Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for มกราคม 20th, 2009

กระบวนการสร้างสื่อ

recommendare

สรุป จากบทความเรื่อง  

“กระบวนการสร้างสื่อ : Process of Media Construction”

 

เขียน  โดย

Michael O’Shaughnessy

Jane Stadler

Oxford University Press

Second edition, 2002

 

แปลและเรียบเรียงโดย
สมเกียรติ ตั้งนโม  คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ความมีดังนี้

 

กระบวนการสร้างสื่อ

Process of Media Construction

 

การเป็นสื่อกลางและการเป็นตัวแทนนำเสนอ

mediation & representation

 

การเป็นตัวแทนนำเสนอ  Representation

 

อย่างที่ทราบกันเกี่ยวกับคำอ้างในเชิงที่ว่า “ภาษา”ได้สร้างโลกใบนี้และความจริงขึ้นมาโดยการตั้งชื่อ และด้วยเหตุนี้ มันจึงได้ประเมินคุณค่า, จัดแยกประเภท, ให้นิยาม, และทำหน้าที่ตัวแทนนำเสนอออกมา

 

สื่อต่างๆเป็นองค์ประกอบของระบบภาษาอันหนึ่ง ดังนั้น เมื่อเราพูดถึงภาษา มันจึงประยุกต์ใช้กับสื่อได้ด้วย. ภาษาและสื่อคือระบบของการเป็นตัวแทนนำเสนอ. “การเป็นตัวแทนนำเสนอ”จึงเป็นแนวความคิดหลักอันหนึ่งในการศึกษาเกี่ยวกับสื่อ ซึ่งมีอยู่ 3 ความหมายคือ

 

1. ดูเหมือน หรือคล้ายคลึง
2. เป็นตัวแทนสำหรับบางสิ่งบางอย่าง หรือบางคน
3. นำเสนอเป็นครั้งที่สอง – เสนอซ้ำ(re-present)

 

การเป็นตัวแทนของภาษาและสื่อ กระทำทั้ง 3 ความหมายนี้

 

เรารู้จักและเข้าใจโลกโดยผ่านภาษา และโดยผ่านตัวแทน. อันนี้มิได้เป็นการปฏิเสธว่า มีโลกของความเป็นจริงดำรงอยู่ – แน่นอน มีโลกของความจริง – แต่ในที่นี้ต้องการจะกล่าวว่า การเรียนรู้ทั้งหมดของเราเกี่ยวกับโลกได้ถูกสื่อโดยภาษา. มันเป็นความสัมพันธที่สลับซับซ้อนอันหนึ่ง ระหว่าง”การเป็นตัวแทนนำเสนอ”กับ”ความเป็นจริง”

 

ดังที่ Richard Dyer เสนอ:
มันคือดินแดนที่ยุ่งยาก ข้าพเจ้ายอมรับว่า คนเราเข้าใจความจริง เพียงผ่านตัวแทนต่างๆของความเป็นจริง: ผ่านตำราหรือหนังสือ, วาทกรรม, ภาพต่างๆ; ไม่มีสิ่งนั้นที่เข้าหาความจริงโดยไม่ผ่านสื่อ. แต่เพราะว่าเราสามารถมองเห็นความจริงเพียงผ่านตัวแทนเท่านั้น มันไม่ได้หมายความตามมาว่า เราไม่อาจเห็นความจริงได้… ความจริงมักจะกว้างขวางเสมอและสลับซับซ้อนเกินกว่าระบบตัวแทนใดๆที่จะสามารถเข้าใจมันได้ และด้วยเหตุนี้ เรามักจะรู้สึกว่า”การเป็นตัวแทน”จึงไม่เคยบรรลุถึง”ความจริง” ซึ่งอันนี้คือเหตุผลที่ว่า ทำไมประวัติศาสตร์ของมนุษย์จึงสร้างขึ้นมาในหนทางที่แตกต่างกันมาก และมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการต่างๆเกี่ยวกับความพยายามที่จะบรรลุถึงมัน (Dyer 1993, p.3)

 

สิ่งที่ Dyer นำเสนอในที่นี้คือ เมื่อเรารู้สึกว่า “ภาษา”และ”ตัวแทน”มันไม่ได้กระทำการอย่างเที่ยงธรรม ตรงไปตรงมาต่อผัสสะของเราเกี่ยวกับความจริง เราจึงต้องค้นหาหนทางใหม่ๆเกี่ยวกับการเป็นตัวแทนหรือการนำเสนอมัน และอันที่จริง อันนี้คือประวัติศาสตร์เกี่ยวกับวัฒนธรรมของมนุษย์ ซึ่งพัฒนาแบบหรือวิธีการใหม่ๆขึ้นมาอยู่อย่างสม่ำเสมอเกี่ยวกับการเป็นตัวแทน และได้ค้นพบหนทางใหม่ๆเกี่ยวกับการมองความเป็นจริง

 

ในที่นี้คือตัวอย่างอีกอันหนึ่งซึ่งบอกกับเราว่า เราไม่ได้ถูกทำให้ติดกับหรือติดตายทั้งหมด เหมือนกับซี่ล้อหรือฟันเฟืองต่างๆในระบบของการเป็นตัวแทน เราสามารถที่จะต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้นิยามภาษาขึ้นมาใหม่ เพื่อประดิษฐ์คิดสร้างภาษาใหม่ต่างๆ. แต่อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่เป็นแกนกลางของเรื่องนี้ก็ยังคงอยู่ ที่ว่า เรายังคงล่วงรู้ความจริงโดยผ่านตัวแทนหรือการนำเสนอต่างๆอยู่นั่นเอง: มันไม่มีสิ่งนั้น ที่เข้าถึงความจริงได้โดยไม่ผ่านสื่อ (there is no such thing as unmediated access to reality” (Dyer 1993)

 

เราสามารถที่จะ”ปราศจากอคติ”ได้ไหม เกี่ยวกับการนำเสนอภาพตัวแทนของโลกในลักษณะที่เป็นภววิสัย? คำตอบก็คือ”ไม่ได้”. เพราะว่าการนำเสนอหรือการเป็นตัวแทนนั้นมาจากมนุษย์ มันมาจากฐานะตำแหน่งที่เฉพาะบางอย่าง ดังนั้น มันจึงมีลักษณะสัมพันธ์; มันจะนำพาเอาอคติบางอย่างของคนๆนั้นหรือกลุ่มคนกลุ่มนั้นมาด้วย เช่นเดียวกับบทความชิ้นนี้ที่ได้นำพาเอาอคติและฐานะตำแหน่งบางอย่างมาเช่นเดียวกัน

 

ถ้าเช่นนั้น ตัวแทนและการนำเสนอ”ความจริง”สามารถเป็นไปได้หรือไม่ และอย่างไร? ในท้ายที่สุด อันนี้คือบางสิ่งบางอย่างที่เราต้องตัดสินเพื่อตัวเราเอง

 

เราอาจตัดสินใจว่าการนำเสนอหรือการเป็นตัวแทนชุดหนึ่ง เป็นความจริง หรือนั่นมันเป็นความจริงมากกว่าอันอื่นๆเท่านั้น – กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ นั่นมันคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำได้เพียงเท่านี้. อันนี้คือฐานะตำแหน่งของข้าพเจ้า. ขณะที่เราเติบโตขึ้นมาและเรียนรู้ เราค้นพบแบบจำลองต่างๆที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเราว่า จะมองโลกและเข้าใจโลกนี้อย่างไร?

 

แผนที่ต่างๆตามขนบประเพณี มีแนวโน้มที่จะแสดงให้เห็นประเทศต่างๆอย่างไม่ถูกต้อง ในเรื่องของสัดส่วนเชิงเปรียบเทียบ ซึ่งอันนี้เนื่องมาจากผลประโยชน์เกี่ยวกับพลังอำนาจอาณานิคมของชาวยุโรปนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น ทวีปต่างๆซึ่งอยู่ทางตอนใต้จะถูกนำเสนอให้เห็นว่ามีขนาดเล็กกว่าความเป็นจริง

 

– ทวีปยุโรปมีเนื้อที่ประมาณ 9.7 ล้านตารางกิโลเมตร แต่ปรากฎว่ามันมีขนาดใหญ่กว่าเนื้อที่ของอเมริกาใต้ทั้งหมดซึ่งมีเนื้อที่อยู่ถึง 17.8 ล้านตารางกิโลเมตร…

– อเมริกาเหนือซึ่งปรากฎในแผนที่ ถูกทำให้ใหญ่กว่าทวีปแอฟริกาอย่างน่าพิศวง ซึ่งมีเนื้อที่อยู่ราว 30 ล้านตารางกิโลเมตร ตามข้อเท็จจริงนั้น อเมริกาเหนือมีขนาดเล็กกว่า(มีเนื้อที่อยู่ราว 19 ล้านตารางกิโลเมตรเท่านั้น)

– สแกนดิเนเวีย มีเนื้อที่ประมาณ 1.1 ล้านตารางกิโลเมตร แต่ดูเหมือนว่ามันจะมีขนาดใหญ่เท่าๆกันกับประเทศอินเดีย ซึ่งมีเนื้อที่อยู่ถึง 3.3 ล้านตารางกิโลเมตร

 

ด้วยเหตุนี้จึงเกิดแผนที่ใหม่ขึ้น ซึ่งได้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องและไม่บิดเบือนเหมือนกับแผนที่ที่ใช้กันมาตามขนบจารีต… ไม่น้อยไปกว่าโลกทัศน์ของเราที่อยู่ระหว่างหน้าสิ่วหน้าขวาน… โดยการนำเสนอประเทศต่างๆทั้งหมดในขนาดที่เป็นจริงและตำแหน่งที่ตั้งซึ่งเป็นไปอย่างถูกต้อง แผนที่ใหม่นี้ยอมให้แต่ละประเทศ ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่เป็นจริงบนโลก (New Internationalist 1998)

 

ประเด็นต่างๆข้างต้นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง. ถ้าคุณสามารถบรรลุถึงสิ่งเหล่านี้ได้ คุณก็จะคาดคะเนเรื่องบางอย่างได้! ลองนำเรื่องเหล่านี้ไปพูดคุยกับคนอื่นๆ และพยายามสังเกตว่าคนเหล่านั้นจะรู้สึกอย่างไร ต่อประสบการณ์ของคุณเองเกี่ยวกับเรื่องภาษา, สื่อ, และความเป็นจริง. ไอเดียหรือความคิดต่างๆเหล่านี้ นอนเนื่องอยู่เบื้องหลังถ้อยแถลงที่สำคัญที่ว่า:

 

“สื่อไม่ได้ผลิต, นำเสนอ, หรือแสดงให้เห็นโลกของความเป็นจริง มันได้สร้างความจริงและทำซ้ำความเป็นจริงต่างหาก”

 

เครื่องมือของสื่อ  The Media Apparatus

ตามพยัญชนะแล้ว คำว่า”สื่อ”(media)หมายถึง”กลาง”(middle). “สื่อ”คือ”สิ่งที่อยู่ระหว่างกลาง”ของการสื่อสาร หรือ”เป็นสื่อกลาง”การสื่อสาร. มันคือเครื่องมือหรือวิธีการ ซึ่ง”ผู้ส่งสาร”(message senders)สามารถติดต่อสื่อสารกับ”ผู้รับสาร”ได้(message receivers). ใครก็ตามที่ต้องการสื่อสาร จะเลือกสื่อกลางอันใดอันหนึ่งที่จะกระทำภารกิจดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นภาษาพูดหรือภาษาเขียน หรือรูปแบบบางอย่างที่นำเสนอด้วยภาพ(ภาพ, แผนภาพ, ภาพถ่าย, ภาพยนตร์ และอื่นๆ) หรือสื่อกลางอื่นๆ

 

ภาพข้างล่างต่อไปนี้จะทำให้เราเห็นชัดถึงวิธีการเกี่ยวกับการสื่อสาร ซึ่งได้ดัดแปลงมาจากหลักการของ Lasswell’s formula

Chart no.1

ตามหลักการข้างต้น คำตอบของ What (อะไร) และ by What Means (โดยเครื่องมืออะไร), พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ message (สาร) และ the modes (วิธีการต่างๆ), ซึ่งเป็นองค์ประกอบของสื่อต่างๆในทุกวันนี้. ในสังคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่, สารต่างๆได้ถูกถ่ายทอดโดยผ่านเทคโนโลยีของการพิมพ์, ภาพยนตร์, วิดีโอ, โทรศัพท์, ระบบคอมพิวเตอร์, และอื่นๆ

 

เราต้องการเน้นกระบวนการเกี่ยวกับการเป็นสื่อกลาง. สื่อต่างๆมันยืนอยู่ระหว่าง”เรา”กับ”โลก”หรือ”ความเป็นจริง”. เราสามารถเข้าใจความสัมพันธ์ของเรากับโลก และสื่อต่างๆ ตามแบบจำลองหรือแผนภาพข้างล่างนี้

Chart no.2

ข้อสังเกต ลูกศรสองหัวในแบบจำลองนี้แสดงว่า โลกมีผลกระทบต่อสื่อ และผู้รับสื่อเป็นผู้กระทำในการสร้างความหมาย(audiences are active in making meanings) – พวกเขาไม่เพียงเป็นฝ่ายรับแบบยอมจำนนต่อมัน (they don’t just passive receive them)

 

ในความสัมพันธ์กับสื่อทางสายตา(visual media) เช่น กับภาพถ่าย, ภาพยนตร์ วิดีโอ, และสื่อบันทึกเสียง มันถูกเสนอว่า พวกมันเป็นกลไกที่เป็นกลาง(neutral mechanisms) ซึ่งเป็นกระจกเงาหรือภาพสะท้อนเกี่ยวกับโลกที่แท้จริง มันเป็นเสมือนช่องหน้าต่างๆบานหนึ่งสำหรับเราหรือเป็นหูเป็นตาบนโลกใบนี้. ดังนั้น:

Chart no.3

การศึกษาเกี่ยวกับสื่อ(media studies)ปฏิเสธแบบจำลองอันนี้ โดยหันไปเน้นที่การสร้างสื่อ, การเลือกสรรและการตีความแทน เพื่อพัฒนาแนวคิดเกี่ยวกับการเป็นตัวแทนและนำเสนอ

Chart no.4

 

(Model of the media-world relationship, stressing media construction, selection, and interpretation)

 

 

เราประสงค์ที่จะกล่าวซ้ำถึงประเด็นนี้อย่างแข็งขัน ในความสัมพันธ์กับสื่อทางสายตาที่มีฐานภาพยนตร์และสื่อที่เกี่ยวข้องกับการบันทึกเสียง เนื่องจากคุณสมบัติที่มีลักษณะเฉพาะบางอย่างที่มีส่วนร่วมปันโดยภาพถ่าย, ภาพยนตร์, วิดีโอ และการบันทึกเสียง

 

สื่อและความจริง  The Media and Reality

สื่อเป็นจำนวนมากและภาพการนำเสนอต่างๆทางด้านศิลปะ ได้อ้างอิงถึงสิ่งต่างๆที่มาจากโลกของความจริง. นวนิยาย, บทละคร, บทกวี, งานจิตรกรรม, ประติมากรรม, ภาพถ่าย, ภาพยนตร์, และวิดีโอ ทั้งหมดต่างมีเป้าประสงค์ที่จะสร้างวัตถุสิ่งของและผู้คนขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ซึ่งนั่นคือส่วนหนึ่งของโลกที่เราอาศัยอยู่

 

แต่ภาพถ่าย, ภาพยนตร์, วิดีโอ, และการบันทึกเสียงมีความสัมพันธ์ที่แตกต่างกันอันหนึ่งกับโลกของความจริงยิ่งกว่าเครื่องมืออื่นของการเป็นตัวแทน อย่างเช่น ภาษา, จิตรกรรม, และประติมากรรม. พวกหลังนี้สามารถผลิตซ้ำความจริงในวิธีการล้อเลียนได้ และด้วยเหตุนี้ พวกมันจึงปรากฎออกมาในลักษณะที่แสดงให้เราเห็นว่าเป็น “ความจริงที่ไม่เป็นสื่อกลาง”(unmediated reality)

 

สื่อพวกแรก(ภาพถ่าย, ภาพยนตร์, วิดีโอ, และการบันทึกเสียง)เหล่านี้อาจใช้ความประทับใจต่างๆที่เกิดขึ้นมาจากโลกของความจริง, เปลี่ยนมันเป็นดิจิตอล, หรือนำเสนอมันในรูปของภาพยนตร์, วิดีโอ, หรือเทปบันทึกเสียง เพื่อสร้างภาพและเสียงต่างๆขึ้น. อันนี้ต่างไปจากการใช้คำหรือภาษา, จิตรกรรม, และประติมากรรม ซึ่งได้ถูกสร้างขึ้นมาโดยฝีมือและจินตนาการของศิลปิน

 

ภาพถ่าย, ภาพยนตร์, และวิดีโอ บันทึกความเป็นจริงที่ปรากฎ ซึ่งอยู่ ณ ที่นั้น. ขณะที่เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถทำให้ทุกอย่างปรากฎออกมาในลักษณะภววิสัย, เป็นสายตาของมนุษย์, เป็นหูของมนุษย์ที่ได้ยิน, และแน่นอน มือได้สร้างสิ่งที่เป็นอัตวิสัย มันเป็นการถอดความต่างๆเกี่ยวกับโลก. อันนี้มีแนวโน้มที่จะทำให้ผู้คนเชื่อในสัจนิยมเกี่ยวกับภาพต่างๆเหล่านี้(the realism of these images); เราคิดว่าเราเห็นหรือเราได้ยินความจริงนั้นจริงๆ เมื่อเรามองดูภาพถ่าย, ภาพยนตร์, และวิดีโอ หรือเมื่อเราได้ฟังบางสิ่งบางอย่างมาจากเครื่องบันทึกเสียงต่างๆ

 

เพราะสื่อเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อโยงกันอันหนึ่งระหว่าง”โลกของความจริง”กับ”วิธีการที่มันถูกประทับลงบนเซลลูลอยด์, การจัดแสง, หรือคลื่นเสียงต่างๆ มันเป็นความจริงบางอย่างในความเชื่อนี้ – และเป็นเพียงบางอย่างเท่านั้น(ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด). อันนี้เป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่จะต้องตระหนักถึงข้อเท็จจริงที่ว่า สื่อ”ความจริง”เหล่านี้ได้ถูกสร้างขึ้นมาด้วย

 

1. สำหรับการเริ่มต้น เราไม่ได้เห็นความจริงที่เป็นสามมิติจริงๆ เราเพียงได้เห็นภาพสองมิติของความจริงเท่านั้น เช่นบนจอภาพยนตร์หรือทีวี เป็นต้น. Jean-Luc Godard กล่าวว่า: “นี่ไม่ใช่ภาพที่ถูกต้อง. ที่ถูกต้องคือมันเป็นภาพๆหนึ่งเท่านั้น”(This is not a just image. This is just an image).

 

คำพูดของเขานั้นหมายถึง 2 สิ่ง
อันดับแรก เขากำลังสร้างประเด็นทางการเมืองอันหนึ่งขึ้นมา ซึ่งภาพสื่อที่มาครอบงำของฮอลีวูดและสื่อกระแสหลักนั้น มันไม่ได้ให้ทัศนะที่ตรงไปตรงมาหรือถูกต้องเที่ยงธรรมเกี่ยวกับโลกในเทอมต่างๆของการเป็นตัวแทนและการนำเสนอของมัน และเกี่ยวกับความแตกต่างทางชนชั้นและทางสังคม

 

อันดับที่สอง เขากำลังพูดว่า ภาพต่างๆที่เราเห็น มันเป็นเพียงภาพเท่านั้น – พวกมันไม่สามารถให้ความจริงกับเราได้ หมายถึงสิ่งที่เป็นจริง. เขายังวิจารณ์ด้วยว่า “ภาพถ่ายไม่ได้เป็นการสะท้อนเกี่ยวกับความเป็นจริง แต่มันคือความจริงของการสะท้อนอันนั้น”(A photograph is not the reflection of reality, but the reality of that reflection)(Harvey 1978, p.71).

 

Rene Magritte ได้ดูดดึงความสนใจไปสู่ธรรมชาติที่เป็นมายาการของภาพต่างๆในงานจิตรกรรมของเขาเป็นจำนวนมาก, รวมถึงภาพที่มีชื่อเสียงของเขาที่ชื่อว่า”This is Not a Pipe”. งานจิตรกรรมชิ้นนี้ได้ดึงความสนใจของเราไปสู่ข้อเท็จจริงที่ว่า ภาพกล้องยาสูบ(pipe)เป็นเพียงเส้นและสีง่ายๆที่ดูเหมือนกับกล้องยาสูบ(pipe), นั่นมันไม่ใช่ของจริงซึ่งมันอ้างถึง

 

2. ข้อต่อมา ภาพยนตร์ ภาพถ่าย และภาพวิดีโอ มันเพียงให้ภาพสิ่งที่เราเห็นแต่เพียงบางส่วนเท่านั้น และมีลักษณะเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับสิ่งที่เรากำลังดูอยู่. เราเพียงเห็นมันจากมุมๆหนึ่งเท่า ด้วยภาพๆหนึ่งและด้วยแสงที่เฉพาะ. เราไม่สามารถโอบกอดความจริงทั้งหมดได้บนจอภาพ

 

มันมีกระบวนการมากมายเกี่ยวกับการคัดสรร และการคัดออกไป ในวิธีการที่สิ่งต่างๆถูกแสดงให้เราเห็น และวิธีการการถ่ายทำแต่ละครั้ง(ช็อต)ซึ่งแตกต่างกัน ถูกนำมาเสนอเข้าด้วยกัน. การตัดต่อหรือเรียบเรียง(editing) จะทำการคัดสรรและตัดเอาเนื้อหาหรือภาพบางส่วนออกไป. ทางเลือกต่างๆนั้นได้ถูกสร้างขึ้น ซึ่งมันได้ผลิตข้อคิดหรือแง่มุมที่มีลักษณะเฉพาะอันหนึ่งขึ้นมา และให้ความหมายที่จำเพาะบางอย่างต่อสิ่งที่เราเห็น. ข้อคิดเห็นหรือคำอธิบายภาพที่มาด้วยกันยังบอกถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในวิธีการที่มีลักษณะเฉพาะอันหนึ่ง. การบันทึกเสียงก็เป็นสิ่งที่มีเลือกสรรเท่าๆกัน.

 

3. ท้ายสุด ภาพต่างๆได้ถูกนำไปเชื่อมโยงเข้าด้วยกันกับระบบที่ใหญ่กว่าของการเล่าเรื่องและแบบฉบับ ซึ่งยังส่งผลกระทบต่อการที่เราเห็นมันอย่างไรด้วย. ในระบบต่างๆเหล่านี้ สื่อมีแนวโน้มที่จะซ่อนเร้นกระบวนการเกี่ยวกับการสร้างในตัวของมันเอง(hide their own process of construction). โดยนัยนี้เราหมายความว่า เมื่อพวกเขาแสดงภาพเหตุการณ์ต่างๆที่สื่อออกมาให้เห็น พวกเขามีจุดประสงค์ที่จะทำให้มันไหลไปอย่างราบรื่น โดยไม่แสดงให้เราเห็นถึงกระบวนการสร้างที่มีความเป็นมาและเป็นไปอย่างไร

 

เครื่องมือหรืออุปกรณ์ทั้งหมดของการนำเสนอ – เช่น ตัวหนังสือวิ่ง(autocue)ที่ผู้ประกาศข่าวใช้(อยู่หลังกล้อง), การจัดแสง, เครื่องเสียง, อุปกรณ์กล้อง, และอื่นๆ – จะถูกซ่อนจากสายตาของผู้ชม. เหตุการณ์ต่างๆดูเหมือนจะเผยออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับว่ามันกำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเรา

 

ในข้อที่สามนั้น ไม่ค่อยจะจริงแล้วนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990s เป็นต้นมา. บางครั้ง สื่อได้เปิดเผยให้เห็นกระบวนการต่างๆเกี่ยวกับการสร้างตัวมันออกมาให้เห็นอย่างรอบคอบสุขุม: รายการยอดนิยมทางโทรทัศน์ที่จัดในสตูดิโอหลายรายการ แสดงให้เห็นกล้องถ่ายและกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังฉาก, ด้วยเหตุนี้ มันจึงเป็นการเผยให้เห็นและอ้างอิงถึงกระบวนการต่างๆเกี่ยวกับการบันทึกภาพและการสร้าง

 

บรรดาผู้ชมทั้งหลายค่อนข้างจะรู้; พวกเขารู้สึกเพลิดเพลินไปกับการมองเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังฉาก และพวกเขาก็เข้าใจว่า มันมีการจัดการเกี่ยวกับสื่อและการสร้างมากมาย. ความเจริญงอกงามของการศึกษาเกี่ยวกับสื่อ ในตัวมันเองได้สนับสนุนในเรื่องนี้

 

โทรทัศน์ ABC ในรายการ Frontline (ซึ่งเป็นรายการที่สร้างขึ้นมาของออสเตรเลียเกี่ยวกับการผลิตรายการเหตุการณ์ปัจจุบันทางทีวี) ถือเป็นตัวอย่างที่ดีมากตัวอย่างหนึ่งเกี่ยวกับวิธีการที่สื่อ มาถึงตอนนี้ มันกำลังแสดงให้เห็นถึงกระบวนการต่างๆเกี่ยวกับการสร้าง และเผยให้เห็นถึงสิ่งที่อยู่เบื้องหลังฉากต่างๆ. ความเป็นที่นิยมของมันยืนยันและเป็นพยานถึงความสนุกสนานของผู้ชมทั้งหลาย ในการที่ได้เห็นถึงกระบวนการสื่อที่ได้ถูกรื้อหรือแกะออกมาให้ดู(deconstructed), ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากและเป็นไปอย่างน่าขบขัน:

 

– รายการนี้ได้แสดงให้เห็นว่า ข่าวไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาอย่างง่ายๆ: นั่นคือ มันถูกรวบรวมขึ้นและถูกคัดเลือก. ในหนทางนี้ เราสามารถเห็นถึงสิ่งที่ปรากฎขึ้นในฐานะความจริงว่าเป็นมาอย่างไร ซึ่งอันที่จริงแล้ว เป็นการประกอบขึ้นหรือเป็นการเรียบเรียงขึ้นมานั่นเอง(ถูกสร้าง-constructed) และมีการวางกรอบในหลายๆทาง ซึ่งสิ่งเหล่านี้บางส่วนได้ถูกกำหนดโดยข้อจำกัด หรือการบีบบังคับบางอย่างของของเวลาและการจัดการอย่างเป็นระบบ

 

– มันแสดงให้เห็นว่า แต่ละเรื่องหรือประเด็นนั้น ได้ถูกทำให้บิดเบือนไปเป็นการเฉพาะโดยวิธีการที่มันถูกถ่าย การตัดต่อ และการถูกวิจารณ์และเสนอความคิดเห็น(กระบวนการสร้างสื่อ). มันแสดงให้เห็นลำดับการที่ต่อเนื่องกันในการตัดต่อเรียบเรียงเป็นชุด โดยการละเว้นหรือข้ามคำอธิบายที่สำคัญๆไปในบางครั้ง หรือเพิ่มเติมบางอย่างเพื่อทำให้มันดูนานขึ้น หรือกระทั่งโดยการย้อนเหตุการณ์กลับไป ทำให้เหตุการณ์ต่างๆปรากฎออกมาในหนทางที่เฉพาะเจาะจงอันหนึ่ง

 

– มันแสดงให้เราเห็นว่า เรื่องราวหรือเหตุการณ์ปัจจุบัน อันที่จริง ได้ถูกกำหนดขึ้นมาโดยจำนวนคนดูข่าว(news rating – เรตติ้งข่าว) และผลประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ของโทรทัศน์ มากกว่าโดยความผูกพันกับความจริงเพื่อประโยชน์สาธารณะ(public good). เราเห็นอันนี้ ในวิธีการที่แรงกระตุ้นสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งทีมงานผู้ผลิตเหตุการณ์ปัจจุบันได้แสดงออกมาในรายการ Frontline. มันกระทำทุกอย่าง เป็นไปเพื่อเรตติ้งที่ดีหรือจำนวนคนดูที่มากนั่นเอง

 

– แน่นอนรายการ Frontline ในตัวมันเองก็คือ “งานสร้างชิ้นหนึ่ง”. มันไม่จำเป็นต้องเป็นความจริงแต่อย่างใด. Frontline มีมุมมองของตัวมันเองในเรื่องสื่อ แต่มันได้แสดงให้เราเห็นถึงกระบวนการสร้าง(processes of construction)

 

1. ให้เราลองสังเกตดูแต่ละตอนของรายการในแบบ Frontline (ในประเทศของเรา) และบันทึกถึงตัวอย่างต่างๆเกี่ยวกับการสร้างสื่อขึ้นมาที่มันได้แสดงออกมาให้เห็น

 

2. พิจารณาถึงโอกาสซึ่งคุณหรือเพื่อนๆ / ญาติพี่น้องได้ถูกนำเสนอโดยสื่อ มองเข้าไปใกล้ๆที่การนำเสนอต่างๆเหล่านี้ และพิจารณาดูถึงการที่คุณถูกสร้างในกระบวนการนี้. การนำเสนอต่างๆเหล่านี้อาจรวมถึงภาพที่ปรากฎทางสายตาและข้อความในสื่อ เช่น ถูกพูดถึงในลักษณะข้อคิดเห็น หรือข้อความตัวหนังสือที่ได้รับการตีพิมพ์ อย่างใดอย่างหนึ่ง

 

หากเราเป็นสมาชิกประจำที่ชอบดูโทรทัศน์ โดยเฉพาะข่าวต่างประเทศ เราคงจะเคยเห็นภาพงาน Mardi Gras (วันมาดิ กรา คือวันรื่นเริงทางคริสตศาสนา ตรงกับ Shrove Tuesday ซึ่งเป็นวันสุดท้ายก่อน Lent หมายถึงฤดูถือบวชในศาสนาคริสต์เพื่อเป็นการระลึกถึงพระเยซูในช่วงเดินป่า 40 วัน และจะมีการรับประทานผักในช่วงเวลาถือบวช). ในหนังสือ Sunday Times ปี 1996 ได้มีการบันทึกภาพชาวเกย์ ที่แต่งชุดทหารเรือตามสไตล์ของชาวเกย์และแสดงท่าวันทยาหัตถ์ สำหรับภาพนี้มีข้อความบรรยายว่า

 

“Well, hello sailors (หัวเรื่อง – ภาพชาวเกย์แต่งชุดเลียนแบบทหารเรือ ในชุดนุ่งน้อยห่มน้อย) การบันทึกภาพฝูงชนประมาณ 6 แสนคนที่เฝ้าดูขบวนพาเหรดในงาน”มาดี กรา”ของชาวเกย์และเลสเบี้ยน ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่แปด ที่ได้ออกมาเดินพาเหรดเมื่อคืนที่ผ่านมา

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวว่า ฝูงชนจำนวนมาก โดยทั่วไป ประพฤติตัวเรียบร้อย. มีเพียงสองรายเท่านั้นที่ถูกจับกุม. รายหนึ่งที่ถูกจับนั้น เป็นผู้ชายซึ่งกระทำความผิดด้วยการแสดงความก้าวร้าว ส่วนอีกรายหนึ่งกระทำความผิด 4 กระทง เนื่องมาจากการทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีคน 15 คนถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล และในจำนวนนี้ 13 คนป่วยในช่วงที่เดินพาเหรด รู้สึกแน่นหน้าอก และเนื่องมาจากอาการมึนเมา

 

เศษกระดาษ กระป๋อง และขวดต่างๆเป็นจำนวนหลายตัน รอให้เจ้าหน้าที่รักษาความสะอาดมาเก็บกวาดในวัน Australia Day.”

 

เราสามารถแบ่งเรื่องนี้ออกเป็น 3 ส่วน: นั่นคือ ภาพถ่าย, คำอธิบายภาพ, และรายงานข่าว. โดยสรุปสั้นๆ ภาพถ่ายเป็นภาพเกี่ยวกับการเฉลิมฉลองในลักษณะของความขบขันและความสุข. โดยตลอด ความตลกขบขันเหล่านี้สัมพันธ์กับการแต่งกายของผู้คนและการเต้นรำ ภาพสื่อที่สื่อออกมานั้น สำหรับบางคน อาจทำให้ถึงกับช็อคเกี่ยวกับโฮโมเซ็กส์ชวลหรือการรักร่วมเพศ และกามกิจของผู้ชาย

 

สื่อได้รายงานเกี่ยวกับงาน”มาดิ กรา”อย่างต่อเนื่อง ด้วยการประนีประนอมต่อความเสี่ยงเกี่ยวกับความขุ่นเคืองของผู้ดู ด้วยการใช้เรื่องความตลกขบขันเข้ามาแทรก เพื่อชดเชยในเรื่องอันตรายหรือความเสี่ยงนี้

 

แต่อย่างไรก็ตาม ขณะที่ส่วนซึ่งเป็นสาระสำคัญอันหนึ่งเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของงานวัน”มาดิ กรา”ก็คือ ต้องการที่จะกระตุ้นให้เกิดความสนุกสนานในทำนองเยาะเย้ย(poke fun)ในพลังอำนาจของผู้ชาย แต่ข้อความบรรยายข้างต้นนั้น ดูเหมือนจะเผยให้เห็นเรื่องราวที่ต่างออกไปเลยทีเดียว

 

หลังจากหัวเรื่องที่น่าขบขันและคำบรรยายที่เปิดประเด็นในเชิงบวกของย่อหน้าแรก การเลือกสรรเกี่ยวกับ”ข้อเท็จจริง”ก็ได้ถูกรายงานและพรรณาออกมาถึงเหตุการณ์นั้นในกรณีต่างๆเกี่ยวกับอาชญากรรม, อันตรายที่เกิดขึ้น, พฤติกรรมที่ขาดความรับผิดชอบ(การทำร้ายร่างกาย ความเรี่ยราด และความมึนเมา) และมีนัยะถึงความเสียหายทางสังคมและสาธารณะ(ไม่มีการพูดถึงการส่งเสริมทางด้านเศรษฐกิจแก่เมืองซิดนีย์เป็นอันมากสำหรับงานนี้ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้นำมาโดยผ่านการท่องเที่ยว)

 

การกล่าวถึงการทำความสะอาดวันออสเตรเลียในย่อหน้าสุดท้าย สามารถถูกอ่านออกมาได้ในฐานะที่เป็นประเด็นทางศีลธรรมที่ซ่อนเร้น(veiled moral point)ที่เสนอว่า ออสเตรเลียต้องถูกทำความสะอาดสำหรับเหตุการณ์ต่างๆเหล่านั้น. รายงานข่าวชิ้นนี้กลายเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเป็นไปในเชิงลบ และวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว อันนี้ได้เผยให้เห็นถึงตัวตัวอย่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเลือกสรรและการสร้าง

 

ถ้าหากว่าคุณมีปัญหาในการคิดถึงเรื่องเกี่ยวกับตัวอย่างอันหนึ่งซึ่ง คุณ, ญาติพี่น้องของคุณ, หรือเพื่อนของคุณที่ถูกนำเสนอโดยสื่อต่างๆ ให้ลองคิดถึงภาพถ่ายคนในครอบครัวของคุณดู. ภาพถ่ายเหล่านี้คือการนำเสนอผ่านสื่อ / เป็นการสร้างเช่นเดียวกัน และมันเป็นต้นตออันหนึ่งที่ชวนหลงใหลให้ตรวจสอบ

เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่จะหมายเหตุลงไปถึง การใช้กล้องถ่ายรูปและกล้องถ่ายวิดีโอเพิ่มขึ้นเพื่อเก็บหลักฐานเกี่ยวกับชีวิตครอบครัว – ผู้คนเป็นจำนวนมากในปัจจุบัน ได้ถูกถ่ายวิดีโอนับจากช่วงขณะของการเกิดเลยทีเดียว – และให้ลองคาดเดาว่า อันนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้คนอย่างไรบ้าง

 

ลองดูไปที่ภาพถ่ายของครอบครัวคุณ คิดถึงสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาและการสื่อสารโดยผ่านภาพต่างๆเหล่านี้ และพิจารณาดูว่าพวกมันเหมาะสมกับความเป็นจริงที่คุณมีประสบการณ์อย่างไร

 

มีภาพถ่ายครอบครัวหนึ่ง ซึ่งเป็นภาพคนในครอบครัวทั้งหมดกำลังตัดหญ้าด้วยเครื่องตัดหญ้าและมาเข้าแถวหน้ากระดานกัน ภาพนี้ได้แสดงให้เห็นภาพของพ่อ แม่ และลูกชายสามคน ยืนเรียงหน้ากระดานอยู่ในสนามหญ้าที่กว้างขวางและกำลังบังคับเครื่องตัดหญ้าคนละตัว ด้านหลังสนามหญ้ามีต้นไม้ขนาดใหญ่ปลูกเป็นทิวแถว (คำบรรยายภาพ: ครอบครัวที่มีความสุข ภาพถ่ายครอบครัวแบบ snapshot – ภาพถ่ายที่ไม่เป็นทางการที่ถ่ายอย่างรวดเร็ว). ภาพถ่ายนี้ถ่ายเมื่อปี 1960 และเราสามารถมองดูมันได้สองวิธีเกี่ยวกับการนำเสนอที่ถูกสร้างขึ้นมานี้

 

1. ภาพดังกล่าวได้บอกถึงเรื่องราวที่เป็นอุดมคติของครอบครัวนี้. มันเน้นถึงความเป็นหนึ่งเดียวของครอบครัวในกรอบของปิตาธิปไตยหรือพ่อเป็นใหญ่; คนทั้ง 5 คนกำลังทำงานด้วยกัน แต่มันได้ถูกกำหนดไปตามลำดับชั้นสูงต่ำ(hierarchically)ทั้งในเชิงของส่วนสูงและอายุในเวลาเดียวกัน ภาพของพ่ออยู่ขวาสุด ต่อมาเป็นภาพแม่ ลูกชายคนโต คนกลาง และคนเล็ก – ภาพของผู้ชายผู้เป็นพ่อกำลังควบคุมเครื่องตัดหญ้าขนาดใหญ่ที่สุด ในฐานะที่เป็นผู้นำ ขณะที่คนที่เหลือของครอบครัวกำลังควบคุมเครื่องตัดหญ้าที่เล็กลงมตามสัดส่วน. ภาพๆนี้ไม่เพียงยกย่องเรื่องครอบครัวเท่านั้น แต่ยังยังสะท้อนถึงค่านิยมของชนชั้นกลางด้วย เกี่ยวกับการเป็นเจ้าของทรัพย์สินและการทำงาน: เบื้องหลังภาพนี้แสดงให้เห็นถึงสวนที่มีขนาดใหญ่และกระบวนการที่มันได้รับการเพาะปลูกและถูกควบคุม. ผู้ที่กำลังดูภาพนี้ได้รับการเชิญชวนให้รู้สึกยกย่องกระบวนการเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของทรัพย์สินนี้ เพื่อเป็นพยานและแสดงความยินดีต่อความสำเร็จและความสุขของครอบครัว

 

มันเป็นภาพตรงข้ามที่น่าสนใจกับการวิเคราะห์ของ John Berger ในหนังสือของเขา “Ways of Seeing”)เกี่ยวกับงานภาพเขียนสีน้ำมันของ Gainsborough ในชื่อภาพ Mr and Mrs Andrew ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการศึกษาในยุคบุกเบิกเกี่ยวกับเรื่องสื่อและการนำเสนอ (ดูภาพประกอบที่ 1)

 

Berger ได้ให้เหตุผลว่า ในคริสตศตวรรษที่ 18 งานจิตรกรรมสีน้ำมัน ถือเป็นสื่อที่สำคัญอันหนึ่งของช่วงวันเวลานั้น และเป็นวิธีการหนึ่งสำหรับชนชั้นที่เจ้าของทรัพย์สินใช้ในการนำเสนอและยกย่องพลังอำนาจและความเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติของพวกเขา. ภาพของ Mr. และ Mrs. Andrews มีนัยะบ่งถึงความรู้สึกอันหนึ่งเกี่ยวกับอำนาจที่มีเหนือผืนดินที่พวกเขาเป็นเจ้าของ. มันเป็นผืนดินสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ – Mr Andrews ออกไปล่าสัตว์(และปืนล่าสัตว์ที่อยู่ในมือของเขา เป็นสัญลักษณ์ของพลังอำนาจแบบองคชาติ[his gun gives him symbolic phallic power]) – และการเพาะปลูก(เรามองเห็นทุ่งข้าวและฝูงแกะ). แต่ภาพที่เราเห็น อย่างชัดเจน สามีภรรยา Andrewses ไม่ได้มีส่วนร่วมในแรงงานด้านการเกษตรนี้ – พวกเขาเป็นเจ้าของและได้รับผลประโยชน์จากมัน

 

ในเทอมต่างๆของเพศสภาพ(gender) อีกครั้ง เราได้เห็นถึงภาพของผู้หญิงซึ่งเป็นรองในเทอมของความสูงต่ำ และเธอได้รับการสร้างหรือกำหนดโดยผ่านเครื่องแต่งกายในฐานะที่เป็นแหล่งต้นตอของความพึงพอใจ และการประดับตกแต่ง

 

งานจิตรกรรมสีน้ำมัน ถือเป็นสื่อกลางอันหนึ่งที่นำมาใช้สำหรับชนชั้นสูงเพียงกลุ่มเล็กๆเท่านั้น ซึ่งสามารถจัดหาให้มีได้. อย่างไรก็ตาม ในทางตรงข้าม ภาพถ่ายซึ่งมีขึ้นมาในคริสตศตวรรษที่ 20 นั้น ถือเป็นสื่อกลางที่มีความเสมอภาคอันหนึ่ง ทั้งในเทอมต่างๆของการจัดหาให้มีมันได้กับทุกๆคน และในเทอมของทักษะความชำนาญเกี่ยวกับมัน นั่นคือทุกๆคนสามารถถ่ายรูปได้:

 

“คุณเพียงกดปุ่ม แล้วเราจะทำในส่วนที่เหลือทั้งหมด”, อันนี้เป็นคำโฆษณาของ Kodak ในช่วงแรกๆ

 

แต่ที่เหมือนกันคือ ภาพสื่อพวกนี้ยังคงถูกนำมาใช้เพื่อยกย่องครอบครัวและค่านิยมเกี่ยวกับด้านทรัพย์สินอย่างเป็นทางการ และอันนี้คือหนึ่งในกลไกที่สำคัญสำหรับการบันทึกหลักฐานที่เป็นเรื่องราวของครอบครัวในเชิงบวก โดยผ่านกาถ่ายภาพแบบ snapshot เกี่ยวกับการแต่งงาน, การทำพิธีชำระล้างบาป, เกี่ยวกับวันหยุดต่างๆ, ซึ่งภาพถ่ายเหล่านี้ได้ถูกเก็บรักษาเอาไว้เหนือหิ้งบนเตาผิง และในอัลบัมของครอบครัว

 

2. ย้อมกลับไปที่ภาพถ่ายครอบครัวในสนามหญ้า มันเป็นการเลือกมุม หรือมุมมองที่ต้องการให้รับรู้หรืออ่านอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับภาพถ่ายของครอบครัวนี้ และเป็นองค์ประกอบต่างๆที่ผู้ถ่ายภาพเลือกที่จะละเลย. ฉันอยู่ในภาพนั้น และฉันรู้เรื่องเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาที่อยู่เบื้องหลังภาพดังกล่าว, ความเป็นจริงทั้งหลายถูกซ่อนเอาไว้อยู่เบื้องหลัง พ่อกำลังมีความรักแบบที่ไม่ถูกทำนองคลองธรรม; ปีหนึ่งมาแล้วที่พ่อแม่รู้สึกแยกห่างจากกัน; เด็กสองคนในภาพไม่มีความสุขเลย; และมันมักเป็นเรื่องที่ต้องเถียงกันเสมอของพวกเด็กๆที่ถูกมอบหมายหน้าที่ให้ไปทำสวน!

 

สิ่งที่ภาพถ่ายภาพนี้ได้เผยออกมาคือ”กระบวนการสร้าง(ภาพ)” ซึ่งรวมถึงสิ่งที่เราอาจพิจารณาว่าเป็นภาพถ่ายที่ไร้เดียงสามากที่สุด – อย่างเช่น ภาพถ่ายแบบ snapshot ของครอบครัว

 

ประการแรก ในหนทางทั่วๆไป ภาพถ่ายแบบฉับพลันทันที(snapshot)เกี่ยวกับภาพครอบครัวได้ถูกสร้างขึ้น เพื่อยกย่องสรรเสริญคุณค่าต่างๆของครอบครัว เป็นการเสนอคำอธิบายเกี่ยวกับครอบครัวนี้;

 

ประการที่สอง ในรายละเอียดเกี่ยวกับภาพที่เฉพาะเจาะจงใดๆ คุณควรจะสามารถมองเห็นอะไรบางอย่างได้อย่างชัดเจนมาก เมื่อพิจารณาถึงว่า คุณได้ถูกนำเสนอและจัดการอย่างไรในการสร้างสื่อ(media construction). คุณรู้อยู่ว่า ความจริงคืออะไรและประวัติศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างต่างๆอันนั้น และทราบเกี่ยวกับปัจจัยหรือองค์ประกอบต่างๆที่กล้อง หรือข้อความสื่อเลือกที่จะใช้และเมินเฉย

 

เรื่องที่เสกสรรค์หรือแต่งขึ้นต่างๆของสื่อ  media fictions

จวบจนถึงบัดนี้ การสนทนากันส่วนใหญ่ยังเป็นเรื่องที่พูดถึงการเก็บหลักฐานด้วยสื่อเกี่ยวกับเหตุการณ์จริงต่างๆ. แล้วส่วนไหนล่ะ ที่เนื้อหาสื่อที่แต่งขึ้นมา(fictional media text) ซึ่งมันมาเข้ากันกับเรื่องนี้?

 

เรื่องที่แต่งหรือเสกสรรค์ขึ้นมาส่วนใหญ่ อ้างถึงโลกของความเป็นจริงที่เราดำรงชีวิตอยู่ ไม่ว่าจะเป็นที่ลอนดอน, ซิดนีย์, ลอสแองเจลิส และอื่นๆ – ซึ่งพวกเราสามารถที่จะสร้างความสัมพันธ์เชื่อมโยงได้ระหว่าง”เนื้อหา”กับ”โลก”(the text and the world) เทคนิคต่างๆในการบันทึกภาพยนตร์และวิดีโอนั้น ยังคงเป็นการซ่อนเร้นกระบวนการเกี่ยวกับการสร้าง และพยายามที่จะสร้างเหตุการณ์ต่างๆขึ้นมา โดยการเปิดเผยหรือคลี่คลายออกมาอย่างราบรื่น และดูเป็นธรรมชาติต่อหน้าเรา ด้วยเหตุนี้ เราจึงหลงลืมเกี่ยวกับกระบวนการการสร้างและรู้สึกราวกับว่าเรากำลังเห็นความจริงที่เกิดขึ้นมาอย่างนั้นจริงๆ

 

สัจนิยมหรือความจริงโดยเนื้อในของภาพถ่าย, ภาพยนตร์, และวิดีโอ(ดังที่เราพูดคุยไปก่อนหน้านี้) ทำให้เหตุการณ์ทั้งหลายดูเหมือนจริง(lifelike) และตัวสื่อเอง, ในฐานะที่เป็นตัวกลางในการลำเลียงสาร(carrier of message), กลายเป็นสิ่งที่ไม่ปรากฎกับสายตาหรือยังคงไม่เป็นที่สังเกต

 

อันนี้มันยอมให้ไอเดียบางอย่าง ค่านิยม และทัศนคติหรือข้อคิดเห็น(สิ่งที่เราจะอ้างถึงต่อไปภายหลัง ในฐานะที่เป็นอุดมคติหรือวาทกรรมต่าง) ปรากฎออกมาอย่างเป็นธรรมชาติจากเรื่องที่เสกสรรค์ขึ้นมา ในหนทางที่เป็นการกำบังหรืออำพรางการสร้าง(masks construction)

 

ด้วยเหตุดังนั้น ถ้าเผื่อว่าเราปรารถนาที่จะเข้าใจว่า เรากำลังถูกจัดการอย่างไร และคุณค่าชนิดใดกำลังถูกนำเสนอกับเรา มันจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะต้องมาแกะหรือรื้อถอนสื่อที่ถูกเสกสรรค์ขึ้นมา เช่นเดียวกับสื่อตามข้อเท็จจริง(deconstruct fictional media as well as factual media)

 

มันยังมีความเชื่อมโยงกันระหว่างโปรแกรมรายการที่สร้างขึ้นมา(fiction) กับโปรแกรมรายการที่เป็นข้อเท็จจริงต่างๆ(factual programs) และความเชื่อมโยงเหล่านี้มันเบลอๆ อันนี้หมายถึงความแตกต่างกันอย่างเด่นชัดระหว่าง”ข้อเท็จจริง”และ”เรื่องที่สร้างขึ้น”. “เรื่องที่สร้าง”และเทคนิคต่างๆในการบันทึกหรือการเก็บหลักฐาน มันได้รับการผสมผสานเข้าด้วยกันมากขึ้น

 

ยกตัวอย่างเช่น เรื่องราวที่เป็น”ข้อเท็จจริง”ซึ่งนำเสนอผ่านโทรทัศน์ จะมีการบันทึกหรือเก็บหลักฐานต่างๆ เพื่อทำให้การเล่าเรื่องเป็นที่รู้สึกชวนติดตามและตื่นเต้นมากขึ้น มีตัวละครหลักต่างๆ และนำเสนอเหตุการณ์ทั้งหลายด้วยสายตาอันหนึ่งที่เป็นค่านิยมของความบันเทิง โดยการใช้ภาพต่างๆที่ตื่นเต้นเร้าใจ และเสียงประกอบที่ดึงดูดจิตใจ(catchy soundtracks)

 

ในทางกลับกัน ภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ที่เป็น”เรื่องซึ่งเสกสรรค์”ขึ้นมา ก็จะใช้เทคนิคการเก็บข้อมูลหลักฐานต่างๆในความสัมพันธ์กับเนื้อหาสาระนั้นๆ ในฐานะที่เป็นการทำงานของกล้องและสไตล์ทางสายตา(visual style). คุณอาจสังเกตว่า ภาพยนตร์ร่วมสมัยต่างๆ บ่อยครั้ง ได้หันไปใช้ฟิล์มภาพขาวดำ หรือใช้กล้องมือถือที่ไม่มั่นคงในการถ่ายทำและลำดับเหตุการณ์ ซึ่งนั่นมีจุดประสงค์ที่จะถ่ายทอดความรู้สึกอันหนึ่งเกี่ยวกับความแท้จริงและเป็นไปอย่างฉับพลันนั่นเอง

 

เทคนิคการทำภาพยนตร์ที่เป็นการบันทึกหรือเก็บหลักฐานเหล่านี้(documentary film-making), สัมพันธ์กับการเป็นตัวแทนการนำเสนอข้อเท็จจริง(factual representation)มากกว่าที่จะให้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น(fiction) ซึ่งใช้งบประมาณที่ต่ำมากสำหรับส่วนขยายนี้ ซึ่งอาจเรียกว่า mockumentary (คำนี้นำมาใช้ล้อคำว่า documentary หมายถึง การบันทึกหรือเก็บหลักฐานจำลอง(เลียนแบบ). คำว่า mock ยังแปลว่าหลอกลวง หรือเยาะเย้ยด้วย)

 

The Blair Witch Project เว็ปไซค์ The Blair Witch ซึ่งได้ถูกนำมาใช้ในฐานะที่เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังและไม่แพง สำหรับการนำภาพยนตร์ออกขายในตลาด โดยความฉลาดแกมโกงในการทำให้เส้นแบ่งระหว่างข้อเท็จจริงกับเรื่องที่แต่งขึ้นมันเบลอๆ และยิ่งไปกว่านั้น ในบางขอบเขต ภาพยนตร์ดังกล่าว ต่อมา ได้ประสบกับปฏิกริยาย้อนกลับจากบรรดาผู้ดูทั้งหลาย ซึ่งรู้สึกว่า พวกเขาได้ถูกล่อลวงโดยการใช้เล่ห์เหลี่ยมที่ทำให้เชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริงเรื่องหนึ่ง

 

สไตล์การบันทึกและการเก็บหลักฐานในเชิงสารคดี(documentary style)นี้ ยังเห็นกันอย่างโจ่งแจ้งด้วยในงานโฆษณาที่ช่ำชองจำนวนมาก และรายการโทรทัศน์อย่างเช่น NYPD Blue (เป็นเรื่องของตำรวจนิวยอร์ค), Wildside และ This Life. บรรดาผู้ผลิตรายการ Frontline ได้ใช้สไตล์การบันทึกภาพแบบสารคดี(documentary styles) และเทคโนโลยีต่างๆในการสร้างผลที่ให้ความรู้สึกสมจริง

 

ผู้ผลิตเหล่านี้รู้สึกว่าการบึกเหตุการณ์หรือการกระทำในลักษณะต่อเนื่อง ราวกับว่าเป็นสถานการณ์ในชีวิตจริงที่ถูกบันทึกเป็นหลักฐาน และการใช้กล้องวิดีโอ Hi-8 camera ซึ่งใช้กันเป็นธรรมเนียมในการสร้างภาพยนตร์สารคดี จะทำให้รายการมีพลังและดูสมจริง

 

ความเบลอหรือความไม่ชัดเจนอันนี้เกี่ยวกับเทคนิคและสไตล์ หมายมุ่งที่จะทำให้ ข้อเท็จจริงผ่านสื่อและสิ่งที่เสกสรรค์ขึ้นมาผ่านสื่อไม่อาจแยกออกจากกันได้อย่างชัดเจน; เรื่องราวผ่านสื่อทั้งคู่นี้ต้องการการรื้อถอนหรือแกะออกมาดูอย่างวิพากษ์วิจารณ์เช่นกัน

 

ความจริงเทียม  Simulations

การสร้างและการยักย้ายเปลี่ยนแปลงของสื่อ อยู่กับเรามาตั้งแต่ภาพถ่ายและภาพยนตร์เริ่มเกิดขึ้น. ยกตัวอย่างเช่น ภาพยนตร์ข่าวในช่วงแรกๆที่นำเสนอ, ในฐานะความจริง, ซึ่งแสดงภาพเหตุการณ์ของสงคราม, เหตุการณ์ที่เป็นเรื่องของอาชญากรรม, และหายนภัยทางธรรมชาติ ซึ่งบรรดาผู้ชมทั้งหลายต่างยอมรับมันในฐานะที่เป็นความจริง

 

ในที่นี้ อย่างน้อยมีอยู่ 3 สิ่งที่เกิดขึ้น นับจากทศวรรษที่ 1980s เป็นต้นมา ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ดังกล่าว:

 

1. อันแรก, ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น บรรดาผู้ดูทั้งหลายกลายเป็นคนที่อ่านสื่อและรู้เกี่ยวกับสื่อได้ดีขึ้น เป็นเพราะพวกเขาเข้าใจกระบวนการการผลิตสื่อมากขึ้น มันอาจจะไม่ง่ายนักที่จะทำให้พวกเขาเกิดความเข้าใจผิด. มันเป็นท่าทียอดนิยมแบบ cynicism (หรือทัศนคติที่มักจะคิดถึงความเลวร้ายของผู้คนและสิ่งต่างๆ) และรู้สึกคลางแคลงใจเกี่ยวกับความซื่อตรง ความถูกต้องของสื่อ มันเป็นความรู้เท่าทันเกี่ยวกับวิธีการสร้างสื่อหรือความจริงในมุมมองที่สื่อนำเสนอ

 

2. อันที่สอง, เทคโนโลยีเกี่ยวกับการสร้างความจริงยังคงปรับปรุงอยู่เสมอ. ขณะนี้เป็นไปได้โดยผ่านเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์ ที่จะประพันธ์ภาพถ่ายต่างๆให้ปรากฎออกมาเป็นจริง แต่อันที่จริงมันไม่ใช่ความจริง

 

Brain Winston ได้ให้ข้อคิดเห็นว่า “เทคโนโลยีสำหรับการจัดการภาพแบบดิจิตอลกำลังกลายเป็นความยึดติดในสำนักงาน ของบรรดาหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่างๆทั้งหมดอย่างรวดเร็ว”. ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ “ในช่วงฤดูร้อนของปี 1993 สถานะของภาพถ่ายในฐานะหลักฐานได้กลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือเป็นเพียงเศษกระดาษ(Winston 1995, p.5)

 

เทคนิคอันนี้(รู้จักกันในฐานะ scitexeing หมายถึงการเสริมแต่ง(retouch – ตกแต่ง) ด้วยดิจิตอล) ได้สร้างความโกลาหลอันหนึ่ง เมื่อบริษัทฟอร์ดในสหราชอาณาจักรโฆษณาในยุโรปตะวันออก. ภาพโฆษณาเดิมในอังกฤษสำหรับบริษัทนี้ ได้ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีการทางคอมพิวเตอร์(morph)ด้วยการเปลี่ยนหน้าของคนดำ ให้กลายเป็นคนขาว

 

มีการโวยวายและประท้วงเกี่ยวกับเรื่องนี้ จากกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆเกี่ยวกับการนำเสนอที่ผิดพลาด ซึ่งคัดค้านการชำระภาพดังกล่าวให้กลายเป็นสีขาว (ไม่น่าประหลาดใจเลยว่า บริษัทฟอร์ดไม่เต็มใจที่จะอนุญาตให้โปสเตอร์ดั้งเดิมได้รับการนำเสนอในหนังสือเล่มที่แปลนี้). ผลที่ตามมาเกี่ยวกับความสามารถอันนี้ในการยักย้ายเปลี่ยนแปลง(manipulate)ภาพถ่ายต่างๆก็คือ ความจริงผ่านสื่อได้กลายเป็นสิ่งที่เป็นปัญหาและน่าสงสัยมากยิ่งขึ้น

 

3. มีศัพท์ใหม่คำหนึ่งได้เข้ามาสู่การถกเถียงเกี่ยวกับการสร้างสื่อ: นั่นคือคำว่า “ความจริงเทียม”(simulation). ตอนนี้ เราต่างรู้กันว่าสื่อสามารถผลิตความจริงเทียมต่างๆขึ้นมาได้ – สิ่งต่างๆที่ดูเหมือนกับเหตุการณ์ที่เป็นจริง แต่เราต่างรู้ว่ามันไม่ใช่ความจริง – ด้วยความจริงเสมือน(virtual reality)และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์.

 

พวกเราเข้าใจในความจริงเทียมต่างๆ(simulations)เหล่านี้ ในฐานะที่เป็นรูปแบบต่างๆของความจริงที่เหนือธรรมดาหรือ hyper-reality. ความจริงเทียมทั้งหลายนั้นมันแตกต่างไปจากภาพตัวแทนต่างๆ(representations)

 

Jean Baudrillard ได้สร้างความแตกต่างอันหนึ่งระหว่าง”สิ่งที่ปรากฎ”(appearance)กับ”การเป็นตัวแทน”(representation). การเป็นตัวแทนหรือภาพตัวแทนต่างๆ(representations)อ้างอิงถึงความจริง; มันยังคงสืบทอดมาจากเหตุการณ์จริงๆที่อยู่พ้นไปจากกล้องถ่ายรูป หรือกล้องถ่ายวิดีโอ; พวกมันอ้างถึงความเชื่อมโยงอันหนึ่งกับโลกของความจริง และพวกเราเชื่อว่ามันเป็นโลกของความจริงบางส่วนซึ่งอยู่ ณ ที่นั้น

 

ในเชิงเปรียบเทียบ สิ่งที่ปรากฎหรือภาพปรากฎ(appearance)ไม่ได้อ้างว่ามันสืบทอดมาจากบางสิ่งบางอย่างที่พ้นไปจากตัวของพวกมันเอง; พวกมันเพียงอ้างอิงกับภาพที่ปรากฎอื่นๆ(other appearances)เท่านั้น – มันไม่มีความเชื่อมโยงกันโดยตรงกับโลกของความเป็นจริง(ซึ่งเราไม่เคยสามารถรู้ได้)(Baudrillard 1988, p.170). อันนี้คือส่วนหนึ่งของปรัชญาหลังสมัยใหม่. ด้วยเหตุนี้ ความจริงเทียมต่างๆ(simulations), ภาพที่ปรากฎ(appearances) และโลกเสมือนจริง(virtual world)ได้ถูกแยกออกจากความเป็นจริง. ศัพท์ต่างๆเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาทางด้านวัฒนธรรม(cultural studies) ซึ่งถกเถียงกันเกี่ยวกับสิ่งที่สื่อทำขึ้นมา

 

สรุป   Conclusion

ในฐานะนักวิเคราะห์สื่อ มันเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องรู้เท่าทันกระบวนการเกี่ยวกับการสร้างสื่อ เพื่อถามไถ่ว่า ภาพต่างๆมันได้รับการสร้างขึ้นมาอย่างไร และมุมมองเกี่ยวกับโลกแบบใด ที่เรากำลังถูกเชื้อเชิญให้มองและเผชิญความเป็นจริงของการผลิตต่างๆเหล่านี้. ดังนั้น เราจึงถูกนำเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการรื้อถอน(deconstruction)ภาพต่างๆที่เราจ้องมอง

 

ขออนุญาตกล่าวซ้ำอีกครั้งว่า ทำไมอันนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ:

 

– ในฐานะผู้ผลิตสื่อที่มีศักยภาพ – ไม่ว่าจะเป็น นักเขียนในอนาคต, บรรณาธิการ, ช่างภาพหรือตากล้อง, เว็ปมาสเตอร์ และอื่นๆ – คุณต้องรู้ถึงกลเม็ดหรือเครื่องมือต่างๆทางการค้า: คุณสามารถผลิตภาพต่างๆอย่างไร ที่จะทำให้ผู้ดูน้ำตาไหล โกรธ หรือสนุกสนาน: คุณรื้อถอนสื่อเพื่อที่จะรู้ว่า มีการใช้กล้องอย่างไร, การจัดแสงเป็นอย่างไร, การตัดต่อภาพ, และอื่นๆ เพื่อสร้างผลและความหมายเฉพาะต่างๆออกมา. คุณกำลังเรียนรู้สุนทรียศาสตร์และวิธีการทางเทคนิคเกี่ยวกับสื่อ “ภาษาของสื่อต่างๆ”

 

– ในฐานะนักวิจารณ์ คุณได้ยกระดับความซาบซึ้งของตัวคุณเกี่ยวกับผลิตผลต่างๆของสื่อ โดยผ่านความเข้าใจและวิถีทางที่มันทำงาน; ถัดจากนั้น คุณจึงจะสามารถสื่อสารเรื่องนี้กับคนอื่นๆได้

 

– โดยผ่านการรื้อถอน(deconstruction) คุณจะสามารถมองเห็นทัศนะทางการเมืองและสังคม ซึ่งบ่อยครั้งมักจะแสดงนัยะแฝง แต่ไม่ได้พูดออกมาตรงๆในการผลิตสื่อต่างๆ. ด้วยเหตุนี้ คุณจึงได้เผยถึงสารที่เป็นอุดมคติและความหมายต่างๆที่บรรจุอยู่ในสื่อ วิธีการที่พวกมันเข้าใจหรือให้ความหมายเกี่ยวกับโลกแก่พวกเรา โดยผ่านการแสดงให้เห็นถึงกระบวนการสร้างต่างๆ ความเกี่ยวพันกับสังคม การเมือง และอุดมคติซึ่งเป็นหัวใจของหนังสือเล่มนี้ ความเข้าใจทัศนะต่างๆของสื่อที่มีต่อโลก ที่เป็นการสร้างขึ้นมาต่างๆนั้น คือกุญแจดอกสำคัญในการวิเคราะห์เรื่องราวเกี่ยวกับสื่อในเชิงอุดมคติ

Read Full Post »

รัสเซีย กับ โลกาภิวัฒน์

triamboy

RUSSIA vs Globalisation

 

เมื่อครั้งศึกษาชั้นปีที่  3  ของการเรียนในมหาวิทยาลัย  ผู้เขียนได้มีโอกาสสร้างสรรค์รายงานการศึกษาเรื่อง  “รัสเซีย  กับ  โลกาภิวัฒน์; ผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์ต่อเศรษฐกิจ  สังคมรัสเซีย  และการตั้งรับโลกาภิวัฒน์”  ขึ้น  ด้วยความสนใจของผู้เขียน  และเพื่อนร่วมงาน  ภายใต้การศึกษารายวิชา  การวิเคราะห์ตลาดโลก  Global Market Analysis   ซึ่งสอนโดยอาจารย์ รศ. ดร.สมภพ  มานะรังสรรค์  ผู้เชียวชาญในการสังเกต  ติดตาม  วิเคราะห์สถาณการณ์โลกคนหนึ่ง

 

ผู้เขียนเข้าใจว่างานเขียนที่เกี่ยวข้องกับประเทศรัสเซียที่เป็นภาษาไทยนั้น ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย  และยากต่อการค้นหา  ศึกษา  ท่ามกลางความน่าสนใจมากขึ้นอย่างต่อเนื่องของรัสเซียในพัฒนาการด้านต่างๆ  ดังนั้นการนำมาเผยแพร่  ณ  ที่นี้  ผู้เขียนจึงมีความคาดหวังว่า  ผู้อ่าน  รวมถึงผู้ที่สนใจจะได้รับความรู้  ข้อมูล  อันที่จะนำไปสร้างสรรค์ประโยชน์ต่อไปแก่ตนเอง  และสังคม

 

 

ความสำคัญและวัตถุประสงค์

 

ความท้าทายสำหรับรัสเซียในการนำประเทศสู่ความทันสมัย  ทัดเทียมอารายะประเทศ  คือ  การบูรณาการโครงสร้างของประเทศเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโลก  ทั้งการปรับตัวทางด้านเศรษฐกิจ  การเมือง  และการปรับตัวให้เข้ากับ  บรรทัดฐานสำคัญ  กฎเกณฑ์  ระเบียบ  สถาบันต่างๆของโลก  ต้องใช้เวลานานพอควร  และอย่าคาดหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะนำมาสู่ผลลัพธ์ภายในระยะเวลารวมเร็ว  การกำหนดบทบาท  สถานะของรัสเซียเองบนเวทีโลกจะเป็นในรูปแบบค่อยเป็นค่อยไป  และมีลักษณะ การปรับตัวที่ค่อนข้างขัดแย้งกับ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสิ่งแวดล้อมภายนอก  การเปลี่ยนแปลงนี้ มาจากผลของสิ่งที่เรากำลังวิภาควิจารณ์  ถกเถียงกันอย่างมาก  นั่นคือ  โลกาภิวัฒน์  ซึ่งเป็นที่เข้าใจว่าคือ  กระบวนการสร้างความเป็นสากล ณ ระดับที่สูงขึ้น  สำหรับรัสเซียแล้ว  กระบวนการนี้  ส่าสุดมีลักษณะอย่างคร่าว  ดังนี้

 

–               การขยายความสัมพันธ์เป็นอย่างมาก  ระหว่าง  การเพิ่มขึ้นของตัวแปรระหว่างประเทศ  และระดับการพึ่งพากันระหว่างประเทศ

–               การบูรณาการของ  เศรษฐกิจ  การเงิน  สังคม  การเมือง  และการจัดการทรัพยากร

–               ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

–               การเปิดเสรีภาพทางการค้า  และพาณิชย์

–               การเปลี่ยนแปลงบทบาทของรัฐบาล  และ  เอ็นจีโอ  ในกระบวนการตัดสินใจ

 

อย่างไรก็ตาม  จุดประสงค์ของการศึกษาครั้งนี้  คือ  การแสดงพัฒนาการของโลกาภิวัฒน์ในรัสเซีย ภายใต้สภาพแวดล้อมที่แปลกของรัสเซีย  หรือแตกต่างจากประเทศตะวันตก  การศึกษานี้จะกล่าวถึง กระบวนการปรับตัวต่อโลกาภิวัฒน์  และผลกระทบของโลกาภิวัฒน์ต่อเศรษฐกิจ  และสังคมของรัสเซีย  ภายใต้บริทบภายในประเทศ  โดยการวิเคราะห์ตัวแปรภายใน  และตัวแปรภายนอก  ภายในรายงาน ฉบับนี้จะกล่าวถึง

 

–               ดินแดนย่อยต่างๆ ในรัสเซีย เริ่มมีบทบาทเป็นผู้เล่นในเวทีโลก

 

–               โลกาภิวัฒน์ภายในประเทศรัสเซีย  เป็นไปในลักษณะที่ส่งผลไม่เท่าเทียมกันในแต่ละ เขตการปกครอง  รวมทั้้งเป็นลักษณะที่มีการแข่งขันกันระหว่างดินแดนต่างๆ

 

–               จากความไม่เท่าเทียมกัน  และภาวะการแข่งขันกันนี้  นำมาซึ่ง  โอกาสใหม่ๆ  และความท้าทายต่างๆ  สำหรับรัสเซีย

 

จากผลของโลกาภิวัฒน์  ณ  ปัจจุบันนี้  จำเป็นอย่างยิ่งที่เราไม่ควรคาดการณ์ผลที่เกิดขึ้นเกินจริง  จะเห็นได้้จาก  พัฒนาการของระบบสหพันธรัฐของรัสเซีย  โดยพื้นฐานแล้วเป็นผลมาจากการพัฒนาภาย ในประเทศ  เช่น  การขยายอำนาจในลักษณะแนวดิ่งมากขึ้น  การประกาศใช้กฎ  ข้้้อบังคับ  บังคับใช้กับรัฐบาลของรัฐ  รายงานฉบับนี้ผู้ศึกษาได้ให้ความเห็นไว้ว่า  โลกาภิวัฒน์ในรัสเซียยังด้อยพัฒนา  เนื่องมาจากปัญหาหลักของรัสเซีย  ที่ว่า  ถ้ารัสเซียไม่สามารถบูรณาการกระบวนการต่างๆเข้ากับโลกได้  พร้อมกันนั้นกระแสของโลกาภิวัฒน์ ยังคงหมุนต่อไป  ผลที่จะเกิดขึ้น  คือ  รัสเซียจะแยกตัวออกมาจากโลกาภิวฒน์  และจะด้อยพัฒนา  ในไม่กี่ทศวรรษอันใกล้นี้

 

ความสำคัญในการศึกษาในครั้งนี้  สามารถแสดงได้ดังนี้ 

 

๑.)  แม้นว่าประเทศรัสเซียจะด้อยพัฒนา ในด้านโลกาภิวัฒน์  แต่ไม่ได้หมายความว่าประชาคมโลก  หรือแต่ละประเทศ  นั้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อ การพัฒนาภายในประเทศของรัสเซีย  ในบางบริบท  ผลกระทบของโลกาภิวัฒน์ไม่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน  หรือไม่สามารถจับต้องได้  แต่เราไม่ควรเพิกเฉยกับผลกระทบที่เกิดจากโลกาภิวัฒน์  เห็นได้ชัดเจนจากกรณี  การปฏิรูปสหพันธรัฐของประธานาธิปดีปูติน  เมื่อ  พฤษภาคม  ค.ศ.  ๒๐๐๐  อันเนื่อง มาจากการพัฒนาของประชาคมโลก  นักลงทุนต่างประเทศมีการสับสนระหว่างกฎของสหพันธรัฐ  และกฎของรัฐ  การปฏิรูปครั้งนี้จึงเกิดจากปัจจัยภายนอก  รวมทั้งจะได้เป็นการกำจัดการปกครองแบบ เขตการปกครองตนเอง  

 

๒.)  ผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น  คือ การแยกตัวออกห่างมากขึ้น จากประเทศตะวันตก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซีย  และสหภาพยุโรป  ในกรณีของแคว้นคาลินินกราด  แสดงให้เห็นชัดเจนว่ามีความวิตกกังวลกับเส้นแบ่งแยกระหว่างประเทศ ที่มีความเป็นสากล  และรัสเซีย  ในสหภาพยุโรป   

 

๓.)   โลกาภิวัฒน์นำมาสู่การขาดความมีเสถียรภาพ ของรัสเซียทั้งทางเศรษฐกิจ  สังคม  เนื่องจากไม่ทุกประเทศที่สามารถกระทำตามสมมติฐานของ การแบ่งงานกันทำได้ในประชาคมโลก  รัสเซียเอง ก็เป็นเช่นนั้น  รัฐต่างๆ  ยังมีความวิตกกังวลในมุมมอง ที่รัสเซียจะกลายเป็นที่ทิ้งกากปฏิกรนิวเคลียร์ ของประเทศต่างๆ  รวมทั้งจะกลายเป็นแหล่งวัตถุดิบราคาถูก¹ ที่ดีแห่งหนึ่ง  ในขณะเดียวกัน บางแคว้นได้แยกตัวเองออกห่างจากสหพันธรัฐมากขึ้นทั้งทางเศรษฐกิจ  และสังคม  ด้วยแนวคิดที่ว่า  ดินแดนขนาดเล็กจะมีโอกาสมากว่าที่จะได้รับผลประโยชน์จากโลกาภิวัฒน์  ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นนี้  กระตุ้นให้มีการปฏิกิริยาตอบโต้กับโลกาภิวัฒน์จากผู้มีอำนาจในการปกครอง   

 

๔.)   โลกาภิวัฒน์ได้เปลี่ยนแปลง ความเข้าใจในความมั่นคงของสหพันธรัฐเปลี่ยนไปจากเดิมที่ว่า  ความมั่นคง มีความสัมพันอย่างมากกับ  กองทัพ  อาวุธ  ยุทโธปกรณ์อย่างเดียว  แต่  ณ วันนี้  ความมั่นคงมีความสัมพันธ์ อย่างมากกับ  ขนาดของการบูรณาการประเทศเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ กระบวนการโลกาภิวัฒน์  และสถาบันระหว่างประเทศ  สิ่งเหล่านี้สร้างความท้าทายอย่างมากกับสหพันธรัฐ  และผู้มีอำนาจปกครอง ดินแดนต่างๆ

 


 

ขอบเขตการศึกษา

 

เอกสารฉบับนี้ได้ทำการศึกษาถึงผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์ต่อประเทศรัสเซีย  ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ  และสังคม  โดยจะทำการศึกษาสภาพเศรษฐกิจ  และสังคม  ของสหพันธรัฐรัสเซียโดยทำการศึกษาหลังปี  ค.ศ.  ๑๙๙๐  โดยจะเน้นการศึกษาในช่วงเวลานี้  เนื่องจากช่วงเวลานี้  เป็นช่วงที่รัสเซียมีการเปิดประเทศ  อันเป็นผลมาจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต  เปลี่ยนการปกครองจากการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์  เป็นการปกครองแบบประชาธิปไตย  อันมีประธานาธิบดีเป็นประมุข  และปฏิรูปเศรษฐกิจ เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจ จากแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์เป็นระบบเศรษฐกิจแบบตลาด  หรือทุนนิยม  ภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ ที่มีพลวัตสูง ณ  ปัจจุบันนี้

 


 

 

บทที่  ๑:  สภาพทางเศรษฐกิจ  และสังคม

 

แนวคิดเกี่ยวกับช่องว่าง:  ลัทธิดินแดนนิยมในรัสเซีย  และประเทศตะวันตก

 

ปัญหาลัทธิดินแดนนิยมในรัสเซียตกเป็นที่สนใจต่อประชาคมโลกอีกครั้ง  อันเนื่องมาจากเจ้า ของความคิด ลัทธินิยมในประเทศตะวันตกต่างๆ  ต่างประหลาดใจที่ทฤษฎีลัทธิดินแดนนิยมทางตะวันตก  ตรงกับลักษณะ ของสหพันธรัฐรัสเซีย  แต่ทฤษฎีนี้ไม่สามารถใช้อธิบายได้ทุกดินแดน  ทุกแคว้น  ทุกเขตการปกครองของรัสเซียได้  จากการศึกษาจำนวนมาก  เกี่ยวกับนโยบายของดินแดนภาย ใต้การปกครองของรัสเซียในการสร้างความเป็นสากล  สามารถตั้งข้อสมมติได้ดังนี้

 

               ขอบเขตที่กำลังกว้างขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นขอบเขตทางการเมือง  สังคม  เศรษฐกิจนี้  ในไม่ช้าจะไม่สามารถจะบริการ  จัดการได้โดยรัฐบาลกลาง


               ความแตกต่างทางการเมืองชั้นสูง  และการเมืองขั้นต่ำที่เป็นมาแต่อดีต  กำลังจะลดลง  และกำลังรวมทั้งสองรูปแบบเข้าด้วยกัน


                 สถานะของรัฐบาลแต่ละดินแดน  ควรตระหนักถึงความจำเป็นของคนท้องถิ่น  คนพื้นเมือง  ในพื้นที่ซึ่งมีหน้าที่โดยเฉพาะ  คนเหล่านั้นไม่สามารถพอใจได้  ถ้ารัฐบาลของดินแดนนั้น ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับระบบระหว่างประเทศให้มากขึ้น


               นโยบายการสร้างท้องถิ่นในบริบทของการต่างประเทศนั้นแท้จริง  คือ  การสร้างรูปแบบ พฤติกรรมทางอ้อม  โดยรัฐบาลเปลี่ยนแปลงนโยบายที่กำหนดสภาพแวดล้อมทางสังคม  ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้  จะแตกต่างกันไปตามรูปแบบความขัดแย้ง  และ ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกลาง  และรัฐบาลดินแดนนั้นๆ

 

ท่ามกลางการจับตามองของประชาคมโลก  รัสเซียกำลังหาจุดที่ทำให้เกิดความสมดุลระหว่าง โลกาภิวัฒน์  และการสร้างดินแดน  เขตการปกครอง  หรืออธิบายได้ในอีกทางหนึ่ง   คือ  การให้พันธสัญญา กับภายในประเทศ  และภายนอกประเทศ  โดยการสร้างดินแดน  หรือเขตการปกครองที่พิเศษ  ในรัสเซียมีลักษณะที่ไม่เหมือนใคร  ไม่เหมือนกันประเทศตะวันตก  สามารถอธิบายได้ดังนี้

 

               พลังขับเคลื่อนระว่างประเทศของดินแดนต่างๆ ในรัสเซีย  มีลักษณะคล้ายกับกลยุทธ์ การต่อสู่กับ วิกฤตการมากกว่า  กลยุทธิ์รูปแบบการรวมตัวของรัฐบาลดินแดนต่างๆ  ด้วยเหตุนี้ทำให้ กิจการต่างประเทศของดินแดนนั้นถูกกำหนดโดย  ผู้มีอำนาจทางการเมือง  หรือผู้อำนาจทาง การบริหาร  ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะสนันสนุนโครงการ  ความคิด  ข้อเสนอ  ที่ส่งเสริม ฐานทางการเมืองโดยตรง  เช่น  บอริส  เนมทอฟ  แห่งแค้วนนิจนีนอฟโกรอด,  เยฟจีนี  นาซดราเทนโค  แห่งดินแดนปรีมอร์สกี  และมิคาอิล  นิโคเลฟ  แห่งสาธารณรัฐยาคูตียา  ในความเป็นจริงแล้วกิจการต่างประเทศเป็นส่วนหนึ่ง  ของการเมืองอุปถัมภ์  ซึ่งใช้โดยแพร่หลาย ในแคว้นต่างๆ


               ในยุโรปตะวันตกนั้น  ความชื่อมั่นในการปกครองตนเองของประเทศต่างๆถูกเติมเต็ม โดยสหภาพยุโรป  ในทางกลับกัน  ผลกระทบโดยตรงจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต  ทำให้การสร้างดินแดน  หรือเขตการปกครองตนเองในรัสเซีย  ถูกพัฒนาภายใต้สถาณการณ์ ที่กระบวนการต่างๆไม่ประสานกัน  ไม่ไปในทิศทางเดียวกัน  กอปรกับการกระจายอำนาจ จากรัฐบาลกลางไปยังรัฐบาลของดินแดน  เขตการปกครองต่างๆ   เห็นได้ว่ารัสเซีย ไม่เหมือนกับประเทศตะวันตกตรงที่ขาด  แรงขับเคลื่อนของการรวมตัวกันที่แข็งแรง    ที่น่าสนใจคือ  ทัศนคติการต่อต้านการประสานกัน  เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไป โดยเฉพาะ ในกลุ่มผู้นำดินแดนต่างๆ  เช่น  คนแรกที่สนับสนุนทัศนคตินี้  คือ  บอริส  เนมทอฟ  แห่งแค้วนนิจนีนอฟโกรอด  คนถัดมาคือ  เมนติเมอร์  ไฮมีฟ  แห่งสาธารณรัฐตาตาร์สถาน  และ  รัสเลน  อูเชฟ  แห่งสาธารณรัฐอินกูเชเตีย  เห็นได้ว่าความไม่แน่นอนในความสามารถ ของรัสเซียที่จะกลายเป็นผู้นำในภูมิภาค  เสมือนเป็นตัวชี้วัดแสดงความอ่อนแอ ในจุดยืนของรัสเซีย


               ความแตกต่างในการรับรู้  เข้าใจ  และการตีความ  “รัฐฐาธิปัตย์”  และหน้าที่ของรัฐ  ในบริบทของโลกปัจจุบันนี้  ยังคงเป็นที่ถกเถียงอย่างมากของผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย ของรัสเซีย  ว่า  เหมาะสมหรือไม่ที่จะยอมรับรัฐฐาธิปัตย์ที่ใช้อยู่ในดินแดนต่างๆ  สำหรับ คนส่วนใหญ่ในรัสเซียที่ยังยึดติดกับแนวคิดที่ว่า  รัฐฐาธิปัตย์แห่งรัฐ  หรือของดินแดนนั้น  ไม่สามารถแบ่งแยกออกเป็นส่วนได้ จะปฏิเสธที่ยอมรับรัฐฐาธิปัตย์ที่มาจากสหพันธรัฐเข้ามา ในรัฐฐาธิปัตย์แห่งรัฐ  ในเนื้อหาของกฎหมายระหว่างประเทศ  เห็นได้ว่า  รัสเซียยังคงต้องเรียนรู้อีกนานว่า  รัฐฐาธิปัตย์  ไม่ได้ถูกใช้แทนสถานะ  หรือระดับของ ความเป็นอิสระทางการเมือง

 


ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างดินแดน

 

ในปี ค.ศ. ๑๙๙๐ มีการกระจายอำนาจจากรัฐบาลกลางไปยังรัฐบาลดินแดนต่างๆ  ซึ่งเป็นปัจจัยหลักใน การพัฒนาการเมืองของรัสเซีย  แต่อย่างไรก็ตาม  ดินแดนต่างๆมีบทบาทไม่เท่าเทียมในเวทีระหว่างประเทศ  ไม่ทุกดินแดนที่จะมีบทบาทสำคัญ  และแต่ละดินแดนมีบทบาทต่างกัน  ความแตกต่างระหว่าง ดินแดนที่พัฒนามากที่สุด  และน้อยที่สุด  โดยใช้ตัวชี้วัดทางสังคม  และเศรษฐกิจแล้วจะพบว่า มีสัดส่วนต่างกันมากถึง  ๕๐ : ๑


  กลุ่มใหญ่เป็นสมาชิกของรัฐสภาแห่งสหพันธรัฐ  มีนัยสำคัญว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในเวที ประชาคมโลก  เห็นได้้ว่าถ้าดินแดน  แคว้น  หรือเขตปกครองตนเอง  ที่เป็นของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในสามกลุ่ม  (ยกเว้นสาธารณรัฐตาตาร์สถาน  เป็นของสองกลุ่มพร้อมกัน)  น่าจะ   ๑.)    มีทรัพยากรที่เพียงพอ ที่จะต่อรองในการมีส่วนกำหนดนโยบายต่างประเทศของสหพันธรัฐ  และสามารถสร้างแนวทางกลยุทธ์ ในเวทีโลกระยะยาวได้    ๒.)  ต้องการอำนาจมากขึ้นในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ  เห็นได้ชัดว่ากลยุทธ์ ของชาวรัสเซียต่างจากชาวตะวันตก  คือ  แสวงหาการปกป้องจากรัฐบาลกลาง  และต้องการการแทรกแซงจากรัฐ  ในการควบคุม  จัดการกับการส่งออก  และนำเข้า  ต่อไปจะอธิบายในรายละเอียดของกลุ่มดังนี้

 


ดินแดนผู้ส่งออกทางตะวันออก

 

กลุ่มแรกนี้ประกอบไปด้วยดดินแดนที่มีศักยภาพมากในการส่งออก (ดินแดนอุตสาหกรรม  หรือดินแดนที่มีทรัพยากรแร่เหลือเฟือ)  สามารถแบ่งออกเป็น    กลุ่ม  ดังนี้    ๑.)  ดินแดนที่มีอุตสาหกรรมพัฒนาแล้ว  (แร่มีค่า,  ทรัพยากรพลังงาน, อื่นๆ)     ๒.)  ดินแดนการค้าทางตะวันออก    ๓.)  ดินแดนอุตสาหกรรมทางการทหาร  อาวุธยุธโทปกรณ์  การบริหารขึ้นอยู่กับความร่วมมือ กับพันธมิตรต่างชาติ  โดยพันธมิตรต่างชาตินี้เล็งเห็นว่าเป็นหนทางเดียวที่จะสร้างกำไรสูงสุด  และสามารถ คืนทุนได้  จากการวิจัยของสถาบันมอสโกสำหรับการศึกษาของชาวอเมริกัน  และชาวแคนาดา  พบว่า    ดินแดนที่ได้รับการจัดลำดับความสำคัญในกลุ่มนี้  เรียงตามลำดับ  ได้แก่  แค้วนเคเมโรโว,  ดินแดนเปียร์ม,  แค้วนสามารา,  แคว้นเชเลียบินสค์,  และดินแดนครัสโนยาสค์  และยังมีอีก    ดินแดน เรียงตามลำดับ  ดังนี้  สาธารณรัฐบัชคอร์โตสถาน,  แคว้นมอสโก,  แค้วนอีร์คุตสค์,  แค้วนมูร์มันสค์,  แค้วนนิจนีนอฟโกรอด,  แค้วนโอเรนบูร์ก,  แค้วนสเวียร์คลอฟสค์,  แคว้นตูย์เมน,  และดินแดนคาบารอฟสค์

 

ปัญหาที่เกิดขึ้นกับกลุ่มดินแดนผู้ส่งออกทางตะวันออก  มีดังนี้


๑.)  แรงจูงใจทางเศรษฐกิจของกลุ่มนี้มีความแตกต่างอย่างมากจากดินแดนอื่น  เนื่องด้วยความสนใจ  ของคนภายในประเทศรัสเซียส่วนใหญ่  คือ  การทำให้มีค่าน้อยที่สุดของ  ราคา  อาชญากรรม  ระบบบริหารที่มีความยุ่งยาก  เป็นต้น  ด้วยเหตนี้เองทำให้ดินแดนผู้ส่งออกทางตะวันออกนี้มีลักษณะ  คือ  กระตือรือร้นต่อการเปิดประเทศ  และการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ


ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลสหพันธรัฐจะเพิกเฉยต่อบทบาทระหว่างประเทศของกลุ่มดินแดนผู้ส่งออกทางตะวันออกนี้  แต่ในเชิงประจักษ์แล้วจะพบว่าเป็นการยากที่จะสร้างความสมดุลกันระหว่าง     ปรเด็นที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้  คือ  การผลักดันการเปิดประเทศสู่ประชาคมโลก  และการรักษาตลาดของดินแดนต่างๆ  เพื่อผู้ผลิตภายในประเทศ


๒.)  มุมมองที่ต่างกันของรัสเซีย  และประเทศตะวันตกที่มีต่อดินแดนผู้ส่งออกทางตะวันออกนี้  ในมุมมองของรัสเซียเอง  มีความสนใจในการใช้ศักยภาพของดินแดนนี้เพื่อสร้าง  “ระเบียงการลงทุน”  (เหมือนในกรณีของนครสหพันธ์มอสโก  และนครสหพันธ์เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก)  เพื่อสนับสนุนให้มี การพัฒนาของเทคโนโลยีขั้นสูง,  ความรู้,  ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง  ในทางตรงกันข้าม  มุมมองของประเทศตะวันตกที่มีความสนใจในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการคมนาคม  และการพัฒนา ทรัพยากรธรรมชาติ

 

 

สาธารณรัฐแห่งความเชื่อร่วมกัน

 

กลุ่มที่สองนี้ประกอบไปด้วยสาธารณรัฐที่มีความเชื่อร่วมกัน  และไม่ใช่ชาวรัสเซีย  สาธารณรัฐเหล่านี้  เป็นตัวแปรที่มีอำนาจมาก  อันที่จะผลักดันสาธารณรัฐสู่ระบบที่กว้างขึ้นในการร่วมมือกันระหว่างประเทศ  และการร่วมมือกันระหว่างดินแดน  ในการศึกษาถึงเอกลักษณ์ทางความเชื่อร่วมกัน ในฐานะ  ตัวแปรที่มีบทบาทในการสร้างสังคมระหว่างประเทศของสาธารณรัฐ  ดังต่อไปนี้  สาธารณรัฐตาตาร์สถาน,  สาธารณรัฐบัชคอร์โตสถาน,  สาธารณรัฐดาเกสถาน,  สาธารณรัฐตูวา,  สาธารณรัฐบูเรียตียา,  สาธารณรัฐโคมิ,  และสาธารณรัฐคาเรลียา  จากการศึกษาพบข้อมูลเชิงคุณภาพเกี่ยวกับบทบาทระหว่างประเทศของสาธารณรัฐ  ดังนี้  เอกลักษณ์ระหว่างดินแดน  โดยมีจุดร่วมของมรดกทางวัฒนธรรม,  ศาสนา,  และภาษา  สามารถสร้างเครือข่ายของประชากรในดินแดนนั้น  หรือเครือข่ายกลุ่มหนึ่งของประชากรในดินแดน  ตัวอย่าง  กลุ่มประเทศอิสลาม (เช่น  ซาอุดิอารเบีย,  ตุรกี)  ให้ความช่วยเหลือแก่สาธารณรัฐดาเกสถาน  และสาธารณรัฐอื่นๆ  ในด้านกิจกรรมทางศาสนา  และการศึกษา  ในขณะเดียวกันเป็นที่ทราบกันดี ว่ายังให้การช่วยเหลือ ทางด้านการเมืองอีกด้วย การสร้างช่องทางความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคน ในประเทศและนอกประเทศ ที่มีความเชื่อเป็นจุดร่วมกันนั้น  เป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดกิจกรรม ต่างประเทศของสาธารณรัฐเหล่านี้


นอกจากนี้จะเห็นได้ว่าสาธารณรัฐเหล่านี้  กล้าที่จะแสดงออกถึงจุดยืนของตนเองในเวที ระหว่างประเทศ  โดยการเคลื่อนไหวของกลุ่มเพื่อที่จะสร้างบรรทัดฐาน   กฎระหว่างประเทศอันมีเนื้อหา ที่จะปกป้องความเชื่อของกลุ่มตนเอง  ขณะเดียวกันกลุ่มสาธารณรัฐนี้จะได้รับการช่วยเหลือระหว่างประเทศ ในกรณีที่ถูกกระทำในทางที่  เป็นการกระทบต่ออำนาจการปกครองของตนเองจากรับบาลสหพันฐรัฐ  โดยได้รับการช่วยเหลือทั้งใน ด้านนามธรรม  และรูปธรรม  จากกลุ่ม  องค์กร  ประเทศที่มีจุดร่วมความเชื่อเหมือนกัน

 

สาธารณรัฐแห่งความเชื่อร่วมกันนี้สามารถแบ่งได้เป็น    กลุ่มตามรูปแบบการพัฒนา  ดังนี้

 

๑.)  สาธารณรัฐที่มีรูปแบบการพัฒนา  โดยถูกกระตุ้นให้มีการปกป้อง  รักษาความเชื่อของกลุ่ม  และเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม  ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย  อันที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งทางศาสนา  และความรุนแรง  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน  คือ  สาธารณรัฐเชชเนีย


กลุ่มทางสังคมที่มีความเชื่อร่วมกันนี้จะมีลักษณะเฉพาะ  คือ  เป็นสังคมที่ค่อนข้างปิด,  ปกกันการรุกรานจากภายนอก,  ให้ความใส่ใจอย่างมากเกี่ยวกับการรักษาวัฒนธรรม  ศาสนา  และภาษาที่มีมาแต่ด้ังเดิม  มากกว่าการให้ความสนใจในการบูรณาการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก  การแยกตัวออกจากภายนอกของสาธารณรัฐความเชื่อร่วมกัน  และความรักหวงแหนในดินแดน  เกิดจากการสั่งสม  การยอมรับการมีอยู่จริงของดินแดน  สาธารณรัฐนี้มาเป็นระยะเวลานาน  พร้อมทั้งการปิดกั้น  ไม่ยอมรับ  ข้อมูลข่าวสาร  วัฒนธรรม  และอื่นๆ  จากภายนอก  รูปแบบการจัดการ  การบริหารด้วยตนเองของกลุ่มนี้ค่อนข้างที่จะเป็นลักษณะอนุรักษ์นิยม  ประพฤติตามประวัติศาสตร์แต่เดิมมา  รวมทั้งการต่อต้านการสร้างความทันสมัย  ด้วยความที่ต้องการรักษาภาวะการแยกตัวออกมา  เป็นตัวของตัวเอง  ความเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง  ไม่เหมือนใคร  รวมทั้งแฟร์ชั่นดั้งเดิม   ก่อนหน้านี้ได้มีความพยายามหลายครั้ง  ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกระบวนการทางการเมือง ของกลุ่มสังคมนี้ให้เป็นไปตามหลักแห่ง  “สากล,”  “อารยะ,”  และ  “มาตรฐานเดียว”  ประสบกับ ความล้มเหลวทุกครั้ง  ตัวอย่าง  กรณี  องค์กรเพื่อความร่วมมือ  และความมั่นคงแห่ง สหภาพยุโรปเข้าไปช่วยเหลือในการจัดให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในสาธารณรัฐเชชเนีย  ใน  ปี  ค.ศ.  ๑๙๙๗  แต่กระนั้น  เมื่อกระบวนการการเลือกตั้งได้เสร็จสิ้นลง  และอลัน  มาสคาดอฟ  ได้่รับการเลือกตั้ง  ไม่มีการส่งสัญญาณที่เกี่ยวกับความเป็นประชาธิปไตยในเชชเนียอีกเลย  เห็นได้ว่า  การแสดงจุดยืนที่ชัดเจน ของกลุ่มมุสลิมจำนวนมากในรัสเซีย  ที่ไม่สามารถยอมรับรูปแบบโลกาภิวัฒน์ของ ประเทศตะวันตกได้


เห็นได้ชัดเจนว่าการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศของกลุ่มที่มีความเชื่อร่วมกันนำมาสู่ความไม่มี เสถียรภาพต่อความมั่นคงของรัสเซีย  ตัวอย่างที่ดีที่สุดเห็นได้จาก  กรณี  การให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงิน  เทคโนโลยีแก่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวเชเชน  (เชชเนีย)  จากองค์กรการก่อการร้ายจากประเทศมุสลิม  และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ยังเกี่ยวข้องกับดินแดนต่างๆอีกด้วย  ยกตัวอย่าง  กรณีที่สภาความมัั่นคง แห่งสหพันธรัฐ แสดงถึงความวิตกกังวลต่อความร่วมมือระหว่างผู้นำของสาธารณรัฐอะดีเกยา  กับองค์การอิสลามแห่งโลก  และยังรวมถึงรัฐบาลประเทศลิเบียอีกด้วย


๒.)  สาธารณรัฐที่มีรูปแบบการพัฒนา  โดยมีการประยุกต์  ปรับเอาประสบการณ์ทางเศรษฐกิจ ในประชาคมโลกที่เกิดขึ้นมาใช้  ในบริบทพื้นเพของความเชื่อดั้งเดิม  ผู้มีอำนาจแห่งสาธารณรัฐเหล่านี้ พยายามที่จะส่งผ่านเอกลักษณ์ของความเชื่อดั้งเดิม  ผ่านการอธิบายโดยเหตุผล  และตรรกะทางเศรษฐศาสตร์  เพื่อที่จะให้สาธารณรัฐแห่งความเชื่อเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการขอการสนับสนุน การปกครองตนเอง จากรัฐบาลกลาง  และจัดให้มีการสร้างสังคมที่แข็งแรง  ตัวอย่างกรณีนี้  คือ  สาธารณรัฐตาตาร์สถาน

 

 

ดินแดนชายแดน

 

กลุ่มดินแดนที่สามนี้ประกอบไปด้วยดินแดนต่างๆถึง  ๔๕  ดินแดน  ประเทศรัสเซีย มีชายแดนที่ยาวที่สุด ในโลกคิดเป็น  ๖๐,๙๓๓  กิโลเมตร  ติดกับประเทศเพื่อนบ้านถึง  ๑๖  ประเทศ  ๓๒.๖  ของประชากรทั้งหมดอาศัยอยู่ในดินแดนชายแดนนี้  สำหรับการพิจารณาดินแดนนี้จะพิจารณาในมุมมองของ โอกาส  และความท้าทาย

 

โอกาส

 

               ดินแดนชายแดนเหล่านี้มักได้รับการดูแล  ได้รับความพึงพอใจอยู่เสมอจากประเทศเพื่อนบ้าน  โดยเฉพาะประเทศจีน   ที่พยายามอย่างยิ่งที่จะมีอิทธิพลเหนือดินแดนปรีมอร์สกี  ขณะที่ประเทศ ฟินแลนด์เองให้ความสนใจเป็นพิเศษในการให้ความช่วยเหลือแก่สาธารณรัฐ คาเรลียา


               พื้นที่ขอบเขต  และดินแดนทางภูมิศาสตร์ที่ใกล้เคียงประเทศเพื่อนบ้าน  สามารถเพิ่มโอกาส ในการต่อรองกับรัฐบาลกลาง,  เรียกร้องการนับสนุนทางการเงินเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยในส่วน งบประมาณในการดูแลเขตแดน  รวมทั้งต้องการอำนาจโดยตรงในการเข้าไป จัดการรายได้ที่มาจาก  ภาษีศุลกากร  และพยายามข่มขู่รัฐบาลกลางที่จะประกาศเอกราช


               ดินแดนชายแดนนีี้เป็นดินแดนส่วนน้อยของรัสเซียที่มีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษโดยสหพันธรัฐ ในการกระทำสัญญาระหว่างประเทศ  การกระทำข้อตกลงทวิภาคี  กฎหมายนี้ยังรวมถึง การบันทึกความร่วมมือระหว่างดินแดนที่มีเขตแดนติดกัน  เช่น  ประเทศฟินแลนด์  (มกราคม  ๑๙๙๒),  ประเทศโปแลนด์  (พฤษภาคม  ๑๙๙๒),  ประเทศคาซัคสถาน  (มกราคม  ๑๙๙๕),  ประเทศยูเครน  (มกราคม  ๑๙๙๕),  ประเทศมองโกเลีย  (มกราคม  ๑๙๙๓),  และประเทศจีน  (พฤษภาคม  ๑๙๙๔)  รวมทั้งยังมีการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศว่าด้วย ความร่วมมือระหว่างเขตแดน  ระหว่างประเทศรัสเซีย  ประเทศเบลารุส  ประเทศคาซัคสถาน  และประเทศเคอร์จีเซีย  เมื่อมกราคม  ๑๙๙๙  นอกจากนั้น  เมื่อมิถุนายน  ๑๙๙๘  สภาท่ีปรึกษาแห่งสหพันธรัฐ  ทางด้านการต่างประเทศเสนอให้มีข้อตกลง ความร่วมมือระหว่าง ประเทศกับประเทศที่มีเขตแดนติดต่อกัน


               ปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีเขตแดนติดต่อกันส่งเสริมให้การค้าและการลงทุน  ขยายตัว  หรือเรียกพื้นที่นี้ว่า  “ระเบียงการลงทุน”   โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีผลประโยชน์ ร่วมกัน  ทั้งสองฝ่าย  จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่เขตการค้าเสรี    ที่แรกที่เกิดขึ้น  อยูในพื้นที่ชายแดน  คือ  ยันตรา  ในแคว้นคาลินิินกราด  และ  นาคอดก้า  ในดินแดนปรีมอร์สกี และที่สำคัญอย่างยิ่งดินแดนชายแดนนี้จะเจริญเติบโตมากกว่านี้ ถ้าหากมีธุรกิจที่ให้การบริการ  ขนส่่งระหว่างประเทศ  (ผู้เชี่ยวชาญของประธานาธิบด วลาดิเมียร์  ปูติน  ได้คำนวณไว้ว่าการพัฒนาเครือข่ายการคมนาคมขนส่ง  จะสามารถเพิ่มรายได้มากกว่า  ๘ เท่า  ของรายได้ในขณะนี้


               ดินแดนชายแดนส่วนใหญ่มีการป้องกันโดยการทหารในระดับสูง  ดังนั้นความร่วมมือทางการ ทหารร่วมกันระหว่างดินแดนจะเป็นประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย  นอกจากนั้น  การทำบันทึก  ข้อตกลงความร่วมมือกันระหว่างผู้บังคับบัญชาทางทหารที่ประจำการ ในภูมิภาค  และผู้มีอำนาจ  ทางการเมืองในดินแดนนัั้น  เป็นสิ่งจำเป็นในการแก้ปัญหาสังคม ที่เกิดขึ้น  และยังเป็นการขยาย บทบาทของสถาบันทางการเมืองในการดูแลความปลอดภัย  และความมั่นคงในภูมิภาค  หากพิจารณาลงในรายละเอียดที่เกี่ยวกับความร่วมมือกัน ระหว่างดินแดน  จะพบข้อสังเกต เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเอกลักษณ์ของภูมิภาค  เนื่องจากกระบวนการในการสร้าง ความร่วมมือระหว่างดินแดนมีมูลเหตุมาจาก ภาวะการแบ่งแยกเป็น ​๒  ขั้วในอดีต  เป็นตัวกระตุ้น  ให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างดินแดน  เช่น  โครงการระหว่างประเทศบาเรนห์  และยุโรปอาร์กติก,  สภาแห่งประเทศทะเลบอลติก,  การประชุมเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจ  ระหว่างกลุ่มประเทศทะเลดำ  เป็นต้น  ดังนั้นในการสร้างดินแดน  จึงหมายถึงกระบวนการในการ  ขยายอำนาจภายในดินแดน  ภายใต้รูปแบบความร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน  แต่การสร้างดินแดนนี้  ยังไม่มีความมั่นคงเพียงพอ    ระดับการเมืองขณะนี้  แต่อย่างไรก็ตามยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ  อีกด้วย  เช่น  จะเป็นการง่ายยิ่งขึ้นถ้าดินแดนนั้น  มีความสามัคคี  เป็นหนึ่งเดียวกันในสังคม,  มีเอกลักษณ์ทางธรรมชาติตามเขตภูมิศาสตร์  หรือรู้สึกภูมิใจ  รักและหวงแหนเอกลักษณ์ทาง วัฒนธรรม  เมื่อเรามองภาพรวมจะพบกับ ความยุ่งยากมากขึ้นในการนำเอาส่วนเล็กๆ  หรือดินแดนต่างมาประกอบเป็นภาพใหญ  การรวบรวมเป็นดินแดนอยู่ภายใต้แนวคิดหลัก    ประการ  คือ  ๑.)  ประสบความสำเร็จในการรวบรวม  บูรณาการเข้าด้วยกัน  ๒.)  การพึ่งพาระหว่างกัน  ๓.)  ความเป็นหนึ่งเดียวกันภายในดินแดน  ในกรณีนี้ย่อมเกิดระบบ ที่มีความซับซ้อน  มีขั้นตอนมากมาย  การเหลื่อมล้ำระหว่างเอกลักษณ์ภายในดินแดน  มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น

 

ความท้าทาย

 

การร่วมมือระหว่างดินแดนต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นแบบทวิภาคี  หรือพหุภาคี  เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น กระจายไปทั่ว รัสเซีย  ภาวะที่เกิดขึ้นนี้มีพื้นฐานมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน

 

               ปกติแล้วดินแดนชายแดนตั้งอยู่ในพื้นที่ติดกับ พื้นที่ท่ีมีอารยะธรรม  ทันสมัย  ดังนั้น  กลุ่มประเทศทะเลบอลติก  จึงพิจารณาตนเอง  พบว่ากลุ่มของตนมีความแตกต่าง ทางวัฒนธรรม  แนวคิดนี้เองจึงกระตุ้นให้พยายามแยกตัวออกจากรัสเซีย  นอกจากนั้นดินแดนชายแดนรัสเซีย ทางด้านประเทศฟินแลนด์   ยังต้องเผชิญกับภาวะ การต่อสู้ทางวัฒนธรรมทางตะวันออก  และตะวันตก  และสภาพแวดล้อมทางการเมือง  และเศรษฐกิจแบบยุโรปตอนเหนือที่มีอิทธิพล  ต่อดินแดนเหล่านี้  รวมทั้งกลุ่มเศรษฐกิจ รอบทะเลดำซึ่งมีช่องว่างทางความเชื่อ  ศาสนา  และวัฒนธรรม  สุดท้ายดินแดนทางตะวันออกของรัสเซียเอง  ผู้คนพยายามต่อต้านการ อพยพเข้ามา ของชาวจีน  และได้กลายเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ยอมรับชาวจีน


               ดินแดนชายแดนเหล่านี้ต้องประสบกับปัญหาการอพยพเข้าเมืองของชาวต่างชาติ  เช่น  ดินแดนทางตะวันออกต้องประสบกับปัญหาแรงงานอพยพชาวจีน,  ปัญหาผู้อพยพลี้ภัยใน ดินแดนสตัฟโรปอล,  แค้วนรอสตอฟ  และดินแดนครัสโนดาร์  ได้มีการคาดการณ์ว่า มีผู้อพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย  ประมาณ  ๑ –  ๑.๕  ล้านคน  ต่อปี  เข้ามาในรัสเซีย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านดินแดนชายแดนเหล่านี้  และยังได้สร้างความเสียหายต่อ  โครงสร้าง พื้นฐานของรัสเซียคิดเป็นมูลค่า        หมื่นล้านเหรียญสหรัฐอเมริกาต่อปี  ที่สำคัญกลุ่มคนที่อพยพเข้ามาอย่างผิดกฎหมายนี้มีแนวโน้ม  ในการสร้างดินแดน ของประชากร  ที่มีความเชื่อร่วมกันภายในพื้นที่ของประเทศรัสเซีย  เช่น  ฉนวนกาซ่าห์  และชนเผ่าอาร์เมเนีย  พร้อมทั้งผู้นำของดินแดนเหล่านี้สร้างปัญหาที่ล่อแหลมต่อการปกครอง  โดยสถาปนาตัวเอง  และให้อำนาจในการปกครองเขตปกครองตนเอง   นอกจากนั้นดินแดน ที่ติดกับประเทศเชสเนียร์  ได้แก่  ดินแดนสตาฟโรปอล  และสาธารณรัฐดาเกสถาน  ต้องนำมาตรการการควบคุม หนังสือเดินทางมาใช้  พร้อมกันนี้ยังได้มีการสร้างเครือข่าย ข้อมูลระหว่างดินแดนชายแดน  ๒๓  ดินแดนเข้าด้วยกัน  เพื่อที่จะตรวจสอบ  สังเกตชาวต่างประเทศที่เข้ามาอาศัยในประเทศ  และห้าม  การเข้าประเทศของ กลุ่มผู้นำศาสนา  อาชญากร  เป็นต้น  ในเดือนมีนาคม  ค.ศ.  ๒๐๐๐  รัฐบาลของสาธารณรัฐคาเรลียา  ได้ออกมาตรการค่าธรรมเนียมในการควบคุม  การอพยพเข้า ของแรงงานต่างประเทศ  เข้าสู่สาธารณรัฐ   มาตรการที่ใกล้เคียงกันได้รับการนำมาใช้โดย แค้วนเบลโกรอด  รูปแบบมาตรการ  การจัดการกับบุคคลภายนอกสาธารณรัฐโดยตรงนี้ สร้างความล่อแหลมที่อาจนำไปสู่ปัญหาเอกลักษณ์ทางการเมืองภายในดินแดนนั้น  เห็นได้ อย่างชัดเจนว่าดินแดนชายแดนจำนวนมาก  สาธารณะชนส่วนใหญ่ มีลักษณะความคิด ที่อนุรักษ์นิยม  ชาตินิยม  และมีการดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุก


               หน่วยงาน  องค์กรต่างๆ  ของดินแดนชายแดน  ต้องเผชิญกับด้านมืด ของการสร้างความเป็นสากล ไม่ว่าจะเป็น  อาชญากรรม  การทำประมงอย่างผิดกฎหมาย  การล่าสัตว์   การหลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย  การลักลอบขนของหนีภาษีและของเถื่อน  เช่น  สิ่งเสพย์ติด  ปืน  อาวุธ  การฟอกเงิน  เป็นต้น  เห็นได้จากตัวอย่างที่ชัดเจน ในดินแดนทาง  ตะวันออก  มีคดีฆาตกรรมผู้ประกอบการชาวจีนจำนวนมาก  ซึ่งส่วนใหญ่โดนฆาตกรรมโดยแก็ง  ชาวจีนด้วยกันเอง  นอกจากนั้นกรณีของดินแดน ปรีมอร์สกี  ตามรายงานของ สำนักงานสรรพากร  พบว่า  การประกอบกิจการจำนวน  ๒๖๓  กิจการ จาก  ๔๗๕  กิจการ  เป็นของผู้ประกอบการ ชาวจีน  ไม่ได้จดทะเบียนการค้ากับสำนักงานสรรพากร  และอีก  ๓๘  กิจกรรมกำลังจะถูกปิดลง  เนื่องจากกระทำการผิดกฎหมาย  ดังนั้น  การให้บริการความปลอดภัย  และความมั่นคง ในดินแดน  ชายแดนนี้ต้องกระทำในลักษณะการป้องกัน  ปกป้องดินแดน จากเหตุการณ์เสี่ยงต่างๆ  เช่นกรณีของ  แค้วนสาคาลิน  มีการจัดตั้งกองพันทหารพิเศษ  ในเดือนมีนาคม  ค.ศ.  ๒๐๐๐  เพื่อป้องกันการทำประมงอย่างผิดกฎหมาย  ตามรายงานของ สำนักงานศุลกากร  พบว่า  มากกว่าร้อยละ  ๗๕  ของผลิตภัณฑ์อาหารทะเล ที่ผลิตได้ถูกส่งออกไปยังญี่ปุ่นอย่างผิดกฎหมาย


               ดินแดนชายแดนพบว่าตัวเองได้รับอิทธิพลอย่างมากจากประเทศเพื่อนบ้านที่แข็งแกร่ง  มี ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ความเห็นว่า  แทนที่ดินแดนชายแดนนี้  (ดินแดนทางตะวันออก  และดินแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือ)  จะมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ  กลับกลายเป็นผู้เล่น บทบาทตั้งรับต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศของประเทศเพื่อนบ้าน ที่แข็งแกร่ง  ไม่ว่าจะเป็น  จีน  สหภาพยุโรป  และในระยะยาวแล้วจะพบว่า มีโอกาสที่จะถูกคุกคามทางเศรษฐกิจ


               ดินแดนชายแดนได้รับภาวะกดดันจากภายนอกอันเนื่องมาจากการเข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรงกับ  การเชื่อมต่อทรัพยากร  เทคโนโลยี  ดังเช่นกรณี  ประเทศยูเครนได้เคยระงับการ ส่งไฟฟ้ามายังหมู่บ้าน  ในแค้วนเบรนค์  และยืนยันที่จะรับค่าไฟฟ้าในสกุลเงิน ตรายูเครนเท่านั้น  นอกจากกรณีของแค้วนเบรนค์แล้ว  สาธารณรัฐดาเกสถานยังต้องพึ่งพา การใช้น้ำเพื่อใช้ ในการเกษตรกรรม  โดยนำเข้าน้ำจากประเทศอาเซอร์ไบจาน  ซึ่งมีอำนาจการควบคุมการ ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำซามัวร  จากเหตุการณ์ทั้งหมดนี้  พบว่ามีนัยที่ดินแดนชายแดนนี้้ต้อง  ประสบกับผลกระทบเชิงลบจากประเทศเพื่อนบ้าน  และควรใช้ทรัพยากรที่ตนเองมีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ  เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิด ขึ้นจากต่างประเทศ


               หนึ่งในประเด็น  ที่เป็นที่สนใจและสร้างเป็นหาให้แก่ดินแดนชายแดนเป็นอย่างมากคือ  ช่องว่าง  หรือความแตกต่างของคุณภาพชีวิตของประชากรในดินแดนชายแดนนั้น  และประเทศ ที่พัฒนาแล้วรอบๆ  เห็นได้จากความพยายาม  ความทะเยอทะยานที่จะสร้าง ความร่วมมือร่วมกัน  ระหว่างดินแดน  มีนัย  คือ  คุณภาพชีวิตที่ดีกว่าของประเทศตะวันตก สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้  กับดินแดนต่างๆของรัสเซีย  จากกรณีคำประกาศของรัฐสภา สหภาพยุโรป ในเดือนพฤษภาคม  ๒๐๐๐  ที่ว่า  ในอนาคตอันใกล้นี้  แคว้นนคาลินินกราด  จะเข้าร่วมข้อตกลงพื้นฐานของสหภาพ ยุโรปว่าด้วยการค้าภายในประเทศ  และระหว่างประเทศ   นอกจากนั้นประเทศลิธัวเนียเอง ยังได้แถลงว่า  การใช้นโยบายยกเลิก การหนังสือเดินทางในยุโรปจะไม่ยั่งยืน  ถ้าแค้วนคาลินินกราด  ยังไม่แสดงถึงการเจริยเติบโต ทางเศรษฐกิจ  และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากร  และผู้เชี่ยวชาญจากประเทศ เอสโตเนียได้ชี้แจงว่าอุปสรรคสำคัญในการสร้างความร่วมมือกัน  ระหว่างดินแดนชายแดน  และประเทศเพื่อนบ้านรอบทะเลบอลติก  เนื่องมาจาก  กลุ่มประเทศเหล่านี้ไม่สามารถ หลอมรวมรูปแบบวัฒนธรรม  และการเมืองเข้าด้วยกันได้  ดังนั้นการร่วมเป็นหุ้นส่วน อย่างลงตัวไม่สามารถเกิดขึ้นได้ระหว่างดินแดนต่างๆ  ทางด้าน ความเห็นจากผุ้เชี่ยวชาญ ประเทศฟินแลนด์  พบว่า  บนพื้นฐานทัศนคติของชาวยุโรป  ความจำเป็นลำดับแรกของ การร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพระหว่างดินแดนชายแดนของประเทศฟินแลนด์  และรัสเซีย  ควรตระหนักว่าสิ่งที่เป็นอยู่ในขณะนี้ไม่ได้สะท้อนอนาคตที่สดใส  และก้าวหน้าเท่าที่ควร


               หนึ่งในความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในดินแดนชายแดนนี้มีรากฐานมาจากการอ้างอิงในนโยบายศุลกากร  ของสหพันฐรัฐเป็นอย่างมาก  ดังนั้นการประกาศใช้อัตราภาษีศุลกากรใหม่ จากรัฐบาลกลาง  ใน  เดือนเมษายน  ค.ศ.  ๒๐๐๐  ได้ทำลาย  และส่งผลกระทบอย่างมากต่อธุรกิจขนาดเล็ก  และขนาดกลาง  ในแคว้นอามูร์  และแคว้นอื่นๆ  ที่มีมูลค่าการค้าจำนวนมากกับประเทศจีน  รวมทั้งหน่วยงานของ แคว้นวอลโกกราด  ได้ออกมาวิจารณ์อย่างหนัก  ในการตัดสินใจ ของรัฐบาลกลาง  โดยเก็บภาษีศุลกากรในอัตราร้อยละ  ๒๕  กับ  น้ำตาลทราย ที่นำเข้าจากประเทศยูเครน  แต่ไม่เก็บภาษีศุลกากรจากการนำเข้าสิ่งทอจาก ประเทศยูเครน  จากนโยบายนี้จะส่งผลให้เป็น การทำลายอุตสาหกรรมสิ่งทอในประเทศ  และดินแดนต่างๆ

 

จากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด  จะพบว่า  ดินแดนชายแดนประสบความล้มเหลวในการได้รับ ผลประโยชน์จากโอกาสที่มีอยู่  การลงทุนจากต่างประเทศในดินแดนชายแดนนี้ยังติดลบอยู่   ดินแดนหลายดินแดน ต้องประสบกับปัญหาเศรษฐกิจที่แยกตัวออกไปจากส่วนกลาง  และต่างประเทศ  จนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่มีใคร สามารถยืนยันว่าหน่วยงานต่างๆ  ในดินแดนชายแดนควรจะเพิ่มความเข้มงวด ในการควบคุมการอพยพเข้า  หรือเปิดตลาดในดินแดนต่างๆ  ให้กว้างมากขึ้น  สำหรับนักลงทุนต่างประเทศ  รวมทั้งการขจัด อุปสรรคในการจดทะเบียนการค้าในเมืองใหญ่  และการอำนวยความสะดวกในการเปิดกิจการ  ธุรกิจขนาดเล็ก  ด้วยข้อจำกัด  และความต้องการต่างๆ  ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว  ผู้นำของดินแดน บางคนเห็นด้วย  กับการที่รัฐบาลกลางจะให้สถานะพิเศษถูกต้องตามกฎหมายแก่ดินแดนเหล่านี้

 


 

บทที่    โลกาภิวัฒน์ กับ ๔  ตัวแปรภายใน

 

กระบวนการปรับตัวของรัสเซียเองในการเข้าสู่บทบาทบนเวทีโลก  ค่อนข้างสลับซับซ้อนอยู่พอตัว  อันเนื่องมาจากความแตกต่างทางความคิด  แนวทางในการปรับตัว  ท่ามกลางปัจจัยภายในต่างๆ   และต่อจากนี้จะได้อธิบายในรายละเอียด

 

๑.  รัฐบาลกลาง

 

ไม่ว่าทั้งบอริส  เยลท์ซิน  และวลาดีเมียร์  ปูติน  ไม่เป็นมิตรต่อการผลักดันประเทศในการตกลงความร่วมมือ ระหว่างประเทศ  และผลักดันประเทศให้เป็นส่วนหนึ่งของโลก  แต่กระนั้น  สงครามโคโซโว  และการขยายอำนาจนาโต้มายังประเทศตะวันออก  ได้ขยายความรู้สึกท่ามกลางผู้นำของรัฐบาลกลางรัสเซีย  ที่ว่า  โลกาภิวัฒน์  คือ  รูปแบบที่มีสหรับอเมริกาเป็นผู้นำในการนำประเทศที่ยังไม่ได้รับเอาโลกาภิวัฒน์ อย่างรัสเซีย  เข้าสู่เวทีโลก  และต่อมามีความพยายามอย่างมากในรัสเซีย  เพื่อที่จะตีความ  โลกาภิวัฒน์  โดยโลกาภิวัฒน์ในทาง  ประเทศตะวันตกแล้่ว  หมายถึง  การเสริมสร้างอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจ  และการเมืองแก่ชนชั้นนำ  ภายใต้การจำกัดภายในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นสูง  และความแข็งแกร่ง ทางทหาร  แต่เนื่องจากรัสเซีย  ยังอยู่ในกระบวนการการสร้างชาติ  ดังนั้นแนวความคิดในการกระจายอำนาจ อาจจะขัดแย้งกับความกลัวที่เกิดขึ้น  อันเนื่องมาจากความพยายามออกห่างจากรัฐบาลกลางของดินแดนต่างๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งดินแดนสัดส่วนการมี ส่วนร่วมทางการเมืองในระดับสูง

 

รัฐบาลสหพันธรัฐเล็งเห็นว่าบทบาทของรัสเซียในเวทีโลกยังเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องพิจารณาขณะนี้  อันเนื่องมาจากเหตุผล    ประการ  คือ 

 

๑.)  ภูมิหลังภายในประเทศ  สำหรับแนวคิดหลักของโลกาภวัฒน์  มีรากฐานที่ฝังแน่นมาจากประเทศตะวันตก  โดยนิยามโลกาภิวัฒน์  คือ  กำแพงที่พังทลาย,  โลกที่ไร้กำแพง,  รัฐฐาธิปัตย์ที่แตกสลาย  หรือความหมายอื่นๆ  ซึ่งไม่เป็นที่พอใจนักสำหรับนัการเมืองทั้งหลายของรัสเซีย  ในรัสเซียแล้ว  บ่อยครั้ง  โลกาภิวัฒน์ถูกตีความว่าเป็นตัวการที่ทำลาย  ขัดขวางการรวมตัวกันของดินแดนต่างๆในประเทศ   รัฐบาลกลางเองได้ตอบโต้โลกาภิวัฒน์โดยการยอมรับการมีส่วนร่วมของหน่วยงานที่ ไม่ใช่องค์กรของรัฐ ในระดับสูง  เช่น  เอ็นจีโอ  สำนักงานของดินแดนต่างๆ  เทศบาลเมือง  เป็นต้น  ในการเข้ามาทำหน้าที่ร่วมกับรัฐ  แต่มีผู้คนส่วนน้อยในเครมลิน  สงสัยเกี่ยวกับข้อสมมติของรัฐฐาธิปัตย์  คือ  แนวทางพื้นฐานในการเข้าใจการจัดการชีวิตทางสังคมสมัยใหม่  และให้บริการสินค้าสาธารณะ  เนื่องจากโลกาภิวัฒน์ได้ทำให้เครื่องมือในการดำเนินนโยบายของประเทศได้อ่อนแอลง ดังนั้นรัฐบาล สหพันฐรัฐพบการคุกคามจากโลกาภิวัฒน์ในบางเวลา

 

การรับรู้  “โลกาภิวัฒน์”  ของชาวรัสเซีย  ได้เผยให้เห็นช่องว่างที่เกิดขึ้นระหว่างรัสเซีย  และประเทศ ทางตะวันตก  ช่องว่างที่ว่านี้สามารถอธิบายไ้ด้วยความจริงที่ว่า  ในบริบทของประเทศตะวันตกแล้ว  ส่วนสำคัญ ที่สุดของ  โลกาภิวัฒน์  คือ  ผู้เล่น  และตัวแทนทางสังคม  มากกว่าที่จะเป็น  “รัฐ”  เช่น  กลุ่มพันธมิตรทางธุรกิจ  กลุ่มพันธมิตรผู้ผลิต  บริษัทเอกชน  เป็นต้น  ในความเป็นจริงแล้ว  พบว่า  โลกาภิวัฒน์  เป็นบทประยุกต์ของ  ทฤษฎีการค้าเสรี  สู่  การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  ดังนั้น  จึงพึ่งพากับบทบาทการแลกเปลี่ยนทาง เศรษฐกิจของภาคเอกชน  จะเห็นได้ว่านี่ไม่ใช่เพียงกรณีรัสเซียเท่านั้น  ที่ภาคเอกชนยังไม่ได้รับการพัฒนา  แต่สิ่งเหล่านี้กำลังก่อตัวไปทั่วโลก

 

๒.)  สาเหตุนี้พบได้จากการพัฒนาในพื้นที่  หรือประเทศอื่นๆ  รอบโลก  อันเนื่องมาจากการปรากฏขึ้นของ สังคม  การเมือง  และเศรษฐกิจรูปแบบใหม่  ซึ่งมีความสัมพันธ์เป็นกลางกับเขตทางภูมิศาสตร์  จะพบว่า  เอกลักษณ์ของดินแดนนั้นยังคงเป็นบทบาทสำคัญในการก้าวสู่เวทีสากล  ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน ในกรณีนี้  คือ  การเกิดขึ้นของรัฐใหม่,  การขัดแย้งของแนวเส้นเขตแดน,  ความวิตกกังวลกับการอพยพ เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย  เป็นต้น  ท่ามกลางภาวะที่ช่องว่างทางสังคม  เศรษฐกิจ  การเมือง  ที่กว้างขึ้น  และกว้างขึ้นทุกวันนี้  ระหว่างประเทศที่ไม่ใช่ประเทศตะวันตก (จีน,  อิรัก,  อิหร่าน,  ลิเบีย,  อินเดีย,  เป็นต้น)  และประเทศตะวันตก  กลายเป็นสิ่งที่ท้าทาย  และคำถามสำหรับรัสเซียในการรับเอาโลกาภิวัฒน์

 

 

๒.)  ดินแดนต่างๆ

 

เป็นที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง ที่ผู้มีอำนาจในการบริหารเหนือดินแดนจำนวนมาก  สามารถพัฒนา ไปยังจุดที่เสรีมากขึ้น  โดยเปรียบเทียบกับรัฐบาลกลาง  ในการสร้างความสัมพันธ์กับต่างประเทศ   พบได้ชัดเจนในกรณี  เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก,  แคว้นนิจนีนอฟโกรอด,  แคว้นสามารา,  แค้วนนอฟโกรอด  และสาธารณรัฐตาตาร์สถาน  ดินแดนเหล่านี้เป็นผู้บุกเบิกในการนำเสนอ  กฎหมายในการจูงใจการลงทุนจาก นักลงทุนชาวต่างประเทศ  ตามที่ผู้ว่าการเมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์กสคนก่อนหน้า  นายอนาโตลี  ซอบชัค ซึ่งเป็นที่โด่งดังในเรื่องความคิดเสรีภาพ  รัฐบาลของซอบชัค  เมื่อ  ค.ศ.  ๑๙๙๓  ได้เซ็นต์บันทึกข้อตกลงร่วมมือ ทางเศรษฐกิจกับ ประเทศคอมมิวนิสต์เก่ามากมาย  รวมทั้งประเทศลิธัวเนีย  และประเทศบัลแกเรีย  ขณะที่รัฐบาล กลางยังเริ่มได้เล็กน้อย  คณะผู้บริหารของแค้วนนอฟโกรอด  ละเลยกับข้อบังคับของรัฐบาลกลาง  โดยบังคับใช้  กฎหมายใหม่ในการถือครองที่ดิน  ซึ่งอนุญาตให้ชาวต่างชาติสามารถเช่าที่ดินได้เป็นเวลา  ๔๙  ปีต่อครั้ง  ด้วยเหตุผลที่ชัดเจน  คือ  ดินแดนต่างๆ  ไม่สามารถรับได้กับกฎหมายที่อำนวยความสะดวกกับบางดินแดน  ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับนักการเมือง  ขณะที่ดินแดนเหล่านี้ได้ตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจน  คือ  การเติบโตทางเศรษฐกิจ  และพยายามกระตุ้น ให้เศรษฐกิจผูกกับเศรษฐกิจของต่างประเทศ

 

ตัวอย่างอันชัดเจน  เช่น  ดินแดนที่ไม่พอใจกับการเรียบเก็บอัตราภาษีศุลกากรในระดับสูง  โดยรัฐบาลกลาง  และความพยายามกีดกันไม่ให้มีการเซ็นข้อตกลงความร่วมมือกันในระดับดินแดน  บ่อยครั้งที่ประกอบการในดินแดนเหล่านี้ต้องประสบกับภาวะที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ  จากเครื่องมือที่นำเข้ามาจากหุ้นส่วนทางตะวันตก  เนื่องมาจาก  ระดับอัตราภาษีศุลกากรที่เรียกเก็บกับ เครื่องมือเหล่านี้อยู่    ระดับสูงถึง  ร้อยละ  ๓๐  ของมูลค่าเครื่องมือ  ผู้บริหารดินแดนเหล่านี้จึงวิจารณ์รัฐบาลกลางอย่างหนักหน่วง ที่ให้ความสนใจในการสร้าง ฐานะทางการคลังที่แข็งแกร่ง  แต่ไม่ใส่ใจต่อความต้องการทาง เศรษฐกิจของดินแดนนั้น

 

นอกจากนั้นดินแดนต่างๆ  พยายามเรียกร้องให้รัฐบาลกลางให้ความสนใจกับประเด็นนิเวศวิทยา    สามารถสะท้อนได้จากตัวอย่างดังนี้  คือ  ผู้บริหารของแคว้นคีรอฟ  ได้แต่งตั้งคณะกรรมการในการควบคุม การนำเข้าสารเคมีเพื่อการผลิตอาวุธเข้ามาในแคว้นคีรอฟ  นอกจากนั้นประเด็นของการรักษาความปลอดภัย ให้แก่ประชากรในสังคม  และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม  กลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งลำดับแรก  ในการบริหารของรัฐบาลดินแดนต่างๆ  เหมือนกันนั้น  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ  และสิ่งแวดล้อมของสาธารณรัฐโคมิ  ได้ตั้งโปรแกรมการวิจัยทางนิเวศวิทยาในศึกษาผลกระทบอันเนื่องมาจาก  การทดลองขีปนาวุธรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม

 

ความแตกต่างระหว่างกลยุทธ์ภูมิศาสตร์การเมืองของรัฐบาลกลาง  และกลยุทธ์ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ ของรัฐบาลดินแดนต่างๆ  ถูกเรียกว่า  “หนีรถถัง  ปะตลาด,”  หรือ  “นักรบ  ปะทะ  พ่อค้า”  ความแตกต่างระหว่าง ทั้งสองกลยุทธ์เห็นได้ชัดเจนในดินแดนชายแดน  ความเห็นนี้เป็นที่แพร่หลาย ท่ามกลางผู้เชียวชาญ  ที่ว่า  ความ พยายามส่งเสริมหน้าที่เป็นช่องทางติดต่อของดินแดนชายแดน  จะกลายเป็นแนวโน้มสำคัญที่เห็นได้ชัดเจน  เช่นกรณีชายแดนทางด้านตะวันตก  โดยเฉพาะส่วนที่ติดต่อกับ ประเทศนอร์เวย์  และประเทศฟินแลนด์  รวมทั้ง  ชายแดนทางด้านตะวันออก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่ติดต่อกับประเทศจีน

 

ขณะเดียวกันนั้น  จะพบว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้แคว้นคาลินินกราดต้องประสบกับภาวะถดถอย ทางเศรษฐกิจมากกว่ารัสเซียเอง  เมื่อ  ค.ศ.  ๑๙๙๑  เนื่องมาจากความสนใจของกรุงมอสโก ในการใช้วิธีการเจรจา ทางการทหาร  รวมทั้งคำตอบในประเด็นความปลอดภัยระหว่างรัสเซีย  และประเทศรอบทะเลบอลติก  ด้วยเหตุนี้เอง  ได้ชะงักความสนใจของชาวยุโรปที่จะเข้ามาลงทุน  รวมทั้งมีการยับยั้งการเจรจาที่เริ่มอยู่ก่อนแล้ว เช่น  การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจเสรี  นอกจากนั้นนโยบาย ทางเศรษฐกิจเองไม่ได้เอื้อประโชยน์ต่อชาวรัสเซียเอง  ความสนใจของคนชนบท  รัฐบาลกลางได้เรียกเก็บ ภาษีศุลกากรในอัตราที่สูงกับสินค้าที่มาจากประเทศเอสธัวเนีย  เข้าสู่แคว้นปสคอฟ  เพื่อเป็นการลงโทษ แคว้นปสคอฟในการพยายามสร้างบทบาทเป็นประตูสู่ยุโรปเหนือ


รัฐบาลกลางให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ  เห็นได้จากความขัดแย้งในความสนใจ  ในกรณีนี้  การสร้างดินแดนขึ้นใหม่  จึงเป็นคำตอบที่ชัดเจน  และท้าทายต่ออำนาจรัฐ  แต่อย่างไรก็ตามยังมีการโต้เถียง ในประเด็นของระดับอำนาจระหว่างรัฐบาลกลาง  และดินแดน  ที่ฝังลึกอยู่ในโครงสร้างทางสังคมของรัสเซียมา ช้านาน  และเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้  จึงเป็นเรื่องปกติที่รัฐบาลกลางจะคิด  และกระทำในลักษณะรูปแบบ  “ความสนใจที่สำคัญของประชาชน”,  “ความเคารพ  ให้เกียรติชนในชาติ”  ขณะเดียวกันรัฐบาลของดินแดนต่างให้ความสนใจ กับกลยุทธ์การอยู่รอดทางเศรษฐกิจ  ใบบริบทที่กว้างขึ้น  คือ  บริบทระหว่างประเทศ  รวมทั้งยังนำแนวคิดความปลอดภัย  และมั่นคงของเมืองมาใช้ด้วย 

 

นอกจากนั้นควรทำความเข้าใจเบื้องต้น  เกี่ยวกับสภาพความเป็นจริงที่สำคัญในขณะนี้  คือ  ๑.)  กลยุทธ์ภูมิศาสตร์  เศรษฐกิจของดินแดน  เป็นช่วงที่เพิ่งตั้งไข่  นั่นคือ  เพิ่งเริ่มต้น  เพิ่งสร้างแนวโน้มที่ชัดเจน  การร่วมมือระหว่างกัน  และการเหลื่อมทับกันไม่ว่าจะเป็นประเด็น  ระบบนิเวศ  ภูมิศาสตร์การเงิน  หรือ  ภูมิศาสตร์เกษตรกรรม  ๒.)  แนวคิดเกี่ยวกับภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ  ยังไม่เป็นที่แพร่หลายในหมู่ชนชั้นนำของดินแดนต่างๆ  ในรัสเซีย  แนวทาง ในการดำเนินการภูมิศาสตร์เศรษฐกิจยังมีอุปสรรคขัดขวางอยู่หลายประการ  คือ  ก.)  แนวคิดของภาระกิจของดินแดนยังไม่ชัดเจน  อ่อนแอ  ไม่มีวิสัยทัศน์   ยึดติดกับรูปแบบเดิม  ข.)  ความร่วมมือเชิงลบระหว่างกลุ่มผู้บริหารรัฐบาลดินแดน  เช่น  การป้องกันอุตสาหกรรม ภายในดินแดนจากภาวะ การแข่งขันจากภายนอก  เห็นได้ชัดว่า  ตัวกำหนดโลกาภิวัฒน์  ยังไม่มีความแข็งแกร่งพอที่จะชี้นำการตัดสินใจ เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจต่างประเทศ  ๓.)  ไม่ควรคาดหวังว่า  การดำเนินกลยุทธ์ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ  ของดินแดนจะปราศจากความรุนแรง   ความขัดแย้ง  ในการนำภูมิศาสตร์เศรษฐกิจมาใช้เป็นกลยุทธ์  ดินแดนต่างๆ  ควรที่จะเรียนรู้มันให้ดี  และเตรียมตัวที่จะรับมือกับ  “สงครามภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ”,  “อาวุธภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ”  และ  “การขยายลัทธิภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ”  เป็นต้น

 

การดำเนินนโยบายทางการทูตของดินแดนต่างๆ  ได้สร้างภาวะยุ่งยากแก่รัฐบาลกลาง  อันเนื่องมาจาก เหตุผล  ดังนี้ 

 

๑.)  บทบาทของผู้นำดินแดนต่างๆ  ในเวทีระหว่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  ซึ่งอาจ ต่อต้านแนวทางภูมิศาสตร์การเมืองของรัฐบาลกลาง  รวมทั้งกฎระเบียบระหว่างประเทศ  ดังนั้นสาธารณรัฐ บัชคอร์โตสถาน  และสาธารณรัฐฮาคาซียา  โดยมีกฎหมายระหว่างประเทศที่ บางส่วนมาจากของรัฐจอร์เจีย  สหรัฐอเมริกา  

 

๒.)  เกิดความหวาดกลัวขึ้นท่ามกล่างปัญญาชน  และนักการเมือง  ที่ว่า  การดำเนินนโยบาย ต่างประเทศของดินแดน  โดยไม่สามารถควบคุมได้  ในระยะยาวแล้วอาจก่อให้เกิดการแยกตัวออกจากสหพันฐรัฐ  เห็นตัวอย่างรูปธรรมที่ชัดเจนคือ  ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกลาง  และชนชั้นนำของดินแดน  ในประเด็นการ ปฏิเสธหลายครั้ง ของสภาสูงแห่งสหพันฐรัฐในการผ่านกฎหมายว่าด้วย  ความพยายามรักษา  ส่งเสริม  สนับสนุน การรวมเป็นหนึ่งเดียวของดินแดนต่างๆของรัสเซีย  ซึ่งได้ให้อำนาจแก่หน่วยงานของรัฐบาลกลาง ในการประกาศ  ดินแดนนั้น   ให้เป็นพื้นที่ที่ไม่สามารถควบคุมได้เป็นการชั่วคราว  และยังใช้อำนาจในการบังคับใช้กฎหมายใน ดินแดนนั้น  เพื่อนำมาสู่ภาวะปกติ  

 

๓.)  รัฐบาลกลางแห่งสหพันรัฐได้วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วงในกรณี  บทบาทบนเวทีโลกของการเมือง ในดินแดนต่างๆ  ทำให้กระบวนการการดำเนินนโยบายต้องประสบกับ ความยุ่งยาก  และสร้างอุปสรรคต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลกลาง    จุดนี้เป็นการยากที่จะ ชัดจูง  เนื่องจาก  ประชาธิปไตย  คือ  การแข่งขันของสถาบัน  ที่ไม่จำกัดจำนวนผู้เล่นทางการเมือง  ดังนั้น  จากการวิพากษ์วิจารณ์ของรัฐบาลกลาง  สามารถกล่าวได้ว่า  การดำเนินนโยบายต่างประเทศควร ได้รับการส่งเสริม และสนับสนุนอย่างกว้างขวาง  และส่งเสริมให้นำมาปฏิบัติ  ส่งผลเป็นรูปธรรม  อย่างน้อยก็ในช่วงเวลา ที่ประกาศใช้  ในความเป็นจริงแล้ว  การดำเนินกลยุทธ์ระยะยาว สำหรับการดำเนินนโยบายต่างประเทศของ รัสเซียต้องได้รับการขัดเกลา  และประเด็นที่สำคัญ ลำดับแรกก็ถูกสับเปลี่ยนไปเรื่อย  ขณะที่ความเป็นไปได้ของ ภาวะต่างๆเป็นที่ถกเถียงอย่างมาก  ไม่ว่า  การตกลงความร่วมมือกันเพื่อความปลอดภัยกับประเทศจีน  การเข้าร่วมองค์กรของประเทศเซอร์เบีย  การเผชิญหน้ากับนาโต  เป็นต้น

 


๓.  ดินแดนขนาดใหญ่

 

โครงการการสร้างดินแดนขนาดใหญ่  เป็นส่วนหนึ่งของวาระทางการเมืองของรัสเซียในทศวรรษที่  ๑๙๙๐  แนวความคิดนี้ถูกพฒนาขึ้นโดย  พรรคยาโบลโก  เพื่อผลักดัน  ส่งเสริม  การให้ความสำคัญกับ  จุดรวมของการพัฒนาดินแดน  ให้กลายเป็นศูนย์กลางของดินแดนขนาดใหญ่ทั่วรัสเซียในอนาคต  หนึ่งในข้อสนับสนุนที่สำคัญ  คือ  ส่วนใหญ่ของดินแดนขนาดเล็กมีสถานะทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ  ดังนั้นไม่ สามารถทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้  สร้างเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งได้  รวมทั้งไม่สามารถค้นหาจุดเด่นของตัวเองใน ตลาดโลกได้  ซึ่งต่อมานายปรีมาคอฟ  นายกรัฐมนตรีของรัสเซียเองยังมีความเห็นสอดคล้องกับความคิดนี้


ความพยายามเริ่มต้นในการที่จะนำเอาแนวคิดองค์กรระหว่างดินแดน  กลับไปยังต้นทศวรรษ  ๑๙๙๐  เมื่อผู้นำของสหพันธรัฐ  พยายามสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจ  ตัวอย่างเช่น  ข้อตกลงไซบีเรียน   ข้อตกลงวอลก้า  เป็นต้น  แต่อย่างไรก็ตาม  องค์กรเหล่านี้ประสบความล้มเหลว ในการเป็นทำหน้าที่บทบาททางการเมือง  และกำลังขาดการร่วมมือมากขึ้นเรื่อยๆ  เนื่องด้วยความไม่ชัดเจน ในประเด็นกฎหมาย  และความขัดแย้งหลาย ประการระหว่างดินแดน

 

ในเดือนพฤษภาคม  ค.ศ.​​  ๒๐๐๐  นายปูตินก้าวสู่การดำรงตำแหน่ง ประธานาธิบดีคนใหม่ทำให้แนวคิดเก่า  ในการเปลี่ยนแปลงระบบทั้งหมดของดินแดนต่างๆของรัสเซีย ถูกนำมาใช้อีกครั้ง  ตามคำประกาศของ ประธานาธิบดี  ลงวันที่  วันที่  ๑๓  พฤษภาคม  ค.ศ.  ๒๐๐๐  ได้กำหนด    เขตการปกครองตามสหพันธรัฐ  แต่ละเขตการปกครองจะควบคุมโดยตัวแทนประธานาธิบดี  เขตการปกครองดินแดนที่เกิดขึ้นใหม่นี้เกิดขึ้น พร้อมกับเขตการปกครองทางทหาร  และ    คน  จาก    คนที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทน   ดำรงตำแหน่งนายพล   จากที่กล่าวมาข้างต้น  นำไปสู่สมมติฐานที่ว่า  ประเด็นความมั่นคง  และความปลอดภัย  เป็นประเด็นสำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้  ขณะที่ปูตินเองเรียกการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ว่า  การปฏิรูปการบริหารแห่งรัฐ  ภายใต้การปกครอง ระบอบประธานาธิบดี    และเป็นที่ชัดเจนว่าผลลัพธ์จากการ กระทำครั้งนี้จะส่งผลกระทบหลักต่อ รัฐแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย  การปกครองโดยตัวแทนประธานาธิบดีจะใช้ ทรัพยากรที่มีอยู่ในการควบคุม เขตการปกครอง  และตัวแทนเหล่านี้อาจเพิ่มบทบาททางการเมืองมากขึ้น  และกลายเป็นผู้เฃ่นสำคัญ มากกว่ารัฐแห่งสหพันธรัฐทั่งเวทีในประเทศ  และนอกประเทศ

 

 

๔.  เมืองใหญ่

 

ถ้าให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลางและดินแดนต่างๆ  ถูกพิจารณาในรูปแบบของภูมิศาสตร์การเมือง  และภูมิศาสตร์เศรษฐกิจแล้ว  ข้อถกเถียงระหว่างดินแดนและหน่วยงานของเมืองต่างๆ  คงอยู่บนพื้นฐาน ของประเด็นกระบวนการการกระจายอำนาจ  และการจัดสรรทรัพยากรที่ยังไม่เรียบร้อย  โดยตามสถาบัน ทางการ เมืองแล้ว  การปกครองตนเองของท้องถิ่น  ไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบอำนาจแห่งรัฐ  ด้วยเหตุนี้และเชิงประจักษ์ในการแข่งขันการเลือกตั้งผู้บริหารสูงสุด  เป็นการเปิดทางเข้ามามี บทบาททางการเมือง  และสนับสนุนการท้าทายอำนาจของผู้ว่าการของเมือง

 

ตั้งแต่ปี  ค.ศ.  ๑๙๙๘  รัสเซียเข้าร่วมปฏิณญาแห่งสหภาพยุโรปว่าด้วยการปกครองตนเองของท้องถิ่น  ทำให้เมืองได้รับกรอบกฎหมายสำคัญในการทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศ  ตั้งแต่การเข้าเป็นสมาชิก สภาสหภาพยุโรป  ปี ค.ศ.  ๑๙๙๖  รัสเซียได้ให้ปฏิณญาในการปฏิบัติตามกฎว่าด้วยเมืองที่ประกาศใช้ในปี  ค.ศ.  ๑๙๙๒  โดยทำให้การส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองระดับรากหญ้า  เป็นประเด็นการพิจารณา ระหว่างประเทศ

 

การปกครองตนเองของท้องถิ่น  อันแสดงถึงการก่อตั้ง  และการปรากฏของระบอบประชาธิปไตย อย่างแท้ จริง  ได้รับทั้งความสนใจ  และการช่วยเหลือทางการเงิน  จากกลุ่มเอ็นจีโอต่างประเทศ  เช่น  กองทุนโซรอส  ได้จัดตั้งโครงการ  “เมืองเล็กในรัสเซีย”  โดยมีวัตถุประสงค์  เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในระดับรากหญ้า  ในการบริหารจัดการตัวเอง  และช่วยเหลือเมืองที่ไม่ได้ ปกครองในรูปแบบศูนย์กลางเข้ามามีส่วนร่วม  ในสังคมอินเตอร์เน็ตระดับโลก  นอกจากนั้่นกองทุนอเมริกัน  ยูเรเชีย  โดยสำนักงาน     กรุงมอสโก  มีการสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการพิเศษ  สำหรับการปกครองตนเองของท้องถิ่น  และสถาบันวิจัยไตรเองเกล  ทำงานภายใต้องค์กรยูเซด  ได้ร่วมมือกับสถาบันเมืองแห่งรัสเซีย  ในการดำเนินโครงการจำนวนมากมาย  เพื่อที่จะ  รายงานความคืบหน้า  สถานะทางการเงินของเมือง  และทำประชาพิจารณ์ในประเด็นงบประมาณ

 

เมืองหลักๆ  ของรัสเซียมีความพร้อมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน  ความจำเป็นพื้นฐานต่างๆ ในการก้าวสู่ บทบาทเวทีโลก  เมืองเหล่านี้มีทั้งระบบการคมนาคมขนส่ง  และเครือข่ายการติดต่อสื่อสาร  การบริการ  การธนาคาร  และอุตสาหกรรม  เป็นต้น  ร้อยละ  ๖๐ – ๙๐  ของบริษัท  หรือกิจการที่เป็นของต่างชาติตั้งอยู่ในเมืองใหญ่  โดยเฉพาะสองเมืองใหญ่ของรัสเซีย  คือ  มอสโก  และเซนต์ปีเตอร์สเปิร์ก  และบ่อยครั้งถูกหมายถึงประตูสู่โลกาภิวัฒน์ที่มีพลวัตสูง  ดังนั้นจึงไม่เป็นที่แปลกใจที่  นายลูซคอฟ  กลายเป็นบุคคลที่มีประวัติทางการเมืองสูง  และเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

 

บทบาทของเมืองที่ผูกเศรษฐกิจไว้กับการพัฒนาเศรษฐกิจของต่างชาติมีความสำคัญอย่างยิ่ง  เช่น  ผู้บริหารของดินแดนครัสโนดาร์  และแคว้นยารอสลัฟล์  เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษภายในเขตเมือง 

 

เมืองยังมีบทบาทสำคัญในการนำประเทศสู่ความเป็นสากล  อารยะประเทศ  ทัดเทียมนานาประเทศ  เนื่องมาจากที่ว่าปัจจุบันนี้  นายกเทศมนตรีเมืองหลายเมืองเป็นคนวัยหนุ่ม  อายุน้อย  มีความคิดที่เปิดเสรีภาพ มากขึ้น  มากกว่าผู้ว่าการ  และยังมีความเฉลียวฉลาดมากกว่า  รวมทั้งยังได้รับการสนับสนุนจาก  กลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก  และขนาดกลาง  บุคคลเหล่านี้เป็นบุคคลที่ก่อร่างสร้างตัวมาด้วยตัวเอง  เป็นกลุ่มประชาธิปไตย  ที่ไม่ได้รับอิทธิพลจากลัทธิคอมมิวนิสต์

 

ขอขอบใจผู้สนใจทุกท่าน

 


Read Full Post »

แนวทางการทำงานบอล

triamboy

 

หลังจากที่ข้าพเจ้าได้นำเสนอเรื่องราวงานบอลที่เกิดขึ้น  ผ่านการเรียบเรียงงานเขียนในอดีตของข้าพเจ้าเองในบทความเรื่อง  “ครั้ง 1 ของคน 1 คน กับอีกงาน 1 : ย้อยมอง “คุณค่า” ผ่านงานบอล”  เมื่อวันที่  19  มกราคมไปแล้วนั้น  ข้าพเจ้าได้พยายามทบทวนสิ่งอื่นที่เกิดขึ้นหลังจากเวลานั้น  แล้วได้พบว่า  หลังจากนั้นเป็นเวลา  2  เดือน ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเขียนงานขึ้นมาอีกงานหนึ่งเพื่อส่งมองให้กับน้องๆ  ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบในรุ่นถัดมา  และใช้ประกอบการสัมมนาถ่ายทอดงานขององค์การบริหารสโทสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชุดใหม่อีกด้วย

 

บทความชิ้นนี้นำเสนอข้อสรุปเบื้องหลังของการวางแผนการทำงานบอลตามการรับรู้ของข้าพเจ้า  (ผู้เขียน)  เองในฐานะเป็นบุคคลคนหนึ่งที่เป็นเจ้าของงานบอลร่วมกับอีกหลายชีวิต  

 

ความมีดังนี้

 

 


  

 

แนวทางการทำงานบอล

 

การจัดโครงสร้างงานบอล


การจัดโครงสร้างการดำเนินงาน  และการจัดการประสานงานภายใน  ได้แก่ทีมงาน  มหา -วิทยาลัย  และสมาคมนิสิตเก่าฯ  รวมทั้งการจัดการประสานงานภายนอก  ได้แก่  ทีมงานธรรมศาสตร์  และสมาคมศิษย์เก่าธรรมศาสตร์  โดยทั่วไปแล้วเป็นการกำหนดหน้าที่  ภาระงาน  และขอบเขตความ รับผิดชอบของสมาชิกแต่ละคนภายในงานบอล  เพื่อให้สมาชิกแต่ละคนสามารถปฏิบัติงานได้ตรงตาม หน้่าที่ที่ได้รับมอบหมาย  การจัดโครงสร้างงานบอลที่เหมาะสมทำให้การดำเนินงานของงานบอลเป็น ไปตามแผนงานที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพ  และบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ในที่สุด

 

ปัจจัยที่นำมาพิจารณาในการจัดโครงสร้างงานบอล

 

การจัดโครงสร้างงานบอลในแนวตั้ง

 

๑.)  เอกภาพของหัวหน้างาน (การบังคับบัญชา)  นั่นหมายถึง  หลักการที่กำหนดให้ผู้ใต้บังคับ บัญชามีผู้บังคับบัญชาในระดับเหนือตนเองขึ้นไปเพียงคนเดียว  (ในกรณีประธานคู่ก็เช่นกัน  ประธานคู่ มีคำสั่งงานเดียวกันเป็นข้อสรุป)  ที่จะมีอำนาจ  ในการสั่งงาน


๒.)  บทบาท  (หน้าที่)  อำนาจ  และความรับผิดชอบ  ทีมงานหลัก  (ผู้บริหาร)  จะเป็นผู้กำหนด ขอบเขตอำนาจ  หน้าที่  และความรับผิดชอบให้กับคนช่วยงาน  (ผู้ใต้บังคับบัญชา)


๓.)  ช่วงของการควบคุม  โดยกำหนดจำนวนทีมงานช่วยงาน  (ผู้ใต้บังคับบัญชา)  ที่หัวหน้า งาน  (ผู้จัดการ)  จะสามารถอำนวยการ  สั่งงาน  และดูแลควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ


๔.)  อำนาจการตัดสินใจที่ศูนย์กลาง  และการกระจายอำนาจการตัดสินใจไปสู่ทีมงาน  (ผู้ใต้ บังคับบัญชา  รวมทั้งพนักงานระดับล่าง)  การดึงอำนาจการตัดสินใจไว้ที่ศูนย์กลางนั้น  หัวหน้างาน  หรือทีมหัวหน้างาน  (ผู้บริหาร)  จะมีอำนาจในการตัดสินใจปัญหาของงานบอล   รวมทั้งข้อสรุปสำคัญ  โดยไม่มอบอำนาจการตัดสินใจให้กับทีมช่วยงาน  (ผู้ใต้บังคับบัญชา)  ส่วนการกระจายอำนาจการ ตัดสินใจไปสู่ทีมงาน  (ผู้ใต้บังคับบัญชา  รวมทั้งพนักงานระดับล่าง)  นั้นเป็นการมอบอำนาจในการ ตัดสินใจปัญหาของงานบอลในบางเรื่องให้กับทีมงานสามารถตัดสินใจเองได้  การจัดโครงสร้าง งานบอลที่เหมาะสม  หัวหน้างาน  หรือทีมหัวหน้างาน  (ผู้บริหาร)  ต้องพิจารณาการดึงอำนาจ  และการกระจายอำนาจในการตัดสินใจไปสู่ระดับล่างอย่างเหมาะสม

 

การจัดโครงสร้างงานบอลในแนวนอน


๑.)  การแบ่งงานกันทำ  แบ่งความรับผิดชอบให้กับทีมงานในหน่วยงาน  ฝ่ายเดียวกัน อย่างเหมาะสม


๒.)  การจัดแผนกงาน  เป็นกระบวนการจัดกลุ่มงานที่ต้องทำร่วมกันเข้าไว้ในฝ่าย  หรือแผนก เดียวกัน  เพื่อให้งานบอลทำงานบรรลุเป้าหมายที่วางไว้อย่างดีที่สุด  โดยมีปัจจัยที่นำมาพิจารณาในการ จัดแผนกงาน  ดังนี้


              การแบ่งโดยพิจารณาหน้าที่ในงานบอล  อาทิ  ประสานงานกับสมาคม

              การแบ่งโดยพิจารณากิจกรรมของงานบอล  อาทิ  การแสดง  พาเหรด

              การแบ่งโดยพิจารณาที่ตั้งของคณะ  หน่วยงานในมหาวิทยาลัย

              การแบ่งโดยพิจารณาหน่วยงานที่ต้องประสานงาน  ติดต่อ

 

ขั้นตอนการจัดโครงสร้างงานบอล


ขั้นที่  ๑.)  การวิเคราะงานต่างๆ  ที่ต้องกระทำ  เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของงานบอล  ซึ่งจะนำมาใช้ในการกำหนดหน้าที่  ภาระงาน  และความรับผิดชอบ


ขั้นที่  ๒.)  การพิจารณาว่าใครจะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ดังกล่าว  ซึ่งจะนำมากำหนดตำแหน่งงาน


ขั้นที่  ๓.)  การจัดรวมงานเป็นกลุ่ม  เพื่อจะนำมากำหนดเป็นฝ่าย  แผนก


ขั้นที่  ๔.)  กำหนดวิธีการรายงานผลการปฏิบัติงาน  และการสั่งงาน  อาทิ  การจัดสายการสั่งงาน  (การบังคับบัญชา)  ภายในโครงสร้างงานบอล    การประชุมทีม  การประชุมใหญ่

 

การอำนวยการ

 

การอำนวยการนั้นเป็นกระบวนการที่ผู้นำ  หรือทีมของหัวหน้างาน  (ผู้จัดการ)  ใช้หน้าที่ที่ได้ รับอำนาจ  มอบหมาย  กอปรกับความสามารถของตนในการชักจูงให้ทีมงานปฏิบัติตามแนวทางการ ทำงานตามที่ได้วางแผนไว้  ให้ดำเนินไปในทิศทางที่เหมาะสม  และบรรลุเป้าหมายของงานบอล ในสุดท้าย  ผู้นำที่ประสบผลสำเร็จไม่ใช่มีความสามารถแค่เป็นคนจัดการที่ดี   แต่มากกว่านั้นต้องมี ความสามารถในการนำผู้ช่วยงาน  ผู้ร่วมทีม  (ผู้ใต้บังคับบัญชา)  ให้ปฏิบัติงานตามที่ตนต้องการ  และเป้าหมายของงานบอลได้ด้วย  โดยปกติแล้วการนำเป็นหน้าที่ที่สำคัญอย่างหนึ่งของกาสรจัดการ  คือ  การอำนวยการ  และการประสานความร่วมมือกับบุคคลต่างๆ  ที่เป็นสมาชิกของงานบอล  ซึ่งรวมถึงหน้าที่ต่างๆ  อาทิ  การจูงใจผู้ช่วยงาน  ทีมงาน  (ผู้ใต้บังคับบัญชา)  การออกคำสั่ง ปฏิบัติงานด้านต่างๆ  ให้บรรลุป้าหมาย  การกำหนดวิธีการติดต่อสื่อสารภายในงานบอลให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุด  รวมทั้งการแก้ไขปัญหาและข้อขัดแย้งต่างๆ  ที่เกิดขึ้นกับสมาชิกงานบอล  รวมทั้งงานบอลโดยรวม

 

การควบคุม

 

การควบคุมนั้นเป็นการติดตามผลการปฏิบัติงานที่เกิดขึ้น  การเปรียบเทียบผลการปฏิบัติงาน ที่เกิดขึ้นจริง  หรือที่ทำไป  กับเป้าหมายที่วางไว้  วิเคราะห์ความแตกต่างที่เกิดขึ้น  ถ้ามีปัญหาต้อง ค้นหาสาเหตุ  และหาวิธีการแก้ไขสำหรับการปฏิบัติงานต่อไป

 

ขั้นตอนการควบคุม  ทำได้ดังนี้


ขั้นที่  ๑.)  การวัดผลงานที่เกิดขึ้น

ขั้นที่  ๒.)  การเปรียบเทียบผลงานที่เกิดขึ้นกับเป้าหมาย  หรือมาตรฐานที่วางไว้

ขั้นที่  ๓.)  การหาวิธีแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น  ในกรณีผลงานที่ได้ต่ำกว่ามาตรฐาน  หรือเป้าหมายที่วางไว้

 

ที่บอกมาทั้งหมดนี้  โดยรวมแล้ว  ถึงแม้ว่างานบอลจะมีความพร้อมในด้านทุนทางการเงิน  ทุนทรัพยากรมนุษย์  ทุนวัฒนธรรมแล้ว  ถ้าหากการจัดการที่เหมาะสม  ผลที่ตามมาอาจทำให้การ ดำเนินงานประสบอุปสรรค  หรือความล้มเหลวได้  อันเนื่องมาจากผู้ปฏิบัติงานไม่สามารถเข้าใจ ระบบงาน  หรือไม่สามารถมองภาพรวมของการปฏิบัติงานได้  ทำให้การปฏิบัติงานไม่เป็นไปในทิศทาง เดียวกัน  เกิดความซ้ำซ้อน  หรือกระทั่งความขัดแย้งกัน  ทำให้ขาดประสิทธิภาพในการดำเนินงาน  และนำไปสู่ความล้มเหลวในที่สุด  การจัดการที่ดีจึงเป็นเครื่องมือของผู้นำที่จะสร้างความสอดคล้อง  สมดุล  และประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของงานบอลเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงสุดที่ทุกคน ได้ร่วมกันวางไว้

 

เต้  นิติพัฒน์   ศิริพงศ์

12.49  นาฬิกา

10  มีนาคม  2551


 


 

ทักษะที่สำคัญ

 

บางคนอาจเคยมีประสบการณ์ ในการทำงานร่วมกับหัวหน้างานที่มีความสามารถ  หรือการทำงาน ร่วมกับหัวหน้างานที่ไม่สามารถจัดการให้การทำงานเป็นไปในทิศทางที่ต้องการได้  ความแตกต่างของ หัวหน้างานทั้งสองประเภทนี้อยู่ที่  ความสามารถ  และทักษะทางการจัดการของหัวหน้างานแต่ละคน  หัวหน้างานที่สามารถจัดการงานให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ  สัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมายที่ตั้งไว้  จำเป็นต้องอาศัยทักษะการจัดการที่สำคัญ  อาทิ

 

ทักษะด้านเทคนิคการปฏิบัติงาน


เป็นทักษะที่ต้องใช้ความรู้  ความสามารถเฉพาะทางในการปฏิบัติงาน  โดยทักษะนี้เกิดจาก การเรียนรู้จากสถาบันการศึกษา  การฝึกอบรมวิธีการปฏิบััติงานจนเกิดความชำนาญ  การทำกิจกรรม  หัวหน้างานระดับต้นต้องมีทักษะด้านเทคนิควิธีปฏิบัติงาน  เพื่อที่จะสามารถให้คำแนะนำ  หรือหาวิธีแก้ไข ปัญหาในระดับปฏิบัติการได้  สามารถสอนงาน  พัฒนาทักษะด้านการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ ให้กับผู้ช่วยงาน  หรือทีมงานได้

 

ทักษะด้านมนุษย์สัมพันธ์


เป็นความสามารถของหัวหน้างานที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นอย่างมีประสิทธิภาพ  ซึ่งจะส่งผล โดยตรงต่อการติดต่อประสานงาน  สร้างความรู้สึกผูกพัน  และความร่วมมือระหว่างสมาชิกภายใน   และภายนอกงานบอล  หัวหน้างานทุกระดับจำเป็นต้องมีทักษะด้านนี้  เพราะงานด้านการจัดการจะต้อง เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารทั้งภายใน  และภายนอกงานบอลอยู่ตลอดเวลา

 

ทักษะด้านความคิดอ่าน


เป็นความสามารถในการวิเคราะห์  วินิจฉัยสถานการณ์  และคาดการณ์สถานการณ์ในอนาคตได้  รวมทั้งความสามารถในการคิดใหม่  หัวหน้างานต้องมีวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างมีระบบ  นำมา ประมวลผลเพื่อวิเคราะห์ปัญหา  หรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบัน  และอนาคต  ทำให้สามารถ ตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว  ทันต่อเหตุการณ์  สามารถคาดคะเนผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นได้  มองเห็น โอกาสใหม่ๆในการดำเนินงาน  มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล  และชัดเจน  ซึ่งทักษะด้านนี้เป็นสิ่งจำเป็นของ หัวหน้างานทุกระดับ  โดยเฉพาะหัวหน้างานระดับสูง  งานบอลที่มีหัวหน้างานที่มีทักษะด้านการสร้าง ความคิดสูงจะสามารถนำงานบอลฝันฝ่าปัญหา  และอุปสรรคต่างๆให้ผ่านพ้นไปได้ดี

 

ทักษะด้่านการตัดสินใจ


เป็นความสามารถในการเข้าใจถึงสภาพ  และข้อจำกัดของปัญหา  สามารถกำหนดทางเลือก  และเลือกวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหา  ความสามารถในการตัดสินใจเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างยิ่งของ หัวหน้างาน  โดยทั่วไปแล้วการตัดสินใจประกอบด้วยขั้นตอน  ดังนี้

         การตระหนักถึงปัญหา  หรือโอกาสของงานบอล

         รวบรวมข้อมูลที่ต้องใช้ประกอบการตัดสินใจ

         กำหนดทางเลือกต่างๆในการแก้ไขปัญหา

         ประเมินผลลัพธ์ของทางเลือกแต่ละทาง

         ตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด

         นำผลการตัดสินใจไปปฏิบัติ

         ติดตาม  ประเมินผลที่เกิดขึ้น  และนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจครั้งต่อไป

 

ทักษะการบริหารเวลา


โดยเฉพาะการทำงานในงานบอล  ที่ต้องติดต่อประสานงานกับคนจำนวนมาก  การบริหารเวลาที่ ผิดพลาดจะทำให้เกิดต้นทุน  และการสูญเสีย  โดยเฉพาะการเสียเวลา  หัวหน้างานจึงต้องให้ความสำคัญ ต่อการบริหารเวลา  การบริหารเวลาที่มีประสิทธิภาพสามารถทำได้โดยวิธีเหล่านี้  อาทิ

         ลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน  และงานเอกสารให้น้อยลง           หลีกเลี่ยงกาสรทำงานที่ซำ้ซ้อนกันให้มากที่สุด

         ลดการใช้โทรศัพท์  และการเดินทางที่ไม่จำเป็น

         วางแผน  และเตรียมการประชุมโดยใช้เวลาน้อยที่สุด  แต่ให้ข้อสรุป  และผลลัพธ์เดิม

         กระจาย  หรือมอบหมายงานให้ทีมงาน  ผู้ช่วยอย่างเหมาะสม

 

ที่กล่าวไปข้างต้นเป็นเพียงทักษะบางส่วน  ที่สำคัญ  สำหรับบางส่วนงาน  หรือทั้งหมดอาจจำเป็นต้องเพิ่ม ทักษะอื่น  ทั้งนี้แล้วแต่บริบทที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

 

 

เต้

7.48  นาฬิกา

15  มีนาคม  2551


 


  

 

Read Full Post »