Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for กุมภาพันธ์ 5th, 2009

triamboy

 

การ “พัฒนา”  ส่วนใหญ่ของทุกคนที่ได้ยินคำนี้มักจะถวิลหาโดยที่ไม่ได้ไตรตรองอย่างรอบคอบ  และเชื่อมั่นในการคาดการณ์ของผลลัพทธ์ด้านดีเกือบเสียทั้งหมดที่ถาโถมเข้าใส่ผ่านการให้ข้อมูลในรูปแบบต่างๆ  ทำให้คาดหวังว่าตนเองจะได้รับผลลัพธ์จากการพัฒนาเหล่านั้นในอนาคต  นำไปสู่การเห็นด้วย  ยอมรับ  และเพิกเฉยโดยอัตโนมัติ

 

ในทางกลับกันกลับมีคนส่วนน้อยบางส่วนที่เกี่ยวของโดยตรงกับการพัฒนานั้น  ในพื้นที่ที่เกือบถูกลืมไป  หรือถูกพยายามเพิกเฉย  ที่ได้รับผลลัพธ์ด้านไม่พึงปรารถนาจากการคาดการณ์  และไม่ได้ถูกเปิดเผยอย่างเท่าเทียมกันผ่านรูปแบบต่างๆเช่นเดียวกับผลลัพธ์พึงประสงค์ (อุปสงค์ส่วนใหญ่)  ที่ถูกคาดการณ์ไว้  ทำให้บุคคลเหล่านี้ต้องรักษาพื้นที่  (ทุนที่สะสมมา  รวมถึงทุนที่เกิดจากการพัฒนาในวันหน้า) ของตนเอง  โดยการต่อรองผ่านรูปแบบการเคลื่อนไหวต่างๆ  รวมถึงการร่วมมือ  สร้างเครือยข่ายของการเคลื่อนไหวของภาคส่วนต่างๆ  ภายใต้  และนอกเหนือที่กฎหมายกำหนด

 

ประเทศลาวก็เช่นเดียวกับประเทศที่กำลังเปลี่ยนผ่านอื่นๆ  (ตามกระแส  ไม่ใช่กระแสทางเลือก)  ไม่หลุดพ้นจากกระแสหลักของโลกที่กำลังเปลี่ยนจากความหลายหลายของสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองของตน  เข้าสู่ความพยายามเป็นรูปแบบเดียวของสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมือง  ผ่านรูปแบบของการสร้างมาตรฐานเดียวกันของทั้งสามสถาบันหลักนี้  อาทิ  มาตรฐานมนุษยชน  มาตรฐานการเมือง  มาตรฐานองค์กร  มาตรฐานกฎหมาย  เป็นต้น

 

จากการเดินทางเยือนประเทศลาวที่กำลังเปลี่ยนผ่านครั้งนี้  ทำให้ข้าพเจ้าได้รับรู้  และเรียนรู้ความเป็นไปภายในลาวผ่านแง่มุมที่หลากหลาย  ภายใต้บริบทของการเปลี่ยนผ่าน  อาทิ  ชีวิตผู้คน  ทั้งประชาชนลาว  และประชาชนต่างประเทศ  สถาปัตยกรรมที่กำลังเปลี่ยนผ่าน  ผ่านการหลอมรวม  รักษา  รวมถึงการทำลายทิ้ง  มากกว่านั้นยังมีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่กำลังถูกเปิดเพื่อนำมาใช้ในการพัฒนา  เป็นต้น

 

สำหรับการนำเสนอเรื่องราวความเป็นไปของข้าพเจ้าที่ได้สัมผัส  และสิ่งที่เข้ามาสัมผัสข้าพเจ้าภายในประเทศลาว  โดยจะขอนำเสนอทีละประเด็นตามความสนใจ

 

เริ่มต้นเรื่องราวจากด้านที่ไม่ค่อยได้ถูกนำเสนอให้อยู่ในความสนใจ  และเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจในการพัฒนา  นั่นคือ  ผลลัพธ์ต่อสิ่งแวดล้อมในมิติของธรรมชาติในทางที่ทำลายโดยที่มนุษย์คิดว่าเป็นความบังเอิญ  หรือไม่คาดคิด  รวมถึงคิดไว้ในใจของหลายหลายคนก็เป็นได้

 

มีดังนี้

 

technology flower

ชื่อภาพ – innovative flower  ดอกไม้แห่งนวัตกรรม

เทคนิค – trash in the river  ขยะในแหล่งน้ำไหล

 

คำอธิบาย – แม่น้ำโขง  มหานทีแห่งชีวิต  เป็นนิยามท่ีหลายคนได้เคยให้ไว้  ด้วยเหตุที่ว่าหลายชีวิตของสิ่งมีชีีวิตที่หลากหลายได้พึ่งพาชีวิตแห่งนั้นไว้กับแม่น้ำโขง  รวมถึงมนุษย์กว่าห้าประเทศที่โขงไหลผ่าน  ได้แก่  จีน  พม่า  ลาว  ไทย  และเวียดนาม

 

แต่ในปัจจุบันในภาพที่เห็นตลอดสองฝั่งโขง  จากการเดินสำรวจ  พบว่า  เราสามารถพบเห็นพืชชนิดใหม่ที่ให้ดอกตลอดทั้งปี  โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่น้ำลดจะเป็นฤดูดอกไม้ผลิ  สามารถสังเกตเห็นดอกของพืชชนิดนี้ในปริมาณมาก  และชัดเจน  เนื่องจากว่าดอกของมันสามารถสะท้อนกับแสงที่ตกลงมากระทบได้เป็นอย่างดี  สีของดอกไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าต้นไหนสีอะไร  แต่มีสีเกือบครบครบทุกเฉด   และมีความหลากหลายของสีภายในดอกเดียวกัน  ขึ้นอยู่กับว่า  ส่ิงของจากนวัตกรรมมนุษย์นั้นจะตกเกสรลงบนต้นไหน

 

ความน่าสนใจ  หรือคุณลักษณะพิเศษของดอกไม้แห่งนวัตกรรมนี้มีอยู่ว่า  มันสามารถบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางทั้งใกล้  และไกลได้เป็นอย่างดีเสมอเหมือนตัวแม่น้ำโขงที่มันอาศัยอยู่  เราสามารถศึกษาประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติในยุคของทุนนิยมตลอดริมสองฝั่งโขงได้โดยผ่านรายละเอียดของกลีบดอก

 

กลีบดอกของมันบอกเล่าเรื่องราวการบริโภคของมนุษย์ตลอดริมฝั่งโขง ทั้งห้าประเทศ  ผ่านบรรจุภัณฑ์เหล่านี้  โดยสามารถจำแนกความแตกต่างผ่านความแตกต่างของสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองได้อาทิเช่น  

ภาษา  ผ่านตัวอักษร  ผ่านวลี  ผ่านประโยคบนกลีบดอก

การโฆษณา  ผ่านรูปแบบของการนำเสนอผ่านบรรจุภัณฑ์

การออบแบบ  ผ่านรูปแบบของบรรจุภัณฑ์

การผลิต  ผ่านคุณสมบัติ  คุณภาพของสินค้า

การบริโภค  ผ่านประเภทของสินค้า

เป็นต้น

นี่แหละคือดอกไม้แห่งนวัตกรรม  –  ศึกษาประวัติศาสตร์ผ่านดอกไม้

 

technology waterfall

ชื่อภาพ – innovative waterfall  น้ำตกแห่งนวัตกรรม

เทคนิค – contaminant on the way down  น้ำทิ้งจากที่สูงสู่ที่ต่ำ

 

คำอธิบาย –  ท่อระบายน้ำทิ้ง  การพัฒนาได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเกือบทุกอย่างรอบตัวเรา  ไม่เว้นกระทั่งการระบายของเหลวที่ตั้งใจ  และไม่ตั้งใจทิ้ง  เดิมทีนั้นการระบายน้ำทิ้งจากแต่ละครัวเรือนนั้น  เป็นการปล่อยน้ำทิ้งออกมาทางหน้าบ้าน  ให้ไหลต่อสู่คูน้ำขนาดเล็กแบบเปิดโล่งหน้าบ้าน  ซึ่งสิ้นสุดลงที่ทางน้ำไหลขนาดใหญ่อย่างเช่น  คลอง  แม่น้ำ  ริมหมู่บ้าน  แต่ด้วยที่ปริมาณน้ำทิ้งที่ไม่มาก  ทำให้ของทิ้งเหล่านี้สามารถซึมผ่านดินลงสู่ใต้ดินได้ในระยะเวลาไม่นาน  จนบางครั้งไม่ได้ไหลผ่านไปถึงแหล่งน้ำขนาดใหญ่

 

ด้วยการพัฒนา  ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างรวดเร็ว  การพัฒนาทางอุตสาหกรรม  ทำให้เกิดการกระจุกตัวของประชากรจำนวนมากในพื้นที่อาศัยขนาดเล็กที่เรียกว่าชุมชน  การปล่องน้ำทิ้งก็เช่นกัน  ไม่มีทางที่จะสามารถจัดการในรูปแบบเดิมได้  เนื่องจากปริมาณน้ำทิ้งปริมาณมากขึ้น  และเข้มข้นกว่าเดิม   รวมถึงหลากหลายชนิดของสารที่รวมตัวกันอยู่  การปล่อยน้ำทิ้งในรูปแบบเปิดโล่งแบบเดิมคงไม่เป็นผลดีต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์อย่างเราเราเป็นแน่

 

จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ  ทางระบายน้ำทิ้งจึงถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ  เพื่อรวบรวมน้ำทิ้งทั้งหมดในชุมชนเข้าด้วยกัน  นำไปสู่การบำบัดน้ำทิ้ง  ณ  ที่ใดใดที่หนึ่ง  เพื่อจัดการน้ำทิ้งให้เกิดผลกระทบต่อธรรมชาติ  และมนุษย์ที่เกี่ยวข้องน้อยที่สุด

 

แต่ด้วยความโชคไม่ค่อยจะดีของประเทศที่กำลังเปลี่ยนผ่าน  จำเป็นต้องใช้เงิน   ทุนจำนวนมากไปกับการพัฒนาด้านอื่นที่คิดว่าจำเป็น  และเร่งด่วนกว่า  การก่อสร้างโรงบำบัดน้ำเสีย  หรือเครื่องมือในการจัดการน้ำเสีย  จึงไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นในประเทศเหล่านี้  เนื่องมาจากต้องทุ่มงบประมาณจำนวนมากในการจัดการ  ดังนั้นระบบการจัดการน้ำทิ้งจึงถูกตัดตอน ​ ณ  จุดนี้

 

ทางเลือกเดียวของประเทศที่เปลี่ยนผ่าน  และเห็นความสำคัญของการพัฒนาเพียงผลประโยชน์ระยะสั้น  จึงจัดการน้ำทิ้งได้เพียงการสร้างทางระบายน้ำ  และไม่ได้วางโครงข่ายอย่างเป็นระบบเพื่อรวบรวมไปสู่การบำบัด  ในทางกลับกันกลับต้องวางเครือข่ายของทางระบายน้ำทิ้ง  โดยหาทางระบายสู่แหล่งน้ำไหลตามธรรมชาติที่ใกล้เคียงชุมชนมากที่สุด  เนื่องจากงบประมาณที่ใช้ในการจัดการน้อยที่สุด

 

จึงไม่เป็นที่แปลกใจเลย  ในการพบเห็น  “น้ำตกแห่งนวัตกรรม”  เหล่านี้ได้ตลอดสองฝั่งของแหล่งน้ำไหลตามธรรมชาติในประเทศที่กำลังเปลี่ยนผ่าน  จากรูปก็เช่นกัน  สองริมฝั่งแม่น้ำคาน  กลางตัวเมืองหลวงพระบาง  เมืองที่กำลังเปลี่ยนผ่าน  และการท่องเที่ยวเติบโตได้อย่างสดใส  จึงเป็น  “ตัวเลือก”  ลำดับแรกของแหล่งน้ำไหลตามธรรมชาติในการระบายน้ำทิ้งเช่นกัน  ระหว่างการเดินทางลัดเลาะไปตามแม่น้ำคานในยามบ่าย  สามารถพบเห็นน้ำตกเหล่านี้ได้มากมาย  และยิ่งแปลกใจอย่างยิ่งคือว่า  น้ำตกแหล่านี้มีลักษณะแบบเดียวกันทั้งหมด  ไม่แน่ใจว่าเป็นผลจากการประหยัดต่อขนาดของการพัฒนาอุตสาหกรรมหรือไม่

 

colorful plants

ชื่อภาพ – innovative garden  สวนแห่งนวัตกรรม

เทคนิค – trash on ground  ขยะบนพื้น

 

คำอธิบาย –  สวนริม (หมู่) บ้านของหมู่คน   หลังจากการกระจุกตัวของการพัฒนา  ทำให้เกิดหมู่หลายหมู่ขึ้นมาในประเทศที่กำลังเปลี่ยนผ่าน  อาทิเช่น  หมู่คน  หมู่บ้าน  หมู่โจร  หมู่มาร  หมู่งาน  รวมถึงหมู่ขยะ  การเปลี่ยนผ่านประเทศทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านรูปแบบการบริโภค  รวมถึงรูปแบบการบรรจุภัณฑ์ที่ตอบสนองรูปแบบการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน

 

ด้วยบรรจุภัณฑ์รูปแบบใหม่ ที่เกือบไม่ได้สร้างภาระต้นทุนในการได้มาให้กับผู้บริโภคเลย  จึงไม่แปลกใจที่ทำให้แรงจูงใจในการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพไม่เกิดขึ้น  ทางเลือกการจัดการที่ง่ายที่สุด  คือ  การทิ้ง  นอกเหนือจากทางเลือกอื่นๆ  อาทิเช่น  การใช้ซ้ำ  การแปรรูป  การลดการใช้  เป็นต้น

 

ยิ่งความโน้มเอียงในการบริโภคมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น  ยิ่งความเร็วในการบริโภคมากขึ้น  ทำให้แนวโน้มการบริโภคบรรจุภัณฑ์สูงมากขึ้น  ทั้งในแง่ปริมาณที่มากขึ้น  และคุณภาพที่สูงขึ้นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ  ทำให้แนวโน้มการทิ้งบรรจุภัณฑ์สูงมากขึ้น  ยิ่งในประเทศที่เพิ่งมีการเปิดประเทศ  และเปลี่ยนผ่านเข้าสู่เศรษฐกิจระบบตลาด

 

นอกเหนือจากการจัดการบรรจุภัณฑ์โดยการ  ทิ้ง  แล้ว  การจัดการทิ้งที่ง่ายที่สุดคือ  ทิ้งในพื้นที่สาธารณะ  เนื่องจากความเป็นเจ้าของโดยสาธารณะซึ่งไม่มีความชัดเจนแน่นอน  หน้าที่  ความรับผิดชอบจึงไม่ชัดเจน  จึงเกิดความชอบธรรมโดยอัตโนมัติของหมู่คน  ในหมู่บ้านนั้น  ทำให้เกิดการรวบรวมขยะ  แล้วนำไปทิ้งในพื้นที่สาธารณะริมหมู่บ้านเกิดเป็นหมู่ขยะขึ้น  

 

ในประเทศเปลี่ยนผ่านอย่างประเทศลาวจึงยากที่จะหลีกเลี่ยงปัญหานี้  จึงไม่น่าสงสัยสำหรับการพบเห็นหมู่ขยะรวมกันกับพรรณไม้ที่มีอยู่เดิมก่อนหน้านี้  ก่อนที่จะเข้าถึงตัวหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้าน  ว่าไปแล้วหมู่ขยะจึงเปรียบเสมือนสัญญาณบ่งชี้ว่าพื้นที่นั้นมีหมู่คนอาศัยอยู่

 

หมู่ขยะเหล่านี้มีความน่าสนใจอยู่ที่ว่าสามารถพบเห็นได้ทุกหมู่บ้าน  มีสีสันที่หลายหลาย  สวยงามรวมตัวกลมกลืนกับธรรมชาติด้วยความตั้งใจทิ้ง  แต่ไม่ตั้งใจจัดวางตำแหน่งของหมู่คน  และมากกว่านั้นคือ  เราสามารถพบเห็นได้ตลอดทั้งปี  สีสันคงเดิมทนแดด  ลม  ฝน  และมีแนวโน้มที่จะเติบโต  ขยายพันธ์มากขึ้นตามการพัฒนา  เปรียบเสมือน  สวนดอกไม้ที่บานสะพรั่งต้อนรับคนที่มาเยี่ยมชม

โฆษณา

Read Full Post »

กรณีศึกษา การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม พ.ศ.2546

torplus

 

ตลอดเวลาที่ผ่านมาในสังคมไทยตั้งแต่เริ่มมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นมาโดยตลอดนั่นคือการทุจริตคอร์รัปชั่น ทั้งนี้เนื่องจากอำนาจในการปกครองประเทศมักตกอยู่ในมือกลุ่มผู้มีอำนาจเพียงไม่กี่กลุ่มที่มีผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน1 หรือเป็นเพราะประชาชนชาวไทยยังไม่มีความเข้าใจถึงอำนาจหน้าที่ของตนในการปกครองระบอบนี้ ตลอดเวลาที่ดำเนินมาถึงปัจจุบัน ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบด้านลบต่อประเทศชาติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ผลร้ายอย่างชัดเจนก็คือการดูดเงินที่สามารถนำไปสร้างสาธารณะประโยชน์แก่สังคมให้ไปสู่กลุ่มคนเพียงกลุ่มเดียว ซึ่งในทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์เป็นการส่งผลกระทบภายนอกในทางลบแก่สังคม (Negative external benefit) เมื่อมีเงินรั่วไหลออกไปในการดำเนินงานของโครงการต่างๆ นั่นคือการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการดำเนินงาน ประชาชนผู้ซื้อสินค้าและใช้บริการก็จะต้องจ่ายค่าบริการต่างๆในราคาแพงขึ้น เป็นการลดทอนอัตราความเจริญเติบโตของระบบเศรษฐกิจได้ ส่งผลกระทบไปถึงระบบการปกครองบ้านเมือง นอกจากนี้ยังเป็นการปลูกฝังค่านิยม และวัฒนธรรมที่เห็นประโยชน์ส่วนตน และพวกพ้องของตนเป็นตัวอย่างที่ผิดๆแก่เยาวชนและคนทั่วไปในสังคมอีกด้วย

 

การทุจริตคอร์รัปชั่นโดยทั่วไปนั้น มีสาเหตุและกระบวนการอยู่ด้วยกัน 3 ประการ เริ่มจากการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม (Conflict of Interest) กระบวนการนี้เกิดขึ้นเมื่อบุคคลหนึ่งเข้ามามีตำแหน่ง หน้าที่ และอำนาจที่สามารถบิดเบือนเป้าหมายที่แท้จริงแต่เดิมของกิจการหรือโครงการต่างๆเหล่านี้เพื่อผลประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้องได้ หลังจากการขัดกันของผลประโยชน์นี้เกิดขึ้น บุคคลนั้นก็จะทำการแสวงหาค่าเช่า (Rent seeking) นั่นคือการแสวงหาผลประโยชน์จากการสร้างความเหนือกว่าแก่ผู้ใดผู้หนึ่งในตลาดการแข่งขัน ซึ่งมักเป็นการสร้างการผูกขาด หรือกึ่งผูกขาด ตามมาด้วยกระบวนการสุดท้ายคือการกระจายผลประโยชน์ (Diversification) ซึ่งกระบวนการนี้นับเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะถึงแม้จะเกิดกระบวนการทั้งสองกระบวนการแรก แต่สามารถกระจายผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นให้แก่ประชนชนทุกคนในระบบเศรษฐกิจนั้น การกระทำดังกล่าวก็ไม่ถือเป็นการทุจริตคอร์รัปชั่นแต่อย่างใด

 

ที่กล่าวมานั้นเป็นการทุจริตคอร์รัปชั่นในรูปทั่วไป อย่างไรก็ตามในปัจจุบันที่มาตรการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตมีการปรับปรุงมากขึ้น รูปแบบของการทุจริตคอร์รัปชั่นจึงมีการพัฒนาปรับตัวไปเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกปรามปรามนั้นด้วย เหมือนดั่งเชื้อโรคที่มีการพัฒนาตัวเองเพื่อต้านทานกับยาปฏิชีวนะอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้ในปัจจุบันเราจึงได้ยินคำว่า “การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย” อย่างหนาหู ซึ่งการคอร์รัปชั่นรูปแบบนี้มีการพัฒนาสลับซับซ้อนขึ้นมาก จนแม้ศาลรัฐธรรมนูญก็ยังไม่สามารถชี้ชัดหรือเอาผิดกับกรณีต่างๆที่เข้าข่ายการคอร์รัปชั่นประเภทนี้ได้ ดังกรณีที่ผู้วิจัยจะได้นำมาเสนอในบทความนี้ คือเรื่องการจัดเก็บภาษีในกิจการโทรคมนาคม เมื่อปีพ.ศ.2546

 

การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในกิจการโทรคมนาคมนี้ หากมองเพียงผิวเผินก็จะดูเป็นการสร้างผลประโยชน์ให้แก่สังคมโดยรวม เนื่องจากมีวัตถุประสงค์เพื่อลดการผูกขาดกิจการการให้บริการโทรคมนาคม 2 ประเภทคือ โทรศัพท์เคลื่อนที่และโทรศัพท์พื้นฐาน เป็นแนวทางในการแปรสัญญาสัมปทาน หรือยกเลิกสัญญาสัมปทานการให้บริการโทรคมนาคมของบริษัท ทีโอที จำกัด (ทศท.) และ บริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (กสท.) เพื่อให้เกิดการแข่งขันเสรีอย่างเป็นธรรมในตลาด2 แนวคิดนี้ถูกเสนอขึ้นมาโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อการศึกษาการยกเลิกสัมปทานที่มีมา 2 แนวทางไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากแนวทางหนึ่งเอกชนต้องจ่ายค่าชดเชยสำหรับการยกเลิกสัญญาเป็นมูลค่าสูงมาก3 ในขณะที่อีกแนวทางหนึ่งก็คิดค่าชดเชยต่ำจนเกินไปจนได้รับการคัดค้านว่า จะทำให้รัฐเสียประโยชน์4

 

ตามที่ได้กล่าวมาว่าหากมองเพียงผิวเผินนโยบายการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคมนั้นน่าจะให้ผลประโยชน์ต่อทั้งผู้ให้บริการและผู้บริโภคมากกว่า เมื่อตลาดกิจการโทรคมนาคมมีการแข่งขันกันอย่างเสรี แต่การออกนโยบายนี้ของรัฐบาลมีขั้นตอนและกระบวนการที่ส่อให้เห็นถึงการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน และพวกพ้อง และเป็นการสร้างผลกระทบด้านลบต่อทรัพย์สินสาธารณะ ซึ่งจะเห็นได้จากข้อสังเกตดังต่อไปนี้

 

ข้อสังเกตแรก เมื่อแรกเริ่มการกำหนดนโยบาย คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2546 อนุมัติพระราชกำหนดภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม กำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตสูงถึงร้อยละ 50 ของรายได้จากการให้บริการ ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2546 ได้ปรับลดอัตราการจัดเก็บภาษีเหลือร้อยละ 2 สำหรับการให้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน และร้อยละ 10 สำหรับการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยให้เหตุผลว่า เพื่อเป็นแนวทางการเปิดเสรีในกิจการโทรคมนาคมทั้งๆที่ ประเทศไทยนั้นมีความผูกพันตามข้อตกลงการเปิดเสรีบริการโทรคมนาคมภายในสิ้นปี 2549 ตามกรอบข้อตกลงที่มีกับองค์การการค้าโลก (World Trade Organization) เฉพาะกิจการ โทรเลข เทเล็กซ์ เท่านั้น แนวทางที่รัฐบาลต้องการเปิดเสรีกิจการโทรคมนาคมนี้จึงเป็นการเกินกว่ากรอบความผูกพันที่มีตามข้อตกลงระหว่างประเทศ นอกจากนี้ในช่วงระหว่างที่มีการพิจารณา ได้มีการคัดค้านจากหลายส่วนงานที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม เนื่องจากเห็นว่าการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตนั้นไม่ควรจัดเก็บจากบริการโทรศัพท์เนื่องจากไม่ได้เข้าข่ายสินค้าฟุ่มเฟือยที่จะต้องเก็บภาษี นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มต้นทุนของผู้ประกอบการรายใหม่ที่จะเข้ามาให้บริการแข่งขัน ซึ่งเป็นการขัดกับแนวทางการสร้างการแข่งขันอย่างเสรีในกิจการนี้อีกด้วย

 

ข้อสังเกตที่สอง เมื่อต่อมาเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546 คณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดแนวทางการหักค่าภาษีสรรพสามิตออกจากส่วนแบ่งรายได้ที่ต้องส่งให้แก่รัฐวิสาหกิจที่ได้รับสัมปทานกิจการโทรคมนาคม นั่นคือกำหนดให้เอกชนที่จ่ายส่วนแบ่งรายได้สามารถนำเงินที่จ่ายภาษีไปหักลดจากส่วนแบ่งรายได้ที่จะส่งให้รัฐวิสาหกิจได้ เช่น บริษัทเอไอเอส เดิมจ่ายส่วนแบ่งรายได้ร้อยละ 25 ให้กับ ทศท.ในกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ก็ให้แบ่งเป็นจ่ายส่วนแบ่งให้กับ ทศท.ร้อยละ 15 และจ่ายภาษีสรรพสามิตร้อยละ 10 ซึ่งทำให้บริษัทผู้ได้รับสัมปทานในกิจการโทรคมนาคม ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ต้องสูญเสียรายได้จากส่วนแบ่งรายได้นี้ไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2549 เป็นจำนวนเงินกว่า 47,262 ล้านบาท ทำให้ทั้ง ทศท.และ กสท.เกือบถึงภาวะล้มละลายทีเดียว และหากยกเลิกการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคมนี้ไปก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้จัดเก็บของรัฐบาลมากนักเพราะทั้งสองบริษัทที่ได้รับสัมปทานกิจการโทรคมนาคมไปจะต้องจ่ายเงินปันผลคืนแก่กระทรวงการคลังในฐานะที่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อยู่แล้วในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน ส่วนในแง่ของบริษัทผู้ได้สัมปทานก็จะได้มีเม็ดเงินมาใช้จ่ายในการบริหารก่อนจะส่งคืนสู่รัฐ

 

ข้อสังเกตที่สาม เมื่อคณะรัฐมนตรีมีการตีความพระราชกำหนดภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคมกำหนดให้รัฐวิสาหกิจต้องเสียภาษีดังกล่าวตามอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้อีกด้วย เท่ากับต้องเสียภาษีจากรายรับในกิจการของตนเอง และเสียภาษีแทนเอกชนไปพร้อมกัน ในกรณีของ ทศท.ต้องจ่ายภาษีเพิ่มเติมอีกกว่า 735 ล้านบาท ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อรัฐวิสาหกิจอย่างชัดเจน โดยกรมสรรพสามิตได้ให้ข้อแก้ต่างว่า ทศท.เป็นผู้ประกอบกิจการที่ได้รับอนุญาตหรือสัมปทานจากรัฐจึงมีหน้าทีเสียภาษีทั้งหมดซึ่งขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ว่าผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็น หน่วยงานภาครัฐหรือ ภาคเอกชน มีหน้าที่จะต้องชำระภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคมโดยถ้วนทั่ว และเสมอหน้ากัน (Equality before The Law)

 

ข้อสังเกตสุดท้าย เมื่อบริษัทเอกชนที่เป็นคู่สัญญากับ กสท.ได้ฉวยโอกาสนำภาษีสรรพสามิตมาหักออกจากเงินค่าเชื่อมโยงโครงข่าย (Access Charge) ทั้งที่สัญญาการเชื่องโยงโครงข่ายไม่ได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานตามขอบเขตที่คณะรัฐมนตรีกำหนดไว้แต่ประการใด ซึ่งความสูญเสียของ กสท.นี้นับเป็นเงินถึงกว่า 6,150 ล้านบาททีเดียว

 

ทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้ มีข้อต้องคำนึงด้วยว่า ผู้ที่สูญเสียผลประโยชน์เป็นอันมากในกรณีนี้คือ ทศท.และ กสท.ซึ่งทั้งสองบริษัทนี้มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ นั่นก็คือประชาชนเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เมื่อบริษัททั้งสองสูญเสียผลประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชน ก็เท่ากับประชาชนเป็นผู้สูญเสียผลประโยชน์เหล่านั้นให้กับบริษัทเอกชนเพียงไม่กี่บริษัท นอกจากนี้ในขณะที่มีมติของคณะรัฐมนตรีนี้ออกมา ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเคยเป็นผู้บริหาร และถือหุ้นในบริษัทเอไอเอส ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ที่ได้รับผลประโยชน์จากพระราชกำหนดนี้ไปอย่างน้อย 29,121 ล้านบาท ดังนั้นเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์การเข้าข่ายทุจริตคอร์รัปชั่นที่กล่าวไว้ในด้านบนแล้วพบว่า เกณฑ์การขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม เนื่องจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นอดีตผู้บริหารและถือหุ้นของบริษัทเอไอเอส ซึ่งได้รับผลประโยชน์ไปอย่างมากจากพระราชกำหนดนี้ และเป้าหมายที่แท้จริงของพระราชกำหนดที่ต้องการให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีในกิจการโทรคมนาคม ถูกบิดเบือนให้มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตซึ่งนับเป็นต้นทุนสำหรับบริษัทขนาดเล็กที่จะเข้ามาแข่งขันในตลาด จึงถือว่าเข้าข่ายเป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม เกณฑ์การแสวงหาค่าเช่าพบว่าการที่สร้างผลประโยชน์ให้แก่บริษัทเอกชน เหนือประโยชน์ของรัฐวิสาหกิจที่ได้รับสัญญาสัมปทานกิจการโทรคมนาคม และพระราชกำหนดนี้ยังเป็นการกีดกันการเข้ามาแข่งขันใหม่ของบริษัทอื่นๆอีกด้วย จึงเป็นการสร้างผลตอบแทนแก่บริษัทเอกชนกลุ่มนี้เหนือกว่าที่มีการแข่งขันอย่างเสรี เป็นการเข้าข่ายการแสวงหาค่าเช่า เกณฑ์สุดท้ายคือการกระจายผลประโยชน์ เป็นประเด็นที่มีความน่าสนใจมากตรงที่ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นไม่ตกอยู่กับใครคนหนึ่งคนเดียว หรือบริษัทแห่งเดียว แต่ตกกลับบริษัทเอกชนที่ให้บริการโทรคมนาคมหลายบริษัท ได้แก่ เอไอเอส ดีแทค ทรู ทีทีแอนด์ที และดีพีซี ซึ่งบริษัทเหล่านี้ไม่ได้มีเจ้าของเดียวกัน และเป็นคู่แข่งทางธุรกิจกันด้วย ดังนั้นผู้ที่สร้างการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม และแสวงหาค่าเช่าจึงตอบได้ว่าเขาได้สร้างผลประโยชน์ให้แก่ทุกบริษัทในกิจการโทรคมนาคมอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ได้ให้แก่พวกพ้องของตนอย่างเดียว ประเด็นนี้จึงทำให้กรณีศึกษานี้แตกต่างไปจากการทุจริตคอร์รัปชั่นในรูปแบบทั่วๆไป ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ากรณีศึกษานี้เข้าข่าย “การคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย” ทั้งนี้ผู้วิจัยเชื่อว่ายังมีเกณฑ์อื่นอีกทีสำคัญในการกำหนดกรอบลักษณะ และความหมายของการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย แต่ทั้งนี้ยังอยู่ระหว่างการค้นคว้าวิจัยของผู้วิจัย5

 

จากเหตุผลทั้งหลายที่ได้กล่าวมาจึงทำให้มีผู้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาขอให้พิจารณาส่งความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาว่าพระราชกำหนดดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่ โดยมีประเด็นส่งพิจารณาด้วยกัน 3 ประเด็น

 

ประเด็นแรกคือการขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา40 วรรคหนึ่ง เพราะ รัฐใช้กลไกทางภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม เพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพในการใช้สอยทรัพยากรการสื่อสารของประชาชน

 

ประเด็นที่สองพิจารณาว่าการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในกิจการโทรคมนาคมโดยกระทรวงการคลังเป็นการแทรกแซงอำนาจของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทช.) ที่ได้รับอำนาจให้ควบคุมกิจการโทรคมนาคมทั้งหมดโดยรัฐธรรมนูญ

 

ประเด็นสุดท้ายกล่าวถึงการที่การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตนี้เป็นการสร้างต้นทุนต่อหน่วยการให้บริการของผู้ประกอบการรายใหม่ที่สูงกว่าผู้ประกอบการรายเก่าซึ่งได้สิทธิพิเศษจากสัญญาร่วมการงาน มีฐานลูกค้าและพัฒนาเครื่องหมายการค้าแล้ว จึงเป็นการขัดต่อหลักเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา50

 

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2548 เห็นว่า

 

ประเด็นที่หนึ่ง การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเป็นเรื่องการดำเนินการทางนโยบายของฝ่ายบริหารเพื่อจัดหารายได้เข้ารัฐ มิได้เป็นการริดรอนสิทธิและเสรีภาพการใช้ประโยชน์สาธารณะจากทรัพยากรสื่อสารของชาติแต่อย่างใด

 

ประเด็นที่สอง การตราพระราชกำหนดเก็บภาษีสรรพสามิตนั้น มิใช่การกำหนดเงื่อนไขที่ใช้ในการกำหนดโครงสร้างอัตราค่าธรรมเนียมและค่าบริการ ซึ่งเป็นอำนาจของ กทช.จึงมิใช่การใช้อำนาจซ้ำซ้อนหรือแทรกแซงการใช้อำนาจของ กทช.

 

ประเด็นที่สาม การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งมีมาตรการรองรับในการขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันและการคุ้มครองของผู้บริโภค

 

ตุลาการเสียงข้างมาก 11 คนจึงวินิจฉัยว่าไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ

 

ตุลาการเสียงข้างน้อย 3 คน วินิจฉัยว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นการแทรกแซงการใช้อำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ อีกทั้งเป็นการกีดกันเสรีภาพในการประกอบกิจการและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม ตลอดจนกระทบกระเทือนถึงสัมปทานซึ่งมีผลสมบูรณ์อยู่แล้วขณะที่ประกาศใช้

 

ตุลาการอีก 1 คน วินิจฉัยให้ยกคำร้อง

 

ล่าสุดศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งรับฟ้องกรณีที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในข้อกล่าวหามีการกระทำที่อาจเข้าข่ายความผิดกรณีใช้อำนาจหน้าที่ในการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต โดยศาลฯนัดเปิดคดีครั้งแรกในวันที่ 15 ตุลาคม 2551 อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ยังไม่ได้เข้ามาตามหมายเรียกของศาล และคดีก็ยังไม่ได้รับการพิจารณาหรือไต่สวนแต่อย่างใด

 

นี่จึงเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าความครอบคลุมของกฎหมายไทยยังไม่กว้างพอที่จะเอาผิดกับการทุจริตคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายที่สลับซับซ้อนเช่นนี้ได้ ทั้งนี้เนื่องจากความไม่ชัดเจนในประเด็นการกระจายตัวของผลประโยชน์ที่แม้จะเอื้อผลประโยชน์แก่พวกพ้องตนเองจริง แต่ก็เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นที่เกี่ยวข้องกับกิจการนั้นด้วย และการที่จุดประสงค์ของนโยบายเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของสังคมโดยรวม แต่แท้จริงแอบแฝงผลประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้องไว้โดยไม่เปิดเผย จึงสำคัญมากที่จะต้องมีการศึกษา วิจัยลักษณะและความหมายของการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายอย่างลึกซึ้ง เพื่อนำไปพัฒนามาตรฐานการป้องกันและปรามปรามการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย ทำให้นโยบายอื่นๆในอนาคตเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของสังคมโดยรวมอย่างแท้จริง ไม่มีการเอื้อผลประโยชน์แก่ผู้ใดผู้หนึ่งอย่างแอบแฝงอีกต่อไป

Read Full Post »