมือนนะ เวลาพาไปเที่ยวเนี่ย เราก็พาเค้าไปเลือกเลย สมมุติว่าคนนี้ พันห้า เราก็ตกลงกับเด็กเชียร์ไปเลยว่า สามพัน ถ้าเด็กคนนั้นมันสองพัน เราก็บอกเด็กเชียร์ว่า สี่พัน” (คือให้เด็กเชียร์บอกฝรั่งให้ด้วยราคาที่มากกว่าความเป็นจริง) ผมก็ถามต่อเลยว่า “แล้วสองพันที่เกินมานี้ พี่ก็แบ่งกับทางร้านอีก?” คำตอบก็คือ “ไม่ๆ เหนาะเลยน้อง”

ท่านผู้ชม ขนาดแกออกตัวมาว่ายังไม่ชำนาญนะครับ
ถ้ากับแท็กซี่ที่มีความชำนาญแล้ว พี่คนขับเขาก็เล่าว่า ขอให้บอกว่าต้องการอะไร แท็กซี่เหล่านี้ก็พร้อมหมดที่จะนำพาไปหาได้ ตั้งแต่เครื่องเพชร เครื่องไม้ ตัดสูท สารพัดจะต้องการ แล้วทั้งหมดนั้นเขาเองก็จะได้ส่วนแบ่งจากค่าสินค้าหรือบริการด้วยเช่นเดิม

ซึ่งรายได้ตรงนี้เองก็คงจะไม่ใช่น้อยๆ เมื่อเทียบกับรายรับจากค่าโดยสารเพียวๆ

แล้วนึกดูสิครับ ฝรั่งหายไป แท็กซี่ไทยจะไม่มิสส์ได้อย่างไรกัน
แล้วจะมาเล่าอีกครับ แต่คงอีกสักระยะ ขอบคุณครับ

ข้อวิจารณ์ และ ความเห็น
โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่ได้คิดว่าการที่แท็กซี่ตกลงเรื่อง% กับทางร้านเนี่ยจะเป็นเรื่องเสียหายอะไรนะครับ ถ้าหากลองคิดในแง่ว่า ถ้าเราไปเที่ยวต่างประเทศ แล้วไกด์ทัวร์พาเราไปซื้อของที่ระลึกที่ร้านแห่งหนึ่ง เราก็น่าจะสันนิษฐานได้ว่า ตัวไกด์เองต้องได้รับประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยใช่ไหมครับ อีกอย่าง ถ้าราคาที่ร้านอาหารชาร์ตกับลูกค้านั้นไม่ได้บวกเพิ่มไปกว่าคนอื่นๆที่มาโดยแท็กซี่ไม่ได้พามานั้น ก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร จะไม่ดีก็ตรงที่อาจจะไม่ได้ร้านอาหารที่เลื่องชื่อจริงๆ แต่เป็นร้านอาหารที่ยอมจ่ายให้แก่แท็กซี่ไกด์เท่านั้น
แต่เรื่องที่น่าจะต้องเป็นห่วงนั้นก็ไม่ได้ไม่มีอยู่เลย เพราะ เหตุการณ์แบบนี้ชี้ให้เราเห็นต่อไปได้ว่า มันไม่มีการควบคุม ตรวจตราเลย ดังนั้นเนี่ย การที่ชาวต่างชาติจะถูกเอารัดเอาเปรียบโดยคนไทยนั้นมันก็มีช่องทางมากมายที่จะเป็นไปได้, แล้วควรจะต้องชี้แจงชาวต่างชาติไหมว่าคนขับได้ส่วนแบ่งจากการที่พาเขาไปนี้, %เท่าไหร่คือส่วนที่ยอมรับได้ ซึ่งบางครั้งก็ต้องใช้คำว่าคนไทยไปค้ากำไรเกินควรอยู่เหมือนกัน และการค้ากำไรเกินควรนี้ก็เป็นเรื่องผิดใช่ไหมครับ แล้วก็จะนำมาสู่ความรู้สึกที่ไม่ดีต่อผู้คนในประเทศนั้น ว่าคนไทยไปเอาเปรียบเขา ตัวอย่างเช่น เราจะรู้ได้อย่างไรว่าทุกร้านที่แท็กซี่พาไปนั้น ราคาที่ร้านคิดกับฝรั่งโดยเฉพาะที่แท็กซี่พามา กับคนทั่วไปนั้นเท่ากัน หรือ ว่าคนขับเห็นฝรั่งขึ้นรถมาเมาๆหน่อย ก็เลยไม่กดมิเตอร์ซะอย่างนั้น พอไปถึงก็เรียกเงินในจำนวนที่มากเกินกว่าราคามิเตอร์ปกติ อย่างนี้ก็มีนะครับ อย่าคิดว่าไม่มี

ในเรื่องของการพาไปร้านค้านั้น ทางที่ดีที่สุดน่าจะเป็นเรืองการเผยแพร่ข้อมูลมากกว่า คือ ให้ชาวต่างชาติที่มาเที่ยวเมืองไทยสามารถเข้าถึงรายชื่อท็อปฮิตของร้านอาหาร ขายสินค้า บริการต่างๆได้ง่ายๆ หลายช่องทาง อย่างนี้ก็จะทำให้เขาสามารถไปถึงที่ๆขายสินค้าและบริการที่มีคุณภาพได้มากขึ้น แล้วถ้าร้านเหล่านั้นบังเอิญ แท็กซี่เองก็ได้ส่วนแบ่งอยู่ด้วยอย่างนี้ก็จะทำให้ถูกใจกันทุกฝ่าย แหล่งข้อมูลก็อย่างเช่น เว็บไซต์ หรือ นิตยสารเพื่อเอาไว้ติดรถแท็กซี่ที่มีการจัดอันดับ ร้านค้า ร้านอาหาร แหล่งให้บริการในประเทศ จากชาวต่างชาติก็เป็นสิ่งที่น่าพิจารณาเหมือนกันครับ
ส่วนเรื่องการป้องปราบปราม การเอาเปรียบนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้น ผมไม่รู้ว่ามันมีประสิทธิภาพแค่ไหนอย่างไรแล้วก็ไม่อยากเข้าไปยุ่มย่าม ก็เว้นไปละกันครับ

ปล. บทความนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าอาจารย์แบงค์ไม่ได้มากระตุ้นเตือนให้ผมเขียนไรบ้างครับ หลังจากที่ทำตัวเป็นนักเขียนร่วมที่เลวมาสองสามหรืออาจจะสี่เดือน

Read Full Post »