Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for กันยายน 9th, 2008

myseat

 

หมายเหตุ : บทความนี้เป็นบทความที่กลั่นกรองมาจากความคิดของผู้เขียนเพียงผู้เดียว จะถูก-ผิด หรือไม่เห็นด้วยอย่างไรก็ขออภัย คิดซะว่า ช่างปะไร… ยิ่งดี

ปัญญาชนย่อมไม่ตอบโต้กันด้วยกำลัง แต่เขาเหล่านั้นก็จะปกป้องความเชื่อของตัวเองอย่างสุดแรงเกิด ภายหลังการอภิปรายที่เชียวกราก ยาวนาน ข้อสรุปจักเกิดขึ้น และ มิตรภาพคงยังแน่นแฟ้น เพราะท่านรู้อยู่เสมอว่า ทุกปัจเจกชนล้วนแตกต่างแลมีความคิดทั้งอคติเป็นของตัวเอง…… 

 

ช่วยด้วย…ประเทศไทย หายไปจากข้าพเจ้า

7 กรกฎาคม 2551

ท่านผู้อ่าน   ทุกท่าน    ข้าพเจ้ามีเรื่องจะสารภาพ……………………

      สิ่งหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับข้าพเจ้าอย่างชัดเจน แม้จะอยากปฏิเสธเพียงไร คือ   ข้าพเจ้ากำลังสูญเสียเอกราชความเป็นไทยส่วนตน ให้กับพวกฝรั่ง รวมถึง บางชาติเอเชีย การสูญเสียเอกราชที่ว่านี้ เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเป็นการส่วนตัว ไม่มีการนองเลือด หรือ การบังคับ หากแต่ค่อยเป็นค่อยไป แล เยือกเย็นยิ่งนัก การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ มิได้เป็นไปในทางกายภาพ ในทางกลับกัน การดำเนินการนั้นเกิดขึ้นกับความคิดและหัวใจของข้าพเจ้าเอง มันดูเหมือนจะชัดเจนขึ้นในยามที่เขียนบทความนี้………………………

      ไม่ว่าชาติไหนๆ ในโลกใบนี้ ล้วนแต่มีประวัติศาสตร์ประจำชาติเป็นของตัวเองทั้งสิ้น อาจจะยาวนานนับพันปี หรืออาจจะเพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่สิบปี แต่อย่างไรเสีย สิ่งที่อนุชนจะสามารถยืนยันการดำรงอยู่ของชาตินั้นๆ ในโลกใบนี้ได้ มิใช่อดีตที่ผ่านมา หากเป็นตัวตนของชาติที่แสดงอยู่ ถ้าทางรูปธรรม นั่นคือ ประเทศนั้นๆ มีอยู่จริงในแผนที่โลก หากประเทศใดประเทศหนึ่งสูญสิ้นไป ก็จะไม่มีชื่อที่แสดงอยู่บนแผนที่โลก ง่ายๆ…อย่างนั้น หรือในอีกทางหนึ่ง คือตัวตนทางจิตใจ นั่นคือ ชนในชาตินั้นสามารถดำรงไว้ซึ่งความต้องการอันเป็นหนึ่งเดียว ที่จะกอปรขึ้นเป็นชาติของตัวเองได้ การที่ความเป็นชาติจะแห้งเหือดไปนั้น ในความเห็นส่วนตน ข้าพเจ้าคิดว่า ชาติๆนั้นจะต้องสูญสิ้นซึ่งความต้องการที่จะเป็นชาติเดียวกันของตัวพลเมืองเอง1

      อย่างไรเสีย เนื่องด้วยยุคสมัยแห่งการล่าอาณานิคมด้วยปืนไฟ หมายจะเอาดินแดนนั้น ได้หมดสิ้นลงไปเป็นร้อยปีแล้ว ดังนั้นการที่ประเทศหนึ่งจะถูกลบให้หายไปจากแผนที่โลกเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ แต่ การสูญเสียตัวตนของชาติในเชิงจิตใจนั้นเป็นไปได้ และ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ผ่านทางเครื่องมือแห่งเทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และองค์กรระหว่างประเทศ สิ่งนี้เกิดขึ้นบนความตั้งใจล่าอาณานิคมแนวทางใหม่2 กระแสของโลกาภิวัฒน์ และ บางทีก็จากความยินยอมหยิบยื่นให้เอง ด้วยเหตุนี้แนวคิดของความเป็นชาติทางด้านจิตใจนั้น จึงเป็นสิ่งที่ชนในชาตินั้นๆให้ความสนใจ โดยเฉพาะในแง่ของการอนุรักษ์ รักษาไว้ 
            ข้าพเจ้าก็คิดเช่นนั้น …….แต่ก็อย่างที่ได้กล่าวไป.. ปราศจากการบังคับใดๆ ข้าพเจ้ากำลังสูญเสียเอกราชส่วนตัวอย่างช้าๆ… ข้าพเจ้ากำลังหยิบยื่นมันออกไป… โดยไม่ได้สนใจว่าจะมีผู้รับหรือเปล่า อย่างไรเสีย ข้าพเจ้าก็จะส่งมันออกไป แน่นอนเสียเหลือเกิน

1: ค่อนข้างที่จะเป็นความเห็นส่วนตนของข้าพเจ้าเสียมาก บางแง่มุมก็บอกข้าพเจ้าว่า ตัวตนของชาตินั้นแสดงออกด้วยหลายสิ่งกว่านั้น อย่างเช่น เอกลักษณ์ที่ยังคงดำรงอยู่ แต่ข้าพเจ้าเองมองว่า เอกลักษณ์เป็นแค่ส่วนๆหนึ่งของกระบวนการสร้างความแตกต่างและความภูมิใจในชาติ อันจะนำมาซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายดังกล่าว เช่นเดียวกันกับอย่างอื่น

2: แนวคิดจากหนังสือ Confession of an Economics Hit Man, John Perkins (2004)

      ก่อนที่ข้าพเจ้าจะพูดถึงความเปลี่ยนแปลงในทัศนคติ ข้าพเจ้าจำต้องอธิบายแหล่งที่มาของความภาคภูมิใจในชาติตามความคิดของข้าพเจ้าซักครู่หนึ่ง … ข้าพเจ้ากล่าวไปข้างต้นว่าความภูมิใจในชาตินั้นเป็นตัวแปรหลักที่กอปรชาติให้เกิดขึ้น หากไร้ซึ่งความภาคภูมิใจแล้ว ชนในชาติก็ไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษไปกับการถือสัญชาติของตน กับการดำรงเอกลักษณ์ของตน ถึงชาตินั้นจะมีอยู่ แต่ก็เสมอเหมือนได้สูญสิ้น เหือดแห้งลงไปแล้วดังนี้ คำถามต่อมาก็คือ ผู้คนรับรู้ความภูมิใจในชาติจากอะไรบ้าง ในความเป็นจริงก็คงจะมีปัจจัยหลายอย่างเหลือเกิน เช่น วัฒนธรรม ภาษา สถาปัตยกรรม ศิลปะ อาหาร เศรษฐกิจ สังคม ผู้คน นิสัย-ทัศนคติ ความก้าวหน้า ความสามารถในการที่จะก้าวหน้า และความน่าจะเป็นที่จะก้าวหน้า เป็นต้น เราอาจยังสามารถแบ่งรายการเหล่านี้ออกได้เป็นสามจำพวกคือ ผลของอดีต สิ่งที่เป็นปัจจุบัน และการก้าวเข้าสู่อนาคต ทั้งหมดนี้ แต่ละคนก็ให้น้ำหนักแตกต่างกันไป สิ่งที่ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงในบทความ เป็นเพียงแค่เสี้ยวเดียวของทั้งหมด 

      นี่ท่าน!!! อย่ามากล่าวโทษว่าข้าพเจ้าผิดนะ อย่าได้หาว่า ข้าพเจ้าไม่รักชาติ ไม่ภูมิใจในชาติ …..แน่นอน ข้าพเจ้าภูมิใจในชาติ แต่…….ในปริมาณที่น้อยลงต่างหาก……..นี่ๆ!!! ท่าน ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นคนไร้เหตุผลขาดความคิดอ่าน ข้าพเจ้าก็เรียนจบปริญญาเหมือนท่านๆน่ะแหละ ที่ข้าพเจ้านิยม”คนบ้านอื่น”น่ะ ข้าพเจ้าอธิบายได้   ท่านมีเวลาสักครู่ไหม ข้าพเจ้าจะค่อยๆเล่าให้ฟัง

      จริงๆแล้ว สมัยยังเป็นเด็กไร้เดียงสา ข้าพเจ้าจำได้แม่นว่า ข้าพเจ้าก็เป็นคนที่ชาตินิยมพอประมาณ อาจจะไม่ข้นคลั่กขนาดกินข้าวสวย-แกงเขียวหวานทุกมื้อ สเต็ก เค้ก หรือ ไอศกรีม รับประทานไม่ได้ แต่ อย่างน้อย ข้าพเจ้าก็เห็นด้วยกับพี่แอ๊ดในเพลง เมด อิน ไทยแลนด์ พี่อ่ำ ในอัลบั้ม ประเทศไทย I Love You หรือ อีกหลายกระแสชาตินิยมในตอนนั้น แหม! จะไม่ให้ภูมิใจได้อย่างไร ตั้งแต่เราเติบโตขึ้นมา ได้เข้าเรียนในโรงเรียน คุณครูก็บอก ดูรายการนู้น รายการนี้ เขาก็ชมประเทศไทยสารพัด จะว่าไปเราก็ถูกปลูกฝังเรื่องเหล่านี้มาโดยตลอดนี่ครับ แล้วไอ้ความไม่ภาคภูมิใจต่อชาติของข้าพเจ้านั้น… เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไรกัน?

      นั่นสิ….มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน !!! 

      บาทที่1 เมืองตาหลิ่ว

      รั้งแรกๆนั้น มันเกิดขึ้น หลายปีมาแล้ว เมื่อข้าพเจ้า คิดว่าตัวเองโตพอที่จะมีสำนึกในสังคม หรือที่ฝรั่งเขาเรียกกันว่าSocial Concern (ข้าพเจ้าเอาอีกแล้ว คราวนี้เป็นคำฝรั่ง) แท้จริงแล้ว ข้าพเจ้าคิดว่า มันค่อนข้างจะเป็นการซึมซับมากกว่า เพราะคนไทยที่บริโภคข่าวอยู่บ้างก็จะได้รับรู้เรื่องราวเช่นนี้ปีละหลายๆครั้ง ไม่แน่อาจจะเป็นร้อย…..ท่านผู้อ่านว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของชาติเราไปรึยัง สิ่งที่เราเรียกว่า “ทุจริต” “คอรัปชั่น” และ “โกงชาติ” …คำเหล่านี้ เราได้ยินเมื่อไหร่ เราก็รู้สึกว่าเป็นสิ่งเลวร้าย บั่นทอนความเจริญ หลายคนรังเกียจนับว่ามันเป็นมหันตภัย และคงมีไม่กี่คนที่รักมัน(พวกนั้นแหละ!) แต่ก็เป็นเรื่องน่าแปลกที่ สิ่งที่คนเกือบจะทั้งประเทศ หรือ ทั้งโลกก็ว่าได้ รู้สึกรังเกียจ มันไม่เคยจะละ-ลด-ลงไปจากชาติที่เรารักยิ่งนี้เลย …เมื่อใดก็ตามที่มีการสำรวจว่าประเทศไหน มีสถิติการคอรัปชั่นสูง แน่นอน ประเทศไทยจำต้องเข้าร่วมทุกครั้งไป …ข้าพเจ้าเคยสงสัยว่าเราอาจจะเป็นสมาชิกถาวรไปเสียแล้วก็ได้ เรื่องนี้ ท่านผู้อ่านอาจจะรู้สึกซ้ำซากจำเจ อาจจะคิดว่าใครๆก็รู้สถิตินี้กันอยู่แล้ว และถ้าท่านรู้สึกซ้ำซากจริงๆ นั่นแหละครับ แปลว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องร้ายแรงมากๆแล้ว ….แล้วทำไม ถึงร้ายแรง? ที่มันร้ายแรงก็เพราะว่ามีใครหลายคนรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ซ้ำซาก(ผมคนหนึ่ง) จนเหมือนทำให้ทุกคนเริ่มจะชาชิน เหมือนทุกคนจะยอมรับกันได้แล้วว่า การคอรัปชั่นเป็นสิทธิที่ชอบธรรม ในบางโอกาส สำหรับคนบางพวก…… ซึ่งนั่นเป็นเรื่องผิด!!!! ผิดมันหมด ทั้งกฎหมาย มโนธรรม ธรรมภิบาล จรรยาบรร ศีล ผิดหมด คอรัปชั่นก็คือการโกง การโกงก็แทบไม่ต่างจากการขโมย ใช่มั้ยครับ แท้จริงแล้ว การทุจริต-คอรัปชั่น เป็นตัวการที่บั่นทอนทำลายชาติ เป็นการทำลายโอกาสที่จะพัฒนาในแนวทางที่เหมาะสม เหมาะกับคนส่วนใหญ่ การทุจริตคอรัปชั่น คือ ต้นทางแห่งการบิดเบือนหนทางที่จะเป็น หรือควรเป็นโดยตลอดระบบ ทั้งระบบการบริหารจัดการ ให้ผลตอบแทน ผลสำเร็จและทั้งหมด เมื่อเกิดการคอรัปชั่นขึ้น แปลว่า ทรัพยาการที่จะนำไปใช้เพื่อจัดสรร พัฒนา-สร้างความเจริญได้หดหายไป แท้จริงแล้ว มันคือต้นทางแห่งความยากจน คือต้นทางของการสูญเสียโอกาสทางการศึกษา ต้นทางของความขาดแคลนเรื้อรัง ต้นทางของการเร่ร่อน เจ็บป่วย เสียชีวิต เป็นทุกอย่างของเรื่องไร้มนุษยธรรม และ ความไม่เท่าเทียม ทั้งหมดนี้ เริ่มต้นจากเงิน(ทรัพยากร)ก้อนหนึ่งมันหายไป (แต่..ก้อนละไม่น้อย หรือน้อยก็หลายก้อน)

      เมื่อเห็นผลเสียดังนี้ ก็มีคำถามว่าทำไม”ความผิด”อย่างนี้ ทำไมไม่หมดไป ข้าพเจ้าอยากจะยกตัวอย่างดังนี้ ในช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าเรียนอยู่ ในขณะที่ทุกคนยังไร้ซึ่งผลประโยชน์ เป็นนักศึกษา ข้าพเจ้าได้มีโอกาสพูดคุยกับคนที่หลากหลาย หลายคนยังยึดมั่นในความบริสุทธิ์แห่งจิตใจ แต่ก็มีบางคนที่ข้าพเจ้ามั่นใจว่า ถ้าเขามีโอกาส เขาต้องโกงเป็นแน่ ซึ่งเมื่อถามไถ่เหตุผล ก็ได้รับคำตอบว่า “ใครๆเขาก็ทำกัน” …….นี่ไง!! ส่วนที่ข้าพเจ้า รู้สึกเสื่อมศรัทธา รู้สึกไม่ชอบในแนวคิดนี้(ที่เกิดขึ้นทั่วไปในชาติ) เพราะไอ้คำที่ทำให้เรื่องเลวร้ายเหมือนกลายเป็นเรื่องปกติ ท่านเพื่อนคู่เสวนาของข้าพเจ้า โดนลัทธิเข้าเมืองตาหลิ่วครอบงำ ท่านจึงเห็นว่าเรื่องเหล่านั้น เป็นเรื่องผิดน้อย ทำได้ไม่เป็นไร ถ้ามีโอกาสนั่นแปลว่า ต้องโกง ถ้าไม่ฉวยไว้ คุณพลาด แบบนั้น แล้วไอ้ลัทธิแบบที่ท่านเชื่อนั้นมาจากไหน…….ก็จะที่ไหนละครับคุณ

      และท่านผู้อ่าน เรื่องนี้ไม่ได้หยุดแค่ที่ปัญหาว่าใครๆก็โกง แต่ปัญหาต่อเนื่องก็คือ ใครพวกนั้นก็มีชีวิตปกติดีสุขสบาย มีลาภ ยศ ชื่อเสียงยาวนาน มั่นคงดี น้อยนักที่จะโดนสงสัย และยิ่งกว่าน้อยมากนักที่ได้ได้รับการตัดสินว่ามีความผิด และแทบจะไม่มีที่เขาพวกนั้นจะได้รับโทษทัณฑ์กันจริงๆ(เพราะท่านก็เล่นซ่อน-แอบไปซะก่อน) ท่านครับบางทีเรื่องนรก-สวรรค์ก็ยากที่จะเชื่อ และในประเด็นนี้ คนไทยก็ต้องไม่ยอมบ้าง ต้องไม่รอให้ท่านพวกนั้นถึงแก่กรรมไปก่อน ความยุติธรรมถึงจะบังเกิด ต้องต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและโอกาสในการมีชีวิตที่ดีขึ้นของเราด้วย

      ประเด็นคำถามที่เกิดขึ้นก็คือ สิ่งนี้ การทุจริตคอรัปชั่น(ต้องใช้คำว่าทั้งระบบ) สิ่งที่เกาะกินประเทศของเรามายาวนาน มันจะลดลงไป หรือไม่ อย่างไร ในเมื่อคนรุ่นใหม่อย่างพวกข้าพเจ้า เริ่มมีความคิดแบบนี้ตั้งแต่ยังไม่เผชิญชีวิตผู้ใหญ่……. ที่จะเต็มตื้นไปด้วยผลประโยชน์อย่างนั้น

      บาทที่2 ตัวแทน

      ท่านผู้อ่านครับ เหตุผลของข้าพเจ้ายังไม่จบที่ตรงนั้น เมื่อกาลเวลาผ่านไป ข้าพเจ้าเติบโตขึ้น รู้จักคำว่าการเมือง ได้อ่านข่าว ดูโทรทัศน์ ติดตามตามแหล่งต่างๆ ข้าพเจ้าก็พบว่าเพียงเวลาไม่นาน ข้าพเจ้าก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยหน่ายไปกับมัน กับ การสาดโคลน โต้เถียงด้วยวาจาที่สาแก่ใจ กับคำลวงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่พวกท่านๆออกอากาศ…ที่จริง…ข้าพเจ้าก็หวังเล็กๆ ว่าท่านเหล่านั้น จะรู้สึกหนักในหน้ากากที่เขาสวมอยู่ และถอดมันออกบ้างเมื่อทนไม่ไหว แต่เมื่อล่วงเลยไป ข้าพเจ้าก็ยังไม่เคยเห็นใครปลดแอกเข้าสู้กับเรื่องโปปดสักคน ท่านผู้อ่านครับ คนพวกนี้ คือกลุ่มคนของบ้านเมือง บางคนเรียกเขาว่าตัวแทน…..ใช่! ข้าพเจ้าเกือบลืมไป …..ตัวแทน……..แล้วเขาได้ทำหน้าที่ของเขาอย่างเต็มที่ สร้างสรรค์รึเปล่า เขาเป็นตัวแทนของเราเข้าไปต่อสู้กับปัญหาของประเทศจริงๆรึเปล่า หรือเขาสู้กันเอง? ตัวอย่างง่ายๆ เราเคยท่องว่าประชาธิปไตยประกอบด้วยฝ่าย บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ 3ฝ่ายนี้คานอำนาจซึ่งกันและกัน แล้วจริงๆระบบเป็นไงครับ บริหาร+พรรครัฐบาล ฝ่ายค้าน ตุลาการ เนี่ยครับประชาธิปไตยแบบบ้านเรา คนก็ไปชินกับมัน เราก็ปล่อยให้ “ตัวแทน”พรรครัฐบาลเชียร์กันไป “ตัวแทน”พรรคฝ่ายค้านก็ค้านลูกเดียว นั่นเป็นงานที่ประเทศไทยจ่ายเงินให้เขาทำหรือครับ? ทำแบบนั้น เขาถูกเลือกโดยเราแต่เขาเป็นตัวแทนของเรารึเปล่าครับ? ทำไมเราถูกรณรงค์ บังคับให้เลือก ทั้งๆที่เราก็รู้ว่า เขาจะไม่รับผิดชอบมันอย่างเต็มที่แต่เขาจะไปสนใจ “อย่างอื่น”เสียมากกว่า ………… คำว่าตัวแทน คือคำหนึ่งที่ประชาชนอย่างข้าพเจ้า มีความรู้สึกนึกคิดอย่างแรงกล้ากับมัน ข้าพเจ้าในฐานะคนไทย ผู้มีสำนึกรักบ้านเกิดเมืองนอน ย่อมอยากจะเห็นประเทศของเราเดินไปข้างหน้า เจริญขึ้น ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และศีลธรรม และมันจะดีขึ้นได้ ก็ต้องอาศัยตัวแทนของเราเป็นสำคัญ เราผู้ไม่มีอำนาจ ย่อมหวังจะให้ท่านๆนำอำนาจที่ผ่องถ่ายจากเราไป(ในทางทฤษฎี เพราะในทางปฏิบัติ เราไม่เคยมีอำนาจ ฮ่า ฮ่า) ใช้ในทางที่ก่อให้เกิดความพัฒนา แต่เมื่อมองไปยังผู้เป็นตัวแทนของเรา ข้าพเจ้าก็ยังคลางแคลงใจอยู่ว่า ท่านๆยังอยากจะเห็นสิ่งเดียวกับข้าพเจ้ารึเปล่า …ประชาชนคนอย่างเราอยากจะเห็นการผลักดันนโยบายดีๆ แต่มันก็กลายเป็นคอรัปชั่นเชิงนโยบาย   เราอยากเห็นท่านเอาประโยชน์ของชาติในอนาคตเป็นที่ตั้ง ก็กลายเป็นการหาทุนให้ตนและพวกพ้อง เราอยากจะให้ท่านมองผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว ก็กลายเป็นเรื่องผลักดันเครื่องมือเพื่อคะแนนนิยมไปซะนี่……..

      แย่ไปกว่าที่กล่าวไป ท่านผู้อ่านครับ เรื่องนี้ก็ไม่ต่างจากปัญหาคอรัปชั่น ปัญหาของตัวแทนที่เกิดขึ้นในบ้านเราเป็นปัญหาเชิงระบบ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเรื้อรัง ที่เกาะกินประเทศไทยมายาวนาน อย่างที่เราเคยได้ยินกันครับ เราเคยได้ยินคนเก่ง คน(น่าจะ)ดี มีชื่อเสียงตอบคำถามว่า ไม่สนใจเล่นการเมืองหรือ? คำตอบของท่านก็คือไม่สนใจ ชีวิตสุขสบายดีแล้ว เล่นการเมืองมัน “เปลืองตัว” …… ทำไมเปลืองตัว เพราะการเมืองล้วนเป็นเกมส์การแข่งขัน วิ่งเข้าสภาและเก้าอี้ ถ้าเราลงเล่น เราก็คือเข้าสู่เกมส์ซึ่งพฤติกรรมทั้งหลายสามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีเกมส์ เช่น ถ้าคุณไม่ทำ “ความผิด” คนอื่นก็จะทำ และคุณก็จะตกที่นั่งลำบาก มีสิทธิที่จะแพ้เลยทีเดียว เมื่อนั้นคุณก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องลงไปร่วมวงบ้าง เพื่อให้ความสามารถในการแข่งขันของคุณไม่ด้อยกว่า (คุณอาจจะคิดว่า เอาน่ะ ก็เขาเริ่มก่อน จริงๆเราไม่อยากทำหรอก) ดังนั้น เกมส์นี้เมื่อเวลาผ่านไปก็จะมีผู้เข้าร่วมเยอะขึ้นๆ และเมื่อมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามา เขาก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเข้าร่วมกับสิ่งนี้นี้ด้วย และถ้าไม่ทำจริงๆ ก็ต้องถูกเหมารวมอยู่ดีเพราะคุณก็ต้องได้รับผลประโยชน์จากการทำความผิดของพรรคพวกไม่มากก็น้อย ดังนั้นจึงเปลืองตัว(และอาจจะเปลืองตังค์ ถ้าแพ้) ดังนั้นจึงถามว่า แล้วใครดีๆที่ไหนจะเข้ามาเปลี่ยนแปลง นั่นสิครับ คงจะน้อย ไม่มากหรอกครับ เราจึงเห็นพวกหน้าเก่าๆ ครบครันกันอย่างปัจจุบันนี้   อีกปัญหาหนึ่งก็คือ ทุนครับ พรรคการเมืองเกิดขึ้นมา ก็ต้องการเป็นพรรครัฐบาลใช่มั้ยครับ ถ้าอยากเป็นพรรครัฐบาลก็ต้องการคะแนนเสียง และถ้าต้องการคะแนนเสียงก็ต้องหาทุนมาทำประชาสัมพันธ์ด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งบนดิน ใต้ดิน บนเวทีและใต้โต๊ะ คำถามก็คือ ทุนนั้นมาจากไหน ก็ต้องมาจากนายทุนผู้ลงทุนใช่มั้ยครับ แล้วคนที่ลงทุนนี่ เขาต้องการผลตอบแทนหรือไม่ แน่นอนครับ เมื่อลงทุน ก็ต้องการเงินทุนบวกผลตอบแทนเป็นธรรมดาแบบตอบได้ทันทีไม่อาศัยทฤษฎี เมื่อเอาเงินตัวเองลงไป ตอนเอาเงินเอากลับ เอาเงินใครกลับครับ ปัญหาคอรัปชั่นของตัวแทนก็ตอบง่ายๆแค่นี้เองครับ….. แต่แก้ยากชะมัด

      ด้วยเรื่องราวข้างต้น ข้าพเจ้าผู้ร่วมชาติไทย รู้สึกเหนื่อยหน่ายกับตัวแทน ที่พูดว่ารักชาติ เสียสละเพื่อประเทศชาติ(แต่ ใครจะเชื่อ!!! ไม่ใช่ข้าพเจ้าคนหนึ่ง) ข้าพเจ้าเหนื่อยหน่ายกับการฝากความหวังไว้ที่ตัวพวกเขา ซึ่งแท้จริงแล้วข้าพเจ้าก็ไม่เข้าใจเพื่อนร่วมชาติจำนวนหนึ่งที่นำตัวเองไปผูกติดกับพวกเขาอย่างแยกอิสระความนึกคิดของท่านๆไม่ออก ปกป้องแก้ต่างสนับสนุนและศรัทธาเขาเหล่านั้นอย่างไม่ลืมหูลืมตา จนลืมไปว่าผลประโยชน์ของชาติไม่ได้เป็นผลประโยชน์ของเขา และแท้จริงแล้วท่านมีสิทธิที่จะเชื่อในบางเรื่อง และไม่เชื่อในบางเรื่อง ถึงตรงนี้ ข้าพเจ้าย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ท่านเหล่านั้นคือตัวแทน ตัวแทนของปวงชนชาวไทย ตัวแทนประเทศไทย สิ่งใดที่ท่านทำ สิ่งนั้นก็คือผู้นำ ตัวแทนของประเทศทำ ถ้าท่านทำดี ก็เป็นข่าวดีของเรา เราก็ยินดีปรีดา ด้วยอนาคตของชาติเราดูดีขึ้น ถ้าท่านทำไม่ดี เราก็เหนื่อยหน่าย หมดหวัง แล้วก็นั่งได้แต่นั่งน้อยใจ ว่าทำไม คนที่น่าจะเป็นที่น่าเชิดชูตาของเรา ท่านไม่รักเมืองไทย เหมือนเราๆบ้าง มานั่งนึกว่า อนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทยจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ หนอ…..

      หลายๆชาติในโลกนี้ มีสภาพเศรษฐกิจ สังคม ความเป็นอยู่ของประชาชนที่มั่นคง ก็ด้วยเพราะตัวแทนรุ่นต่อรุ่นของเขาได้สร้างคุณ ความดีงามไว้ให้ อย่างต่อเนื่อง เขาเหล่านั้นได้ทำหน้าที่ของตัวแทนของชาติอย่างเต็มที่ อาจจะไม่ได้ดีเลิศ สะอาดหมดจดร้อยเปอร์เซ็น แต่ท่านก็เลือกทำในสิ่งที่ถูก ที่ควรจะทำ มากกว่า และระบบของเขาก็เอื้ออำนวยให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ข้าพเจ้าไม่จำเป็นต้องยกตัวอย่างรัฐบุรุษของชาติเหล่านี้ ข้าพเจ้าเพียงแต่อยากให้ท่านได้รู้สึกเจ็บในใจ แปลบๆบ้างว่า ทำไม ประเทศที่ท่านอาศัยอยู่ที่นี้ ที่มีคนมากมายกว่า70ล้านคน กลับไม่มีคนเช่นนั้น(คนที่เก่ง ดี และกล้าหาญ)มากพอที่เราๆจะสามารถความหวังในชาติที่จะเจริญขึ้นอย่างที่ควรจะเป็นของเราได้  

      น่าเสียดายที่ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายแค่ให้เขียนบทความ ไม่ใช่เรื่องสั้นสารคดี รายละเอียดจึงต้องถูกหยุดยั้งไว้แต่เพียงเท่านี้ สิ่งที่ข้าพเจ้าพยายามจะชี้แจงท่านคือ ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความภูมิใจในชาตินั้น ก็คือคน และทัศนคติของเขา อย่างที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไป เมื่อเติบโตขึ้น คนเราย่อมรู้อะไรๆมากขึ้น ข้าพเจ้าก็รู้ในพฤติกรรม การกระทำของคนในชาติมากขึ้น แน่นอน หลายอย่างก็เป็นเรื่องที่ดีน่าชื่นชม แต่ หลายการกระทำเป็นสิ่งที่ไม่พึงปราถนา ส่วนใหญ่เราคนไทย จะภูมิใจหนักหนากับสิ่งที่เรามีมาแต่อดีต เช่น ประวัติศาสตร์ ภาษา วัฒนธรรม ทรัพยากร แต่น้อยนักที่เราจะยินดีกับสิ่งที่เราทำในโลกปัจจุบัน และสิ่งที่เราจะไปเป็นในอนาคต หากเราพูดถึงคนไทยแบบเหมารวมเป็นองค์ใหญ่ เราจะพบว่ามีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ยังต้องปรับปรุงอีกมาก และคงต้องใช้แรงกาย แรงใจและความกล้าหาญยิ่งในการแก้ปัญหานี้ ปัญหาความภูมิใจในชาตินั้นน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนรุ่นใหม่ ที่มักจะนำเรื่องราวในโลกกว้างมาเปรียบเทียบกับการเป็นไปในประเทศของเขา และเมื่อเกิดการเปรียบเทียบ ย่อมจะเห็นฝ่ายที่ทำได้ดี และฝ่ายที่ล้มเหลว และถ้าหากชาติเราตกเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้มากเข้า หลายประเด็นเข้า จะเป็นอย่างไร ซึ่งก็ไม่น่าแปลกที่ใครคนหนึ่งจะรู้สึกชื่นชมในชาติพันธุ์ของเขาน้อยลง เมื่อความรู้ ความสามารถในการเปรียบเทียบของเขามากขึ้น ฉะนั้น ความภูมิใจในชาติ การสร้างชาติ ไม่ได้เป็นเรื่องแต่การเรียนหนังสือ การพร่ำพูด แต่ต้องเป็นเรื่องที่หยั่งลึกลงถึงปัญหาจริงของชาติ และต้องทำการแก้ไข บรรเทา ไม่เช่นนั้น ความศรัทธาในชาติ ในเพื่อนร่วมชาติ ก็จะไม่เกิดขึ้น ความต้องการที่จะดำรงชาติก็จะน้อยลง น้อยลง เป็นลำดับไป

      …..

      …

      ..

      นห้วงเวลาที่เรายังศึกษาอยู่ในโรงเรียน และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมหาวิทยาลัย เราได้รับคำขวัญ เราได้ปฏิญาณ ว่าเราจะจงรักภักดีต่อชาติ นำความรู้ที่ได้ที่มีนั้นไปพัฒนาประเทศชาติ และ เทิดทูนไว้ซึ่งเกียรติแห่งการรับใช้ประชาชน แม้กระทั่งเราเรียนจบ เราก็ปฏิญาณอีกครั้งหนึ่ง ว่าเราจะยึดมั่นในคำสัญญานั้นอย่างเข้มแข็งตลอดช่วงชีวิตของเรา ด้วยสิ่งนี้ ท่านพอจะมองภาพออกใช่หรือไม่ว่า แท้จริงแล้ว ปลายทางสุดท้ายของการศึกษานั้น มุ่งหมายที่สิ่งใดกัน….มันไม่ยากเลยใช่มั้ยครับ กับการที่จะพูดให้ตรงบท กับเพียงปฏิญาน แต่มันคงจะยากไม่น้อย ที่จะดำรงลมปากของเราไว้ จนมันกลายเป็นคำสัตย์  อย่างไรเสีย ขอให้ท่านอย่าได้ลืม จิตวิญญาณที่ท่านเคยเชิดชู คุณธรรมที่ท่านเคยยึดถือ ลมถอนหายใจในปัญหาของประเทศ เมตตาที่ท่านมีให้แก่สังคม คำสบถต่างๆที่ท่านเคยด่าคนคด ความรู้สึกสมเพชในพวกเขา ในอนาคต จะอีกกี่ปี สิบปี ยี่สิบปี สามสิบปี ท่านก็คงได้เจอบททดสอบ บทนั้น และคงจะวนเวียนรอบๆตัวท่านไปตลอดทั้งชีวิต แล้วเวลานั้นท่านก็คงจะได้ตัดสินใจ ………………………….

      ……………ประเทศไทยคือประเทศด้อยพัฒนา ตามนิยามของนานาชาติ และ ความเป็นชาติที่ล้มเหลว มันไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวจากเราหรอกครับ คนไทยทุกคน    . ขอบคุณครับ สวัสดีครับ. /   ในอีกแง่มุมหนึ่ง

Read Full Post »