Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for พฤษภาคม 26th, 2009

Recommended by Smileykid


กฎหลักของมารยาทเน็ต

แปล เรียบเรียง และดัดแปลงจาก  http://www.albion.com/netiquette/corerules.html
คัดลอกมาจากหนังสือ มารยาทเน็ต (Netiquette) โดย เวอร์จิเนีย เชีย

—————————————————————————————————————————————

เกริ่นนำ 

  

มารยาทเน็ต (netiquette) คืออะไร พูดง่ายๆ ก็คือ มารยาทในการสื่อสารแบบเครือข่าย หรือไซเบอร์สเปซ คำว่า “มารยาท” หมายถึงกิริยาอาการที่พึงประพฤติปฏิบัติในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคม กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มารยาทเน็ตคือชุดวิธีประพฤติตนที่เหมาะสมเมื่อคุณใช้อินเตอร์เน็ต

 

 

เมื่อคุณต้องเจอกับวัฒนธรรมใหม่ๆ และโลกไซเบอร์สเปซก็มีวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง คุณจะต้องยอมรับว่าอาจทำผิดพลาดไปบ้าง เช่น อาจจะไปละเมิดผู้อื่นโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือคุณอาจจะเข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูดแบบผิดๆ และต่อว่าคนพูดโดยไม่ได้เจตนา สิ่งที่แย่กว่านั้นอีกคือ ไซเบอร์สเปซมีลักษณะอะไรบางอย่างที่ทำให้เราลืมไปว่า เรากำลังมีปฏิสัมพันธ์กับคนจริงๆ ไม่ใช่แค่รหัสตัวอักษร (ASCII) ที่ปรากฏบนจอ 

 

 

ดังนั้น คนใช้อินเตอร์เน็ตโดยเฉพาะผู้ใช้รายใหม่ที่มีเจตนาดี ก็อาจทำผิดพลาดได้หลายรูปแบบ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะลืมไปว่ากำลังสื่อสารกับคนจริงๆ อีกส่วนเพราะไม่รู้ธรรมเนียมปฏิบัติในโลกนี้ 

 

บทความเรื่องมารยาทเน็ตนี้มีจุดประสงค์ 2 ส่วน กล่าวคือ เพื่อช่วยลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากผู้เล่นอินเตอร์เน็ตมือใหม่ให้เหลือน้อยที่สุด และช่วยให้ผู้ท่องอินเตอร์เน็ตที่มีประสบการณ์ช่วยผู้เล่นมือใหม่ได้ สมมติฐานของบทความนี้คือ คนส่วนใหญ่น่าจะอยากหาเพื่อน ไม่อยากสร้างศัตรู และถ้าคุณทำตามกฏพื้นฐานไม่กี่ข้อ คุณก็จะมีโอกาสทำผิดแบบเสียเพื่อนน้อยลง 

 

กฏและคำอธิบายต่อไปนี้คัดมาจากหนังสือ เพื่อนำเสนอชุดแนวทางทั่วไปสำหรับผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ซึ่งจะไม่ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับมารยาทต่างๆ แต่จะให้หลักการพื้นฐานที่สามารถนำไปใช้เมื่อคุณเจอกับปัญหาข้อขัดแย้งเรื่องมารยาทในการใช้อินเตอร์เน็ต 

 

  • กฎข้อที่หนึ่ง อย่าลืมว่ากำลังติดต่อกับคนที่มีตัวตนจริงๆ 


จงปฏิบัติต่อคนอื่นเหมือนที่คุณอยากให้คนอื่นปฏิบัติต่อคุณ นี่เป็นบทท่องจำแสนง่ายที่พ่อแม่และคุณครูอนุบาลพร่ำสอนคุณ ลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา จริงอยู่ที่คุณต้องมั่นคงในจุดยืนของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันคุณก็ต้องไม่ทำร้ายความรู้สึกของคนอื่นด้วย


ในโลกไซเบอร์สเปซ กฎนี้เป็นมากกว่าธรรมเนียมทั่วไป เพราะเมื่อคุณติดต่อสื่อสารทางอินเตอร์เน็ต สิ่งเดียวที่คุณเห็นคือจอคอมพิวเตอร์ คุณไม่มีโอกาสแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง และน้ำเสียงเพื่อสื่อความหมาย คุณทำได้แต่เขียนออกไปเท่านั้น  เมื่อคุณติดต่อกันทางออนไลน์ ไม่ว่าด้วยอีเมล์หรือจะโต้ตอบผ่านกระทู้ คุณอาจจะเข้าใจความหมายของคนที่คุยด้วยผิดไปและอาจลืมไปว่าเขาก็เป็นคนและมีความรู้สึกเหมือนกันกับคุณ

 

เรื่องนี้อันที่จริงเป็นตลกร้าย เพราะเครือข่ายอินเตอร์เน็ตทำให้คนที่ไม่เคยพบเจอกันมารู้จักพูดคุยกันได้ แต่มันก็ห่างเหินเกินกว่าที่จะเหมือนกับเวลาพูดคุยกับคนจริงๆ คนที่คุยกันทางอีเมล์เปรียบเสมือนคนขับรถ ที่มักจะด่าทอต่อว่าคนขับรถคันอื่นๆ ทำท่าทางลามกหยาบโลนใส่กัน และทำตัวป่าเถื่อนโดยรวม คนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะไม่ทำตัวแบบนั้นเวลาอยู่ที่ทำงานหรือบ้าน แต่ดูเหมือนว่าการมีเครื่องจักรกลอะไรสักอย่างมาคั่นกลางทำให้พวกเขายอมรับพฤติกรรมเหล่านั้นได้ 

 

สิ่งที่มารยาทเน็ตบอกเราก็คือ จริงๆ แล้วพฤติกรรมเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ จริงอยู่ที่เราใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อสื่อความรู้สึกและความคิดเห็นของเราอย่างอิสระ ออกสำรวจโลกใหม่ๆ และไปในที่ที่ไม่เคยไปมาก่อน แต่อย่าลืมกฎข้อสำคัญ นั่นคือ คนที่คุณเจอในอินเตอร์เน็ตนั้น ก็เป็นคนจริงๆ เหมือนกับคุณนั่นแหละ 

 

เราจะพูดอย่างนั้นตรงๆ ต่อหน้าเขาหรือเปล่า? 

 

กาย คาวาซากิ นักเขียนและนักรณรงค์เครื่องแมคอินทอช เล่าเรื่องที่เขาได้รับอีเมล์จากคนแปลกหน้าคนหนึ่งที่เขาไม่เคยเจอ เนื้อความในอีเมล์ต่อว่ากายว่าเขาเป็นนักเขียนที่ห่วยแตก ไม่มีอะไรน่าสนใจจะสื่อ 

 

อีเมล์นั้นหยาบคายอย่างเหลือเชื่อ แต่โชคร้ายที่เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นตลอดเวลาบนโลกอินเตอร์เน็ต มันอาจเป็นเพราะคุณรู้สึกว่ามีอำนาจพิเศษ ที่สามารถส่งอีเมล์โดยตรงไปหานักเขียนที่มีชื่อเสียงอย่างกายได้ และอาจจะจริงที่คุณไม่ต้องเห็นเขาทำหน้ายับย่นด้วยความหดหู่ตอนที่อ่านอีเมล์ของคุณ แต่ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงคืออะไรก็ตาม เรื่องแบบนี้ก็เกิดขึ้นบ่อยมากอย่างไม่น่าเชื่อ 

 

กายเสนอบททดสอบชุดหนึ่งให้คุณลองทำ ก่อนที่จะส่งอีเมล์หรือโพสต์ข้อความอะไรบนอินเตอร์เน็ต ก่อนอื่นคุณต้องถามตัวเองว่า ถ้าเจอกันต่อหน้าคุณจะพูดแบบนี้กับเขาหรือไม่ ถ้าคำตอบคือไม่ ก็จงแก้ข้อความนั้นแล้วอ่านใหม่อีกครั้ง ทำแบบนี้ซ้ำๆ จนคุณรู้สึกว่าไม่ลำบากใจที่จะพูดแบบนี้กับใครแล้ว จึงค่อยส่ง แต่ถ้าคุณเป็นพวกที่ชอบพูดอะไรหยาบคายรุนแรงต่อหน้าคนอื่นเพื่อความสะใจ ก็คงต้องไปอ่านหนังสือประเภท สมบัติผู้ดี เพราะมารยาทเน็ตช่วยอะไรคุณไม่ได้ 

 

เวลาที่คุณติดต่อสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะผ่านอีเมล์หรือโพสกระทู้ คุณต้องพิมพ์สิ่งที่ต้องการสื่อลงไป และมันมีโอกาสที่คนจะบันทึกสิ่งที่คุณเคยเขียนเอาไว้ โดยที่คุณไม่สามารถควบคุมได้ พูดอีกอย่างคือ สิ่งที่คุณเขียนนั้นมีโอกาสกลับมาหลอกหลอนคุณได้ในอนาคต ดังนั้น พยายามอย่าก้าวร้าว 

 

อย่าลืมเรื่องอีเมล์อันโด่งดังของ โอลิเวอร์ นอร์ท ผู้รักระบบอีเมล์ของทำเนียบขาวที่เรียกว่า PROFS มาก เขาขยันลบข้อความที่เขาเคยรับ-ส่ง แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงก็คือ เจ้าหน้าที่ห้องคอมพิวเตอร์คนอื่นที่บันทึกข้อมูลรวมทั้งของโอลิเวอร์ลงบนเมนเฟรมก็ขยันบันทึกเหมือนกัน ดังนั้นเมื่อเขาถูกตรวจสอบ ข้อความเหล่านั้นจึงกลายเป็นหลักฐานยืนยันความผิดของเขา ถึงคุณจะไม่อยากก่ออาชญากรรม คุณก็ควรอยากระมัดระวังตัว ข้อความอะไรก็ตามที่คุณส่งอาจถูกเก็บไว้หรือส่งต่อได้ เมื่อคุณส่งไปแล้วก็ไม่อาจควบคุมได้อีกว่ามันจะไปไหนต่อ 

 

  • กฎข้อที่สอง การสื่อสารออนไลน์ให้ยึดมาตรฐานความประพฤติเดียวกับการสื่อสารในชีวิตจริง 


ในชีวิตจริง คนส่วนใหญ่มักจะเคารพกฎหมาย ไม่ว่าจะด้วยนิสัยหรือเพราะกลัวโดนจับก็ตาม แต่ในโลกอินเตอร์เน็ต โอกาสที่จะถูกจับมีน้อย และบางทีเพราะผู้ใช้อินเตอร์เน็ตมักลืมว่าอีกฝ่ายที่กำลังคุยด้วยเป็นคนที่มีตัวตนจริงๆ ก็เลยปฏิบัติต่อกันโดยมีมาตรฐานทางศีลธรรมต่ำกว่าในโลกจริง ถ้าเรื่องนี้เกิดจากความสับสนก็ยังพอเข้าใจได้ แต่อย่างไรคนพวกนี้ก็เข้าใจผิดอยู่ดี มาตรฐานของพฤติกรรมบนโลกอินเตอร์เน็ตอาจจะแตกต่างจากโลกแห่งความจริงในบางเรื่อง แต่มันไม่ได้ต่ำกว่าแน่นอน

 

อย่าเชื่อเวลาคนพูดว่า “ศีลธรรมอย่างเดียวที่มีจริงคือ อะไรก็ตามที่คุณทำแล้วไม่มีใครเอาเรื่อง” บทความนี้เกี่ยวกับมารยาท ไม่ใช่ศีลธรรม แต่ถ้าคุณต้องพบเจอกับข้อขัดแย้งเชิงศีลธรรมในโลกอินเตอร์เน็ต คุณก็จงปฏิบัติตามแบบแผนที่คุณยึดถือในชีวิตจริง ถ้าคุณใช้ซอฟท์แวร์ที่มีลิขสิทธิ์ คุณก็ควรจ่ายเงินด้วย การจ่ายเงินซื้อซอฟท์แวร์เป็นการส่งเสริมให้คนเขียนซอฟท์แวร์เหล่านี้มากขึ้น เงินไม่กี่ดอลล่าร์อาจไม่ได้มีความหมายกับคุณมากนัก แต่การจ่ายเงินจะทำประโยชน์ให้กับโลกอินเตอร์เน็ตในระยะยาว 

 

การแหกกฎเป็นมารยาทที่แย่  

 

ถ้าคุณอยากจะทำอะไรผิดกฎหมายในไซเบอร์สเปซ สิ่งที่คุณกำลังจะทำนั้นก็น่าจะผิดมารยาทด้วย จริงอยู่ที่กฎหมายบางข้อคลุมเครือซับซ้อน ยากที่จะปฏิบัติตามได้ และในบางกรณีเราก็ยังถกกันไม่ตกว่าจะนำกฎหมายไปประยุกต์ใช้ในโลกไซเบอร์สเปซได้อย่างไร ยกตัวอย่างเช่น กฎหมายเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว และกฎหมายลิขสิทธิ์ นี่เป็นคู่มือมารยาท ไม่ใช่คู่มือกฎหมาย แต่มารยาทเน็ตก็เรียกร้องให้คนปฏิบัติต่อกันและกันอย่างดีที่สุดภายใต้กฎหมายของสังคมและไซเบอร์สเปซ 

 

  • กฎข้อที่สาม รู้ว่าคุณอยู่ที่ไหนในไซเบอร์สเปซ 

 

มารยาทเน็ทในแต่ละ “พื้นที่” ไม่เหมือนกัน  

การกระทำอะไรก็ตามอาจเป็นเรื่องยอมรับได้ในที่หนึ่ง แต่ถ้าเป็นที่อื่นอาจจะไม่ใช่ เช่น คุณอาจจะซุบซิบนินทาไร้สาระได้เวลาโพสกระทู้เกี่ยวกับรายการโทรทัศน์ แต่ถ้าคุณเผยแพร่ข่าวลือที่ไม่มีมูลในเมลลิสต์ของนักข่าว คุณก็จะเป็นคนที่ไม่มีใครชอบหน้าเอามากๆ เนื่องจากมารยาทเน็ตในแต่ละที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นที่คุณควรจะรู้ว่าคุณอยู่ที่ไหน ดังนั้นกฏที่ตามมาคือ 

 

ซุ่มก่อนร่วมวง  

เมื่อคุณเข้าไปในพื้นที่ใดๆ ที่นั่นถือเป็นที่ใหม่สำหรับคุณ ดังนั้น ลองใช้เวลาสักพักสังเกตการณ์ก่อนว่า ที่นั่นเขาคุยอะไรกัน ปฏิบัติต่อกันอย่างไร หรือเข้าไปอ่านข้อความเก่าๆ จากนั้นค่อยเข้าไปมีส่วนร่วมกับเขา

 

  • กฎข้อที่สี่ เคารพเวลาและการใช้แบนด์วิธ

 

คนปัจจุบันดูเหมือนจะมีเวลาน้อยลงกว่าที่เคยเป็นมามากนัก แม้ว่า(หรืออาจจะเพราะ)เรานอนน้อยลง และยังมีเครื่องมือทุ่นแรงมากขึ้นกว่าคนรุ่นปู่รุ่นพ่อเคยมี เมื่อคุณส่งอีเมล์หรือโพสต์ข้อความลงอินเตอร์เน็ต รู้ไว้ว่าคุณกำลังทำให้คนอื่นเสียเวลามาอ่าน ดังนั้นเป็นความรับผิดชอบที่คุณควรแน่ใจก่อนส่ง ว่าข้อความหรืออีเมล์นั้นไม่ทำให้ผู้รับเสียเวลา


คำว่า “แบนด์วิธ” (bandwidth) บางครั้งมีความหมายพ้องกับเวลา แต่จริงๆ แล้วมันเป็นคนละเรื่องกัน แบนด์วิธคือความจุของข้อมูลของสายไฟและช่องทางที่เชื่อมต่อทุกคนในโลกไซเบอร์สเปซ ข้อมูลที่สายไฟรับได้นั้น มีปริมาณจำกัดในช่วงเวลาหนึ่งๆ แม้ว่าจะส่งผ่านสายไฟเบอร์ออฟติกที่ไฮเทคที่สุดก็ตาม คำว่า “แบนด์วิธ” บางครั้งก็หมายถึงความจุของระบบโฮสต์ เมื่อคุณโพสข้อความเดียวกันในกลุ่มข่าวเดียวกัน ครั้ง คุณกำลังทำให้เสียเวลา (ของคนที่เข้าไปเปิดอ่านทั้ง ข้อความและเปลืองแบนด์วิธ (เพราะข้อมูลที่ซ้ำกันทั้งหมดนั้นต้องเก็บไว้ที่ไหนสักแห่ง)

 

คุณไม่ได้เป็นศูนย์กลางของไซเบอร์สเปซ

 

บางทีคำเตือนข้อนี้อาจจะดูไม่จำเป็นสำหรับผู้อ่านส่วนใหญ่ แต่ฉันยังคิดว่าควรต้องพูดถึง เพราะยิ่งเมื่อคุณกำลังทำรายงานหรือโปรเจคและกำลังคลุกคลีตีโมงกับมันอย่างหนัก คุณอาจจะลืมคิดไปว่า คนอื่นมีเรื่องอื่นที่ต้องทำนอกเรื่องของคุณ ดังนั้นอย่าคาดหวังว่าคำถามทุกคำถามของคุณจะได้รับคำตอบในทันทีทันใด และอย่าทึกทักเอาเองว่าผู้อ่านทุกคนจะต้องเห็นด้วย หรือสนใจข้อโต้แย้งที่กระตือรือร้นของคุณ


กฎสำหรับกระดานสนทนา (discussion group) 


กฎข้อสี่นี้มีนัยสำหรับผู้ใช้กระดานสนทนาหรือ discussion group ผู้ที่เข้ามาอ่านกระดานแบบนี้ส่วนใหญ่นั่งแช่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไปอยู่แล้ว นานจนครอบครัวเพื่อนฝูงต้องนั่งเคาะนิ้วรอว่าเมื่อไหร่ถึงจะมากินข้าวสักที ในขณะที่ผู้ใช้เหล่านี้กำลังติดตามวิธีใหม่ล่าสุดในการฝึกลูกสุนัขสูตรทำหมูย่างจิ้มแจ่วในกระดานบนอินเทอร์เน็ต  นอกจากนั้น โปรแกรมรายการข่าวหลายโปรแกรมก็ทำงานได้ช้ามาก และผู้อ่านยังต้องตะลุยอ่านหัวข้อทั้งหมด กว่าที่จะไปถึงเนื้อความจริงๆ ไม่มีใครชอบหรอกถ้าต้องเสียเวลาทำทั้งหมดนั้นแล้วพบว่า มันไม่เห็นจะคุ้มค่าเวลาที่เสียไปเลย

 

ควรส่งอีเมล์หรือข้อความไปให้ใครบ้าง?

 

ในอดีต คนคัดลอกเอกสารโดยใช้กระดาษคาร์บอน ซึ่งอย่างมากก็ทำสำเนาได้แค่ ครั้ง ดังนั้นเมื่อคุณจะส่งสำเนา ครั้ง คุณจึงต้องคิดอย่างหนัก แต่ปัจจุบันการคัดลอกข้อความและส่งต่อให้คนอื่น (CC ในอีเมล์นั้นทำได้อย่างง่ายดาย บางครั้งเราจึงลอกอีเมล์ส่งต่อกันจนเป็นนิสัย โดยทั่วไป นี่ถือเป็นเรื่องไร้มารยาท  วันนี้คนมีเวลาน้อยลงกว่าเมื่อก่อนมาก เพราะพวกเขามีข้อมูลที่ต้องรับรู้มากมาย ดังนั้นก่อนจะส่งเมล์ต่อไปให้ใคร ให้ลองถามตัวเองดูก่อนว่าเขาจำเป็นจะต้องรู้เรื่องในอีเมล์นั้นหรือไม่ ถ้าไม่ ก็อย่าส่ง ถ้าอาจจะอยากรู้ ก็ทบทวนทีก่อนส่ง

—————————————————————————————————————————————


Read Full Post »