Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for สิงหาคม 21st, 2008

triamboy

LIFE MUST BE LIVED FORWARD, BUT IT CAN ONLY BE UNDERSTOOD BACKWARD.

Soren Kierkegaard, Denmark Philosopher.

 

คราวที่แล้วเราได้พูดคุยถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรม  และต้นทุนกันแล้ว  และคงมีบางคนลองนำไปอธิบายพฤติกรรมต่างๆ บ้าง  คราวนี้ขอยกตัวอย่างรายละเอียดของพฤติกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน  การเปลี่ยนแปลงและความต่อเนื่องของพฤติกรรม

เมื่อมานั่งคิดดูแล้วหลายๆ ครั้ง  พบว่าคนเราได้ตัดสินใจเพื่อทำอะไรสักอย่าง  โดยคาดการณ์ความเป็นไปได้บนพื้นฐานของข้อมูลในอดีต  เช่น  เมื่อเราตัดสินใจไปงานต่างๆ  เช่น  สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ  การแสดงนิทรรศการต่างๆ  พบว่า  เราคาดการณ์กิจกรรมแต่ละอย่างบนพื้นฐานของข้อมูลในอดีต  เช่น  วัน  เวลา  ที่จัดกิจกรรม  หรือแม้กระทั่งรูปแบบกิจกรรมในงาน  คิดว่าหลายคนเคยโทรนัดเพื่อนไปงานสัปดาห์หนังสือ  พูดคุยถึงเวลา  สำนักพิมพิมพ์ที่มาออกบูท  โดยอ้างอิงจากงานปีที่แล้ว  (ปีนี้ไม่รู้ว่ามติชนมาป่าว…อืม…น่าจะมานะ….ปีที่แล้วก้มานิ)  เรามักจะสามารถพยากรณ์ได้อย่างแม่นยำ  แต่การคาดการณ์เหล่านี้ไม่ได้ถูกต้องเสมอไปแล้วในปัจจุบันนี้

ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับพฤติกรรมบนพื้นฐานของเวลาก่อนหน้า  เพื่อที่จะได้อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลง  สาเหตุ  และความต่อเนื่องต่อไป

พฤติกรรมบนพื้นฐานของเวลาก่อนหน้า  คือ  รูปแบบการแสดงออกทางพฤติกรรม  มาจากการคาดการณ์  คาดหวัง  พยากรณ์บนพื้นฐานของข้อมูลในช่วงเวลาก่อนหน้า  เพื่อให้เข้าใจมากขึ้นขอยกตัวอย่างดังนี้

วัน  เวลา  สถานที่จัดงานสัปดาห์หนังสือ  คนส่วนใหญาคาดการณ์บนข้อมูล  ประสบการณ์จากปีที่แล้ว  (การจัดงานครั้งที่แล้ว  บางคนไม่ได้ไปทุกปี)

เงินเฟ้อ  คนส่วนใหญ่คาดการณ์บนตัวเลขเงินเฟ้อของเวลาก่อนหน้าที่รับรู้ (เดือนที่แล้ว  ไตรมาสที่แล้ว  ปีที่แล้ว)

ฤดูฝน  คนส่วนใหญ่คาดการณ์จากประสบการณ์ของตัวเองที่ได้รับรู้ (บางคนบอกว่าปีที่แล้วเดือนมิถุนายน  บางคนบอกว่ากรกฎาคม)

การสอบผ่านของเพื่อน  คนส่วนใหญ่คาดการณ์จากการได้สัมผัสเพื่อนคนนั้นในเวลาก่อนหน้า

จากที่กล่าวมาข้างต้นสามารถสร้างแบบจำลองทั่วไปของการคาดการณ์ได้ดังนี้

การคาดการณ์  =  ค่าคงที่ + สัมประสิทธิ์ของข้อมูลเวลาก่อนหน้า(ข้อมูลเวลาก่อนหน้า) + ค่าความคลาดเคลื่อน

(expectation = c + b(data(t-n)) + e) , n = 1, 2, 3, …

แต่เหตุการณ์จำนวนมากไม่ได้เป็นเช่นนี้อีกต่อไป  และมีแนวโน้มลดลง  

โดยพบว่าการคาดการณ์ของคนส่วนใหญ่มีความความสัมพันธ์กับข้อมูล  ประสบการณ์ในอดีตน้อยลง  และเพิ่มความสำคัญของข้อมูล  และประสบการณ์  ณ  ปัจจุบันมากขึ้น  และมีแนวโน้มมากขึ้น  (สัมประสิทธิ์ของข้อมูลปัจจุบันมากขึ้น-b2)  จากที่เมื่อก่อนไม่มีการนำข้อมูลปัจจุบันเป็นปัจจัยในการตัดสินใจ  รวมถึงลืม  ไม่คำนึงอดีต  ประสบการณ์มากขึ้น  (คนเดี๋ยวนี้ลืมง่าย)  ทำให้การแสดงออกของพฤติกรรมของมนุษย์มีแนวโน้มที่เป็นพฤติกรรมครั้งเดียวจบมากขึ้น  และมีความสัมพันธ์น้อยลงกับพฤติกรรมก่อนหน้า  ไม่มีรูปแบบปฏิบัติ  หรือแนวโน้ม  มีลักษณะสุ่มมากขึ้น  โดยสามารถสร้างแบบจำลองทั่วไปของการคาดการณ์ได้ดังนี้  

 

การคาดการณ์  =  ค่าคงที่ + สัมประสิทธิ์ของข้อมูลเวลาก่อนหน้า(ข้อมูลเวลาก่อนหน้า) + สัมประสิทธิ์ของข้อมูลเวลาปัจจุบัน(ข้อมูลเวลาปัจจุบัน) + ค่าความคลาดเคลื่อน

(expectation = c + b1(data(t-n)) + b2(data(t)) + e)  , n = 1, 2, 3, …

 

จากตัวอย่างก่อนหน้า  เปลี่ยนเป็นดังนี้

วัน  เวลา  สถานที่จัดงานสัปดาห์หนังสือ คนส่วนใหญ่คาดการณ์จากข้อมูลอดีตน้อยลง  และเลือกที่จะค้าหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต  สื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ มากขึ้นของการจัดงานปีน้ี

เงินเฟ้อ  คนส่วนใหญ่คาดการณ์บนตัวเลขเงินเฟ้อของเวลาก่อนหน้าน้อยลงมาก  และเลือกที่จะรับรู้จากตัวเลขของหน่วนงานที่เกี่ยวข้องที่เดียว  เช่น  คนที่เรียนมาในขอบเขตของเศรษฐศาสตร์รู้ว่าต้องดูตัวเลขจากแบงค์ชาติ  ชาวบ้านดูจากหนังสือพิมพ์  สหกรณ์อาชีพต่างๆ  ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์  คนชั้นกลางดูจากธนาคารพาณิยช์  บริษัทหลักทรัพย์  เป็นต้น

ฤดูฝน  คนส่วนใหญ่คาดการณ์จากประสบการณ์ของตัวเองที่ได้รับรู้น้อยลงมาก  และหันมารับทราบข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากขึ้น  เช่น  กรมอุตุนิยมวิทยา  หรือการพยากรณ์จากสื่อต่างๆ  คนที่เล่นอินเตอร์เน็ตสามารถดูพยากรณ์อากาศจากอินเตอร์เน็ต  ชาวบ้านในหมู่บ้านรับฟังเสียงตามสายจากผู้ใหญ่บ้าน  จากคำบอกเล่าปากต่อปาก  เป็นต้น

การสอบผ่านของเพื่อน  คนส่วนใหญ่คาดการณ์จากการสอบของเพื่อนคนนั้นในเวลาก่อนหน้าน้อยลง  แต่ดูจากกระทำก่อนการสอบมากขึ้น  ดูว่าขยัน  ตั้งใจมากขึ้นเพียงใด

แล้วอะไรเป็นสาเหตุของพฤติกรรมมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงไป  หลายๆ คนคงบอกว่าเพราะ  การสื่อสาร   เทคโนโลยี  วิทยาศาสตร์  การค้นคว้า  เป็นต้น  ทุกคำตอบที่บอกมาถูกทั้งหมด  เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้ต้นทุนการเข้าถึง  (Access  Cost)  ลดลง

ต้นทุนการเข้าถึงลดลง  เนื่องมาจากสาเหตุหลักดังนี้

1.  การเคลื่อนย้ายทุน (เงินตรา  ตราสารทุน  ตราสารหนี้  มนุษย์  เครื่องจักร)  อย่างมีประสิทธิภาพ  (เสรี-อุปสรรคต่างๆน้อยที่สุด,  รวดเร็วที่สุด,  ต้นทุนต่ำที่สุด,  ให้ลูกค้าพีงพอใจที่สุด)  มีการเคลื่อนย้ายปัจจัยทุนระหว่างประเทศมากขึ้นหลังจากที่เงินตรา  ตราสารต่างๆ  เครื่องจักรมีการเคลื่อนย้ายค่อนข้างมีประสิทธิภาพ  แต่หลังจากนี้ไปจะเป็นยุคของการเคลื่อนย้ายมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อทดแทนมนุษย์ที่มีผลิตภาพต่ำ  ต้นทุนสูง  อย่างเช่น  การเคลื่อนย้ายแรงงานในสหภาพยุโรป  (การอพยพแรงงาน  ในปี  ..  ๑๙๙๗  สองในสามของแรงงานที่เพิ่มขึ้นมาจากการอพยพ  ขนาดของการอพยพจะสะท้อนส่วนต่างของค่าจ้างระหว่างประเทศ  ในปัจจุบันธุรกิจมีแนวโน้มที่สูงขึ้นในการใช้แรงงานจากต่างประเทศ  โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความชำนาญเฉพาะทาง  ดังนั้นถ้าผู้ประกอบการพบว่า  มันเป็นการยากในการหาแรงงานเพิ่ม  แทนที่จะเพิ่มค่าจ้างเพื่อจ้างแรงงานนั้นจากบริษัทอื่น  เราสามารถนำแรงงานจากต่างประเทศมาใช้แทน  ข้อสังเกต  การเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผลผลิต  และต้นทุนแรงงานลดลง-จากบทความเรื่องโลกาภิวัฒน์  และแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินอนาคต  ของ triamboy)

2.  การเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการอย่างมีประสิทธิภาพ  สำหรับสาเหตุนี้เห็นชัดเจนจากชีวิตประจำวันของเราที่หลายประเทศพยายามผลักดันการสร้างเขตการค้าเสรีให้เกิดขึ้น รวมถึงไทยเองที่เป็นประเทศที่มีการเติบโตโดยการส่งออกเป็นหลัก (Export-lead-growth country)  รวมถึงการปรับโครงสร้างเพื่อให้สอดคล้องกับการเคลื่อนย้ายสินค้า  และบริการ  เช่น  ทูตการค้า  กรมส่งเสริมการส่งออก  เป็นต้น

3.  การเคลื่อนย้ายข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ  จริงอยู่ที่ข้อมูลเป็นทุนอย่างหนึ่งของปัจจัยการผลิต  แต่ขอแยกออกมา  เนื่องจากว่าความสำคัญของข้อมูลที่มีบทบาทมากขึ้นทุกวันนี้  การพัฒนาช่องทางการเคลื่อนย้ายข้อมูลในปัจจุบันนี้ก้าวหน้าไปมากกว่าเมื่อประมาณ 25  ปีก่อนที่ยังไม่มีอินเตอร์เน็ต   ที่เปลี่ยนให้การเข้าถึงข้อมูลจากเมื่อก่อนเป็นรูปแบบ  หนึ่งคนไปยังหลายคนผ่านสื่อพื้นฐาน  อย่าง  หนังสือพิมพ์  วิทยุ  โทรทัศน์  แต่ปัจจุบันนี้รูปแบบการติดต่อเป็นแบบหลายผู้ใช้ไปยังหนึ่งผู้ใช้  และเป็นความสัมพันธ์กลับไปกลับมาได้  คือ  หนึ่งผู้ใช้ไปยังหลายผู้ใช้  (หนึ่งคนอาจมีหลายชื่อผู้ใช้งาน  ซึ่งทำหน้าที่เสมือนบุคคล)  ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูล  และส่งออกข้อมูลอย่างง่าย  สะดวกมากขึ้น  (ต้นทุนน้อยมาก)

4.  การให้สิทธิ์มนุษย์เหนือสิทธิ์ของเชื้อชาติ  ศาสนา  ประเทศ  และกำแพงต่างๆ  (ขยายพื้นที่) เช่น การปรังปรุงกฎหมายเพื่อให้ชาวต่างชาติสามารถมีสิทธิ์เป็นเจ้าของทรัพย์สินต่างๆ  มากขึ้น  หรือกระทำกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น  เช่น  การประกอบกิจการทางการเงิน  สถาบันทางการเงิน  ธนาคารพาณิยช์  ประกัน(ภัย  ชีวิต  สุขภาพ  การเงิน  รถ  ค้าขายหลักทรัพย์  ตราสาร  ที่เดียวครบวงจร)  เป็นต้น  ต่อไปอาจสามารถมีส่วนร่วมทางการเมือง  เศรษฐกิจ  สังคมก็เป็นได้  โดยผ่านรูปแบบการรวมกลุ่มต่างๆ ก่อนในเบื้องต้น  ตัวอย่างเช่น  สหภาพยุโรปที่ทุกประเทศต้องดำเนินนโยบายทางการคลัง  และการเงินตามมติคณะรัฐมนตรีสหภาพยุโรป  เป็นต้น

5.  การค้นพบ  ปรับปรุง  พัฒนาทางวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี  นวัตกรรม  ทรัพยากรมนุษย์  เช่น  การสร้างนวัตกรรมต่างๆ  เช่น  การสร้างโปรแกรมที่เปิดให้ผู้ใช้ทั่วโลกมีส่วนร่วมในการพัฒนา  ปรับปรุง  หรือที่เราเรียกกันว่า  Opensource  เป็นต้น  การพัฒนาศาสตร์การบริหารจัดการต่างๆ  เช่น  การบริหาร  การตลาด  โลจิสติกส์  ห่วงโซ่อุปทาน  เศรษฐศาสตร์ประสาท  เป็นต้น

หากเราลองเปรียบเทียบเหตุการณ์ง่ายๆ  สักหนึ่งเหตุการณ์ในบริบทที่ต่างกันสองช่วงเวลา เช่น  ตารางเวลาของสิ่งต่างๆ  เช่น  เครื่องบิน  ภาพยนตร์  รถประจำทาง  ละคร  ข่าวภาสคค่ำ  เป็นต้น

ช่วงเวลาต้นทุนการเข้าถึงสูง  (ก่อนที่มีการปฏิวัติทางเทคโนโลยี)  พบว่า  การไปดูหนัง  เดินทางโดยเครื่องบิน  ขึ้นรถโดยสาร  ดูละคร  ข่าวภาคค่ำนั้นจะมีเวลาที่แน่นอน  ไม่เปลี่ยนแปลงภายในระยะยาว  หรือไม่เคยเปลี่ยนแปลง  ทุกคนในพื้นที่ที่บริโภคจะทราบ  และจดจำได้  ทำให้การคาดการณ์อยู่บนพื้นฐานของเวลาก่อนหน้าอย่างแนบแน่น  พฤติกรรมต่างๆ  จึงเป็นรูปแบบ  แผนปฏิบัติอย่างแนบแน่นเช่นกัน จากตัวอย่างคือ  ทราบเวลาที่ต้องแสดงพฤติกรรมต่างๆ  (ถ้าต้องการกระทำ) คือ  ไปดูหนัง  ขึ้นเครื่อง  ชมข่าวภาคค่ำ  ดูละคร

ช่วงเวลาต้นทุนการเข้าถึงต่ำ  (ปฏิวัติทางเทคโนโลยี)  พบว่า  ตารางเวลาของสิ่งต่างๆ  มีการเปลี่ยนแปลงในระยะเวลาสั้นๆมาก  ขนาดเป็นชั่วโมง  นาทีก็มี  ทำให้การคาดการณ์อยู่บนพื้นฐานของเวลาปัจจุบันอย่างแนบแน่น  และก่อนหน้าไม่ค่อยมีนัยสำคัญ  พฤติกรรมต่างๆ  จึงไม่มีรูปแบบ  แผนปฏิบัติอย่างแนบแน่นเช่นเดิม  มีลักษะสุ่มมากขึ้น  ทำครั้งเดียวจบ  จากตัวอย่าง  คือ  เช็คเวลาก่อนที่จะแสดงพฤติกรรมต่างๆ  (ถ้าต้องการกระทำ)  ครั้งหน้าก็เช็คเวลาก่อนกระทำไม่สนว่าครั้งที่แล้วจะไปดูหนังตอนกี่โมง  ขึ้นเครื่องตอนกี่โมง  ข่าวภาคค่ำกี่โมง(อาจมีรายการต่างๆ แทรกได้)  เป็นต้น  (จากการทำแบบสอบถามโดยหน่วยงานของสหภาพยุโรปไปยังบริษัทต่างๆ  เพื่อดูรูปแบบการ เปลี่ยนแปลงราคาสินค้าโดยแยกเป็นหมวดต่างๆ  พบว่า  มีแนวโน้มในการเพิ่มขึ้นของความถี่ในการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าในทุกหมวด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมวดที่ได้รับผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์มากที่สุด  การเพิ่มขึ้นของความถี่ในการเปลี่ยนแปลงของราคาในธุรกิจค้าปลีกเป็นตัวอย่างที่สะท้อนถึงภาวะการแข่งขันที่สูงมาก  จนเรียกว่า “Tesco Effect”  เป็นผลมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีจนสามารถตั้งราคาที่ได้เปรียบในการแข่งขันโดยง่ายมาก  – จาก  โลกาภิวัฒน์ กับ แนวทางการดำเนินนโบายการเงินอนาคต  ของ  triamboy)  พบว่าในสถาณการณ์นี้คือ  การเปลี่ยนแปลง  “เวลา”  เพื่อให้ได้เปรียบในการแข่งขัน  เป็นต้น

ด้วยสาเหตุหลักที่กล่าวมาข้างต้นทั้งสี่ประการล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดต้นทุนการเข้าถึงเปลี่ยนแปลงลดลง  อาทิ  ราคาท่ีลดลง  กฎระเบียบที่ผ่อนคลายความเคร่งครัด รวมถึงการยกเลิกกฎระเบียบ  ข้อมูลที่มากขึ้นและชัดเจน  เป็นต้น  โดยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกวันของทุกปัจจัย  ทำให้ต้นการเข้าถึงมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องต่อไปในอนาคต  ทำให้การคาดการณ์ของมนุษย์มีแนวโน้มที่เป็นพฤติกรรมครั้งเดียวจบมากขึ้น  และมีความสัมพันธ์น้อยลงกับพฤติกรรมก่อนหน้า  ไม่มีรูปแบบปฏิบัติ  หรือแนวโน้มชัดเจน  มีลักษณะสุ่มมากขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น  พบว่าในอนาคตมีความเป็นไปได้สูงมากที่ปัจจัยทั้งสี่มีการเปลี่ยนแปลงในอัตราเร็วที่เพิ่มขึ้น  (ไม่จำเป็นต้องทิศทางเดียวกัน)  หรือมีอัตราเร่งเกิดขึ้น  ย่อมส่งผลให้การแสดงออกของพฤติกรรมของมนุษย์มีแนวโน้มที่เป็นพฤติกรรมครั้งเดียวจบ  และไม่มีความสัมพันธ์น้อยลงกับพฤติกรรมก่อนหน้า  ไม่มีรูปแบบปฏิบัติ  หรือแนวโน้ม  มีลักษณะสุ่มอย่างชัดเจน  ยกตัวอย่างเช่น  การไปชมภาพยนตร์ในปัจจุบันนี้  คือเดินไปที่หน้าโรงภาพยนตร์เลยแล้วเลือกเวลาที่ใกล้เคียงสุด  ไม่มีการเช็คเวลา  และไม่สนใจว่าครั้งที่แล้วดูตอนกี่โมง  เพียงแต่่ว่าถ้าไปที่นี้มีเวลาให้เลือกเยอะพอ   หรือยกตัวอย่างอีกกรณี  คือกรณี  ร้านขายปลีกขนาดใหญ่อย่าง  TESCO LOTUS  ซึ่งราคามีการเปลี่ยนแปลงทุกชั่วโมง  ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้คาดหวังว่าราคาสินค้าที่ซื้อจะมีราคาเท่าไหร่  ไม่ต้องเช็คผ่านแคตตาล็อก  เพียงแต่รู้ว่าถ้าไปที่นี้ก็มีของถูก  ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นพฤติกรรมแบบสุ่มนั่นเอง

และสามารถเขียนเป็นแบบจำลองสมการทั่วไปได้ดังนี้

การคาดการณ์  =  ค่าคงที่ + ค่าความคลาดเคลื่อน

(expectation = c + e)  

โดยค่าคงที่นั้นหมายถึง   การคาดการณ์ในระดับพอเพียง   เช่น  คาดว่า  TESCO LOTUS  มีของถูก  คาดว่า  PARAGON CINEPLEX  มีรอบหนังเยอะ  คาดว่าปั๊มมีน้ำมันขาย

ยังงัยแล้วลองพิจารณาเล่นๆ  กับการเปลี่ยนแปลราคาน้ำมันที่ถี่ขึ้นในทุกวันนี้

 

สุดท้ายแล้วเรากำลังสูญเสีย จิตวิญญาณความเป็นมนุษย์” 

หรือเรากำลังเรียนรู้และสร้างจิตวิญญาณมนุษย์พันธ์ุใหม่

Read Full Post »

หลายต่อหลายคนที่ได้ลงทุนเสี่ยงโชค เดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อมาหางานทำ มาขายแรงงาน ไม่ว่าจะแรงงานที่ถูกศีลธรรม หรือผิดศีลธรรม ก็ตาม มีทั้งทำโรงงาน ขายตัว เป็นคนใช้ ขายก๋วยเตี๋ยว พนักงานเสิร์ฟ ฯลฯ

คนเหล่านี้ได้เงินน้อยมากเมื่อเทียบกับค่าแรงที่เค้าเหล่านั้นได้เพียรพยายามทำในแต่ละวัน แต่กลับมีจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ ยากจะหาคนกรุงเทียบได้ แต่เรามาพูดถึงเรื่องเงินกันก่อนดีกว่า อย่างพ่อแม่ของหลายๆคน จ้างพี่เลี้ยงไว้ในบ้านแล้วกดเงินเดือนให้ต่ำสุดๆ อย่างเช่นบ้านผม ต่ำสุดในประวัติการณ์คือ 900 บาทค่อเดือน (ลาออกไปแล้ว) คนปัจจุบันได้ประมาณ 1500 บาทต่อเดือน แต่ทำงานวันเว้นวัน แล้วงานก็เท่ากับทำทั้งเดือนอยู่ดี เพราะถ้าอยู่ทั้งเดือนตอนกลางวันก็ดูทีวีไม่ได้ทำงานไร แต่นี่มาเฉพาะตอนเย็น แล้วมีอีกคนหนึ่งทีเด็ด มาทำงานที่บ้าน ไม่มีที่นอน แล้วแม่ให้ไปนอนในห้องเก็บของ ที่นอนแคบมาก นอนได้ประมาณคนเดียว มีแต่ตู้เสื้อผ้า และกองหนังสือ หน้าต่างก็พัง น้ำสาดเข้ามา ไม่มีให้แม้แต่พัดลม อายุเค้าก็เยอะมากแล้ว ประมาณ 40-50 มีอีกคนมาทำงานแล้วอยู่ดีๆ มีผู้ชายมาคุยแล้วบอกว่าเค้าสวยมาก จะพาไปประกวดนางงาม บลาๆๆ แล้วเค้าบอกว่าเราหลอกเค้าทำงานงานดักดาน แล้วในที่สุด พี่เค้าก็ไปกับคนนั้น กลับมามีลูกแล้วพิการ มาของเงินแม่ แล้วเล่าว่าเค้าพาไปขายตัว……

ถามว่ากดเงินแล้วเอาเงินไปทำไร ตอบได้เรย จากพฤติกรรมของบ้านผมนั้น เอาเงินไปทำบุญ ซื้อหวย ฯลฯ ทำบุญทีเป็นพัน ซื้อหวยก็หลายใบมาก ส่วนพี่พี่เลี้่ยงนั้น ผมได้ถามว่าทำไมทำงานเยอะจัง เอาเงินไปทำไร เค้าบอกว่าส่งกลับครอบครัวหมดเลย เหลือเก็บน้อยมาก ข้าวเย็นก็มากินบ้านผม ไม่ได้กินที่โรงงาน เพราะเค้าไม่เลี้ยง ฯลฯ ซึ่งคุณค่าของเงินที่เค้าได้รับ กับเงินที่แม่ผมไปทำบุญ (ให้พระ หรือป่อเต็กตึ๊ง) ช่างต่างกันลิบลับ คนหนึ่งนำไปประทังชีวิตของคนทั้งครอบครัว อีกคนนำไปเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ….

ก็คงมีหลายคนที่เป็นแบบนี้ แต่ถ้าจะบอกว่า ก็เงินเค้าหาได้ จะทำไรก็เรื่องของเค้า มันก็ไม่ผิดที่จะตอบแบบแถๆไปอย่างงั้นเหมือนกัน แต่ถ้าอีกฝ่ายเค้านำเงินไปใช้ประโยชน์จริง มันจะไม่ได้บุญไปกว่าการนำไปทำบุญตามวัดหรือ….

ถามว่าทำบุญแล้วไปไหน ถ้าดูจากภายนอกแล้วนั้น ทำบุญแล้ว พระก็นำไปสร้างวัดเสริมอัตตาให้แก่ธรรมสถานแห่งนั้น ให้ดูยิ่งใหญ่เกรียงไกรน่าเคารพ เพื่อให้คนมาทำบุญเพิ่ม หรือนำไปจ่ายค่าไฟ ค่าน้ำ ค่า maintainance พระพุทธรูป ค่าเนต ค่าคอม ฯลฯ ส่วนค่าอาหารนั้น ก็มีคนมาประเคนให้ทุกเช้าอยู่แล้ว ไม่ต้องจ่าย

แล้ววันๆพระทำประโยชน์ไรบ้าง ?

จากมุมมองภายนอกที่ไม่ได้เห็นเชิงลึกข้างใน ก็มีสร้างพระรูปเล็กๆเรี่ยไรเงินเข้าวัด เทศนาส่งสอนให้คนเป็นคนดี จัดงานบวช จัดงานศพ ส่งวิญญาณ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และบางวัดที่สามารถเรี่ยไรเงินได้มักจะมีพระพุทธรูปใหญ่ๆ ศักดิ์สิทธิ์ๆ มีธูปเยอะๆ กระถางฑูปใหญ่ๆ ฯลฯ มักจะเรี่ยไรเงินได้มากจากคนที่เดินธรรมดาๆ

ศาสนาพุทธถือว่าเป็นศาสนาที่หยั่งรากลึกเข้าสู่สังคมไทยได้อย่างฝังแน่นมากๆดูได้จาก

วันใดมีใช่วันสำคัญทางศาสนา
1) ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3
2) ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6
3) ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8
4) ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10

คุ้นหรือเปล่า ข้อสอบตอนศึกษาอยู่ประถม ถามว่ารู้วันเหล่านี้แล้ว จะเรียนเก่งขึ้น หรือเป็นคนดีขึ้น หรือรวยขึ้นหรือไม่อย่างไร….

อันนี้ก็คงต้องไปคิดต่อกันเอาเอง

มาดูเรื่อง Exploitation กันต่อ

จากการศึกษาที่ธรรมศาสตร์ของผม มีอยู่วิขาหนึ่ง EC 452 ว่าด้วยเศรซฐศาสตร์มหภาคระหว่างประเทศ (มั้ง) ซึ่งในวิชานี้เป็นจุดเปลี่ยนให้มาเหลียวมองคุณค่าของคนมากขึ้นมากกว่าเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่มองคนเป็นเพียงหน่วยเศรษฐกิจเท่านั้น

มีหลายบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ ที่เจ้าของโรงงาน sweatshop ซึ่งไม่รู้แปลเป็นไทยว่าไรนอกจากคำว่าโรงงานนรก คือ โรงงานที่ขาดสิ่งที่เป็นสวัสดิการอันพึงได้รับของมนุษย์ทั้งหลายแหล่จากหลักการ minimize cost ของเจ้าของโรงงานทำให้อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆขาดที่ป้องกัน ที่อาจได้รับความปลอดภัยตามมาตรฐาน แต่ก็ยังต่ำกว่าที่มนุษย์พึงมีเช่นกัน ยกตัวอย่างที่บังกลาเทศ มีโรงงานๆ หนึ่งให้บังคับให้คนทำงานห้ามพัก แล้วล็อคประตูไว้ แล้วเกิดไฟไหม้ มาเปิดไม่ทัน ตายห่าทั้งโรงงาน ส่วนเจ้าของโรงงาน ก็คงไม่ต้องเดา เอารายได้ไปมั่วกามบำเรอเซ็กส์ เพื่อคลายความเครียดจากการกดขี่สั่งงานลูกน้อง หรือบางที่ก็ให้เด็กอายุต่ำกว่าเกณฑ์มาทำงาน เพราะรองเท้าเด็กๆ มือใหญ่ๆสอดเข้าไปไม่ได้ ค่าแรงคนเหล่านี้ ชั่วโมงละ 2-3 บาทก็มี บ้างก็ 25-75 สตางค์ก็มี

แล้วทำไมเค้ายังเลือกไปทำงานในโรงงานเหล่านั้นอยู่อีก หรือทำไมยังมาทำอาชีพอื่นๆ ที่เราเห็นว่าค่าแรงมันต่ำมากอยู่อีก

ตอบคือ เพราะเค้าไม่มีทางเลือก ไม่ว่าจะไปทางไหนก็ไม่มีทางที่ดี และได้เงินมากกว่านี้แล้ว เค้ามาทำเพราะเป็นความหวังเดียวของครอบครัว และเป็นงานเดียวที่หาได้ภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่เท่านั้น เพราะทางโรงงานยื่นข้อเสนอให้ คือเงินค่าจ้าง แต่คนงานก็ยื่นแรงงานเป็นการตอบแทนแก่โรงงาน โดยเฉพาะแรงงานไร้ฝีมือ ที่ใครๆก็ทำได้ ต้องการขึ้นเงินเดือน ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะแรงงานสามารถหาใหม่ได้มากมายในสภาพแวดล้อมนั้นๆ สรุปคือ ไม่ทำคืออดตาย ทำก็ยังพอประทังชีวิตไปวันๆได้

สื่งที่เราพอช่วยได้ เช่น การไปประท้วงปิดโรงงานเหล่านั้น เพราะมาตรฐานในสถานที่ทำงานต่ำเกิน ก็จะให้คนงานเหล่านั้นไม่มีงานทำ ยิ่งลำบากเข้าไปใหญ่ ทางเลือกที่ดีกว่านั้น คือ ให้นายจ้างเพิ่มมาตรฐานโรงงาน หรือไรก็ตามแต่ หรือแม้แต่ให้การศึกษาเพิ่ม เพื่อให้หลุดออกจากความยากจนดักดานของการใช้แรงงานแบบไร้ฝึมือประเภทนี้

Read Full Post »