Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for กันยายน, 2008

triamboy

HE NEVER TAKES RISK.

definition of  “George Soros”.

 

ไม่มีใครที่ไม่จดจำวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ  เมื่อ  ปี  2540  ของประเทศไทย  อันนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อการดำเนินกิจกรรมทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมือง  ผู้คน  สังคมมีความเครียดสะสม  ร้ายแรงถึงขั้นที่บางคนมีความผิดปกติทางจิต  และหลายคนต้องหาทางออกโดยการปลิดชีิวิตตนเองไม่ทางใดทางหนึ่งเพื่อหนีปัญหา  ทั้งหมดนี้มาจากจุดเริ่มต้นของวิกฤตของสถาบันการเงินไทย  ที่ขาดวินัยทางการเงิน  เนื่องด้วยการละเลยดรรชนีระดับจุลภาค  อาทิ  งบดุล  งบกำไรขาดทุน  ถึงแม้ว่าดรรชนีระดับมหภาค  อาทิ  เงินเฟ้อ  จะอยู่ภายใต้ระดับที่เหมาะสม  ด้วยเหตุนี้นำมาสู่ความเปราะบาง  หรือโอกาสของการล้มลงของอัตราแลกเปลี่ยน  และวิกฤตหนี้ในที่สุด  เนื่องมาจากโอกาสจูงใจให้มีการโจมตีค่าเงินโดยต้นทุนที่น้อย

 

ครั้งนี้ประเทศไทยเองสุดท้ายแล้วกลายเป็นเป้าหมายการโจมตีค่าเงินบาทถัดจากประเทศเม็กซิโกในปี  1994  หลายคนคงได้เข้าใจสาเหตุ  จากการรับรู้ของสื่อกระแสหลักเบื้องหน้ามามากแล้ว  ข้าพเจ้าจึงขอนำเสนอเบื้องหลังการโจมตีค่าเงินบาท  โดยอ้างอิงจากบทสัมภาษณ์ของท่านที่เกี่ยวข้อง  เพื่อเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์อีกด้านหนึ่ง  เพื่อความสมบูรณ์ของข้อมูลที่อาจเป็นประโยชน์ต่อคนทั่วไปรุ่นนี้  และรุ่นต่อไป  ดังนี้

 

ก่อนปี  2541  ประเทศไทยมีการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงตัว  รักษา  (แทรกแซง)  ไว้ที่ระดับเป้าหมายที่กำหนด  และรับทราบโดยทั่วไป

 

ประเทศสหรัฐเมริกามีคลินตันเป็นประธานาธิบดี  ซึ่งเชื่อมั่นในที่ปรึกษายิวอเมริกันนามว่าครุกแมน

 

จูเลียน  รอบินสัน   นำเงินเข้ามาประเทศไทย  10  พันล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา  ปรากฎว่าไม่สำเร็จ  เนื่องจากนำเงินมาน้อยไป  น้อยกว่าเงินสำรองระหว่างประเทศของไทย   ที่ระดับ  39  พันล้านเหรียญสหรัฐ    สิ้นปี  2539  (หนี้ต่างประเทศ  110  พันล้านเหรียญสหรัฐ  หนี้ระยะสั้น  41  พันล้านเหรียญสหรัฐ)

 

จากการเข้ามาของจูเลียน  รอบินสัน  ได้ให้บทเรียนแก่ผู้ที่ต้องการโจมตีค่าเงินบาท  คือ  ธนาคารแห่งประเทศไทยมีการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบเข้มงวด  เรียกได้ว่าสู้แบบหัวชนฝา  จนกว่าจะชนะ

 

จอร์จ  โซรอสได้เห็น  เรียนรู้วิธีการดำเนินการของธนาคารแห่งประเทศไทย  จึงนำเงินเข้ามากว่า  100  พันล้านเหรียญสหรัฐ  สู้ไปสู้มา  ประเทศไทยสู้ไม่ไหว  จนในที่สุด  สิ้นเดือนมิถุนายน  2540  ธนาคารแห่งประเทศไทยเหลือเงินสำรองระหว่างประเทศ  2.839  พันล้านเหรียญ  ส่วนที่หายไปส่วนใหญ่ถูกหอบหิ้วกลับประเทศโดยจอร์จ  โซรอสกว่า  40  พันล้านเหรียญสหรัฐ

 

2  กรกฎาคม  2540  ประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาท  หรือกล่าวได้ว่ามีการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว  ปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนสะท้อนความเป็นจริงตามความต้องการถือครองเงินบาท  จากครั้งนี้ทำให้เงินบาทอ่อนค่าสูงสุด    ระดับ  54  บาท  ต่อ  1  ดอลลาร์สหรัฐ

 

หลัววิกฤตการณ์เงินบาทล้ม  อเมริกาส่งทูตอีโต้เชื้อชาติญี่ปุ่นแต่เติบโตที่อเมริกาแต่เล็กเข้าพบนายกรัฐมตรีขณะนั้น  คือ  นายชวน  หลีกภัย  เพื่อชี้แจงสิ่งที่เกิดขึ้นว่า  สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความผิดพลาดของประเทศไทยเอง  (That’s your fault.)  ประเทศไทยไม่มีการปิดประตูบ้านที่ดี  โจรมันก็เลยเข้ามาปล้น  อย่าไปอ้างถึงการเข้ามาปล้นของโซรอสเลย  มาหาวิธีีการแก้ดีกว่า

 

สหรัฐอเมริกาส่งนายพลแกลวิน  อดีตผู้บัญชาการสูงสุดของนาโต้  คณบดีคณะกฎหมาย  และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยทัฟในขณะนั้น  (Law and Diplomacy School, Tuff University)  เข้าพบ  พ.อ. (พิเศษ)  ดร.ถนัด  คอมันตร์  อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ  ระหว่าง  10 ก.พ. 2502 – 17 พ.ย. 2514  เพื่อแจ้งว่าการกระทำของโซรอส  ทำไปโดยลำพังคนเดียว  (Acted independently)  ท่านถนัดจึงสอบถามกลับว่าการที่ท่าน (นายพลแกลวิน)  มาในวันนี้ท่านได้รับการเห็นชอบ  (อนุญาต) จากกระทรวงการต่างประเทศของท่านหรือยัง  ปรากฎว่าได้รับความเห็นชอบแล้ว  เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้ไม่ได้ทำโดยลำพังคนเดียว

 

รัฐมนตรีคลัง  คือ นายธานินทร์  นิมมานเหมินทร์ได้เชิญให้คนของโกลด์แมน  แซคส์มานั่งทำงานหน้าห้องรัฐมนตรี  คนในพรรคประชาธิปัตย์คนหนึ่ง  คือ  คุณบุญชู  โรจนเสถียร  ได้เล่าว่ารัฐมนตรีคลังเมื่อเรียนสำเร็จก็ได้เข้าไปฝึกงานที่โกลด์แมน แซคส์  โดยมีโรเบิร์ต   รูบินส์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารรับเข้าฝึกงาน  เพื่อเป็นการสำนึกบุญคุณ  จึงรับคนจากโกลด์แมน  แซคส์เข้ามา

 

นายราล์ฟ  บอยส์  หมายเลขสองของสถานเอกอัครราชทูตอเมริกัน  ถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นผู้ช่วยเหลือการปล้นครั้งนี้มากที่สุด  หลังจากวิกฤตท่านทูตคนเดิมเตรียมตัวกลับอเมริกา  ท่านถนัดได้ข่าวว่านายราล์ฟ  บอยส์จะมาแทน  จึงส่งคนไปสอบถามที่สถานทูต  เมื่อทางอเมริการู้ว่าเรารู้ทันเขา  เขาจึงส่งราล์ฟไปเป็นประธานคณะกรรมการอินโดนีเซีย  แต่ยังมาประเทศไทยบ่อยๆ

 

เมื่อถามถึงแรงจูงใจที่ทำให้รัฐบาลอเมริกายอมให้มีการปล้นเกิดขึ้นไปทั่วโลกนั้น  สามารถตอบได้เลยว่า  ผลประโยชน์ร่วมกันจากการเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  ผลประโยชน์ที่รัฐบาลอเมริกาได้รับ  คือ  ภาษี  เฉพาะจากการปล้นประเทศไทยประเทศเดียวก็ได้รับภาษีกว่า  15  พันล้านเหรียญ  มากกว่านั้นถ้าเกิดความผิดพลาดจากการปล้น  หรือกล่าวได้ว่าปล้นไม่สำเร็จ  หน่วยงานของรัฐพร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือทันที  โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารกลางสหรัฐ  จากตัวอย่างของกรณีของกองทุนเก็งกำไร  (เหมือนกับ  Tiger Fund  ของโวรอส)  ชื่อว่า   Long-Term Capital Management hedge fund  ที่ก่อตั้งโดยจอน  แมริเวเธอร์  (John Mariwether)  ซึ่งเป็นดาวรุ่งของวงการการเงินวอลสตรีท  และมีทีมงานเป็นนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลถึง 2  คน  คือ  Myron  Scholes  และ  Robert Merton  ซึ่งได้รับแรงจูงใจจากความสำเร็จของโซรอส  จึงทำการออกโจมตีท่าเงิน  ปรากฎว่าแพ้  ไม่ประสบความสำเร็จเหมือนโซรอส  ทำให้กรีนสแปน  ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐได้กระโดดออกมาช่วยทันที  โดยให้ธนาคาร  สถาบันการเงินต่างๆ  เข้าช่วย  ด้วยเหตุผลที่ว่า  ถ้าไม่ช่วยจะนำมาซึ่งวิกฤตทางการเงินในอเมริกา

 

มากกว่านั้นเมื่อประเทศทางเอเชียตะวันออกรวมตัวกันแก้ปัญหาร่วมกัน  โดยเสนอจัดตั้ง  Asia Monetary Fund  ขึ้นมา  รวมถึงการออก  Asia Bond  แต่แล้วความพยายามก็ถูกคัดคานอย่างหนักจากอเมริกา  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนยิวสองคน  คือ  นายรูบินส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอเมริกาในขณะนั้น  และนายลอเรนซ์  ซัมเมอร์รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น  เนื่องมาจากสาเหตุหลักคือ  การสูญเสียการควบคุมระบบการเงินโลก  ผ่านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ  ธนาคารโลก  องค์การค้าโลกที่เบื้องหลังแล้วอยู่ภายใต้การควบคุมของอเมริกานั่นเอง

 

จากที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า  การปล้นครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลใดบุคคลหนึ่งลำพังแต่เพียงผู้เดียว  แต่เกิดขึ้นเป็นขบวนการที่เตรียมพร้อมอย่างดี  ผ่านกระบวนการต่างๆ ของระบบเศรษฐกิจที่กำหนดขึ้นมาโดยสหรัฐเอง  รวมถึงผู้เกี่ยวข้องในหน่วยงานต่างๆของรัฐ  และองค์กรระหว่างประเทศที่สามารถควบคุมและจัดการได้  ถึงแม้นว่าการมีอยู่ของกระบวนการ  และเครื่องมือไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อการปล้นนี้  หวังเป็นอย่างยิ่งว่าประสบการ์ครั้งนี้ได้สอนให้คนไทยได้เรียนรู้การปล้นอย่างถูกกฎหมายที่เรายอมรับระบบ  เงื่อนไข  รวมทั้งปฏิบัติตามจากต่างประเทศ  เพื่อที่จะได้ป้องกันการปล้นซ้ำอีกครั้งในวันหน้า

 

รั้งหนึ่งเราถูกปล้น

ครั้งหนึ่งเราต้องเริ่มต้นใหม่

ต้องไม่มีอีกครั้ง  “เราถูกปล้น”

 

Read Full Post »

triamboy

IN GOD WE TRUST

Official national motto of The United States and The U.S. State of Florida.

 

ในพระผู้เป็นเจ้า,  เราเชื่อมั่น  หรือกล่าวได้ว่าเราเชื่อมั่นในพระผู้เป็นเจ้า  สามารถพบเห็นได้ทั่วไปบนธนบัตร  และเหรียญดอลลาร์สหรัฐอเมริกา  เนื่องมาจากบรรยากาศที่อบอวลด้วยความศรัทธาศาสนาเป็นอย่างมากในช่วงสงครามการเมืองของอเมริิกา  และเพื่อเป็นการระลึก  ตระหนักถึงพระผู้เป็นเจ้าผ่านสิ่งของที่มีความใกล้ชิดกับมนุษย์มากที่สุดในการดำเนินชีวิตแต่ละวัน  มากกว่านั้นข้าพเจ้าเชื่อว่าการนำวลีนี้มาใช้บนเงินตราของดอลลาร์สหรัฐอเมริกานั้น  ทำขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่น  ความมั่นใจ  แล้วจูงใจให้มีการใช้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐอเมริกาเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า  และบริการ เพื่อทดแทนการแลกเปลี่ยนสินค้าโดยตรง  มากกว่านั้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการเป็นเงินตราสกุลสากล  โดยควบคู่กับการเผยแพร่ศาสนาในช่วงอดีตที่ผ่านมา

 

เห็นได้ว่าการสร้างความเชื่อมั่น  เป็นสิ่งจำเป็นเบื้องต้นต่อการจูงใจให้ทำกิจกรรมต่างต่างที่วางไว้  หรือกิจกรรมที่ต้องการให้เกิดขึ้น  ทุกกิจกรรมทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองทุกหน่วย  หากพิจารณาย้อนกลับไปในอดีต  พบว่า  เรากำลังเปลี่ยนวิถีชีวิตทุกอย่างของสิ่งมีชีวิตในโลก  โดยพยายามฝืนข้อจำกัด  เงื่อนไขที่ธรรมชาติกำหนด  ที่กิจกรรมทุกอย่างมีการดำเนินไปตามวัฏจักรของธรรมชาติ  กล่าวได้ว่ามีดำเนินตามวงจรของธรรมชาติ  (Pro-cyclical of nature)  หรือกำหนดโดยอุปทาน   (Supply-side world  – ตอบสนองความต้องการผู้ผลิต  ที่มีธรรมชาติเป็นผู้ผลิต)  โดยเปลี่ยนเป็นการดำเนินกิจกรรมตามความต้องการของมนุษย์  ภายใต้เงื่อนไข  และบริบทใหม่ที่ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการนั้น  โดยเงื่อนไขของธรรมชาตบางส่วนที่ได้รับการท้าทาย  (Counter-cyclical of nature)  หรือกล่าวได้ว่าดำเนินตามวงจรใหม่ที่มนุษย์สร้างขึ้น  ตามวัฏจักรต่างๆที่สร้างขึ้น  ที่ถูกกำหนดโดยอุปสงค์  (Demand-side world – ตอบสนองความต้องการผู้บริโภค  ที่มีมนุษย์เป็นผู้บริโภค)

 

ดังนั้นหากเราต้องการดำเนินกิจกรรมทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองตามวัฏจักรใหม่ที่มนุษย์เราเองออกแบบขึ้นมา  โดยมีเป้าหมายที่คาดว่า  มนุษย์โดยรวมจะมีคุณภาพชีิวิตที่ดีขึ้น  เงื่อนไขที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อโลกของการตอบสนองความต้องการ  คือ  การสร้างความเชื่อมั่น  ความมั่นใจ  ความศรัทธาในระบบ  แบบจำลองที่สร้างขึ้น  เพื่อที่จะได้ดำเนินกิจกรรมตามเส้นทาง  กระบวนการที่กำหนดไว้  โดยมีผลลัพธ์ในอนาคตด้านดี (ถูกนำเสนอส่วนใหญ่ด้านเดียว) ที่ถูกคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าเป็นเป็นแรงจูงใจสำคัญ  อาทิ

 

วงจรทางสัมคมในโลกของการตอบสนองความต้องการ  เช่น  วงจรความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน  วรจรสังคมเมือง  วงจรสังคมชนบท  เป็นต้น

วงจรทางเศรษฐกิจในโลกของการตอบสนองความต้องการ  เช่น  วงจรธุรกิจ  วงจรปิโตรเคมี  วงจรการเงิน เป็นต้น

วงจรทางการเมืองในโลกของการตอบสนองความต้องการ  เช่น  วงจรของอำนาจต่างๆ  ทั้งบริหาร  นิติบัญญัติ  ตุลาการ  องค์กรอิสระ  รวมถึงการมีส่วนร่วมโดยตรงของประชาชน  รวมถึงวงจรของระบอบการเมืองต่างๆ  เป็นต้น

โดยแต่ละวงจรมีรายละเอียดของเงื่อนไข  บริบทที่แตกต่างกันไปตามที่กำหนดไว้

 

แต่นั่นเป็นเพียงด้านของโลกที่สวยงาม  ในยามปกติสุขเท่านั้น  หากพิจารณาในทางกลับกัน  พบว่า  เมื่อเกิด  “ความกลัว”  ความไม่เชื่อมั่น  ไม่เชื่อถือขึ้นในระบบใดระบบหนึ่งที่สร้างขึ้นมานั้น  ผลลัพธ์ที่ออกมาน้ันยากต่อการคาดการณ์ได้อย่างชัดเจน  มีผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงอีกมากที่เกิดขึ้นตามมา  และที่สำคัญกว่าคือ  ผลลัพธ์ที่ได้มีทิศทางตรงข้ามกับผลลัพธ์ตามวงจรที่กำหนดไว้ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีความเชื่อมั่นในระดับสูง  ยากต่อการคาดคะเนขนาดของความเสียหายที่ชัดเจน  รวมถึงความหายนะที่คาดไม่ถึงด้วย  เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนมากขึ้น  จึงขอยกตัวอย่างสถานการณ์อธิบายประกอบ  ดังนี้

วงจรของสินทรัพย์

ในปัจจุบันมีสินทรัพย์ให้มนุษย์เลือกถือครองมากมายหลายชนิด  รวมถึงสินทรัพย์ที่ได้รับการพัฒนาขั้นสูง  โดยปกติแล้วสินทรัพย์ที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนในตลาดนั้น  ความต้องการถือครองสินทรัพย์แต่ละชนิดมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงข้าม  หรือสามารถทดแทนกันได้  คือ  ถ้าสินทรัพย์ชนิดหนึ่งมีผลตอบแทนลดลง  ความต้องการต่อสินทรัพย์นั้นลดลง  ทำให้ราคาสินทรัพย์ลดลง  ผู้ลงทุนนำเงินที่ได้ย้ายไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า  (โดยเปรียบเทียบ)  ความต้องการต่อสินทรัพย์นี้เพิ่มขึ้น  ทำให้ราคาสินทรัพย์เพิ่มขึ้น   การทดแทนได้ในสัดส่วนมากน้อยเท่าไหร่นั้นหมายถึงความยืดหยุ่นของการทดแทนกันของสินทรัพย์  สินทรัพย์บางชนิดสามารถทดแทนกันได้อย่างสมบูรณ์  หมายความว่า  สินทรัพย์เดิมจำนวน 1  หน่วย  สามารถเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ใหม่  1  หน่วย  เป็นต้น

 

จากผลเชิงประจักษ์ของกรณีซับไพร์ม  พบว่า  จากภาวะฟองสบู่แตกของอสังหาริมทรัพย์ในอเมริกา  ทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ลดลงต่อเนื่องอย่างมาก  กอปรกับการปล่อยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ประเภทด้อยมาตรฐานที่มีปริมาณมาก  เนื่องมาจากความต้องการอสังหาริมทรัพย์อย่างมากในช่วงก่อนฟองสบู่แตก  เมื่อราคาอสังหาริมทรัพย์ลดลงทำให้ธนาคารพาณิยช์ต้องดำเนินการป้องกันความเสี่ยงโดยเรียกเงินกู้คืน  เมื่อผู้กู้ไม่สามารถชำระได้  ทำให้เกิดหนี้ที่ก่อไม่ให้เกิดรายได้ขึ้น  มากกว่านั้นธนาคารพาณิยช์ยังมีการออกตราสารหนี้โดยที่ใช้สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ประเภทด้อยมาตรฐานเป็นสินทรัพย์คำ้ประกัน  ที่เรียกว่า  Collatteral Debt Obligation (CDO)  เมื่อราคาอสังหาริมทรัพย์ลดลง  ทำให้มูลค่าตราสารหนี้ชนิดนี้ลดลงด้วย  โดยที่ตราสารหนี้ี่ใช้สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ประเภทด้อยมาตรฐานเป็นสินทรัพย์คำ้ประกันนี้ได้รับการถือครองจากนักลงทุนทั่วโลก  เนื่องมาจากผลตอบแทนในระดับสูง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับต่ำ  ซึ่งมีความเสี่ยงสูง  สภาพคล่องน้อย  ทำให้ธนาคารพาณิยช์ต้องนำเงินมารับซื้อหน่วยลงทุนคืนจากผู้ต้องการขายหน่วยจำนวนมาก  ถ้าธนาคารพาณิยช์มีสภาพคล่องไม่เพียงพอ  ทำให้ต้องขายสินทรัพย์ที่มีการลงทุนทั่วโลกออกไป  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดหุ้นซึ่งมีสภาพคล่องสูง  ผลตอบแทนในระดับสูง

 

เห็นได้ชัดว่าเมื่อเกิด “ความกลัว” ขึ้นในตลาด  ไม่มีความเชื่อมั่นต่อสินทรัพย์ตัวใดตัวหนึ่ง  นำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นโดยรวม  พบว่า  เมื่อราคาอสังหาริมทรัพย์ลดลงต่อเนื่องอย่างมาก  เกิดความกลัว  ไม่่เชื่อมั่นต่อตลาด  แทนที่จะมีการเปลี่ยนการถือครองสินทรัพย์ที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์  เป็นสินทรัพย์อื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า  ทำให้ราคาสินทรัพย์นั้นสูงขึ้น  แต่ในความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น  เนื่องจากความกลัว  ทำให้นักลงทุนไม่เชื่อมั่น  ไม่ต้องการถือครองสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงทั้งสูง  และต่ำ  รอดูแนวโน้มในอนาคต  เพราะไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าขนาดของความเสียหายเท่าไหร่  ทั้งประเด็นของส่วนไหนบ้างที่ได้รับความเสียหาย  ส่วนที่ได้รับความเสียหาย  เสียหายมากน้อยแค่ไหน  และความเสียหายทางอ้อมต่อธุรกิจอื่น  ทำให้ความต้องการถือครองสินทรัพย์ต่างๆลดลงอย่างรวดเร็ว  ราคาสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเกือบทุกชนิดลดลงอย่างมากในระยะเวลารวดเร็ว  และต่อเนื่องเรื่อยมา  ยกเว้นเสียแต่สินทรัพย์ที่เกือบจะไม่มีความเสี่ยง  คือ  ทองคำ  ซึ่งเป็นหลักประกันความมั่งคั่ง  และมั่งคงของแต่ละประเทศ  ซึ่งมีความต้องการเพิ่มขึ้น  ทำให้ราคาทองคำเพิ่มขึ้นอย่างมากตั้งแต่วิกฤตซับไพร์ม

 

จากที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นเห็นได้ว่าเมื่อมีความกลัว  ไม่มีความเชื่อมั่นในวงจรที่สร้างขึ้นในโลกของการตอบสนองความต้องการ  ทำให้เกิดผลลัพธ์ในทิศทางตรงข้ามซึ่งไม่เป็นที่พึงประสงค์  (ไม่ต้องการ)  อย่างมาก  นั่นเป็นเพราะว่าวงจรที่สร้างขึ้นมานั้นเป็นความต้องการที่พยายามฝืนธรรมชาติ  ละเลยเงื่อนไขธรรมชาติบางส่วนไป  ต่างจากวงจรธรรมชาติที่เป็นแบบจำลองที่รวมเอาทุกอย่างไว้ด้วยกัน  รวมถึงกำหนดซึ่งกันและกัน  ในกรณีซับไพร์ม  นั้นคือ  การละเลย “ความกลัว”  อันเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของมนุษย์เราเอง

 

หากคุณยังคงมี “ความกลัว”

คุณยังคงเป็นมนุษย์โดยธรรมชาติ

Read Full Post »

triamboy

หลังจากที่ข้าพเจ้าได้เขียนเรื่องหนักมาหลายเรื่อง  บ้างก็บอกว่าอ่านแล้วไม่ค่อยรู้เรื่อง  บ้างก็บอกว่าอ่านแล้วเข้าใจยาก  เพราะเกี่ยวข้องกับเศรษฐศาสตร์เยอะเกินไป  วันนี้เลยขอเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นเรื่องราวรอบตัว  ง่ายง่าย  สั้นสั้นบ้าง

 จากเรื่องศาสตร์ว่าด้วยตุ๊กตาที่ข้าพเจ้าได้เขียนไว้นานแล้ว  ได้มีผู้่อ่านสองสามคนแวะเวียนเข้ามาอ่าน  และได้มีส่วนร่วมในการอภิปราย  ทำให้ข้าพเจ้าได้นึกถึงสัจธรรมอย่างหนึ่งของ “มิตรภาพ”  ยังไงเสียแล้วต้องขอบคุณผู้อ่านที่ได้ช่วยข้าพเจ้าหวนกลับมามอง  “มิตรภาพ”  อีกครั้ง

 

จากประสบการณ์ของข้าพเจ้าตลอดระยะเวลา  20  กว่าปีที่ผ่านมานั้น   มีโอกาสเรียนรู้ผู้คนมากมายหลายชนชั้น  ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจว่ามิตรภาพนั้นสามารถจำแนกได้เป็นสองส่วนใหญ่ๆ  ดังนี้

1.     มิตรภาพที่เป็นผลจากการกระทำกิจกรรมร่วมกัน  หรือมิตรภาพตามวงจร  (Pro-cyclical friendship)  หมายถึง  มิตรภาพที่เกิดจากการร่วมมือ  ร่วมใจปฏิบัติกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง  โดยต้องแก้ปัญหา  ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆร่วมกัน  อย่างลำบากยากเข็ญ  เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของกิจกรรมนั้น  (เป้าหมายของกิจกรรมมิได้หมายถึง  มิตรภาพ)  หรือกล่าวได้ว่ามิตรภาพนั้นเป็นผลที่เกิดขึ้นตามมา  จากการฝันฝ่าอุปสรรคร่วมกัน   เพื่อบรรลุเป้าหมายกิจกรรม   มิตรภาพไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ  ไม่ได้เกิดขึ้นตั้งแต่กิจกรรมเริ่ม  ยกตัวอย่างเช่น  การทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัย   ที่แต่ละกิจกรรมมีเป้าหมายของมันเองตามที่เรากำหนดขึ้น  และเราที่ต้องเป็นผู้ปฏิบัติกิจกรรมนั้นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้  หลังจากที่กิิจกรรมเสร็จสิ้น  มิตรภาพระหว่างผู้ปฏิบัติงานร่วมกันกำลังเกิดขึ้น  เป็นต้น

 

2.     มิตรภาพที่เป็นผลจากความตั้งใจสร้างมิตรภาพ  หรือมิตรภาพทวนวงจร  (Couter-cyclical friendship)  หมายถึง  มิตรภาพที่เกิดจากความตั้งใจของผู้ปฏิบัติงานได้กำหนดเป็นเป้าหมายของกิจกรรมนั้น  รูปแบบการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ  มีลักษณะของการมุ่งสร้างมิตรภาพโดยตรง  ไม่ผ่านกระบวนการฝันฝ่าอุปสรรค  เรียนรู้ซึ่งกันอย่างชัดเจน  เนื่องมาจากไม่ได้ให้ความสำคัญของกระบวนการปฏิบัตกิจกรรม  หรือกล่าวได้ว่ามิตรภาพเป็นผลจากการตั้งใจปฏิบัติของผู้ปฏิบัติกิจกรรม  มิตรภาพจึงเกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มกิจกรรม ยกตัวอย่างเช่น  การทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัย  ที่แต่ละกิจกรรมมีเป้าหมายของมันเองตามที่กำหนดขึ้น  แต่ผู้ปฏิบัติกิจกรรมกลับลดความสำคัญ  หรือไม่ได้ให้ความสำคัญในบางครั้งของเป้าหมายกิจกรรมที่กำหนดขึ้น  (ละเลยกระบวนการปฏิบัติงานตามที่วางไว้)  แต่กลับปฏิบัติโดยมุ่งเป้าหมายของมิตรภาพ  เป็นต้น

 

สำหรับข้าพเจ้าเองแล้วมีความเชื่อในมิตรภาพที่เป็นผลจากการกระทำกิจกรรมร่วมกัน  ด้วยเพราะเห็นว่าเป็นมิตรภาพที่ยั่งยืน  ที่เกิดจากการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน  แลกเปลี่ยน  ช่วยเหลือกันระหว่างผู้ปฏิบัติงานร่วมกัน  เพื่อบรรลุเป้าหมายของกิจกรรม  ทำให้ได้มีโอกาสสัมผัสถึงบุคลิกภาพ  นิสัยใจคอค่อนข้างแท้จริงของผู้ร่วมกิจกรรม  มากกว่านั้นยังรวมถึงการแลกเปลี่ยนความเข้าใจต่างๆ  นำมาซึ่งความพึงพอใจ  ถูกอกถูกใจถูกคอ  หรือ  “มิตรภาพ”  นั่นเอง  ส่วนมิตรภาพที่เป็นผลจากความตั้งใจสร้างมิตรภาพนั้น  ข้าพเจ้าเชื่อว่า  เป็นมิตรภาพที่ไม่ยั้งยืน  หากเปรียบแล้วเหมือน  มิตรภาพระดับทุติยภูมิ  หรือตติยภูมิ  หรือมิตรภาพห่างไกล  ชั่วคราว  ด้วยความตั้งใจ  พยายามสร้างมิตรภาพทำให้ในหลายครั้ง  หรือส่วนใหญ่แล้วพบว่า  การสัมผัสถึงบุคคลิกภาพ  นิสัยใจคอของผู้ร่วมกิจกรรมนั้น  ไม่ได้เป็นไปอย่างธรรมชาติ  หรือโดยแท้จริงของผู้ร่วมกิจกรรม  ในบางครั้งอาจสร้างบุคลิกภาพ  นิสัยใจคอขึ้นมาในกิจกรรมหนึ่ง  เพื่อให้ผู้ร่วมกิจกรรมเข้าใจ  คาดการณ์ตามที่ต้องการ  นำมาซึ่งความพึงพอใจเบื้องแรก  ทำให้ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของตัวตน  แล้วนำมาซึ่งความไม่เชื่อถือ  ไม่พึงพอใจของผู้ร่วมปฏิบัติกิจกรรม  หากค้นพบว่านั่นคือสิ่งที่สร้างขึ้นมาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง   หมดซึ่งมิตรภาพนั่นเอง  (มากกว่านั้นนอกจากไม่สร้างมิตรภาพที่ยั่งยืนแล้ว  ยังทำให้กิจกรรมที่ไม่บรรลุเป้าหมาย  หรือไม่ตอบสนองเจตนารมย์ที่วางไว้  อันเป็นบรรทัดฐานที่ทำให้คนรุ่นหลังเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ต่อไป) 

Read Full Post »

ทุกคน ล้วน ค้นหาจุดยืนของแต่ละบุคคล
แสวงหาพื้นที่ที่เหมาะสมกับตัวเรา
แต่อย่าลืมไปว่า สิ่งรอบๆข้างล้วนมีผลต่อตัวเรา และตัวเราก็มีผลต่อสิ่งต่างๆรอบๆไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง

การค้นหาส่ิงที่ตนต้องการ ไม่ว่าจะเป็นความสุขในชีวิต การงาน ครอบครัว หรือ ความลงตัวของการใช้ชีวิต ล้วนต้องแลกมาด้วยบางสิ่งเสมอ
ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสีย การเรียนรู้ การเจ็บปวด การทรมาน
เพื่อที่จะได้มาซึ่งบทเรียนของชีวิต

ไม่ว่าสิ่งที่ใดที่เราทำ อะไรที่เราเป็น บางครั้งบ่อยครั้ง เราไม่สามารถทำให้ทุกคนรู้สึกมีความสุข หรือ ชมชอบเราไปได้ทุกคน
แม้เราจะพยายามเข้าสู่ ความสมบูรณ์แบบของชีวิต หรือชีวิตที่เรียบง่าย ล้วนแล้วแต่เป็นการแสดงจุดยืนของตนไปสู่สิ่งรอบๆตัว
ดังนั้นผลที่ตามมา อาจจะเป็นสิ่งใดล้วนแล้วแต่ผู้คนผู้อื่นจะมีความคิด ต่อสิ่งที่เรากระทำอย่างไร
และความคิดของมนุษย์นั้นย่อมล้วนแล้วแต่มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงแม้ว่าสิ่งนั้นคนส่วนมากมีความเห็นตรงกัน แต่ไม่จำเป็นว่าจะต้องทำให้ทุกๆคนมีความรู้สึกเหมือนกัน

ดังนั้น
บางที การค้นหาตนเอง อาจเป็นการแสดงจุดยืนของตัวเราในปัจจุบันไม่ว่า อดีตหรือ อนาคต เราจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่สิ่งที่สำคัญคือปัจจุบันของตัวเรา
รวมทั้ง
การที่ตัวเราเองจะสามารถยอมรับสังคมรอบๆ ข้างตัวเราที่จะมอง ที่จะรู้สึกต่อเราได้มากเพียงไหน หากเราโอนเอนไปตามความคิดของผู้อื่นนั้น จุดยืนและตัวตนของเราคงไม่ได้เปิดเผยและแสดงตัวตนของเราออกมาที่แท้จริง
แต่ความสุขของการชีวิตนั้นบางที การที่ได้ค้นพบตัวเอง
การที่ได้รับรู้ส่ิงที่ตัวเองต้องการ
การที่ได้ก้าวต่อไปสู่สิ่งเหล่านั้น
การที่เข้าใจกับสิ่งที่ตัวเองเป็น
และการปล่อยวางกับสิ่งรอบๆตัว
คงเป็นหนทางหนึ่งในชีวิต ที่หลายๆผู้คนใช้เวลาทั้งชีวิตไขว่คว้ามัน

henry

http://s290.photobucket.com/albums/ll276/theyrneh/

Read Full Post »

triamboy

 

เมื่อวานยามบ่าย  หลังจากที่ได้รับประทานอาหารเที่ยงเสร็จข้าพเจ้าได้มีโอกาสนำหน่วนความจำภายนอกขนาด  150  กิกะไบต์มาสำรวจดู  ได้มีโอกาสดูรูปเก่าๆมากมายอีกครั้ง  ทำให้รำลึกถึงความหลังต่างๆมากมาย  มากกว่านั้นได้มีโอกาสเปิดดูไฟล์สารคดีประเทศอาร์เจนตินาเมื่อปี  2545  ที่บันทึกเอาไว้โดยปราศจากการเปิดดูมาก่อน   จากการสำสรวจ  พบว่า  ได้ประหลาดใจกับบรรยากาศของเกษตรกรชาวอาร์เจนตินาหลายกลุ่มได้ออกมาร้องป่าว  ตะโกน  พร้อมกับตีถังใส่่นมขนาดใหญ่  20 ลิตร   นอกเหนือจากนั้นยังพบว่ามีการเผายางรถยนต์ที่ไม่ได้ใช้แล้วตลอดสองข้างทางที่ปกคลุมไปด้วยกลุ่มควันสีดำจากมันเอง  เหมือนกับว่าพวกเขาเหล่านี้ต้องการสื่อสารอะไรสักอย่างกับผู้คนที่ผ่านไปมาได้รับรู้

 

จากการสำรวจจึงพบว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเหล่านี้ออกมาเรียกร้องความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ  เกษตรกรเอง  ที่ถูกเอาเปรียบจากร้านสรรพสินค้าขนาดใหญ่ในเมือง  โดยเขาเหล่านั้นต้องขายนมโคให้ห้างสรรพสินค้าในราคาลิตรละ  0.06  เปโซ  (1.2  บาท)  ในขณะที่ห้างสรรพสินค้าเหล่านี้นำนมโคเหล่านี้ไปขายในราคาลิตรละ  1.2  เปโซ  (24  บาท)  ซึ่งห่างกันถึง   20  เท่า  หรือ  2000 %   ลองตระหนักดูว่าถ้าเหตุการณเหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศไทยมันจะหดหู่ขนาดไหนถึงความไม่ยุติธรรมที่ชัดเจนขนาดนี้  เราจะแค่ออกมาตีถังใส่นมข้างถนนเหรอ  ผู้เขียนคิดว่าคนไทยคงต้องเรียกร้องและต่อสู้มากกว่านี้

 

อาร์เจนตินาเป็นประเทศหนึ่งที่เพิ่งประสบกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ  เมื่อปี  ค.ศ. 2000  หลังจากการเปิดให้มีไหลเวียนของเงินทุนอย่างเสรี  และต่อเนื่องจากการเกิดวิกฤตของแม็กซิโกในปี  1994  ไทยและเอเชียตะวันออก  ในปี  1997  รัสเซียในปี  1998  บราซิลในปี  1999  และตุรกีในปี  2000  พร้อมกับอาร์เจนตินา  และเหยื่อรายต่อไปในอนาคตที่ไม่แน่นอน   ประเทศเหล่านี้เป็นตัวอย่างของผลลัพธ์เชิงประจักษ์ที่หลายคนได้ทราบกันเป็นอย่างดี   โดยมีสาเหตุหลักมาจาก  “ฉันทามติวอชิงตัน”  ที่ประกอบด้วย  5  นโยบายหลักดังนี้

1.  เปิดเสรีการค้าและความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยการส่งออก

2.  เปิดเสรีตลาดการเงินและเคลื่อนย้ายทุนการเงินอย่างเสรี

3.  มาตรการเข้มงวดทางการเงินการคลัง

4.  การแปรรูปกิจการ

5.  ความยืดหยุ่นของตลาดแรงงาน

อาร์เจนตินาเป็นประเทศที่ปฏิบัติตามฉันทามติอย่างเคร่งครัด  และรวดเร็ว  โดยการเปิดเสรีการเงิน  รื้อทิ้งอุปสรรคทางการค้า  การลงทุน  แปรรูปกิจการทั้งของรัฐ  รัฐวิสาหกิจ  และเอกชน  สร้างความยืดหยุ่นแก่ตลาดแรงงาน  ดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนโดยตรึงกับค่าเงินดอลลาร์อเมริกา  รวมทั้งดำเนินนโยบายการเงินและการคลังอย่างเข้มงวด  เรียกได้ว่า  ทำตามบทเรียนทุกกระเบียดนิ้ว  ยังไงเสียแล้วผลลัพธ์ได้ปรากฎชัดแก่สายตาชาวโลกทุกวันนี้  

 

เดิมทีเป็นประเทศอาร์เจนตินา  (ชนชาติอาร์เจนตินาเป็นเจ้าของ)  ที่รำ่รวยมาก  เนื่องมาจากทรัพยากร  หรือทุนจำนวนมหาศาล  พื้นที่ที่มีขนาดใหญ่เกือบเท่าประเทศอินเดีย  ประชากรเกือบ  100  ล้านคน  ตัั้งแต่การดำเนินนโยบายตามฉันทามติวอชิงตัน  บางอย่างได้เปลี่ยนไปเป็น  อาร์เจนตินาเป็นประเทศ  (หลายชนชาติเป็นเจ้าของ)  ที่รำ่รวยมาก  เนื่องมาจากทรัพยากร  หรือทุนจำนวนมหาศาล  พื้นที่ที่มีขนาดใหญ่เกือบเท่าประเทศอินเดีย  ประชากรเกือบ  100  ล้านคน  หรือมีการเปลี่ยนความเป็นเจ้าของทุนเกิดขึ้น  ประเทศไม่ได้หมายความว่าต้องมีชนชาตินั้นชนชาติเดียวที่ดำเนินกิจกรรมทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมือง  หรือประเทศไม่ได้หมายถึงอัตลักษณ์อย่างเดิมที่เราเข้าใจ  คือ  ประเทศนั้นต้องมีชนชาติหลัก  มีภาษาประจำชาติ  มีการแต่งการประจำชาติ  มีทุนวัฒนธรรมประจำชาติต่างๆ  เป็นต้น   จากนโยบายหลักทั้ง  5  ส่งเสริม  ผลักดัน  และทำให้ความเป็นเจ้าของทุน  (ทรัพยากร  วัฒนธรรม  ฯลฯ)  ได้เปลี่ยนไปโดยผ่านวิธีการที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายคือ  การแปรรูปกิจการของรัฐ  และรัฐวิสาหกิจ  รวมทั้งเอกชน  จากเดิมทีที่ประชาชน  ชนชาตินั้นเป็นเจ้าของร่วมกันทั้งประเทศผ่านการตัดสินใจดำเนินการโดยรัฐ  มาเป็นของชนชาติอื่น  อาจจะเพียงคนเดียว  หรือหลายคน  รวมทั้งของชนชาติอื่นทั้งประเทศผ่านกองทุนความมั่งคั่งแต่ละประเทศที่มีรัฐของชนชาตินั้นดำเนินการ  จากกรณีของประเทศอาร์เจนตินา  พบว่า  มีการแปรรูปกิจการที่มีอยู่เกือบทุกอย่างทั้งของรัฐ  รัฐวิสาหกิจ  และเอกชนให้แก่  “ชนต่างชาติ”  อาทิ

สินค้าสาธารณะ

ไฟฟ้า    ทั้งประเทศมีการแปรรูปให้แก่ชนต่างชาติทั้งหมด  ดังนี้  ทางเหนือแปรรูปให้แก่สเปน  และฝรั่งเศส  ทางใต้ให้แก่อเมริกา  และชิลี  พื้นที่ชายฝั่งให้แก่ชิลี

ถนน      ถนนทางหลวงทั้งประเทศแปรูปให้แก่ชนต่างชาติ  หลายชนชาติ  ทำให้เกิดปัญหา  อุปสรรคจากการเก็บค่าผ่านทางหลายต่อ  หลายราคาในระดับสูงตามความเป็นเจ้าของ

รถไฟ     มีการแปรรูปสองสายหลัก  คือ  สายที่  1  ยาวกว่า  4600  กิโลเมตร  สายที่  2  ยาวกว่า  3000  กิโลเมตร

การบิน   มีการแปรรูปสายการบินแห่งชาติให้แก่ชนต่างชาติ  และเปิดเสรีการทำกิจการให้บริการการบินพาณิชย์

ประปา   แปรรูปกิจการทั้งประเทศให้แก่ชนต่างชาติ

นำ้มัน    ขายสัมปทานน้ำมันสำรองทั้งหมดที่มีในประเทศ  ทั้งบนบก  และทะเลกว่า  21000  ล้านบาร์เรล

โทรศัพท์ แปรรูปกิจการทั้งหมดแก่ชนต่างชาติ

ที่ดิน     พบว่าขายที่ดินกว่า  51%  ของเนื้อที่ประเทศให้แก่ชนต่างชาติ

ฯลฯ

สินค้าเอกชน

ที่ดิน    ขายที่ดินแก่ชนต่างชาติเกือบหมด  ต้องอาศัยกันในสลัม

วัว,  ม้า,  ไก่  มีการนำมาประมูล  ณ  ศาลาประมูลที่สามารถพบเห็นได้ทั่วในชุมชุนของอาร์เจนตินา

ธนาคารพาณิชย์

สื่อโทรทัศน์   วิทยุ

ฯลฯ

มากกว่านั้นยังแก้ไขกฎหมายเพื่อสนับสนุนการแปรรูปกิจการทุกอย่าง  และทำลายกิจการที่มีอยู่  จากการแข่งขันของชนต่างชาติ  เช่น

การตั้งร้านขายปลีกขนาดใหญ่ของ  Carrfour  (ฝรั่งเศส)  พบว่ามีสาขาทั้งหมดกว่า  377  สาขา  (พ.ศ.2545)  สำหรับประชากร  37.3  ล้านคน  (พ.ศ.2545)

ข้อสังเกต

มีประเทศที่ออกกฎหมายเพื่อป้องกันการค้าปลีกขนาดใหญ่  170  ประเทศ  (รวมถึงฝรั่งเศสเอง)

ทีประเทศที่ไม่ได้ออกกฎหมายเพื่อป้องกันการค้าปลีกขนาดใหญ่  24  ประเทศ  (รวมถึงอาร์เจนตินา  และไทย)

ในกรณีของฝรั่งเศสนั้นมีการตรากฎหมายการป้องกันกรค้าปลีกขนาดใหญ่  โดยกำหนดไว้ว่า  ในเขตพื้นที่  หรือรัศมีที่จะจัดตั้งร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ต้องมีจำนวนประชากรมากกว่า  40,000  คน  ถ้าหากมีจำนวนประชากรน้อยกว่า  40,000  คนจะต้องตั้งกรรมมาธิการพิจารณาที่มาจากคนในท้องที่นั้น  เพื่อพิจารณาการจัดตั้ง

 

จากกรณีของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่ออกมาประท้วงข้างถนนด้วยวิธีการต่างๆ  นั้นสาเหตุหลักมาจากการพยายามสื่อสาร  เรียกร้องความไม่ยุติธรรมผ่านช่องทางที่สามารถทำได้  ในขณะที่ผู้ทำหน้าที่รายงานข้อเท็จจริง  ร้องเรียนรัฐบาล  ชี้นำสังคม  คือ  “สื่อ”  ของชนต่างชาติ  กลับเพิกเฉยต่อการเรียกร้องของชนชาติเดิม  มากกว่านั้นยังบิดเบือนการนำเสนอโดยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง  ทำให้ชนชาติเดิมในประเทศมีโอกาสน้อยมากในการติดต่อสื่อสารกับรัฐบาลที่เป็นชนชาติเดียวกัน  เสมือนสภาวะสุญญากาศระหว่างชนชาติเดียวกัน  ก่อนที่จะสูญสิ้นความเป็นชนชาติเดียวกันในอนาคต

 

จากการแปรรูปกิจการทั้งประเทศจะนำมาซึ่งความสูญสิ้นของชนชาติเดียวกัน  คือ  ไม่ความสามารถดำเนินกิจกรรมทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองตามความต้องการของชนชาติเดียวกันได้  อาทิ

กิจกรรมทางสังคม

อุปสรรคจากความเป็นเจ้าของของชนต่างชาติ  ได้แยกสังคมออกเป็นส่วนย่อย  มีการปฏิสัมพันธ์น้อย  ไม่สามารถแลกเปลี่ยนทุน  เช่น  สินค้า  ทรัพยากร  ข้อมูล  ความสัมพันธ์  ความสนิทสนน  เป็นต้น  เนื่องจากการแลกเปลี่ยนทุนพวกนี้ต้องมีต้นทุนจำนวนมาก  คือต้นทุนการเข้าถึงในระดับสูง  เช่น  ค่าผ่านทางหลายด่านจากการใช้ถนนของเอกชนชนต่างชาติ  สื่อที่เป็นของชนต่างชาติที่นำเสนอเพียงดานที่เจ้าของต้องการเพื่อผลประโยชน์ชนต่างชาติด้วยกัน  เป็นต้น  ทำให้เกิดแรงจูงใจท่ีต้องละทิ้งการดำเนินกิจกรรมทางสังคม  (การบริโภคสินค้าทางสังคมในระดับตำ่มาก)​  จึงมีแนวโน้มของการปฏิสัมพันธ์ลดลง  และเสี่ยงต่อการแตกสลายของสังคม  สูญสิ้นความเป็นสังคมชนชาติเดียวกัน

มากกว่านั้น  พบว่าสังคง  และองค์ประกอบทางสังคมกำลังถูกสร้างขึ้นมาใหม่  หรือกล่าวได้ว่าเขียนประวัติศาสตร์ใหม่  ตามความต้องการของเจ้าของทุนชนต่างชาติ  ที่ไม่ค่อยจะคำนึงถึงทุนสังคมในอดีต  อาทิ  วัฒนธรรม  ศิลปะ  ประเพณี  เป็นต้น  ผ่านสื่อ  วัฒนธรรมจากการดำเนินกิจการ  ธุรกิจ  โดยที่ชนชาติเดิมมีโอกาสในการต่อรองทางสังคมน้อยมาก  ได้แต่เพียงพยายามเขียน  รักษาประวัติศาสตร์เดิมให้เหลือมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

กิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ด้วยปัจจัยความเป็นเจ้าของทุนของชนต่างชาติ  ทำให้การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องเป็นไปตามเจ้าของทุนชนต่างชาติ  ที่มีเป้าหมายหลักของการเคลื่อนย้ายผลกำไรกลับสู่ประเทศแม่  เสมือนรูปแบบการพัฒนาการขั้นสูงกว่าของลัทธิพาณิชย์นิยม  และลัทธิล่าอาณานิคมในอดีต  ชนชาติเดิมที่เป็นเพียงอดีตเจ้าของทุน  มีทางเลือกเดียวที่สามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ  คือ  ลูกจ้าง  เป็นลูกจ้างเกือบทั้งประเทศ  ที่มีความยืดหยุ่นของแรงงานมาก  จนเรียกได้ว่าไม่มีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ  จะถูกจ้าง  หรือออกจากงานเป็นเรื่องปกติมาก  มากกว่านั้นยังเป็นลูกจ้างที่ไม่มีอำนาจในการต่อรอง  ทั้งส่วนบุคคล  การรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน  แม้กระทั่งรัฐบาลชนชาติเดียวกัน

 

กิจกรรมทางการเมือง

เมื่อปัจจัยทุนทั้งหลายเป็นของชนต่างชาติเกือบทั้งสิ้น  การเมืองที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของชนชาติเดิม  เป็นเพียงการอ้างความชอบธรรมของนักการเมืองชนชาติเดิมเดียวกัน   เพื่อความอยู่รอดของนักการเมือง  ในขณะที่ความเป็นเจ้าของทุนตกเป็นของชนต่างชาติ  ทางเลือกเดียวเพื่อความอยู่รอดที่มีอยู่จึงไม่ต่างอะไรจากประชาชนทั่วไป  นั่นคือ  ลูกจ้าง  ลูกจ้างของชนต่างชาติ  ไม่ใช่ลูกจ้างของชนชาติเดิมเดียวกัน  แต่อาจเป็นตรรกะที่ถูกต้องก็ได้  ถ้าพิจารณาว่าต้องปกป้องผลประโยชน์ของเจ้าของทุน  และเพิกเฉยต่ออดีตเจ้าของทุน  (เสมือนหน้าที่ของผู้บริหารบริษัท)  การเมืองไม่มีประสิทธิภาพสำหรับคนชนชาติเดิม  ไม่สามารถปกป้องผลประโยชน์  ความยุติธรรมให้กับชนชาติเดิม  ไม่ตอบสนองต่อความต้องการของชนชาติเดิมที่มีเพียงทุนแรงงาน  และทุนความคิดอย่างเดียวที่เหลืออยู่ติดตัวอยู่  กลับตอบสนองต่อความต้องการของชนต่างชาติ  ดังนั้นจึงพบว่าการเมืองจึงไม่ใช่ทางเลือก  หรือทางออกของชนชาติเดิมอีกต่อไป  ถ้าหากบริบทยังเป็นของเจ้าของทุนอย่างเดียว  ไม่ได้เป็นไปเพื่อบริบทของประเทศที่มีลูกจ้าง  (ทุนแรงงาน)   ที่เป็นชนชาติเดิม  และเจ้าของทุนที่เป็นชนต่างชาติ  ถ้าหากชนชาติเดิมในประเทศถูกบีบให้จนตรอกแล้ว  เป็นไปได้สูงมากที่ความเป็นเจ้าของอาจจะกลับมาเป็นของชนชาติเดิมอีกครั้ง  ด้วยการทำสงครามครั้งสุดท้าย   การลุกฮือเพื่อต่อต้านชนต่างชาติ  และการเมืองที่ตอบสนองต่อชนต่างชาติที่มีทุนจำนวนมาก

 

จากที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น  พบว่าชนชาติเดิมในพื้นที่ประเทศเดียวกันนี้มีแนวโน้มที่จะสูญสิ้นความเป็นชนชาติเดียวกัน  ซึ่งกำลังจะกลายเป็นอัตลักษณ์ในรูปแบบเดิมของพื้นที่นี้ที่มีภาษาประจำชาติ  วัฒนธรรมประเพณีประจำชาติ  ธงประจำชาติ  มีประวัติศาสตร์ของชนชาตินี้ในพื้นที่นี้  เป็นต้น  ในทางกลับกันพบว่า  ในพื้นที่เดียวกันนี้  เรากำลังจะมีชนต่างชาติหลายชนชาติเข้ามาเป็นองค์ประกอบการดำเนินกิจกรรมทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมือง  กำลังสร้างอัตลักษณ์ใหม่ในพื้นที่นี้  ที่มีชนหลายชาติ  มีภาษาหลายภาษาประจำพื้นที่  มีธงหลายชาติประจำในพื้นที่เดิมนี้  มีวัฒนธรรมประเพณีหลายชาติ  มีประวัติศาสตร์ของชนหลายชาติในพื้นที่เดียวกันนี้ที่กำลังถูกเขียนขึ้นใหม่เพียงด้านเดียว หรือว่าเรากำลังต้องการ

 

ความหลากหลายที่ไม่เท่าเทียมกันของหลายชนชาติ

และความสูญสิ้นของชนชาติเดียวกัน

ในพื้นที่เดิมที่เราเป็นเพียง  “อดีต”  ที่ถูกเมิน

Read Full Post »

myseat

 

หมายเหตุ : บทความนี้เป็นบทความที่กลั่นกรองมาจากความคิดของผู้เขียนเพียงผู้เดียว จะถูก-ผิด หรือไม่เห็นด้วยอย่างไรก็ขออภัย คิดซะว่า ช่างปะไร… ยิ่งดี

ปัญญาชนย่อมไม่ตอบโต้กันด้วยกำลัง แต่เขาเหล่านั้นก็จะปกป้องความเชื่อของตัวเองอย่างสุดแรงเกิด ภายหลังการอภิปรายที่เชียวกราก ยาวนาน ข้อสรุปจักเกิดขึ้น และ มิตรภาพคงยังแน่นแฟ้น เพราะท่านรู้อยู่เสมอว่า ทุกปัจเจกชนล้วนแตกต่างแลมีความคิดทั้งอคติเป็นของตัวเอง…… 

 

ช่วยด้วย…ประเทศไทย หายไปจากข้าพเจ้า

7 กรกฎาคม 2551

ท่านผู้อ่าน   ทุกท่าน    ข้าพเจ้ามีเรื่องจะสารภาพ……………………

      สิ่งหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับข้าพเจ้าอย่างชัดเจน แม้จะอยากปฏิเสธเพียงไร คือ   ข้าพเจ้ากำลังสูญเสียเอกราชความเป็นไทยส่วนตน ให้กับพวกฝรั่ง รวมถึง บางชาติเอเชีย การสูญเสียเอกราชที่ว่านี้ เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเป็นการส่วนตัว ไม่มีการนองเลือด หรือ การบังคับ หากแต่ค่อยเป็นค่อยไป แล เยือกเย็นยิ่งนัก การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ มิได้เป็นไปในทางกายภาพ ในทางกลับกัน การดำเนินการนั้นเกิดขึ้นกับความคิดและหัวใจของข้าพเจ้าเอง มันดูเหมือนจะชัดเจนขึ้นในยามที่เขียนบทความนี้………………………

      ไม่ว่าชาติไหนๆ ในโลกใบนี้ ล้วนแต่มีประวัติศาสตร์ประจำชาติเป็นของตัวเองทั้งสิ้น อาจจะยาวนานนับพันปี หรืออาจจะเพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่สิบปี แต่อย่างไรเสีย สิ่งที่อนุชนจะสามารถยืนยันการดำรงอยู่ของชาตินั้นๆ ในโลกใบนี้ได้ มิใช่อดีตที่ผ่านมา หากเป็นตัวตนของชาติที่แสดงอยู่ ถ้าทางรูปธรรม นั่นคือ ประเทศนั้นๆ มีอยู่จริงในแผนที่โลก หากประเทศใดประเทศหนึ่งสูญสิ้นไป ก็จะไม่มีชื่อที่แสดงอยู่บนแผนที่โลก ง่ายๆ…อย่างนั้น หรือในอีกทางหนึ่ง คือตัวตนทางจิตใจ นั่นคือ ชนในชาตินั้นสามารถดำรงไว้ซึ่งความต้องการอันเป็นหนึ่งเดียว ที่จะกอปรขึ้นเป็นชาติของตัวเองได้ การที่ความเป็นชาติจะแห้งเหือดไปนั้น ในความเห็นส่วนตน ข้าพเจ้าคิดว่า ชาติๆนั้นจะต้องสูญสิ้นซึ่งความต้องการที่จะเป็นชาติเดียวกันของตัวพลเมืองเอง1

      อย่างไรเสีย เนื่องด้วยยุคสมัยแห่งการล่าอาณานิคมด้วยปืนไฟ หมายจะเอาดินแดนนั้น ได้หมดสิ้นลงไปเป็นร้อยปีแล้ว ดังนั้นการที่ประเทศหนึ่งจะถูกลบให้หายไปจากแผนที่โลกเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ แต่ การสูญเสียตัวตนของชาติในเชิงจิตใจนั้นเป็นไปได้ และ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ผ่านทางเครื่องมือแห่งเทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และองค์กรระหว่างประเทศ สิ่งนี้เกิดขึ้นบนความตั้งใจล่าอาณานิคมแนวทางใหม่2 กระแสของโลกาภิวัฒน์ และ บางทีก็จากความยินยอมหยิบยื่นให้เอง ด้วยเหตุนี้แนวคิดของความเป็นชาติทางด้านจิตใจนั้น จึงเป็นสิ่งที่ชนในชาตินั้นๆให้ความสนใจ โดยเฉพาะในแง่ของการอนุรักษ์ รักษาไว้ 
            ข้าพเจ้าก็คิดเช่นนั้น …….แต่ก็อย่างที่ได้กล่าวไป.. ปราศจากการบังคับใดๆ ข้าพเจ้ากำลังสูญเสียเอกราชส่วนตัวอย่างช้าๆ… ข้าพเจ้ากำลังหยิบยื่นมันออกไป… โดยไม่ได้สนใจว่าจะมีผู้รับหรือเปล่า อย่างไรเสีย ข้าพเจ้าก็จะส่งมันออกไป แน่นอนเสียเหลือเกิน

1: ค่อนข้างที่จะเป็นความเห็นส่วนตนของข้าพเจ้าเสียมาก บางแง่มุมก็บอกข้าพเจ้าว่า ตัวตนของชาตินั้นแสดงออกด้วยหลายสิ่งกว่านั้น อย่างเช่น เอกลักษณ์ที่ยังคงดำรงอยู่ แต่ข้าพเจ้าเองมองว่า เอกลักษณ์เป็นแค่ส่วนๆหนึ่งของกระบวนการสร้างความแตกต่างและความภูมิใจในชาติ อันจะนำมาซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายดังกล่าว เช่นเดียวกันกับอย่างอื่น

2: แนวคิดจากหนังสือ Confession of an Economics Hit Man, John Perkins (2004)

      ก่อนที่ข้าพเจ้าจะพูดถึงความเปลี่ยนแปลงในทัศนคติ ข้าพเจ้าจำต้องอธิบายแหล่งที่มาของความภาคภูมิใจในชาติตามความคิดของข้าพเจ้าซักครู่หนึ่ง … ข้าพเจ้ากล่าวไปข้างต้นว่าความภูมิใจในชาตินั้นเป็นตัวแปรหลักที่กอปรชาติให้เกิดขึ้น หากไร้ซึ่งความภาคภูมิใจแล้ว ชนในชาติก็ไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษไปกับการถือสัญชาติของตน กับการดำรงเอกลักษณ์ของตน ถึงชาตินั้นจะมีอยู่ แต่ก็เสมอเหมือนได้สูญสิ้น เหือดแห้งลงไปแล้วดังนี้ คำถามต่อมาก็คือ ผู้คนรับรู้ความภูมิใจในชาติจากอะไรบ้าง ในความเป็นจริงก็คงจะมีปัจจัยหลายอย่างเหลือเกิน เช่น วัฒนธรรม ภาษา สถาปัตยกรรม ศิลปะ อาหาร เศรษฐกิจ สังคม ผู้คน นิสัย-ทัศนคติ ความก้าวหน้า ความสามารถในการที่จะก้าวหน้า และความน่าจะเป็นที่จะก้าวหน้า เป็นต้น เราอาจยังสามารถแบ่งรายการเหล่านี้ออกได้เป็นสามจำพวกคือ ผลของอดีต สิ่งที่เป็นปัจจุบัน และการก้าวเข้าสู่อนาคต ทั้งหมดนี้ แต่ละคนก็ให้น้ำหนักแตกต่างกันไป สิ่งที่ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงในบทความ เป็นเพียงแค่เสี้ยวเดียวของทั้งหมด 

      นี่ท่าน!!! อย่ามากล่าวโทษว่าข้าพเจ้าผิดนะ อย่าได้หาว่า ข้าพเจ้าไม่รักชาติ ไม่ภูมิใจในชาติ …..แน่นอน ข้าพเจ้าภูมิใจในชาติ แต่…….ในปริมาณที่น้อยลงต่างหาก……..นี่ๆ!!! ท่าน ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นคนไร้เหตุผลขาดความคิดอ่าน ข้าพเจ้าก็เรียนจบปริญญาเหมือนท่านๆน่ะแหละ ที่ข้าพเจ้านิยม”คนบ้านอื่น”น่ะ ข้าพเจ้าอธิบายได้   ท่านมีเวลาสักครู่ไหม ข้าพเจ้าจะค่อยๆเล่าให้ฟัง

      จริงๆแล้ว สมัยยังเป็นเด็กไร้เดียงสา ข้าพเจ้าจำได้แม่นว่า ข้าพเจ้าก็เป็นคนที่ชาตินิยมพอประมาณ อาจจะไม่ข้นคลั่กขนาดกินข้าวสวย-แกงเขียวหวานทุกมื้อ สเต็ก เค้ก หรือ ไอศกรีม รับประทานไม่ได้ แต่ อย่างน้อย ข้าพเจ้าก็เห็นด้วยกับพี่แอ๊ดในเพลง เมด อิน ไทยแลนด์ พี่อ่ำ ในอัลบั้ม ประเทศไทย I Love You หรือ อีกหลายกระแสชาตินิยมในตอนนั้น แหม! จะไม่ให้ภูมิใจได้อย่างไร ตั้งแต่เราเติบโตขึ้นมา ได้เข้าเรียนในโรงเรียน คุณครูก็บอก ดูรายการนู้น รายการนี้ เขาก็ชมประเทศไทยสารพัด จะว่าไปเราก็ถูกปลูกฝังเรื่องเหล่านี้มาโดยตลอดนี่ครับ แล้วไอ้ความไม่ภาคภูมิใจต่อชาติของข้าพเจ้านั้น… เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไรกัน?

      นั่นสิ….มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน !!! 

      บาทที่1 เมืองตาหลิ่ว

      รั้งแรกๆนั้น มันเกิดขึ้น หลายปีมาแล้ว เมื่อข้าพเจ้า คิดว่าตัวเองโตพอที่จะมีสำนึกในสังคม หรือที่ฝรั่งเขาเรียกกันว่าSocial Concern (ข้าพเจ้าเอาอีกแล้ว คราวนี้เป็นคำฝรั่ง) แท้จริงแล้ว ข้าพเจ้าคิดว่า มันค่อนข้างจะเป็นการซึมซับมากกว่า เพราะคนไทยที่บริโภคข่าวอยู่บ้างก็จะได้รับรู้เรื่องราวเช่นนี้ปีละหลายๆครั้ง ไม่แน่อาจจะเป็นร้อย…..ท่านผู้อ่านว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของชาติเราไปรึยัง สิ่งที่เราเรียกว่า “ทุจริต” “คอรัปชั่น” และ “โกงชาติ” …คำเหล่านี้ เราได้ยินเมื่อไหร่ เราก็รู้สึกว่าเป็นสิ่งเลวร้าย บั่นทอนความเจริญ หลายคนรังเกียจนับว่ามันเป็นมหันตภัย และคงมีไม่กี่คนที่รักมัน(พวกนั้นแหละ!) แต่ก็เป็นเรื่องน่าแปลกที่ สิ่งที่คนเกือบจะทั้งประเทศ หรือ ทั้งโลกก็ว่าได้ รู้สึกรังเกียจ มันไม่เคยจะละ-ลด-ลงไปจากชาติที่เรารักยิ่งนี้เลย …เมื่อใดก็ตามที่มีการสำรวจว่าประเทศไหน มีสถิติการคอรัปชั่นสูง แน่นอน ประเทศไทยจำต้องเข้าร่วมทุกครั้งไป …ข้าพเจ้าเคยสงสัยว่าเราอาจจะเป็นสมาชิกถาวรไปเสียแล้วก็ได้ เรื่องนี้ ท่านผู้อ่านอาจจะรู้สึกซ้ำซากจำเจ อาจจะคิดว่าใครๆก็รู้สถิตินี้กันอยู่แล้ว และถ้าท่านรู้สึกซ้ำซากจริงๆ นั่นแหละครับ แปลว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องร้ายแรงมากๆแล้ว ….แล้วทำไม ถึงร้ายแรง? ที่มันร้ายแรงก็เพราะว่ามีใครหลายคนรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ซ้ำซาก(ผมคนหนึ่ง) จนเหมือนทำให้ทุกคนเริ่มจะชาชิน เหมือนทุกคนจะยอมรับกันได้แล้วว่า การคอรัปชั่นเป็นสิทธิที่ชอบธรรม ในบางโอกาส สำหรับคนบางพวก…… ซึ่งนั่นเป็นเรื่องผิด!!!! ผิดมันหมด ทั้งกฎหมาย มโนธรรม ธรรมภิบาล จรรยาบรร ศีล ผิดหมด คอรัปชั่นก็คือการโกง การโกงก็แทบไม่ต่างจากการขโมย ใช่มั้ยครับ แท้จริงแล้ว การทุจริต-คอรัปชั่น เป็นตัวการที่บั่นทอนทำลายชาติ เป็นการทำลายโอกาสที่จะพัฒนาในแนวทางที่เหมาะสม เหมาะกับคนส่วนใหญ่ การทุจริตคอรัปชั่น คือ ต้นทางแห่งการบิดเบือนหนทางที่จะเป็น หรือควรเป็นโดยตลอดระบบ ทั้งระบบการบริหารจัดการ ให้ผลตอบแทน ผลสำเร็จและทั้งหมด เมื่อเกิดการคอรัปชั่นขึ้น แปลว่า ทรัพยาการที่จะนำไปใช้เพื่อจัดสรร พัฒนา-สร้างความเจริญได้หดหายไป แท้จริงแล้ว มันคือต้นทางแห่งความยากจน คือต้นทางของการสูญเสียโอกาสทางการศึกษา ต้นทางของความขาดแคลนเรื้อรัง ต้นทางของการเร่ร่อน เจ็บป่วย เสียชีวิต เป็นทุกอย่างของเรื่องไร้มนุษยธรรม และ ความไม่เท่าเทียม ทั้งหมดนี้ เริ่มต้นจากเงิน(ทรัพยากร)ก้อนหนึ่งมันหายไป (แต่..ก้อนละไม่น้อย หรือน้อยก็หลายก้อน)

      เมื่อเห็นผลเสียดังนี้ ก็มีคำถามว่าทำไม”ความผิด”อย่างนี้ ทำไมไม่หมดไป ข้าพเจ้าอยากจะยกตัวอย่างดังนี้ ในช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าเรียนอยู่ ในขณะที่ทุกคนยังไร้ซึ่งผลประโยชน์ เป็นนักศึกษา ข้าพเจ้าได้มีโอกาสพูดคุยกับคนที่หลากหลาย หลายคนยังยึดมั่นในความบริสุทธิ์แห่งจิตใจ แต่ก็มีบางคนที่ข้าพเจ้ามั่นใจว่า ถ้าเขามีโอกาส เขาต้องโกงเป็นแน่ ซึ่งเมื่อถามไถ่เหตุผล ก็ได้รับคำตอบว่า “ใครๆเขาก็ทำกัน” …….นี่ไง!! ส่วนที่ข้าพเจ้า รู้สึกเสื่อมศรัทธา รู้สึกไม่ชอบในแนวคิดนี้(ที่เกิดขึ้นทั่วไปในชาติ) เพราะไอ้คำที่ทำให้เรื่องเลวร้ายเหมือนกลายเป็นเรื่องปกติ ท่านเพื่อนคู่เสวนาของข้าพเจ้า โดนลัทธิเข้าเมืองตาหลิ่วครอบงำ ท่านจึงเห็นว่าเรื่องเหล่านั้น เป็นเรื่องผิดน้อย ทำได้ไม่เป็นไร ถ้ามีโอกาสนั่นแปลว่า ต้องโกง ถ้าไม่ฉวยไว้ คุณพลาด แบบนั้น แล้วไอ้ลัทธิแบบที่ท่านเชื่อนั้นมาจากไหน…….ก็จะที่ไหนละครับคุณ

      และท่านผู้อ่าน เรื่องนี้ไม่ได้หยุดแค่ที่ปัญหาว่าใครๆก็โกง แต่ปัญหาต่อเนื่องก็คือ ใครพวกนั้นก็มีชีวิตปกติดีสุขสบาย มีลาภ ยศ ชื่อเสียงยาวนาน มั่นคงดี น้อยนักที่จะโดนสงสัย และยิ่งกว่าน้อยมากนักที่ได้ได้รับการตัดสินว่ามีความผิด และแทบจะไม่มีที่เขาพวกนั้นจะได้รับโทษทัณฑ์กันจริงๆ(เพราะท่านก็เล่นซ่อน-แอบไปซะก่อน) ท่านครับบางทีเรื่องนรก-สวรรค์ก็ยากที่จะเชื่อ และในประเด็นนี้ คนไทยก็ต้องไม่ยอมบ้าง ต้องไม่รอให้ท่านพวกนั้นถึงแก่กรรมไปก่อน ความยุติธรรมถึงจะบังเกิด ต้องต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและโอกาสในการมีชีวิตที่ดีขึ้นของเราด้วย

      ประเด็นคำถามที่เกิดขึ้นก็คือ สิ่งนี้ การทุจริตคอรัปชั่น(ต้องใช้คำว่าทั้งระบบ) สิ่งที่เกาะกินประเทศของเรามายาวนาน มันจะลดลงไป หรือไม่ อย่างไร ในเมื่อคนรุ่นใหม่อย่างพวกข้าพเจ้า เริ่มมีความคิดแบบนี้ตั้งแต่ยังไม่เผชิญชีวิตผู้ใหญ่……. ที่จะเต็มตื้นไปด้วยผลประโยชน์อย่างนั้น

      บาทที่2 ตัวแทน

      ท่านผู้อ่านครับ เหตุผลของข้าพเจ้ายังไม่จบที่ตรงนั้น เมื่อกาลเวลาผ่านไป ข้าพเจ้าเติบโตขึ้น รู้จักคำว่าการเมือง ได้อ่านข่าว ดูโทรทัศน์ ติดตามตามแหล่งต่างๆ ข้าพเจ้าก็พบว่าเพียงเวลาไม่นาน ข้าพเจ้าก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยหน่ายไปกับมัน กับ การสาดโคลน โต้เถียงด้วยวาจาที่สาแก่ใจ กับคำลวงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่พวกท่านๆออกอากาศ…ที่จริง…ข้าพเจ้าก็หวังเล็กๆ ว่าท่านเหล่านั้น จะรู้สึกหนักในหน้ากากที่เขาสวมอยู่ และถอดมันออกบ้างเมื่อทนไม่ไหว แต่เมื่อล่วงเลยไป ข้าพเจ้าก็ยังไม่เคยเห็นใครปลดแอกเข้าสู้กับเรื่องโปปดสักคน ท่านผู้อ่านครับ คนพวกนี้ คือกลุ่มคนของบ้านเมือง บางคนเรียกเขาว่าตัวแทน…..ใช่! ข้าพเจ้าเกือบลืมไป …..ตัวแทน……..แล้วเขาได้ทำหน้าที่ของเขาอย่างเต็มที่ สร้างสรรค์รึเปล่า เขาเป็นตัวแทนของเราเข้าไปต่อสู้กับปัญหาของประเทศจริงๆรึเปล่า หรือเขาสู้กันเอง? ตัวอย่างง่ายๆ เราเคยท่องว่าประชาธิปไตยประกอบด้วยฝ่าย บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ 3ฝ่ายนี้คานอำนาจซึ่งกันและกัน แล้วจริงๆระบบเป็นไงครับ บริหาร+พรรครัฐบาล ฝ่ายค้าน ตุลาการ เนี่ยครับประชาธิปไตยแบบบ้านเรา คนก็ไปชินกับมัน เราก็ปล่อยให้ “ตัวแทน”พรรครัฐบาลเชียร์กันไป “ตัวแทน”พรรคฝ่ายค้านก็ค้านลูกเดียว นั่นเป็นงานที่ประเทศไทยจ่ายเงินให้เขาทำหรือครับ? ทำแบบนั้น เขาถูกเลือกโดยเราแต่เขาเป็นตัวแทนของเรารึเปล่าครับ? ทำไมเราถูกรณรงค์ บังคับให้เลือก ทั้งๆที่เราก็รู้ว่า เขาจะไม่รับผิดชอบมันอย่างเต็มที่แต่เขาจะไปสนใจ “อย่างอื่น”เสียมากกว่า ………… คำว่าตัวแทน คือคำหนึ่งที่ประชาชนอย่างข้าพเจ้า มีความรู้สึกนึกคิดอย่างแรงกล้ากับมัน ข้าพเจ้าในฐานะคนไทย ผู้มีสำนึกรักบ้านเกิดเมืองนอน ย่อมอยากจะเห็นประเทศของเราเดินไปข้างหน้า เจริญขึ้น ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และศีลธรรม และมันจะดีขึ้นได้ ก็ต้องอาศัยตัวแทนของเราเป็นสำคัญ เราผู้ไม่มีอำนาจ ย่อมหวังจะให้ท่านๆนำอำนาจที่ผ่องถ่ายจากเราไป(ในทางทฤษฎี เพราะในทางปฏิบัติ เราไม่เคยมีอำนาจ ฮ่า ฮ่า) ใช้ในทางที่ก่อให้เกิดความพัฒนา แต่เมื่อมองไปยังผู้เป็นตัวแทนของเรา ข้าพเจ้าก็ยังคลางแคลงใจอยู่ว่า ท่านๆยังอยากจะเห็นสิ่งเดียวกับข้าพเจ้ารึเปล่า …ประชาชนคนอย่างเราอยากจะเห็นการผลักดันนโยบายดีๆ แต่มันก็กลายเป็นคอรัปชั่นเชิงนโยบาย   เราอยากเห็นท่านเอาประโยชน์ของชาติในอนาคตเป็นที่ตั้ง ก็กลายเป็นการหาทุนให้ตนและพวกพ้อง เราอยากจะให้ท่านมองผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว ก็กลายเป็นเรื่องผลักดันเครื่องมือเพื่อคะแนนนิยมไปซะนี่……..

      แย่ไปกว่าที่กล่าวไป ท่านผู้อ่านครับ เรื่องนี้ก็ไม่ต่างจากปัญหาคอรัปชั่น ปัญหาของตัวแทนที่เกิดขึ้นในบ้านเราเป็นปัญหาเชิงระบบ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเรื้อรัง ที่เกาะกินประเทศไทยมายาวนาน อย่างที่เราเคยได้ยินกันครับ เราเคยได้ยินคนเก่ง คน(น่าจะ)ดี มีชื่อเสียงตอบคำถามว่า ไม่สนใจเล่นการเมืองหรือ? คำตอบของท่านก็คือไม่สนใจ ชีวิตสุขสบายดีแล้ว เล่นการเมืองมัน “เปลืองตัว” …… ทำไมเปลืองตัว เพราะการเมืองล้วนเป็นเกมส์การแข่งขัน วิ่งเข้าสภาและเก้าอี้ ถ้าเราลงเล่น เราก็คือเข้าสู่เกมส์ซึ่งพฤติกรรมทั้งหลายสามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีเกมส์ เช่น ถ้าคุณไม่ทำ “ความผิด” คนอื่นก็จะทำ และคุณก็จะตกที่นั่งลำบาก มีสิทธิที่จะแพ้เลยทีเดียว เมื่อนั้นคุณก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องลงไปร่วมวงบ้าง เพื่อให้ความสามารถในการแข่งขันของคุณไม่ด้อยกว่า (คุณอาจจะคิดว่า เอาน่ะ ก็เขาเริ่มก่อน จริงๆเราไม่อยากทำหรอก) ดังนั้น เกมส์นี้เมื่อเวลาผ่านไปก็จะมีผู้เข้าร่วมเยอะขึ้นๆ และเมื่อมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามา เขาก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเข้าร่วมกับสิ่งนี้นี้ด้วย และถ้าไม่ทำจริงๆ ก็ต้องถูกเหมารวมอยู่ดีเพราะคุณก็ต้องได้รับผลประโยชน์จากการทำความผิดของพรรคพวกไม่มากก็น้อย ดังนั้นจึงเปลืองตัว(และอาจจะเปลืองตังค์ ถ้าแพ้) ดังนั้นจึงถามว่า แล้วใครดีๆที่ไหนจะเข้ามาเปลี่ยนแปลง นั่นสิครับ คงจะน้อย ไม่มากหรอกครับ เราจึงเห็นพวกหน้าเก่าๆ ครบครันกันอย่างปัจจุบันนี้   อีกปัญหาหนึ่งก็คือ ทุนครับ พรรคการเมืองเกิดขึ้นมา ก็ต้องการเป็นพรรครัฐบาลใช่มั้ยครับ ถ้าอยากเป็นพรรครัฐบาลก็ต้องการคะแนนเสียง และถ้าต้องการคะแนนเสียงก็ต้องหาทุนมาทำประชาสัมพันธ์ด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งบนดิน ใต้ดิน บนเวทีและใต้โต๊ะ คำถามก็คือ ทุนนั้นมาจากไหน ก็ต้องมาจากนายทุนผู้ลงทุนใช่มั้ยครับ แล้วคนที่ลงทุนนี่ เขาต้องการผลตอบแทนหรือไม่ แน่นอนครับ เมื่อลงทุน ก็ต้องการเงินทุนบวกผลตอบแทนเป็นธรรมดาแบบตอบได้ทันทีไม่อาศัยทฤษฎี เมื่อเอาเงินตัวเองลงไป ตอนเอาเงินเอากลับ เอาเงินใครกลับครับ ปัญหาคอรัปชั่นของตัวแทนก็ตอบง่ายๆแค่นี้เองครับ….. แต่แก้ยากชะมัด

      ด้วยเรื่องราวข้างต้น ข้าพเจ้าผู้ร่วมชาติไทย รู้สึกเหนื่อยหน่ายกับตัวแทน ที่พูดว่ารักชาติ เสียสละเพื่อประเทศชาติ(แต่ ใครจะเชื่อ!!! ไม่ใช่ข้าพเจ้าคนหนึ่ง) ข้าพเจ้าเหนื่อยหน่ายกับการฝากความหวังไว้ที่ตัวพวกเขา ซึ่งแท้จริงแล้วข้าพเจ้าก็ไม่เข้าใจเพื่อนร่วมชาติจำนวนหนึ่งที่นำตัวเองไปผูกติดกับพวกเขาอย่างแยกอิสระความนึกคิดของท่านๆไม่ออก ปกป้องแก้ต่างสนับสนุนและศรัทธาเขาเหล่านั้นอย่างไม่ลืมหูลืมตา จนลืมไปว่าผลประโยชน์ของชาติไม่ได้เป็นผลประโยชน์ของเขา และแท้จริงแล้วท่านมีสิทธิที่จะเชื่อในบางเรื่อง และไม่เชื่อในบางเรื่อง ถึงตรงนี้ ข้าพเจ้าย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ท่านเหล่านั้นคือตัวแทน ตัวแทนของปวงชนชาวไทย ตัวแทนประเทศไทย สิ่งใดที่ท่านทำ สิ่งนั้นก็คือผู้นำ ตัวแทนของประเทศทำ ถ้าท่านทำดี ก็เป็นข่าวดีของเรา เราก็ยินดีปรีดา ด้วยอนาคตของชาติเราดูดีขึ้น ถ้าท่านทำไม่ดี เราก็เหนื่อยหน่าย หมดหวัง แล้วก็นั่งได้แต่นั่งน้อยใจ ว่าทำไม คนที่น่าจะเป็นที่น่าเชิดชูตาของเรา ท่านไม่รักเมืองไทย เหมือนเราๆบ้าง มานั่งนึกว่า อนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทยจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ หนอ…..

      หลายๆชาติในโลกนี้ มีสภาพเศรษฐกิจ สังคม ความเป็นอยู่ของประชาชนที่มั่นคง ก็ด้วยเพราะตัวแทนรุ่นต่อรุ่นของเขาได้สร้างคุณ ความดีงามไว้ให้ อย่างต่อเนื่อง เขาเหล่านั้นได้ทำหน้าที่ของตัวแทนของชาติอย่างเต็มที่ อาจจะไม่ได้ดีเลิศ สะอาดหมดจดร้อยเปอร์เซ็น แต่ท่านก็เลือกทำในสิ่งที่ถูก ที่ควรจะทำ มากกว่า และระบบของเขาก็เอื้ออำนวยให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ข้าพเจ้าไม่จำเป็นต้องยกตัวอย่างรัฐบุรุษของชาติเหล่านี้ ข้าพเจ้าเพียงแต่อยากให้ท่านได้รู้สึกเจ็บในใจ แปลบๆบ้างว่า ทำไม ประเทศที่ท่านอาศัยอยู่ที่นี้ ที่มีคนมากมายกว่า70ล้านคน กลับไม่มีคนเช่นนั้น(คนที่เก่ง ดี และกล้าหาญ)มากพอที่เราๆจะสามารถความหวังในชาติที่จะเจริญขึ้นอย่างที่ควรจะเป็นของเราได้  

      น่าเสียดายที่ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายแค่ให้เขียนบทความ ไม่ใช่เรื่องสั้นสารคดี รายละเอียดจึงต้องถูกหยุดยั้งไว้แต่เพียงเท่านี้ สิ่งที่ข้าพเจ้าพยายามจะชี้แจงท่านคือ ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความภูมิใจในชาตินั้น ก็คือคน และทัศนคติของเขา อย่างที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไป เมื่อเติบโตขึ้น คนเราย่อมรู้อะไรๆมากขึ้น ข้าพเจ้าก็รู้ในพฤติกรรม การกระทำของคนในชาติมากขึ้น แน่นอน หลายอย่างก็เป็นเรื่องที่ดีน่าชื่นชม แต่ หลายการกระทำเป็นสิ่งที่ไม่พึงปราถนา ส่วนใหญ่เราคนไทย จะภูมิใจหนักหนากับสิ่งที่เรามีมาแต่อดีต เช่น ประวัติศาสตร์ ภาษา วัฒนธรรม ทรัพยากร แต่น้อยนักที่เราจะยินดีกับสิ่งที่เราทำในโลกปัจจุบัน และสิ่งที่เราจะไปเป็นในอนาคต หากเราพูดถึงคนไทยแบบเหมารวมเป็นองค์ใหญ่ เราจะพบว่ามีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ยังต้องปรับปรุงอีกมาก และคงต้องใช้แรงกาย แรงใจและความกล้าหาญยิ่งในการแก้ปัญหานี้ ปัญหาความภูมิใจในชาตินั้นน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนรุ่นใหม่ ที่มักจะนำเรื่องราวในโลกกว้างมาเปรียบเทียบกับการเป็นไปในประเทศของเขา และเมื่อเกิดการเปรียบเทียบ ย่อมจะเห็นฝ่ายที่ทำได้ดี และฝ่ายที่ล้มเหลว และถ้าหากชาติเราตกเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้มากเข้า หลายประเด็นเข้า จะเป็นอย่างไร ซึ่งก็ไม่น่าแปลกที่ใครคนหนึ่งจะรู้สึกชื่นชมในชาติพันธุ์ของเขาน้อยลง เมื่อความรู้ ความสามารถในการเปรียบเทียบของเขามากขึ้น ฉะนั้น ความภูมิใจในชาติ การสร้างชาติ ไม่ได้เป็นเรื่องแต่การเรียนหนังสือ การพร่ำพูด แต่ต้องเป็นเรื่องที่หยั่งลึกลงถึงปัญหาจริงของชาติ และต้องทำการแก้ไข บรรเทา ไม่เช่นนั้น ความศรัทธาในชาติ ในเพื่อนร่วมชาติ ก็จะไม่เกิดขึ้น ความต้องการที่จะดำรงชาติก็จะน้อยลง น้อยลง เป็นลำดับไป

      …..

      …

      ..

      นห้วงเวลาที่เรายังศึกษาอยู่ในโรงเรียน และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมหาวิทยาลัย เราได้รับคำขวัญ เราได้ปฏิญาณ ว่าเราจะจงรักภักดีต่อชาติ นำความรู้ที่ได้ที่มีนั้นไปพัฒนาประเทศชาติ และ เทิดทูนไว้ซึ่งเกียรติแห่งการรับใช้ประชาชน แม้กระทั่งเราเรียนจบ เราก็ปฏิญาณอีกครั้งหนึ่ง ว่าเราจะยึดมั่นในคำสัญญานั้นอย่างเข้มแข็งตลอดช่วงชีวิตของเรา ด้วยสิ่งนี้ ท่านพอจะมองภาพออกใช่หรือไม่ว่า แท้จริงแล้ว ปลายทางสุดท้ายของการศึกษานั้น มุ่งหมายที่สิ่งใดกัน….มันไม่ยากเลยใช่มั้ยครับ กับการที่จะพูดให้ตรงบท กับเพียงปฏิญาน แต่มันคงจะยากไม่น้อย ที่จะดำรงลมปากของเราไว้ จนมันกลายเป็นคำสัตย์  อย่างไรเสีย ขอให้ท่านอย่าได้ลืม จิตวิญญาณที่ท่านเคยเชิดชู คุณธรรมที่ท่านเคยยึดถือ ลมถอนหายใจในปัญหาของประเทศ เมตตาที่ท่านมีให้แก่สังคม คำสบถต่างๆที่ท่านเคยด่าคนคด ความรู้สึกสมเพชในพวกเขา ในอนาคต จะอีกกี่ปี สิบปี ยี่สิบปี สามสิบปี ท่านก็คงได้เจอบททดสอบ บทนั้น และคงจะวนเวียนรอบๆตัวท่านไปตลอดทั้งชีวิต แล้วเวลานั้นท่านก็คงจะได้ตัดสินใจ ………………………….

      ……………ประเทศไทยคือประเทศด้อยพัฒนา ตามนิยามของนานาชาติ และ ความเป็นชาติที่ล้มเหลว มันไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวจากเราหรอกครับ คนไทยทุกคน    . ขอบคุณครับ สวัสดีครับ. /   ในอีกแง่มุมหนึ่ง

Read Full Post »

Older Posts »