Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for สิงหาคม 23rd, 2008

triamboy

 

THE FARTHER BACKWARD YOU CAN LOOK, THE FARTHER FORWARD YOU ARE LIKELY TO SEE.

Winston Churchill

ในการเตรียมความพร้อมที่จะสังเกตุ  และสังเคราะห์ต่อไปในอนาคต  จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำความเข้าใจแนวคิดหลักอันเป็นพื้นฐานของสิ่งต่างๆ  มิเช่นนั้นแล้วเราก็ไม่สามารถเข้าใจ  และอธิบายสิ่งต่างๆ  ให้ตัวเราเอง  รวมถึงผู้อื่นเข้าใจได้เมื่อต้องการรู้ขึ้นมา หรือพยายามหาเหตุผลทั้งหลายมาอธิบาย  หรือกระทั่งในกรณีที่แย่สุด  คือ  เราไม่สนใจเลยก็เป็นได้  (ต้นทุนบริโภคสะสมน้อย  ทำให้พฤติกรรมบิดเบือนได้ – เงื่อนไขจำเป็น)

นานมาแล้วได้มีการแบ่งแนวคิดอันเป็นพื้นฐานของสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองออกเป็นสองแนวคิดหลัก  ดังนี้

 

1.  แนวคิดหน่วยสิ่งมีชีวิต  (Organic view)  คือ แนวคิดที่มีพื้นฐานที่ว่า  สิ่งต่างๆ  ต้องมีองค์ประกอบ  หน่วย  ส่วนต่างๆย่อยออกไป  และมีความสำคัญตามลำดับจากมากไปน้อย  โดยมีองค์ประกอบหลักอยู่หนึ่งอย่างทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของสิ่งนั้น  กำหนดเป้าหมาย  ชี้นำสังคม  เหนือการตัดสินใจบุคคล (มีความสำคัญท่ีสุด)  ยกตัวอย่างเช่น

สังคม  – สังคมเสมือนร่างกายที่ประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ  ประชาชนเป็นส่วนประกอบของอวัยวะทั้งหลาย  โดยมีรัฐบาลเปรียบเสมือนหัวใจ

ประเทศ  – ประเทศคืออวัยวะทั้งหมด  เหมือนที่ร่างกายคืออวัยวะทั้งหมด ไม่เหมือนกับเครื่องจักรที่แยกส่วนประกอบออกจากกันได้  แล้วประกอบกลับได้  (เหมา เจ๋อ ตุง)

สาธารณรัฐ – กิจกรรมของประชาชนเป็นสิ่งพึงประสงค์ก็ต่อเมื่อกิจกรรมนั้นนำไปสู่สังคมที่ยุติธรรม โดยมีเป้าหมาย  คือ  สร้างยุคทอง  ประชาชนสามารถประกอบกิจกรรมต่างๆ  บนพื้นฐานของเหตุผล  (เพลโต)

สาธารณรัฐสังคมนิยม – สาธารณรัฐสังคมนิยมไม่ได้หมายถึงปัจเจกบุุคคลที่แยกตัวออกจากชุมชน  สังคม  ซึ่งถูกป้องกันจากการรบกวน  แทรกแซงจากรัฐบาล  กิจกรรมทุกอย่างในชีวิตประจำวันจะมีคุณค่าและความหมายก็ต่อเมื่อรับใช้้ทั้งสาธารณรัฐ โดยมีเป้าหมาย  คือ  การสร้างความบริสุทธิ์ของเชื้อชาติ  ประเทศต้องมีเป้าหมาย  เป้าหมายนั้นต้องขึ้นอยู่กับการรักษา  และพัฒนาการขั้นสูงสุดทั้งทางกายภาพ  และจิตใจที่เหมือนกันหนึ่งเดียวของสัตว์  (ลัทธินาซี)

สามารถสรุปให้เข้าใจง่ายในมุมมองของสังคมได้ว่าคุณค่าของปัจเจกชนขึ้นอยู่กับการตระหนักถึงเป้าหมายของสังคม  ซึ่งถูกกำหนดจากส่วนกลาง  (รัฐบาล  กษัตริย์  กลุ่มผู้ปกครอง)

 

2.  แนวคิดหน่วยเครื่องจักร  (Mechanic view)  คือ  แนวคิดที่มีพื้นฐานที่ว่า  สิ่งต่างๆ  นั้นมีองค์ประกอบ  หรือส่วนต่างๆมีความสำคัญเท่าเทียมกัน  เป็นศูนย์กลางการตัดสินใจ  ซึ่งทำหน้าที่ของมันเอง  และแยกจากกันอย่างเสรี  เมื่อทุกส่วนทำตามหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบแล้วแล้ว  สิ่งนั้น (ภาพรวม)  ก็จะให้ผลลัพธ์รวมตามเป้าหมายหลัก  โดยรัฐไม่ใช่ส่วนหนึ่ง  หรือองค์ประกอบของสิ่งนั้น  แต่เป็นสัญญาประชาคมที่ถูกสร้างขึ้นมาจากปัจเจกบุคคลเพื่อทำหน้าที่ตอบสนองเป้าหมาย  หรือความต้องการของปัจเจกบุคคลทั้งหมด  โดยปกติแล้วรัฐได้รับการยอมรับในประเด็นของการเป็นสิ่งที่ดีต่อปัจเจกบุคคล  สิ่งยกตัวอย่างเช่น

ประชาธิปไตย – รัฐ  เป็นเพียงแค่การไว้วางใจ  และพนักงาน  เจ้าหน้าที่ของรัฐ  เป็นผู้ควบคุม และมีอำนาจในการจัดการสิทธิ์ต่างๆ อย่างน่าเชื่อถือภายใต้ขอบเขต  และข้อกำหนดต่างๆตามวัตถุประสงค์นั้นๆ  โดยทั้งรัฐ  และเจ้าหน้าที่ของรัฐถูกสร้างขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์แห่งมหาชน (เฮนรี เคลย์)

เหตุของการมีอยู่ของรัฐ – ไม่ใช่ศูนย์กลาง  แต่ได้รับการไว้ใจให้มีอยู่เพื่อดูแล  รับผิดชอบความต้องการของปัจเจกบุุคคล

รัฐ – ชีวิตของมนุษย์ต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยว  ความยากจน  สิ่งไม่พึงประสงค์  บุคคล  หรือสัตว์ที่ใช้ความรุนแรง  ไม่มีเหตุผล  รวมถึงการขาดแคลนสิ่งต่างๆ  (โทมัส  ฮ็อปป์)

รัฐ – รัฐต้องทำหน้าที่ป้องกันสังคมจากการใช้ความรุนแรง  และการบุกรุกของสังคนอิสระอื่นๆ  และต้องป้องกันตราบเท่านานให้สมาชิกของสังคมได้รับความเป็นธรรม  และพ้นจากการกดขี่ข่มเหงของสมาชิกจากสังคมอื่น  มากกว่านั้นรัฐต้องมีความรับผิดชอบในการสร้าง  และรักษาระดับจำนวนงาน  และสถาบันสาธารณะ  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เคยได้รับความสนใจ  รับผิดชอบจากปัจเจกบุคคล  (อดัม สมิท)

รัฐ – การแทรกแซงของรัฐเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อมหาชน  เช่น  การสร้างความปลอดภัยในสถานที่ประกอบการ  ทำงาน  กฎหมายห้ามการแบ่งแยกเชื้อชาติ  เพศ  หรือแม้กระทั้งสวัสดิการเบื้องต้นสำหรับผู้ขาดโอกาส  อาทิ  คนจน  คนพิการ  คนพลัดถิ่น เป็นต้น  (ลัทธิสังคมประชาธิปไตย)

ผู้ขัดแย้งการมีอยู่ของรัฐ

รัฐ –  มนุษย์ไม่สามารถไว้วางใจ  เชื่อใจในการปกครองตัวเองได้  และมนุษย์จะสามารถได้รับการไว้วางใจ  เชื่อใจในการปกครองคนอื่นได้หรือ  หรือเราค้นพบเทพผู้เป็นกษัตริย์ปกครองมนุษย์แล้ว  จงให้ประวัติศาสตร์ตอบคำถาม  (โทมัส  เจฟเฟอร์สัน)

สามารถสรุปให้เข้าใจง่ายในมุมมองของสังคมได้ว่า  รัฐ  เป็นสัญญาประชาคมที่ถูกเลือกเพื่อเติมเต็มเป้าหมายปัจเจกบุคคลที่ขาด

จากแนวคิดหลักทั้งสองที่กล่าวมาแล้ว  ถ้าพิจารณาแล้วพบว่า  แนวคิดทั้งสองไม่ได้พัฒนาในช่วงเวลาเดียวกัน  คือ  แนวคิดหน่วยสิ่งมีชีวิตนั้นได้ถูกพัฒนาขึ้นมาก่อนเป็นอย่างแรก  โดยมนุษย์ทั้งโลกนั้นได้เริ่มต้น  และเรียนรู้จากแนวคิดแรก  หลักจากนั้นคนบางกลุ่ม  ซึ่งหมายถึงประเทศตะวันตก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งอเมริกาซึ่งเป็นผู้เริ่มต้นได้ริเริ่ม  และพัฒนาแนวคิดเครื่องจักรขึ้น  โดยมีสาเหตุหลักดังนี้

1.  การปฏิวัติอุตสาหกรรม  จากการค้นพบเครื่องจักรไอน้ำครั้งแรกของประเทศอังกฤษ  ทำให้เกิดการผลิตในรูปแบบอุตสาหกรรมขึ้นโดยเริ่มจากอุตสาหกรรมสิ่งทอ  ซึ่งเป็นสินค้าออกหลักของอังกฤษในช่วงนั้น  การผลิตในรูปแบบอุตสาหกรรมนั้นทำให้เกิดการผลิตต่อขนาด  ต้นทุนการผลิตลดลง  ราคาสินค้าลดลง  มากกว่านั้นยังสร้างโอกาสให้กับประชาชนจำนวนมาก  คือสร้างงาน  สร้างรายได้  ถึงกับขาดแคลนแรงงาน  มีการจ้างเด็กทำงาน  การค้าแรงงานเกิดขึ้น  (ต้นทุนการเข้าถึงลดลง)  รูปแบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากพาณิชย์นิยม  (นำทองเข้าประเทศเป็นเป้าหมายสำคัญ)  เป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการผลิต  (Supple-side economy)  เป็นหลัก  จากภาวะเฟื่องฟูของการผลิตอย่างมากโดยไม่มีการจัดการทำให้สินค้าล้นตลาด  จึงต้องจัดการส่งออก  มีการหาตลาดเพื่อระบายสินค้า  รวมทั้งหาวัตถุดิบ  เกิดการล่าอาณานิคมขึ้น  จากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดการเรียนรู้เกิดศาสตร์ใหม่  อาทิ  เครื่องจักรกล  วิศวกรรมศาสตร์  การบริหารจัดการการผลิต  เป็นต้น  จากภาวะสินค้าล้นตลาด  จึงเกิดการหาตลาด  สร้างตลาด  เป็นจุดเริ่มต้นของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภค  การส่งออก  หรือระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์  (Demand-side economy)  ได้สร้างแนวคิดพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ต้องตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค  และพัฒนาเรื่อยมาอย่างต่อเนื่อง  จนเป็นระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่ทรงพลังต่อโลกทุกวันนี้

2.  การค้นพบดินแดนใหม่  จากการพยายามล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตกเพื่อระบายสินค้า  และนำเข้าทรัพยากรจากดินแดนต่างๆ  อุตสาหกรรมการเดินเรือที่เฟื่องฟูอันเนื่องมาจากการปฎิวัติอุตสาหกรรม  ทำให้เกิดการค้นพบดินแดนใหม่จำนวนมาก  อาทิ  ทวีปอเมริกา  ออสเตรเลีย  ทำให้เกิดประเทศใหม่จำนวนมาก  ที่ยังมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์  และไม่มีเจ้าของแน่นอน  ไม่มีอุปสรรคต่อการครอบครอง  (รัฐ  กฎระเบียบ  ข้อบังคับ)  ทำให้เกิดการอพยพของผู้คนจำนวนมากจากทวีปยุโรปเพื่อโอกาสตั้งตัว  โอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่  ที่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะดีกว่าที่เดิม  คนเหล่านี้ละทิ้งทุกอย่างที่เป็นไว้เบื้องหลัง  ทั้งความโดดเดียว  ยากจน  การกดขี่ข่มเหง  การขูดรีดภาษีจากกษัตริย์  เชื้อชาติ  ศาสนา  และมีความคาดหวังว่ารูปแบบต่างๆจะต้องเปลี่ยนแปลง  และสร้างขึ้นในทิศทางที่ดีขึ้น  อย่างน้อยก็ไม่เหมือนเดิม  ทำให้เกิดการวางโครงสร้างของระบบสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองขึ้นใหม่  เพื่อความฝันใหม่

3.  การกีดกัน  ลดพื้นที่  และกดขี่ข่มเหงของชนชั้นปกครอง  รูปแบบการปกครอง  ด้วยการปกครองที่มีกษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ  และการใช้อำนาจกดขี้ข่มเหงประชาชน  เก็บรายได้จากภาษีในอัตราที่สูง  ท่ามกลางภาวะยากจนของประชาชนจำนวนมาก  เพื่อการใช้จ่ายที่สุรุ่ยสุร่ายในพระราชวัง  ข้าราชบริพาร  และขุนนาง  ในขณะที่การสร้างคุณูปการแก่ประเทศเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต  หรือแม้แต่กระทั่งแก้ไขปัญหาของราษฎรอยู่ในระดับต่ำ  ทำให้ลดพื้นที่การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองภายใต้ระบอบกษัตริย์  เกิดการต่อต้าน  และโค่นล้มระบอบกษัตริย์จำนวนมากในหลายประเทศของยุโรป  เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองไปในหลายรูปแบบ  แต่แนวคิดหลักของการปกครองรูปแบบที่เปลี่ยนไป  ไม่แตกต่างกันมากนัก  คือ  แนวคิดเครื่องจักร  ประชาชนเท่าเทียมกัน  ศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่ประชาชนแต่ละบุุคคล  ยกเว้นแต่เยอรมันที่มีแนวคิดหน่วยของสิ่งมีชีวิต  ได้พัฒนาลัทธินาซีขึ้น  รวมถึงอิตาลีซึ่งได้รับอิทธิพลด้วย  แต่หลายประเทศในทางเอเชียสามารถธำรงไว้ของการปกครองในระบอบกษัตริย์  โดยมีสาเหตุหลักคือ  ต้นทุนการบริโภคสะสมในระดับสูงของระบอบกษัตริย์  คือ  การสร้างประโยชน์หลายประการอย่างต่อเนื่องให้แก่ประชาชนในประเทศ  หลายชั่วอายุคน  เพื่อยกระดับคุณภาพของประชาชน  เข้าใจ  และไม่กดขี่ข่มเหงประชาชน  รวมทั้งการปรับตัวให้เข้ากับบริบทที่เปลี่ยนไปโดยปรับลดต้นทุนการเข้าถึง  คือ  ทุกคนสามารถเข้าถึงกษัตริย์  อาทิ  การที่ประชาชนสามารถมาตีระฆังร้องทุกข์ได้ตั้งแต่สุโขทัย   การถวายฏีกาแก่กษัตริย์  การเสด็จออกพื้นที่เยี่ยมเยียนราษฎร  การเพิ่มพื้นที่การมีส่วนร่วมของประชาชน  เช่น  ลูกเสื้อชาวบ้าน เหล่ากาชาด  การพระราขทานประชาธิปไตยแก่ประชาชน  ด้วยเหตุเหล่านี้จึงไม่มีพฤติกรรมบิดเบือนหรือการปฏิเสธระบอบกษัตริย์ในประเทศเหล่านี้

ด้วยเหตุทั้งสามประการที่กล่าวมานี้  ล้วยแต่เป็นความต้องการของประชาชนที่ต้องเผชิญกับความไม่พึงประสงค์  เพื่อลดต้นทุนการเข้าถึง  เพราะทุกคนต้องการโอกาสทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองนั่นเอง  แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามีโอกาสแล้วทุกอย่างจะไม่บิดเบือน  อันเนื่องมาจากพฤติกรรมของมนุษย์เราเอง

หลังจากที่เกิดแนวคิดเครื่องจักรขึ้นมาในประเทศทางตะวันตก  และการธำรงไว้ซึ่งแนวคิดหน่วยสิ่งมีชีวิตของประเทศทางตะวันออก  ทั้งสองแนวคิดได้พยายามคิดค้นเพิ่มเติม  พัฒนา  ปรับปรุง  เรื่อยมา  โดยมีอิทธิพลอย่างมากต่อระบบสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมือง  ของประเทศเหล่านั้น  โดยทั้งสองฝ่ายพยายามสร้างระบบที่มีประสิทธิภาพโดยมีพื้นฐานมาจากแนวคิดของตัวเอง  สามารถแยกอธิบายได้ตามแนวคิดดังนี้

1.  การมีประสิทธิภาพของเครือข่ายอันเนื่องมาจากแนวคิดหน่วยสิ่งมีชีวิต

2.  การมีประสิทธิภาพของปัจเจกบุคคลอันเนื่องมาจากแนวคิดเครื่องจักร

สำหรับรายละเอียดของการมีประสิทธิภาพทั้งสอง  รวมถึงแนวโน้มของทิศทางแนวคิดอนาคตจะได้อธิบายในบทความต่อไปภายหน้า

ทุกอย่างล้วนมีที่มาที่ไป

เมื่อรู้ที่มาจะสามารถรู้ถึงที่ไป

Read Full Post »

Dreaming always reflect the truly state of one mind, we couldn’t’ resist the truth from our subconscious.

We are living in everyday space facing problems, chaos and stresses, which varies lifestyle and create difference role and character for individual. Some people might lost in the hallucination of the society by forgetting their truly self, need and goal. In Never Awake stage of our physical, a core abstraction would come up deeply from our subconscious, its grey, we couldn’t judge whether it’s just a dream but it’s always convey something from our mind. We can resist it, but we couldn’t lie to ourselves. One should be honest to oneself. “Your answer might be in your dream”. “Find yourself, be yourself”

 

สภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น หรือสภาวะที่เรารู้สึกสบายนั้น จะทำให้สมองเราสามารถจินตนาการได้ดีที่สุด เช่น ในขณะที่เราเดินทาง อาบน้ำ เข้าห้องน้ำ.  

สภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น หรือ การฝันก็เช่นกันสภาวะเหล่านั้นมักจะสะท้อนความต้องการลึกภายในจิตออกมา และตัวตนที่แท้จริงของเราออกมา และเราทุกคนไม่สามารถปฎิเสทความจริงของจิตใจเราได้ 

การที่มนุษย์เรานั้นดำเนินชีวิต บางครั้งการเผชิญหน้ากับสังคมที่แตกต่างและวุ่นวาย การแข่งขัน ทำให้คนเรามีรูปแบบการใช้ชีวิตในหลายหน้าที่ การมีหลายบทบาทในสังคม บางครั้งมันก็ทำให้เราลืมตัวตนที่แท้จริงของเราไป ความต้องการลึกภายในจิตใจ หรือเป้าหมายของชีวิตที่เราวิ่งไขว่คว้า หรือวิ่งหนีมัน แต่ในสภาวะเหล่านี้ จะมีบางสิ่งสะท้อนออกมาจากจิตใต้สำนึก โดยที่เราไม่สามารถโกหกมันได้ ถึงแม้เราพยายามปฎิเสทมันเท่าไรแต่อย่างไรก็คือสิ่งที่ตัวเป็น เราทุกคนเพียงได้แต่พยายามเข้าใจและซื่อสัตย์ต่อตนเอง และรู้ถึงความต้องการของตน ซึ่งจะทำให้การเดินทางของชีวิต มีเส้นทาง ที่แน่ชัด

บนพื้นที่ว่างของการใช้ชีวิต เปรียบเสมือนการเดินทางที่ไร้จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด ทุกสิ่งเปรียบเสมือนการวนเวียน ผ่านมาและก็ผ่านไป แต่ในพื้นที่ของแต่ละคนนั้น มันแฝงและเต็มไปด้วย การค้นหาความเป็นตัวตนของตนเอง การแปรเปลี่ยนสภาพของบุคลิกที่ดูซับซ้อน เป็นเหตุผลมาจากจิตใต้สำนึกลึกภายใน แม้เราจะสวมหน้ากากตัวตนของเราเป็นเช่นไร แต่มีเพียงตัวเราเท่านั้นที่ไม่สามารถโกหกความจริงจากใจตัวเองได้ เราเผชิญหน้ากับสิ่งที่ผันแปรเปลี่ยนไปมันจึงทำให้ตัวเราแปรเปลี่ยนไปเช่นกัน จนบางครั้งเราหลงลืมตัวตนจนบางครั้งสิ่งที่แปรเปลี่ยนกลับมาครอบงำตัวเรา หากเพียงเข้าใจตัวตนที่แท้จริงของเรา และเผชิญทุกอย่างด้วยความจริงใจ นั่นจึงไม่ทำให้เราสูญเสียตัวตนของเรา ค้นหาและจงซื่อสัตย์กับตัวเรา และเป็นตัวของเราเอง

 

Henry

Read Full Post »