Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for กรกฎาคม, 2009

recommendare

“ถามว่าทำไม เคจีบี (หน่วยข่าวกรองรัสเชีย) ถึงมีเจ้าหน้าที่เป็นคนอเมริกัน เพราะเขารู้ว่าต้องใช้งานใคร ถ้าทำได้หลักฐานจะแน่นมาก ไล่ตามถึงตัวใหญ่ได้ ส่งศาลศาลก็รับ แต่บ้านเราคงเกิดยาก เพราะเวลาเกิด ตำรวจก็เร่งจับเร่งแถลง ไมค์จ่อปาก อย่างนี้ภาษาฝรั่งเรียกว่า ปีศาจอยู่ในรายละเอียด ผมเลยไม่ค่อยให้น้ำหนักมากกับการตั้งองค์กรใหม่ ที่จะเป็นองค์กรถาวร”

บทความเรื่อง  “วิพากษ์ไฟใต้”หินทับหญ้า””

โดย

Picture 1

พล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา

ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ

*สัมภาษณ์พิเศษ โดย จำนง ศรีนคร และ หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ


ความมีดังนี้

@ มองปัญหาภาคใต้มีทางออกอย่างไร

สิ่งหนึ่งที่เราไม่ค่อยได้ทำกันคือ การข่าวทางลึก ต้องเจาะให้ถึงระดับแกนนำ ทุกวันนี้เราเห็นแต่ข่าว พอระเบิดตูมๆ ก็เอาหมอพรทิพย์ (โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์) ลงไป ศาลก็รับฟ้องบ้างไม่รับบ้าง ปัญหาวันนี้คือ งานข่าวในพื้นที่เอง ทำเชิงลึกไม่ได้ ใช้ตำรวจในพื้นที่ ทำได้แต่ตามเหตุการณ์ งานข่าวมันต้องเกาะติด ค่อยๆ เก็บหลักฐานทีละน้อย เกาะติดตามแกนนำ ปลอมตัว แฝงเข้าไปใกล้ชิด ถามว่าทำไม เคจีบี (หน่วยข่าวกรองรัสเชีย) ถึงมีเจ้าหน้าที่เป็นคนอเมริกัน เพราะเขารู้ว่าต้องใช้งานใคร ถ้าทำได้หลักฐานจะแน่นมาก ไล่ตามถึงตัวใหญ่ได้ ส่งศาลศาลก็รับ แต่บ้านเราคงเกิดยาก เพราะเวลาเกิด ตำรวจก็เร่งจับเร่งแถลง ไมค์จ่อปาก อย่างนี้ภาษาฝรั่งเรียกว่า ปีศาจอยู่ในรายละเอียด ผมเลยไม่ค่อยให้น้ำหนักมากกับการตั้งองค์กรใหม่ ที่จะเป็นองค์กรถาวร

@ กลุ่มก่อความไม่สงบใช้อะไรขับเคลื่อน

ปัญหาที่สำคัญ คือ เรื่องเงิน ความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว คือ เงินราชการ งบประมาณราชการ ถูกดูด ถูกไซฟ่อนไปสู่ขบวนการก่อความไม่สงบจำนวนมาก ไม่มีใครรู้ เช่น งบฯด้านการศึกษา ที่ให้กับโรงเรียนสอนศาสนาต่างๆ เรื่องการแจกทุนไปเรียนตะวันออกกลาง หน่วยราชการก็รู้ บางทีจำเป็นจริงๆ แค่ 50 ทุน แต่ขอมา 100 ทุน เงิน บางส่วนจากรัฐ จึงถูกดูดออกไปสู่ขบวนการ บวกกับเงินที่เขาได้รับบริจาคกันมาอีกส่วน ต่างจากสมัยเก่า ที่ขบวนการอยู่ได้ด้วยค่าคุ้มครอง

ที่มันเละเทะอยู่อย่างนี้ เพราะเราคิดแต่จะเอาเงินเข้าไป ปีหนึ่งเป็นแสนล้านบาท แต่ไม่ดูความจริงว่า ปีศาจมันอยู่ในรายละเอียด แล้วยังบอกว่า จะแยกงานพัฒนาไปขึ้นกับหน่วยความมั่นคง แล้วเอางานความมั่นคงไปขึ้นกับอีกหน่วยหนึ่ง ยุ่งตายโหงเลย ไม่ว่าจะเป็นงบฯหมื่นล้าน แสนล้าน ตัดถนนใหญ่ มันไม่ใช่แนวทางแก้ปัญหา

ที่กู้เงินกันมาแล้วทุ่มลงไปในพื้นที่มหาศาล ถ้าไม่ดูปีศาจในรายละเอียด มันจะเป็นปัญหา ไม่ใช่ว่าจะปูพรมไปเหมือนกันหมด มันต้องให้ชาวบ้านคิด ชงขึ้นมาจากระดับล่าง นักการเมืองชอบไปบอกว่า ต้องเอาโครงการแบบนั้นแบบนี้ เพราะ 3 เดือนผมจะเลือกตั้งแล้ว อะไรที่ได้ผลเกิน 3-4 ปี นักการเมืองไม่สน นักการเมืองมองเรื่องการตลาด แล้วยิ่งให้นักการเมืองมาคุมเรื่องการจัดงบประมาณ โอกาสรั่วไหลก็มหาศาล

@ แล้วทางออกของเรื่องนี้คืออะไร

ผมพูดไปแล้วเชื่อว่าโดนรุมเหยียบแน่ คือ บางคนมีความคิดว่า ถ้าเราไปยอมรับผิด ไปขอโทษ แล้วจะแก้ปัญหาได้ ถ้าขอโทษแล้ว มันจะได้เท่านั้นเท่านี้ แล้วสันติวิธีแบบไทยๆ ของเรา คิดแบบว่าไปบอกว่า ในสมัยโบราณตั้งแต่รัชกาลที่ 1 เราเป็นฝ่ายไปไล่กวาดต้อนเขา สันติวิธีอย่างนั้นไม่ถูกต้อง มันจะเกิดค่านิยมที่ผิด

สันติวิธีที่ดีที่สุด คือ ต้องอย่าไปสื่อว่าปู่ย่าตายายเราเคยไปรุกราน เพราะเรื่องแบบนี้มันเป็นพัฒนาการมนุษย์ ไม่ใช่เอาผ้าไปปู แล้วบอกว่าผมต้องทำอะไรให้คุณ

@ เคยเสนอแนวทางแก้ปัญหาเหล่านี้ให้รัฐบาลบ้างหรือไม่

หลายคนเข้าใจผิดว่า สมช. คือซีไอเอ มันไม่ใช่ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น มันเป็นการใช้ สมช.สนองการเมือง สมช.เป็นหน่วยงานนักคิด สมช.เองก็ทำงาน คุยกับหน่วยงานอื่น อย่างกับสถาบันพระปกเกล้า แต่เขามองว่ามันต้องยอมรับผิดก่อน คือไปยอมรับความขมขื่นทางประวัติศาสตร์ แต่สันติวิธีแบบนั้น ถ้าไปใช้กับพวกแบ่งแยกดินแดน เข้าทางเลย

@ มองงบฯการทหารในภาคใต้อย่างไร

มันต้องดูจากเนื้องาน ถ้างานคุณไม่ส่งผล แสดงว่าเป็นส่วนเกิน ต้องมาไล่ดู ถ้างานไม่ส่งผล ยกเลิกไปก็ได้ ถ้าเราเอาเงินเป็นตัวตั้ง เขาก็เขียนโครงการมาเสนอขอเงินได้ตลอด ทหารอยู่ในพื้นที่เยอะ เพราะเราทำงานแบบตั้งรับ ไม่รุก เหมือนรู้ว่ามีโจร 2 คนจะปล้นบ้าน แต่เราไม่รู้เลยว่า จะมาปล้นเมื่อไหร่ เราก็ต้องขนทหารไปเฝ้าไว้ มันเลยมีคำถามว่า โจรที่มีไม่กี่พันคน แต่ใช้ทหารหลายหมื่นคนได้อย่างไร

เราใช้โมเดลหินทับหญ้า เหมือนสงครามในไนจีเรีย ใช้กำลังอัตรา 11:1 ของไทยโจรมี 6,000 คน เราใช้ทหาร 60,000 คน มันก็เป็นงบฯจำนวนมหาศาล วิธีแบบนี้จะไปไม่รอด ต้องเปลี่ยน ค่อยๆ ใช้เวลา แล้วปรับลดกำลังทหารลง ผมเองก็เข้าใจ ผมกับท่าน ผบ.ทบ.(พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา) ก็เป็นเพื่อนกัน (ตท.10) เพราะถ้าจะคอยคุมเหตุมันก็ต้องใช้กำลังทหารเยอะๆ

@ กลุ่มก่อความไม่สงบตอนนี้มีกลุ่มไหนบ้าง

มันมีมานานแล้ว ตั้งแต่รัชกาลที่ 5 เราจับตัวเจ้าเมืองแล้วไปขังไว้ที่พิษณุโลก ผลที่เกิดตามมาคือ เกิดการซ่องสุม เมื่อออกมาแล้วมาทำกองกำลัง ข้ามไปมาเลเซีย ถึงขนาดมีสายสัมพันธ์ ฝากให้รับราชการกันได้ มันมีสายสัมพันธ์กับพรรคปาสในยุคนั้น พัฒนามาจนมีกลุ่ม เช่น จีเอ็มไอพี และบีอาร์เอ็นที่เคร่งศาสนา

หลังการก่อการร้ายเริ่มเข้าไปในอัฟกานิสถาน มีการทำจีฮัด (สงครามศาสนา) แล้วเริ่มมีการฝึกกองกำลังที่ลิเบีย ช่วงนั้นการก่อการร้ายเริ่มมีบทบาทในหลายภูมิภาค มีการอบรมนักรบจากปากีสถาน ตั้งองค์กรที่ใช้กำลัง เพื่อมาเรียกร้องจากรัฐไทย จึงมีหลายองค์กรมาร่วมกันตั้ง ขบวนการเบอร์ซาตู สถาปนา ดร.วัน อับดุลกาเดร์ แจ๊ะมาน เป็นผู้นำ เป้าหมายแบ่งแยกดินแดน กลุ่มนี้ก็เคลื่อนไหวในไทย

ขณะเดียวกันยังมีอีกพวกที่ไม่ต้องการแยกดินแดนแบบขาดออกจากกัน เพราะกลัวเลี้ยงตัวเองไม่ได้ จะไปไม่รอด เรียกร้องอีกแบบ คือ ให้ปกครองตัวเอง เลือกตั้งเอง อยากให้ดำรงสถานะเป็นสาธารณรัฐอิสลาม โดยจำลองโมเดลจากการต่อสู้ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

ในปัจจุบัน มีหลายกลุ่มที่ยังคุมการก่อเหตุในพื้นที่ เช่น บีอาร์เอ็นซึ่งใช้วิธีการรุนแรง ก่อเหตุทุกรูปแบบ ส่วนการชักจูงปลุกปั่นเยาวชน จะเป็นฝีมือของพวกพูโล และเบอร์ซาตู

ส่วนกลุ่มพูโลเกิดจากตวนกูบุลอซึ่งมาจากนักรัฐศาสตร์ เห็นได้ว่าแผนโรดแม็ปต่างๆ ส่วนมากจะมาจากพูโล พูโลในอดีตเขียนแผน กฎหมายไว้เรียบร้อยหมดนานแล้ว ต่อมาก็เกิดพูโลเก่าและใหม่ มีการเดินสายไปตะวันออกกลาง แต่สุดท้ายไปไหนไม่ได้ ก็ไปปักหลักแถบสแกนดิเนเวีย ทำเว็บไซต์โจมตีรัฐบาลไทยอยู่ที่นั่น

แล้วพูโลก็พยายามส่งใครต่อใครมาขอเจรจาตลอดเวลา กลุ่มพูโลนี้แหละ ที่มาจูง พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีต ผบ.ทบ.จนมีการออกมาแถลงข่าว แต่เราเช็คแล้ว พวกพูโลไม่มีบทบาท เมื่อพวกนั้นเป็นเครือข่ายที่ไม่ได้ควบคุมในพื้นที่ พวกนั้นมันเก็บค่าหัวคิว ไม่มีอิทธิพลอะไรในพื้นที่เลย

@ แล้วระดับแกนนำตัวจริงเรารู้จักตัวบ้างหรือไม่

เรามีรายชื่อหมด มี Order Of Battle หรือภาษาทหารเรียกว่า ทำเนียบกำลังรบ หน่วยข่าวจะแยกหมด มีชื่อหมด แต่หาตัวไม่ได้ ไม่รู้อยู่ฝั่งไทย หรือฝั่งโน้น ต้องยอมรับว่า เราไม่สามารถติดตามคนเหล่านี้ได้ ส่วนหนึ่งเพราะหลักฐานไม่เพียงพอ

@ รัฐบาลนี้บอกว่ามาถูกทางแล้ว

มาถูกทางตันมั้ง (หัวเราะ) ที่ว่ามาถูกทางในเรื่องสร้างงานสร้างเงินนั้นใช่ แต่ไม่ใช่ว่ามีเงินแล้วชาวบ้านจะได้ความสงบปลอดภัย ถ้าเราไปทำแบบ Islamization (อิสลามานุวัตน์) เอาเงินใส่เข้าไป น่าห่วง แล้วถ้าไปใช้วิธีการยอมรับผิด ต่อไปมันจะเกิดปัญหา ต่อไปคนพุทธจะย้ายออกไปหมดโดยอัตโนมัติ แล้วฝ่ายโน้นก็ไม่ต้องแยกดินแดนเพราะอีกศาสนาหนีไปหมดแล้ว

วันนี้สถานการณ์ภาคใต้รุนแรงมากขึ้น เพราะเราไปทำให้เป็นการเมือง เราไปบอกว่านายกฯคนนั้นคนนี้ ไปพูดว่ายกเลิกหน่วยนั้นหน่วยนี้ ตอนที่ยังมี ศอ.บต.มันก็มีเหตุเกิด แล้วยังบริหารแบบมีปีศาจในรายละเอียด ให้ทุนไปเรียน เรียกมาถามเลย จะเอาทุนกี่หัว มันเป็นการบ่มเพาะมาในยุคนั้น เมื่อก่อนผมพูดอย่างนี้ไม่ได้เดี๋ยวพรรคการ เมืองนั้นจะเป็นอย่างนี้อย่างนั้น แต่อดีตเป็นสิ่งบ่มเพาะ จนถูกนำมาออกดอกออกผลแล้วในวันนี้ คนบางคนไปว่าเป็นเพราะมีคนไปด่าว่าโจรกระจอก มันเป็นเรื่องผลประโยชน์ทางการเมืองทั้งหมด มันไม่ใช่ มันบ่มเพาะกันมา

“ที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้ ผมไม่มีเรื่องการเมือง มองประโยชน์ชาติเป็นหลัก ตั้งใจจะพูดตั้งแต่รัฐบาลท่านสมัครแล้ว แต่พูดไม่ได้ ผมมันพระป่าไม่มีเปรียญ ผมมันใช้ทุกไพ่ จริงๆ แล้วผมออกมาแบบนี้ ทำอะไรพูดอะไรได้มากกว่ายังอยู่อีก ผมก็ต้องขอขอบคุณ ที่ช่วยเทผมออกจากตู้ปลา มาอยู่ในบ่อ ตอนนี้ก็กลับมาเป็นอิสระเสรีชน ปลาออกจากตู้กระจก

***

มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ให้โอนจากการนั่งตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ

ซึ่งถึงคราวที่ “บิ๊กเผื่อน” พล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา เลขาธิการ สมช. เพื่อน ตท.10 ร่วมรุ่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ต้องถูกเช็คบิลโทษฐานเป็นคนของพรรคเพื่อไทย

เหตุเพราะมาในรัฐบาล “สมัคร สุนทรเวช” ด้วยการโยกจากตำแหน่งมาจากผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม แทน พล.ท.ศิรพงศ์ บุญพัฒน์ อดีตเลขาฯสมช. สายตรง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกฯ

“บิ๊กเผื่อน” มีสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนร่วมรุ่นในทำเนียบ ตท.10 และ นรต.26

ดังนั้นในวันที่เก้าอี้หลุดลอย เขาจึงกล้าตัดสินใจนั่งจิบน้ำชา วิพากษ์วิจารณ์แนวทางดับไฟใต้ของรัฐบาลอย่างหมดเปลือก

Read Full Post »

แนะนำให้รู้จักกันก่อนกับ “Twitter”

Twitter  (อ่านว่า ทวิตเตอร์) เป็นบริการสำหรับสังคมอินเทอร์เน็ต (social network) เพื่อเขียนบล็อกสั้นๆ (micro-blog) ไม่เกิน 140 ตัวอักษร พร้อมระบบ RSS Feed เพื่อติดตาม แล้วแชร์ผ่านหน้าเว็บให้คนที่ติดตามเราได้อ่านว่า ขณะนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ แชร์ประสบการณ์ สอบถามปัญหา แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นครับ ซึ่งเราเรียกการส่งข้อความไม่เกิน 140 ตัวอักษรนี้ว่า การ “Tweet” (อ่านว่า ทวีต แปลว่า เสียงนกร้อง)

Twitter เริ่มเป็นที่โด่งดังเมื่อประธานาธิบดีคนปัจจุบัน นายบารัค โอบามา (Barack Obama) ใช้ Twitter เป็นเครื่องมือในการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี จนกระทั่งต่อมา Twitter ได้ขึ้นปกนิตยสาร Time ฉบับ 15 มิถุยายน พ.ศ. 2552 ผู้ก่อตั้งคือ Jack Dorsey (อดีตผู้ก่อตั้ง Blogger.com) ถือเป็น 1 ใน 100 ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก และเว็บไซต์ Twitter นั้นเป็น 1 ใน 50 เว็บไซต์ที่มีการจราจรหนาแน่นที่สุดเลยทีเดียว

ความสามารถของ “Twitter”

  • รายงานเหตุการณ์ปัจจุบันได้เร็วกว่าสื่อใดๆในโลกนี้
  • เป็นเสมือนห้องสนทนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นต่างๆ
  • เป็นเครื่องมือสร้างแบรนด์ ทำการตลาดแบบดิจิทัล (digi-marketing)
  • สื่อสารภายในองค์กร
  • “บ่น” และ “ยุ่งเรื่องชาวบ้าน”

ลักษณะของ “Twitter” เป็นอย่างไร

เป็นคำถามที่อธิบายได้ยากทีเดียว โดยภาพรวมแล้ว Twitter นั้นคล้ายๆกับการนำเอาการสนทนาระหว่างกันของ Windows Live Messenger ผสมกับการเขียน Blog สั้นๆ 140 ตัวอักษร และการส่ง SMS ระหว่างมือถือเข้าด้วยกัน โดยเรียงลำดับตามเส้นเวลาโลก (public timeline)

แล้วทำไมต้อง “Twitter” ทำไมไม่ Windows Live Messenger, Blog, SMS?

เพราะความเรียบง่ายและรวดเร็วครับ จึงทำให้มันมีเสน่ห์ เราสนใจ Twitter ใครก็เพียงแต่ติดตามเขา (Follow) หากเราไม่สนใจ Twitter ใครก็ไม่ต้องทำอะไร ถ้าหากเราไม่ต้องการให้ใครมาอ่าน Twitter ของเราก็เพียงแค่ Block ก็เท่านั้น

สิ่งที่เรานำเสนอออกไปก็คือข้อความไม่เกิน 140 ตัวอักษรให้คนที่ติดตามเรา (Follower) และที่สิ่งเราได้รับก็คือ ข้อความไม่เกิน 140 ตัวอักษรของคนที่เราติดตาม (Following)

ถึงแม้จะมีเพียงแค่ข้อความ Tweet สั้นๆกันไปมาเท่านั้น แต่ถ้าหากมีคนที่ติดตามเรานั้นสนใจสิ่งที่เรา Tweet ออกไปก็จะมีการตอบกลับ (Reply) หรือมีการย้ำซ้ำข้อความ  (Retweet, RT อ่านว่า รีทวีต) ซ้ำเพื่อส่งต่อข้อความนี้ไปให้คนอื่น สารที่ถูกส่งนั้นก็จะค่อยๆกระจายตัวออกไปตามเครือข่าย Twitter จนกว้างขวางครับ 

และด้วยปัจจุบันที่มี Twitter Client มากมาย ทั้งบน Windows (twhirl), Mac (Tweetie), Linux หรือแม้กระทั่งบนมือถืออย่าง iPhone (TwitterFon), BlackBerry (TwitterBerry), มือถือทั่วไปที่รับรอง J2ME (jibjib) ทำให้การทวีตง่ายขึ้น เพียงแค่อยาก Tweet ก็เปิดมือถือ Tweet ทันที มันจึงเสมือนเป็นเครื่องมือรายงานข่าวสดที่เร็วที่สุดในโลกได้อย่างไม่ยากเย็น

ลองนึกภาพง่ายๆว่า สมมติว่ามีการปิดถนนที่อนุเสาวรีย์ชัยฯแล้วเราอยู่ในเหตุการณ์นั้น เราอยากจะเล่าเรื่องในคนทั่วไปได้ฟัง ปกติจะต้องกลับบ้านก่อน เปิดคอม แล้วค่อยมาเรียบเรียงเขียนเล่าเป็นเรื่องเป็นราวใน Blog ส่วนตัว ซึ่งยาวและต้องใช้เวลาในการเรียบเรียงอยู่พอสมควร ป่านนั้น สื่อต่างๆก็รายงานข่าวไปเรียบร้อยแล้ว แต่ใน Twitter ทำให้เราสามารถเขียน Blog สั้นๆ (ไม่เกิน 140 ตัวอักษร) Tweet ได้ทันทีหากคุณมีมือุปกรณ์ที่สามารถ Tweet ได้อยู่ในมือ นอกจากนี้การ Tweet เราสามารถทำได้อย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆได้อีกด้วย เสมือนเป็นการเล่าเรื่องราวแบบช่วงต่อช่วงให้คนที่ติดตามเราได้อ่านกัน ณ ขณะนั้นเลย เกิดเป็นอารมณ์ร่วม (Emotional Bonding) ให้กับผู้ที่ติดตามเราอยู่และเกิดการสนทนาตอบโต้

พูดไปก็คงไม่สามารถเข้าใจได้ง่ายๆครับ คงต้องลองสัมผัสด้วยตัวเอง

การเริ่มต้นกับ “Twitter” เพียงแค่มี E-mail ก็สมัครได้ที่หน้าเว็บ http://twitter.com เลยครับ

Krissada Kongkunakornkul
http://smileykid152.multiply.com
@smileyKiD

ข้อมูลเพิ่มเติม

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง  ”บทสรุปจาก”เอดีบี” เศรษฐกิจเกิดใหม่เอเชียเริ่ม”ฟื้น” แต่”จีน”ไม่ใช่ที่พึ่งของภูมิภาค”

โดย

ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย

Export per GDP

ความมีดังนี้

บทสรุปจาก”เอดีบี” เศรษฐกิจเกิดใหม่เอเชียเริ่ม”ฟื้น” แต่”จีน”ไม่ใช่ที่พึ่งของภูมิภาค

ในรายงานกึ่งประจำปี 2009 ของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) เกี่ยวกับแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออก (EEA: Emerging East Asia) ซึ่งครอบคลุมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) 10 ประเทศ, จีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ ไต้หวัน ชี้ว่าไตรมาสที่ 2 ปีนี้เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ EEA เข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่านจากภาวะถดถอยไปสู่การฟื้นตัว สาเหตุหลักที่ทำให้เศรษฐกิจ EEA ฟื้นตัวเกิดจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล มากกว่าจะเป็นเพราะตลาดส่งออกขยายตัว

ในการประเมินเมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ เอดีบีชี้ว่า ปีนี้การเติบโตทางเศรษฐกิจของ EEA จะลดลงค่อนข้างมาก หรือเติบโตเพียง 3% ก่อนจะฟื้นอย่างรวดเร็วในรูปตัว V (V-shaped recovery) เฉลี่ย 6% ในปีหน้า โดยในปีนี้ประเมินว่าประเทศไทยจะติดลบ 2% มาเลเซียจะติดลบ 0.2% ฮ่องกงลบ 2% เกาหลีใต้ลบ 3% สิงคโปร์ลบ 5% ไต้หวันลบ 4% ส่วนประเทศที่สามารถรักษาการเติบโตในแดนบวกปีนี้ ประกอบด้วย ฟิลิปปินส์โต 2.5% อินโดนีเซียโต 3.6% เวียดนามโต 4.5% จีนเติบโต 7%

สำหรับปีหน้า EEA ทุกประเทศจะอยู่ในแดนบวก ประกอบด้วยไทยจะเติบโต 3% อินโดนีเซีย 5% มาเลเซีย 4.4% ฟิลิปปินส์ 3.5% เวียดนาม 6.5% สิงคโปร์ 3.5% ฮ่องกง 3% เกาหลีใต้ 4% ไต้หวัน 2.4% จีนเติบโต 8%

อย่างไรก็ตาม เอดีบีชี้ว่า แม้เศรษฐกิจ EEA จะฟื้นตัวแต่ยังเต็มไปด้วยอุปสรรค ความเสี่ยงและความไม่แน่นอน ซึ่งอาจทำให้มุมมองเศรษฐกิจโดยรวม (outlook) ผันแปรไป ความเสี่ยงและอุปสรรคนั้นประกอบด้วย เศรษฐกิจของประเทศรวยหรือประเทศพัฒนาแล้ว (ยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น) ยังคงถดถอยต่อไปและสถานการณ์ทางการเงินโลกก็ยังตึงตัว นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจของชาติรวยจะถดถอยยาวนานและอ่อนแอกว่าที่คาด และอาจได้รับผลกระทบจากการที่มีการเลิกกระตุ้นเศรษฐกิจเร็วเกินไปโดยไม่ตั้งใจ

ตารางแสดงสัดส่วนการพึ่งพาส่งออกต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เอเชียตะวันออก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศที่พึ่งพาการส่งออกมาก ส่งผลให้จีดีพีติดลบมากตามไปด้วย จากการที่ตลาดส่งออกทั่วโลก โดยเฉพาะในชาติรวยถดถอย

อีกประการหนึ่งก็คือเกรงกันว่าอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำลงอย่างต่อเนื่องอาจนำไปสู่ภาวะเงินฝืด ดังนั้น จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่รัฐบาลของประเทศในเอเชียจะต้องคงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเอาไว้เพื่อเพิ่มการบริโภคภายในประเทศ

เอดีบีชี้ว่า ไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ฮ่องกง สิงคโปร์ และไต้หวัน อาจมีแนวโน้มที่จะถูกปรับเศรษฐกิจของปีนี้ในทางแย่ลง เนื่องจากยังมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากการที่เศรษฐกิจของกลุ่ม จี 3 (สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น) ยังมีความอ่อนแอ ส่วนประเทศที่อาจได้รับการปรับเศรษฐกิจในทางที่ดีขึ้นในปีนี้ประกอบด้วยจีนและอินโดนีเซีย เนื่องจากจีนนั้นมีการกระตุ้นบริโภคภายในสูง ขณะที่อินโดนีเซียก็พึ่งพาการส่งออกค่อนข้างน้อย เพียง 26.8% ของจีดีพี (ดูในตาราง) ส่วนประเทศที่คาดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง คือเกาหลีใต้ เวียดนาม

คำถามหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมามากก็คือ จีนสามารถเป็นพระเอกในการฉุดดึงให้เศรษฐกิจใน EEA พ้นจากภาวะถดถอยและเติบโตได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ คำตอบจากเอดีบีก็คืออาจจะ “ไม่”

อาจจะกล่าวได้ว่าในเวลานี้จีนเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุด โดยไตรมาสที่ 1 เติบโต 6.1% ส่วนไตรมาสที่ 2 ขยายตัวถึง 7.9% ทำให้ทุกสายตาพุ่งเป้าไปที่จีนว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่พาเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยในระยะหลายปีมานี้จีนเป็นตลาดส่งออกใหญ่ของกลุ่มประเทศ EEA อย่างไรก็ตาม จีนไม่สามารถเป็นตลาดส่งออกของ EEA ได้ด้วยตัวเองโดยสมบูรณ์หรือไม่สามารถหายใจได้ด้วยตัวเอง เพราะสินค้าที่จีนนำเข้าจาก EEA เป็นสินค้าขั้นกลางที่จีนต้องนำไปแปรรูปเพื่อส่งออกเป็นขั้นสุดท้าย (final exports)ไปจำหน่ายยังประเทศพัฒนาแล้วอีกทอดหนึ่ง

แต่หลังจากเกิดวิกฤตการเงินโลก การส่งออก 6 เดือนแรกปีนี้ของจีนลดลง 21.7% ขณะที่การนำเข้าลดลงถึง 25.4% สาเหตุก็เกิดจากเหตุผลที่กล่าวข้างต้นคือจีนส่งออกได้น้อยลงเนื่องจากประเทศรวยมีความสามารถการซื้อสินค้าจากจีนได้น้อยลง หากตลาดโลกยังไม่ฟื้นตัว จีนก็จะนำเข้าสินค้าจากประเทศใน EEA ลดลงเช่นกัน

จากข้อมูลการค้าโลกประเมินว่า 60% ของตลาดส่งออกขั้นสุดท้ายของประเทศเอเชีย ก็คือ สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น (จี 3) สะท้อนให้เห็นว่า จี 3 ยังเป็นแหล่งส่งออกขั้นสุดท้ายที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเอเชีย ดังนั้น หากตลาดโลกไม่ฟื้นตัว จีนก็ไม่สามารถเป็นเครื่องยนต์หลักที่จะขับเคลื่อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในเอเชีย

นอกจากนี้ สินค้าส่งออกของจีนหลายอย่าง เป็นสินค้าเดียวกับที่ EEA ส่งออก เช่นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้า ดังนั้น ผู้ส่งออกจาก EEA อาจเข้าสู่ตลาดจีนได้ยาก หากจีนปรับเปลี่ยนการผลิตจากเพื่อส่งออกมาเป็นการจำหน่ายในประเทศ ยกเว้นแต่ว่าสินค้าใดที่ไม่ใช่คู่แข่งโดยตรงจากจีนอาจได้เปรียบกว่า

หากในอนาคตจีนปรับเปลี่ยนการผลิตโดยเน้นจำหน่ายในประเทศแทนการส่งออก ประเทศที่จะได้เปรียบในการเข้าตลาดจีนคือเกาหลีใต้ ไต้หวันที่ผลิตสินค้าเทคโนโลยีระดับสูง ขณะที่ประเทศที่อาจประสบความลำบาก ได้แก่ มาเลเซีย ไทย เพราะผลิตสินค้าคล้ายคลึงกับที่จีนผลิตอยู่แล้ว และก็อย่าลืมว่าราคาส่งออกที่ EEA ส่งไปจำหน่ายในจีนจะได้ราคาต่ำกว่าการส่งออกไปยังกลุ่มจี 3

อีกเหตุผลหนึ่งที่จีนอาจไม่ช่วยยกเศรษฐกิจในภูมิภาคก็คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนในปัจจุบันมุ่งไปที่การลงทุนในสาธารณูปโภค ดังนั้น ผู้ที่จะได้รับประโยชน์ก็คือภาคก่อสร้างและจะมีการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อการก่อสร้าง ซึ่งจะไม่ช่วยเพิ่มการส่งออกของ EEA เนื่องจากนโยบายของจีนคือใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก เพื่อช่วยผู้ผลิตในท้องถิ่น

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง  ”สถานการณ์ในภาคใต้ – ข้อเสนอ (1)”

โดย

นิธิ เอียวศรีวงศ์

ความมีดังนี้

หลังจากคุณมาร์ค แอสคิว ได้ลงบทสัมภาษณ์ผู้ต้องหากรณีก่อความไม่สงบในภาคใต้สองคน ในบางกอกโพสต์ฉบับวันที่ 19 ก.ค.ไปแล้ว ผมต้องกลับไปเอาเอกสารอีกสองฉบับมาอ่านใหม่อย่างละเอียด หนึ่งคือ Recruiting Militants in Southern Thailand อันเป็นรายงานเอเชียฉบับที่ 170 ของ ICG หรือกลุ่มศึกษาวิกฤตนานาชาติ สองคือ Local Jihad: Radical Islam and Terrorism in Indonesia ของ Greg Fealy และ Aldo Borgu

หลังจากอ่านแล้ว ผมคิดว่าได้พบอะไรบางอย่างที่อยากเสนอเพื่อแบ่งปันแลกเปลี่ยนกับผู้ที่สนใจสถานการณ์ในภาคใต้

1/ ในบัดนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ในหมู่ผู้ที่เคลื่อนไหวก่อความไม่สงบนั้น สำนึกชาติพันธุ์มีความสำคัญกว่าอิสลาม เพียงแต่ขบวนการใช้ศัพท์และแนวคิดในศาสนามานิยามความคิดและการกระทำของตนเท่านั้น และมีผู้ตั้งข้อสังเกตด้วยว่านับวันยิ่งใช้ศัพท์และแนวคิดจากอิสลามมากขึ้น

รูปแบบที่ค่อนข้างตายตัวในการระดมคนเข้าร่วมการต่อสู้ชี้ให้เห็นความจริงดังกล่าว หลังจากเลือกสรรนักเรียนที่เคร่งศาสนาและประพฤติดีเป็นเป้าแล้ว ผู้ระดมซึ่งมักเป็นครูจะสื่อความสองอย่าง คือประวัติศาสตร์อันรุ่งเรืองและสงบสุขของรัฐปาตานีในอดีตเมื่อยังเป็นอิสระ และการกดขี่ข่มเหงชาวมลายูมุสลิมของสยาม-ไทย หลังจากถูกสยาม-ไทยผนวกเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว ประเด็นทางศาสนาเช่น จิฮาดหรือสงครามศักดิ์สิทธิ์ ว่าจะพึงทำได้ในเงื่อนไขอะไรบ้าง และในเงื่อนไขของไทยพึงทำจิฮาดได้หรือไม่ เป็นประเด็นทางศาสนาที่ละเอียดอ่อน และมีการโต้แย้งกันในหมู่ผู้รู้อิสลามทั่วโลก จะไม่ถูกยกขึ้นมาอภิปรายในการระดมคนและฝึกปรือ หากสรุปลงไปเลยว่าการก่อความไม่สงบครั้งนี้เป็นจิฮาด

การต่อสู้เชิงอุดมการณ์ของรัฐไทย ในการนำผู้รู้ทางศาสนามาชี้แจงเรื่องของจิฮาดที่ถูกต้องตามหลักศาสนาก็ดี หรือความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิมและรัฐที่ไม่ใช่รัฐอิสลามก็ดี แม้มีประโยชน์อยู่บ้าง แต่ไม่ตรงเป้านัก (ยังไม่พูดถึงความไม่แพร่หลายไปถึงประชาชนในสามจังหวัด เพราะไม่เคยถูกสื่อในภาษาและอักษรท้องถิ่น

ในทางตรงกันข้าม เงื่อนไขภายในเป็นแรงผลักดันให้ผู้คนเข้าร่วมขบวนการมากกว่า ถึงขนาดที่รองแม่ทัพภาคที่ 4 คนหนึ่ง กล่าวกับผู้วิจัยคนหนึ่งว่า 80% ของผู้ก่อการที่จับตัวได้ ล้วนให้การว่าที่เข้าร่วมขบวนการเพราะกรณีกรือเซะและตากใบ ทั้งนี้ ตรงกับคำสัมภาษณ์หนึ่งในผู้ต้องหา 2 คน ที่คุณมาร์ค แอสคิว รายงาน ฮาหมัดบอกว่า เขาตัดสินใจเข้าร่วมขบวนการเมื่อได้ดูวีซีดีกรณีตากใบ

วีซีดีตากใบนั้นแพร่หลายในพื้นที่อย่างมาก รวมทั้งแพร่หลายเข้าไปในมาเลเซียและอินโดนีเซียด้วย (แต่ผู้ชมในทั้งสองประเทศนั้นอาจรู้สึกต่อเหตุการณ์ในวีซีดีต่างจากชาวมลายูมุสลิมในสามจังหวัด เช่น ในอินโดนีเซีย กลุ่มหัวรุนแรงใช้เป็นเครื่องยืนยันว่าจำต้องทำจิฮาดสากลเพราะอิสลามถูกกดขี่เบียดเบียน) มีชาวมาเลเซียสองคนที่ถูกจับได้หลังลักลอบข้ามพรมแดนเข้ามาช่วยมุสลิมต่อสู้กับรัฐของคนนอกศาสนา หนึ่งในนั้นสารภาพว่า แรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เขาตัดสินใจเข้าร่วมรบด้วยก็เพราะวีซีดีตากใบเช่นกัน

ท่านนายกฯพูดย้ำบ่อยครั้งว่า ความยุติธรรมเป็นเงื่อนไขสำคัญในการนำความสงบกลับคืนมาสู่ภาคใต้ ท่านควรเข้าใจคำพูดของท่านเองให้ดี ไม่ใช่ในระดับหลักการ แต่ระดับปฏิบัติจริงในพื้นที่ การต่ออายุสถานการณ์ฉุกเฉินก็ตาม ความไม่กระตือรือร้นต่อกรณีการยิงผู้คนที่กำลังทำละหมาดในมัสยิดอัลฟูรกอนก็ตาม แสดงให้เห็นระดับของความเข้าใจต่อปัญหาของท่านนายกฯ ว่าลึกลงไปเลยปากแค่ไหน

กล่าวโดยสรุป ความเคลื่อนไหวก่อความไม่สงบในภาคใต้ ไม่เป็นส่วนหนึ่งของความเคลื่อนไหวจิฮาดสากล กล่าวคือไม่ผูกพันกับโรฮิงญา ปาเลสไตน์ อิรัก อาฟกานิสถาน อัลกออิดะห์ เจไอ ฯลฯ แม้อาจได้รับแรงบันดาลใจและวิธีการจากความเคลื่อนไหวของจิฮาดสากลบ้าง (โดยเฉพาะกรณี 9/11) และอาจได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรที่อยู่นอกประเทศบ้าง แต่เป็นความเคลื่อนไหวที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ในพื้นที่ของไทยเอง มีเป้าหมายและอาศัยบริบทของพื้นที่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของไทย

2/ อย่างไรก็ตาม ผู้ศึกษาขบวนการกลับไปหาอิสลามระดับรากและการก่อการร้ายในอินโดนีเซียเห็นว่า แท้จริงแล้ว ขบวนการเคลื่อนไหวทำนองนี้ ล้วนมาจากเงื่อนไขภายในของพื้นที่หรือประเทศนั้นๆ ทั้งสิ้น แม้แต่การเคลื่อนไหวของเจไอในอินโดนีเซีย แม้ได้รับความช่วยเหลือจากอัลกออิดะห์ หรือร่วมมือกันในการตั้งค่ายฝึกขึ้นที่มินดาเนาในฟิลิปปินส์ แต่จะเข้าใจขบวนการของเจไอในอินโดนีเซียได้ ต้องเข้าใจเงื่อนไขภายในทางการเมือง, เศรษฐกิจและสังคมของอินโดนีเซียเอง เพราะเจไอเคลื่อนไหวในบริบทของอินโดนีเซีย ไม่ใช่การสถาปนาอำนาจสูงสุดของมุสลิมระดับโลก

แม้กระนั้น ก็ไม่ปฏิเสธว่าความเคลื่อนไหวของมุสลิมในพื้นที่เฉพาะใดๆ ก็ตาม ย่อมปลุกสำนึกความเป็นหนึ่งเดียวกันของมุสลิมทั้งโลกด้วยเสมอ อย่างน้อยก็เป็นการให้กำลังใจว่าไม่โดดเดี่ยว ดังนั้น กลุ่มอิสลามระดับรากโคนในมาเลเซีย, อินโดนีเซีย หรือแม้แต่ในตะวันออกกลาง ก็อาจพูดถึงความเคลื่อนไหวของชาวมุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้ด้วย ดังนั้น แม้ว่าความเคลื่อนไหวของชาวมลายูมุสลิมในภาคใต้ไม่เป็นสากล แต่สากลก็อาจดึงเอากรณีนี้เข้าไปเป็นสากล เพื่อประโยชน์แก่การเคลื่อนไหวในระดับท้องถิ่นของแต่ละแห่งในโลก

รัฐบาลไทยห่วงไยอย่างมากว่า ขบวนการก่อความไม่สงบในภาคใต้จะเชื่อมต่อกับขบวนการจิฮาดสากล ซึ่งก็ควรห่วงไย แต่ต้องตระหนักชัดว่าห่วงใยตรงไหน ประการแรกขบวนการจิฮาดสากลอ่อนพลังลงอย่างมากในปัจจุบัน นักวิจัยบางคนเห็นว่ากลายเป็นขบวนการที่ปัจเจกบุคคลแต่ละคนกระทำการในนามเท่านั้น ในขณะที่การจัดองค์กรที่เคยมีมาพังสลายไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว ประการที่สอง หากไม่นับมูจาฮีดีนจำนวนน้อยซึ่งอาจลักลอบเข้ามาร่วมต่อสู้ ความช่วยเหลือจากนอกประเทศที่อาจเป็นไปได้ในปัจจุบันก็เหลือแต่เพียงการให้ทุนทรัพย์ แต่เงินไม่ใช่เรื่องใหญ่ในการต่อสู้ อย่าลืมเป็นอันขาดว่า เรากำลังเผชิญกับขบวนการของคนที่เอาชีวิตเข้าเสี่ยงโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ฉะนั้นจึงเคลื่อนไหวได้กว้างขวางโดยใช้ทุนทรัพย์จำกัดมาก เราจะเอาชนะใจคนเหล่านี้ได้อย่างไรสำคัญกว่าเขามีทุนทรัพย์เท่าไร

อดุล (Adul) หนึ่งในผู้ต้องหาที่ให้สัมภาษณ์คุณมาร์ค แอสคิว และผ่านการศึกษาศาสนาอิสลามถึงชั้น 14 บอกว่า ที่ตนไม่สนใจอยากรู้ว่าหน่วยเหนือที่สั่งการตนคือใคร ก็เพราะตนทำงานให้แก่พระเจ้า ไม่ได้ต้องการชื่อเสียงเกียรติยศ จึงไม่มีความจำเป็นจะต้องรู้ว่าหน่วยเหนือคือใคร

3/ สำนักคิดของศาสนาอิสลามที่ใช้ในขบวนการไม่ใช่ทั้ง Salafi (หลักการคือกลับไปสร้างสังคมบริสุทธิ์ของ “บรรพบุรุษ” – salaf คือเหมือนในยุคสมัยพระนะบีและกาหลิบสามองค์แรก) และ Wahabi (ที่จริงก็เป็นแขนงหนึ่งของ Salafi) พิธีกรรมสาบานตน ที่ผู้ปฏิบัติการทุกคนต้องผ่านนั้น (หรือที่เรียกว่าซูเปาะ – sumpah ในภาษามาลินเซีย) ผิดหลักศาสนาอิสลาม เพราะเท่ากับยอมรับว่าอาจารย์ผู้ให้คำสาบานเป็นตัวกลางระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า การสวดมนตร์ปลุกเสกอาวุธหรือการสวดมนตร์ก่อนปฏิบัติการเพื่อความปลอดภัยหรือเพื่อเข้าถึงสวรรค์หากเสียชีวิตก็ตาม ล้วนแสดงให้เห็นอิทธิพลของความเชื่อดั้งเดิมซึ่งผสมปนเปอยู่ในอิสลามของคนภาคใต้มานานทั้งสิ้น ไม่แตกต่างจากพิธีกรรมที่กลุ่ม Darul Islam กระทำในอินโดนีเซีย (เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางศาสนาเพื่อสถาปนารัฐอิสลามขึ้นในอินโดนีเซีย ถูกปราบปรามในเวลาต่อมาและปัจจุบันนี้อยู่ในสภาพ “ใต้ดิน” แต่มีสาวกจำนวนมากและมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มอิสลามระดับรากโคนสูง) ผู้นำของ Darul Islam อ้างว่า ทำพิธีกรรมเพื่อเสริมกำลังใจ

ผู้ปฏิบัติการในภาคใต้บางคนกล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยทั้งกับ Salafi และ Wahabi และยอมรับว่าตั้งใจเอาซูฟีเข้ามาผสม เพื่อให้มีกำลังใจเข้มแข็งในการปฏิบัติการ ผู้ปฏิบัติการบางคนบอกแก่ผู้วิจัยเรื่องการระดมผู้คนว่า ในกระบวนการที่จะผ่านเข้าสู่การเป็นผู้ปฏิบัติการ หรือก่อนการปฏิบัติการ มีการทำสมาธิในที่รโหฐานแต่ลำพัง (อิทธิพลซูฟีอย่างชัดเจน)

การปฏิเสธว่าขบวนการนี้ไม่ใช่ Sallafi หรือ Wahabi มิได้หมายความว่าหากเป็นแล้วจะมีอันตรายต่อรัฐไทย ส่วนใหญ่ของสาวกทั้งสองสำนักนี้ ล้วนเป็นมุสลิมที่รักความสงบ และอยู่ร่วมกับคนต่างศาสนาได้โดยไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ว่ามีกลุ่มจิฮาดสากลบางกลุ่ม ที่นำเอาความคิดของสองสำนักนี้มาปรับใช้อธิบายเงื่อนไขในท้องถิ่นของตนเอง เพื่อเป็นเหตุผลความชอบธรรมในการก่อการร้าย การปรับหรือการตีความนี้ แม้ในหมู่ “ผู้ก่อการร้าย” ด้วยกันเอง ก็อาจไม่ตรงกันก็ได้ ดังเช่น อดุลที่ให้สัมภาษณ์แก่คุณมาร์ค แอสคิว กล่าวว่า การปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาเป็นสิ่งสำคัญมาก แต่พื้นที่ทางศาสนาและพื้นที่ทางการเมืองในประเทศไทยไม่สอดคล้องกัน เป็นการยากที่จะปฏิบัติตามศาสนาอิสลามในพื้นที่ทางการเมืองที่ไม่ใช่อิสลาม จึงจำเป็นต้องสถาปนาพื้นที่ทางการเมืองให้เป็นอิสลามเสียก่อน นั่นคือการแยกประเทศออกเป็นอิสระ เพื่อตั้งรัฐอิสลามขึ้น (หมายถึงรัฐที่ใช้ชาริอะห์เป็นกฎหมายเต็มรูปแบบ)

น่าสังเกตว่า การอธิบายโดยอาศัย “พื้นที่” เช่นนี้ตรงกับความคิดของอิหม่าม สมุทระ ผู้นำเจไอคนหนึ่งในอินโดนีเซีย ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะอดุลได้อ่านพบในเว็บไซต์ก็เป็นได้ แต่ในกรณีอินโดนีเซีย เจไอต้องการสถาปนารัฐอิสลามขึ้นในประเทศที่ผู้ปกครองเป็นมุสลิมอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องการสถาปนาระบอบกาหลิบขึ้นใหม่ด้วย

ดังนั้น จึงจะเห็นได้ว่า เป็นหรือไม่เป็น Salafi ก็ล้วนต้องอธิบายใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในพื้นที่ซึ่งแตกต่างกันทั้งสิ้น

หน่วยงานความมั่นคงในประเทศไทยชอบประกาศง่ายๆ ว่าได้พบอิทธิพลทางความคิดของอิสลามสำนักนั้นสำนักนี้ในขบวนการของผู้ปฏิบัติการก่อความไม่สงบ (เช่นวาฮาบี, ซูฟี, ซาลาฟี ฯลฯ) คำถามคือแล้วยังไง เพราะสำนักคิดเหล่านี้หาได้มีลักษณะเป็นเนื้อเดียวกัน (monolithic) ในโลกไม่ การค้นพบเฉยๆ คงไม่เป็นไร หากไม่ทำให้เราลืมไปว่า เงื่อนไขอะไรในท้องถิ่นที่ทำให้ผู้คนพากันลุกขึ้นจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับรัฐ และรัฐจะสามารถปรับแก้อะไรได้บ้างเพื่อลดเงื่อนไขเหล่านี้ลง นี่ต่างหากที่สำคัญกว่า

Read Full Post »

ถ้า

ผมมานั่งคิดเล่น ๆ ถึงหัวข้อ “ความยากจน” แต่ผมจะไม่นั่งตั้งคำถาม หรือหาคำตอบว่า ความยากจนคืออะไร? เราจะแก้ปัญหาความยากจนในระดับประเทศไทย หรือระดับโลกอย่างไร? หรือ อะไรเป็นต้นเหตุของความยากจน (เพราะคิดไม่ออก) แต่ผมมาลองตั้งคำถามแบบเฉพาะเจาะจงลงมาหน่อยว่า เราจะแก้ปัญหาความยากจนบนโลกด้วย “ชุดเครื่องมือ” อะไร?

แต่พอใช้เวลาคิดอยู่ประมาณสิบวินาที ก็ได้คำตอบว่า มันไม่มีคำตอบที่ถูกต้องแน่ชัด และเบ็ดเสร็จที่ใครบนโลกนี้จะรู้ ในเวลาปัจจุบันอย่างแน่นอน, ทุกแนวทาง ทุกความคิดเห็นที่ถูกนำเสนอ ล้วนเป็นสิ่งที่ทุกคนคิดเอาเองว่า “น่าจะถูกต้อง” ทั้งนั้น เพราะตามตรรกะแล้ว ถ้ามันมี solution ที่ถูกต้องแน่นอนที่มนุษย์รู้แล้ว, ปัญหาความยากจนก็คงได้รับการแก้ไขไปเบ็ดเสร็จไปแล้ว

เราอาจต้องแก้ไขในระดับตัวบุคคลด้วยหลักพุทธศาสนา ศีลธรรม หรือหลักความพอเพียง
เราอาจต้องแก้ไขในระดับสังคมด้วยการเมือง ธุรกิจ กฏหมาย หรือหลักรัฐศาสตร์
เราอาจต้องแก้ไขในระดับข้อจำกัดของธรรมชาติด้วย ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความรู้ทางสังคมศาสตร์ ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ หรือความรู้ทางการบริหาร การจัดการ

ซึ่งทั้งหมดนี้ ผมเชื่อว่า เมื่อถึงจุด ๆ หนึ่งในอนาคต เมื่อศาสตร์ทุกแขนงถึงจุดที่เหมาะสมของมันแล้ว เงื่อนไขทั้งหมดจะนำพาให้โลกเราหายจากความยากจนได้ หรือไม่อย่างนั้น มนุษยชาติก็ต้องสิ้นสุดไปซะก่อน

ความยากจนอาจจะแก้ไขได้ด้วยชุดเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ถ้าเมื่อนักวิศวกรรมศาสตร์พันธุศาสตร์ คิดค้นวิธีการตัดต่อพันธุกรรมข้าว ให้มีผลิตผลได้มากขึ้น 1,000 เท่า โลกเราคงหายหิว แต่คงเป็นไปได้ยากอยู่ดี ถ้ามนุษย์ยังไม่มีระบบการจัดการ กระจายข้าวให้ข้าวตกถึงท้องทุกคนบนโลก เพราะติดเรื่องกลไกของรัฐ เงื่อนไขทางธุรกิจ หรือเพราะความเห็นแก่ตัวระดับตัวบุคคล

ความยากจนอาจจะแก้ไขได้ด้วยชุดเครื่องมือวิทยาการทางสมอง ถ้าเมื่อนักวิทยาศาสตร์สมอง คิดค้นแฮนดี้ไดร์ฟแบบใหม่ แค่จิ้มพอร์ตยูเอสบีเข้าหน้าผากก็ก๊อปปี้ความรู้กันได้ โลกเราคงลดความเท่าเทียมจากความรู้ที่จำกัดแต่ในสถานศึกษาอันดับต้น ๆ ของโลกได้ แต่คงเป็นไปได้ยาก ถ้าด้วยความคิดของมนุษย์ที่ว่า กูเก่ง แต่กูไม่อยากให้มึงเก่งแบบกู กูอยากให้มึงโง่ ๆ อย่างนี้แหละ กูจะได้เอาเปรียบมึงไปอีกนาน ๆ

ความยากจนอาจจะแก้ไขได้ด้วยชุดเครื่องมือของศาสนา ถ้าศาสนานั้นสามารถสอนให้ทุกคนรู้จักแบ่งปัน และรักกัน แต่จะทำยังไง ถ้าวิทยาการล่าสุดของเรา ผลิตน้ำสะอาดได้ขวดเดียวสำหรับคนสิบคน, สงคราม และความยากจนก็ต้องเกิดขึ้นอยู่ดี

ความยากจนอาจจะแก้ไขได้ด้วยชุดเครื่องมือ … ถ้าแต่
ความยากจนอาจจะแก้ไขได้ด้วยชุดเครื่องมือ … ถ้าแต่
ความยากจนอาจจะแก้ไขได้ด้วยชุดเครื่องมือ … ถ้าแต่
ความยากจนอาจจะแก้ไขได้ด้วยชุดเครื่องมือ … ถ้าแต่
ความยากจนอาจจะแก้ไขได้ด้วยชุดเครื่องมือ … ถ้าแต่

ย้อนกลับมาที่ความเชื่อส่วนตัวผมอีกที

ความยากจนอาจจะแก้ไขได้ด้วยชุดเครื่องมือ … “ใหม่ ๆ” ทุกชุดรวม ๆ กัน … ถ้ามนุษย์จำนวนนึง พร้อมใจแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และเชื่อมโยงทุกความคิด และการกระทำเข้ากันได้อย่างเป็นรูปธรรม
แต่ … เพียงแค่ตอนนี้ เรายังทำได้ไม่สำเร็จ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็เท่านั้น

Read Full Post »