Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for กรกฎาคม 27th, 2009

recommendare

บทความเรื่อง  ”บทสรุปจาก”เอดีบี” เศรษฐกิจเกิดใหม่เอเชียเริ่ม”ฟื้น” แต่”จีน”ไม่ใช่ที่พึ่งของภูมิภาค”

โดย

ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย

Export per GDP

ความมีดังนี้

บทสรุปจาก”เอดีบี” เศรษฐกิจเกิดใหม่เอเชียเริ่ม”ฟื้น” แต่”จีน”ไม่ใช่ที่พึ่งของภูมิภาค

ในรายงานกึ่งประจำปี 2009 ของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เกี่ยวกับแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออก (EEA: Emerging East Asia) ซึ่งครอบคลุมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) 10 ประเทศ, จีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ ไต้หวัน ชี้ว่าไตรมาสที่ 2 ปีนี้เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ EEA เข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่านจากภาวะถดถอยไปสู่การฟื้นตัว สาเหตุหลักที่ทำให้เศรษฐกิจ EEA ฟื้นตัวเกิดจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล มากกว่าจะเป็นเพราะตลาดส่งออกขยายตัว

ในการประเมินเมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ เอดีบีชี้ว่า ปีนี้การเติบโตทางเศรษฐกิจของ EEA จะลดลงค่อนข้างมาก หรือเติบโตเพียง 3% ก่อนจะฟื้นอย่างรวดเร็วในรูปตัว V (V-shaped recovery) เฉลี่ย 6% ในปีหน้า โดยในปีนี้ประเมินว่าประเทศไทยจะติดลบ 2% มาเลเซียจะติดลบ 0.2% ฮ่องกงลบ 2% เกาหลีใต้ลบ 3% สิงคโปร์ลบ 5% ไต้หวันลบ 4% ส่วนประเทศที่สามารถรักษาการเติบโตในแดนบวกปีนี้ ประกอบด้วย ฟิลิปปินส์โต 2.5% อินโดนีเซียโต 3.6% เวียดนามโต 4.5% จีนเติบโต 7%

สำหรับปีหน้า EEA ทุกประเทศจะอยู่ในแดนบวก ประกอบด้วยไทยจะเติบโต 3% อินโดนีเซีย 5% มาเลเซีย 4.4% ฟิลิปปินส์ 3.5% เวียดนาม 6.5% สิงคโปร์ 3.5% ฮ่องกง 3% เกาหลีใต้ 4% ไต้หวัน 2.4% จีนเติบโต 8%

อย่างไรก็ตาม เอดีบีชี้ว่า แม้เศรษฐกิจ EEA จะฟื้นตัวแต่ยังเต็มไปด้วยอุปสรรค ความเสี่ยงและความไม่แน่นอน ซึ่งอาจทำให้มุมมองเศรษฐกิจโดยรวม (outlook) ผันแปรไป ความเสี่ยงและอุปสรรคนั้นประกอบด้วย เศรษฐกิจของประเทศรวยหรือประเทศพัฒนาแล้ว (ยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น) ยังคงถดถอยต่อไปและสถานการณ์ทางการเงินโลกก็ยังตึงตัว นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจของชาติรวยจะถดถอยยาวนานและอ่อนแอกว่าที่คาด และอาจได้รับผลกระทบจากการที่มีการเลิกกระตุ้นเศรษฐกิจเร็วเกินไปโดยไม่ตั้งใจ

ตารางแสดงสัดส่วนการพึ่งพาส่งออกต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เอเชียตะวันออก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศที่พึ่งพาการส่งออกมาก ส่งผลให้จีดีพีติดลบมากตามไปด้วย จากการที่ตลาดส่งออกทั่วโลก โดยเฉพาะในชาติรวยถดถอย

อีกประการหนึ่งก็คือเกรงกันว่าอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำลงอย่างต่อเนื่องอาจนำไปสู่ภาวะเงินฝืด ดังนั้น จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่รัฐบาลของประเทศในเอเชียจะต้องคงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเอาไว้เพื่อเพิ่มการบริโภคภายในประเทศ

เอดีบีชี้ว่า ไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ฮ่องกง สิงคโปร์ และไต้หวัน อาจมีแนวโน้มที่จะถูกปรับเศรษฐกิจของปีนี้ในทางแย่ลง เนื่องจากยังมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากการที่เศรษฐกิจของกลุ่ม จี 3 (สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น) ยังมีความอ่อนแอ ส่วนประเทศที่อาจได้รับการปรับเศรษฐกิจในทางที่ดีขึ้นในปีนี้ประกอบด้วยจีนและอินโดนีเซีย เนื่องจากจีนนั้นมีการกระตุ้นบริโภคภายในสูง ขณะที่อินโดนีเซียก็พึ่งพาการส่งออกค่อนข้างน้อย เพียง 26.8% ของจีดีพี (ดูในตาราง) ส่วนประเทศที่คาดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง คือเกาหลีใต้ เวียดนาม

คำถามหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมามากก็คือ จีนสามารถเป็นพระเอกในการฉุดดึงให้เศรษฐกิจใน EEA พ้นจากภาวะถดถอยและเติบโตได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ คำตอบจากเอดีบีก็คืออาจจะ “ไม่”

อาจจะกล่าวได้ว่าในเวลานี้จีนเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุด โดยไตรมาสที่ 1 เติบโต 6.1% ส่วนไตรมาสที่ 2 ขยายตัวถึง 7.9% ทำให้ทุกสายตาพุ่งเป้าไปที่จีนว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่พาเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยในระยะหลายปีมานี้จีนเป็นตลาดส่งออกใหญ่ของกลุ่มประเทศ EEA อย่างไรก็ตาม จีนไม่สามารถเป็นตลาดส่งออกของ EEA ได้ด้วยตัวเองโดยสมบูรณ์หรือไม่สามารถหายใจได้ด้วยตัวเอง เพราะสินค้าที่จีนนำเข้าจาก EEA เป็นสินค้าขั้นกลางที่จีนต้องนำไปแปรรูปเพื่อส่งออกเป็นขั้นสุดท้าย (final exports)ไปจำหน่ายยังประเทศพัฒนาแล้วอีกทอดหนึ่ง

แต่หลังจากเกิดวิกฤตการเงินโลก การส่งออก 6 เดือนแรกปีนี้ของจีนลดลง 21.7% ขณะที่การนำเข้าลดลงถึง 25.4% สาเหตุก็เกิดจากเหตุผลที่กล่าวข้างต้นคือจีนส่งออกได้น้อยลงเนื่องจากประเทศรวยมีความสามารถการซื้อสินค้าจากจีนได้น้อยลง หากตลาดโลกยังไม่ฟื้นตัว จีนก็จะนำเข้าสินค้าจากประเทศใน EEA ลดลงเช่นกัน

จากข้อมูลการค้าโลกประเมินว่า 60% ของตลาดส่งออกขั้นสุดท้ายของประเทศเอเชีย ก็คือ สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น (จี 3) สะท้อนให้เห็นว่า จี 3 ยังเป็นแหล่งส่งออกขั้นสุดท้ายที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเอเชีย ดังนั้น หากตลาดโลกไม่ฟื้นตัว จีนก็ไม่สามารถเป็นเครื่องยนต์หลักที่จะขับเคลื่อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในเอเชีย

นอกจากนี้ สินค้าส่งออกของจีนหลายอย่าง เป็นสินค้าเดียวกับที่ EEA ส่งออก เช่นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้า ดังนั้น ผู้ส่งออกจาก EEA อาจเข้าสู่ตลาดจีนได้ยาก หากจีนปรับเปลี่ยนการผลิตจากเพื่อส่งออกมาเป็นการจำหน่ายในประเทศ ยกเว้นแต่ว่าสินค้าใดที่ไม่ใช่คู่แข่งโดยตรงจากจีนอาจได้เปรียบกว่า

หากในอนาคตจีนปรับเปลี่ยนการผลิตโดยเน้นจำหน่ายในประเทศแทนการส่งออก ประเทศที่จะได้เปรียบในการเข้าตลาดจีนคือเกาหลีใต้ ไต้หวันที่ผลิตสินค้าเทคโนโลยีระดับสูง ขณะที่ประเทศที่อาจประสบความลำบาก ได้แก่ มาเลเซีย ไทย เพราะผลิตสินค้าคล้ายคลึงกับที่จีนผลิตอยู่แล้ว และก็อย่าลืมว่าราคาส่งออกที่ EEA ส่งไปจำหน่ายในจีนจะได้ราคาต่ำกว่าการส่งออกไปยังกลุ่มจี 3

อีกเหตุผลหนึ่งที่จีนอาจไม่ช่วยยกเศรษฐกิจในภูมิภาคก็คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนในปัจจุบันมุ่งไปที่การลงทุนในสาธารณูปโภค ดังนั้น ผู้ที่จะได้รับประโยชน์ก็คือภาคก่อสร้างและจะมีการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อการก่อสร้าง ซึ่งจะไม่ช่วยเพิ่มการส่งออกของ EEA เนื่องจากนโยบายของจีนคือใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก เพื่อช่วยผู้ผลิตในท้องถิ่น

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง  ”สถานการณ์ในภาคใต้ – ข้อเสนอ (1)”

โดย

นิธิ เอียวศรีวงศ์

ความมีดังนี้

หลังจากคุณมาร์ค แอสคิว ได้ลงบทสัมภาษณ์ผู้ต้องหากรณีก่อความไม่สงบในภาคใต้สองคน ในบางกอกโพสต์ฉบับวันที่ 19 ก.ค.ไปแล้ว ผมต้องกลับไปเอาเอกสารอีกสองฉบับมาอ่านใหม่อย่างละเอียด หนึ่งคือ Recruiting Militants in Southern Thailand อันเป็นรายงานเอเชียฉบับที่ 170 ของ ICG หรือกลุ่มศึกษาวิกฤตนานาชาติ สองคือ Local Jihad: Radical Islam and Terrorism in Indonesia ของ Greg Fealy และ Aldo Borgu

หลังจากอ่านแล้ว ผมคิดว่าได้พบอะไรบางอย่างที่อยากเสนอเพื่อแบ่งปันแลกเปลี่ยนกับผู้ที่สนใจสถานการณ์ในภาคใต้

1/ ในบัดนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ในหมู่ผู้ที่เคลื่อนไหวก่อความไม่สงบนั้น สำนึกชาติพันธุ์มีความสำคัญกว่าอิสลาม เพียงแต่ขบวนการใช้ศัพท์และแนวคิดในศาสนามานิยามความคิดและการกระทำของตนเท่านั้น และมีผู้ตั้งข้อสังเกตด้วยว่านับวันยิ่งใช้ศัพท์และแนวคิดจากอิสลามมากขึ้น

รูปแบบที่ค่อนข้างตายตัวในการระดมคนเข้าร่วมการต่อสู้ชี้ให้เห็นความจริงดังกล่าว หลังจากเลือกสรรนักเรียนที่เคร่งศาสนาและประพฤติดีเป็นเป้าแล้ว ผู้ระดมซึ่งมักเป็นครูจะสื่อความสองอย่าง คือประวัติศาสตร์อันรุ่งเรืองและสงบสุขของรัฐปาตานีในอดีตเมื่อยังเป็นอิสระ และการกดขี่ข่มเหงชาวมลายูมุสลิมของสยาม-ไทย หลังจากถูกสยาม-ไทยผนวกเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว ประเด็นทางศาสนาเช่น จิฮาดหรือสงครามศักดิ์สิทธิ์ ว่าจะพึงทำได้ในเงื่อนไขอะไรบ้าง และในเงื่อนไขของไทยพึงทำจิฮาดได้หรือไม่ เป็นประเด็นทางศาสนาที่ละเอียดอ่อน และมีการโต้แย้งกันในหมู่ผู้รู้อิสลามทั่วโลก จะไม่ถูกยกขึ้นมาอภิปรายในการระดมคนและฝึกปรือ หากสรุปลงไปเลยว่าการก่อความไม่สงบครั้งนี้เป็นจิฮาด

การต่อสู้เชิงอุดมการณ์ของรัฐไทย ในการนำผู้รู้ทางศาสนามาชี้แจงเรื่องของจิฮาดที่ถูกต้องตามหลักศาสนาก็ดี หรือความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิมและรัฐที่ไม่ใช่รัฐอิสลามก็ดี แม้มีประโยชน์อยู่บ้าง แต่ไม่ตรงเป้านัก (ยังไม่พูดถึงความไม่แพร่หลายไปถึงประชาชนในสามจังหวัด เพราะไม่เคยถูกสื่อในภาษาและอักษรท้องถิ่น

ในทางตรงกันข้าม เงื่อนไขภายในเป็นแรงผลักดันให้ผู้คนเข้าร่วมขบวนการมากกว่า ถึงขนาดที่รองแม่ทัพภาคที่ 4 คนหนึ่ง กล่าวกับผู้วิจัยคนหนึ่งว่า 80% ของผู้ก่อการที่จับตัวได้ ล้วนให้การว่าที่เข้าร่วมขบวนการเพราะกรณีกรือเซะและตากใบ ทั้งนี้ ตรงกับคำสัมภาษณ์หนึ่งในผู้ต้องหา 2 คน ที่คุณมาร์ค แอสคิว รายงาน ฮาหมัดบอกว่า เขาตัดสินใจเข้าร่วมขบวนการเมื่อได้ดูวีซีดีกรณีตากใบ

วีซีดีตากใบนั้นแพร่หลายในพื้นที่อย่างมาก รวมทั้งแพร่หลายเข้าไปในมาเลเซียและอินโดนีเซียด้วย (แต่ผู้ชมในทั้งสองประเทศนั้นอาจรู้สึกต่อเหตุการณ์ในวีซีดีต่างจากชาวมลายูมุสลิมในสามจังหวัด เช่น ในอินโดนีเซีย กลุ่มหัวรุนแรงใช้เป็นเครื่องยืนยันว่าจำต้องทำจิฮาดสากลเพราะอิสลามถูกกดขี่เบียดเบียน) มีชาวมาเลเซียสองคนที่ถูกจับได้หลังลักลอบข้ามพรมแดนเข้ามาช่วยมุสลิมต่อสู้กับรัฐของคนนอกศาสนา หนึ่งในนั้นสารภาพว่า แรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เขาตัดสินใจเข้าร่วมรบด้วยก็เพราะวีซีดีตากใบเช่นกัน

ท่านนายกฯพูดย้ำบ่อยครั้งว่า ความยุติธรรมเป็นเงื่อนไขสำคัญในการนำความสงบกลับคืนมาสู่ภาคใต้ ท่านควรเข้าใจคำพูดของท่านเองให้ดี ไม่ใช่ในระดับหลักการ แต่ระดับปฏิบัติจริงในพื้นที่ การต่ออายุสถานการณ์ฉุกเฉินก็ตาม ความไม่กระตือรือร้นต่อกรณีการยิงผู้คนที่กำลังทำละหมาดในมัสยิดอัลฟูรกอนก็ตาม แสดงให้เห็นระดับของความเข้าใจต่อปัญหาของท่านนายกฯ ว่าลึกลงไปเลยปากแค่ไหน

กล่าวโดยสรุป ความเคลื่อนไหวก่อความไม่สงบในภาคใต้ ไม่เป็นส่วนหนึ่งของความเคลื่อนไหวจิฮาดสากล กล่าวคือไม่ผูกพันกับโรฮิงญา ปาเลสไตน์ อิรัก อาฟกานิสถาน อัลกออิดะห์ เจไอ ฯลฯ แม้อาจได้รับแรงบันดาลใจและวิธีการจากความเคลื่อนไหวของจิฮาดสากลบ้าง (โดยเฉพาะกรณี 9/11) และอาจได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรที่อยู่นอกประเทศบ้าง แต่เป็นความเคลื่อนไหวที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ในพื้นที่ของไทยเอง มีเป้าหมายและอาศัยบริบทของพื้นที่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของไทย

2/ อย่างไรก็ตาม ผู้ศึกษาขบวนการกลับไปหาอิสลามระดับรากและการก่อการร้ายในอินโดนีเซียเห็นว่า แท้จริงแล้ว ขบวนการเคลื่อนไหวทำนองนี้ ล้วนมาจากเงื่อนไขภายในของพื้นที่หรือประเทศนั้นๆ ทั้งสิ้น แม้แต่การเคลื่อนไหวของเจไอในอินโดนีเซีย แม้ได้รับความช่วยเหลือจากอัลกออิดะห์ หรือร่วมมือกันในการตั้งค่ายฝึกขึ้นที่มินดาเนาในฟิลิปปินส์ แต่จะเข้าใจขบวนการของเจไอในอินโดนีเซียได้ ต้องเข้าใจเงื่อนไขภายในทางการเมือง, เศรษฐกิจและสังคมของอินโดนีเซียเอง เพราะเจไอเคลื่อนไหวในบริบทของอินโดนีเซีย ไม่ใช่การสถาปนาอำนาจสูงสุดของมุสลิมระดับโลก

แม้กระนั้น ก็ไม่ปฏิเสธว่าความเคลื่อนไหวของมุสลิมในพื้นที่เฉพาะใดๆ ก็ตาม ย่อมปลุกสำนึกความเป็นหนึ่งเดียวกันของมุสลิมทั้งโลกด้วยเสมอ อย่างน้อยก็เป็นการให้กำลังใจว่าไม่โดดเดี่ยว ดังนั้น กลุ่มอิสลามระดับรากโคนในมาเลเซีย, อินโดนีเซีย หรือแม้แต่ในตะวันออกกลาง ก็อาจพูดถึงความเคลื่อนไหวของชาวมุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้ด้วย ดังนั้น แม้ว่าความเคลื่อนไหวของชาวมลายูมุสลิมในภาคใต้ไม่เป็นสากล แต่สากลก็อาจดึงเอากรณีนี้เข้าไปเป็นสากล เพื่อประโยชน์แก่การเคลื่อนไหวในระดับท้องถิ่นของแต่ละแห่งในโลก

รัฐบาลไทยห่วงไยอย่างมากว่า ขบวนการก่อความไม่สงบในภาคใต้จะเชื่อมต่อกับขบวนการจิฮาดสากล ซึ่งก็ควรห่วงไย แต่ต้องตระหนักชัดว่าห่วงใยตรงไหน ประการแรกขบวนการจิฮาดสากลอ่อนพลังลงอย่างมากในปัจจุบัน นักวิจัยบางคนเห็นว่ากลายเป็นขบวนการที่ปัจเจกบุคคลแต่ละคนกระทำการในนามเท่านั้น ในขณะที่การจัดองค์กรที่เคยมีมาพังสลายไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว ประการที่สอง หากไม่นับมูจาฮีดีนจำนวนน้อยซึ่งอาจลักลอบเข้ามาร่วมต่อสู้ ความช่วยเหลือจากนอกประเทศที่อาจเป็นไปได้ในปัจจุบันก็เหลือแต่เพียงการให้ทุนทรัพย์ แต่เงินไม่ใช่เรื่องใหญ่ในการต่อสู้ อย่าลืมเป็นอันขาดว่า เรากำลังเผชิญกับขบวนการของคนที่เอาชีวิตเข้าเสี่ยงโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ฉะนั้นจึงเคลื่อนไหวได้กว้างขวางโดยใช้ทุนทรัพย์จำกัดมาก เราจะเอาชนะใจคนเหล่านี้ได้อย่างไรสำคัญกว่าเขามีทุนทรัพย์เท่าไร

อดุล (Adul) หนึ่งในผู้ต้องหาที่ให้สัมภาษณ์คุณมาร์ค แอสคิว และผ่านการศึกษาศาสนาอิสลามถึงชั้น 14 บอกว่า ที่ตนไม่สนใจอยากรู้ว่าหน่วยเหนือที่สั่งการตนคือใคร ก็เพราะตนทำงานให้แก่พระเจ้า ไม่ได้ต้องการชื่อเสียงเกียรติยศ จึงไม่มีความจำเป็นจะต้องรู้ว่าหน่วยเหนือคือใคร

3/ สำนักคิดของศาสนาอิสลามที่ใช้ในขบวนการไม่ใช่ทั้ง Salafi (หลักการคือกลับไปสร้างสังคมบริสุทธิ์ของ “บรรพบุรุษ” – salaf คือเหมือนในยุคสมัยพระนะบีและกาหลิบสามองค์แรก) และ Wahabi (ที่จริงก็เป็นแขนงหนึ่งของ Salafi) พิธีกรรมสาบานตน ที่ผู้ปฏิบัติการทุกคนต้องผ่านนั้น (หรือที่เรียกว่าซูเปาะ – sumpah ในภาษามาลินเซีย) ผิดหลักศาสนาอิสลาม เพราะเท่ากับยอมรับว่าอาจารย์ผู้ให้คำสาบานเป็นตัวกลางระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า การสวดมนตร์ปลุกเสกอาวุธหรือการสวดมนตร์ก่อนปฏิบัติการเพื่อความปลอดภัยหรือเพื่อเข้าถึงสวรรค์หากเสียชีวิตก็ตาม ล้วนแสดงให้เห็นอิทธิพลของความเชื่อดั้งเดิมซึ่งผสมปนเปอยู่ในอิสลามของคนภาคใต้มานานทั้งสิ้น ไม่แตกต่างจากพิธีกรรมที่กลุ่ม Darul Islam กระทำในอินโดนีเซีย (เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางศาสนาเพื่อสถาปนารัฐอิสลามขึ้นในอินโดนีเซีย ถูกปราบปรามในเวลาต่อมาและปัจจุบันนี้อยู่ในสภาพ “ใต้ดิน” แต่มีสาวกจำนวนมากและมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มอิสลามระดับรากโคนสูง) ผู้นำของ Darul Islam อ้างว่า ทำพิธีกรรมเพื่อเสริมกำลังใจ

ผู้ปฏิบัติการในภาคใต้บางคนกล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยทั้งกับ Salafi และ Wahabi และยอมรับว่าตั้งใจเอาซูฟีเข้ามาผสม เพื่อให้มีกำลังใจเข้มแข็งในการปฏิบัติการ ผู้ปฏิบัติการบางคนบอกแก่ผู้วิจัยเรื่องการระดมผู้คนว่า ในกระบวนการที่จะผ่านเข้าสู่การเป็นผู้ปฏิบัติการ หรือก่อนการปฏิบัติการ มีการทำสมาธิในที่รโหฐานแต่ลำพัง (อิทธิพลซูฟีอย่างชัดเจน)

การปฏิเสธว่าขบวนการนี้ไม่ใช่ Sallafi หรือ Wahabi มิได้หมายความว่าหากเป็นแล้วจะมีอันตรายต่อรัฐไทย ส่วนใหญ่ของสาวกทั้งสองสำนักนี้ ล้วนเป็นมุสลิมที่รักความสงบ และอยู่ร่วมกับคนต่างศาสนาได้โดยไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ว่ามีกลุ่มจิฮาดสากลบางกลุ่ม ที่นำเอาความคิดของสองสำนักนี้มาปรับใช้อธิบายเงื่อนไขในท้องถิ่นของตนเอง เพื่อเป็นเหตุผลความชอบธรรมในการก่อการร้าย การปรับหรือการตีความนี้ แม้ในหมู่ “ผู้ก่อการร้าย” ด้วยกันเอง ก็อาจไม่ตรงกันก็ได้ ดังเช่น อดุลที่ให้สัมภาษณ์แก่คุณมาร์ค แอสคิว กล่าวว่า การปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาเป็นสิ่งสำคัญมาก แต่พื้นที่ทางศาสนาและพื้นที่ทางการเมืองในประเทศไทยไม่สอดคล้องกัน เป็นการยากที่จะปฏิบัติตามศาสนาอิสลามในพื้นที่ทางการเมืองที่ไม่ใช่อิสลาม จึงจำเป็นต้องสถาปนาพื้นที่ทางการเมืองให้เป็นอิสลามเสียก่อน นั่นคือการแยกประเทศออกเป็นอิสระ เพื่อตั้งรัฐอิสลามขึ้น (หมายถึงรัฐที่ใช้ชาริอะห์เป็นกฎหมายเต็มรูปแบบ)

น่าสังเกตว่า การอธิบายโดยอาศัย “พื้นที่” เช่นนี้ตรงกับความคิดของอิหม่าม สมุทระ ผู้นำเจไอคนหนึ่งในอินโดนีเซีย ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะอดุลได้อ่านพบในเว็บไซต์ก็เป็นได้ แต่ในกรณีอินโดนีเซีย เจไอต้องการสถาปนารัฐอิสลามขึ้นในประเทศที่ผู้ปกครองเป็นมุสลิมอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องการสถาปนาระบอบกาหลิบขึ้นใหม่ด้วย

ดังนั้น จึงจะเห็นได้ว่า เป็นหรือไม่เป็น Salafi ก็ล้วนต้องอธิบายใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในพื้นที่ซึ่งแตกต่างกันทั้งสิ้น

หน่วยงานความมั่นคงในประเทศไทยชอบประกาศง่ายๆ ว่าได้พบอิทธิพลทางความคิดของอิสลามสำนักนั้นสำนักนี้ในขบวนการของผู้ปฏิบัติการก่อความไม่สงบ (เช่นวาฮาบี, ซูฟี, ซาลาฟี ฯลฯ) คำถามคือแล้วยังไง เพราะสำนักคิดเหล่านี้หาได้มีลักษณะเป็นเนื้อเดียวกัน (monolithic) ในโลกไม่ การค้นพบเฉยๆ คงไม่เป็นไร หากไม่ทำให้เราลืมไปว่า เงื่อนไขอะไรในท้องถิ่นที่ทำให้ผู้คนพากันลุกขึ้นจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับรัฐ และรัฐจะสามารถปรับแก้อะไรได้บ้างเพื่อลดเงื่อนไขเหล่านี้ลง นี่ต่างหากที่สำคัญกว่า

Read Full Post »