Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for ธันวาคม, 2008

recommendare

Rajan

บันทึก

จากบรรยายหัวข้อ  “รากระดับโลกของวิกฤตการเงินปัจจุบัน และนัยยะต่อการกํากับดูแล

The Global Roots of the Current Financial Crisis and its Implications for Regulation”

 

International Symposium ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ประจําปี 2008

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2551

บรรยาย  โดย

 

รากุราม ราจัน  Raghuram Rajan

นักเศรษฐศาสตร์การเงิน  มหาวิทยาลัยชิคาโก

อดีตหัวหน้าทีมนักเศรษฐศาสตร์ประจํากองทุนการเงินระหว่างประเทศ 

ผู้เขียนหนังสือ  Saving Capitalism from the Capitalists

แปล  โดย

สฤณี อาชวานันทกุล  นักวิชาการอิสระ

 

กล่าวดังนี้

 

รากของวิกฤตการเงิน 

วิกฤตการเงินปัจจุบันประกอบด้วยปัญหาหลักสองประการ ได้แก่ การปล่อยสินเชื่อมากเกินควร (excessive credit) และการใช้เงินกู้ในการดําเนินธุรกิจมากเกินควร (excessive leverage) ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาขาดแคลนสภาพคล่องอย่างรุนแรง สถาบันการเงินล้มละลาย และตลาดตกอยู่ในภาวะตื่นตระหนก (panic)

คําถามของราจันคือ รากของวิกฤตในครั้งนี้คืออะไร และเชื่อมโยงกันอย่างไรบ้าง

 

1.  การปล่อยสินเชื่อมากเกินควร


ราจันสาวรากของปัญหาการปลอยสินเชื่อมากเกินควรกลับไปถึงวิกฤตการเงินในประเทศกําลัง พัฒนาปลายทศวรรษ 1990 ซึ่งทําให้รัฐบาลของประเทศที่เผชิญกับภาวะวิกฤตดําเนินนโยบายอย่างอนุรักษ์นิยมมากกว่าเดิม ออมเงินที่ได้รับจากการส่งออกมากขึ้นและลงทุนน้อยลง ส่งผลให้เกิดความต้องการตราสารการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงและมีอายุ (maturity) สั้น ในขณะเดียวกัน การระเบิดของฟองสบู่ภาคไอทีในอเมริกา (สะท้อนในการดิ่งลงของตลาดหุ้นแนสแด็ก) ในปี 2001 ก็ส่งผลให้ธนาคารกลางดําเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ําเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ระดับการลงทุนของภาครัฐและเอกชนทั่วโลกเติบโตไม่ทันความต้องการลงทุนของเงินออมที่ เพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่า ก่อให้เกิดภาวะ “เงินออมล้นโลก” (savings glut) ซึ่งในที่สุดก็ไหลเข้าสู่ตลาด หลักๆ ที่เปิดรับการลงทุน รวมทั้งตลาดอสังหาริมทรัพย์​ในประเทศพัฒนาแล้ว ส่งผลให้ทั้งราคาบ้านและอัตราการก่อสร้างบ้านใหม่ถีบตัวสูงขึ้น 

 

คําถามต่อไปคือ ทําไมวิกฤตการเงินจึงเกิดขึ้นในอเมริกาก่อน? ในมุมมองของราจัน คําตอบอยู่ ในข้อเท็จจริงที่ว่าตลาดการเงินในอเมริกาเป็นตลาดที่ “ก้าวหน้า” ที่สุดในแง่ของนวัตกรรมทาง การเงิน ซึ่งสามารถนําส่งผลตอบแทนสูงๆ ที่นักลงทุนต่างชาติ (นอกอเมริกา) ต้องการ ตราบใด ที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังบูมอยู่ พ่อมดการเงินในอเมริกาแปลงสินเชื่อบ้านซับไพรมให้กลายเป็นหลักทรัพย์ที่มีระดับความน่าเชื่อถือ  AAA  ด้วยการนําสินเชื่อซับไพรมมารวมกันเป็น หลักประกันของหลักทรัพย์  (mortgage-backed securities หรือ MBS) ซึ่งแบ่งความเสี่ยง ออกเป็นหลายชั้น ดังนั้น สินเชื่อซับไพรมมูลค่า $100 ซึ่งมีความเสี่ยงว่า 5% หรือ $5 จะชําระ คืนไม่ได้ จึงถูกแปลงเป็นตราสารหนี้ AAA มูลค่า $80, ตราสาร A มูลค่า $5 และตราสาร BBB มูลค่า $10 (มูลค่า $5 ที่เหลือคือ “ส่วนทุน” (equity) ของหลักทรัพย์เพื่อซึมซับความเสี่ยงที่ 5% อาจชําระคืนไม่ได้) หลังจากนั้นพ่อมดการเงินก็เอาตราสาร BBB ไปกองรวมกัน ใช้เป็นหลักประกันของหลักทรัพย์ใหม่เรียกว่า collateralized debt obligation (CDO) เสร็จแล้วก็เอา CDO หลายอันไปกองรวมกันเป็นหลักประกันของหลักทรัพย์ใหม่อีกทอดหนึ่ง เรียกว่า “CDO square” (CDO ยกกําลังสอง) ทําแบบนี้เป็นทอดๆ และสถาบันจัดอันดับเครดิตก็ยินดีรับรองหลักทรัพย์เหล่านี้ ไม่มีใครรู้อย่างแน่ชัดว่าความเสี่ยงดั้งเดิมซึ่งถูกหั่นออกเป็นชั้นๆ ได้กระจาย ไปอยู่ที่ไหนบ้าง แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสําคัญ เพราะหลักทรัพย์เหล่านั้นนําส่งผลตอบแทนได้ตรงตามสัญญา ตราบใดที่ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ยังไม่แตก

 

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การแปลงสินเชื่อเป็นหลักทรัพย์ (securitization) ได้ลดทอนคุณภาพของสินเชื่อ ที่สถาบันการเงินปล่อย ธนาคารประสบปัญหา “จริยวิบัติ” (moral hazard) คือปล่อยกู้อย่างหละหลวม ไม่ใช้วิจารณญาณในการตรวจสอบความสามารถในการชําระหนี้ของลูกหนี้เท่าที่ควร ปล่อยกู้ให้กับผู้มีรายได้น้อยที่ไม่ควรได้รับอนุมัติสินเชื่อตั้งแต่แรก รวมทั้งคนที่ไม่มีงานทํา ไม่มีสินทรัพย์ และไม่มีรายได้ หรือที่เรียกว่า “NINJA” (no income, no job or assets) กระบวนการแปลงสินเชื่อเป็นหลักทรัพย์ลดทอนข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถในการชําระหนี้ ซึ่งปกติมีทั้ง ข้อมูลเชิงตัวเลข (hard information) และข้อมูลเชิงคุณภาพ (soft information) ให้เหลือเพียง ข้อมูลเชิงตัวเลขเท่านั้น

 

2. การใช้เงินกู้ในการดําเนินธุรกิจมากเกินควร


ปัญหาต่อมาคือหลังจากที่แปลงสินเชื่อเป็นหลักทรัพย์ไปแล้ว สถาบันการเงินหลายแห่งยังมี หลักทรัพย์ที่โยงกับซับไพรม (เช่น CDO หรือ CDO square) ปริมาณมหาศาลอยู่ในงบดุล เนื่องจากหลักทรัพย์เหล่านั้นให้ผลตอบแทนสูง ใช้เงินกู้  (leverage) ระยะสั้นในการซื้อ หลักทรัพย์เหล่านี้ หลังจากที่ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก ราคาบ้านเริ่มปรับตัวลดลง ลูกหนี้ซับ ไพรมเริ่มชําระคืนไม่ได้ มูลค่าของหลักทรัพย์ที่อ้างอิงซับไพรมก็ตกลงอย่างฮวบฮาบ ไม่มีใครอยากซื้อขายหลักทรัพย์ เจ้าหนี้เงินกู้ระยะสั้นก็เริ่มเรียกเงินกู้คืน สถาบันการเงินประสบปัญหา ในการหาเงินมาชําระหนี้ ส่งผลกระเพื่อมต่อเนื่องไปยังสถาบันการเงินอื่นๆ ผ่านการดิ้นรนขาย เลหลังหลักทรัพย์เหล่านี้ (fire sale) ซึ่งก็ทําให้มูลค่าของหลักทรัพย์ยิ่งตกลงไปอีก สถาบัน การเงินยิ่ง “ร้อนเงิน” มากกว่าเดิม และสภาพคล่องที่หดหายก็ทําให้สถาบันการเงิน “กอด” เงินสดเอาไว้แทนที่จะปล่อยสินเชื่อ นําไปสู่ภาวะ “สินเชื่อตึงตัว” (credit crunch) ซึ่งก่อความ เดือดร้อนให้กับภาคเศรษฐกิจจริง เพราะทําให้ลูกหนี้คุณภาพดีพลอยกู้ไม่ได้และเผชิญกับต้นทุน ทางการเงินที่สูงกว่าปกติ

 

ถึงตรงนี้คําถามที่น่าสนใจสองข้อคือ เหตุใดสถาบันการเงินจึงซื้อหลักทรัพย์อ้างอิงซับไพรมใน ปริมาณมหาศาล? และเหตุใดพวกเขาจึงใช้เงินกู้ระยะสั้นในการลงทุนดังกล่าว?

 

ตอบคําถามข้อแรก ราจันมองว่าคําตอบอยู่ในปัญหาธรรมาภิบาลหรือปัญหาตัวแทน (agency problem) ในระบบการเงิน เขายกตัวอย่างคําพูดของ Chuck Prince อดีตซีอีโอของธนาคาร ยักษ์ใหญ่ Citigroup (ซึ่งลาออกในเดือนพฤศจิกายน 2007 หลังจากที่ Citigroup ประกาศผล ขาดทุนในหลักทรัพย์อิงซับไพรม ด้วยเงินค่าชดเชย $38 ล้าน) ตอนที่ตอบคําถามผู้สื่อข่าว Financial Times ในเดือนกรกฎาคม 2007 เกี่ยวกับความเสี่ยงของหลักทรัพย์ดังกล่าวซึ่งมี มูลค่าลดลงมากในเดือนนั้นว่า

“เมื่อดนตรีหยุดเล่น ในแง่ของสภาพคล่อง เรื่องนี้ก็คงซับซ้อนมาก แต่ตราบใดที่ดนตรียังเล่นอยู่ คุณก็ต้องลุกขึ้นเต้น ตอนนี้เรากําลังเต้นตามดนตรี”

 

ราจันย้ําว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในระดับผู้บริหารสูงสุดของสถาบันการเงินเท่านั้น แต่เกิดขึ้นในระดับรองลงมาด้วย เนื่องจากนักค้าตราสารอนุพันธ์หรือเทรดเดอร์ (trader) ได้รับเงินเดือนและโบนัสที่ตั้งอยู่บนผลการดําเนินงานระยะสั้น ไม่มีใครรับผิดชอบผลการดําเนินงาน ในระยะยาว ทั้งๆ ที่ความเสี่ยงยังคงอยู่ว่าจะเกิดวิกฤตไม่ช้าก็เร็ว และประสิทธิผลของระบบ บริหารความเสี่ยงภายในก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ ตราบใดที่พวกเขายังได้กําไร (“ตายใจ” ว่าความเสี่ยงจะไม่เกิดขึ้นจริง) ดังนั้น เทรดเดอร์จึงอาจเข้าใจผิดว่าพวกเขามีความสามารถสูง ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงผลตอบแทนของพวกเขามาจากค่าความเสี่ยงของตลาด (market risk premium) เพียงเท่านั้น คล้ายกับในกรณีประกันแผ่นดินไหว ที่บริษัทประกันจะมีรายได้จากเบี้ยประกันไปเรื่อยๆ ตราบใดที่แผ่นดินไหวยังไม่เกิด

 

ต่อคําถามที่ว่าเหตุใดสถาบันการเงินจึงใช้เงินกู้ระยะสั้นในการซื้อหลักทรัพย์เหล่านี้ ราจันมองว่า คําตอบคือเพราะเงินกู้มีต้นทุนต่ํากว่าการเพิ่มทุน (ขายหุ้น หรือ equity) และที่เงินกู้มีระยะสั้นก็เพราะสินทรัพย์ของสถาบันการเงินมีสภาพคล่องสูง โดยเฉพาะหลักทรัพย์อิงซับไพรม (ก่อนเกิด วิกฤต) ทําให้เจ้าหนี้ของสถาบันการเงินย่อมอยากปล่อยกู้ในระยะสั้นมากกว่าระยะยาว

 

บทเรียนจากวิกฤต และวิธีการรับมือ

 

ราจันย้ําว่าวิกฤตการเงินในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาปล่อยสินเชื่อมากเกินควรจะเกิดจากจุดไหน ในระบบก็ได้  และเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะก่อปัญหาให้กับทั้งระบบ  ภาวะขาดแคลนสภาพคล่อง เปรียบเสมือน “โรคติดต่อ” ในระบบการเงิน นอกจากนี้ นโยบายการเงินก็ส่งผลกระทบต่อระดับ เสถียรภาพของระบบการเงินด้วย กล่าวคือ ตราบใดที่สถาบันการเงินเชื่อว่าภาครัฐจะดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ํา พวกเขาก็จะมีแรงจูงใจอย่างต่อเนื่องที่จะกู้เงินระยะสั้นมาลงทุนใน สินทรัพย์ระยะยาว (เช่น สินเชื่อซับไพรม)

 

ในแง่ของการกํากับดูแล ราจันมองว่าถ้าภาครัฐพยายามกํากับดูแลธุรกิจในระบบการเงินที่ถูก กํากับดูแลอย่างเข้มงวดอยู่แล้วให้เข้มงวดขึ้นกว่าเดิมอีก สถาบันการเงินก็จะหาทางหลบเลี่ยง กฎเกณฑ์ไปทําธุรกรรมใน “ระบบการเงินเงา” เช่น ใช้โครงสร้าง special purpose vehicle (SPV) ในดินแดนปราศภาษี ราจันมองว่าการพยายามปรับเปลี่ยนโครงสร้างแรงจูงใจให้มอง ระยะยาวมากขึ้นจะมีประโยชน์กว่า เพราะปัจจุบันกฎเกณฑ์ของภาครัฐตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่า ผู้บริหารสถาบันการเงินทํางานเพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ระยะยาวของผู้ถือหุ้น

 

ราจันมองว่าในเมื่อเราไม่มีทางหลบเลี่ยงวิกฤตการเงินที่ย่อมจะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว และในเมื่อเราต้องยอมรับว่าสถาบันการเงินหลายแห่ง “ใหญ่เกินกว่าที่จะปล่อยให้ล้ม” จริงๆ เราก็ควรให้ความสําคัญกับการปรับปรุงโครงสร้างให้แข็งแรงเพียงพอที่จะบรรเทาความเสียหายจากวิกฤต โดยที่ใช้เงินของภาคการเงินเอง ไม่ใช้เงินภาษีของประชาชนอย่างที่เกิดขึ้น และก็ไม่ควรพุ่งเป้า ไปที่การเขียนกฎเกณฑ์ที่จะป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤต เพราะเราไม่สามารถป้องกันได้ ราจัน เปรียบเทียบว่า ไม่ว่าเราจะเขียนกฎเกณฑ์การสร้างอาคารให้รัดกุมปลอดภัยเพียงใด เราก็ไม่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดไฟไหม้เลยได้  แต่เราสามารถติดตั้งหัวฉีดน้ําดับเพลิงในอาคารมากกว่าเดิม หัวฉีดน้ําที่ภาคเอกชนควรเป็นผู้รับภาระ ไม่ใช่ภาครัฐหรือสังคม

 

“หัวฉีดน้ํา” ในภาคการเงินในมุมมองของราจัน ไม่ใช่การเรียกร้องให้สถาบันการเงินเพิ่มระดับ ทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (capital requirements) ให้สูงกว่าในอดีต เพราะทุนของธนาคารซึ่งก็คือ หุ้นมีต้นทุนทางการเงินค่อนข้างสูงดังที่ได้อธิบายไปแล้ว และการบังคับให้สถาบันการเงิน “กัน” ทุนไว้เฉยๆ ในงบดุลก็จะยิ่งสร้างแรงจูงใจให้หาวิธีหลบหลีก นําทุนนั้นไปแสวงหาการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง (เพื่อหาผลตอบแทนสูง) ก่อให้เกิดปัญหาตัวแทนไม่ต่างจากที่แล้วมา นอกจากนี้การเพิ่มระดับทุนก็ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาการเลหลังหลักทรัพย์และภาวะสินเชื่อตึงตัว เพราะปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาระยะสั้นที่เกิดจากการขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรงและภาวะตื่นตระหนก ไม่ใช่การขาดแคลนเงินทุน (ถึงแม้ว่าการขาดแคลนเงินทุนก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา)

 

ราจันเสนอว่า “หัวฉีดน้ํา” ที่เหมาะสมน่าจะเป็นการ “ประกันเงินทุน” (capital insurance) ในทางที่คล้ายกับกรมธรรม์ประกันภัยธรรมชาติ กล่าวคือ เพิ่มระดับทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่สถาบันการเงินต้องมี แต่ยอมให้สถาบันการเงินใช้ “ทุนฉุกเฉิน” (contingent capital) ที่จะไหลเข้าก็ต่อเมื่อเกิดวิกฤต โดยตั้งอยู่บนเงื่อนไข (triggers) บางประการที่ตกลงกันก่อนล่วงหน้า โดยในระยะแรกทุนฉุกเฉินที่หาได้จะถูกนําไปใส่  “ตู้นิรภัย” ที่ธนาคารกลาง ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลโดยไม่ให้สถาบันการเงินถอนออก นักลงทุนที่ลงทุนใน “ทุนฉุกเฉิน” ของสถาบันการเงินจะได้รับ ผลตอบแทนเป็นเบี้ยประกันจากสถาบันการเงิน เมื่อเกิดภาวะวิกฤต ตู้นิรภัยจะถูกไขออก ทุน ฉุกเฉินจะไหลเข้าสู่สถาบันการเงินจนถึงเพดานที่กําหนดล่วงหน้า วิธีนี้จะช่วยลดต้นทุนทาง การเงินและปัญหาตัวแทนของสถาบันการเงิน และไม่น่าจะเพิ่มปัญหา “จริยวิบัติ” ในระดับที่ต้อง กังวล เพราะไม่ได้จ่ายชดเชยผลขาดทุนของธนาคารโดยตรง แต่จ่ายตาม triggers เมื่อเกิดวิกฤต

 

ราจันทิ้งท้ายว่า การประกันเงินทุนดังกล่าวไม่ควรให้รัฐบาลเป็นผู้ขาย เนื่องจากรัฐจะเผชิญกับ แรงกดดันทางการเมืองจากสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ ให้ขายประกันในราคาที่ประเมินความเสี่ยง ต่ําเกินไป ไม่ต่างจาก “ของขวัญ” ให้เปล่า และในภาพรวมเขาคิดว่ารัฐบาลทั่วโลกจะเปิดกว้าง มากขึ้นในการพิจารณาที่จะดําเนินโยบายการเงินแบบสวนกระแสเศรษฐกิจ (countercyclical) ในภาวะที่ราคาสินทรัพย์พุ่งสูงเกินควร เพื่อชะลอความเร็วและบรรเทาความรุนแรงของวิกฤต การเงินที่จะเกิดขึ้นเมื่อถึงจุดที่ฟองสบู่แตก

 

English version

 

The Global Roots of the Current Financial Crisis and its Implications for Regulation 

 

Anil Kashyap     University of Chicago

Raghuram Rajan  University of Chicago

Jeremy Stein     Harvard University

 

Read Full Post »

เห็นมีเพื่อนร่วมบล็อกของเรา ใช้กลยุทธ์ถอดความ ซึ่งผมก็ว่าดีเหมือนกัน ผมก็เลยเอาอย่างบ้างครับ

บทความนี้ เป็นการถอดเทป จากรายการ Econ Bizz คลื่นวิทยุ 96.5FM “คลื่นความคิดวันที่ 24 ธันวาคม 2551 ช่วงเวลา 5โมงเย็น โดยมี ผู้จัดรายการสองคนคือ คุณ จิระ ห้องสำเริง และ ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ

รับฟังรายการย้อนหลังได้ทาง http://radio.mcot.net/fm965/programView.php?cliptype=27#

ส่วนเหตุผลที่ข้าพเจ้า หยิบยกการถอดเทปรายการนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะข้าพเจ้า รู้สึกว่า ดร. อนุสรณ์ วิจารณ์สภาพการเมืองและความเกี่ยวข้องกับรัฐวิสาหกิจได้ตรงไปตรงมาดี เข้ากับสไตล์การเขียนของข้าพเจ้าที่พูดถึงอะไรง่ายๆ ไม่ค่อยมีสารอาหารทางวิชาการ อีกส่วนก็ต้องลองอ่านหรือฟังดูครับ ก็จะเข้าใจ

 

[J: คือ บทสนทนาของ คุณจิระ และ A: คือ บทสนทนาของ ดร.อนุสรณ์ ครับ]

 

ช่วงที่หนึ่ง

A: แถลงนโยบายนี่ คุณจิระมองว่าจะมีประเด็น เพราะบอกว่าเห็นบอกว่า รัฐมนตรีต่างประเทศไปพูดติดตลกว่า ไปปิดสนามบินนี่ สนุกดี หรือยังไงฮะ ว่าข้อเท็จจริงเป็นยังไง

J: ก็เห็นว่าล่าสุดท่านได้ออกมา ยืนยันว่าไม่ใช่ข้อเท็จจริง จะเป็นการตัดประติดประต่อของสื่อ ซึ่งก็คงจะต้อง รอดูเสียงสะท้อนกลับของสื่อที่ทำข่าวนี้ด้วย ซึ่งเป็นสื่อต่างประเทศ ซึ่งท่านก็ได้กราบขออภัยประชาชนไว้ล่วงหน้าก่อนถ้าเกิด ถ้าเกิดความเข้าใจผิดทำให้ ต่างประเทศเข้าใจผิดในเรื่องนี้

A: แล้วรัฐบาลที่คุมสื่อ คุณสาทิตย์เนี่ย เค้าจะไปจัดการเรื่องNBT แล้วก็จะเปลี่ยนบอร์ด อสมท.เนี่ย2 คุณจิระคิดยังไง ในฐานะสื่อมวลชนอาวุโสที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการสื่อ

J: คือปกติแล้ว การเมืองก็คงจะไม่เข้ามาล้วงลูกในด้านการบริหารงาน แล้วก็คงจะทำไม่ได้ด้วย ทั้งในส่วนของภาครัฐและบริษัทเอกชนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ อย่างอสมท.นะครับ เห็นว่าล่าสุด ทางรัฐมนตรี ได้ออกมาปฏิเสธแล้ว

A: แสดงว่านักข่าวไป Quoteผิด

นั่นน่ะสิ สงสัย เมื่อวาน อ่านกันผิดหมดเลย

A: ไปQuoteผิด นี่มันมีผลต่อผู้ถือหุ้นต่องค์กรนะ คือองค์กรที่มันมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการเปลี่ยนผู้บริหารบ่อยๆ มันไม่มีทางเจริญก้าวหน้าได้

J: หลักการที่มีการพูดกัน นี่ไม่ทราบว่ารัฐมนตรีพูดหรือใครพูด

 

A: จริงๆนี่ กระทรวงการคลังสร้างระบบขึ้นมา สำนักนโยบายรัฐวิสาหกิจ คือให้มี Directors’ Pool คือถ้าจะเอาใครมาเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ ก็จะต้องอยู่ในรายชื่อนี้ ซึ่งคัดกรองมาแล้วในแง่คุณสมบัติ เรื่องความรู้ความสามารถ ความชำนาญเฉพาะทาง เพราะองค์ประกอบของคณะกรรมการบริษัทมหาชน หรือ รัฐวิสาหกิจ มันควรจะเป็นองค์ประกอบที่หลากหลายในแง่ของประสบการณ์ คือมีความเชียวชาญหลายด้าน จะได้มาช่วยกันดูองค์กร ดูทิศทางขององค์กร ดูวิสัยทัศน์ ดูการที่จะผลักองค์กรให้เจริญเติบโตก้าวหน้า แล้วมันก็จะเป็นประโยชน์ต่อพนักงาน ต่อผู้ถือหุ้น เป็นประโยชน์ต่อประเทศ เป็นประโยชน์ต่อประชาชนผู้เสียภาษี คือเราก็ต้องสร้างระบบอย่างเงี้ย คืออย่าไปเอาวิธีการแบบเก่าๆเดิมๆที่ พอเปลี่ยนรัฐบาลทีเปลี่ยนรัฐมนตรีที ก็มาบีบให้บอร์ดชุดเก่าออกไปแล้วตั้งคนของตัวเองขึ้นมา แล้วก็มาหาผลประโยชน์บนรัฐวิสาหกิจ การจัดซื้อจัดจ้างก็ไม่มีความโปร่งใส คือแทนที่องค์กรเนี่ยจะได้ประโยชน์ ก็จะได้ของแพง เราเห็นรัฐวิสาหกิจหลายแห่งนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการบินไทย การรถไฟ หรือรัฐวิสาหกิจอื่นๆ เราจะเห็นได้ว่ามีอำนานจผูกขาดนะ แต่ไม่กำไร หรือกำไรน้อยมาก หรือบางแห่งขาดทุนตลอดทั้งชาติ ก็เพราะอย่างเงี้ย เพราะนักการเมืองมาแสวงหาประโยชน์ แล้วก็ตั้งคนของตัวเองมาเป็นบอร์ดแล้วก็สั่งให้บอร์ดทำตามใบสั่งตัวเอง มาหาประโยชน์ให้ตัวเองในทางที่มิชอบ เอาพรรคเอาพวกเข้ามาทำงานในรัฐวิสาหกิจ คือเอามาทำงานนี่คือไม่ใช่เอามาเป็นพนักงาน คือเอามาเป็นพนักงาน เอามาเป็นผู้บริหารนี่เป็นเรื่องปกติ สำหรับการเมืองยุคเก่านะ แต่ เอามาทำงานนี่หมายความว่า ไปดึงเอาบริษัทพรรคพวกตัวเองมาเป็นคู่สัญญากับรัฐวิสาหกิจนั้น แล้วให้รัฐวิสาหกิจนั้นทำสํญญาเสียเปรียบ กับบริษัทลูกสมุนนักการเมือง มันถึงมีค่าโง่เต็มไปหมดไง ค่าโง่เต็มไปหมดเลย รัฐวิสาหกิจเนี่ย ถ้าเป็นผู้บริหารภาคเอกชนที่เค้าต้องปกป้ององค์กรเพราะมันเป็นองค์กรของเขา มีสำนึกของความเป็นเจ้าของ เขาจะไม่ทำสัญญาพวกนี้เป็นอันขาด เพราะเค้ารู้ว่าทำสัญญาไปนี่ก็ขาดทุน เจ๊ง ดูอย่างHopewell1 สิครับ กลายเป็นHopeless สุดท้ายแล้วนอกจากจะสร้างไม่ได้แล้วยังถูกเค้าฟ้องกลับอีก แล้วเผลอๆจะแพ้คดีด้วย เห็นมั้ยครับว่าประเทศชาติเสียโอกาสขนาดไหน แล้วสิ่งเนี้ย ควรจะสร้างเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ก็ไม่ได้สร้าง แล้วนักการเมืองกับบอร์ดที่เป็นลูกสมุนนักการเมือง ก็รับเงินไปสบายใจเฉิบ บางคนก็เสียชีวิตไปแล้วนะครับ ไม่อยากพูดถึง5 เสร็จแล้วคนที่รับมรดกบาปเนี่ย ก็คือกรรมการรัฐวิสาหกิจชุดนี้ และรัฐมนตรีบางท่าน ที่จะต้องมาแก้ปัญหา แล้วก็ถูกฟ้องอีก ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดของเขา เขาก็ถือว่า เพราะเขาจ่ายมามากแล้ว และเขาก็หวังว่าจะได้รับงานแต่ก็ไม่ได้ เพราะคุณคอรัปชั่นกันจนเค้าหนีไปเลย แล้วก็เวลาเปลี่ยนรัฐมนตรีทีก็คอรัปชั่นกันที คือนึกว่าพอจ่ายไปแล้วนึกว่าจะได้งานก็ไม่ได้ รัฐมนตรีใหม่มาก็บอกรื้อใหม่ พฤติกรรมอย่างเนี้ยเกิดตลอด ทำไมคุณจิระกับท่านผู้ฟังไม่ต้องแปลกใจเลยว่า โครงการขนาดใหญ่ของประเทศไทย มันถึงเกิดขึ้นได้ยากมาก แล้วมันก็มาพ่วงกับการที่มีการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย คือการเมืองไม่มีเสถียรภาพ พอเปลี่ยนรัฐบาลทีก็เปลี่ยนเส้นทางที เปลี่ยนโครงการทีเปลี่ยนรายละเอียดโครงการที แล้วประชาชนตาดำๆ ก็เป็นอย่างงี้ ดูอย่างกทม. รถดับเพลิงมูลค่า6,000 ล้าน จอดทิ้งไว้เฉยๆ เสร็จแล้วเราก็ไปเลือกผู้ว่า เราก็เสียเงินไปเลือกผู้ว่า ทีนี้ ผู้ว่าก็ดันติดคดีพ่วงกับนักการเมืองท่านอื่นๆอีก ก็ต้องมาเลือกกันใหม่อีก เสียเงินกับการจัดการเลือกตั้งใหม่อีก เห็นมั้ยครับ ประเทศไทยสูญเสียโอกาสขนาดไหน คือบางทีเนี่ย ถ้ามันไม่เหลืออดจริงๆ ถ้าไม่มีความรู้สึกว่ามันมากเกินไปผมก็จะไม่พูดนะ ผมก็พยายามพูดในสิ่งที่ทำให้สบายใจกัน แต่ว่านี่คือข้อเท็จจริงไง ข้อเท็จจริงของประเทศไทยที่มันเกิดขึ้น แล้วนี่คือปัญหาเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด คือปัญหาการที่ไม่มีธรรมภิบาล พอไม่มีธรรมาภิบาลปุ๊บเนี่ย มันทำให้ต้นทุนในการทำธุรกิจของภาคธุรกิจมันสูงโดยไม่จำเป็น นอกจากนั้นมันก็ทำให้ทิศทางในการพัฒนาประเทศเบี่ยงเบนจากที่ควรจะเป็น นี่ก็เป็นต้นทุนอันนึง นอกเหนือจากการที่งบประมาณภาษีประชาชนจะรั่วไหลแล้วนะครับ

J: เพื่อความแฟร์เนี่ย ถ้าเรียนว่า ดร.อนุสรณ์ ในฐานะที่เป็นบอร์ดด้วย ท่านมองว่าวิธีการควรจะเป็นอย่างไรครับ เพราะหลายๆคนก็อาจจะมองว่า บอร์ดก็อาจจะมาจากการเมืองก็อาจจะไปเพราะการเมือง อันนี้ก็เลยเป็นเหตุผลที่น่าจะฟังได้

 

A: ไม่ใช่ครับ บอร์ดไม่ได้มาจากการเมือง แต่มาจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น เพราะมันเป็นบริษัทมหาชน เมื่อมันเป็นบริษัทมหาชน ทุกอย่างจะต้องปฏิบัติตามพรบ.หลักทรัพย์พรบ.บริษัทมหาชนด้วย คือถ้าไปทำอะไรที่มันใช้วิธีการแบบเก่าเนี่ย จะผิดกฎหมายทันที ทีนี้ไม่ใช่แค่ผิดจริยธรรมในฐานะนักการเมืองที่ดี แล้วอันนี้เป็นองค์กรสื่ออีกต่างหาก แล้วที่เพิ่มอีกก็คือผิดกฎหมายด้วย เพราะว่าเป็นบริษัทมหาชน เข้ามาแทรกแซงไม่ได้ ถ้าจะมีการมอบอะไรมาก็ต้องมอบผ่านกระทรวงการคลัง เข้าสู่ที่ประชุมผู้ถือหุ้น ทุกอย่างต้องผ่านกระบวนการที่ประชุมผู้ถือหุ้น เพราะไม่งั้นเนี่ย รัฐวิสาหกิจไม่มีอนาคตนะ ถ้าไม่มีกลไกป้องกันการแทรกแซง แล้วยิ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นี่ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะว่ามันจะกระทบผู้ถือหุ้นรายย่อย กระทบต่อนักลงทุนผู้มีส่วนได้เสีย แล้วเค้าจะไม่ลงทุนในบริษัทนั้นเลย เพราะรู้สึกว่า เปลี่ยนรัฐบาลทีก็แทรกแซงที เปลี่ยนรัฐบาลทีก็เปลี่ยนบอร์ดผู้บริหารที ก็จะสร้างปัญหา มันก็ไม่ใช่องค์กรแบบไม่เป็นมืออาชีพ เพราะฉะนั้นผมก็หวังว่า สิ่งที่เป็นข่าวนี่ไม่ใช่ความจริง

J: ท่านก็บอกว่าเป็นความเข้าใจผิด

A: ผมก็ว่าน่าจะเป็นการQuoteผิดของสื่อมวลชนมากกว่า

J: ท่านก็ยืนยันนะครับว่า ไม่มีความคิดที่จะโละบอร์ด สำหรับท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายก……. เดี๋ยวมีเวลาช่วงสองมาขยายรายละเอียดกันนะครับ

 

ช่วงที่สอง

A: คือต้องบอกคุณจิระกับท่านผู้ฟังนะ คือตอนนี้ผมมองว่า บ้านเมืองมันต้องสานเสวนาเพื่อสานสันติธรรม คือเอาความเก่งความดีของแต่ละคนมาช่วยผลักดันบ้านเมืองให้ดีขึ้น ไม่ว่าอยู่ในวงการไหน แต่คืองี้ ตอนนี้ผมสะอิดสะเอียน พวกนักการเมือง คือเหม็นและเบื่อ เหม็นอะไรทราบมั้ยครับ เหม็นขี้ปาก คือบางทีมันเล่นเกมส์กันน่ะ เล่นเกมส์พูดอย่าง ทำอย่าง แล้วก็มาบอกว่า พูดผิดๆ สื่อมวลชนQuoteผิด แล้วที่เบื่อคืออะไรทราบมั้ยครับ

J: ตกเป็นแพะทุกที

A: คือ เรามีความตั้งใจอยากจะทำอะไรเพื่อส่วนรวม ทำไมต้องมาตราหน้า หรือป้ายว่าเราเป็นฝ่านนู้นฝ่ายนี้ทั้งทีเราไม่ได้เป็นฝ่ายไหน ก็ขอใช้คำว่าเหม็นเบื่อดีกว่า3

J: หวังว่าไม่เป็นอย่างที่คาดกันไว้

 

A: มันเล่นเกมส์กันน่ะ คุณจิระ ท่านผู้ฟัง มันเล่นเกมส์ เล่นเกมส์ เมืองไทยเค้าถึงเรียกว่าเล่นการเมืองไง เราไม่เคยบอกว่าทำงานการทางการเมือง แล้วก็ถ้าเรารู้สึกว่ารัฐบาลไหนเนี่ยที่ไม่ได้มาด้วยความใส มาด้วยการไปปล้นเขามา หรือมาด้วยการมีอำนาจนอกระบบมาหนุน มันก็ไม่ต่างไปจากคุณซื้อเสียงเข้ามา มันไม่ได้ต่างกัน คือแทนที่คุณจะใช้เงิน คุณก็ใช้อำนาจนอกระบบเพื่อที่จะให้ได้อำนาจในทางการเมือง ซึ่งก็ไม่ต่างไปจาการซื้อเสียง การใช้อำนาจนอกระบบเนี่ย คุณก็ต้องไปตอบแทนพวกที่มาสนับสนุนคุณ ซึ่งมันอาจจะไปละเมิดหลักยุติธรรม คดีความ อาจจะยอมให้เค้า หรือว่ามาซูเอี๋ยกัน คุณมาสนับสนุนผม คดีคุณหลุด คุณไม่สนับสนุน คดีคุณไม่หลุด ความยุติธรรมอยู่ที่ไหนครับ ความยุติธรรมมันต้องบังคับใช้กฎหมายด้วยความเสมอภาค คือใครผิดก็ผิดเลย ไม่ว่าจะเป้นฝ่ายไหน บ้านเมืองมันถึงจะอยู่ได้ ไม่งั้นถ้าบ้านเมืองไม่ใช้หลักนิติรัฐแบบนิติธรรมที่แท้จริง มันไม่มีใครยอมใคร บ้านเมืองมันก็ไม่สงบ เมื่อบ้านเมืองไม่สงบเนี่ย ก็เปล่าประโยชน์ที่จะพูดถึงตัวเลขเศรษฐกิจ

J: เรื่องรัฐวิสาหกิจเนี่ย เราจะดูได้มั้ยครับว่า ในช่วงหลายๆรัฐบาลที่ผ่านมา มันเหมือนกับเป็นประเพณีว่า เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล ก็มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการรัฐวิสาหกิจ

A: ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่หลายรัฐบาลที่ผ่านมา มันเป็นมาตั้งแต่มีรัฐวิสาหกิจแล้วในประเทศไทยน่ะ รัฐวิสาหกิจไทยมันถึงไม่เจริญไง ยกเว้นบางรัฐวิสาหกิจที่ผู้ก่อตั้ง ผู้บริหาร วางระบบไว้ดี มันก็ไม่มีปัญหา อย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ไม่มีปัญหา มีปัญหาน้อย หรือว่าไม่มีเลย

J: คือการเมืองเข้าไปยุ่งเกี่ยวน้อย

 

A: ก็ไม่เข้าไปยุ่งเพราะเค้าทำอย่างมืออาชีพ แล้วเค้าก็วางระบบข้างในไว้เข้มแข็ง มันก็เป็นเรื่องใหญ่ คือพอแปรรูปรัฐวิสาหกิจมันถึงมีประเด็นไง ทั้งที่นโยบายการแปรรูปในหลายประเทศ ทำแล้วเกิดประโยชน์แก่ประเทศและคนส่วนใหญ่ แต่ทำไมบางประเทศมันเป็นเหมือนการย้ายการผูกขากจากรัฐบาล มาเป็นการผูกขาดด้วยทุนขนาดใหญ่6 ซึ่งก็เป็นพวกสมุนนักการเมือง หรือไม่ก็เป็นนักการเมืองซะเอง อ่ะให้ผมพูดตรงๆเลยก็ได้ ฉะนั้นแปรรูปมันก็ไม่เกิดประโยชน์กับประเทศและคนส่วนใหญ่ไง

J: ก็ถ้าคิดว่า การทำแบบนี้เป็นประเพณีคล้ายๆกับรัฐบาลที่ผ่านๆมา คือไม่เห็นด้วย คืออย่างน้อยๆก็ควรจะยกเลิกประเพณีนี้ซักที เมื่อถึงโอกาสที่เหมาะสม

A: เค้าพยายามจะยกเลิกแล้ว ฝ่ายข้าราชการประจำที่เค้าหวังดีกับประเทศรัฐมนตรี นักการเมืองบางคนที่เค้ามีวิสัยทัศน์ เค้าอยากจะวางระบบให้ประเทศ เค้าถึงใช้ระบบ Directors’ pool ไง Directors’ poolนี่จะช่วยscreen การแทรกแซงของนักการเมืองได้ระดับหนึ่ง

J: คือมีรายชื่อกรรมการที่เหมาะสมอยู่ในListใช่มั้ยครับที่เค้าคัดเลือกกรั่นกรองมาตามคุณสมบัติ

A: ถูกต้อง แล้วถ้าจะตั้งไปเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจเนี่ย จะต้องอยู่ในListนี้อย่างน้อย หนึ่งในสาม แต่ไม่ใช่ว่าห้ามไม่ให้คุณตั้งเลย เพราะว่าในระบอบประชาธิปไตยเนี่ย เข้าใจว่านักการเมืองมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เมื่อมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เค้าต้องมีความเชื่อมโยงในการนำความต้องการของประชาชนมาสะท้อนในการบริหารงาน เพราะฉะนั้นเขาต้องสามารถตั้งคนของเขาเข้ามาบริหารงานได้ แต่ ต้องตั้งคนดีคนที่มีความรู้ความสามารถ คือเป็นของนักการเมืองไม่เป็นไร แต่ต้องเป็นคนดีมีความรู้ความสามารถและตั้งใจเข้ามาทำงานในประเทศชาติจริงๆ คือมันต้องมีตรงนี้ซะก่อน ไม่งั้นมันก็จะเป็นการตั้งเพื่อ เอาใครก็ไม่ทราบไม่มีความสามารถ แต่ว่ามีความเก่งที่จะมาทำโปรเจ็กต์ หรือหาช่องในการที่จะหาประโยชน์ไปส่งส่วยให้นักการเมือง หรือรัฐมนตรี เพื่อที่รัฐมนตรีจะได้เก็บเงินเอาไว้ พอลงเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งก็จะได้ซื้อกลับเข้ามาอีก หรือแม้กระทั่งไม่ซื้อประชาชนก็ซื้อสส.

J: ที่ผ่านมาเราเคยยุคไหนที่ปราศจากปัญหาแบบนี้มั้ยครับ

 

A: ไม่มี แต่ก็มีบางช่วงบางรัฐบาลที่มีน้อย คือว่าผมคิดแบบคนที่พยายามทำความเข้าใจว่าอย่างนี้ ก็คือว่า เชื้อโรคเนี่ย พอมีอากาศมีเชื้อโรคทันที แต่สิ่งที่เราจะทำคือไม่ให้เราเป้นอันตรายจากเชื้อโรค เราต้องสร้างระบบภูมิคุ้มกันถูกมั้ย การจะไปทำความสะอาดไม่ให้มีเชื้อโรคในอากาศเลยมันไม่มีทางเป็นไปได้ แล้วยิ่งในสังคมที่มีวัฒนธรรมแบบอุปถัมป์ วัฒนธรรมเส้นสาย วัฒนธรรมที่มันหล่อหลอมกันมาแต่เด็กๆว่า จะเอาลูกไปเรียนโรงเรียนดังๆต้องมีการจ่ายแป๊ะเจี๊ยะ ให้อาจารย์ ให้ครูใหญ่ ไอ้แบบนี้มันไม่มีทางเป็นสังคมใสสะอาดได้ แต่เราไม่ได้คาดหวังว่าสังคมมันจะใสสะอาดมากมายอะไร คือขอให้มันดีกว่านี้ซักหน่อยเถอะ เราจะได้อยู่ในประเทศที่มีความภาคภูมิใจว่า นี่ประเทศของฉัน ที่มันเป็นธรรมกับคนส่วนใหญ่ คนส่วนใหญ่ไม่ถูกเอาเปรียบ และไม่ใช่ว่าคนกลุ่มหนึ่งก็โกงกันสะบั้นหั่นแหลก แล้วก็แบ่งเค้กกันอยู่ในกลุ่มเล็กๆ แล้วก็ปัญหาก็ไม่ได้รับการแก้ไข แล้วมันก็เป็นวังวนแบบนี้ไปเรื่อยๆ คือบางทีถ้าผมไม่โดนกระทำแบบนี้หลายๆครั้ง ผมก็ไม่บ่นนะ ผมก็ทน ผมก็ทำตามสถานะตามบทบาทที่เราทำได้ แต่ถ้าเกิดผมรู้สึกว่ามันมากเกินไปแล้วผมจะรู้สึก เหม็นและเบื่อ แล้วเราไม่ไดยึดติดกับตำแหน่งหรือผลประโยชน์อะไรเลย สิ่งที่เราสนใจคือ ภารกิจที่จะทำเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม การมีตำแหน่งทุกอย่าง ทั้งตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจ หรือบริษัทมหาชน ตำแหน่งทางการเมือง นายก หรือ รัฐมนตรี สิ่งสำคัญที่สุดคือภารกิจ ไม่ใช่อำนาจวาสนา หรือผลประโยชน์ เพราะเมื่อตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้แม้แต่สลึงเดียว แต่สิ่งที่จะทำให้ท่านถูกจำไว้ในฐานะของคนที่ทำประโยชน์ให้สังคม คือภารกิจของท่าน ว่าท่านทำอะไรให้บ้านเมืองหรือไม่ ทำอะไรให้คนส่วนใหญ่หรือไม่ ทำอะไรให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยะสำคัญหรือไม่ ไม่ใช่วันๆเอาแต่สร้างภาพว่า ฉันดีอย่างนั้นอย่างนี้ พูดเพราะพูดดี แต่ว่าพอเข้าไปดูไส้ใน มันก็น่าเหม็นเบื่อ พอๆกับนักการเมืองที่ภาพลักษณ์ไม่ดีหรือน้ำเน่า เหมือนกัน ไม่ได้ต่างกันเลย

J: ก็ยังมีเวลารอดูนะครับ

 

A: ก็ไม่เป็นไรครับ ถ้าอยากถอดรายการก็ถอดไปเลย ผมก็ท้าออกอากาศเลย เพราะเราทำหน้าที่ของเราอย่างตรงไปตรงมา เพราะว่าผมเคยโดนถอดแล้วไง สมัยคมช. ผมจัดรายการตอนเย็น ผมแค่แสดงความไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร ผมแสดงความเห็นชัดเจนเลยนะว่าไม่เห็นด้วย ถอดรายการผมเลย ถ้าผมโดนอีกทีก็ไม่เป็นไร

J: ยุคนี้ยุคประชาธิปไตย

A: ครับ ผมเชื่อ ผมเชื่อในคุณอภิสิทธิ์ คือผมเชื่อในรัฐบาลชุดนี้ว่าจะมีความใจกว้าง เพราะว่าท่านก็วิจารณ์รัฐบาลที่ผ่านๆมามาก่อน ฉะนั้นผมมั่นใจในเรื่องความใจกว้าง ฉะนั้นผมพูดวันเนี้ย พูดแบบเนี้ย ครั้งเดียวพอ จบ เพราะว่าวันนี้ผมมีแรงกดดันมาหลายด้าน บอกตรงๆนะ เหม็นเบื่อนักการเมือง เพราะว่า ประเทศนี้ไม่มีนักการเมืองที่เป็นนักการเมืองจริงๆ มีแต่นักเลือกตั้งกับนักโกงเมือง นักเล่นการเมืองไม่ใช่นักการเมือง เราต้องการนักการเมือง ที่ดำเนินการทางการเมืองแบบรัฐบุรุษ ขอบคุณครับ……..(หลังจากนี้ ดร. อนุสรณ์ก็กล่าวทีเล่นทีจริงว่า เดี๋ยวผมเตรียมรับโทรศัพท์ได้หลังจากจบรายการนี้ เสาร์ อาทิตย์ที่ผ่านมารับโทรศัพท์ไม่หวาดไม่ไหว สัปดาห์ที่แล้วแค่วิจารณ์ครม.ว่าบางคนไม่มีประสบการณ์)

 

เกร็ด :

  1. โครงการ Hopewell เริ่มต้นลงนามระหว่างคู่สัญญาในปลายปี 2533 (ตรงกับสมัยของรัฐบาล นายก พล.อ. ชาติชาย ชุณหวัณ) และมีผลบังคับใช้ปลายปี 2534 (ซึ่งตรงกับสมัยของรัฐบาล นายก อานันท์ ปัณยารชุน) ดูรายละเอียดเบื้องต้นได้ที่ – http://www.railway.co.th/proj/hopewell.html
  2. ก่อนหน้ารายการนี้หนึ่งวัน สื่อมวลชน Quote ข่าวว่า นาย สาทิตย์ วงหนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายก ซึ่งได้รับมอบหมายงานด้านสื่อประชาสัมพันธ์ จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงบอร์ด  ของอสมท. แต่หลังจากนั้นหนึ่งวัน นายสาทิตย์ ก็ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว
  3. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในช่วงก่อนการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ว่าขาดความเป็นกลาง และ สนับสนุนรัฐบาลของนายกทักษิณ
  4. ดร. อนุสรณ์ คือนักวิชาการที่ข้าพเจ้ากล่าวถึงในบทความ ประเทศไทย หายไปจากข้าพเจ้าแต่ การถอดเทปครั้งนี้ ไม่ได้มีแรงบันดาลใจมาการอ้างถึงในบทความนั้น เพราะข้าพเจ้าเพิ่งได้ทราบขณะที่ถอดเทป

 

การแปลความและความเห็นส่วนตัว

  • 5. ข้าพเจ้าคิดว่าคนที่เสียชีวิตไปแล้ว คือ พล เอก ชาติชาย ชุณหะวัณ
  • 6. ข้าพเจ้าคิดว่าทุนขนาดใหญ่หมายถึง อดีตนายก ทักษิณ ชินวัตร และกลุ่มทุนใหม่ผู้สนับสนุนท่าน
  • 7. ข้าพเจ้าฉงน สงสัยว่า ใครคือชนวนสร้างอารมณ์แบบหมีกินผึ้งของ ดร. อนุสรณ์ เพราะ ในขณะที่ตอนแรก ผู้จัดรายการบอกกันและกันว่า น่าจะเป็นการ Quote ผิด ที่ว่า นายสาทิตย์ จะเปลี่ยนแปลงบอร์ด อสมท. แต่ในช่วงหนึ่งของการจัดรายการ ดร. อนุสรณ์ ดูจะมีอารมณ์ขึ้นมาเมื่อพูดถึงประเด็นของการแทรกแซงรัฐวิสาหกิจ เช่น ท้าออกอากาศให้ถอดรายการ และบอกว่าเหลืออดเพราะโดนกระทำมาก แถมปิดท้ายรายการด้วยการบอกว่าเตรียมตัวรับโทรศัพท์ ซึ่งก็ต้องมาจากฝ่ายรัฐบาล เพราะสอดคล้องกับประโยค ต่อมาที่ว่า เสาร์ อาทิตย์ที่ผ่านมารับโทรศัพท์ไม่หวาดไม่ไหว สัปดาห์ที่แล้วแค่วิจารณ์ครม.ว่าบางคนไม่มีประสบการณ์อย่างไรก็ดี ท่านก็กลับมาแสดงความเชื่อมั่นในความใจกว้างของรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ ซึ่งมีนัยยะกลับกันไปมา
  • 8. ข้าพเจ้าคิดว่า การแทรกแซงสื่อ เป็นภัยต่อระบอบประชาธิไตย ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลยิ่งต้องมีหน้าที่ต้องวางระบบเพื่อป้องกันการแทรกแซง และ ทำให้เกิดความโปร่งใสอย่างที่สุดด้วย
  • 9. โดยรวมแล้ว ข้าพเจ้า ชื่มชมเทปรายการนี้ครับ และ ข้าพเจ้าก็คิดว่า คลื่น 96.5 FM เป็นคลื่นวิทยุที่ดีครับ

 

ขอบคุณที่ติดตามครับ

Read Full Post »

recommendare

 

บันทึก

จากปาฐกถาหัวข้อ  “การปฏิรูปการเมือง กับ การออกแบบรัฐธรรมนูญ”

 

ปาฐกถา 14 ตุลาคม 2551 

ณ  อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว กรุงเทพฯ

บรรยาย  โดย

ศ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์   อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

กล่าวดังนี้

 

ศ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ 

“การปฏิรูปการเมืองมิอาจเกิดขึ้นได้ในสังคมการเมืองที่มีการแยกขั้วเกินกว่าที่จะเข้าใจได้ดังเช่นสังคมไทยปัจจุบัน เพราะการปฏิรูปการเมืองโดยตัวของมันเองมีแต่จะจุดชนวนของการแยกขั้ว การปฏิรูปการเมืองต้องการฉันทานุมัติจากประชาชน ปราศจากฉันทานุมัติจากประชาชน รัฐธรรมนูญที่ร่างใหม่ย่อมไม่มีเสถียรภาพ หากสังคมไทยยังไม่คืนสภาพสู่สังคมแห่งการใช้เหตุผล การปฏิรูปการเมืองและการร่างรัฐธรรมนูญที่จะได้รับฉันทานุมัติยากที่จะเกิดขึ้นได้”

 

ความนำ

การเลือกหัวข้อการปฏิรูปการเมืองกับการออกแบบรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ได้ต้องการเสนอพิมพ์เขียวในการปฏิรูปการเมือง ไม่ต้องการเสนอวิธีการออกแบบร่างร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ต้องการชี้ประเด็นสำคัญบางอย่าง
สำหรับการปาฐกถาวันนี้ แบ่งเป็น 2 หัวข้อใหญ่ คือ

1. การปฏิรูปการเมือง กับ
2. การออกแบบรัฐธรรมนูญ

โดยขอเริ่มต้นนำปาฐถาโกมล คีมทอง 2518 ของ เสน่ห์ จามริก ที่พูดถึง 14 ตุลาว่าเป็นการปฏิวัติวัฒนธรรมที่สำคัญ

 

1. การปฏิรูปการเมือง

ปฏิรูปการเมือง…เพื่ออะไร ?ในส่วนแรกจะพูดการปฏิรูปการเมือง โดยต้องการเน้นว่าปฏิรูปการเมืองเพื่ออะไร? ในบรรดารัฐธรรมนูญ 18 ฉบับที่ออกมาจนขณะนี้ มีเพียง 1 ฉบับที่เขียนในคำปรารภชัดเจนว่า ร่างขึ้นบนฐานเจตนารมณ์ของการปฏิรูปการเมือง รัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ปรากฏคำนี้ แม้ สสร.50 มักพูดถึงว่าร่างนี้ว่าเป็นไปเพื่อปฏิรูปการเมือง น่าสนใจว่า ในการร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ 40 และ 50 สสร.ทั้ง 2 ชุดไม่เคยมีการถกอภิปรายว่าต้องการปฏิรูปการเมืองเพื่ออะไร?

 

ในรัฐธรรมนูญ 40 ปรากฏในคำปรารภชัดเจนว่า ต้องการปฏิรูปเพื่อ 3 เป้าหมายหลัก คือ

1. ส่งเสริมและคุ้มรองสิทธิเสรีภาพของประชาชน

2. ให้ประชาชนมีส่วนร่วมการปกครองและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

3. ปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ 

 

ส่งเสริมและคุ้มรองสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ในเรื่องสิทธิ เสรีภาพของประชาชน เราพบว่า การออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่บังคับใช้อยู่แล้วเพื่อส่งเสริมเรื่องนี้ ไม่เป็นไปอย่างเข้มแข็ง จนบัดนี้สิ่งที่เรียกว่า “สิทธิชุมชน” ก็ยังไม่มีกฎหมาย ส่วนการเติบโตของภาคการเมืองประชาชนและการมีส่วนร่วมทางการเมืองนั้น ก็เกิดขึ้นจากภาคประชาชนเอง แต่ที่รัฐธรรมนูญประสบความสำเร็จ คือการสร้าง strong executive (ฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง) มีการปกป้องนายกฯ อย่างเข้มแข็ง จนเกิดการรวบอำนาจผูกขาดทางการเมือง ทำให้ดูดซับส่วนเกินทางเศรษฐกิจในกระบวนการบริหารและกำหนดนโยบาย เป็นที่มาของการต่อต้านระบอบทักษิณ อยากเรียกร้องให้ชุมชนวิชาการและประชาชนสนใจคำถามว่า “ปฏิรูปการเมืองเพื่ออะไร?” ตอบคำถามนี้ให้ได้ก่อนเดินเครื่องปฏิรูปการเมือง

 เป้าหมาย 2 ระดับของการปฏิรูปการเมือง 

การปฏิรูปการเมืองแบ่งเป้าหมายออกเป็น 2 ระดับ คือ “ระดับบั้นปลาย” กับ “ระดับขั้นกลาง”

 

เป้าหมายในบั้นปลาย คือ การสถาปนาระบอบการเมืองการปกครองที่เอื้อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดี แบ่งปันทรัพยากรอย่างเท่าเทียมกัน สังคมมีสันติสุข ดังนั้น ตลาดการเมืองจึงเป็นตลาดการแลกเปลี่ยนซื้อขายบริการความสุข พรรคการเมืองและนักการเมืองเสนอขายบริการความสุขให้แก่ประชาชน เมื่อได้รับเลือกตั้งแล้วได้ผลิตบริการความสุขให้หรือไม่ รัฐธรรมนูญต้องให้ความสนใจ

 

เป้าหมายขั้นกลา เรื่องนี้ว่าผมเปลี่ยนแปลงความคิดไปจากตอนที่เขียนหนังสือเศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญ

1.     เป้าหมายแรกคือ “การแข่งขันทางการเมือง” ซึ่งต้องยอมรับว่าไม่มีทางที่ตลาดการเมืองจะมีการแข่งขันสมบูรณ์ได้ แต่ก็ต้องให้มีการแข่งขันมากไปกว่าที่เป็นมาและเป็นอยู่

2.     เป้าหมายที่สอง คือ เรื่อง”ธรรมาภิบาล” เป็นประเด็นที่วงวิชาการ เศรษฐศาสตร์การเมืองสนใจศึกษามาก โดยเฉพาะประเด็นความรับผิด

 

ถ้าเราจะปฏิรูปการเมือง ต้องส่งเสริมให้มีการแข่งขันทางการเมืองมากขึ้น อุปสรรคหลักของเรื่องนี้อยู่ที่ความไม่สมบูรณ์ของสารสนเทศ นักการเมืองและพรรคการเมืองมีสารสนเทศสมบูรณ์กว่าประชาชน เป็นลักษณะเช่นเดียวกับตลาดการเงินเช่นกัน อย่างไรก็ดี มันก็ไม่ใช่เป็นเหตุที่จะละเลยให้มีการแข่งขันที่สมบูรณ์ขึ้น เพราะมันจะช่วยให้สังคมการเมืองสามารถผลิตบริการความสุขให้ประชาชนด้ด้วยต้นทุนต่ำและมีคุณภาพ เรื่องธรรมาภิบาลก็เช่นกัน โดยหวังว่าการแข่งขันที่มากขึ้นกับระบอบที่มีธรรมาภิบาลจะทำให้ประชาชนมีชีวิตที่ดี สังคมมีสันติสุข


ส่วนที่มีนักเศรษฐศาสตร์จำนวนไม่น้อยมีความเห็นว่า ไม่สามารถเปรียบตลาดการเมืองกับตลาดสินค้าและบริการ แตกต่างในพื้นฐานหลายประการ จะขอข้ามในประเด็นเหล่านั้นไปก่อน

 

ความหมายของการแข่งขันทางการเมือง

ความหมายของการแข่งขันทางการเมือง มีความหมายแตกต่างกันอย่างน้อย 3 ความหมาย

1.     การแข่งขันเพื่อยึดกุมตำแหน่งทางการเมือง จะส่งเสริมให้มันเพิ่มขึ้นได้อย่างไร?

2.     การกระจายอำนาจทางการเมือง ทำให้อำนาจรัฐบาลส่วนกลางลดลง กระจายสู่หน่วยปกครองท้องถิ่น

3.     การแข่งขันของพรรคการเมือง (จำเป็นต้องไม่ลงรายละเอียดในเรื่องนี้เพราะเวลาน้อย)

 

การแข่งขันทางการเมืองก่อให้เกิดประโยชน์และโทษอย่างไร?

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้ คือ

1.     ลดการกระจุกตัวของอำนาจที่เปิดโอกาสให้มีการใช้อำนาจในทางฉ้อฉลได้ง่าย

2.     ทำให้สารสนเทศทางการเมืองสมบูรณ์มากขึ้น สังคมการเมืองโปร่งใสมากขึ้น

3.     ทำให้มีความรับผิดในทางการเมือง นักการเมืองและพรรคต้องรับผิดต่อประชาชนมากขึ้น

4.     ช่วยลดทอนการดูดซับส่วนเกินทางเศรษฐกิจในกะรบวนการกำหนดนโยบาย

5.     บริการสาธารณะจะดีขึ้น ถ้าตลาดการเมืองเป็นตลาดซื้อขายบริการความสุข ประชาชนจะเลือกจากนักการเมืองที่สามารถผลิตบริการนั้นมีคุณภาพและต้นทุนต่ำที่สุด

 

ผลเสียที่คาดว่าจะเกิด

1. ผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ อาจรู้สึกว่าการแข่งขันนั้นเข้มข้น ตัวเองอาจพ่ายแพ้ทางการเมือง ทำให้อาจจะเร่งดูดซับส่วนเกินทางเศรษฐกิจจากการกำหนดนโยบาย

2. ผู้ดำรงตำแหน่งอยู่อาจไม่กล้าริเริ่มนโยบายใหม่ ถ้าต้องตามมาด้วยการเก็บภาษีเพิ่มและทำลายคะแนนนิยมทางการเมือง

 

ข้อเสนอเกี่ยวกับนักการเมือง พรรคการเมือง ตลาดการเมือง


ข้อเสนอเกี่ยวกับตลาดนักการเมือง เช่น ต้องไม่มีอุปสรรคในการเข้าหรืออกจากการแข่งขัน ต้องเลิกบังคับ ส.ส.สังกัดพรรค เลิกระบอบบัณฑิตยาธิปไตยสำหรับผู้สมัคร ส.ส.

 

ข้อเสนอเกี่ยวกับตลาดพรรคการเมือง คือ

1.     ต้องอำนวยการให้จัดตั้งพรรคการเมืองเป็นไปได้ง่าย แต่ พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง แม้ว่าจะเปิดโอกาสให้มีการตั้งพรรคง่าย แต่เต็มไปด้วยเงื่อนไขที่ทำให้อยู่ยาก เช่น จำนวนสมาชิก สาขาพรรค ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อพรรคขนาดเล็ก อย่าลืมว่าพรรคที่มีอุดมการณ์มักเติบโตจากพรรคขนาดเล็กและไม่สามารถแบกรับภาระเหล่านั้นได้

2.     เรื่องการกระจายอำนาจ อปท.ต้องมีอิสระทางการคลัง มีอำนาจจัดเก็บภาษี และรัฐบาลกลางให้งบประมาณมากขึ้น รวมทั้งกำหนดให้ท้องถิ่นมีหน้าที่ผลิต local public goods เช่น บริการการศึกษา สาธารณสุข ตำรวจ

 

ข้อเสนอเกี่ยวกับสารสนเทศทางการเมือง เช่น เผยแพร่สถิติการเข้าประชุมรัฐสภา, เผยแพร่มติของพวกเขาในการลงมติอนุมัติ/ไม่อนุมัติ ร่างพ.ร.บ.หรือสนธิสัญญาต่างๆ, เผยแพร่หนี้สิน/ทรัพย์สินผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้สมัคร ส.ส.,ส.ว. , เผยแพร่ การต้องคดีผู้ดำรงตำแหน่ง, เผยแพร่ข้อมูลนโยบายของพรรคการเมือง, เผยแพร่การใช้จ่ายจริงของรัฐบาลในแผนงานและโครงการต่างๆ

 

ข้อเสนอเกี่ยวกับกฎหมายป้องกันการผูกขาดในทางการเมือง (Political Competition Law) การเมืองก็ควรมีการห้ามพรรคการเมืองควบหรือครอบพรรคอื่นระหว่างมีสภาผู้แทนฯ และยังไม่ได้ยุบสภา, ห้าม ส.ส.ย้ายพรรคในระหว่างมีสภาผู้แทนฯ และไม่ได้ยุบสภา ยกเว้นแต่พรรคถูกยุบ

ธรรมาภิบาล การกำหนดในรัฐธรรมนูญ


ธรรมภิบาลถือเป็นเป้าหมายที่สำคัญ ในการนำไปสู่เป้าหมายสุดท้ายของการปฏิรูปการเมือง อย่างต่ำสุดต้องพูดถึงเรื่องความโปร่งใส การมีส่วนร่วม และการรับผิด

ในเรื่องความโปร่งใส


ข้อพิจารณาที่ 1. คือ เสรีภาพในข้อมูลข่าวสาร รัฐธรรมนูญต้องให้หลักประกัน

ข้อพิจารณาที่ 2. ข้อมูลข่าวสารทางราชการถือเป็นสมบัติสาธารณะ ต้องเปิดเผย การไม่เปิดเผยมีความผิด อันนี้ต่างจากรัฐธรรมนูญ 40 และ50 ที่ยึดหลักว่าคนที่ต้องการข้อมูลต้องแบกรับภาระต้นทุนของการได้มาซึ่งข้อมูลข่าวสาร เพราะต้องยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการฯ

ข้อพิจารณาที่ 3. เสนอให้กำหนดเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ดังตัวอย่าง US freedom of info Act of 1966 ซึ่งทำให้ต้องเปิดเผยข้อมูลแพนตากอนในช่วงสงครามเวียดนาม

ข้อพิจารณาที่ 4. กำหนดให้กฎหมาย ให้เสรีภาพสื่อมวลชนเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

ข้อพิจารณาที่ 5. รายงานการศึกษาโครงการลงทุนของรัฐเป็นสมบัติสาธารณะ ไม่เปิดเผยถือว่าผิดกฎหมาย เช่น การประเมินโครงการ การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ การประเมินผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม

ข้อพิจารณาที่ 6. เงินบริจาคพรรคการเมือง ต้องรายงานยอดเงิน พร้อมเปิดเผยรายชื่อทุกเดือน เพราะนี่เป็นการซื้อเสียงยิ่งกว่าที่ไปจ่ายเงินให้ประชาชน ต้องเปิดให้รู้ว่าเมื่อพรรคนี้มีอำนาจแล้วได้ดำเนินนโยบายเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนที่บริจาคหรือไม่

 

ในเรื่องการมีส่วนร่วม ขอข้ามเรื่องนี้ไปเนื่องจากเวลาน้อย

 

ในเรื่องความรับผิด รัฐธรรมนูญอาจช่วยได้บ้าง ความรับผิดที่สำคัญ คือ ความรับผิดในการส่งมอบบริการความสุขให้ประชาชน เช่น ในการเลือกตั้งไปโฆษณาบริการของตนเอง แต่เมื่อมีอำนาจ หากนักการเมืองและพรรคการเมืองไม่ส่งมอบบริการความสุขจะทำอย่างไร? ทั้งรัฐธรรมนูญ 40 และ 50 ไม่ให้ความสำคัญในการสร้างกลไกของความรับผิด

 

ข้อพิจารณาที่ 1. ในการแถลงนโยบาย นายกฯ ต้องแถลงด้วยว่านโยบายที่ใช้หาเสียง นโยบายใดบ้างที่ไม่ปรากฏในนโยบายของรัฐบาล

ข้อพิจารณาที่ 2. ต้องแถลงและเสนอรายงานต่อสภาทุกปี ระบุอย่างชัดเจนว่า นโยบายที่แถลงไปนโยบายใดยังไม่ได้ดำเนินการ นโยบายใดดำเนินการถึงไหน

ข้อพิจารณาที่ 3. การใช้งบในทางสูญเปล่า และดำเนินนโยบายผิดพลาดจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่สังคม รัฐมนตรีและหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องรับผิดทางแพ่ง อันนี้ยกประเด็นให้มาถกกัน

 

2. การออกแบบรัฐธรรมนูญ


เกี่ยวกับการออกแบบรัฐธรรมนูญจะพูดถึง 2 เรื่อง คือ

        หลักการออกแบบรัฐธรรมนูญ และ

        ประเด็นสำคัญในการออกแบบรัฐธรรมนูญ

โดยขอพูดเฉพาะเรื่องที่ 2. ส่วนเรื่องหลักการออกแบบ ไม่ขอลงรายละเอียด แต่โดยคร่าวๆ คือ เรามองรัฐธรรมนูญว่าเป็นอะไร? สิ่งที่เสนอคือ ต้องการให้รัฐธรรมนูญเป็นกลไกการประสานงานในสังคม (Social Coordination Mechanism) เพื่อให้สังคมการเมืองบรรลุเป้าหมายของการปฏิรูปการเมือง

ประเด็นสำคัญในการออกแบบรัฐธรรมนูญ คือ

1.     สิทธิเสรีภาพและหน้าที่ของชนชาวไทย

2.     อำนาจนิติบัญญัติ

3.     อำนาจบริหาร

4.     อำนาจตุลาการ

5.     การแบ่งแยกอำนาจ และการตรวจสอบถ่วงดุล

6.     ธรรมภิบาล

7.     ธรรมนูญการคลังและธรรมนูญการเงิน

8.     กฎการลงคะแนนเสียง

9.     องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ

10.  กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเพื่ออนุวัตรตามรัฐธรรมนูญ

11.  การให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ

12.  การปริทัศน์รัฐธรรมนูญ (Review)

13.  การแก้ไขเพิ่มเติมและการร่างรัฐธรรมนูญ

 

1. เรื่องสิทธิเสรีภาพและหน้าที่ของปวงชนชาวไทย

เพียงแต่ตั้งคำถามให้ถกว่า หน้าที่ใดควรบรรจุย่อมขึ้นกับดุลยพินิจของผู้ร่าง และพบว่าบางครั้งเกินกว่าความจำเป็น ส่วนที่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งคือ การกำหนดหน้าที่ในการใช้สิทธิเลือกตั้ง นัยสำคัญคือการบังคับ ลิดรอนสิทธิทางการเมืองในขั้นพื้นฐาน ส่วนการระงับความขัดแย้งให้ใช้มติเอกฉันท์ทำให้ทำได้ยาก ส่วนการกำหนดสิทธิเสรีภาพขอปวงชนทำให้ลดความขัดแย้ง ลดทอนความรุนแรงของความขัดแย้ง


อาจอหังการ์เกินไปที่จะบอกว่าไม่มีบทบัญญัติสากลว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ เพราะมันแตกต่างไปตามกาละและเทศะ จึงต้องทบทวนในรัฐธรรมนูญเป็นครั้งคราว อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนกำหนดเรื่องสิทธิเสรีภาพอย่างกว้างขวาง คำถามพื้นฐานคือ รัฐธรรมนูญฉบับ 50 กำหนดสิทธิพื้นฐานมากเกินกว่าศักยภาพของรัฐในการตอบสนองหรือไม่ ถ้ารัฐไม่สามารถตอบสนองได้ สิ่งที่เกิดคือ คุณภาพของบริการของรัฐจะต่ำลงเรื่อยๆ เช่น บริการการศึกษา แม้จะเห็นด้วยในหลักการว่าประชาชนควรได้รับ แต่จะให้เป็น universal service หรือไม่? อย่างไรก็ตาม เรื่องสิทธิจะไร้ความหมายถ้าไม่บัญญัติกฎหมายใหม่ล้อตามรัฐธรรมนูญ และไม่เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมให้เคารพสิทธิผู้อื่น สิ่งสำคัญคือต้องเน้นย้ำเรื่องเสรีภาพในข้อมูลข่าวสารด้วย (freedom of information)


นอกจากนี้ยังเสนอให้มีการสถาปนาสิทธิในทางเศรษฐกิจ (economic rights) ของชนชาวไทย เรื่องนี้ผมให้ความสำคัญมากกว่า การให้บริการสวัสดิการกับชนชาวไทยอย่างเสมอภาคเสียอีก ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนระบุให้ประชาชนมีสิทธิได้รับหลักประกันรายได้ขั้นต่ำในการประทังชีวิต


2. เรื่องอำนาจนิติบัญญัติ

ข้อพิจารณาที่ 1. จารีตรัฐธรรมนูญไทยบั่นทอนการทำหน้าที่นิติบัญญัติ ทั้งที่รัฐธรรมนูญควรมีบทบัญญัติเกื้อกูลการใช้อำนาจนิติบัญญัติของรัฐสภา เช่น ส.ส.มีอำนาจเสนอร่างกฎหมายโดยไม่ต้องขอมติพรรค แต่ต้องมีสมาชิก ส.ส.ไม่น้อยกว่า 5% ลงนามรับรอง, ส.ส.มีอำนาจในการเสนอกฎหมายการเงินโดยไม่ต้องผ่านการเห็นชอบจากนายกฯ นอกจากนี้ยังต้องมีบทบัญญัติในรายละเอียดที่จะจำกัดอำนาจฝ่ายบริหารในการตรา พ.ร.ฎ. หรือ เพราะบางครั้งกฎหมายลำดับรองเหล่านั้น หรือกฎกระทรวงอาจมีผลกระทบมากกว่าตัว พ.ร.บ.เสียอีก

ข้อพิจารณาที่ 2 รัฐสภาต้องการเป็นระบบสภาเดี่ยวหรือสภาคู่ เป็นประเด็นที่ต้องถกเถียงกัน แต่ระบบรัฐสภาไทยค่อนข้างลงตัวในระบบสภาคู่ แต่กระนั้นก็มีคนไม่เห็นด้วยกับมัน

ข้อพิจารณาที่ 3 ระบบการเลือกตั้ง คำถามคือต้องการเห็นสังคมการเมืองพัฒนาไปแบบไหน ต้องการเป็นทวิพรรค ( Bi-Party system) หรือพหุพรรค (Multi-Party system) เพราะระบบการเลือกตั้งมีผลต่อพัฒนาการของการเมืองในระบบของอังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย เป็นระบบเขตเดียวคนเดียว กฎการลงคะแนนเสียงคือ คนได้คะแนนสูงสุดได้รับเลือก โดยไม่ดูว่าเกิน 50% ของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งนำไปสู่ระบบทวิพรรค ถ้าใช้ระบบ Proportional Representation เป็นระบบพหุพรรค และยังมีทางเลือกเป็นระบบที่ 3 คือ Mix member Electoral system ซึ่งปรากฏในรัฐธรรมนูญ 40 


คำถามคือต้องการเห็นรัฐสภาขนาดใหญ่หรือเล็ก ส่วนผมอยากเห็นรัฐสภาขนาดเล็ก ซึ่งต้องกระจายอำนาจออกจากส่วนกลาง ข้อเสนอที่เสนอเป็นตุ๊กตา คือ ส.ส.400 ผู้แทนเขต 300 ปาร์ตี้ลิสต์ 100. การเลือกตั้ง ส.ส. ใช้ single member district representation ปาร์ตี้ลิส์ ใช้ประเทศเป็นเขตการเลือกตั้งโดยไม่มีเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำ ส่วน ส.ว.นั้นเลือกจังหวัดละ 1 คน 


3. เรื่องอำนาจบริหาร

ข้อพิจารณาที่ 1. นายกฯ ต้องเป็น ส.ส. หรือ ส.ว.

ข้อพิจารณาที่ 2. รมต. ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกสภา แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภา

ข้อพิจารณาที่ 3. นายกฯ ต้องเสนอร่างนโยบายต่อสภาผู้แทนก่อนเข้าบริหาร และต้องให้การเห็นชอบโดยมีการลงมติ ตรงกันข้ามกับจารีตรัฐธรรมนูญ

4. เรื่องอำนาจตุลาการ

ข้อพิจารณาที่ 1. ใครมีอำนาจแต่งตั้งและปลดตุลาการ

ข้อพิจารณาที่ 2. อำนาจตุลาการควรก้าวล่วงไปเขตอื่นมากน้อยเพียงใด ตราบจนรัฐธรรมนูญ 40 อำนาจตุลาการอยู่ด้วยตัวของตัวเอง ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับอำนาจอื่น แต่รัฐธรรมนูญ 50 ตุลาการได้ก้าวล่าวงไปใช้อำนาจนิติบัญญัติและบริหาร

ข้อพิจารณาที่ 3. ผู้พิพากษาและตุลาการต้องมีอิสระในการพิจารณาคดี

5. เรื่องการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย

หลักนี้มีความหมายหลากหลาย มีทั้งทางกายภาพคือ การแบ่งแยกตัวบุคคลที่ใช้อำนาจ เช่น ห้าม ส.ส.ดำรงตำแหน่ง รมต. แต่ตรงนี้ต้องการเน้นความสำคัญ

เรื่องที่ 1. การแยกอำนาจหน้าที่

เรื่องที่ 2. การตรวจสอบถ่วงดุล ถามว่าใครควรมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจตุลาการ และจะตรวจสอบได้อย่างไร? ดังนั้นองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบทั้ง 3 อำนาจต้องมีการกำหนดอำนาจและหน้าที่ให้ชัด อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 40 ได้แยกอำนาจหน้าที่องค์กรอิสระได้เป็น 2 ประเภท

1.     ควบคุมกำกับตรวจสอบสังคมการเมือง

2.     ควบคุมกำกับตรวจสอบเฉพาะ sector เช่น เรื่องวิทยุโทรทัศน์ โทรคมนาคม ซึ่งไม่เห็นด้วยที่จะใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ ควรเป็นกฎหมายแยกต่างหาก นอกจากนี้ สื่อมวลชนยังมีบทบาทในการตรวจสอบเช่นเดียวกับประชาชน รัฐธรรมนูญจึงต้องประกันสิทธิในการแสดงความเห็น และเสรีภาพสื่อ

 

6. เรื่องธรรมภิบาล

ธรรมาภิบาล ถ้าสังคมมีสิ่งนี้ ประโยชน์จะตกกับทั้งสังคมโดยส่วนร่วม จึงเป็น pure public goods ซึ่งรัฐธรรมนูญทั้งปี 40 และ 50 วางหลักไว้ว่า คนต้องการธรรมาภิบาลต้องรับภาระต้นทุนด้วย ต้องทำลายหลักการนี้ ถ้าเราต้องการมันและเชื่อว่ามันเป็นสินค้าสาธารณะที่แท้ สังคมต้องเป็นผู้รับภาระของการได้มาซึ่งธรรมภิบาล จึงต้องเปลี่ยนบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญใหม่


7. ธรรมนูญทางการคลัง

ธรรมนูญทางการเงิน รัฐธรรมนูญมีการแยกตัวบุคคลชัดเจน แต่ไม่ค่อย มี monetary อย่างไรก็ตาม การแบ่งแยกตัวบุคคลก็ไม่เหมือนกับประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ต้องการลดอำนาจของฝ่ายบริหารในทางการคลัง เช่น ในสหรัฐอเมริกามี social movement มา 30 กว่าปี จะให้มี balance budget amendment คือให้รัฐบาลใช้งบประมาณสมดุล แต่จารีตรัฐธรรมนูญไทยกลับตาลปัตร เพราะควบคุมอำนาจทางการคลังของฝ่ายนิติบัญญัติ เช่น ห้ามฝ่ายนิติบัญญัตินำเสนอกฎหมายทางการเงิน ห้ามฝ่ายนิติบัญญัติแปรญัตติลดวงเงินงบประมาณรายจ่าย เป็นการลดทอนอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ

 

ข้อพิจารณาที่ 1. การเก็บภาษีอากร ถ้าไม่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชนไม่อาจกระทำได้

ข้อพิจารณาที่ 2 รัฐบาลมีอำนาจจัดสรรงบประมาณแก่องค์กรประชาชนและองค์การพัฒนาเอกชนที่มีผลงานในด้านการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ การเมืองโดยประจักษ์แจ้ง จากที่มีจารีตแต่ในทางจัดสรรให้หน่วยงานรัฐ

ข้อพิจารณาที่ 3. รัฐบาลต้องจัดสรรรายได้จากการเก็บภาษี ให้หน่วยการปกครองท้องถิ่นตามสัดส่วนอันพึงได้ ทั้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นิติบุคคล ภาษีการขาย การบริโภค ทรัพยากร และรัฐบาลมีอำนาจจัดสรรายได้ให้แก่หน่วยการปกครองท้องถิ่นที่มีรายได้น้อย โดยให้มากกว่าหน่วยการปกครองท้องถิ่นที่มีรายได้มาก


นอกจากนี้ควรให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีความเป็นอิสระในการบริหารนโยบายการเงิน เพื่อบรรลุเป้าหมายเสถียรภาพราคาและการเงิน โดยต้องไม่ละเลยการพิจารณาผลกระทบที่มีต่อเป้าหมายความยากจน และการกระจายรายได้ ตลอดจนเป้าหมายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน โดย ธปท.ต้องรายงานและให้การต่อรัฐสภาอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง


8. เรื่องกฎการลงคะแนนเสียง

เราเข้าใจผิดมาตลอดว่าที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญเป็นคะแนนเสียงข้างมาก จริงๆ แล้วเป็นกฎข้างน้อย คือ กำหนดองค์ประชุมไว้ว่าต้องเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิก และมติต้องเกินกึ่งหนึ่งของผู้เข้าประชุม ดังนั้นเท่ากับกฎหมายผ่านด้วยคะแนนมากกว่า 25% ของสมาชิกเท่านั้น ทำให้สังคมไทยมีกฎหมายมากเกินว่าความสามารถในการบังคับใช้ กฎคะแนนเสียงข้างน้อยเช่นนี้อาจอนุโลมใช้กับการประชุมระดับกรรมาธิการต่างๆ แต่ควรใช้กฎคะแนนเสียงข้างมากในวาระการผ่านกฎหมาย หรือ 50% ของจำนวนสมาชิกที่มี

 

ส่วนมติหรือร่างกฎหมายต่อไปนี้ ต้องยึดกฎคะแนนเสียงข้างมากอย่างเข้มงวด หรือต้องได้เสียง 2 ใน 3 ของสมาชิก คือ กฎหมายการเงิน การคลัง กฎหมายที่สร้างการผูกขาด กฎหมายถ่ายโอนโยกย้ายส่วนเกินทางเศรษฐกิจ กฎหมายที่มีผลกระทบต่อคนจน กฎหมายมีผลต่อสิ่งแวดล้อมทรัพยากร การย้ายถิ่นฐานของประชากร รวมถึงข้อตกลงระหว่างประเทศ

 

ส่วนที่ต้องการเข้มงวดสุดๆ หรือใช้เสียง 3 ใน 4 ของจำนวนสมาชิก คือ กฎหมายการขายทรัพย์สินและกิจการรัฐ การประกาศสงคราม กฎหมายหรือข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีผลต่ออำนาจรัฐ

 

9. เรื่ององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ

อย่างที่บอกว่ามี 2 ประเภท ในส่วนเฉพาะ sector ควรอยู่ในกฎหมายเฉพาะ เป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และทบทวนบางองค์กรที่ทำหน้าที่ไม่มีประสิทธิภาพ และสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ ต้องขอโทษที่ต้องยกตัวอย่าง เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) และขอเสนอให้จัดตั้งองค์กรประเมินและติดตามการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล และการดำเนินการของ ธปท. เช่น US General Accounting Office

10. เรื่องการตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายให้อนุวัตรตามรัฐธรรมนูญ

สำหรับข้อนี้มีประเด็นน่าห่วงคือ สิ่งเหล่านี้ควรมาพร้อมร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าตรากฎหมายประกอบโดยองค์กรที่ต่างไปจากองค์กรที่ร่างรัฐธรรมนูญ เจตนารมณ์ก็อาจแตกต่างไป และเสนอว่าภายใน 2 เดือนที่รัฐธรรมนูญบังคับใช้ รัฐบาลต้องเริ่มต้นกระบวนการตรากฎหมายอนุวัตรตามรัฐธรรมนูญ ส่วนการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงประชาชนผ่านการลงประชามติ

11. การปริทัศน์รัฐธรรมนูญ (Constitutional Review)

ควรมีการทบทวนรัฐธรรมนูญเมื่อบังคับใช้มา 10 ปี โดยให้ประมุขฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลากร แต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมาประเมินผลการบังคับใช้รัฐธรรมนูญและเผยแพร่สู่สาธารณชน

 

ส่วนการแก้ไข เป็นหน้าที่ของใคร? รัฐสภาไม่ควรร่างและแก้ไขรัฐธรรมนูญเพราะมีผลประโยชน์ได้เสีย เมื่อมีการร่างหรือแก้ไขฉบับเดิม ให้จัดตั้ง constitutional convention เพื่อดำเนินการ และการเสนอแก้ไขต้องให้สิทธิกับประชาชนและสถาบันต่างๆ เข้าร่วม และร่างจะบังคับใช้ได้ ต้องได้ความเห็นชอบจากสภาร่าง และประชาชน โดยกำหนดไปเลยว่าห้ามสมาชิกสภาร่าง และ กมธ.ที่ร่าง ดำรงตำแหน่งในรัฐสภา ครม. และองค์กรอิสระในวาระแรกที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่บังคับใช้

 

“ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ ผมได้เสนอความเห็นเกี่ยวกับเป้าหมายการปฏิรูปการเมือง และการออกแบบรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูปการเมือง ในปาฐกถานี้ หลายต่อหลายประเด็น ผมเพียงแต่ตั้งคำถาม แต่ไม่มีตอบ ข้อที่ประจักษ์แจ้งก็คือ ปาฐกถานี้ไม่ได้นำเสนอพิมพ์เขียวการปฏิรูปการเมือง การปฏิรูปการเมืองมิอาจเกิดขึ้นได้ในสังคมการเมืองที่มีการแยกขั้วเกินกว่าที่จะเข้าใจได้ดังเช่นสังคมไทยปัจจุบัน เพราะการปฏิรูปการเมืองโดยตัวของมันเองมีแต่จะจุดชนวนของการแยกขั้ว การปฏิรูปการเมืองต้องการฉันทานุมัติจากประชาชน ปราศจากฉันทานุมัติจากประชาชน รัฐธรรมนูญที่ร่างใหม่ย่อมไม่มีเสถียรภาพ หากสังคมไทยยังไม่คืนสภาพสู่สังคมแห่งการใช้เหตุผล การปฏิรูปการเมืองและการร่างรัฐธรรมนูญที่จะได้รับฉันทานุมัติยากที่จะเกิดขึ้นได้”

 

Read Full Post »

recommendare

 

บันทึก

จากเสวนาหัวข้อ  “สิทธิชุมชน ชุมชนไม่มีสิทธิ์”

 

โครงการเสวนา “รัฐธรรมนูญไทยในหล่มโคลน”

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ร่วมกับ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

ณ  ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  9 – 12  น. 

บรรยาย  โดย

ศาสตราจารย์ เสน่ห์ จามริก  ประธานสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์     อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

กล่าวดังนี้

 

ศาสตราจารย์ เสน่ห์ จามริก

 

สำหรับวันนี้การเสวนาในเรื่อง”สิทธิชุมชน ชุมชนไม่มีสิทธิ์” เนื้อหาหลักจะเกาะอยู่กับเรื่องราวใน 3 ประเด็นด้วยกันคือ 1. เรื่องของปัญหาเกี่ยวกับสิทธิชุมชน, 2. เรื่องของสาเหตุที่ว่า ทำไมชุมชนไม่มีสิทธิ์ และ 3. ทางออกของภาคประชาชน วันนี้เรามีวิทยากร 2 ท่านคือ ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก, ปัจจุบันท่านเป็นประธานสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, กับ ดร.อานันท์ กาญจนพันธุ์ เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นอกจากนี้ท่านยังเป็นเมธีวิจัยอาวุโสของ สกว.ด้วย  เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผมจึงขอเชิญท่านอาจารย์เสน่ห์ จามริก เป็นผู้เริ่มก่อนครับ

 

เสน่ห์ จามริก : สวัสดีครับ, ไหนๆเราก็มาพูดกันที่คณะรัฐศาสตร์ ซึ่งถือว่าเป็นสถาบันการศึกษา แล้วก็หัวข้อหลักในการเสวนาคือเรื่องสิทธิชุมชนในวันนี้ แต่ความจริงแล้ว เจตนาของผู้จัดต้องการให้พูดเรื่องสิทธิชุมชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในหลายๆหัวข้อที่ผู้เข้าร่วมเสวนาคงทราบดีว่ามีเรื่องอะไรบ้างในช่วงเดือนนี้ ทั้งหมดเป็นหัวข้อซึ่งมุ่งที่จะตอบคำถามว่า รัฐธรรมนูญไทยในหล่มโคลน เป็นอย่างไร

 

ผมขอทำความเข้าใจในเรื่องรัฐธรรมนูญก่อนสักนิดหนึ่ง ซึ่งผู้ดำเนินการอภิปรายได้พูดถึงรัฐธรรมนูญไทยฉบับปัจจุบัน ความจริงแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกเรียกชื่อกันหลายๆอย่าง เช่น รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน แต่สำหรับผมเรียกว่า”รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมือง” บอกว่ามีผู้ออกแบบให้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ผมก็อยากจะทำความเข้าใจตรงนี้เพื่อให้เข้าใจรัฐธรรมนูญอย่างถ่องแท้ขึ้นตามสมควร ในฐานะที่พวกเราเป็นประชาชนคนไทยซึ่งจะต้องมีส่วนรับผิดชอบในความเป็นไป ในความศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ศักดิ์สิทธิ์ ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของรัฐธรรมนูญ

 

อันนี้ไม่ใช่อยู่ที่ผู้ออกแบบ หรือไม่ใช่อยู่ที่ สสร. แน่นอน สสร. และผู้ที่ร่างรัฐธรรมนูญต้องเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในฐานะที่เป็นกฎหมายสูงสุด แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นเพียงตัวบทกฎหมาย รัฐธรรมนูญเป็นมากกว่านั้น ตรงนี้ผมรู้สึกว่าเราไม่ค่อยได้มีการพูดถึงกัน ดังนั้นผมจึงอยากจะพูดตรงนี้เพื่อให้พวกเราได้ตระหนักถึงความสำคัญของรัฐธรรมนูญ มิฉะนั้นแล้วทุกครั้งที่มีปัญหา ก็บอกว่าจะต้องไปถาม สสร. ไปถามนักกฎหมายมหาชน ไปถามศาลรัฐธรรมนูญ อันนี้ไม่ใช่ครับ  มีนักวิชาการอเมริกันท่านหนึ่งซึ่งอาวุโสมากแล้ว ได้เคยให้นิยามเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมได้อ้างไว้ในหนังสือที่ผมเขียนว่า รัฐธรรมนูญเปรียบเสมือนเป็น”อัตชีวประวัติของสังคมการเมืองหนึ่งๆ” ถ้าเป็นสังคมเราก็เป็นอัตชีวประวัติของสังคมการเมืองไทย หรือถ้าเป็นสังคมอื่นๆ เช่น อังกฤษ อเมริกัน ก็ว่าไป

 

คำว่า”อัตชีวประวัติ”ก็คือประวัติของตัวเอง แปลว่าอะไร?

 

แปลว่า รัฐธรรมนูญเปรียบเหมือนเป็น การบันทึกถึงโลกชีวิตของสังคมไทย เมื่อเป็นโลกชีวิต ชีวิตไม่ได้เกิดวันนี้พรุ่งนี้ แต่โลกชีวิตก็มีอดีต มีประวัติศาสตร์ มีปัจจุบันและก็มีอนาคต แล้วก็มีเจตนารมณ์ของคนไทย รัฐธรรมนูญฉบับนี้กับอีกหลายๆฉบับที่ผ่านมา บอกว่าเป็นอัตชีวประวัติ เป็นประวัติชีวิตของสังคมการเมืองไทย ก็อาจจะกล่าวได้ว่า เป็นการบันทึกประวัติของสังคมการเมืองไทยเป็นมาอย่างไร และทีนี้ถ้าพวกเราอ่านหนังสือสักนิด ก็จะเข้าใจว่าสังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงมา ตั้งแต่ที่เราถูกจักรวรรดิ์นิยมตะวันตกเข้ามาเบียดเบียน นับแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติ 2475  เกิดรัฐประหาร 2490 เกิดรัฐประหาร 2501 ของจอมพลสฤษดิ์ แล้วก็มีการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยจนเกิดปัญหา 14 ตุลาคม 2516 จากนั้นก็ 6 ตุลาคม 2519 ต่อจากนั้นก็มีรัฐธรรมนูญครึ่งใบของพลเอกเปรม ติณสูรานนท์ แล้วก็มาถึงประชาธิปไตยเต็มใบในสมัยของพลเอกชาติชาย แล้วก็เกิดรัฐประหาร ผมเรียกว่า รัฐประหารหลงยุค คือไม่รู้ว่ายุคสมัยมันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว กูจะรัฐประหารท่าเดียว ในปี 2534 ของพลเอกสุจินดา แล้วก็เกิดพฤษภาทมิฬในปี 2535 จากปี 2535 เกิดการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปต่างๆ ซึ่งผมจะพูดถึงว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีใจความว่าอย่างไร

 

ช่วง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2535-40 ซึ่งเป็นปีกำเนิดของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตุลาคม 2540 ในช่วง 5 ปีนั้นมีการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปอย่างนั้นอย่างนี้ ก็มีการจัดตั้ง สสร.ขึ้นมา และได้บัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นในปี 2540 จนบัดนี้ประมาณ 6 ปีที่เราได้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจะเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเหมือนกับเป็นการรวบรวมปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาการใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่กดขี่ข่มเหงประชาชน การทุจริตคอรัปชั่น อะไรต่างๆพวกนี้ ความไม่เป็นธรรมทางสังคม การพัฒนาที่ทำให้ทรัพยากรของเราต้องเสื่อมโทรมลงไป ชุมชนเกิดการแตกสลายต้องหนีความยากจน อะไรพวกนี้ มันได้มาบรรจุในรัฐธรรมนูญหมด ผมอยากจะให้พวกเราเข้าใจตรงนี้

 

เพราะฉะนั้น รัฐธรรมนูญจึงเป็นสิ่งที่มีชีวิต ไม่ใช่เป็นเพียงสิ่งซึ่งถูกออกแบบขึ้นมาเป็นตัวหนังสือเท่านั้น แต่มีมากกว่านั้น เป็นแต่เพียงว่าผู้ที่อยู่ในฐานะอำนาจในการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เห็นแต่ตัวหนังสือ ไม่ได้เห็นชีวิตความเป็นมาและจิตวิญญาณ รวมทั้งเจตนารมณ์ของประชาชนในสังคม เพราะว่ามันเป็นจิตวิญญาณและเจตนารมณ์ที่ยังอยู่ในสภาพที่อ่อนแอ  ในขณะเดียวกัน วัฒนธรรมทางการเมืองของกลุ่มที่ผมเรียกรวมๆว่า “ชนชั้นนำ” ชนชั้นนำในที่นี้ผมหมายถึง กลุ่มชนที่อยู่ในอำนาจทางการเมือง อยู่ในอำนาจราชการ และนักวิชาการปัญญาชนด้วย ยังมีวัฒนธรรมการเมืองที่ค่อนข้างจะ ผมใช้คำว่า “มีลักษณะที่เป็นวัฒนธรรมที่แปลกแยกออกจากเจตนารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด ปัญหาของประชาชนส่วนใหญ่” ตรงนี้คือปัญหา

 

เพราะฉะนั้น คำว่า” รัฐธรรมนูญไทยในหล่มโคลน” ผมตีความอย่างนี้ มันเกิดปัญหา เราต้องตีความให้แตกว่า เราติดปัญหาเรื่องอะไร ที่นี่เป็นคณะรัฐศาสตร์ จะต้องให้ความชัดเจนตรงนี้ “ในหล่มโคลน”หรือว่าจะเรียกอะไรก็แล้วแต่ ก็คือปัญหาช่องว่าง ความลักลั่น ความแปลกแยก ระหว่างวัฒนธรรมทางการเมืองของชนชั้นนำ ทั้งในทางราชการในระดับอำนาจการเมือง แล้วก็ระดับนักวิชาการปัญญาชน เรายังมีปัญหาตรงนี้ เพราะฉะนั้น พอรัฐธรรมนูญออกมา มันจึงเกิดปัญหารัฐธรรมนูญที่ไม่มีผลใช้บังคับตามเจตนารมณ์อย่างแท้จริง อันนี้คือข้อคิดเบื้องต้นที่อยากจะฝากเอาไว้

 

ทีนี้ในเนื้อหาสาระ ผมอยากจะให้ทุกคนได้เข้าใจ ไม่ใช่เข้าใจรัฐธรรมนูญเพราะไปนั่งอ่านมาตรานั้น มาตรานี้ แต่อยากให้อ่านมาตราต่างๆด้วยความเข้าใจอย่างที่ผมได้พูดมาตั้งแต่ต้น ว่าเพราะมันเกิดเหตุนี้ จึงมีรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือบทบัญญัติแบบนี้ขึ้นมา ผมจะอ่านให้ฟังครับ อาจจะเสียเวลานิดหน่อย เพราะเวลาที่มีปัญหาเราไม่ค่อยได้พูดถึงสิ่งที่มันเป็นหลักเป็นฐานตามสมควร

 

ในอารัมภบทอะไรก็ตามที่อยู่ในอารัมภบท มันแปลว่ามันบรรจุเจตนารมณ์ แก่นสาร เนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รัฐธรรมนูญหมวดอื่น มาตราอื่นจะต้องอยู่ภายใต้กำกับของข้อความ 2-3 บรรทัดตรงนี้ บอกว่า ได้ร่างรัฐธรรมนูญโดยมีสาระสำคัญ ตรงนี้นะครับ ข้อความ 3 บรรทัด

โดยมีสาระสำคัญเป็นการส่งเสริม คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน, นั่นข้อหนึ่ง, คำอธิบายว่า เพราะเหตุที่เป็นมามันกดขี่เหยียบย่ำเสรีภาพ เขาจึงต้องยืนยันอันนี้ขึ้นมา

ประการที่สอง ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครอง เพราะที่เป็นมานั้น พยายามร่างรัฐธรรมนูญให้มีการเลือกตั้ง แต่จริงๆแล้ว ผู้ปกครองกีดกันไม่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองอย่างแท้จริง จึงได้บรรจุข้อความตรงนี้ไว้

และข้อสาม ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพิ่มขึ้น เพราะว่าการใช้อำนาจรัฐที่ผ่านมานั้น มันทุจริตคอรัปชั่น เบียดเบียน ข่มเหงทรัพย์สมบัติของประชาชน

ทั้งสามข้อนี้ รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ มาตราอื่นๆจะต้องอยู่ภายใต้การกำกับนี้ นั่นประการที่หนึ่ง

 

ประการที่สอง ให้ไปอ่านบททั่วไป รัฐธรรมนูญจะมีอารัมภบทและมีบททั่วไป บททั่วไปมาตรา 4 เป็นครั้งแรกที่รัฐธรรมนูญไทยได้บัญญัติเรื่อง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันนี้ไม่เคยพูด แต่คำว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้เคยพูดมาตั้งแต่สมัยปฏิวัติฝรั่งเศส อันนี้ที่เอามากล่าวไว้ตรงนี้มิได้เป็นการก๊อปปี้เขา แต่มาเริ่มเห็นแล้วว่า คนไทยถูกปฏิบัติอย่างไร้ศักดิ์ศรี คนกระทำผิด ผิดหรือไม่ผิด ถูกจับถูกซ้อม ถูกทำทารุณกรรมต่างๆ

 

คำว่า”ศักดิ์ศรี” แปลว่าอะไร ผมขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรม ยกตัวอย่างเช่น คนผิวดำที่เมืองซานฟรานซิสโก เกิดความไม่พอใจ เกิดการเข้าทุบทำลายทรัพย์สมบัติตามร้านค้าต่างๆ ถูกจับได้ เขาก็ทำผิดครับ แต่ตำรวจผิวขาวอเมริกันจับมาแล้วซ้อม ศาลอเมริกันบอกว่า เป็นการทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะว่าเขาทำผิด จับได้ก็ต้องปฏิบัติอย่างที่เขามีสิทธิ์เหมือนกัน อันนี้ให้เราเข้าใจว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มันคืออะไร  ตรงนี้คนไทยทุกคนจะต้องคิดให้ได้ ถ้าคิดไม่ได้ ไปบอกว่าความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญอยู่ที่ศาล ผมว่าไปไม่ได้ รัฐธรรมนูญจะไม่มีวันประสบความสำเร็จแน่นอน อันนี้ก็คือประเด็นที่สองซึ่งอยากจะพูดถึง ขอเสียเวลาตรงนี้นิดหนึ่ง เพราะว่าเวลาพูดถึงเรื่องสิทธิชุมชน มันเป็นเรื่องปลายมากๆ ถ้าเรามีตรงนี้แล้ว ก็จะทำให้ความเข้าใจของเรากับประเด็นต่างๆที่เราจะพูดถึงต่อไป มันมีความหมาย มันมีรากฐานที่มั่นคง

 

ฉะนั้น บททั่วไปก็เช่นเดียวกัน เหมือนกับอารัมภบท บทบัญญัติอะไรต่อๆไปของการใช้อำนาจจะต้องอยู่ภายใต้การกำกับตรงนี้ ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรี อันนี้ยังไม่พอ ในหมวด 3 ว่าด้วยเรื่องสิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย สองมาตราสำคัญ เป็นมาตราที่ไม่ได้พูดว่าใครมีสิทธิ์อย่างไร แต่เป็นมาตราที่ 26 บอกว่า การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ เห็นไหมว่าเป็นการตอกย้ำอีกครั้ง ตอกย้ำอารัมภบท ตอกย้ำสิ่งที่พูดในบททั่วไป  มาตรา 27 สำคัญมาก บอกว่า สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญมีรับรองไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยาย หรือโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครอง และผูกพันรัฐสภา หมายความว่า รัฐสภาจะออกกฎหมาย ไม่ใช่ว่าออกกฎหมายโดยคะแนนเสียงข้างมากอย่างเดียว ต้องดูด้วยว่า ขัดกับเจตนารมณ์หรือไม่

 

เห็นไหมครับว่า ไม่ใช่ใครคุมเสียงข้างมากแล้ว จะออกกฎหมายหรือทำอะไรก็ได้ แต่ต้องมีเงื่อนไข ต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพ ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คนที่คอยตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐสภาก็ต้องประชาชนครับ เห็นไหมครับ “ผูกพันรัฐสภา”, “ผูกพันคณะรัฐมนตรี”, คณะรัฐมนตรีจะใช้อำนาจอะไรลงมติอย่างไร ต้องคำนึงถึงเกณฑ์ที่ผมพูดมาเบื้องต้น  และ”ผูกพันศาล”เหมือนกัน ทั้งๆที่มีกฎหมายว่าอย่างนี้ แต่ถ้ามันขัดกับตรงนี้แล้ว ศาลจะต้องวินิจฉัย พิพากษาคดีให้เป็นไปตามเจตนารมณ์อันนี้ ตัวศาลเองจะต้องปรับการวินิจฉัย ปรับกฎหมายให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ ไม่ใช่ว่านั่งอ่านหนังสือแล้วตีความตามนั้น ไม่ใช่ เดี๋ยวผมจะพูดว่าความล้มเหลวอยู่ที่ไหน? ซึ่งพอดีจะมีการพูดถึงนิติศาสตร์อำพรางอะไรด้วยในวันพรุ่งนี้ ผมไม่ทราบว่าจะพูดถึงหรือเปล่า แต่ผมขอพูดถึงตรงนี้ด้วย จะได้เป็นทางให้เราได้คิดกันต่อไป

 

เห็นไหมครับว่า สองมาตรา คือมาตราที่ 26, 27 ยังกำกับไว้อีก การใช้อำนาจต้องมีเงื่อนไข ไม่ใช่ไม่มีเงื่อนไข พวกเรายังเข้าใจว่าระบอบประชาธิปไตยนั้น ใครมีเสียงข้างมาก จะออกกฎหมายอย่างไรก็ได้ ไม่ใช่ครับ และนอกจากนั้นยังมีมาตราต่างๆอย่างเช่น มาตราที่ 46 ซึ่งพูดถึงเรื่องของสิทธิชุมชน อันนี้ผมเอาไว้พูดทีหลัง

 

ก่อนอื่นผมอยากจะพูดไว้ตรงนี้ เพื่อให้เข้าใจเสียก่อนว่า โดยที่สัมมนาซึ่งมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจัด ได้ยกประเด็นเรื่อง “รัฐธรรมนูญไทยในหล่มโคลน” ขึ้นมาเป็นโจทย์ ผมอยากจะถือโอกาสขยายตรงนี้ให้ได้เนื้อหาสาระเสียก่อน มิฉะนั้นแล้วเราจะไปพูดปัญหาต่างๆ แล้วก็จะไม่มีตัวแม่บทซึ่งเราจะนำมาเป็นตัววินิจฉัย หวังว่าในหลักการเบื้องต้น ผมขอเอาไว้เพียงแค่นี้ก่อน และถ้ามีอะไรเพิ่มเติมก็ขอให้เราสนทนากันหลังจากนี้อีกทีหนึ่ง

 

ต่อมาก็คือว่า ทำไมเรามาพูดถึง”สิทธิชุมชน”? ถ้าจะพูดกันตามตำราจริงๆแล้ว โดยเฉพาะเวลาเราพูดถึงสิทธิมนุษยชน เรามักจะไปลอกเอาตำราของตะวันตก โดยเราไม่ได้ตระหนักว่าตำราสิทธิมนุษยชนของตะวันตกนั้น ก็เป็นตำราที่ได้ทำขึ้นบนพื้นฐานของประสบการณ์เฉพาะของตะวันตก

 

ของอะไรที่มาจากฝรั่ง เรามักจะบอกว่าเป็นสัจธรรมสากล ไม่ใช่! ในสังคมไทยเราก็มีบริบทเฉพาะในสังคมของเรา แต่ที่พูดเช่นนี้มิได้หมายความว่าสิทธิมนุษยชนนั้นจะแยกเป็นของไทย ของฝรั่ง ไม่ใช่! มันเป็นสากลครับ คือความเป็นมนุษย์ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ธรรมชาติเป็นสากลเหมือนกันหมด ทุกหนทุกแห่งในโลก เป็นแต่เพียงว่าวิถีชีวิตในตะวันตกกับในภูมิภาคของเรามันแตกต่างกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นแตกต่างกัน สิทธิแบบไหนมันเกิดขึ้นแตกต่างหลากหลาย พูดง่ายๆคือมันมีความแตกต่างหลากหลายกัน

 

เวลานี้สิทธิมนุษยชนในตะวันตกบอกว่า ต้องเป็นสิทธิเฉพาะของบุคคล ของชุมชนมีไม่ได้ สิทธิ์ต้องเป็นเรื่องตัวปัจเจกบุคคล เขียนเป็นตำราพูดเอาไว้อย่างเด็ดขาดเลย ซึ่งตรงนี้ขอทำความเข้าใจ ในสังคมไทยเราต้องคิดถึงบริบทความเป็นจริงของเรา ถ้าเป็นอย่างนั้นและถามผมว่า ถ้าอย่างนั้นผมจะนิยามสิทธิมนุษยชนว่าอะไร จึงจะครอบคลุมอย่างนี้ได้? คำตอบของผมก็คือว่า ถ้าจะพูดจริงๆแล้ว ถ้าจะบอกว่าสิทธิมนุษยชนคืออะไร? อาจจะตอบว่า คือสิทธิที่จะเดินทางไปไหนก็ได้ สิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็น ถ้าพูดอย่างนี้แล้วไม่มีวันจบ มันจะมีเป็นร้อยเป็นพันชนิดตามสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น

 

ผมพูดคำเดียวว่า “สิทธิมนุษยชนคือ สิทธิในชีวิตและสิทธิในปัจจัยการดำรงชีวิต เป็นสิทธิพื้นฐานที่สุด”

 

ของตะวันตก สิทธิในชีวิต สิทธิในปัจจัยการดำรงชีวิต มาในยุคที่เขามีการเปลี่ยนแปลง เขาก็บอกว่า สิทธิในชีวิตก็มีเพิ่มขึ้นมาในปัจจัยการดำรงชีวิต ก็คือสิทธิในทรัพย์สิน หมายความว่า เวลาที่เราใช้แรงงานของเรา เวลาที่เราใช้ปัญญาของเราไปเก็บเกี่ยวในธรรมชาติขึ้นมาเป็นผลงานของเรา อันนี้คือทรัพย์สินของเรา ฝรั่งจึงบอกว่า สิทธิในทรัพย์สินเป็นสิทธิมนุษยชนอันหนึ่ง แต่ว่าเราเข้าใจไม่ตลอด

 

ความเข้าใจที่แท้จริงก็คือว่า ที่สิทธิในทรัพย์สินเป็นสิทธิมนุษยชนก็เพราะว่า ทรัพย์สินอันนั้นเป็นสิ่งที่เขาเก็บเกี่ยวจากธรรมชาติมาดำรงชีวิตของเขา มันก็เป็นสิทธิ์ในชีวิตนั่นเอง ดังนั้นสิทธิในชีวิตจึงเป็นสิทธิที่เป็นแกนกลางที่สุด หลังจากนั้นมันก็แตกลูกแตกหลานออกไปตามสภาวะที่แตกต่างกัน  ที่นี้หันกลับมาที่สังคมไทย “สิทธิชุมชน”ซึ่งตะวันตกไม่ถือว่าเป็น”สิทธิมนุษยชน”นั้น เพราะว่าเขามีวิถีชีวิตในแบบฉบับของสังคมอุตสาหกรรม ถือปัจเจกเป็นใหญ่ และมีประวัติศาสตร์ยืดยาวเรื่องความคิดความอ่าน เรื่องปรัชญา ซึ่งวันนี้ผมจะไม่ขอพูดตรงนี้ แต่เราต้องเข้าใจตะวันตกให้ได้

 

แต่ในกรณีของเราจะเห็นว่า สิทธิในชีวิต ปัจจัยในการดำรงชีวิตมนุษย์อยู่ในวิถีชีวิตของสังคมที่ผมเรียกว่า “สังคมฐานทรัพยากรธรรมชาติเขตร้อนของโลก” ของเราไม่เหมือนกับคนอื่นเพราะว่าอยู่ในโซนร้อน ฐานทรัพยากรธรรมชาติ เดี๋ยวอยากจะขออาจารย์อานันท์ให้อธิบายขยายความตรงนี้ ฐานทรัพยากรธรรมชาติเขตร้อนเป็นฐานทรัพยากรที่มีความบอบบาง ละเอียดอ่อน แต่มีความอุดมสมบูรณ์สารพัดอย่าง ในขณะเดียวกันมันก็เป็นฐานทรัพยากรที่สร้างวิถีชีวิตของชุมชน ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับทรัพยากรธรรมชาติ มันมีความสัมพันธ์เป็นวิถีชีวิต เกิดเป็น 2 สิ่งที่ตามมาคือ

 

“วัฒนธรรมประเพณีในความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ”

 

ของฝรั่ง ธรรมชาติไม่มีคุณค่าความหมายไปมากกว่าเป็นเพียงวัตถุดิบเพื่อเอามาป้อนโรงงาน แต่ว่าธรรมชาติสำหรับเราคือ องค์ประกอบของชีวิต แล้วก็เมื่อเป็นอย่างนี้เพื่อความอยู่รอด เขาก็ต้องรู้จักเรียนรู้ สะสมความรู้ จนกระทั่งเป็นภูมิปัญญาที่จะจัดการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ซึ่งพูดตามสมัยใหม่ เพราะว่าถ้าเขาไปทำลายธรรมชาติ ก็เท่ากับไปทำลายชีวิตเขา เพราะฉะนั้นตรงนี้ ความเป็นชุมชนจึงเป็นสิทธิมูลฐาน ไม่ใช่เป็นสิทธิที่แตกลูกแตกหลานออกไป แต่เป็นสิทธิมูลฐานของคนไทยซึ่งมีวิถีชีวิตบนฐานทรัพยากรดังกล่าวมาแล้ว  เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าการดำรงคงอยู่ จึงขึ้นอยู่กับสิ่งที่ผมเรียกว่า”บูรณาภาพ” ผมใช้คำนี้คงไม่ได้พูดภาษาบดีมากเกินไป หมายความว่า ความเป็นอันหนึ่งอันเดียว ความมั่นคงของทรัพยากร เพราะว่าทรัพยากรเขตร้อนของเรา สมมุติว่าคุณไปให้สัมปทานป่า ทำลายป่าไปผืนหนึ่ง มันทำลายสิ่งที่เป็นสมบัติซึ่งสำคัญที่สุด คือ”ความหลากหลายทางชีวภาพ” ประเดี๋ยวอาจารย์อานันท์ คงจะขยายความตรงนี้ด้วย

 

ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่าง ความหลากหลายทางชีวภาพ ทรัพยากร และไม่ว่าจะเป็นลุ่มน้ำ ชายฝั่ง บนเขา หรือที่ราบอะไรก็ตาม เป็นทรัพยสินทางปัญญาซึ่ง พูดในสมัยของฝรั่งเดี๋ยวนี้คือ “ทรัพย์สินทางปัญญา” และด้วยความเห็นแก่ตัวของสังคมวัฒนธรรมฝรั่ง จึงเห็นว่าสิ่งที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาคือสิ่งที่เขาจะฉกฉวยได้ ตามความได้เปรียบทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งตรงนี้ก็มีความละเอียดอ่อนต่อไปอีก

 

ฉะนั้นผมจึงอยากจะเรียนตรงนี้ว่า สิทธิชุมชนที่ว่านี้คือสิทธิมูลฐานของประชาชนคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชนบท

 

ทีนี้คำถามว่า “ชุมชนไม่มีสิทธิ์” ชุมชนเกิดไม่มีสิทธิ์เพราะอะไร? เพราะว่าตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ เราได้ทำการพัฒนาอุตสาหกรรมเลียนแบบตะวันตก และถ้าเราไปอ่านประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมของตะวันตก จะเห็นว่าเขาได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาอุตสาหกรรม บนพื้นฐานของการทำลายชนบท สมัยนั้นเขาทำลายชนบทเพราะอะไร เขาปิดกั้นคนเคยใช้ทรัพยากรธรรมชาติ คนที่เคยใช้พื้นที่สาธารณะ เขาปิดกั้นหมดเพื่อมาเลี้ยงแกะ เพื่อมาทำอุตสาหกรรมผ้าและอะไรต่างๆพวกนี้ เสร็จแล้วเมื่อปฏิวัติอุตสาหกรรม เขาต้องการ 2 อย่าง คือ

 

1. พื้นที่ในการสร้างโรงงานอุตสาหกรรม
2. ต้องการแรงงาน

 

การล้มละลายของชนบทคือ สิ่งที่เป็นโชคลาภของอุตสาหกรรม เขาก็จะได้แรงงานราคาถูก

เหมือนกันครับ แบบแผนการพัฒนาตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ก็เป็นแบบนั้น ชนบทไทยก็จึงล่มสลาย เราจะเห็นว่าเวลานี้กรุงเทพมีสลัม มีอาชญากรรม โสเภณี โรคภัยไข้เจ็บ เดี๋ยวนี้คือโรคเอดส์ สารพัดไปหมด เหมือนกันครับ อันนี้เราจำลองตะวันตก หมายความว่าเอาแบบแผนของเขามาใช้ในบริบทที่เราเป็นอีกแบบหนึ่ง ถึงในแบบของเขา เขาก็ได้ทำลายสังคมของเขามาตั้งแต่อดีต อันนี้ไม่ใช่ผมพูดเอง นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจสำคัญอย่างเช่น ศาสตร์จารย์คาร์ล โพลานยี ได้บันทึกเอาไว้ ผมเขียนอะไรพูดอะไรจะอ้างถึงบุคคลคนนี้เสมอ

 

แล้วในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาร้อยกว่าปีนี้ ในสมัยจักรวรรดิ์นิยมแล้วมาถึงยุคพัฒนา ก็เป็นประวัติศาสตร์ที่ประชาชาตินอกตะวันตกได้ถูกทำลายไป ไม่เฉพาะในประเทศไทย โดยเหตุนี้ในขณะเดียวกัน ในการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง หรืออย่างที่เรียกว่า”การเปลี่ยนแปลงให้ทันสมัย” เราต้องให้ทันแบบฝรั่ง เอาตะวันตกเป็นเกณฑ์ ยุคพัฒนาก็เอาตะวันตกเป็นแบบฉบับ สิ่งที่ตามมาคืออะไร คือระบบการศึกษา ผมขอพูดตรงนี้นะครับ

 

ถ้าเราจะพูดถึงชุมชนไม่มีสิทธิ์ ผมไม่อยากจะให้พูด หรือคิด หรือมองแต่เพียงว่า เพราะองค์กรอย่างศาล อย่างราชการไม่บังคับใช้กฎหมาย ต้องเข้าใจให้ลึกลงไปกว่านั้นอีก ว่าทำไมเขาจึงไม่คิดอ่านจะบังคับใช้กฎหมายอย่างนี้เพราะอะไร? เพราะเขามีสิ่งที่เรียกว่า”วัฒนธรรมการเรียนรู้ที่แปลกแยกออกไปจากสังคม” ไม่ได้เห็นความสำคัญของทรัพยากร

 

ผมทำวิจัย ทำงานกรรมการสิทธิฯทุกวันนี้ ข้าราชการ นักวิชาการไทย ไม่เคยเข้าใจ ไม่ยอมรับรู้ด้วย แต่ไปเข้าใจทรัพยากรธรรมชาติแบบฝรั่ง มีปัญหามากมายครับ ด้วยเหตุนี้ เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้บันทึกปัญหาและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีมาตราต่างๆ อย่างเช่นยกตัวอย่าง มาตรา 46. บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม (ผมทราบมาว่า คำว่าดั้งเดิมมีการต่อรองใน สสร.) ย่อมมีสิทธิ์อนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือศิลปวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ มีส่วนร่วมในการจัดการและบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลยั่งยืน

เห็นไหมครับ มาตรานี้เหมือนกับเป็นการบันทึกสิ่งที่เราได้ผิดพลาดล้มเหลวมาจากอดีต บอกไว้ว่าต่อไปนี้ให้ชุมชนมีสิทธิอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็ยอมรับรู้ถึงความชอบธรรมของวัฒนธรรมประเพณี ต้องฟื้นฟูขึ้นมา  และในมาตราที่ 56 มาตราสำคัญซึ่งรองรับมาตรา 46 บอกว่า สิทธิ์ของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐกับชุมชน ตอนนี้คำว่าชุมชนเริ่มเข้ามาแล้ว ในการบำรุงรักษา ในการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพ อันนี้เป็นครั้งแรกครับที่ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ได้ปรากฏขึ้นมาในรัฐธรรมนูญ มันเป็นการบันทึกถึงความล้มเหลวที่เป็นมาจากอดีต แต่ตรงนี้ ความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นสิ่งที่นักวิชาการ ปัญญาชน ข้าราชการ และนักการเมือง รวมทั้งสถาบันวิชาการ รวมทั้งธรรมศาสตร์ไม่มีความเข้าใจ

 

นี่คือช่องว่างทางปัญญา ช่องว่างทางวัฒนธรรมการเรียนรู้ อันนี้คือสมุฏฐานอันแท้จริงของปัญหาซึ่งเรากำลังพูดถึงความล้มเหลวของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ตรงนี้เป็นปัญหาที่ผมพูดเพื่อให้เราได้เจาะลึก ได้คิด ในระบอบประชาธิปไตยที่พัฒนามาอย่างนี้แล้ว ถ้าประชาชนไม่มีบทบาทในการศึกษาเรียนรู้ซึ่งเจาะลึกลงไปในปัญหาเช่นนี้แล้ว ผมคิดว่าจะมีปัญหามาก

 

ฉะนั้น ผมจึงอยากสรุปรวมความตรงนี้ว่า ในขณะนี้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เป็นเจตนารมณ์ที่ได้ประสบกับความล้มเหลว ด้วยสมุฏฐานหลักๆสองประการ ผมขอยกเป็นการท้าทายตรงนี้ด้วย

ประการแรก คิดว่าเป็นปมปัญหาจากนิติศาสตร์ที่เรายังสืบทอดวัฒนธรรมอำนาจนิยม มาจนกระทั่งจนถึงปัจจุบัน เมื่อพูดถึงอย่างนี้แล้ว ผมอยากจะเติมคำว่ารัฐศาสตร์เข้าไปด้วย รวมทั้งศาสตร์ต่างๆ แต่เมื่อเราพูดกฎหมายก็จึงขอย้ำถึงนิติศาสตร์  นิติศาสตร์เราไปเอารูปแบบของหลักนิติศาสตร์ที่เรียกว่า positivism คือหมายถึงกฎหมายซึ่งนักทฤษฎีนิติศาสตร์ของอังกฤษ ออสติน ได้เคยนิยามว่า กฎหมายคือ คำบัญชาของผู้ทรงอำนาจสูงสุด หมายความว่ากฎหมายคือคำสั่ง คืออำนาจ อันนี้คือ”นิติศาสตร์อำนาจนิยม”

 

แต่ถ้าเราย้อนกลับไปดูหลักธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองนี่ละครับ หลักธรรมศาสตร์นั้นให้การรับรู้ถึงความชอบธรรมของกฎประเพณีของชุมชน ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ไปอ่านกฎหมายตราสามดวงดู เวลาที่พระเจ้าแผ่นดินจะออกประกาศพระบรมราชโองการ ซึ่งเราก็รู้ว่าเป็นกฎหมาย หรือจะทรงวินิจฉัยคดี พระเจ้าแผ่นดินก็ต้องไปถามชุมชนว่า ที่นี่มีระเบียบประเพณีอะไร? เห็นไหมว่า แม้แต่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ก็ยังเห็นความเชื่อมโยงระหว่างอำนาจศูนย์กลาง กับอำนาจของชุมชน กฎประเพณี นี่คือหลักธรรมศาสตร์  แต่ของเรานี่ ออสติเนียน มาก, “กฎหมายคืออำนาจ” นี่ผมคิดว่านิติศาสตร์ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญติดหล่ม นิติศาสตร์ไทยยังติดหล่มตรงนี้ ยังอยู่ในโคลนอยู่ตรงนี้

 

ประการที่สอง เราไม่ค่อยตระหนักว่า การละเมิดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเจตนารมณ์ที่ผมพูดเรื่องอารัมภบท มาตรา 4, มาตรา 26-27, เมื่อสักครู่นี้ บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญต่างๆเหล่านี้ อารัมภบทมาตรา 4, มาตรา 26-27 ที่ว่า ผูกพันรัฐสภา ผูกพันคณะรัฐมนตรี ผูกพันศาล, สามสี่บทบัญญัตินี้ไม่ได้มีการบังคับใช้เลย

ถ้าเราย้อนกลับไปในสมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 คงจำได้ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ได้ประกาศยกเว้นไม่ใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา เกิดเรื่องเลย เพราะถือว่าเท่ากับรัฐประหาร รัฐธรรมนูญมาตราหนึ่งมาตราใดที่ยกหรืองดเว้นไม่ใช้ หรือไม่นำพา เท่ากับเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ  เพราะฉะนั้น รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำลังอยู่ในสภาพตรงนี้ กำลังถูกล้มล้างรัฐธรรมนูญเพราะ การไม่นำพาต่อการบังคับใช้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งทุกบท ทุกหมวด ทุกมาตรา จะต้องประกอบกัน จะเลือกมาตราหนึ่งมาตราใดมาใช้บังคับไม่ได้ นี่ก็เป็นสาเหตุที่ผมคิดว่า อาการที่มันส่อให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้กำลังมีปัญหาก็ตรงนี้ คือ นิติศาสตร์รวมทั้งศาสตร์อื่นๆด้วย เพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับความเข้าใจเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติอะไรต่างๆมากมาย

 

และผมคิดว่าพวกเราไม่ค่อยตระหนักว่า การไม่นำพารัฐธรรมนูญส่วนหนึ่งส่วนใดคือการ”ล้มล้างรัฐธรรมนูญ” ผมเคยเขียนบทความขึ้นมาเมื่อเกิดเรื่องที่จะนะ ผมบอกว่า

วิกฤตรัฐธรรมนูญ  

คือ ปัญหาของแผ่นดิน

คือ  วิบากกรรมของแผ่นดิน

ผมเคยเขียนเตือนเอาไว้ แต่ว่าก็ไม่มีใครให้ความใส่ใจ

โดยเฉพาะในแวดวงของอำนาจรัฐ

 

 

Read Full Post »

recommendare

บันทึกประเด็นน่าสนใจ

จากการบรรยายเรื่อง  “การเมืองกับกฎหมายใหม่”

งานสัมมนาใหญ่ประจำปีครั้งที่ 1 ของสถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย

ณ  โรงแรมสยามซิตี พญาไท   วันที่  16  ธันวาคม  2551

บรรยาย  โดย

นายประพันธ์ ทรัพย์แสง ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา

นายวิชา มหาคุณ    อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

กล่าวดังนี้

 

นายประพันธ์ ทรัพย์แสง

ถ้าพูดถึงนักการเมืองทั่วโลก ถูกมองเหมือนกันว่าคดโกง ไม่ซื่อสัตย์ คบไม่ได้ แทนที่จะมองว่านักการเมืองเป็นผู้เสียสละเพื่อประเทศชาติ ดังที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในคดียุบพรรคตอนหนึ่งว่า เมื่อนักการเมืองเข้าสู่อำนาจแล้วกลับใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง จึงเกิดความขัดแย้งทางเมืองŽ มีสีเหลืองสีแดง
นักการเมืองซื้อเสียงขายตัว มีนายทุนของพรรคอยู่เบื้องหลังไม่ได้มาจากความศรัทธาของประชาชน เมื่อเข้าสู่อำนาจบริหารแล้วก็ใช้อำนาจออกกฎหมายเพื่อพรรค การเข้าสู่อำนาจของเราดูแปลกๆ กฎหมายกำหนดให้ ส.ส.ใช้เงินหาเสียงได้เพียง 1.5 ล้านบาท ผมไม่เชื่อ แต่กฎหมายเขียนไว้อย่างนั้นไม่สมเหตุสมผล อีกทั้งกฎหมายบางฉบับต้องการกำหนดให้นักการเมืองไม่ต้องสังกัดพรรคการเมือง ซึ่งสวนทางกับทั่วโลกเพราะพรรคการเมืองเป็นสิ่งสำคัญ แต่ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม ร่วมคิดและร่วมตัดสินใจ ตรวจสอบการใช้อำนาจทางการเมืองได้ ต้องกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ผู้บริหารได้อำนาจรัฐ ต้องไม่ใช้ตามอำเภอใจ ต้องคำนึงถึงฝ่ายเสียงข้างน้อย มีหลักประกันการใช้อำนาจ ส่วนศาลเองก็ลำบาก ตัดสินคดีช้าก็ไม่ได้ ตัดสินเร็วก็โดนด่า ตัดสินไม่เหมือนกันก็โดนครหา ตัดสินเหมือนกันก็ถูกตั้งข้อสังเกต

——————————————————————————————————————————-

 

นายวิชา มหาคุณ

ในประเด็นการกำหนดว่านายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภา แต่ถ้านายกฯไม่รับผิดชอบต่อรัฐสภาเราจะทำอย่างไร บางคนขอนายกฯพระราชทาน ขอรัฐบาลพระราชทาน ถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญแบบลายลักษณ์อักษร เราแก้ปัญหาการเมืองแบบนี้ได้ตั้งนานแล้ว โดยระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ประชาชนต้องมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของอำนาจ แต่พอประชาชนจะใช้อำนาจตรวจสอบก็บอกว่าอย่าเสือก ดังนั้นต้องพูดให้ชัดเจนว่าจะทำอย่างไรกับระบอบประชาธิปไตยที่มีตัวแทนของประชาชนให้สมดุลกับประชาชน ตอนนี้บ้านเมืองสงบน่าจะพูดคุยกัน นักกฎหมายมหาชนควรจับเข่าคุยกันว่าการเลือกตั้งควรเป็นอย่างไร ยึดระบบได้คะแนนเสียงมากได้เป็น ส.ส. หรือจะยึดคนที่ทำประโยชน์ให้กับคนส่วนใหญ่ได้เป็นตัวแทน และระบบรัฐสภาว่าควรจะมี 2 สภา

——————————————————————————————————————————-

Read Full Post »

recommendare

 

บันทึก

จากปาฐกถาหัวข้อ “บทบาทใหม่ศาลปกครองไทย”

 

งานสัมมนาใหญ่ประจำปีครั้งที่ 1 ของสถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย

ณ  โรงแรมสยามซิตี พญาไท   วันที่  16  ธันวาคม  2551

บรรยาย  โดย

นายอักขราทร จุฬารัตน   ประธานศาลปกครองสูงสุด

ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์  ประธานกรรมการกฤษฎีกา

นายประสาท พงษ์สุวรรณ รองอธิบดีศาลปกครองกลาง

นายวิชัย ชื่นชมพูนุท       ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

กล่าวดังนี้

 

นายอักขราทร จุฬารัตน

ทุกคนต้องช่วยกันนำนิติรัฐกลับเข้าสู่สังคมไทย เพราะบ้านเมืองขาดขื่อแป บังคับให้บ้านเมืองเป็นไปตามกฎหมายไม่ค่อยได้ จึงอยากเห็นหลักนิติธรรมกับหลักนิติรัฐ หรือหลักกฎหมายเป็นใหญ่เป็นสิ่งที่ประชาชนปฏิบัติตาม

 

สำหรับหลักการตุลาการภิวัตน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ติดใจผมมาตลอดเพราะคนเข้าใจผิดบ้างถูกบ้าง โดยเฉพาะเข้าใจว่าตุลาการภิวัตน์คือการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการสรรหาองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่จริงเป็นการเข้าไปเกี่ยวข้องแบบไม่เด็ดขาดเพราะต้องมีวุฒิสภาลงมติเลือก ซึ่งอันนี้ก็ไม่ใช่ตุลาการภิวัตน์ แต่เป็นการไปช่วยบ้านเมืองเพราะรัฐธรรมนูญกำหนด  ตุลาการภิวัตน์ที่คนส่วนใหญ่พูดถึงกันมากคือ ศาลเข้าไปตัดสินโดยใช้อำนาจแผ่กว้างไปทับซ้อนฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ แต่ความจริงการใช้กฎหมายของตุลาการในการตัดสินคดีต่างๆ อาจผิดแผกไปจากที่เห็นในอดีต มันจึงทำให้มีความรู้สึกว่าใช้อำนาจแผ่กว้างซึ่งไม่ถูกแต่เป็นการใช้และตีความกฎหมายปกติในทางศาลบังเอิญในประเทศไทยถูกอิทธิพลจากประเทศอังกฤษมากแต่ระบบกฎหมายใช้ต่างกันจึงเกิดปัญหาการปฏิบัติของนักกฎหมาย การตีความใช้กฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ประเทศจึงเกิดขึ้นและมีคำพูดว่า การใช้กฎหมายต้องดูตามเจตนารมณ์กฎหมายว่าเขียนขึ้นเพื่ออะไร การตีความแบบนี้จึงเป็นปกติ เราผิดปกติเพราะถูกสอนให้ตีความกฎหมายตามลายลักษณ์อักษรแบบกฎหมายอังกฤษ แต่หลักกฎหมายอังกฤษก็ยังเกิดโดยการตัดสินของศาลถึง 80% ของไทยเลียนทฤษฎีกฎหมายจากอังกฤษมาใช้ แต่ไม่ได้เอามาหมดจึงยุ่ง

 

สภาพบ้านเมืองเกิดปัญหาเถียงกันว่าประชาธิปไตยสมบูรณ์ได้ต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งของเราเป็นประชาธิปไตยอยู่ในตัวหรือไม่ เพราะประชาธิปไตยต้องไม่ใช่การเลือกตั้งที่ซื้อเสียงจนนำไปสู่การผูกขาด จึงเสนอให้สถาบันการศึกษาต้องสอนวิชาประวัติศาสตร์สากลด้วยเพื่อความเข้าใจเวลาที่เราจะลอกเลียนแบบหลักการปกครองหรือหลักกฎหมายจากต่างประเทศจะได้เข้าใจแนวทางปฏิบัติของแต่ละประเทศว่าไม่เหมือนกันเพื่อลดปัญหาความขัดแย้ง

 

ความหมายที่แท้จริงของ Rule of Law หลักนิติธรรม 3 ประการได้แก่
1. ความสูงสุดและเด็ดขาดของกฎหมาย คือ กฎหมายรัฐธรรมนูญ
2.หลักกฎหมายของประเทศอังกฤษ
3.ส่วนที่ศาลที่ตัดสินไว้
          
                    

นอกจากนี้ ประธานศาลปกครองสูงสุด ยังยกตัวอย่างของประเทศที่เป็นนิติรัฐ ต้องมีลักษณะ 5 ประการ  คือ

1. ถ้าไม่มีกฎหมายให้อำนาจ ก็ไม่สามารถเอาผิดประชาชนได้

2. มีการแแบ่งแยกการใช้อำนาจอธิปไตย อย่างชัดเจน

3 . มีการใช้อำนาจศาลปกครองโดยองค์กรตุลาการ

4. ความเกี่ยวข้องกันของฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร

5. ตุลาการต้องเป็นอิสระ

 

——————————————————————————————————————————-

ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์

กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบ 3 พรรคการเมือง ที่ศาลสั่งงดการไต่สวนแล้ววินิจฉัยอย่างรวดเร็วและมีนักวิชาการนิติศาสตร์ออกมาโต้แย้งว่าขัดกับหลักของความเสมอภาคที่ไม่เปิดให้ผู้ไต่สวนชี้แจงข้อกล่าวหา โดยหลักแล้วเราต้องฟังความสองข้าง แต่อย่าลืมว่าความยุติธรรมต้องทำภายในเวลาอันรวดเร็ว ถ้าช้าก็ไม่ยุติธรรม ปัญหาจึงอยู่ว่าการจะนำสืบพยานอีก 300 คนนั้น ถามว่าต้องฟังทั้งหมดหรือไม่ หากเรื่องนี้มีปัญหาเฉพาะข้อกฎหมายก็ต้องถามว่าจำเป็นต้องฟังความอีกไหม การสืบข้อเท็จจริงจากศาลฎีกามานั้นเพียงพอหรือไม่ 

 

เรื่องนี้ต้องดูให้เกิดความสมดุล ศาลรัฐธรรมนูญควรเขียนคำวินิจฉัยให้ชัด ไม่ควรย่อ เพราะคนนอกไม่รู้ว่าในแฟ้มคำวินิจฉัยมันเป็นอย่างไร ที่ทำให้คนไม่เข้าใจเป็นปัญหาในการอธิบาย

 

อีกกรณีที่ศาลปกครองกลางควรจะรับฟ้องกรณีปราสาทพระวิหารหรือไม่ ตนเห็นว่าควรรับไว้ เพราะมีข้อเท็จจริงในการเจรจาของรัฐบาลที่มีข้อกังขาว่าทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมหรือผลประโยชน์ส่วนตัว อีกทั้งจะมีข้อเท็จจริงอีกว่าการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนั้นเป็นการตอบแทนหรือไม่ โดยเห็นว่าเรื่องข้อเท็จจริงและเรื่องการเมืองมันสัมพันธ์กันจึงต้องพิจารณาไปด้วยกัน ดังนั้น จึงคิดว่าศาลปกครองกลางจะต้องรับไว้พิจารณาแล้วค่อยมาตรวจสอบทีหลัง

 

การเมืองในปัจจุบันยังมีพรรคการเมืองที่ตกลงตำแหน่งกันก่อนตั้งรัฐบาล ผมกำลังมองว่าอะไรเป็นเหตุให้เราตกอยู่ในสภาพอย่างนี้ ทำไมเราจึงมีพรรคการเมืองที่สามารถแบ่งเค้กกันได้ นั่นเพราะว่าการเมืองบ้านเราบังคับให้สังกัดพรรคและให้อำนาจปลด ส.ส.ทำให้นายทุนรวมทุนกันตั้งพรรคและออกเงินให้ ส.ส.ลงเลือกตั้งและมาสังกัดพรรค  จึงมองได้ว่ารัฐธรรมนูญก่อให้เกิดเผด็จการพรรคการเมือง ยิ่งขณะนี้นายทุนระดับชาติถูกยุบพรรคไปแล้ว นายทุนระดับภูมิภาคก็เริ่มจับขั้วกัน เป็นการย้อนภาพการเมืองไปเหมือนปี 2535 นั่นเพราะเราเขียนรัฐธรรมนูญให้ ส.ส.ตกอยู่ใต้อิทธิพลนายทุนเจ้าของพรรคและนายทุนก็ตกลงแบ่งเค้กกัน ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าใครจะสร้างการเมืองใหม่

 

การหาการเมืองใหม่จึงเกิดคำถามว่า เมื่อยักษ์ออกจากขวดแล้วและมีระบบผูกขาดโดยนายทุนระดับชาติและท้องถิ่นแล้ว คนที่จะมาแก้ปัญหายักษ์ออกจากขวด ผู้ที่มีประโยชน์ผูกขาดพรรคเดียวหรือ 4-5 พรรค ถามว่าคนเหล่านี้จะแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นมาตรฐานหรือไม่ คนเหล่านี้พูดแต่ว่าการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง แล้วการเมืองที่เป็นเผด็จการ คนที่อยู่ในนั้นไม่มีทางแก้ปัญหา แล้วใครจะแก้

——————————————————————————————————————————-

นายประสาท พงษ์สุวรรณ

ศาลมีหน้าที่ตัดสินข้อพิพาทเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแต่ก็มีผู้วิจารณ์ตั้งข้อสงสัยว่าบทบาทใหม่ของศาลปกครอง ไม่สนใจคดีพิพาท ไปสนใจคดีการเมือง ไม่ชอบอยู่ตรงกลาง อยู่ฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ มีธงต่อต้านคนนั้นคนนี้ บ้างก็ว่าศาลปกครองตัดสินคดีโดยอาศัยกระแสประชาชน ไม่อาศัยหลักกฎหมาย ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่ เพียงแต่ศาลปกครองตัดสินคดีใกล้เคียงความรู้สึกของประชาชนแต่ยืนยันว่าศาลปกครองใช้หลักกฎหมายตัดสินคดี มีหลักวิชาการสนับสนุน ไม่ว่าคดีเขาพระวิหาร คดีแปรรูป ปตท. รัฐวิสาหกิจ คุ้มครองไม่ให้ตำรวจใช้กำลังสลายม็อบ จึงจะอธิบายว่าบทบาทใหม่ของศาลปกครอง ไม่ใช่ศาลจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองการเมืองก็ทำหน้าที่ไปศาล ศาลก็ตัดสินคดีไป ส่วนที่กฎหมายกำหนดให้ประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นกรรมการสรรหาต่างๆ นั้นเป็นเรื่องตัวบุคคล

 
บทบาทใหม่ของศาลปกครองจึงไม่ได้ไปแทรกแซงการเมืองอย่างมีการวิจารณ์กล่าวหา ศาลปกครองมีหลักการว่าจะไม่วินิจฉัยคดีในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาฝ่ายปกครอง จะวินิจฉัยเฉพาะเรื่องการยกเลิกเพิกถอนคำสั่งหรือการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่จะไม่สั่งบังคับให้ฝ่ายปกครองต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้

 

บทบาทของศาลปกครองกับการเมือง ที่มีข้อสงสัยว่า ศาลตัดสินเอนเอียงไปยังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ และตัดสินไปตามกระแสของประชาชนหรือไม่  โดยระบุว่า  ในความเป็นจริงแล้ว ศาลตัดสินไปตามข้อเท็จจริง แต่ผลที่ได้ ไปตรงกับความต้องการของคนส่วนใหญ่เสียมากกว่า

 

ดร.ประสาท ยังกล่าวเสริมถึงตุลาการที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองว่า มีเหตุผลตามแบบของโลกตะวันตกที่เป็นโลกแห่งประชาธิปไตย ซึ่งพยายามทำให้ปัญหาทางการเมืองเป็นคดีที่ขึ้นสู่ศาล นั่นคือ การทำให้การเมืองเป็นกฎหมายแต่ปัจจุบันการเตือนภัยยังมีการใช้เสียงข้างมากในการตัดสินว่า ใครถูกหรือใครผิด ซึ่งโลกตะวันตกถือว่า เป็นการตัดสินที่ผิด เพราะเป็นคดีความศาลควรจะมีส่วนในการตัดสิน จึงไม่ถือว่า เป็นการแทรกแซงทางการเมือง เพราะฉะนั้นวิธีที่ศาลปกครองเข้าไปยุ่งเกี่ยวทางการเมืองจึงไม่ถือว่า เป็นเรื่องผิดอะไรเพราะอำนาจหน้าที่ของศาลคือการตัดสินและถอดถอนการเมืองที่ผิดกฎหมาย


——————————————————————————————————————————-

 

นายวิชัย ชื่นชมพูนุท

การพิจารณาคดีของศาลปกครองเป็นระบบไต่สวนที่ใช้ระบบตุลาการมืออาชีพ และมีความรู้ลึกเกี่ยวกับคดีที่พิจารณา จะต้องมีการศึกษาคดีนั้นๆ อย่างละเอียดจึงจะมาพิจารณาได้ โดยที่ตุลาการมืออาชีพจะต้องศึกษาหาความรู้อยู่ตลอดเวลาเพื่อที่จะได้พิจารณาคดีต่างๆได้อย่างกวางขวาง และเที่ยงตรงที่สุด

 

ตุลาการศาลปกครองสูงสุด  ยังกล่าวถึงการยึดอำนาจศาล ว่า เป็นความเสียหายมากกว่า การยึดสนามบิน เพราะถ้าหากศาลถูกยึดอำนาจแล้ว จะตัดสินคดีต่างๆได้อย่างเที่ยงตรงได้อย่างไร และเป็นสิ่งที่เสียหายต่อการลงทุนเป็นอย่างมาก ทั้งยังกล่าวอีกว่า การยึดให้ศาลไม่ให้ตัดสินคดีเป็นสิ่งที่ประเทศที่เจริญแล้ว มองว่า ไม่ควรทำ อย่างยิ่ง  ทั้งนี้ หน้าที่หลักของศาลปกครองสูงสุดมีอำนาจวินิจฉัยคดี คือ  1.กรณีการพิทักษ์ ระบบคุณธรรม 2.กรณีการใช้อำนาจในการเลือกตั้งในทางที่ผิด 3. การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน4.คดีที่ที่มีการอุทธรณ์ขึ้นมา จึงจะอยู่ในอำนาจวินิฉัยของศาลปกครองสูงสุด
  

——————————————————————————————————————————-

 

Read Full Post »

Older Posts »