Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for เมษายน, 2009

triamboy

 

ร่วมสมัย ๒๐๐๙ (ยังสัมผัสได้) ณ เชียงใหม่

 

เปลือกเก่า  เปลือกใหม่

ขื่อภาพ  เปลือกเก่า  เปลือกใหม่  Old Wall & New Wall

 

ถนน  พระพุทธองค์

ขื่อภาพ  ถนน  พระพุทธองค์  Buddha On The Road.

 

โทรฟรี 24 ชม

ขื่อภาพ  โทรฟรี ๒๔ ชั่วโมง  All Day & Night Call For FREE.

 

ขี่เก่า  ขี่ใหม่

ขื่อภาพ  ขี่เก่า  ขี่ใหม่  Old Way & New Way Drive.

 

เราคัดค้านการขยายถนน

 

ขื่อภาพ  เราคัดค้านการขยายถนน Insufficient Roads.

Read Full Post »

ความรัก คือ อะไร ? มนุษย์เราต่างต้องการมีความรักแต่มีผู้ใดรู้ความหมายหรือคำจำกัดความของคำ ๆ นี้บ้างหรือไม่? หลายท่านกล่าวคำจำกัดความของความไว้รักต่าง ๆ นา ๆ แตกต่างกัน บ้างก็บอกว่าความรัก คือ การให้ เป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ให้โดยไม่ต้องการผลตอบแทน เหมือนดังที่บุพการีของเราได้ให้ชีวิตและอุปการะเรามาเป็นอย่างดี และ การให้สิ่งที่คุณต้องการนั้นกับผู้อื่นเมื่อนั้นคุณก็จะได้สิ่งนั้นกลับคืนมา แต่แล้วความรักคือการให้จริงหรือ ? บางท่านก็กล่าวว่าความรัก คือ ความเสียสละ เป็นการเสียสละให้ทุกสิ่งเพื่อให้คนที่รักมีความสุข แต่เราจะต้องเสียสละมากเท่าใดคนรักของเราถึงจะมีความสุข แล้วอย่างนี้แล้วความรักคือการเสียสสละจริงหรือ ? ความรัก คือ ความเข้าใจ เข้าใจกันและกัน เปิดใจฟังกันและยอมรับในสิ่งที่คนรักเป็น แต่จะมีซักกี่คนที่จะยอมรับฟังแล้วเข้าใจในสิ่งที่คนรักเป็น ดังนั้นความรักคือความเข้าใจจริงหรือ ? ความรัก คือ การให้อภัยทุกอย่าง เมื่อคนรักทำผิดเพียงใดทำให้เสียความรู้สึกเพียงใดปวดร้าวเพียงใดสุดท้ายเราก็ย่อมให้อภัยเพราะจากความเชี่อที่เชื่อกันว่าสักวันนึงคนรักของเราคงสามารถแก้ไช้ปรับปรุงตัวเองได้ แต่เขาได้ปรับปรุงตัวแล้วรึยัง ? แล้วจากความเป็นจริงแล้วความรักคือการให้อภัยจริงหรือ ? ความรัก คือ ความเกลียดชัง เกลียดชังผู้ที่มาข้องเกี่ยวกับคนรักและทำให้คนรักของเราเปลี่ยนแปลงไป แล้วบ้างก็บอกว่ายิ่งรักมากก็ยิ่งเกลียดมากเมื่อคนรักมาทำให้ต้องผิดหวัง แต่ทำไมคนเราถึงยังต้องการมีความรัก แล้วอย่างนี้ความรักจะใช่ความเกลียดจริงหรือ ? ความรัก คือ ความกลัว กลัวที่จะเป็นทุกข์เพราะคนรัก ในเมื่อคนรักมักจะทำให้เกิดความทุกข์แต่ทำไมคนเราถึงต้องการความรัก และความรักคือความกลัวจริงหรือ ? ความรัก คือ ความอยาก อยากที่จะให้คนรัก รักเราเหมือนที่เรารักเขา แต่เราก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าเขารักเรารึเปล่า แล้วรักคือความอยากจริงหรือ ? ความรัก คือ สิ่งที่ทำให้โลกสวยสดงดงาม แต่บางครั้ง ความรักก็ทำให้โลกหม่นหมอง มืดมน ดังนั้นรักยังจะใช่สิ่งที่ทำให้โลกสวยสดงดงามจริงหรือ ? ความรัก คือ กรรม กรรมที่ต้องเกิดมารักคนที่เขาไม่ได้รักเรา ความรัก คือ ความเจ็บปวด เจ็บปวดเมื่อคนรักไม่เห็นคุณค่าของความรัก ความรัก คือ ความอิจฉา อิจฉาในสิ่งที่เขามองว่ามันมีค่า มากกว่าเรา ความรัก คือ ความแค้น แค้นจนอยากจะบอกว่า สักวันนึง คุณจะไม่เหลือคนรักคุณอย่างจริงใจ ความรัก คือ พลัง พลังที่จะต่อสู้กับอุปสรรคที่เข้ามา แต่บางครั้งความรักก็ทำให้ท้อแท้หมดหวัง เมื่อรู้อย่างงี้แล้วทำไมคนถึงต้องการมีความรัก ? แล้วถ้าอย่างนี้แล้วความรัก คือ อะไร ?

Read Full Post »

ความจริงวันนี้

1) จากการวิจัย คนไทยดูโทรทัศน์เป็นกิจกรรมยามว่างมากถึง 55.4 เปอร์เซ็นต์ [1]

2) จากการศึกษาเช่นเดียวกัน ช่วงเวลาสองทุ่มถึงสี่ทุ่ม เด็กไทยอายุ 2-6 ปี 23.1 เปอร์เซ็นต์ดูทีวีอยู่, เด็กอายุ 7-12 ปี 29.5 เปอร์เซ็นต์ก็ดูทีวีเวลานี้เช่นกัน และสุดท้าย เด็กอายุ 13-19 ปี เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ก็ยังดูทีวีอยู่เช่นกัน [1]

3) ฟรีทีวีช่องสาม ห้า เจ็ด เก้า สิบเอ็ด และทีบีพีเอส ช่วงสองทุ่มถึงสี่ทุ่มส่วนใหญ่เป็นละครน้ำเน่า

4) ละครน้ำเน่าส่วนใหญ่มีเนื้อหารุนแรง ตบตบจูบจูบ วีนวีนกรี๊ดกรี๊ด นางเอกโง่ พระเอกโง่กว่า นางร้ายเกือบฉลาด แม่นางร้ายก็เหมือนจะฉลาด พระเอกรวยอย่างไม่มีเหตุผล นางเอกจนอย่างไม่มีที่มาที่ไป อีทีซี

5) ความคลุมเครืออย่างนึงก็คือยังเป็นที่ถกเถียงว่า ละครที่ไม่ฉลาดนัก จะทำให้คนดูไม่ฉลาดตามไปด้วยรึเปล่า? บางส่วนก็พูดว่า ดูแค่ขำ ๆ เพื่อความตลกจะเอาอะไรกันนักกันหนา แต่จากงานวิจัยทั่วทุกมุมโลก [2] ก็บอกอย่างชัดเจนว่า เนื้อหาละครรุนแรง ๆ ที่เราดูผ่านตา ผ่านสมองซีกซ้าย ผ่านสมองซีกขวา ทะลุออกหูซ้าย หูขวาเพียงแค่บางส่วน เพราะจะมีบางส่วนค้างอยู่ในจิตใต้สำนึกลึก ๆ ไม่ใช่จะกดปุ่มลากลงรีไซเคิลบิน ลบทิ้งไม่เหลือร่องรอยกันออกได้ง่าย ๆ

6) ถึงข้อถกเถียงในข้อห้า) อาจจะไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ที่คนเขียนคิดว่าชัดชัวร์ ก็คือ ถ้าเราได้เสพสิ่ง “ดี ๆ” จะทำให้อย่างน้อยเราได้อะไร “ดี ๆ” ติดกลับไปบ้างแน่นอน โดยที่ไอ้สิ่งดี ๆ ที่หมายถึง ไม่จำเป็นจะต้องเป็นศิลปะชั้นสูง หรือเพลงคลาสิกประเภทนั่งฟังไป จิบไวน์ไป เพราะสิ่ง “ดี ๆ” ก็คือของ “ดี” ที่ใครจะชอบแนวไหน หรือประเภทอะไรก็แล้วแต่รสนิยมส่วนตัวของผู้บริโภคที่แยกไม่ได้ด้วยคำว่าถูกหรือผิด เพราะละคร “ดี” ก็คือละครที่ดี ไม่ใช่ละครเกาหลี ไม่ใช่ละครซีรีย์อเมริกัน เพลง “ดี” ก็คือเพลงที่ดี ไม่ใช่เพลงค่ายเลิฟอีส สมอลล์รูม ไม่ใช่เพลงคลาสิก ไม่ใช่ดนตรีแจ๊ซ   ละครเกาหลีเบาสมองบางเรื่องก็ดูสนุกดี มีตรรกะ และได้ข้อคิดง่าย ๆ ตามสภาพชีวิตสังคม “จริง ๆ” หรือกระทั่งหนังแบทแมนบีกินภาคล่าสุด ก็จัดได้ว่าเป็นหนัง “ดี ๆ” ที่บันเทิงมาก แถมมีประเด็นเยอะแยะให้กลับไปคิดเป็นการบ้านระดับมัธยมจนถึงมหาวิทยาลัยได้หลายวิชา

7) แต่สื่อ หรือสิ่ง “ดี ๆ” ไม่ใช่ของที่หาชม ฟัง หรือ เสพได้ง่ายนักในสังคมไทย เพราะจากประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว เพลงดีก็หาฟังยาก หนังดีก็หาดูยาก บิททอร์เร็นที่ซีดไฟล์ดีก็ยังหายากเลย! ของที่หาง่าย ๆ ตามหน้าหนังสือพิมพ์ขายดีที่สุดอันดับหนึ่ง สอง และสามของประเทศก็มักจะไม่ค่อยมีอะไรดี ๆ ของที่หาง่าย ๆ ตามทีวีช่วงไพร์มไทม์ก็มักไม่ใช่ของดี ๆ รวมถึงเพลงในหลาย ๆ คลื่นความถี่ก็ไม่ใช่ของดี ๆ อีกเหมือนกัน

8 ) แต่ไม่ว่า จะเป็นสื่อประเภทไหนล้วนแล้วแต่เป็นธุรกิจ ซึ่งธุรกิจอยู่ได้ด้วยกำไร ซึ่งกำไรมาจากผู้บริโภค อิมพลายได้ว่า ธุรกิจสื่อ สร้างสรรโปรดักขึ้นมาโดยขึ้นกับตลาดในประเทศไทย ซึ่งหมายถึงคนไทยส่วนใหญ่ พูดง่าย ๆ ก็คือเพราะคนส่วนใหญ่ชอบแบบนี้ ของแบบนี้เลยยังมีอยู่

9) แต่ตรรกะในข้อแปด) ก็อาจจะไม่จริงเสมอไป เพราะผมก็ยังเชื่อว่า จริง ๆ แล้วผู้บริโภคลึก ๆ ก็ไม่ได้ต้องการรสนิยมแบบนี้หรอก แต่เป็นธุรกิจสื่อเองต่างหากที่ยัดเยียดสิ่งเหล่านี้ให้ โดยไม่คิดพัฒนาอะไร ๆ มันดีขึ้น อาจจะเพราะรับความเสี่ยงเชิงผลกำไรที่จะทำละครรูปแบบใหม่ ๆ ไม่ได้ หรือเคยทำแล้วแต่เจ๊งไม่เป็นท่า หรือไม่จำเป็นต้องทำอะไรให้มันใหม่นี่หน่า เพราะของเดิมก็ขายได้ดีอยู่แล้ว คู่แข่งรายใหม่ ๆ ที่เข้ามาแข่งขันในตลาดก็ไม่มี หรือจะเป็นเพราะฝีมือไม่ถึง หรือฝีมือถึงแต่ไม่กล้า หรือเป็นเพราะตลาดในเมืองไทยเล็กมาก ทำให้การลงทุนทำสิ่งยาก ๆ ใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ยากเพราะไม่คุ้มทุน ดังนั้นทั้งเพลง ละคร ภาพยนตร์ และหนังสือพิมพ์เลยถูกจำกัดให้อยู่เลยในรูปแบบที่ทำง่าย ๆ ขายง่าย ๆ แล้วก็เอากำไรมาทำของง่าย ๆ ขายง่าย ๆ ไปเรื่อย ๆ ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดกรณีนี้ ก็เช่นกรณีของค่ายเพลงเบเกอรี่เป็นต้น ที่เป็นค่ายเพลงที่น่าสนับสนุนมาก ๆ และดูจะแข็งแกร่ง ยืดหยัดมานาน เป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์มาก ๆ แต่จนแล้วจนรอดค่ายนี้ต้องล้มไป และค่ายใหม่ก็ดูจะเป็นคอมเมอร์เชี่ยวมากขึ้น ผมไม่ทราบเหตุผลลึก ๆ หรอกนะ แต่ถ้าให้เดาคือ เหตุผลหลัก ๆ ข้อนึง ต้องมีเรื่องของเงินแน่นอน

10) โดยสรุป คำถามง่าย ๆ คือ ใช่หรือไม่ ที่มันไม่สำคัญหรอกว่า หนังสือพิมพ์ ละคร ภาพยนตร์ และเพลง ในปัจจุบันมันจะเป็นอย่างไร แต่รากของปัญหาจริง ๆ คือเรื่องของการศึกษาของชาติ คือเป็นปัญหาที่ตัวระบบแท้ ๆ ไม่ใช่เป็นปัญหาที่คนเป็นเหตุ

11) และอีกคำถามง่าย ๆ ก็คือ ใช่หรือไม่ ที่ปัญหาการศึกษาของชาติต้องแก้ โดยเริ่มจากการเมืองที่ดี

12) และคำถามสุดท้ายที่ไม่ใช่คำถามง่าย ๆ ก็คือ … เราจะแก้กันอย่างไร ?

13) ถ้าคิดไม่ออก มีอารมณ์เครียด ก็หนีเปิดทีวีช่วงสองทุ่มถึงสี่ทุ่มแบบสุ่ม ๆ ยังไงเดี๋ยวก็เจอละครน้ำเน่า ดูแก้เครียดกันจะดีกว่า

14) วนกลับไปข้อหนึ่ง)

อ้างอิง :

[1] การสำรวจ “ศึกษาอิทธิพลของการชมรายการโทรทัศน์กับพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ในกลุ่มคนดู ศึกษาเด็ก เยาวชน และประชาชน”อายุ 2 – 6 ขวบ 7- 12 ปี 13 – 19 ปี และอายุ 20 ปีขึ้นไปใน กทม.และจังหวัดหัวเมืองใหญ่ของประเทศ จำนวน 2,159 ตัวอย่าง วันที่ 24-28 เม.ย.2551, http://wechange.seubsan.net/Joomla/index.php/we-article/turnoff-tv/177-research-want-go-to-leading-actor-for-ravish

[2] รายการโทรทัศน์เป็นภัยต่อเด็กจริงหรือไม่?,  http://news.sanook.com/scoop/scoop_156415.php

ข้อมูลเพิ่มเติม:

– The Impact of Fictional Television Stories on U.S. Adult Fatalities: New Evidence on the Effect of the Mass Media on Violence, by David P. Phillips, University of California, San Diego , http://www.jstor.org/pss/2779364

The Sociology of Soap Operas, Briana Beckham, http://www.students.sbc.edu/beckham04/The%20Sociology%20of%20Soap%20Operas-Final.doc

บทบาทของ “สื่อ” ดุลยภาพระหว่างสิ่งที่สังคม “อยากรู้” กับสิ่งที่สังคม “ควรรู้”, http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9470000053768

– เราควรรื้อถอนโครงสร้างของละคร ‘น้ำเน่า’ หรือไม่? , http://www.winbookclub.com/basket_detail.php?id=248

Read Full Post »

smileyKiD

ขอกล่าวนำสักเล็กน้อย

ปัญหา ที่เกิดขึ้นมานานนับตั้งแต่ที่โลกรู้จัก Internet กัน แพร่ระบาดไปทั่วโลก Internet นั่นก็คือการ Copy Content (Content ในที่นี้หมายถึง ข่าว, บทความ, Digital Artwork, Digital Photo หรือ สิ่งใดๆก็ตามที่อยู่บนหน้าเว็บ) โดยไม่ให้เครดิตแก่เจ้าของ Content ซ้ำร้ายอาจมีการนำไปใช้ในเชิงการค้าก็เป็นได้ จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นอาญชากรรมบน Internet ก็ว่าได้ ยิ่งโลก Internet ขยายตัวขึ้นมากเท่าไหร่ ปัญหานี้ก็ยิ่งเกิดขึ้นมากตาม

สำหรับ ผู้ที่ต้องการจะเผยแพร่ Content ให้ทุกคนได้นำไปใช้กันโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆนั้น ขอเพียงแค่บอกว่าตนเองเป็นเจ้าของผลงาน เมื่อเจอปัญหาเหล่านี้ก็คงจะถูกบั่นทอนกำลังใจไปกับความเห็นแก่ตัวของคนไม่ กี่คนไปไม่มากก็น้อย ซึ่งเป็นการทำลายโอกาสแก่คนใหม่ไฟแรงที่อยากจะพัฒนา Content ใดๆ ให้ทุกคนนำไปใช้กันฟรีๆ แล้วสามารถอวดอ้างได้ว่า ตัวเองเป็นเจ้าของผลงาน และไม่ต้องมากังวลกับการถูกขโมยผลงาน

แต่เดิมนั้น ปัญหานี้มีวิธีแก้ไขอยู่ 2 วิธี คือ

  1. การ จดลิขสิทธิ์ (License) เพื่อเป็นเจ้าของผลงานนั้นอย่างเต็มตัวแต่เพียงผู้เดียว สงวนสิทธิ์ทุกประการ (Copyright) ในการนำไปเผยแพร่ นำไปใช้ หรือดัดแปลงใดๆ โดยที่ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของ แต่ก็มีจุดบกพร่องสำคัญก็คือ การที่คนอื่นจะนำไปเผยแพร่นั้นจะต้องขออนุญาตจากเจ้าของก่อน ไม่เช่นนั้นถือว่าผิดกฎหมาย จึงถือได้ว่าวิธีนี้แก้ปัญหาไม่ค่อยตรงจุดนัก
    http://th.wikipedia.org/wiki/ลิขสิทธิ์
  2. การ ยกมอบให้เป็นสาธารณสมบัติ (Public Domain) ก็คือไม่มีใครเป็นเจ้าของผลงาน ทุกคนสามารถนำไปใช้ได้โดยไม่ผิดลิขสิทธิ์ แต่ก็มีจุดบกพร่องก็คือ เจ้าของผลงานก็จะไม่ได้เป็นเจ้าของผลงานอีกต่อไป สูญเสียสิทธิ์นั้นไปอย่างสิ้นเชิง
    http://th.wikipedia.org/wiki/สมบัติสาธารณะ

แต่ผมจะมาแนะนำวิธีที่ 3 ให้ทุกคนได้รู้จักกันครับ

ครีเอทีฟคอมมอนส์

ครี เอทีฟคอมมอนส์ เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร (Non-profit Organization) ก่อตั้งขึ้นที่สหรัฐอเมริกาเมื่อปีค.ศ. 2001 ก่อตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาสัญญาอนุญาตที่สามารถแก้ปัญหาข้างต้นได้ สัญญานี้มีชื่อว่า สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์

(นอก จากนี้ องค์กรครีเอทีฟคอมมอนส์ ยังพัฒนาสัญญาอนุญาตอีกสัญญาหนึ่ง ชื่อ Science Commons ถูกเผยแพร่ในปีค.ศ. 2005 เพื่อคุ้มครองการเผยแพร่งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์บนเว็บโดยเฉพาะ)

สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์

สัญญา อนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์นั้น (ต่อไปจะขอเรียกสั้นๆว่า CC) ประกาศใช้เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2002 ในปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 3.0 แล้ว ในปีค.ศ. 2008 คาดการณ์ว่าน่าจะมีผลงานที่ได้รับการคุ้มครองจาก CC เป็นจำนวนถึง 130 ล้านชิ้นแล้ว

ในประเทศไทย เมื่อวันที่ 2 เม.ษ. 2009 เพิ่งจะมีการประกาศใช้ CC อย่างเป็นทางการ ถือเป็นประเทศลำดับที่ 51 ของโลกที่ประกาศใช้ CC

ลักษณะ ของ CC นั้น หากเปรียบเทียบกับคำว่า สงวนสิทธิ์ทุกประการ กับ สาธารณสมบัติ แล้ว CC อาจใช้คำว่า สงวนสิทธิ์บางประการก็ว่าได้ ผลงานที่ได้รับการคุ้มครองจาก CC นั้น ผู้ที่จะนำผลงานไปใช้ไม่จำเป็นต้องขออนุญาต เพียงแต่จะต้องทำตามเงื่อนไขที่เจ้าของลิขสิทธิ์กำหนดไว้ ทำให้สามารถรักษาสิทธิ์ความเป็นเจ้าของเอาไว้ และเผยแพร่ให้คนอื่นนำไปใช้ต่อยอดได้อย่างแพร่หลาย

Weblog หรือ Image Hosting ชื่อดังทั้งหลายที่เปิดให้บริการฟรีส่วนใหญ่สมาชิกก็จะได้รับความคุ้มครอง จาก CC และต้องปฏิบัติตามด้วยเช่นกัน อาทิเช่น Flickr, WordPress เป็นต้น

เงื่อนไขที่เจ้าของผลงานจะต้องกำหนดให้กับผลงานตัวเอง มีอยู่ 4 ประการ ได้แก่

  1. แสดงที่มา (Attribution – by) ต้องแสดงเครดิตให้แก่เจ้าของผลงานเสมอ
  2. ไม่ใช้เพื่อการค้า (Noncommercial – nc) ไม่นำไปใช้ในทางการค้า
  3. ไม่ดัดแปลง (No Derivatives – nd) ห้ามดัดแปลง แก้ไขใดๆ ทั้งสิ้น
  4. อนุญาตแบบเดียวกัน (Share Alike – sa) ต้องเผยแพร่ผลงานด้วยสัญญา CC เดียวกันกับต้นฉบับทุกประการ

เมื่อนำเงื่อนไขมาผสมกันแล้ว จะเกิดเป็นสัญญา CC 6 ประเภท ได้แก่

  1. CC by
  2. CC by-nc
  3. CC by-nd
  4. CC by-nc-nd
  5. CC by-nc-sa
  6. CC by-sa

จะ เห็นได้ว่า ทุกประเภทต้องมี by ซึ่งหมายความว่า ทุกผลงานภายใต้ CC จะต้องแสดงที่มา ซึ่งหากผู้ใดนำเอาผลงานไปใช้โดยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขก็สามารถฟ้องร้องเป็น คดีความได้เหมือนกับผลงานที่คุ้มครองโดยลิขสิทธิ์ทุกประการ

วิธีการขอรับความคุ้มครองจาก CC นั้น ง่ายนิดเดียวครับ ไปที่นี่เลยครับ
http://creativecommons.org/license/?lang=th

ความเห็นส่วนตัว

ผม เชื่อว่าการประกาศใช้ CC ในประเทศไทย จะทำให้นักสร้างสรรค์ผลงานได้ง่ายขึ้น และช่วยให้กลุ่มนักสร้างสรรค์กลุ่มนี้ในประเทศไทยขยายตัวขึ้นยิ่งกว่าเดิม ไม่มากก็น้อย

แต่อย่างไรก็ตาม CC นั้นก็ยังถือเป็นเรื่องที่ใหม่สำหรับประเทศไทยมาก และคาดว่าก็ยังจะเป็นเรื่องใหม่อยู่อีกนานเหมือนกัน ซึ่งวิธีการเผยแพร่ ผมว่าไม่ใช่เรื่องยากเลยสำหรับประเทศไทยที่มีประชากร Blogger จำนวนมาก ทั้ง Hi5, Facebook ติดอันดับ Top 10 ของโลก ถ้าจะทำกันจริงๆจังๆ

แต่ สิ่งที่ผมเป็นห่วงอยู่อย่างมาก และทำให้ผมคิดว่า ยังเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางการเจริญเติบโตของนักสร้างสรรค์ไทย ถึงแม้จะมีการประกาศใช้ CC ในประเทศไทยแล้วก็ตาม ก็คือ การทำผิดกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์ หรือทรัพย์สินทางปัญญาที่เห็นกันอยู่เกลื่อนบ้านเกลื่อนเมืองครับ ง่ายๆเลย เดียวนี้จะฟังเพลง ถึง 20% ไหมครับที่ซื้อแผ่นแท้สนับสนุนของจริง

ไม่ปลิ้มครับ…ไม่ปลิ้ม

ดัง นั้น ตราบใดที่ประเทศไทยยังไม่ลงมือแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง จะประกาศกฎหมายหรือสัญญาอนุญาตสักกี่ฉบับ นักสร้างสรรค์ไทยก็คงยังเป็นที่ น่าสงสารต่อไป

ข้อมูลเพิ่มเติม

ครีเอทีฟคอมมอนส์
http://www.creativecommons.org
http://th.wikipedia.org/wiki/ครีเอทีฟคอมมอนส์

สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์
http://th.wikipedia.org/wiki/สัญญาอนุญาตอครีเอทีฟคอมมอนส์

สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ประเทศไทย
http://www.cc.in.th

เชิญแสดงความเห็นเกี่ยวกับ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ประเทศไทย รวมถึงเรื่องลิขสิทธิ์ได้ ที่นี่เลยครับ

Read Full Post »

หมายเหตุ : กระทู้นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากน้องจาจ้า และมีจุดมุ่งหมายเพื่อการแลกเปลี่ยนความคิดให้ในเรื่องใกล้ตัวของพวกเราที่ผ่านไปแล้วและกำลังจะต้องพบอีก อย่างการศึกษา ยังไงก็ช่วยดูแลกันด้วยนะครับ

เห็นน้องจาจ้าชวนคุยเรื่องการศึกษาก็เลยอยากสนับสนุน หาที่คุยเป็นที่เป็นทางให้ครับ ยังไงก็รบกวนน้องจาจ้าช่วยขับเคลื่อนกระทู้นี้ไปพร้อมกับพวกพี่ละกันนะครับ เป็นกระทู้เปิดเสนอประเด็นพูดคุยกันได้เต็มที่ครับ

ประเด็นอันแรกของน้องจาจ้า

“พูดถึงประสบการณ์…
ตอนนี้จ้าก้อกำลังจะขึ้นมอห้าแล้วหล่ะค่ะ
ที่ผ่านมาในชีวิตยังหาอะไรที่ตัวเองถนัดไม่ได้เลย
อีกปีสองปีก้อต้องสอบ Gat Pat แล้ว
และอีกสองสามปีก้อเข้ามหาลัยแล้ว ยังไม่รู้เลยจะเรียนอะไรดี

ถ้ายังไงพวกพี่ๆช่วยแนะนำจ้าด้วยล่ะกันน่ะค่ะ”

ประเด็นที่สอง

“แล้วในปัจจุบันนี้เด็กรุ่นควรเรียนพิเศษมากน้อยแค่ไหนค่ะ???
ที่ถามอย่างงี้เพราะจ้าเห็นพี่สาวจ้าเรียนพิเศษ วันล่ะ แปดชั่วโมง เจ็ดวันรวดเลยค่ะ”

ขอบคุณครับ

Vice Versa

Read Full Post »