Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for มิถุนายน, 2009

recommendare

บทความเรื่อง  “60 ปี กฎหมายพื้นฐาน – 60 Jahre Grundgesetz”

โดย

นรินทร์ อิธิสาร

พนักงานคดีปกครองปฏิบัติการ,สำนักงานศาลปกครอง

นิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับสอง) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นิติศาสตรมหาบัณฑิต (กฎหมายมหาชน) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

Magister iuris (M. iur.) Georg-August Universität zu Göttingen

นักศึกษาปริญญาเอก Georg-August Universität zu Göttingen.

ความมีดังนี้

ในปี ค.ศ. 2009 นี้ เป็นปีที่มีความพิเศษต่อประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี Bundesrepublik Deutschland(ประเทศเยอรมนี) เนื่องจากในปีนี้เป็นปีครบรอบเหตุการณ์สำคัญเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 60 ปีก่อน และเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลสำคัญสองประการต่อประเทศเยอรมนี นั่นคือการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่มีผลใช้บังคับมาถึงปัจจุบันที่ถูกเรียกว่า Grundgesetz(กฎหมายพื้นฐาน) ที่ถูกประกาศใช้ในวันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ. 1949 และนอกจากนั้นในวันดังกล่าวซึ่งเป็นวันที่กฎหมายพื้นฐานมีผลใช้บังคับยังถือกันว่าเป็นวันก่อตั้งประเทศเยอรมนีอีกด้วย ดังนั้นในปี ค.ศ. 2009 นี้จึงเป็นปีครบรอบ 60 ปีของกฎหมายพื้นฐาน และครบรอบ 60 ปีของประเทศเยอรมนี

เหตุที่ผู้เขียนมีความสนใจในส่วนของกฎหมายพื้นฐานนั้นก็เนื่องมาจากชื่อของกฎหมายพื้นฐาน เมื่อใดที่ชื่อของกฎหมายดังกล่าวคือ “กฎหมายพื้นฐาน” หรือ „Grundgesetz“ ผ่านเข้ามาในห้วงความคิดของผู้เขียน ผู้เขียนก็มักจะนึกถึงภาพของกฎหมายที่เป็นพื้นฐานของบรรดากฎหมายทั้งหลายที่ออกมาใช้บังคับภายในประเทศเยอรมนี และหากจะนึกถึงภาพลำดับชั้นของกฎหมายที่เป็นรูปปิรามิดในกรณีของกฎหมายพื้นฐานนั้นจะอยู่ตำแหน่งที่ไม่ได้อยู่ปลายยอดของแท่งปิรามิดของกฎเกณฑ์ทั้งหลายแต่อย่างใด ในมุมมองของผู้เขียนนั้นกลับมองว่ากฎหมายพื้นฐาน มีลักษณะตรงตามความหมายของถ้อยคำอย่างแท้จริงคือ เป็นกฎหมายที่เป็นพื้นฐานของกฎเกณฑ์ทางกฎหมายอื่นๆ ภายในรัฐ(ประเทศเยอรมนี) โดยกฎเกณฑ์ที่ออกมาใช้บังคับนั้นจะต้องไม่เกิน ขัด หรือแย้งต่อกรอบของกฎหมายพื้นฐาน หาไม่แล้วกฎเกณฑ์ทางกฎหมายนั้นย่อมหลุด ตก หรือใช้บังคับไม่ได้แต่อย่างใด ดังนั้นตำแหน่งของกฎหมายพื้นฐาน คือตำแหน่งฐานของปิรามิดนั่นเอง

เหตุอีกประการหนึ่งที่คือข้อสงสัยที่เกิดขึ้นภายหลังจากการเปรียบเทียบ “กฎหมายพื้นฐาน” ของประเทศเยอรมนี กับ “รัฐธรรมนูญ” ของประเทศที่ “ร่ำรวย” ทาง “รัฐธรรมนูญ” อย่างประเทศไทย ที่มีรัฐธรรมนูญฉบับแรกเมื่อปี ค.ศ. 1932 หากนับถึงปีนี้ก็เป็นระยะเวลา 77 ปีแล้วนั้น ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้วทั้งสิ้น 18 ฉบับ เท่ากับโดยเฉลี่ยแล้วทุกๆ 4 ปีประเทศไทยจะมีรัฐธรรมนูญ 1 ฉบับนั่นเอง ว่าเหตุใดประเทศไทยหากเปรียบเทียบกับประเทศเยอรมนีในปัจจุบันแล้วถึงมีความแตกต่างกันอย่างมากมาย ซึ่งข้อสงสัยนี้เป็นเรื่องยากอย่างยิ่งที่จะหาคำตอบเพื่อให้เกิดความกระจ่างต่อกรณีดังกล่าวได้

หากกล่าวถึงประเทศเยอรมนีภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ชาวเยอรมันตกอยู่ในภาวะที่ตกต่ำที่สุด ต้องประสบต่อความยากลำบากอันเกิดขึ้นจากภัยสงคราม Konrad Adenauer กล่าวถึงประเทศเยอรมนีในช่วงระยะเวลาดังกล่าวไว้ว่า ”ถ้าหากว่าปาฏิหารย์ไม่เกิดขึ้น ชาวเยอรมันทั้งหลายจะก้าวไปสู่จุดสิ้นสุดอย่างช้าๆ แต่ว่าแน่นอน” หากพิจารณาประเทศเยอรมนีในปัจจุบันประกอบกับคำกล่าวของ Adenauer จะเห็นได้ว่าปาฏิหารย์ได้เกิดขึ้นแล้วในประเทศเยอรมนี ด้วยสภาพบ้านเมืองภายหลังจากที่สงครามโลกครั้งที่สองได้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 1945 ที่ถูกทำลายด้วยภัยสงคราม ก็ไม่มีใครสามารถคาดคิดได้ว่าประเทศเยอรมนีจะกลับมายืนอยู่ในระดับแถวหน้าของโลกทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง อย่างรวดเร็วและมั่นคงได้ดังเช่นในปัจจุบัน

ปาฎิหารย์ประการหนึ่งที่ช่วยให้ประเทศเยอรมนี จากประเทศที่พ่ายแพ้สงครามอย่างยับเยินมาเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในสังคมโลกคือ “กฎหมายพื้นฐาน” อันถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญของประเทศเยอรมนี ซึ่ง Hans-Jürgen Papier ประธานศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์คนปัจจุบันได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด ที่ประเทศเยอรมนีเคยมีมา” และในโอกาสอันดีที่กฎหมายพื้นฐาน – Grundgesetz หรือเรียกโดยย่อว่า GG – ซึ่งถือเป็น “รัฐธรรมนูญ” ของประเทศเยอรมนี มีอายุครบ 60 ปี ในวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2552 นี้ เนื่องจากผู้เขียนพอจะได้มีโอกาสสัมผัสกับกฎหมายพื้นฐานดังกล่าวมาอยู่บ้าง จึงขออนุญาตนำเสนอแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายพื้นฐานของประเทศเยอรมนีตามลำดับดังนี้

A. ที่มาของกฎหมายพื้นฐาน

หลังจากที่ประเทศเยอรมนีประกาศยอมรับความพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่สองอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 1945 ต่อมาในช่วงระยะเวลาระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน ค.ศ. 1948 ฝ่ายสัมพันธมิตรสามฝ่ายอันได้แก่ อังกฤษ, ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ประกอบกับกลุ่มประเทศเบเนลักซ์ ได้ร่วมประชุมกันที่กรุงลอนดอน ซึ่งการประชุมนี้ถูกเรียกว่า Londoner Sechsmächtekonferenz ผลของการประชุมนำไปสู่มติที่เรียกร้องให้รัฐเยอรมันตะวันตกก่อตั้งหรือสร้างรัฐที่เป็นสหพันธรัฐขึ้นมา และให้มีการริเริ่มการดำเนินการออกรัฐธรรมนูญเพื่อใช้บังคับในเขตปกครองของสัมพันธมิตรในภาคตะวันตกของประเทศเยอรมนี

ในวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1948 ผู้ว่าการมลรัฐที่อยู่ในพื้นที่ของเยอรมนีตะวันตก ได้รับมอบเอกสารจากผู้ว่าการปกครองทางทหารของสัมพันธมิตรโดยเอกสารดังกล่าวถูกเรียกว่า “Frankfurter Dokumente” เอกสารฉบับที่หนึ่งของเอกสารดังกล่าวมีเนื้อหาสาระสำคัญที่มอบหมายให้มีการเรียกประชุมสมัชชาแห่งชาติเพื่อให้ดำเนินการออกรัฐธรรมนูญสำหรับพื้นที่ในเขตตะวันตก ซึ่งในเอกสารดังกล่าวมีการกำหนดกรอบเนื้อหาสำหรับรัฐธรรมนูญ และเงื่อนไขการยอมรับรัฐธรรมนูญที่จะถูกร่างขึ้นดังกล่าวด้วย โดยกรอบเนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่ถูกกำหนดมานั้นได้แก่หลักการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน และการกำหนดโครงสร้างของรัฐในรูปแบบของสหพันธรัฐ

ภายหลังจากการรับมอบ Frankfurter Dokumente ดังกล่าวแล้วก็นำไปสู่ขั้นตอนการดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญ โดยในระหว่างวันที่ 8 – 10 กรกฎาคม ค.ศ. 1948 ผู้ว่าการมลรัฐทั้งหลายก็ได้ร่วมประชุม ณ โรงแรม Rittersturz ณ เมือง Koblenz และได้มีมติที่เรียกว่า „Koblenzer Beschlüsse“ ยอมรับการมอบอำนาจในการดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญของฝ่ายสัมพันธมิตรภายใต้เงื่อนไขที่ว่าสมัชชาที่จะถูกเลือกให้ทำหน้าที่ในการดำเนินการดังกล่าวนั้นไม่ใช่องค์กรที่ทำหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญที่มีลักษณะถาวรที่จะเป็นอุปสรรคต่อการรวมเยอรมนีตะวันตกและเยอรมนีตะวันออกในอนาคต แต่เป็นการดำเนินการออก “รัฐธรรมนูญ” ที่มีลักษณะ “ชั่วคราว” ที่เรียกว่า Grundgesetz ซึ่งชื่อเรียกดังกล่าวถูกเสนอโดย Max Brauer นายกเทศมนตรี Hamburg ทั้งนี้เพื่อมุ่งประสงค์ที่จะแสดงให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญที่จะถูกร่างออกมาใช้บังคับนั้นเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ “ชั่วคราว” ซึ่งลักษณะชั่วคราวของกฎหมายพื้นฐานนั้นปรากฏในภายหลังในมาตรา 146 ของกฎหมายพื้นฐานที่มีเนื้อหาสาระว่ากฎหมายพื้นฐานนี้จะสิ้นสุดการใช้บังคับลงไปในวันที่รัฐธรรมนูญที่ถูกลงมติโดยอิสระของชาวเยอรมันมีผลใช้บังคับ

ในเดือน สิงหาคม ค.ศ. 1948 มีการเลือกตั้งสมาชิกสภา Parlamentarischer Rat โดยผ่านสภามลรัฐของทั้ง 11 มลรัฐของประเทศเยอรมนีตะวันตก ซึ่งสภาดังกล่าวมีสมาชิกทั้งสิ้น 65 คน มีสมาชิกที่เป็นผู้หญิงทั้งสิ้น 4 คน ซึ่งท่านเหล่านี้ถูกขนานนามในภายหลังว่าเป็น “บิดา/มารดาของกฎหมายพื้นฐาน”

ระหว่างวันที่ 10 – 23 สิงหาคม ค.ศ. 1948 ก็มีการประชุมของคณะกรรมการร่างกฎหมายพื้นฐานซึ่งกำหนดขึ้นโดยผู้ว่าการมลรัฐทั้งหลายซึ่งเรียกการประชุมนี้ว่า Verfassungskonvent von Herrenchiemsee ซึ่งเป็นเกาะในทะเลสาป Chiemsee ของมลรัฐ Bayern เพื่อดำเนินการร่างกฎหมายพื้นฐานขึ้น โดยใช้เวลาในการร่างทั้งสิ้น 13 วัน

วันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1948 Parlamentarischer Rat ก็ได้เปิดประชุมครั้งแรก ณ กรุงบอนน์ เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายพื้นฐาน โดยมี Konrad Adenauer เป็นประธานสภา และด้วยประสบการณ์ความล้มเหลวของรัฐธรรมนูญแห่งไวร์มาร์ และความเลวร้ายในยุคจักรวรรดิที่สามในยุคของฮิตเลอร์ และสงครามโลกครั้งที่สอง สภาดังกล่าวก็ได้มีการอภิปรายร่างกฎหมายพื้นฐานดังกลาว และท้ายที่สุดก็มีมติด้วยเสียงข้างมากผ่านกฎหมายพื้นฐานในวันที่ 8 พฤษภาคม ค.ศ. 1949 ดังนั้นกฎหมายพื้นฐานจึงถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “รัฐธรรมนูญแห่งกรุงบอนน์” – Bonner Verfassung และเมื่อผ่านมติการยอมรับของสัมพันธมิตรตะวันตก และสภาของมลรัฐทั้งหลายแล้วนั้น ในวันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ. 1949 ก็มีการประกาศใช้กฎหมายพื้นฐานโดยมีผลใช้บังคับ ในเวลา 00.00 น.ของวันที่ 24 พฤษภาคม ค.ศ. 1949 ซึ่งถือเป็นจุดกำหนดของกฎหมายพื้นฐาน และประเทศเยอรมนี ในปัจจุบันกฎหมายพื้นฐานมีเนื้อหาทั้งสิ้น 146 มาตรา ถูกแก้ไขเพิ่มเติมมาแล้วทั้งสิ้น 53 ครั้ง

B. ลักษณะสำคัญของกฎหมายพื้นฐาน

1. สิทธิขั้นพื้นฐาน ด้วยบทเรียนที่ได้รับจากช่วงการปกครองภายใต้ฮิตเล่อร์ และช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง กฎหมายพื้นฐานได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ “สิทธิขั้นพื้นฐาน” เห็นได้จากการนำเอาสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ มาจัดรวมไว้ในหมวดแรกของรัฐธรรมนูญ ซึ่งในหมวดดังกล่าวประกอบด้วย 19 มาตราด้วยกัน(มาตรา 1 – มาตรา 19) ซึ่งในหมวดนี้จะระบุถึงสิทธิขั้นพื้นฐานทั้งหลายเอาไว้ด้วยกัน เช่น ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ในมาตรา 1, เสรีภาพในการกระทำการ และสิทธิในชีวิตร่างกาย ในมาตรา 2, ความเสมอภาคเท่าเทียมกันในทางกฎหมาย ในมาตรา 3 และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ในมาตรา 5 เป็นต้น หน่วยงานของรัฐไม่ว่าหน่วยงานนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ จะต้องคำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานนี้เสมอ หลักการผูกพันต่อสิทธิขั้นพื้นฐานดังกล่าวถูกระบุไว้ในมาตรา 20 วรรคสามของกฎหมายพื้นฐาน ดังนั้นการตรากฎหมายโดยฝ่ายนิติบัญญัติ หรือใช้การตีความกฎหมายของฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ จะต้องคำนึงถึงและให้ความสำคัญต่อสิทธิขั้นพื้นฐานเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะองค์การตุลาการอันได้แก่ศาลทั้งหลาย ดังนั้นแนวความคิดที่ว่าศาลยุติธรรมซึ่งมีอำนาจพิจารณาคดีแพ่ง และคดีอาญา ไม่มีความจำเป็นต้องพิจารณาไปถึงเรื่องสิทธิตามรัฐธรรมนูญนั้นย่อมเป็นเรื่องที่แปลกและยอมรับไม่ได้ในระบบกฎหมายเยอรมัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา 1 ของกฎหมายพื้นฐานที่ ระบุถึง “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”-Menschenwürde เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดและเป็นเรื่องที่ไม่สามารถตั้งข้อสงสัยได้เลยว่าความสำคัญของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั้นจะถูกละเมิดล่วงเกินได้แค่ไหนเพียงใด ถ้าจะกล่าวตามสำนวนของเยอรมันก็สามารถกล่าวได้ว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” นั้นจะถูกเขียนเป็นตัวหนังสือตัวใหญ่ในระบบกฎหมายเยอรมัน(„Die Menschenwürde wird groß geschrieben.“) นั่นหมายถึงความสำคัญของเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั้นเป็นเรื่องที่ถูกให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นผลที่มาจากสงครามโลกครั้งที่สอง นั่นคือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั้นไม่ใช่เพียงแค่รอยน้ำหมึกที่เปื้อนอยู่บนกระดาษเท่านั้น นั่นหมายถึงในทางปฏิบัติแล้วนั้นการใช้อำนาจรัฐไม่ว่าในสาขาใดต้องคำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานดังกล่าวอย่างแท้จริง ดังนั้น การนำผู้ต้องหาค้ายาบ้ามาแถลงข่าว แล้วยังไม่พอยังให้ผู้ต้องหาดังกล่าวคาบถุงยาบ้าระหว่างการแถลงข่าว และให้สัมภาษณ์สำทับภายหลังว่าพวกค้ายาไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นอมนุษย์นั้น จึงเป็นเรื่องที่เรียกได้ว่าด้วยสภาพของสังคมเยอรมันในปัจจุบันนั้นเหตุการณ์ดังกล่าวไม่อาจเป็นเรื่องที่จะนึกถึงได้แต่อย่างใด เพราะว่ากรณีตามตัวอย่างดังกล่าวไม่สอดคล้องกับหลักการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั่นเอง ทั้งนี้โดยไม่จำต้องไปพิจารณาถึงหลักที่ว่าต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าที่ศาลจะมีคำพิพากษาว่าบุคคลนั้นๆ เป็นผู้กระทำความผิดแต่อย่างใด

ตัวอย่างในกรณีของการให้ความสำคัญต่อ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” และ “สิทธิขั้นพื้นฐาน” ในระบบกฎหมายเยอรมันนั้นเห็นได้จากตัวอย่างของคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธรัฐดังต่อไปนี้

– การตีพิมพ์เผยแพร่รูปถ่ายของเจ้าหญิงแห่ง Monaco ท่านหนึ่งในนิตยสารฉบับหนึ่ง ซึ่งภาพดังกล่าวเป็นภาพที่ถูกบันทึกในสถานที่ที่เป็นสถานที่เปิดเผยสาธารณะไม่ได้ถูกบันทึกในสถานที่ที่เป็นที่ส่วนตัว แต่อย่างใด ดังนั้นการเผยแพร่รูปดังกล่าวจึงไม่กระทบต่อสิทธิส่วนบุคคลของเจ้าของภาพแต่อย่างใด BVerfGE 101, 361

– กฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยทางอากาศที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องสามารถยิงเครื่องบินโดยสารพลเรือนที่ถูกยึดโดยพวกก่อการร้ายได้นั้น ขัดต่อสิทธิในชีวิตตามมาตรา 2 วรรคสอง และขัดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามมาตรา 1 ของกฎหมายพื้นฐาน ของผู้โดยสารที่อยู่บนเครื่องบิน กฎหมายดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และไม่มีผลในทางกฎหมาย BVerfGE 115, 118

– การพิพากษาสามีของผู้ตายในฐานละเลยไม่ช่วยเหลือภรรยาเนื่องจากตนและภรรยานั้นมีความเชื่อในทางศาสนาอย่างเคร่งครัด โดยแทนที่จะเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตามคำสั่งแพทย์ กลับดำเนินการสวดภาวนาตามพิธีการศาสนาของตนจนในท้ายที่สุดภรรยาของจำเลยถึงแก่ความตายในที่สุด ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีนี้มีว่าภรรยาของจำเลยได้ปฏิเสธการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยที่จำเลยไม่ได้พูดคุยเกลี้ยกล่อมให้ภรรยาของตนเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแต่อย่างใด โดยศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าคำพิพากษาศาลดังกล่าวไม่สอดคล้องกับเสรีภาพในความเชื่อของจำเลย ดังนั้นการกล่าวหาจำเลยว่าละเลยไม่ดำเนินการให้ภรรยาของจำเลยกระทำการใดๆ ซึ่งเป็นการขัดต่อความเชื่อของทั้งจำเลยและภรรยาเองนั้น จึงไม่ชอบ คำพิพากษาของศาลดังกล่าวละเมิดสิทธิในความเชื่อของจำเลยซึ่งรับรองไว้ในมาตรา 4 วรรคหนึ่ง ของกฎหมายพื้นฐาน BVerfGE 32, 98

– ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลปกครองแห่งหนึ่งผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นสตรีชาวยิว ได้แสดงความไม่เห็นด้วยที่ในห้องพิจารณาคดีมีไม้กางเขนประดับอยู่ และเรียกร้องให้มีการปลดเอาไม้กางเขนออกไปจากห้องพิจารณาคดีดังกล่าว ซึ่งศาลก็ได้ปฏิเสธ ผู้ฟ้องคดีได้ใช้สิทธิร้องทุกข์ตามรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าการแขวนไม้กางเขนไว้ในห้องพิจารณาคดีในกรณีนี้นั้น(ไม่ใช่กรณีทั่วไป) อาจเป็นการทำให้ผู้ที่เข้าร่วมพิจารณาคดีมีความรู้สึกว่าถูกบังคับให้อยู่ภายใต้ไม้กางเขน ซึ่งนำไปสู่การละเมิดเสรีภาพในความเชื่อซึ่งรับรองไว้ในมาตรา 4 วรรคหนึ่ง ของกฎหมายพื้นฐานได้ ดังนั้นจึงต้องมีการนำไม้กางเขนออกจากห้องพิจารณาคดี BVerfGE 35, 366

– การที่เจ้าหน้าที่ปฏิเสธคำร้องขอแก้ไขสูติบัตรของผู้ร้องทุกข์ที่ร้องขอให้เปลี่ยนคำระบุเพศของผู้ร้องทุกข์ที่ได้ผ่านขั้นตอนการผ่าตัดแปลงเพศจากเพศชายมาเป็นเพศหญิงนั้น เป็นการกระทำที่ขัดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามมาตรา 1 ของกฎหมายพื้นฐาน เพราะเป็นการขัดต่อสิทธิของบุคคลในการที่บุคคลจะกำหนดเอกลักษณ์ และโชคชะตาของตนเอง BVerfGE 49, 286, BVerfGE 60, 123

– การดำเนินการก่อตั้งสถาบันทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนของคู่ชีวิตที่มีเพศเดียวกันนั้นไม่เป็นการละเมิดมาตรา 6 วรรคหนึ่งของกฎหมายพื้นฐานที่คุ้มครองการสมรส(ซึ่งในระบบกฎหมายเยอรมันหมายถึงระหว่างชายและหญิงเท่านั้น-ผู้เขียน) ดังนั้นมาตรา 6 วรรคหนึ่งดังกล่าวจึงไม่ห้ามฝ่ายนิติบัญญัติที่จะกำหนดสิทธิและหน้าที่ของคู่ชีวิตที่มีเพศเดียวกันแต่อย่างใด แม้ว่าการกำหนดสิทธิและหน้าที่ดังกล่าวจะมีความใกล้เคียงกับการสมรสก็ตามBVerfGE 105, 313

ตัวอย่างของคำพิพากษาดังกล่าวข้างต้นเป็นเพียงส่วนเล็กน้อยจากผลงานของคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์ในการพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวข้องกับสิทธิขั้นพื้นฐานที่กำหนดไว้ในกฎหมายพื้นฐาน

2. การคุ้มครองสิทธิของบุคคลโดยทางศาล ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วใน 1. ว่าสิทธิขั้นพื้นฐานเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ดังนั้นในกฎหมายพื้นฐานจึงได้สร้างกลไกในการคุ้มครองสิทธิของบุคคลโดยผ่านองค์กรตุลาการที่มีความเป็นอิสระในการพิจารณาตัดสินคดี หรือที่เรียกว่าหลัก Rechtsschutzgarantie ที่ถูกกำหนดไว้ในมาตรา 19 วรรคสี่ของกฎหมายพื้นฐาน หลักดังกล่าวเป็นหลักประกันที่ให้ความคุ้มครองบุคคลต่อการกระทำที่เกิดจากการใช้อำนาจรัฐซึ่งในที่นี้หมายถึงการกระทำหรือการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารเท่านั้น หลักการดังกล่าวนี้ไม่ได้กำหนดให้ประกันเฉพาะแต่กรณีที่บุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิจะต้องสามารถนำคดีขึ้นสู่ศาลได้เท่านั้น แต่หลักดังกล่าวยังเรียกร้องหรือมีเป้าหมายว่าการคุ้มครองสิทธิโดยศาลดังกล่าวนั้นจะต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

ดังนั้นการออกกฎหมายหรือการตีความกฎหมายที่มีหรือเป็นไปในทางที่ส่งผลให้มีการตัดสิทธิของบุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิในการที่จะนำคดีขึ้นสู่การพิจารณาคดีของศาลได้นั้น จึงเป็นกรณีที่ไม่สอดคล้องกับหลักการคุ้มครองสิทธิของบุคคลโดยองค์กรตุลาการแต่อย่างใด

ดังนั้นหากนำตัวอย่างในระบบกฎหมายไทยดังเช่นในกรณีของ มาตรา 239 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญฯ ที่กำหนดว่า “ใน กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งวินิจฉัยให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งก่อนการประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิก วุฒิสภา ให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นที่สุด” มาตีความประกอบกับหลักคุ้มครองสิทธิโดยศาลในกรณีนี้ย่อมถึงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่สามารถโต้แย้งใดๆ ได้อีกแล้วในขั้นตอนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือไม่สามารถโต้แย้งต่อองค์กรอื่นๆ ได้ แต่กรณีดังกล่าวไม่อาจตีความได้ว่าเป็นที่สุดจนถึงขั้นตัดสิทธิการใช้สิทธิทางศาลของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่อย่างใด หรือกรณีของมาตรา 16 ของ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ที่มีเนื้อหาว่า “ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชกำหนดนี้ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติ ราชการทางปกครอง และกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง” นั้น ขณะที่ผู้เขียนได้อ่านมาตราดังกล่าวก็ “ทึ่ง” ในความคิดของคนที่ร่างมาตราดังกล่าว และเกิดคำถามตามมาต่อการกำหนดมาตราดังกล่าวไว้ในพระราชกำหนดฉบับนี้ว่า “เพื่ออะไร ?” หากคำตอบคือเพียงเพื่อที่จะตัดสิทธิของบุคคลที่ได้รับผลกระทบที่ไม่ให้เข้าสู่กระบวนการของศาลปกครองเท่านั้น ก็พอช่วยก่อให้เกิดความเข้าใจและยอมรับได้เพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของตนสามารถไปใช้สิทธิต่อศาลอื่นได้เช่นศาลยุติธรรมอันเป็นศาลที่มีเขตอำนาจครอบคลุมกว้างกว่าศาลปกครองเป็นต้น แต่หากคำตอบคือเพื่อตัดสิทธิของบุคคลในการนำคดีไปสู่ศาลในทุกกรณีแล้วนั้นบทบัญญัติมาตรานี้ย่อมขัดกับหลักการคุ้มครองสิทธิของบุคคลโดยศาลอย่างแน่นอน

3. หลักความไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว? เจตนาเบื้องต้นในการร่างกฎหมายพื้นฐานนั้นก็เพื่อใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวของชาวเยอรมันจนกว่าที่ชาวเยอรมันจะมีมติให้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวดังกล่าวนี้ได้มีบทมาตราที่ได้บัญญัติถึงความเป็นนิรันดรของบทมาตราของกฎหมายพื้นฐานบางมาตราที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งบทมาตราดังกล่าวได้แก่มาตรา 79 วรรคสามของกฎหมายพื้นฐานหรือที่เรียกว่า Ewigkeitsklausel/Ewigkeitsgarantie มาตราดังกล่าวกำหนดห้ามการเปลี่ยนแปลงไว้สามประการคือ ห้ามเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐที่เป็นสหพันธรัฐ ห้ามเปลี่ยนแปลงหลักการเข้ามามีส่วนร่วมของมลรัฐทั้งหลายในกระบวนการนิติบัญญัติในระดับสหพันธ์รัฐ และห้ามเปลี่ยนแปลงหลักการที่กำหนดไว้ในมาตรา 1 ถึงมาตรา 20 ของกฎหมายพื้นฐาน

จากบทบัญญัติมาตราดังกล่าวก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญต่อสิทธิขั้นพื้นฐานในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่าสิทธิขั้นพื้นฐานทั้งหลายนั้นได้ถูกกำหนดรับรองไว้ตั้งแต่มาตรา 1 – 19 ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงกฎหมายพื้นฐานในส่วนนี้จึงไม่สามารถกระทำได้ นอกจากนั้นแล้วในมาตรา 20 ของกฎหมายพื้นฐานนั้น แม้ว่าจะเป็นมาตราเดียวแต่ก็เป็นมาตราที่สำคัญในระบบกฎหมายเยอรมัน ด้วยเหตุว่าในมาตราดังกล่าวนี้ได้บัญญัติรับรองหลักที่สำคัญๆ ไว้หลายประการอันได้แก่ 1)หลักประชาธิปไตย และหลักสาธารณรัฐ(Demokratieprinzip und Republik) 2)หลักสหพันธรัฐ(Bundesstaatsprinzip) 3)หลักการแบ่งแยกอำนาจ(Gewaltenteilungsprinzip) 4)หลักนิติรัฐ(Rechtsstaatsprinzip) 4)หลักรัฐสวัสดิการ(Sozialstaatsprinzip) 5)สิทธิในการต่อต้านการล้มล้างรัฐธรรมนูญ(Widerstandrecht)

จะเห็นได้ว่าตรงจุดนี้ผู้ร่างกฎหมายพื้นฐานได้ให้ความสำคัญกับสิทธิขั้นพื้นฐานและหลักการสำคัญทั้งหลายที่กำหนดไว้ในมาตรา 20 ของกฎหมายพื้นฐานเป็นอย่างยิ่ง

4. กฎหมายพื้นฐานเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความกระชับได้ใจความ ด้วยบทบัญญัติทั้งสิ้น 146 มาตราของกฎหมายพื้นฐาน นั้นถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความกระชับด้วยเนื้อหาและโครงสร้าง กฎหมายพื้นฐานเป็นรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาที่เรียกได้ว่าสั้น แต่ได้ใจความ ด้วยบทบัญญัติของกฎหมายพื้นฐานที่มีเพียง 146 มาตรา ก็สามารถสร้างความเป็นปึกแผ่นมั่นคงได้ หากพิจารณาจากจำนวนมาตราของกฎหมายพื้นฐานเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญของบางประเทศนั้น แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่สำคัญคือคุณภาพ และศิลปะในการร่างรัฐธรรมนูญหรืออกล่าวอีกนัยหนึ่งคือความสามารถของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ว่าจะร่างรัฐธรรมนูญได้ดีแค่ไหนเพียงใดหาได้ขึ้นอยู่กับจำนวนมาตราแต่อย่างใด ดังที่ศาสตราจารย์ Detlef Merten เคยได้กล่าวไว้ว่า “ศิลปะอันยิ่งใหญ่ในการร่าง(ให้)รัฐธรรมนูญนั้นอยู่ที่การไม่เขียนมากเกินไป”

ดังนั้นการที่มีกล่าวอ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดเพราะมีหลายร้อยมาตราเช่นสามร้อยกว่ามาตราโดยมีการกำหนดรายละเอียดในบางเรื่องไว้อย่างถี่ถ้วน และหากได้อ่านรัฐธรรมนูญดังกล่าวแล้วบางท่านอาจคิดว่ากำลังอ่านพระราชบัญญัติ หรือ กฎหมายลำดับรองที่ออกโดยฝ่ายบริหารอยู่ ซึ่งลักษณะดังกล่าวแท้ที่จริงแล้วคือการสร้างความยุ่งยากในระบบกฎหมาย เพราะว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องที่ยากกว่าการแก้กฎหมายอื่นๆ ดังนั้นหากจะมีการปรับปรุงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องดังกล่าวก็จะต้องดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นเรื่องที่มีความยุ่งยากกว่าการแก้ไขกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ หรือกฎหมายลำดับรองของฝ่ายบริหาร นอกจากนั้นการร่างรัฐธรรมนูญในลักษณะดังกล่าวก็แสดงให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจรัฐสภาอันเป็นผู้แทนของประชาชนอย่างแท้จริง เพราะหาไม่แล้วผู้ร่างรัฐธรรมนูญย่อมปล่อยให้เรื่องที่เป็นรายละเอียดทั้งหลายเหล่านั้นอยู่ในอำนาจของรัฐสภาที่จะไปกำหนดรายละเอียดดังกล่าว ดังนั้นปริมาณจำนวนมาตราของรัฐธรรมนูญจึงไม่ใช่สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงคุณภาพของรัฐธรรมนูญฉบับนั้นๆ แต่อย่างใด

5. ศาลรัฐธรรมนูญในฐานะเป็นองค์การตุลาการที่มีหน้าที่ในการพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์(Bundesverfassungsgericht-BVerfG) เปิดทำการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 กันยายน ค.ศ. 1951 มีที่ทำการตั้งอยู่ที่เมือง Karlsruhe ในมลรัฐ Baden-Württemberg ศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์เป็นศาลที่มีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งในระบบกฎหมายของเยอรมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน ศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์ถูกขนานนามว่าเป็นผู้พิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญ(Die Hüter der Verfassung) แม้ว่าที่มาของผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 16 คนจะมีที่มาจากการคัดเลือกของฝ่ายการเมืองอันได้แก่รัฐสภา(Bundestag) และสภาผู้แทนมลรัฐ(Bundesrat) แต่ในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญก็หาได้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของฝ่ายการเมืองแต่ประการใด ในทางตรงกันข้ามกลับแสดงความเป็นอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดีตามกฎหมายของตนได้อย่างเข้มแข็ง ระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งของผู้พิพากษาแต่ละคนนั้นมีระยะเวลาในการดำรงตำแหน่ง 12 ปี และสามารถดำรงตำแหน่งได้เพียงครั้งเดียว เขตอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์ที่สำคัญๆ เช่น การพิจารณาคดีกรณีการใช้สิทธิร้องทุกข์ตามรัฐธรรมนูญ, การควบคุมกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายนิติบัญญัติ, การพิจารณาข้อพิพาทระหว่างองค์กรตามรัฐะรรมนูญ, การพิจาณาข้อพิพาทระหว่างสหพันธรัฐและมลรัฐ, การสั่งห้ามพรรคการเมือง เป็นต้น

ด้วยผลงานในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ และบทบาทการวางตัวของผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญที่ทำหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาคดี ทำให้คำพิพากษาจาก Karlsruhe เป็นคำวินิจฉัยที่ต้องรับฟังและให้ความสำคัญแต่ไม่ใช่เพราะว่ารัฐธรรมนูญหรือกฎหมายกำหนดให้องค์กรทั้งหลายผูกพันตามคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์เท่านั้น แต่ด้วยเหตุว่าเนื้อหาและเหตุผลประกอบคำพิพากษาที่เต็มไปด้วยหลักวิชาการที่ถูกนำมาปรับใช้กับข้อเท็จจริงได้อย่างแท้จริงก็เป็นเหตุหนึ่งที่ให้น้ำหนักแก่คำพิพากษาของสาลรัฐธรรมนูญ และก่อให้เกิดการยอมรับคำพิพากษานั้นอย่างแท้จริง

C. กฎหมายพื้นฐานปัจจุบัน อนาคต

60 ปีที่ผ่านมา ถึงปัจจุบัน คำถามที่เกิดขึ้นคือกฎหมายพื้นฐานในฐานะรัฐธรรมนูญชั่วคราวของประเทศเยอรมนีนั้นจะดำรงอีกนานแค่ไหน ? ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่ชาวเยอรมันทั้งหลายภายหลังจากการรวมเยอรมันตะวันออก และเยอรมันตะวันตกเข้าด้วยกันภายหลังจากที่กำแพงเบอร์ลินล่มสลายลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1989 หากนับถึงปีนี้ก็เป็นระยะเวลา 20 ปีแล้วนั้น ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่ชาวเยอรมันจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่(ถาวร) ตามที่มาตรา 146 ของกฎหมายพื้นฐานได้เปิดช่องทางเอาไว้ คำถามดังกล่าวนี้ถูกตั้งหรือยกขึ้นมาเป็นประเด็นอยู่เสมอ แต่ด้วยความสำเร็จ และประสิทธิภาพของกฎหมายพื้นฐานที่ทำให้คำถามนี้ถูกลดความสำคัญลงไป เพราะหากจะกล่าวว่ากฎหมายพื้นฐานเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีและใช้บังคับได้อย่างทันยุคทันสมัยอยู่เสมอ ดังนั้นความจำเป็นที่จะต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วนเท่าใดนัก ก็ไม่ใช่การกล่าวที่เกินจริงแต่ประการใด

ประเด็นสำคัญที่เป็นเรื่องน่าพิจารณาคือบทบาทของกฎหมายพื้นฐานในฐานะประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์ได้เคยมีคำวินิจฉัยที่สำคัญที่เกี่ยวข้องอันได้แก่คำวินิจฉัย BVerfGE 89, 155 อันเนื่องมาจากข้อพิพาทกรณีการให้สัตยาบันสนธิสัญญา Maastricht และการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญที่ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการถ่ายโอนอำนาจอธิปไตยของชาวเยอรมันไปให้ยังสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นการลดอำนาจรัฐสภา(Bundestag) และขัดหลักประชาธิปไตย และทำให้สิทธิขั้นพื้นฐานได้รับผลกระทบเพราะว่าต่อไปนี้การตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่เกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐานที่สำคัญจะถูกนำไปตัดสินในระดับสหภาพยุโรป ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินในกรณีดังกล่าวโดยได้ยืนยันถึงมาตรฐานของสิทธิขั้นพื้นฐานที่กฎหมายพื้นฐานได้รับรองหรือให้การรับประกันเอาไว้ว่ามาตรฐานดังกล่าวนั้นใช้บังคับกับกฎหมายของประชาคมยุโรปด้วย และศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์ก็สงวนสิทธิที่จะเป็นผู้ตัดสินในกรณีที่เกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐานดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามในกรณีปกติหากเป็นกรณีที่เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานในกฎหมายของประชมคมยุโรปแล้วนั้นศาลยุติธรรมแห่งยุโรปย่อมมีอำนาจพิจารณา ต่อปัญหาเกี่ยวกับหลักประชาธิปไตยนั้นศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ยืนยันว่าการเข้าร่วมในสหภาพยุโรปอันเป็นองค์การระหว่างประเทศเหนือรัฐนั้นไม่เป็นการขัดหรือแย้งต่อหลักประชาธิปไตยตราบใดที่ภายในสหภาพยุโรปยึดมั่นรักษาหลักประชาธิปไตยด้วยเช่นกัน จากคำวินิจฉัยนี้ศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์ได้แสดงให้เห็นประการหนึ่งว่าตราบใดที่ในประชาคมยุโรปเป็นประชาคมที่เป็นประชาธิปไตยและมีการประกันสิทธิขั้นพื้นฐานที่มีมาตรฐานเพียงพอเหมือนกับที่กำหนดไว้ในกฎหมายพื้นฐานแล้วนั้นย่อมเป็นการสอดคล้องกับหลักการประกันสิทธิขั้นพื้นฐานในกฎหมายพื้นฐานเช่นเดียวกัน สิ่งที่เป็นสิ่งที่ท้าทายในปัจจุบันคือสิ่งที่เรียกว่า “รัฐธรรมนูญแห่งสหภาพยุโรป” ที่ยังไม่มีผลใช้บังคับเพราะว่าประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปยังไม่ให้สัตยาบันครบถ้วนนั้น สิ่งที่น่าพิจารณาคือหากรัฐธรรมนูญแห่งสหภาพยุโรปดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้วนั้นจะส่งผลต่อ กฎหมายพื้นฐาน อย่างไรบ้าง

D. สรุป

ด้วยบทเรียนที่ชาวเยอรมันภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองได้เรียนรู้และได้สัมผัสถึงความยากลำบากอย่างแสนสาหัส เป็นบทเรียนที่ชาวเยอรมันได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ทำให้เกิดความแน่วแน่ของประชาชาติว่าความทรงจำร้ายๆ ในประวัติศาสตร์ดังกล่าวนั้น จะปล่อยให้เกิดขึ้นอีกไม่ได้ในอนาคต กฎหมายพื้นฐาน จึงเป็นเหมือนเครื่องมือที่ช่วยกอบกู้ ประคับประคอง และสร้างประเทศเยอรมนีและชาวเยอรมันให้มีความเข้มแข็ง และก้าวมายืนอยู่บนเวทีโลกได้อย่างมั่นคงและอย่างภาคภูมิ ในโอกาสที่ Grundgesetz (กฎหมายพื้นฐาน) ในฐานะรัฐธรรมนูญของประเทศเยอรมนีมีอายุครบ 60 ปี ในปีนี้และสามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่ถูกกองกำลังหรือกลุ่มบุคคลที่อ้างว่ามีหัวใจประชาธิปไตยกลุ่มใดๆ มายกเลิกและล้มล้างโดยใช้วิธีการปฏิวัติ รัฐประหาร หรือวิถีทางอันไม่ใช่วิถีทางประชาธิปไตยเหมือนในบางประเทศ จึงขอกล่าวอวยพรว่า „Alles Gute zum sechzigjährigen Jubiläum!“

อ้างอิง

1.Bommarius, Christian, Das Grundgesetz; Eine Biographie, Berlin 2009

2.Bönisch, Georg/Wiegrefe, Klaus (Hrsg.), Die 50er Jahre; Vom Trümmerland zum Wirtschaftswunder, München 2006.

3.Möllers, Christoph, Das Grundgesetz; Geschichte und Inhalt, München 2009.

4.Sodan, Helge(Hrsg.), Grundgesetz, München 2009.

5.Steinbeis, Maximilian/Detjen, Marion/Detjen, Stephan, Die Deutschen und das Grundgesetz, München 2009.

6.Weis, Hubert, Meine Grundrechte, München 2004.

7.Wesel, Uwe, Der Gang nach Karsruhe, München 2004.

8.http://www.faz.net/s/Rub594835B672714A1DB1A121534F010EE1/Doc~EC1E8A56C62F74B3E8E0FDC2803A1ECDC~ATpl~Ecommon~Scontent.html

9. http://de.wikipedia.org/wiki/Grundgesetz

10. http://de.wikipedia.org/wiki/Maastricht-Entscheidung

11.http://de.wikipedia.org/wiki/Bundesverfassungsgericht

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง  The Thai Constitution of 1997: A study on Protection Rights and Liberties

โดย

Kriengkrai Charoenthanavat

อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ความมีดังนี้

Introduction


From 1932 to present, Thailand has had sixteen Constitutions promulgated. The current Constitution, ascribed the name “Popular Constitution” was promulgated in 1997. It is the product of the “political reform”, started in 1992, which led to the amendment of the fifteenth Constitution. The amendment concerned the preparation of a new Constitution by supporting the public participation in drafting the new Constitution. Regarding to the public participation, the Constituent Assembly was set up and made of ninety-nine members; it was composed of two types of members. The first one, composing seventy-six members, was elected by the National Assembly from candidates for each province. The other, composing twenty-two members, was chosen by the Parliament from experts and persons experienced in various fields, nominated by State-owned higher education institutes. The Constituent Assembly was to conduct a survey of public opinion through hearings and was to finalise a draft for presentation to Parliament within 240 days.

Finally, the draft Constitution was completed and a prerequisite public hearing was held and afterward it was submitted to the Parliament for approval. If Parliament voted short of a majority, a public referendum would be held. At last, the draft was approved by the Parliament and was promulgated on 11 October 1997.

The spirit of the Constitution of 1997 was expressly presented in the Preamble “…the Constituent Assembly prepared the draft Constitution with the essential substance lying in additionally promoting and protecting rights and liberties of the people, providing for public participation in the governance and inspecting the exercise of State power as well as improving a political structure to achieve more efficiency and stability, having particular regard to public opinions…”

According to the above expression, the Constituent Assembly had to prepare the draft of the Constitution under the three crucial elements. These three important elements are known as the notions of Constitutionalism, and one of them is the protection of fundamental rights and liberties of people.

Regarding to protection of civic rights and liberties, the Constitution of 1997 is the only Thai Constitution which has enumerated a number of provisions concerning civic rights and liberties much greater than those of the others. These provisions turn government by politicians to government by the people However, these do not ensure that civic rights and liberties will not be violated by the State power(2) .Moreover, there are too many “undemocratic laws” which give the non-respect by the authorities to the civic rights and liberties. At present, the role of civil-society in Thailand is strengthened gradually to control and to examine the State power, especially in cases of violation of civic rights and liberties by the authorities.

Protection of Fundamental Rights and Liberties of People under the Constitution of 1997


The current Constitution of Thailand has stipulated the protection of civic rights and liberties in chapter III, Rights and Liberties of the Thai People, and in chapter VIII, The Courts, which is composed fifty-one sections. This Constitution recognized more rights and liberties than any other prior Constitution of Thailand. Considering the provisions regarding to the protection of rights and liberties, we can classify them into five categories. Of significance are the followings:

A. Including many new rights and liberties As mentioned above, this Constitution is the only one which has provisions concerning the protection rights and liberties much more than any other previous Constitution had. Under these provisions, we found that the Convention tried to protect rights and liberties completely as he could do at that time. However, although the Constitution does not separate the protection of human rights from the protection of civic rights and liberties, we consider that both of them are recognized by the Constitution. We can classify the protection of rights and liberties as the followings.

1. Protection of human rights There is a group of principles on the protection of rights and liberties in this Constitution. They are the clauses on the rights and liberties of natural of person. Consequently, the State can not deny and violate these rights and liberties, and must recognize them in the Constitution; they are so called “Human Rights”. Among these are the following:

-Human dignity- “Human dignity” is a fundamental basis of human rights. The concept of human dignity embodies two important aspects. First, it means the very human nature and the second aspect is the moral values and principles. The prior Constitutions of Thailand had never recognized the human dignity in them but the present Constitution (1997) has expressly recognized it in Sections 4, 26 and 28. The Constitution of 1997 clearly makes a distinction between human dignity and other “rights and liberties” also recognized in the Constitution. According to the spirit of Thai Constitution, human dignity is the fundamental basis of rights and liberties and in the exercise of its power no violation by State is permitted.

Protection of human dignity, rights and liberties of the people is stipulated in Section 4 “The human dignity, right and liberty of the people shall be protected”. Therefore, one can deduce that any person, irrespective of his or her nationality, can equally invoke human dignity, rights and liberties enshrined in the Constitution as the basis of his or her rights, in particular those rights and liberties which form part of human rights. Nevertheless, a person who is not a Thai citizen cannot invoke certain rights and liberties which are considered to be civil and political rights.

Moreover, the Constitution stipulate in Section 26 “In exercising powers of all State authorities, regard shall be had to human dignity, rights and liberties in accordance with the provisions of this Constitution”. Regarding to this Section, we consider that the Convention wish all of the States authorities shall, in exercising their power, respect human dignity, rights and liberties of the people. In Section 28 para 2 provide that “A person whose rights and liberties recognized by this Constitution are violated can invoke the provisions of this Constitution to bring a lawsuit or to defend himself or herself in the court” Consequently, if the States authorities does not respect human dignity, rights and liberties of the people, the States authorities can be brought before the court. In addition, as human dignity is equally protected, a person can also invoke the same provision to defend his human dignity before the court too.

-Liberty of the person- The recognition of the liberty of the person in the Constitution of 1997 has more provisions than any other prior Constitution of the country ever had, especially rights and liberties of person under a criminal case and in a criminal procedure which is recognized seperately in Chapter VIII “The Courts”. Moreover, we find the recognition of the liberty of the person in Chapter III “Rights and liberties of the Thai People”. The recognition of the liberty of the person is clearly reflected in the present Constitution as follows:

1. Section 31 provides that a person shall enjoy the right and liberty in his or her life and person. A torture, brutal act, or punishment by a cruel or inhumane means shall not be permitted. Moreover, no arrest, detention or search of person or act affecting the liberty shall be made except by virtue of the law. The notion of prohibitation of a torture, brutal act and a cruel punishment is recognized for the first time in the history of Constitution of Thailand. Regarding the punishment of death by penalty, it still exists in the country, if it is provided by law, and it shall not be deemd to be the punishment by a cruel or inhumane manner.

2. Section 237 provides that in criminal case, arrest and detention of a person may be made where an order or a warrant of the Court is obtained, or where such person commits a flagrant offense or where there is such other necessity for an arrest without warrant as provided by law. In the past, an order or a warrant was made by the official and the Court and in practice, most of the warrants of arrest were made by the superior administrative or police official by claim that an alleged offender is not within the jurisdiction of the Court in order to evade scrutinization of the Court. This condition is imposed by Section 58 of the Criminal Procedure Code(3) . Consequently, the order or the warrant made by the official was out of control and verification and brought to the violation of the rights and liberties of person and afterwards the corruption. This caused the current Constitution to impose that in principle an order or a warrant must only be made by the Court.

3.Section 237 imposes that the arrested person shall, without delay, be notified of the charge and details of such arrest and shall be given an opportunity to inform, at the earliest convenience, his or her relative, or the person of his or her confidence, of the arrest. This is the new right of the arrested person in Thailand to guarantee his or her liberty of communication and preparation to defend himself or herself before the procedure.

4. The arrested person being kept in custody shall be sent to the Court within forty eight hours as from the time of his or her arrival at the office of the inquiry official in order for the court to consider whether there is a reasonable ground under the law for the detention of the arrested person or not, except for the case of force majeure or any other unavoidable necessity as provided by law.

5. Section 238 provide that in a criminal case, a search in a private place shall not be made except where an order or a warrant of the Court is obtained or there is a reasonable ground to search without an order or a warrant of the Court as provided by law. In the past, Section 58 of the Criminal Procedure Code imposes that the Court, a superior administrative or police official competent for issuing a warrant of search. There are cases which some officials issue the warrant of arrest in violation of rights and liberties of people. That caused why this current Constitution to impose that the Court is the only organ who has the authority of issuing the warrant of search.

6. Section 241 para 1 provides that in a criminal case, the suspect or the accused has the right to a speedy, continuous and fair inquiry or trial. It is the first time that Thai Constitution imposes the measure of continuous inquiry or trial. In the past, the criminal procedure in a case could take a long time and the suspect or the accused could be kept in custody or detained under the warrant of detention without bail. This is not justifiable for the suspect or the accused.

7. Section 241 para 2 impose that at the inquiry stage, the suspect has the right to have an advocate or a person of his or her confidence attend and listen to interrogations. This right of the suspect is a guarantee that no inquiry official shall make any deception, threat, or promise to any alleged offender inducing the suspect to make any particular statement concerning the charge against him. Consequently, the notes of the proceedings of inquiry are legally correct and are accepted as the evidence.

8. Section 241 para 3 provides that an injured person or the accused in a criminal case has the right to inspect or require a copy of his or her statements made during the inquiry or documents pertaining thereto when the public prosecutor has taken prosecution as provided by law.

9. Section 241 para 4 provides that in a criminal case for which the public prosecutor issues a final non-prosecution order, an injured person, the suspect or an interested person has the right to know a summary of evidence together with the opinion of the inquiry official and the public prosecutor with respect to the making of the order for the case, as provided by law. This measure has a purpose for examining and controlling transparently the exercise of power of the officials in a final non-prosecution order.

10. Moreover, Section 242 imposes that in a criminal case, the suspect or the accused has the right to receive an aid from the State by providing an advocate as provided by law. In the case where a person being kept in custody or detained cannot find an advocate, the State shall render assistance by providing an advocate without delay. In a civil case, a person has the right to receive a legal aid from the State, as provided by law.

11. Section 244 provides that in a criminal case, a witness has the right to protection, proper treatment, necessary and appropriate per diem from the State as provided by law. In the past, a witness in criminal case risked his or her life to be witness, so no one dared to be witness in criminal case because there was no law and no system of protection. At present, we have Protection of witness in Criminal Case Act promulgated in 2003.

12. Section 245 provides that in a criminal case, an injured person has the right to protection, proper treatment and necessary and appropriate per diem from the State, as provided by law.

13. Section 245 para 2 provides that in the case where any person suffers an injury to the life, body or mind on account of the commission of a criminal offense by other person without the injured person participating in such commission and the injured cannot be remedied by other means, such person or his or her heir has the right to receive an aid from the State, upon the condition and in the manner provided by law. This is the first time that thai Constitution accepts the right of the descendant of the injured person to receive the aid instead of the injured person who does not have an opportunity to receive it. The recognition of this right comes from the notion of “Social aid” and the notion of “State responsibility”.

14.Section 246 imposes that any person who has become an accused in a criminal case and has been detained during the trial shall, if it appears from the final judgement of that case that the accused did not commit the offence or the act of the accused does not constitute an offence, be entitled to appropriate compensation, expenses and the recovery of any right lost on account of that incident, upon the conditions and in the manner provided by law.

-Liberty of conscience- This recognition gives the respect to the notion of “Natural law” by recognizing that the human-conscience is the natural right and natural liberty of human-being which the State cannot ignore and violate it. In current Constitution, we see this recognition in Section 38 para1 which provides that a person shall enjoy full liberty to profess a religion, a religious sect or creed, and observe religious precepts or exercise a form of worship in accordance with his or her belief ; provided that it is not contrary to his or her civic duties, public order or good morals.

-Protection of Children’s Right- In Section 53 imposes that Children, youth and family members shall have the right to be protected by the State against violence and unfair treatment. Moreover, the children and the youth with no guardian shall have the right to receive care and education from the State, as provided by law.

2. Civil rights The recognition of civil rights is based on the hypothesis that a person who has the nationality of that State may enjoy the civil rights provided by the Constitution. The current Constitution of Thailand prescribes the provisions about the civil rights as followings :

-Liberty of expression- In regard to liberty of expression and liberty of the press, this present Constitution stated that news or opinions presented by private employees who work for a newspaper business or a television or radio broadcasting business shall not be under mandate of both official authority and the business owners. Moreover, it stated that transmission frequencies for radio or television broadcasting and radio communication are national communication resources for public interest and there is an independent regulatory body having the duty to distribute the frequencies and supervise radio or television broadcasting and telecommunication businesses as provided by law.

-Academic freedom and the right of the fundamental education- The recognition of academic freedom is provided in Section 42 para1of the present Constitution. It stated that a person shall enjoy an academic freedom and it is protected; provided that it is not contrary to the civic duties or good morals. Regarding to the right of the fundamental education, Section 43 provided that a person shall enjoy an equal right to receive the fundamental education for the duration of not less than twelve years which shall be provided by the State thoroughly, up to the quality, and without charge.

-The right of local people- It is the new right which it had never been existed in our country. But the present Constitution imposes it in Section 46 ; this recognition comes from the notion of assembling as to be a traditional community not juristic person to conserve and restore their own customs, local knowledge, art or good culture of their community and of the nation. The traditional community may participate in the management, maintenance, preservation and exploitation of natural resources and the environment in a balanced fashion and persistently.

-The right to receive standard public health- Section 52 provides that shall enjoy an equal right to receive standard public health service, and the indigent shall have the right to receive free medical treatment from public health centres of the State

-The right of disadvantageous person- The current Constitution has the provisions concerning disadvantageous person as followings: Section 53 para 2 the right of children to receive care and education from the State, Section 54 the right of person over 60 years of age to receive assistance from the State, Section 55 the right of disabled or handicapped to receive public conveniences and others aids from the State

-The right to participate in conserving and exploiting natural resources and maintaining the environment- The Constitution of 1974 was the first Constitution which recognized this right, and afterwards no any Constitution recognized it again. At present, the current Constitution guarantees this right in Sections 56 and 59 as followings: the right to participate in conserving and exploiting natural resources and biological diversity and in the protection, promotion and preservation of the quality of the environment, the right to sue a State agency, State enterprise, local government organization or other State authority to perform the duties, the right to receive information, explanation and reason from State agency, State enterprise or local government organization before permission is given for the operation of any project or activity which may affect the quality of the environment, health and sanitary conditions, the quality of life or any other material interest concerning him or her or a local community and have the right to express his or her opinions on such matters in accordance with the public hearing procedure.

-The right of consumer protection- Under Section 57 of this Constitution, an independent body will have to be set up for giving opinions on laws and measures to be introduced for consumer protection and there are representatives of consumers must also be members of such advisory body

-The right to get access to public information- Under Section 58, the Constitution states that a person shall have the right to get access to public information in possession of a State agency, State enterprise or local government organization, unless the disclosure of such information shall affect the security of the State, public safety or interest of other persons which shall be protected.

-The right to participate in the decision-making process of State officials- Under Section 60, this right is given to the person whose rights and liberties are affected by decision-making process of the State officials before they have the decision-making affecting his or her rights and liberties.

-The right to sue a State- Under Section 62,the Constitution gives the right to a person to sue a State agency, State enterprise, local government or other State authority which is a juristic person to be liable for an act or omission done by its Government official, official or employee.


-The right to resist peacefully-
Under Section 65 guarantees that a person shall have the right to resist peacefully any act committed for the acquisition of the power to rule the country by a means which is not in accordance with the modes provided in this Constitution.

-Equal rights for all person- This right is one of the most important rights of human-being. All of the Constitutions in the world recognize this right as a fundamental right. In every Thai Constitution, except the interim Constitution, has the provision concerning this right. At present, it is recognized under Section 30 providing that all persons are equal before the law and shall enjoy equal protection under the law. Men and women shall enjoy equal rights. If there is an unjust discrimination against a person on the grounds of the difference in origin, race, language, sex, age, physical or health condition, personal status, economic or social standing, religious belief, education or constitutionally political view, shall not be permitted.

Conclusion


As mentioned above, the Constitution of 1997 enlarges many provisions regarding to rights and liberties of the people and thereby gives protection more than any others Constitution of the country. One of the spirit of this Constitution is protection fundamental rights and liberties of people. This spirit comes from the notion of “Constitutionalism” which is the western democratic notion and spread to all of the democratic countries in the world. Thailand was known as a democratic country after 1932 but in historical background, two-third of seventy-three years (1932-2005) is under the military dictatorship and under the semi-democratic system. However, nowadays, Thailand is under democratic system, and the recognition of rights and liberties in the Constitution displays that the State takes care of rights and liberties of people. In fact, there are too many situations which rights and liberties of people are violated constantly. These show that the recognition of rights and liberties in the present Constitution does not ensure enforcement and function as it should be. Consequently, it must have the measures to enforce the recognition of rights and liberties and to make them work as required by the spirit of “Constitutionalism”.

————————————

(1) LL.B,LL.M,(Chulalongkorn University,Thailand), Diplôme d’Etudes Approfondies (Droit Public),Docteur en droit de l’Université (nouveau régime), Mention Trés honorable (l’Université Strasbourg 3, France).
(2) In Thailand, nowadays, there are many critics about the governmental policy concerning the events of the southern of the country which led to the violation of civic rights and liberties, especially the promulgation of the Emergency Decree on Public Administration in Emergency Situation B.E.2548(2005). There are many measures in this Emergency Decree which give much more power to maintain public safety to the Prime Minister. Thai academics, lawyers and politicians are afraid that these measures will bring about the violation of civic rights and liberties by the State power.
(3) This Section was abolished after amending the Crim

Read Full Post »

วันธรรมดาวันหนึ่งในเดือนพฤษภาคม 2552 หลังจากที่เมฆเริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่เช้า เหมือนจะเตือนให้คนกรุงอย่าลืมพกร่มออกมาจากบ้าน ตกบ่ายจากสีขาวทั่วฟ้าก็กลายเป็นสีเทาเข้มขึ้นๆ เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ฝกห่าใหญ่ก็มาเยือนกรุงเทพมหานคร กำหนดการที่กะว่าจะโบกรถแท็กซี่กลับบ้านตั้งแต่3-4ทุ่มก็เป็นอันต้องติดโรคเลื่อนไป (เลื่อนเพราะว่าเมฆตอนเช้าอุตส่าห์เตือนให้พกร่มแล้วแต่ผมไม่จำ!!! นั่นก็สมเหตุสมผลดีอยู่)

กลับมารอบใหม่ตอนเที่ยงคืน ห้านาที หลังจากที่เสียงฝน “ซู่วๆ” กลายเป็น “แหมะๆ”เบาๆ  ผมยืนโบกรถอยู่หน้าสภากาชาดไทย ฝั่งตรงข้ามาสภากาชาด รถแท็กซี่คันแรกมาจอดเทียบ หลังจากที่ยืนรออยู่สองสามนาที “ไปจรัญฯครับ” ผมบอกขณะที่เปิดประตูรถแท็กซี่   การส่ายหน้าคือคำตอบที่ได้รับกลับมาจากคนขับ …. ผมบอก “โอเค” แล้วก็ปิดประตูรถอย่างไร้อารมณ์

รออีกประมาณ4นาที คันต่อไปก็มา “ไปจรัญฯครับ” บทเดียวของผม…… “โอ๊ย….. ไปไม่ทัน” คนขับก็มีบทของเขา ….. “ปั่ก” ประตูปิดลง แต่ผมก็ยังยืนตากฝนปรอยๆอยู่เช่นเดิม

คันที่สามและที่สี่ที่เรียกก็ผ่านไป โดยไม่มีก้นผมอยู่บนเบาะ เหมือนเดิม เพราะแท็กซี่มิเตอร์ “ไอเลิฟฝรั่ง” ไม่ไป!!! ผมเริ่มหงุดหงิด และไม่เข้าใจว่าขับแท็กซี่มาจรัญฯได้เงิน 100บาทกลับบ้านมันแย่ยังไง อย่างไรเสีย แท็กซี่คือทางเลือกเดียวของผม เพราะตอนนี้มันจะเที่ยงคืนครึ่งแล้ว

ถนนตรงที่ผมเรียก คือถนนอังรีดูนังค์ ตรงข้ามสภากาชาดไทย ตรงไปเป็นสุรวงค์ เลี้ยวซ้ายแล้วเลี้ยวขวาแยกหน้าเป็นสีลม เมื่อนึกถึงสถานที่ตั้ง ผมก็นึกได้ว่า บางทีแท็กซี่ที่แวะจอดคุยกับผมกำลังมุ่งตรงไปสองถนนที่ไม่เคยหลับนี้ เพื่อรับนักเที่ยวกลับบ้านหรือโรงแรม บางทีทิปฝรั่งหรือทิปญี่ปุ่นอาจจะจูงใจพวกเขามากกว่าผม ว่าแล้วผมก็ย้ายฟากถนนไปฝั่งสภากาชาดไทย เพราะคิดว่าแท็กซี่ที่วิ่งบนถนนนี้ กำลังมุ่งหน้าไปทางเส้นสยาม พารากอน หรืออย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายไปที่สีลม-สุรวงค์ที่มีพวกชาวต่างชาติเยอะแยะ ตอนนี้เที่ยงคืนครึ่งแล้ว คงไม่ค่อยมีคนอยู่ ถึงมีพวกนี้ก็คือคนไทยที่ไม่ “ติ๊บ” เหมือนผมนั่นแหละ ว่าแล้วผมก็ย้ายฟาก ไปยื่นมือที่ฝั่งสภากาชาดไทยแทน

คันที่ห้ามาทอดเทียบข้างกายผม … “จรัญฯ”บทเดิมถูกกล่าวออกไป   คนขับนิ่งไปสามวินาที และ แท็กซี่ในกรุงเทพมหานคร คันที่ห้าในคืนนี้ของผม พยักหน้า หงึกๆ หมายถึงตกลง ผมกำลังจำได้กลับบ้าน เยสสส!!!

เมื่อเอนหลังลงบนรถแท็กซี่คันที่ห้านี้ ความสงสัยที่มันยังคุกกรุ่นอยู่ในใจผมก็โพล่งออกมาอย่างไม่อ้อมค้อม ….ผมเริ่มต้นด้วยว่า “เมื่อกี้ยืนเรียกไปสี่คัน ไม่มีใครไปเลย…..ทำไมเขาไม่รับผมหรือครับ” ความเงียบที่เข้ามาเป็นคำตอบ ผมก็ได้แต่นิ่งไปอีกครู่หนึ่ง

เดือนที่ผ่านมาผมซื้อหนังสือมาเล่มหนึ่ง ชื่อ “เศรษฐศาสตร์แห่งชีวิต* หรือ The Logic of Life” เขียนโดย พี่ Tim Harford ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมอ่านหนังสือเล่มนี้วันละสามสี่หน้า นิดๆหน่อยๆไปเรื่อยๆ (จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่จบ) ถึงแม้หนังสือเล่มนี้จะไม่ได้ประทับใจผมมากนัก แต่แนวคิดของผู้เขียนที่พยายามจะโน้มน้าวผู้อ่านว่า พฤติกรรมของคนในสังคมมีเหตุมีผลทั้งสิ้นนี้ ก็พอจะใช้ได้ในบางสถานการณ์……

ใช่!!! มันต้องมีเหตุผลสิ ว่าทำไมแท็กซี่พวกนั้นถึงไม่รับผม พวกเขาไม่ได้โง่แน่ ที่เลือกไม่รับผม มัน4คันติดๆกันเลยนะ ผมคิด (คันนี้ที่รับผมจะโง่มั้ยนะ ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นเลย) ผมก็เลยลองถามคนขับด้วยคำถามที่เจาะจงมากขึ้น “เขาไปรับพวกที่สีลมกันหรอครับ ถึงไม่รับผม” “ไม่ใช่หรอก พวกนั้นกว่าจะเลิกก็ตีสอง”เขาตอบ การลองครั้งที่สองได้ผล พี่คนขับแท็กซี่ก็เริ่มตอบมา ผมถามต่อ “หรือว่าไปส่งผมแล้วเขาจะกลับมารับลูกค้าตอนตีสองไม่ทัน” เขาถอนหายใจ“ทำไมจะไม่ทัน นี่มันเพิ่งเที่ยงคืน ครึ่ง ตีรถกลับมายังไงก็ทัน” ………….

เมื่อสองข้อนี้ไม่ใช่ สันนิษฐานก็เหลืออยู่อันเดียว คือ “หรือว่า ไปส่งผมแล้วมันหาคนกลับเข้ามาไม่ได้ ต้องวิ่งรถเปล่า” แท็กซี่บอก “อันนั้นมันก็ใช่ แต่…” ตอนนั้นรถกำลังผ่านหัวโค้ง ถนนอังรีดูนังค์เข้าเส้นพระรามหนึ่ง ตรงสยามสแควร์ เขตนั้นคือเขตปทุมวัน แต่ว่าผม ไปบางอ้อแล้ว!….

อ้ออออออออออออ! เสียงอุทานเกิดขึ้นในใจของผม หลังจากที่พี่คนขับ ชี้ให้ดูคนที่ยืนรอแท็กซี่อยู่ ภาพที่ผมเห็นคือ แม้เวลานี้จะเลยเที่ยงคืนมาแล้ว แต่คนที่ยืนรอรถอยู่หน้าสยามแสควร์มีไม่ต่ำกว่า สามสิบ-สี่สิบราย มากเกินวันธรรมดาปกติ ในขณะที่แท็กซี่เข้ารับก็เยอะ แต่ก็ยังมีไม่พอคนที่ยืนรอยู่ กุญแจสำคัญที่ทำให้ผมเรียกแท็กซี่ไม่ได้4คนติดกัน นั้นไม่ใช่เพราะว่า ผมอยู่ฝั่งที่กำลังจะไปสีลม และ ที่ผมได้กลับบ้านก็ไม่ใช่เพราะว่าผมย้ายตัวเองมาฝั่งตรงข้าม เรื่องเรียกแท็กซี่ตอนเที่ยงคืนครึ่งในประเด็นนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับทิปฝรั่งหรือทิปญี่ปุ่นที่สุรวงค์ โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ลูกค้าต่างประเทศน้อยลงไปถนัดตา และก็ ถูกเพียงแค่ส่วนเดียวตรงประเด็นที่ว่า เพราะว่าบ้านผมอยู่จรัญฯ แท็กซี่จึงไม่อยากไป หาลูกค้ากลับเข้าเมืองมายาก แต่ ประเด็นใหญ่ก็คือว่า วันนี้มันวันฝนตกหนักมาตั้งแต่เย็นเฟร้ยยยย!!!

ขณะที่แกชี้นิ้วออกไป พี่คนขับแท็กซี่แกบอกผมว่า  “ถ้าฝนไม่ตก ไม่มีหรอกแบบนี้”  ………… ผมมั่นใจแล้ว

เฮ้ย ตาTim (Harford)  นี่มันเรื่อง Demand-Supply ชัดๆ มีเหตุมีผลร้อยเปอร์เซ็นต์!

ถ้าวันนี้ฝนตกไม่หนักแต่เย็นแล้วเพิ่งจะมาปรอยๆเอาตอนนี้ ผมจะไม่ต้องรอแท็กซี่จนถึงคันที่ห้าอันนี้เป็นเรื่องจริงแน่นอน เอาล่ะ ลองมาดูสองสามสถานการณ์กันหน่อย 1.ถ้ามันปรอยๆมาโดยตลอดตั้งแต่เย็น ผมก็คงจะวืดแค่คันสองคัน 2.ถ้ามันตกหนัก แต่ปรอยมาก่อนที่ผมจะเรียกซักสองสามชั่วโมงผมก็อาจจะวืดไปสามถึงสี่คัน 3.ถ้ามันเพิ่งตกหนักตอนสี่ทุ่มครึ่งแล้วผมฝืนมายืนเรียก ผมคิดว่าผมน่าจะได้ตั้งแต่คันแรก

แต่ที่ต้องรอจนถึงคันที่ห้าก็เพราะว่า วันนี้เป็นวันฝนตกหนักแต่เย็น ทุกคนเลื่อนเวลากลับบ้าน ธรรมชาติของเราบอกกับเราว่า รอฝนซาแล้วค่อยกลับ เดี๋ยวเป็นหวัด+เปียก แน่นอน นี่คือแนวคิดร่วมของมนุษย์ หรืออย่างน้อยก็มนุษย์ในกทม. ดังนั้นเมื่อฝนซา คนจำนวนมาก ทั่วกรุงเทพมหานครจึงเดินออกมาจากที่หลบฝน เพื่อมุ่งหน้ากลับบ้าน เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดสภาวะDemandล้นในระยะสั้น และอำนาจต่อรองก็ตกไปอยู่กับผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการ อย่างคนขับแท็กซี่

สมมุติว่า คุณและครอบครัว ไปเยี่ยมคุณป้าที่บ้านท่าน ที่ลพบุรี สมาชิกที่ไปกับคุณมีพี่สาว กับ น้องชาย รวมคุณเป็นสามคน พอไปถึงบ้านคุณป้า พอดีคุณป้าเปิดร้ายขายเค้กอยู่ คุณป้าก็ให้ลูกน้องเอาเค้กมาให้คุณทั้งหมด 7ชิ้น แต่คุณมีกันแค่สามคน แถมยังกินข้าวมาก่อนแล้ว…..ถ้าหนึ่งในนั้น เป็นเค้กที่ดูเจ๋งมาก น่ากินสุดๆ และคุณเคยกินมันมาแล้วในร้านอื่น คุณจินตนาการว่ามันเป็นเค้กชั้นเยี่ยม เป็นคุณ คุณจะกินชิ้นไหนก่อนครับ… แน่นอน ก็ต้องเป็นเค้กที่ดูน่ากินที่สุด เทพที่สุด เพราะคุณกินได้แค่ประมาณชิ้นเดียวก็จะอิ่ม เช่นเดียวกัน ในกรณีของรถแท็กซี่ ถ้าผู้โดยสารฝรั่งแต่งตัวดี ไม่เคารพการต่อคิวคนไทยก่อนหน้า ผมคิดว่าเขาไม่น่าจะต้องรอนาน เขาคือ เค้กก้อนเทพในหมู่7ก้อน

โอเค ทีนี้สมมุติว่าคุณมือเร็วมาก คุณหยิบได้เค้กของคุณไปแล้ว อิ่มหนำใจ 6ก้อนที่เหลือ ดูน่ากินพอๆกัน พี่สาวกับน้องชายจะต้องทำอย่างไร…… ถ้าทำได้นะครับ พวกเขาจะไล่ชิมหน้าของเค้กแต่ละชนิด อย่างละนิดอย่างละหน่อย เพื่อดูว่ามันอร่อยถูกใจรึเปล่า ถ้าเป็นอันถูกใจเขาก็จะหยิบขึ้นมากิน คนขับก็เหมือนกัน ถ้าเขามีทางเลือกเยอะแยะ เขาจะยอมเสียเวลาเพิ่มอีก 5นาทีเพื่อหาผู้โดยสารที่อยู่บรรทัดทอง หรือ ประตูน้ำ มากกว่าผู้โดยสารที่อยู่จรัญฯ หรือ บางนา แล้ววนกลับมารับผู้โดยสารคนอื่นตรงในเมืองที่มีคนยืนรอแท็กซี่เพราะติดฝนมากมายอีก รายได้ที่เพิ่มขึ้นนี้ก็คือค่าความแตกต่างของความพอใจในความอร่อยบนเค้กแต่ละชิ้นครับ

ถ้าพี่สาวกับน้องชายของคุณทำตามที่กล่าวมาเขาจะได้เค้กชิ้นที่ดีที่สุดในหกชิ้นของตัวเองไป ในกรณีที่รสนิยมไม่ตรงกัน แต่ถ้าเกิดชอบเหมือนกันขึ้นมา ก็ต้องมีกฎอื่นเข้ามาเสริมอย่างเช่น ใครเร็วใครได้เป็นต้น

เอาล่ะ ทีนี้ ถ้าเราเพิ่มกฎเข้าไปขั้นที่หนึ่งเพื่อความสมจริงมากขึ้นอีกนิด เราก็ต้องสมมุติว่า พี่สาวกับน้องชายของคุณจะกลับมาเอาเค้กที่เคยชิมไปแล้วไม่ได้ คือทั้งสองคนจะถูกบังคับให้เลือกชิ้นที่พวกเขาคิดว่าดีพอเท่านั้น เช่น พี่สาวคุณชิมเค้กไป เบอร์ 1 2 3 แล้วรู้สึกว่าเบอร์3 อร่อยใช้ได้ เขาก็ต้องชั่งใจกับอีกสามก้อนที่เหลือว่าจะทิ้งเบอร์สามไปชิมอีกสามก้อนหรือไม่ ถ้าเขารู้สึกว่าพอใจมากพอและไม่ต้องการจะเสี่ยงอีก เหมือนแท็กซี่ที่วิ่งตรงผ่านไปแล้ว จะวนกลับมาอีกทีจะเสียเวลาและลูกค้าจะน้อยลงไป เขาก็จะเลือกชิ้นที่รู้สึกว่ายอมรับได้ก็พอ กรณีนั้น ผมเป็นตัวเลือกที่ไม่น่ายอมรับสำหรับ แท็กซี่4คันแรก และเป็นคนที่ยอมรับได้สำหรับคันที่ห้า ในทางการวิเคราะห์แบบนี้

แต่คุณอาจจะบอกว่า แท็กซี่คันข้างหน้าจะมีทางเลือกมากกว่าคันข้างหลัง 1คิว นั่นก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องถ้าเราสมมุติไปว่าไม่มีคนเข้ามาแทรกเพิ่ม แต่กฎการตัดสินใจก็ยังคงเหมือนเดิมคือ พี่สาวและน้องชายก็ไม่สามารถย้อนกลับไปเอาเค้กที่ชิมไปแล้ว ไม่ว่าใครจะเริ่มก่อนหลัง วิธีเลือกของคนทั้งสองคนคือ “ชิ้นที่ยอมรับได้”ครับ

แล้วทำอย่างไรผมจึงจะกลายเป็นชิ้นที่ยอมรับได้สำหรับคนทั้งสี่มากขึ้นล่ะเนี่ย ไว้มาคิดกันต่อตอนหน้านะครับ(เหนื่อย)

พี่คนขับอาจจะตัดสินใจตามแบบอย่างข้างบน หรือ เค้าอาจจะสงสารไอ้หนุ่มคนหนึ่งที่มีแค่แฟ้มพลาสติกเล็กๆปิดหัว ยืนหัวโด่เปลี่ยวๆมืดๆอยู่หน้ากาชาด เลยเลือกคนที่ยอมรับได้ขึ้นรถมาก็ได้ แน่นอน ในกรณีทั่วๆไป  ชิ้นที่ยอมรับได้ คือกุญแจสำคัญของการตัดสินใจของบุคคล แต่เกณฑ์ หรือน้ำหนักที่แต่ละปัจเจกใช้วัด อาจจะหนักเบาแตกต่างกันก็ได้ครับ

…….. ตอนจบของเรื่องสมมุติเรื่องนี้ คือ พี่สาวเจอเค้กที่เธอชอบมากในชินที่สี่ครับ แต่เธอก็รู้ว่า น้องชายเธอก็ชอบชิ้นนี้เหมือนกัน เธอจึงหันไปเลือกชิ้นที่ห้าแทน อร่อยน้อยลงแต่คงอิ่มใจมากกว่า ….. สังคมจะน่าอยู่ถ้าเรามี แยมสตอบอรี่แห่งความเห็นใจ หรือ น้ำกะทิแห่งความกรุณากันบ้างในเกณฑ์การเลือกของหวานแต่ละชิ้นนะครับ

ตอนแรกก็ขอจบแต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ

ปล. ยินดีรับความเห็นทุกท่านครับ

สุดท้ายต้องบอกว่าขอบังอาจเขียนเรื่องมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ ในชีวิตประจำวัน ในขณะที่เว็บนี้ก็มีกูรูด้านนี้อยู่แล้วอย่างน้อยก็สองคนนะครับ ไม่รู้ว่าไปแหย่หนวดเสือเข้ารึเปล่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
NOTE:

(*)The Logic of Life ของ Tim Harford ถูกแปลโดย คุณ สฤณี อาชวานันทกุล ครับ

Read Full Post »

triamboy

อย่างโชคดียิ่ง, กาไม่สามารถปรับตัวเรียนรู้แสงประดิษฐ์เหล่านี้ หรือหลงระเริงไปกับแสงนี้จนลืมพักผ่อน.  มากกว่านั้น,  กากลับเรียนรู้  และปรับพฤติกรรม,  โดยการตีตัวออกห่างจากแสงประดิษฐ์ รวมถึงสิ่งเร้าประดิษฐ์มากมาย  ไปสู่รูปแบบบริบทของสิ่งแวดล้อมที่เคยอาศัยกันมาหลายชัวอายุตามธรรมชาติ. ในเชิงประจักษ์, จึงไม่แปลกใจที่สิ่งมีชีวิตอื่นนอกจาก “มนุษย์”  ,ที่เรียกว่า “สัตว์ป่า”, จึงพยายาม​ “หนี” กลับสู่สมดุลเดิม, พฤติกรรมแบบเดิม  และบริบทแบบเดิมตามธรรมชาติ, แล้วทิ้งเหลือไว้เพียงมนุษย์ในเมืองที่มีแสงประดิษฐ์เกิดขึ้นมากมาย รวมถึงของประดิษฐ์ต่างต่าง.

return home

(ภาพถ่ายโดยผู้เขียน ที่สวนสัตว์เขาดิน)

ก่อนพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า, แสุงสุดท้ายยังคงเป็นสัญญาณที่มีความหมายต่อกิจกรรมของสิ่งมีชีวิต และสิ่งไม่มีชีวิตต่อไป,  รวมถึงนกชนิดหนึ่ง, กา.  แสงในยามน้ีคงสามารถทำหน้าที่ให้สัญญาณแก่กาในการเตือนให้หยุด หรือชะลอการทำลาย  ผ่านกิจกรรมนานาของกา,  อาจหมายรวมถึงสังคม,  เศรษฐกิจ, และการเมืองของกา.  อย่างเห็นได้ชัด, การ “ลากลับรัง” ของกาสามารถถูกยกเป็นตัวอย่างของกิจกรรมที่ได้รับผลกระทบจากแสง (ธรรมชาติ) สุดท้าย, หนึ่งในเงื่อนไขของธรรมชาติที่ยังคงปรากฎอยู่.

ผลจากแสงสุดท้ายนี้, การลากลับรังของกาเป็นการสร้างสมดุล หรือดุลยภาพของกาโดยธรรมชาติ, ที่ถูกกำหนดโดยองค์ประกอบของกิจกรรมนานา  ทั้งการออกหาอาหาร,  การเกี้ยวพา,  การเลี้ยงดูลูกกา,  รวมถึงการพักผ่อน.  การพักผ่อนในระยะเวลาที่คงที่ของกานั้นยังคงดำรงเรื่อยมา, ด้วยถูกกำหนดจากแสงธรรมชาติเกือบเสียทั้งหมด.  ในทางกลับกัน, ไม่ได้หมายความว่าแสงประดิษฐ์โดยมนุษย์จะไม่ส่งผลกระทบต่อสมดุลของกา. เป็นโชคดีของกา, กาไม่สามารถปรับตัวเรียนรู้แสงประดิษฐ์เหล่านี้ หรือหลงระเริงไปแสงนี้จนลืมพักผ่อน ในอีกนัยหนึ่ง.  มากกว่านั้น,  กากลับเรียนรู้  และปรับพฤติกรรม,  โดยการตีตัวออกห่างจากแสงประดิษฐ์ รวมถึงสิ่งเร้าประดิษฐ์มากมาย  ไปสู่รูปแบบบริบทของสิ่งแวดล้อมที่เคยอาศัยกันมาหลายชัวอายุตามธรรมชาติ. ในเชิงประจักษ์, จึงไม่แปลกใจที่สิ่งมีชีวิตอื่นนอกจาก “มนุษย์”  ,ที่เรียกว่า “สัตว์ป่า”, จึงพยายาม​ “หนี” กลับสู่สมดุลเดิม, พฤติกรรมแบบเดิม  และบริบทแบบเดิมตามธรรมชาติ, แล้วทิ้งเหลือไว้เพียงมนุษย์ในเมืองที่มีแสงประดิษฐ์เกิดขึ้นมากมาย รวมถึงของประดิษฐ์ต่างต่าง.

พฤติกรรมที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงการพยายามตอบสนองสิ่งเร้าขั้นสุดท้าย ก่อนการ “สมยอม” ปรับสมดุลเดิมไปสู่สมดุลใหม่. ในรายละเอียดแล้ว, การสมยอมปรับสู่สมดุลใหม่นี้จะเกิดขึ้นภายใต้ระดับเงื่อนไขหนึ่ง, นั่นคือ  การหายไปเกือบหมด หรือหมดของบริบทเดิม หรือระดับที่ไม่สามารถประพฤติตามรูปแบบเดิมได้นั่นเอง.  คงไม่เป็นที่แปลกใจเลย, อะไรบ้างที่ทำให้บริบทเดิมของกาหายไป, ตัวอย่างที่สามารถนำมาประกอบได้ชัด อาทิ  การตัดไม้ทำลายป่าด้วยวัตถุประสงค์ต่างต่างทำให้ต้นไม้ บ้านของกาหายไปจำนวนมาก, การใช้พื้นที่เดิมของต้นไม้ หรือป่ารองรับที่พักอาศัย และประกอบอาชีพของมนุษย์ที่หลายหลาย  และจำนวนเพิ่มมากขึ้น, การสร้างป่าประดิษฐ์หลากขนาดตามการใช้งานทดแทนป่าธรรมชาติ  และใช้ประกอบกับสถานที่ตามหน้าทีีการใช้งาน, รวมถึงการ “ถวิลหา” ของแปลก, ของที่เคยเป็นธรรมชาติ,  ของมนุษย์ผ่านการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ  เป็นต้น

ด้วยเหตุทั้งหมดข้างต้น,  กา  จึงจำต้องสมยอมปรับสมดุลใหม่ภายใต้บริบทใหม่  อาทิ  การพักอาศัยตามป่าประดิษฐ์สองข้างถนน,  การพักอาศัยใต้หลังคาบ้านของมนุษย์,  การหากินร่วมพื้นที่ใช้งานของมนุษย์  รวมถึงสวนสาธารณ, กล่าวได้ว่า  พฤติกรรมของ กา  ต้องเกิดภายใต้บริบทเดียวกับมนุษย์. ด้วยความถดถอยของสัญชาตญาณทางลบนานาประการต่อสิ่งอื่นที่ไม่ใช้มนุษย์ และการเติบโตของสัญชาตญาณทางบวกมากมายต่อส่ิงอื่นยกเว้นมนุษย์ (ในทางกลับกัน, มีการเติบโตของสัญชาตญาณทางลบนานาประการต่อเพื่อนมนุษย์  และการถดถอยของสัญชาตญาณทางบวกมากมายต่อเพื่อนมนุษย์), กา  คงไม่เป็นที่พึงประสงค์ในยามปกติ  (อาจจะต้องการในยามรณรงค์ของแปลก, โดยธรรมชาติ)  และถูกป้องกันด้วยวิธีการ,  รวมถึงเครื่องมือต่างต่างที่มนุษย์เราเราจะรังสรรค์ได้ในที่สุด.

สุดท้าย, หากวันหนึ่งในอนาคต  กา  สามารถเรียนรู้  และปรับพฤติกรรมจนสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งประดิษฐได้,  คงเป็นเรื่องแปลกใหม่น่าสนใจทีเดียว.  ยกตัวอย่างเช่น  กา  ตัวหนึ่งหากินตอนเวลากลางคืนในเมืองที่มีแสงไฟจนถึงเช้า, ด้วยเหตุที่หาอาหารไม่พออยู่รอดในวันนั้น, แล้วกลับไปนอนในรังใต้หลังคาบ้านมนุษย์หลังหนึ่งจนคล้อยบ่าย.  ปรากฎเช่นนี้แล้ว, เราคงต้องเริ่มแก้ไข  แล้วเรียนรู้ทฤษฎีต่างต่างใหม่กันเร็วมากขึ้น  และเร่งในวันข้างหน้า.

ปล.  ขยายความ

ความถดถอยของสัญชาตญาณทางลบต่อสิ่งอื่นที่ไม่ใช้มนุษย์  หมายถึงการลดลงของระดับสัญชาตญาณทางลบ, การตาย, เกิดจากภาวะมีอำนาจต่อรองมากกว่าโดยทุนต่างต่าง  โดยการจัดการกำจัด,  แยกออก,  และลดปริมาณจนควบคุมได้. ยกตัวอย่างเช่น  มนุษย์กลัวสัตว์ป่าน้อยลง,  มนุษย์กลัวความมืดลดลง,  มนุษย์ลำบากได้น้อยลง, และมนุษย์รับความเสี่ยงได้น้อยลง  เป็นต้น

สัญชาตญาณการอยู่รอด  ถูกกำหนดโดยหลักจาก ความอยาก ความเชื่อมั่น หรือกิเลส  อาทิ  ความรัก, ความละโมภ, ความหิว, และความร่วมมือ  เป็นต้น

สัญชาตญาณการตาย  ถูกกำหนดโดยหลักจาก  ความกลัว หรือความไม่อยาก อาทิ  การรังเกียจ, การเกลียด, การหวาดระแวง, และการอิจฉาริษยา  เป็นต้น

ก่อนที่พระอาทิตย์จะลับของฟ้า,  แสงสุดท้ายคงเป็นสัญญาณที่ไม่มีความหมายต่อการเตือนให้หยุด  หรือชะลอการทำลาย  ผ่านกิจกรรมทางสังคม,  เศรษฐกิจ,  และการเมืองอีกต่อไป,  แสงสุดท้ายคงเป็นได้เพียงสัญญาณของความสวยงามเล็กน้อยของธรรมชาติที่จะเหลืออยู่ท้ายสุดก่อนที่จะเริ่มต้นทำลายอีกครั้งในวันพรุ่งที่พุ่งอย่างไม่รู้จบ.

Read Full Post »

triamboy

หลายเดือนผ่านไปโดยไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นในตนเองอย่างเห็นได้ชัด, รัฐบาลโดยอภิสิทธิ์ และนำโดยอภิสิทธิ์ชนบางส่วนกลับทำได้เพียงนโยบายคลุมเคลือเหมือนปล่อยให้ลมในพัดผ่านลืมไปเท่านั้น, และเฝ้ารอลมเย็น 100 ปีพัดแผ่บางส่วนเข้ามาจากภายนอก. มากกว่านั้น, พวกเขากลับสร้างแรงเหวี่ยงของลมพายุลูกเล็กลูกใหม่, ที่พร้อมจะทวีแรงให้บ้านเพิ่งแล้วซ่อมเสร็จล้มพังครืนไปในขณะชั่ววืบ.

พรก., พระราชกฤษฎีกา, เป็นเสมือนเข็มติดเชื้อ,ที่แคะหนองใกล้หาย , ให้เริ่มอักเสบ และลามกว้างขึ้น.

อภิสิทธิ์ชนปัจจุบัน, อันได้แก่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รวมถึงบรรดาผู้นำทั้งเบื้องหน้าและหลังของการบริหารราชอาณาจักรไทยภายใต้ระบอบประชาธิปไตย, ได้ติดเชื้อไฟนานาประการไปพร้อมกับพระราชกฤษฎีกาเงินกู้  อาทิเช่น

– โครงการสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2

– โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง

– โครงการถนนปลอดฝุ่น  เป็นต้น. (ถนนปลอดทุจริต?- รสนา โตสิตระกูล)

เชื้อนี้อาจรุนแรงถึงขนาดที่ผู้ติดตายได้ หรือสภาพเสมือนตาย. น้อยที่สุดเชื้อได้สร้างสภาพไร้เสถียรภาพทางการเมืองรอบใหม่, เสมือนคนไร้เรี้ยวแรงอันบริบูรณ์พร้อมประกอบกิจกรรมหาเลี้ยงชีพได้ พึงแต่อยู่หายใจรอดไปวันนึง. ฉะนั้น, การพยายามอย่างที่สุดของอภิสิทธิ์ชนเพื่อการสร้างสรรค์นโยบายต่างต่างในบริบทที่เสถียรภาพหาไม่ปรากฎ, จึงไม่อาจสร้างความเชื่อมั่นการกระทำเหล่านั้นในเวลาอันสั้น และนำไปสู่ความเชื่อถือตนเองในท้ายที่สุด. ในทางกลับกัน, การกระทำนี้อาจรั้งแต่จะรังสรรค์บรรยากาศอึมครึม, อึดอัด, และกระอักกระอวมให้นานออกไปมากขึ้น.

“เมื่อมีเพียงแต่รัฐบาลเท่านั้นที่ทำได้” อภิสิทธิ์เคยกล่าวบ่อยครั้ง.

“เมื่ออภิสิทธิ์ชนผูกคอตายโดยบังเอิญ”, แล้วใคร่เล่าจะช่วย “ชนภายใต้อภิสิทธิ์ชน”.

ฤาจะเป็นอภิสิทธิ์ชนเชื้อเดิมอีกครั้ง. เชื้อไหน?

ฤาอภิสิทธิธิ์ชนปัจจุบันตั้งใจผูกคอตาย 100 ครั้งเพื่อโอกาสที่ดีกว่าแก่ราชอาณาจักรไทย.

Read Full Post »