Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for สิงหาคม, 2009

Love Death

henry

Love Death

Performance Art

Read Full Post »

henry

Unleash Demoniac

Art Performance

Read Full Post »

Rip da Twat

henry

Rip da Twat

Art Performance

June 05, 2009

Transcendent Kaos

Read Full Post »

Emancipation

henry

Emancipation

Art Performance

Aug 17, 2009.

@ Rain Dog, 1st Sathorn Lane, Yannawa.

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง  ”สถานการณ์ในภาคใต้ – ข้อเสนอ (2)”

โดย

นิธิ เอียวศรีวงศ์

ความมีดังนี้

จากการอ่านงานวิจัยสามชิ้น ผมได้เสนอความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในภาคใต้ไว้ในฉบับที่แล้วนี้ 3 ประการ ในฉบับนี้จะพูดถึงข้อเสนอที่เหลือต่อไป

4/ แม้เราไม่อาจจัดขบวนการก่อความไม่สงบในภาคใต้เป็นส่วนหนึ่งของความเคลื่อนไหวจิฮาดสากล แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าไม่มีอิทธิพลจากภายนอกในขบวนการเสียเลย ถึงอย่างไรเราอยู่ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะมีอะไรเกิดขึ้นในท้องถิ่นโดยไม่มีอะไรเชื่อมโยงไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกกว้างเอาเลย

เนื่องจากข้อมูลที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับเรื่องนี้มีน้อย ในที่นี้ผมจึงขอใช้การวิเคราะห์เจไอในอินโดนีเซีย ซึ่งสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์แห่งออสเตรเลียทำขึ้นเป็นแนวเทียบ

จุดเริ่มต้นสำคัญของความเกี่ยวพันกับขบวนการจิฮาดสากลของเจไอคือ การส่งนักรบเข้าร่วมรบต่อต้านโซเวียตในอัฟกานิสถาน แม้ไม่ใช่ต้นเหตุที่ทำให้เกิดเจไอ แต่กลุ่มคนเหล่านี้ได้นำเอาทักษะของการรบ และสายสัมพันธ์กับขบวนการจิฮาดสากลกลับเข้ามา นอกจากนี้ในเวลาต่อมายังตั้งค่ายฝึกอบรมขึ้นในมินดาเนา ในกรณีของภาคใต้ไทย ยังไม่มีข้อมูลว่ามีมูจาฮีดีนที่เคยรบในอัฟกานิสถานเข้าร่วมปฏิบัติการ และไม่มีข้อมูลว่าผู้ปฏิบัติการกลุ่มใดที่เคยได้รับการฝึกในอินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์บ้าง หน่วยงานฝ่ายความมั่นคงไทยเคยอ้างว่ามีแต่ไม่มีหลักฐานยืนยันข้ออ้างของตนสักครั้ง

อย่างไรก็ตาม ถึงจะมีบ้าง ก็ไม่ทำให้ขบวนการกลายเป็นจิฮาดสากล เช่นเดียวกับเจไอในอินโดนีเซียก็ไม่ใช่ขบวนการจิฮาดสากลอยู่นั่นเอง (นอกจากในโฆษณาชวนเชื่อของสหรัฐ)

กรณี 9/11 เป็นแรงบันดาลใจให้แก่กลุ่มเจไอในอันที่จะใช้การก่อการร้าย เป็นเครื่องมือดำเนินการที่สำคัญ และที่จริงแล้วเป็นแรงบันดาลใจแก่กลุ่มอิสลามระดับรากเหง้าหลายองค์กรทั่วโลก อย่างไรก็ตาม งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าขบวนการในภาคใต้ของไทยได้เตรียมการมานานก่อนจะเกิดการปล้นปืนใน พ.ศ.2547 ฉะนั้นถ้ากรณี 9/11 จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการก่อความไม่สงบบ้าง ก็คงเป็นเพียงแรงบันดาลใจให้มองเห็นทางสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น ส่วนความคิดในการลุกขึ้นสู้กับรัฐไทยคงมีมาก่อนแล้ว

ปฏิบัติการบางอย่างที่ดูคล้ายกับที่ใช้กันในอิรัก เมื่อดูเข้าไปในรายละเอียดจะเห็นว่าแตกต่างกัน เช่น การตัดหัวเหยื่อ ผู้ปฏิบัติการในภาคใต้ให้สัมภาษณ์กับนักวิจัยว่า ไม่ได้มีคำสั่งจากหน่วยเหนือให้ปฏิบัติ แต่ผู้ปฏิบัติการในพื้นที่ลงมือทำการเอง เพราะเห็นว่าสร้างความสะพรึงกลัวได้ดี นอกจากนี้ นักวิจัยบางคนยังชี้ให้เห็นด้วยว่า ในอิรัก กลุ่มผู้ก่อการร้ายจะตัดหัวเหยื่อขณะยังมีชีวิตอยู่ ในขณะที่ในประเทศไทย เหยื่อถูกฆ่าแล้วจึงได้บั่นคอ

จากหลักฐานเท่าที่เปิดเผยในสื่อจนถึงทุกวันนี้ อาวุธยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในการปฏิบัติการ ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ในประเทศไทย แม้อาจเป็นของเถื่อนก็ตาม

ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนส่อว่า หากขบวนการก่อความไม่สงบจะได้รับความช่วยเหลืออย่างใดจากนอกประเทศ ก็ยังเป็นความช่วยเหลือที่ไม่ใช่กำลังหลักของการต่อสู้ และเมื่อคำนึงถึงพลังของขบวนการจิฮาดสากลในทุกวันนี้ซึ่งอ่อนแอลงอย่างมาก ก็ดูจะไม่มีทางที่ความช่วยเหลือจากนอกประเทศจะเป็นกำลังหลักในอนาคตอันใกล้

5/ insurgency ซึ่งบางท่านแปลว่าการลุกขึ้นสู้ แต่ผมขอแปลว่ากบฏ กับการก่อการร้าย (terrorism) นั้นต่างกัน แม้จะมีอะไรที่เหลื่อมกันอยู่มาก กบฏอาจใช้หรือไม่ใช้การก่อการร้ายเป็นเครื่องมือก็ได้ (เช่นปฏิบัติการของ พคท.ไม่ได้ใช้การก่อการร้ายเป็นเครื่องมือ) ในขณะที่การก่อการร้ายอาจทำไปโดยไม่เกี่ยวกับการกบฏเลยก็ได้ ในกรณีของขบวนการก่อความไม่สงบในภาคใต้ เป้าหมายคือการกบฏอย่างแน่นอน เพราะต้องการเปลี่ยนนโยบายของรัฐหรือต้องการสร้างรัฐใหม่ขึ้น แต่จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังไม่ได้ดำเนินการก่อกบฏในมิติอื่นใดมากไปกว่าการก่อการร้าย…ยังไม่มีเขตปลดปล่อยอย่างแท้จริง, แม้ว่าโดยโครงสร้างการบริหารอาจมี “ระบบราชการ” ลำลองขึ้นทำงาน โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับต่างประเทศและการหาเงินสนับสนุน แต่ก็ยังไม่มีกฎหมายออกมาใช้บังคับได้สักฉบับเดียว (ที่มีอยู่เป็น “คำสั่งสนาม” ในการรบเท่านั้น), ไม่พร้อมจะเปิดองค์กรที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งอาจไม่ได้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก็ได้, ยังไม่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลใดในโลก, ไม่สามารถให้บริการประชาชนได้สักเรื่องเดียว ไม่ว่าจะเป็นการสาธารณสุข, การศึกษา หรือสื่อ…ห้าปีผ่านไป จากเหตุการณ์ปล้นปืนที่นราธิวาส แต่ขบวนการยังไม่ก้าวหน้าไปได้มากไปกว่าการใช้เครื่องมืออันเดียวที่มีอยู่ คือการก่อการร้าย

การก่อการร้ายนั้นให้ผลเป็นความสะพรึงกลัวที่กระจายออกไปกว้างขวาง และท้าทายอำนาจรัฐได้อย่างจะแจ้งก็จริง แต่การก่อการร้ายเพียงอย่างเดียวเช่นนี้มีจุดอ่อนในตัวเองหลายอย่าง เช่น การก่อการร้ายย่อมไม่สามารถแยกมิตรและศัตรูได้ชัด ยิ่งทำมากขึ้นก็ยิ่งผลักให้ผู้คนถอยห่างออกไป หรือถึงกับเป็นศัตรูกับขบวนการมากขึ้น เช่น แม้จะอ้างว่ามุสลิมที่ถูกฆ่าเป็นมูนาฟิค (“คนหน้าไหว้หลังหลอก” หรือผู้ทรยศต่ออิสลาม) แต่ในการระเบิดในที่ชุมชน จะเลือกเหยื่อระหว่างมุสลิมที่ดีกับมูนาฟิคได้อย่างไร จนถึงทุกวันนี้ จำนวนของมุสลิมที่ตกเป็นเหยื่อของการก่อการร้าย (ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่) มีจำนวนสูงกว่าชาวพุทธ โดยประมาณคือ 6 : 5 ในขณะเดียวกันยุทธวิธีก่อการร้ายยังทำให้ยกระดับการต่อรองทางการเมืองขึ้นสู่ระดับนานาชาติได้ยาก ไม่ว่าเป้าหมายทางการเมืองของขบวนการจะเป็นอย่างไร ปราศจากแรงกดดันจากนานาชาติ การขึ้นสู่โต๊ะเจรจาในฐานะเสมอภาคกับประเทศไทยย่อมเป็นไปไม่ได้

ฉะนั้น แทนที่ประเทศไทยจะฝากความหวังไว้กับการเจรจา สิ่งที่สำคัญยิ่งยวดกว่ากันมากก็คือ ต้องระวัง, พิถีพิถัน และรอบคอบ ที่จะป้องกันไม่ให้ปฏิบัติการของฝ่ายรัฐกลายเป็นการก่อการร้ายโดยรัฐ ดังกรณีการอุ้มฆ่า, กรือเซะ, ตากใบ และความคลุมเครือในการสืบสวนคดีมัสยิดอัลฟูระกอน

ตราบเท่าที่ขบวนการยังทำได้เพียงการก่อการร้าย การต่อสู้กับขบวนการก่อการร้ายที่ได้ผลในทุกที่ของโลกที่ผ่านมา ก็คือมาตรการทางกฎหมาย ที่สุจริต เที่ยงธรรม และเคร่งครัด ในขณะเดียวกัน ก็ต้องทำให้มาตรการทางกฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการสร้างกลไกการข่าวและการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาพยานหลักฐานที่รัดกุม

ฉะนั้น ตำรวจ-ไม่ใช่ทหาร-จึงเป็นกำลังหลักในการปราบปรามการก่อการร้าย หากจำเป็นต้องใช้ทหารเข้าช่วย ก็ต้องเข้าช่วยในฐานะเป็นผู้ช่วยตำรวจ ทำงานตามคำสั่งและการอนุมัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น หากตำรวจยังมีประสิทธิภาพไม่พอในด้านใด ก็ต้องลงทุนทุ่มงบประมาณลงไปเสริมสร้างประสิทธิภาพนั้นให้มีในหมู่ตำรวจให้ได้ ดังเช่นงบลับนั้น ตำรวจในพื้นที่ต้องมีมากเป็นพิเศษ เพื่อสร้างสายข่าวที่สามารถตรวจสอบข่าวได้เที่ยงตรง อย่าเอางบลับไปให้ทหารซึ่งไม่รู้วิธีปราบการก่อการร้าย นอกจากแปรสภาพให้กลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบซึ่งจะสร้างศัตรูในพื้นที่ขึ้นอีกมากมาย

ตราบเท่าที่ขบวนการยังไม่สามารถยกระดับการปฏิบัติการของตนเป็นกบฏเต็มรูปแบบ ทหารไม่เกี่ยว (โดยตรง)

มาตรการยกเว้นกฎหมายทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะยกเว้นกฎหมายด้วยปฏิบัติการโดยพลการ หรือยกเว้นกฎหมายด้วยกฎหมายพิเศษใดๆ ก็ตาม กลับเป็นอันตรายต่อการปราบปรามการก่อการร้ายอย่างยิ่ง เพราะเป็นการให้ความชอบธรรมแก่การก่อการร้ายโดยตรง

6/ เราจำเป็นต้องพัฒนาวิธีประเมินผลของยุทธศาสตร์การต่อต้านการก่อการร้ายในภาคใต้ขึ้นมาอย่างเป็นระบบ วิธีที่ใช้อยู่ในทุกวันนี้ไม่บ่งชี้อะไรได้จริง เช่น การนับศพหรือนับจำนวนผู้ที่ถูกจับตัวได้ ย่อมไม่บอกอะไรเลย เพราะเราไม่รู้ว่า กำลังที่แท้จริงของฝ่ายตรงข้ามมีเท่าไร ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต การตรวจนับความถี่ห่างของการก่อการร้ายก็ไม่บอกอะไรได้มากนัก เพราะต้องอาศัยข้อมูลในอดีตเพียงอย่างเดียว โดยทำนายไม่ได้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร อันที่จริงการประเมินที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นการประเมินผลของยุทธวิธีมากกว่าการประเมินผลทางยุทธศาสตร์

นักวิจัยในงานศึกษาหลายชิ้นทั้งในออสเตรเลียและสหรัฐ เสนอการประเมินยุทธศาสตร์ไว้หลายประเด็น จะยกให้ดูเป็นตัวอย่างเพียงบางประเด็น

ก.การประเมินต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ตลอดเวลา

ข.การสำรวจทัศนคติของคนในพื้นที่ ทั้งระดับชนชั้นนำและระดับชาวบ้าน

ค.ติดตามผลพัฒนาการด้านการเมืองของผู้ต้องหาที่ถูกจับได้

ง.เก็บข้อมูลจากผู้ก่อการทั้งที่เสียชีวิตในการสู้รบและที่ถูกจับได้อย่างละเอียด

จ.ติดตามวิเคราะห์และสร้างฐานข้อมูลของเหตุการณ์ก่อการร้ายที่เกิดขึ้นทุกครั้ง ทั้งที่ทำได้สำเร็จและล้มเหลว

ฉ.วิเคราะห์ขีดความสามารถของฝ่ายก่อการอย่างสม่ำเสมอ

ฯลฯ

กล่าวโดยสรุปคือ ต้องสู้ด้วยความรู้ ไม่ใช่อารมณ์, การปลุกสำนึกชาตินิยมแบบล้าหลังคลั่งชาติ, การประชาสัมพันธ์, การปิดข่าว หรือการเปิดสงครามกับประชาชน ล้วนไม่ทำให้เกิดความแข็งแกร่งแก่ตนเอง ตรงกันข้าม ในหลายกรณี กลับช่วยสร้างเสริมพลังความแข็งแกร่งให้แก่ฝ่ายตรงข้าม

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง  ””รายได้ภรรยาถือเป็นรายได้ของสามี” นัยดูแคลนสตรี ที่ยังมีในกฎหมายไทย”

โดย

บรรยง วิทยวีรศักดิ์

นายกสมาคมตัวแทนประกันชีวิต

ความมีดังนี้

1 สิงหาคมนี้ เป็นวันสตรีไทย การหยิบยกประเด็นนี้มาพูด จึงเป็นเรื่องที่สอดคล้อง เพราะนับวันหญิงไทยได้เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมมากยิ่งขึ้น จนอาจกล่าวได้ว่า ในปัจจุบันแทบไม่มีข้อแตกต่างระหว่างหญิงกับชายแล้ว

ประมวลรัษฎากรกำหนดไว้ว่า “รายได้ของภรรยาให้ถือเป็นรายได้ของสามี” ถ้าเป็นยุคแม่พลอยในหนังสี่แผ่นดิน คงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่มายุคนี้ ถ้าใครยังคิดว่ารายได้ของภรรยาล้วนมาจากบารมีและความสามารถของสามีแล้ว ก็ดูจะหลงยุค หลงสมัยไปหน่อย

ที่มาของกฎหมายมาตรานี้

สมัยก่อน ในยุคเจ้าขุนมูลนาย ชายไทยเป็นผู้หารายได้หลักเข้าครอบครัว ผู้หญิงแทบทั้งหมดล้วนเป็นแม่บ้าน อยู่ดูแลครอบครัว รายได้ต่างๆที่เกิดขึ้นในชื่อของภรรยา มักจะถูกมองว่าเป็นวิธีเลี่ยงภาษีของสามี โดยการนำรายได้ของตนไปแบ่งใส่ในชื่อของภรรยา ทำให้กรมสรรพากรในยุคนั้น ได้ข้อสรุปว่า รายได้ในชื่อภรรยาเป็นการเลี่ยงภาษี ต้องนำมารวมคิดเป็นรายได้ของสามีเสมอ

ประเด็นปัญหา ในปัจจุบัน ในยุคปากกัดเท้าถีบ ผู้หญิงส่วนใหญ่ได้ออกมาทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ชายแล้ว แต่กฎหมายยังกำหนดให้รายได้ของภรรยาถือเป็นรายได้ของสามีอยู่ ในขณะที่ระบบภาษีของไทยเป็นระบบภาษีก้าวหน้าในอัตราตั้งแต่ 5-37% ดังนั้นเมื่อนำรายได้ของภรรยามารวมคำนวณภาษีกับสามี ฐานเงินได้ที่ใช้ในการคำนวณภาษีย่อมสูงขึ้น ทำให้มีภาระภาษีในอัตราก้าวหน้าสูงขึ้นตามไปด้วย เช่น เดิม ก่อนแต่งงาน ทั้งคู่เคยเสียภาษีในฐาน 20% แต่เมื่อสมรสแล้วต้องนำรายได้มารวมคำนวณ ทำให้ฐานภาษีอาจจะขยับมาที่ฐาน 30% ทำให้มีภาระภาษีสูงขึ้นมาก

กลายเป็นว่า ใครแต่งงานและจดทะเบียนสมรสกัน จะต้องคำสาปให้เสียภาษีสูงขึ้น เพื่อแลกกับการได้ชื่อว่า “สมรสแล้ว”

ข้อเท็จจริงในปัจจุบัน จริงอยู่ ถึงแม้กฎหมายจะกำหนดให้มีข้อยกเว้น ไม่ต้องนำรายได้ของภรรยาที่เป็นเงินเดือน (มาตรา 40(1)) มารวมคำนวณเป็นรายได้ของสามี ด้วยเชื่อว่าการได้รับเงินเดือน แสดงว่าฝ่ายหญิงต้องไปนั่งทำงานจริงๆ

แต่ข้อเท็จจริงที่ยอมรับกันทั่วไปคือ ทุกวันนี้ หญิงไทยมีความสามารถทำงานได้แทบทุกอย่าง เก่งพอๆกับชาย ไม่ว่า อาชีพอิสระ (ม.40(6)) อย่างแพทย์, ทนายความ, สถาปนิก, นักบัญชี หรืออาชีพตัวแทนนายหน้า (ม.40(2)) อย่างการเป็นตัวแทนขายประกันชีวิต หรือนายหน้าขายบ้านและที่ดิน ทั้งยังมีผู้หญิงอีกมากมายที่มีความสามารถในการทำธุรกิจส่วนตัว (ม.40(8)) อย่างเปิดร้านค้า เปิดโรงงานทำขนม หรือแม้แต่เปิดร้านเสริมสวย ต่างถูกกฎหมายบังคับให้ต้องนำรายได้มารวมคำนวณเป็นรายได้ของสามีทั้งสิ้น

ทำให้มีคู่สามีภรรยาบางคู่ ตัดสินใจไปจดทะเบียนหย่า เพื่อหวังหลีกเลี่ยงภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น นี่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคมสมัยใหม่ โดยพวกเขาถือคติว่า ใบทะเบียนสมรสไม่ใช่เครื่องพิสูจน์ความรักที่แท้จริง แต่เงินทองต่างหาก ที่เป็นสิ่งเจือจุนครอบครัวให้อยู่รอดได้ กลายเป็นว่าการจดทะเบียนสมรสเป็นตราบาปอย่างหนึ่งของครอบครัวไทย

ผลที่เกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ทำให้สังคมไทยได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมดังนี้

1.มีนัยให้เห็นว่า สังคมไทยยังไม่ยอมรับบทบาทของสตรี ยังดูแคลนความสามารถของสตรี ผู้ซึ่งก้าวขึ้นมาเคียงบ่าเคียงไหล่กับบุรุษแล้ว

2.รัฐธรรมนูญกำหนดให้คนไทยทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน ไม่อาจยกเอาข้ออ้างเรื่องเพศหรือศาสนามาเลือกปฏิบัติได้ การที่ประมวลรัษฎากรระบุว่ารายได้ของภรรยาถือเป็นรายได้ของสามี จึงมีนัยดูแคลนเพศหญิงอยู่ น่าจะผิดเจตนารมณ์ของกฎหมายสูงสุด

3.ตามหลักการ กฎหมายควรมีส่วนช่วยจรรโลงสถาบันครอบครัว มิใช่สนับสนุนหรือเป็นเหตุจูงใจให้มีการหย่าร้าง ซึ่งถือเป็นการทำลายสถาบันครอบครัว

4.การคิดภาษีที่ไม่เป็นธรรม ก่อให้เกิดเรื่องทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัวเมื่อต้องยื่นเสียภาษี ทำให้บั่นทอนกำลังใจในการทำงาน ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม

ตัวอย่างที่ได้สัมผัสมา

ในฐานะนายกสมาคมตัวแทนประกันชีวิต ขอเรียนว่าได้รับการร้องเรียน ถึงความไม่เป็นธรรมของกฎหมายเรื่องนี้ค่อนข้างมาก เพราะข้อเท็จจริงของธุรกิจประกันชีวิตทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศคือ กว่า 60%ของผลผลิตในอุตสาหกรรมนี้มาจากการขายของผู้หญิง

และสถิติในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาคือ 100 อันดับแรกของผู้ขายประกันชีวิตได้สูงสุด มาจากผู้หญิง 60-65%เสมอ

ในอุตสาหกรรมประกันชีวิต มีข้อสรุปที่ชัดเจนแล้วว่า ตัวแทนหญิงเป็นกำลังหลักในการขาย เนื่องจากมีความมุ่งมั่น มีน้ำอดน้ำทน และมีการพูดการจาดี เข้าถึงลูกค้าได้ดีกว่าผู้ชาย

ขณะที่ในแวดวงการศึกษา ก็ได้ข่าวว่าบางคณะวิชาเช่นคณะเภสัชศาสตร์หรือคณะทันตแพทยศาสตร์ ที่สมัยก่อนมีสัดส่วนผู้เรียนเป็นชายครึ่งหนึ่ง เป็นหญิงครึ่งหนึ่ง แต่ปัจจุบัน เป็นหญิงเสีย 70-80% ส่วนคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่เดิมนักศึกษาแทบเป็นชายทั้งหมด เดี๋ยวนี้ก็มีนักศึกษาหญิงเข้าเรียนมากขึ้นอย่างชัดเจน

แล้วเรายังคิดว่า รายได้ของครอบครัวยังมาจากผู้ชายฝ่ายเดียวอีกหรือ

อนาคตในมือกรมสรรพากร

นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่กรมสรรพากรได้มีความคิดริเริ่มที่จะแก้ไขกฎหมายในประเด็นนี้ โดยได้มอบหมายให้ ศูนย์วิจัยกฎหมายและการพัฒนา คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ไปศึกษาวิจัยว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่ล้าสมัย ซึ่งก็ได้ข้อสรุปว่า การนำรายได้ของภรรยามารวมเป็นรายได้ของสามี ไม่เป็นธรรมและเป็นปัญหาค่อนข้างมาก

ในวาระที่วันที่ 1 สิงหาคมนี้ เป็นวันสตรีไทย การหยิบยกประเด็นนี้มาพูด จึงเป็นเรื่องที่สอดคล้อง เพราะนับวันหญิงไทยได้เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมมากยิ่งขึ้น จนอาจกล่าวได้ว่า ในปัจจุบันแทบไม่มีข้อแตกต่างระหว่างหญิงกับชายแล้ว

ดังนั้น จึงหวังว่า กรมสรรพากรจะเดินหน้าสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นต่อไป และถือเป็นการมอบของขวัญให้ประชาชนในยุคข้าวยากหมากแพงนี้ด้วย

ส่วนการแก้กฎหมายก็เป็นการแสดงนัยว่า วันนี้ นักกฎหมายไทยได้ให้การยอมรับและเห็นคุณค่าของหญิงไทยแล้วว่า เธอคือผู้ร่วมทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ชายอย่างแท้จริง

Read Full Post »