Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Archive for สิงหาคม, 2008

triamboy

 

THE MOST IMPORTANCE THING IN COMMUNICATION IS TO HERE WHAT ISN’T BEING SAID.

Peter Drucker.

 

หลายวันมานี้ข้าพเจ้าเชื่อว่าคงไม่มีใครที่ไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  และรัฐบาลผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง  และหลายคนใจจดจ่อต่อการรับรู้ข่าวสารเรื่องนี้ตลอดเวลาด้วยสาเหตุอย่างหนึ่ง  การสื่อสารในปัจจุบันนี้มีวิวัฒนาการจากเดิมมาก  ทำให้ผู้บริโภคข่าวสารได้รับข่าวสารต่างๆมากมายจากอุปกรณ์ต่างๆรอบตัวอย่างไม่มีโอกาสปฏิเสท  อาทิ  ข่าวด่วนผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่  โทรทัศน์  หนังสือพิมพ์   หนังสือพิมพ์ออนไลน์  เป็นต้น  หลายครั้งหลายคราพบว่าทำให้ผู้บริโภคข้อมูลข่าวสารคาดการณ์เหตุการณ์ต่างๆเกินกว่าความเป็นจริง  ส่งผลต่อทัศนคติ  ความคิด  ความเชื่อของแต่ละบุคคล  อย่างไรก็ตามแล้วไม่ว่าการนำเสนอ  หรือได้รับข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทาง  หรือเครื่องมือไหนมีจุดร่วมที่เหมือนกัน คือ  เป็นข้อมูลที่ถูกเลือกมาจากส่วนหนึ่งของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากเหตุการณ์นั้น  โดยไม่คำนึงว่าการนำเสนอมีความพอเพียง  (เท่าเทียม  และทั่วถึง)  ในการนำเสนอข้อเท็จจริง  ความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย  ได้แต่นำเสนอบางส่วนจากบุคคลที่เรียกร้อง  พูดโฉ่งฉ่าง  โวยวาย  เป็นต้น  (เพื่อความน่าสนใจของข่าวสาร  ทำให้คนจำนวนมากสนใจ  นำมาซึ่งผลประโยชน์ของผู้นำเสนอ)  ด้วยสาเหตุนี้ทำให้พฤติกรรมของคนในสังคมทุกวันยิ่งบิดเบือนไปในทางที่ไม่พึงประสงค์

 

ในเหตุการณ์หนึ่ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับคนจำนวนมาก  เหตุการณ์ของสังคม  นั้นมีสมาชิกที่มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก  ซึ่งหมายความว่าทางออกของปัญหา  หรือทางเลือกในการสร้างสรรค์  ดำเนินกิจกรรมมีความหลากหลาย  โดยไม่จำเป็นต้องมี  2  ทางเลือกเพื่อเปรียบเทียบ  หรือให้เลือกข้าง  เพื่อแสดงออกซึ่งพฤติกรรมของบุคคล  อันเนื่องมาจากระดับต้นทุนการบริโภคสะสมที่แตกต่างกัน  อาทิ  การศึกษา  ประสบการณ์  วัฒนธรรม  ความรู้  ข้อเท็จจริง  เป็นต้น  เป็นสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนสามารถปฏิบัติได้  ภายใต้ขอบเขต  กฎระเบียบของสังคม  เพื่อความชัดเจนขอยกตัวอย่างต่อเนื่องจากข้างต้น  คือ

 

การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกจากหน้าที่  โดยการเข้ายึดธรรมเนียบรัฐบาล  และสถานที่ราชการต่างๆ  จากกรณีนี้เห็นได้ชัดว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้มีผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียไม่เพียงแต่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  และรัฐบาล  โดยมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียดังนี้

 

1.  พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

2.  รัฐบาล  และเจ้าหน้าที่  บุคคลากรของรัฐ

3.  ประชาชนทั่วไป

 

เห็นได้ว่าเหตุการณ์นี้ประกอบไปด้วยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  3  ส่วนหลัก  โดยมีปัจจัยกำหนด  หรือสาเหตุ  คือ  ทางเลือกในการแก้ไขสถานการณ์  โดยสองส่วนแรกนั้นพบว่ามีความชัดเจนในทางเลือกที่มีทิศทางในตรงกันข้าม  คือ  

 

1.  พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  เลือกที่จะดำเนินกิจกรรมเพื่อให้รัฐบาลลาออก  โดยอารยะขัดขืน  

2.  รัฐบาลเลือกที่จะอยู่ต่อ  และอดทน  ดำเนินการตอบโต้ภายใต้กระบวนการยุติธรรมต่อการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  

3.  ประชาชนทั่วไปมีทางเลือกที่ชัดเจนอาจอยู่ระหว่างสองข้างเลือกข้างต้นหรือไม่ก็ได้  มีความหลากหลายในรายละเอียดรูปแบบปฏิบัติขึ้นกับแต่ละปัจเจกชน อาจมีจุดร่วมในภาพรวม อาทิ  ประชาชนบางส่วนเลือกที่จะให้มีการประนีประนอม  มีการถอยกันคนละก้าว  และดำเนินกิจกรรมภายใต้กฎกติกาของประเทศเพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียต่อบ้านเมือง  และประชาชนทั่วไปมากไปกว่านี้  บางส่วนเลือกไม่เห็นด้วยกับทั้งสองทางเลือก  บางส่วนเลือกที่จะนิ่งเฉย  บางส่วนเลือกที่จะให้เกิดการปะทะ  ใช้ความรุนแรง  เพื่อเหลือเพียงข้างใดข้างหนึ่ง  เป็นต้น

 

หากพิจารณาถึงสัดส่วนของแต่ละองค์ประกอบของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  พบว่า  ส่วนที่  3  ประชาชนทั่วไปที่มีทางเลือกโดยไม่ได้เรียกร้อง  หรือถูกนำเสนอมีสัดส่วนมากที่สุด  เมื่อเปรียบเทียบกับอีกสองส่วนที่เหลือ  แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่า  สองส่วนที่เหลือดูเหมือนจะมีบทบาท  ความสำคัญมากกว่าส่วนของประชาชนทั่วไป  โดยสาเหตุหลักของพฤติกรรมที่บิดเบือนนี้มาจาก  สื่อมวลชน  ทำหน้าที่รายงานข้อเท็จจริง  แต่เป็นข้อเท็จจริงเพียงบางส่วน  เป็นของสองส่วนนี้เป็นส่วนใหญ่  ไม่ว่าจะเปรียบเทียบกับเวลาที่นำเสนอ  ระดับความสำคัญเนื้อหาของข้อเท็จจริง  เป็นต้น  ทำให้เกิดสภาพแวดล้อม  บริบทของความไม่สมมาตรของข้อมูล  หรือกล่าวได้ว่าต้นทุนในการเข้าถึงอยู่ในระดับสูง  ดังนี้

 

1.  การนำเสนอข้อมูลเพียงบางส่วนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  ของสื่อมวลชน  เป็นอุปสรรคต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียส่วนอื่นที่ไม่ได้รับการนำเสนอ  เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดความคิด  ความคาดหวััง  และการกระทำไปยังผู้รับสาร  ทำให้เกิด

2.  ความไม่สมมาตรของข้อมูล  ข้อมูลเพียงส่วนหนึ่งของทั้งหมด  ในบริบทของสังคมใดสังคมหนึ่ง

 

จากปัจจัยทั้งสองที่กำหนดให้ต้นทุนในการเข้าถึงอยู่ในระดับสูง  ทำให้พฤติกรรมของผู้รับสาร  หรือประชาชนทั่วไปมีความบิดเบือน  คือ  ประชาชนทั่วไปที่มีทางเลือกของแต่ละบุคคล  บนความรู้  เหตุผลของตน  เมื่อได้รับการนำเสนอข้อมูลอีกด้าน  มีแรงจูงใจต่อข้อมูล  มีการนำข้อมูลมาวิเคราะห์  สังเคราะห์  ทำให้ได้รับการแทรกแซงต่อการตัดสินใจเพื่อแสดงพฤติกรรมจากข้อมูลที่ได้รับ  เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากสถานะเดิม  โดยเลือกที่จะเอนเอียงไปทางใดทางหนึ่งมากขึ้น  หลังจากนั้นเมื่อมีการสะสมการบริโภคข้อมูล  หรือสิ่งอื่นที่เกี่ยวข้องมากขึ้น  เมื่อต้นทุนการบริโภคสะสมในระดับสูงสุดท้ายทำให้แสดงพฤติกรรมออกมาชัดเจนโดยเลือกทางเลือกที่ถูกกำหนดมาไม่ว่าทางใดทางหนึ่งอย่างชัดเจน   หรือสามารถกล่าวอย่างง่ายได้ว่า  การนำเสนอของสื่อมวลชนด้วยข้อมูลด้านหนึ่ง  เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่  จูงใจให้ผู้รับสารเลือกทางเลือกที่กำหนดมาให้  จนท้ายที่สุดแล้วจะมีทางเลือกน้อยเพียงหนึ่ง  หรือสองทางเลือกที่ปรากฎ  เกิดปรากฎการณ์  “ถูกบังคับให้เลือกข้างอย่างชัดเจน”  นั่นหมายรวมถึงข้างเดียวในที่สุด

 

ในทางกลับกันหากสื่อมวลชนมีการนำเสนอข้อมูลครบทุกด้านจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  มีความสมมาตรของข้อมูล  ทำให้ผู้รับสารมีการถูกแทรกแซง  จูงใจต่อการตัดสินใจเพื่อแสดงพฤติกรรมน้อย   ยังคงสถานะการแสดงพฤติกรรมใกล้เคียงเดิม  เนื่องมาการได้รับสารที่มีความหลากหลาย  มีสภาพแวดล้อม  บริทบที่มีความหลากหลาย  มีทางเลือกที่หลากหลาย  และความหลากหลายนี้บางส่วนมีจุดร่วมกัน  ผู้บริโภคจึงมีความมั่นใจมากขึ้นในการแสดงออกพฤติกรรมเดิมของตนเอง  และถ้าหากทางเลือกของตนได้รับการนำเสนอยิ่งมีความเชื่อมั่นมากขึ้นต่อการแสดงพฤติกรรม  ดังนั้น  สื่อมวลชน  ที่ทำหน้าที่เสนอข้อมูล  ข้อเท็จจริงควรที่จะนำเสนอข้อมูลครบทุกด้าน  จากทุกส่วนที่ได้เสีย  อย่างเท่าเทียมกัน  เพื่อที่จะให้ทุกคนสามารถเลือกทางเลือกของตนเองได้  โดยที่ไม่มีการแทรกแซง   บิดเบือนให้กระทำในสิ่งที่ไม่คาดคิด  รู้เท่าไม่ถึงการณ์ในอนาคตก็เป็นได้

 

ฟังสิ่งที่ไม่ได้ยิน  เสียงที่ไม่ได้พูด

ฟังสิ่งที่ได้ยิน  เสียงที่ได้พูด

นั่นคือ  “สังคมอันพึงประสงค์”

Read Full Post »

triamboy

 

จากความพยายามของนายแพทย์มงคล  ณ  สงขลา  กระทรวงสาธารณสุข  และรวมถึงส่วนที่เกี่ยวข้องในการผลักดันการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา  หรือที่รู้จักกันว่าซีแอล  (CL – Compulsary Licensing)  อย่างเป็นรูปธรรมโดยการประกาศใช้ของประเทศไทย  เพื่อใช้ผู้ป่วยสามารถใช้ยาในการรักษาโรคโดยไม่มีอุปสรรคเนื่องมาจากค่าใช้จ่าย  (ความแตกต่างทางรายได้)  หรือราคายาได้อย่างทั่วถึงทุกคน  สิทธิเหนือสิทธิบัตรเป็นเพียงในเครื่องมือของความพยายามในการลดต้นทุนการเข้าถึง  (Access  cost)  ที่สามารถเห็นได้ชัดเจน  ทำให้ทุกคนมีโอกาสอย่างทั่วถึง  และเท่าเทียมมากขึ้นในการได้รับทรัพยากร  โดยได้รับการรับรองอย่างถูกต้องจากองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติซึ่งเป็นผู้ริเริ่มเครื่องมือนี้  รวมถึงข้อตกลงองค์การค้าโลก  และกฎหมายแห่งราชอาณาจักรไทย

มากกว่านั้นองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติยังมีความพยายามในการลดต้นทุนการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ  อันเนื่องมาจากความสำคัญของจริยธรรมสิ่งมีชีวิต  (Bioethics)  โดยผ่านเครื่องมือต่างๆที่สร้างขึ้น ดังนี้

1.  กฎระเบียบรับรองการเข้าถึงสาธารณสุข ​โดยกำหนดไว้  ดังนี้

     ม.14 ข้อ 2 (a) ระบุว่า การเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่จําเป็นและยาที่จําเป็น เป็นเรื่องสําคัญ  

     ม.15 ข้อ 1 ระบุว่า ประโยชนน์ที่ได้จากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์หรือการประยุกต์ใช้ใดๆ ควรแบ่งปันให้แก่สังคมโดยรวม และให้แก่นานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่กําลังพัฒนา

2.  ปฏิณญาว่าด้วยจริยธรรมสิ่งมีชีวิต

     มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์รวมทั้งความเท่าเทียมในการกระจายทรัพยากร  มุ่งที่จะพัฒนาจริยธรรมของนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการกําหนด นโยบายสาธารณสุขทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ 

เบื้องหลังเจตนารมย์ในการสร้างสรรค์เครื่องมือต่างๆ  เพื่อการลดต้นทุนการเข้าถึงสาธารณสุขของประเทศไทย  มีปัจจัยหลักในการกำหนด  หรือสาเหตุหลัก  ที่พอสรุปได้ดังนี้

1.  ราคายา  และเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีราคาสูง

2.  ความสามารถในการจ่ายค่ารักษาพยาบาล  อาทิ  ค่ายา  ค่าบริการแพทย์  และเครื่องมือทางการแพทย์  เป็นต้น  ของคนส่วนใหญ่ในระดับต่ำ  เนื่องมาจากกำลังซื้อที่น้อยกว่ามากโดยเปรียบเทียบราคายา

3.  ภาวะการกระจุกตัวของสถานบริการทางการแพทย์  และสาธารณสุข  รวมถึงบุคคลากรทางการแพทย์ที่มีความพร้อมในพื้นที่เขตเมืองใหญ่  อาทิ  โรงพยาบาลเฉพาะทาง  โรงพยาบาลศูนย์  เป็นต้น

4.  การกระจายสวัสดิการประชาชนอย่างไม่เท่าเทียม  ในแต่ละกลุ่มบุุคคล  อาทิ  ประกันสังคม  หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า  สิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการ  สิทธิรักษาพยาบาลพนักงานรัฐวิสาหกิจ  เป็นต้น

5.  ความสูญเสียของสังคมอันเนื่องมาจากการให้ความสำคัญของภาวะไม่จำเป็น  อาทิ  การจ่ายยาเพื่อรักษาโรค  ที่สามารถทดแทนด้วยวิธีการรักษาการแพทย์ทางเลือกอื่น  อาทิ  การออกกำลังกาย  โภชนาการที่ดี  การให้การรักษาทางจิต  (รวมถึงการให้กำลังใจ) ยกตัวอย่างโรคเช่น  การให้ฮอร์โมนในคนวัยทอง  การกินแคลเซียมของโรคทางกระดููก  การกินวิตามินซีเพื่อป้องกันไข้หวัด  เป็นต้น  รัฐบาลต้องแบกรับภาระค่าใช่จ่ายอันเนื่องมาจากภาวะไม่จำเป็นเป็นจำนวนมากในแต่ละปี  ในขณะที่ผู้ป่วยในภาวะจำเป็นเนื่องมาจากโรคร้ายแรง  ไม่สามารถเข้าถึงยา  และเครื่องมือทางการแพทย์ได้อย่างทั่วถึง

จากสาเหตุที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น  ล้วนแต่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงสาธารณสุขของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไทย  และรวมถึงของโลกด้วย  ไม่ว่าจะคนจน  คนในพื้นที่ชนบท  พื้นที่นอกเมืองหลวง  คนที่ประกอบอาชีพที่ไม่มีสวัสดการ  เป็นต้น  ทำให้เขาบุคคลเหล่านั้นเสียโอกาสในการดำรงอยู่ของชีวิต  เห็นได้จากจำนวนคนตายอันเนื่องมาจากการป่วยด้วยโรคต่างๆ  จำนวนมาก  ในแต่ละปี  อย่างน้อยข้าพเจ้าคิดว่าไม่สาเหตุใดก็สาเหตุหนึ่งข้างต้นเป็นภาวะเสียง  หรือสิ่งแวดล้อมที่มีความเสี่ยง  ที่จะส่งเสริมให้โอกาสในการอยู่รอดลดน้อยลง  โดยที่บุคคลเหล่านี้ได้เข้าใจ  และยอมรับความสามารถ  สภาพต่างๆที่เป็นอยู่ของตนเอง  และสังคมอย่างไม่ขัดขืน

ถึงแม้นการประกาศสิทธิเหนือสิทธิบัตรเป็นเพียงการลดต้นทุนการเข้าถึง  ลดอุปสรรคเพียงอย่างเดียวของประชาชนส่วนใหญ่  นั่นคือ  ราคายา  แต่ก็เป็นอุปสรรคหนึ่งอย่างที่ให้โอกาสคนสัดส่วนมากเข้าถึงเมื่อถูกกำจัดไป  หรือทำให้ลดลง  อย่างน้อยโอกาสนี้ถึงแม้เราคนใดคนหนึ่งคิดว่าไม่ได้ใช้ในวันนี้  ข้าพเจ้าคิดว่าสักวันหนึ่งของชีวิตคุณต้องมีโอกาสได้ใช้แน่นอน  โดยที่คุณไม่รู้ตัว

โอกาสที่พอเพียงต่อการอยู่รอดของสมาชิกทุกคนในสังคม  คือ  ความยุติธรรมของสังคม

มาร่วมกันช่วยลดต้นทุนการเข้าถึง

Read Full Post »

triamboy

 

จากทุนที่ไหลออกจากประเทศไทยอย่างรวดเร็วเมื่อปี พ.ศ.  2541  รวมถึงการไม่มีระเบียบวินัยทางการเงินอย่างแพร่หลายนำมาซึ่งการล้มลงของเศรษฐกิจไทย  เกิดวิกฤตทางการเงิน  (เงินทุนไหลออกสุทธิจำนวนมาก  ไหลไปเข้ารัสเซีย  แล้วออกเพื่อไหลไปต่อที่หมายปลายทางใหม่  เพื่อนำความวิบัติไปสู่ที่นั่น)  และวิกฤตหนี้เนื่องมาจากเงินกู้ยืมจากต่างประเทศจำนวนมาก  และระยะสั้นด้วย  (ค่าเงินล้ม  อ่อนค่าอย่างมาก)  ทำให้ผู้ประกอบการทุกภาคกิจกรรมต้องปิดตัวลงอย่างรวดเร็ว  แล้วนำมาซึ่งปัญหาสังคมมากมาย  อาทิ  คนตกงาน  ไม่มีรายได้เพียงพอต่อการดำเนินชีวิต  สุขภาพจิตที่ย่ำแย่ของคนโดยรวม  ฯลฯ  ทำให้ผู้รับผิดชอบการบริหารบ้านเมืองไม่สามารถนิ่งนอนใจได้  และต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อแก้ปัญหา  อย่างน้อยก็หยุดไว้ไม่ให้แย่กว่าเดิม  ด้วยภาวะการณ์ที่ไม่มีการคาดการณ์  และเตรียมความพร้อมรับมือมาก่อนทำให้การดำเนินนโยบายต่างๆ  เหมือนกับการลองผิดลองถูกไปเรื่อย  และดูเหมือนว่าไม่มีแนวโน้มที่ดีขึ้น  ไม่ว่าความพยายามของรัฐบาลพล.อ.ชวลิต  หรือแม้แต่รัฐบาลใหม่ของนายชวน  ก็ไม่สามารถทำให้ประชาชนพอใจได้เท่าที่ควร  ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น  มีการเรียกร้องหาทางเลือกใหม่  กอปรกับโอกาสนี้ทำให้เกิดพรรคใหม่ขึ้นมา  คือ  พรรคไทยรักไทย  และมีคู่แข่งท่ีสำคัญ  และมีประวัติศาสตร์ยาวนานอย่างประชาธิปัติย์  และผลการไว้วางใจจากประชาชนก็เป็นอย่างที่เราทุกคนทราบแล้ว

 

เมื่อถามถึงปัจจัยสำคัญต่อชัยชนะที่เป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองครั้งนี้  ข้าพเจ้ามองว่า  ปัจจัยสำคัญที่สุด  คือ  พฤติกรรมพรรคการเมืองทั้งสอง  โดยมีความแตกต่างอย่างชัดเจน  แล้วอะไรที่เป็น  “แรงจูงใจเบื้องหลังต่อพฤติกรรมของพรรคการเมืองทั้งสอง”

 

คำตอบที่ชัดเจน  คือ  ต้นทุนการบริโภคสะสมของพรรคการเมืองแต่ละพรรค  ดังนี้

 

พรรคประชาธิปัติย์   มีต้นทุนการบริโภคสะสมในระดับสูง

พรรคไทยรักไทย     มีต้นทุนการบริโภคสะสมในระดับต่ำ

 

โดยรายละเอียดมีดังนี้

พรรคประชาธิปัติย์

 

มีการก่อตั้งมายาวนานกว่า  62  ปี  ตั้งแต่ปี  พ.ศ.2489  มีประวัติศาสตร์การเรียนรู้  พัฒนาการที่ยาวนาน  จนถือได้ว่าเป็นวิวัฒนาการก็ว่าได้  ทั้งด้านวัฒนธรรมภายในพรรค  อาทิ  วิสัยทัศน์  นโยบาย  เป้าหมาย  กฎระเบียบพรรคเป็นต้น  ที่ค่อยๆล้มลุกคลุกคลาน  ปรับเปลี่ยนจนมีตำแหน่งของตัวเอง  มีจุดยืนที่ชัดเจน  มีรูปแบบวัฒนธรรมที่ชัดเจน  ด้านทรัพยากรบุคคล  ที่มีสมาชิกสภาผู้แทนจำนวนมากที่เข้ามาเพื่อทำหน้าที่  และออกไปเมื่อหมดวาระ  รวมถึงตัวแทนพรรค  สมาชิกที่มีมายาวนาน  แล้วค่อยๆเพิ่มเติม  ขยายไปตามพื้นที่ต่างๆ  อย่างช้าๆ ด้านความสัมพันธ์ชุมชน  มีความสัมพันธ์ยาวนานในพื้นที่ของตนเอง  และยังคงทำกิจกรรมในพื้นที่ตัวเอง  และพ้นที่อื่นๆ  เรื่อยมา

พรรคไทยรักไทย

 

เพิ่งมีการก่อตั้งขึ้นเมื่อ  กรกฎาคม  2541  ท่ามกลางวิกฤตสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองของไทย  ที่ต้องการทางเลือกใหม่  และมีอายุของพรรคเพียง  9  ปีก่อนที่จะถูกยุบพรรคในที่สุด  พรรคไทยรักไทยจึงมีลักษณะพรรคที่ตั้งขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในขณะนั้น  มีรูปแบบปัจจุบันทันด่วน  โดยรวบรวมเงินทุนจากนายทุน  รวมรวมสมาชิกจากกลุ่มต่าง  แล้วจัดตั้งพรรคขึ้น  โดยไม่มีการเรียนรู้  และพัฒนาพรรคมาก่อนหน้านี้  มีลักษณะของการนำความรู้  (know-how) มาเป็นทุนเริ่มต้น  ไม่มีวิวัฒนาการ  จึงไม่สามารถคาดการณ์  หรือบอกแนวโน้มทิศทางในอนาคตได้  หรือกล่าวได้ว่าไม่มีความน่าเชื่อถือ  (credit)  ไม่มีรูปแบบวัฒนธรรมของพรรคที่ชัดเจน  หรือเป็นวัฒนธรรมแบบสุ่ม  คือวัฒนธรรมที่ตอบสนองความต้องการทุกส่วน  (ส.ส.  ประชาชน  พรรคร่วมรัฐบาล  กลุ่มทุนพรรค)  ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  รวมทั้งไม่มีการสร้างแบบปฏิบัติของพรรค   เป็นกฎที่น่าเชื่อถือ  ที่ยึดถือปฏิบัติร่วมกันชัดเจน  ด้านความสัมพันธ์ชุมชน  จัดหาทรัพยากรจากพรรคที่มีทุนทางสังคมมาก  มาเป็นสมาชิกพรรค  เพื่อสร้างความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นกับพรรค  ความสัมพันธ์ะหว่างพรรคกับชุมชนไม่มีความสัมพันธืที่ลึกซึ้ง  และยาวนาน

 

จากการต้นทุนบริโภคสะสมที่อธิบายไว้ข้างต้นของทั้งสองพรรคการเมืองเป็นแรงจูงใจให้มีพฤติกรรมต่างกัน  ดังนี้

รรคประชาธิปัติย์

 

จากรูปแบบวัฒนธรรมที่ชัดเจน  มีความน่าเชื่อถือ  มีความรับผิดชอบ  จึงทำให้พฤติกรรมของพรรค  และสมาชิกในสังคมประชาธิปัตย์มีลักษณะรอบคอบ  เชื่อมั่นต่อวัฒนธรรมพรรคสูง  ไม่สะเพร่า  ค่อยคิดค่อยทำ  หรืออาจมองในทางกลับกันพบว่าการตัดสินใจเป็นไปได้ช้า  จำนวนการตัดสินใจลงมือทำโครงการต่างๆ น้อย  (อาจไม่ทันต่อความต้องการของประชาชนทุกวันนี้ที่มีมากขึ้น)  นโยบายค่อนข้างยึดติดรูปแบบเดิม  ไม่น่าสนใจ  ไม่มีสีสันดึงดูด  ไม่เสนอทางเลือกนโยบายใหม่  เป็นเพราะการนำเสนอเฉพาะนโยบายที่เคยประสบความสำเร็จของพรรค  นโยบายสามารถกระทำได้  ทำให้ความน่าเชื่อถือของนโยบายของพรรคมีมากเพราะมีความเป็นไปได้สูงมาก  รวมถึงต้องคำนึงถึงนโยบายในอดีตอันเป็นตัวสะท้องอัตลักษณ์ของพรรคด้วย  แต่นั่นอาจไม่ได่สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไป  ณ  ปัจจุบันนี้  เมื่อได้มีโอกาสเข้ามาทำหน้าที่รัฐบาลก็ทำหน้าที่เพียงรัฐบาล  แต่ไม่ได้ใส่ใจเรื่องของการบริหารจัดการของพรรค  ไม่ได้เสริมสร้างความเข้มแข็งของฐานเสียงระหว่างเป็นรัฐบาล  นั่นคือการใช้พรรค  รวมถึงสมาชิกของพรรคเพื่อทำกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกับพรรค  หรือในทางการตลาดแล้วคิดว่าเป็นเรื่องของการบริหารจัดการแบรนด์  (Brand management)  ทั้งนี้เนื่องมาจากกรอบต่างๆที่ประชาธิปัตย์สร้างไว้เองทำให้ไม่สามารถคิดสร้างสรรค์พรรคได้มากขึ้น  หรือไม่สามารถเพ่ิมต้นทุนการบริโภคสะสมในทางอื่นได้มากขึ้น  ได้แต่ทำในรูปแบบเดิมของการเป็นรัฐบาล

พรรคไทยรักไทย

 

จากพรรคที่เพิ่งได้รับการก่อตั้งใหม่  และไม่มีการสร้างรูปแบบวัฒนธรรมที่ชัดเจน  ทำให้พฤติกรรมของพรรค  และสมาชิกในพรรคไทยรักไทยมีลักษณะคำพูดนำความคิด  ไม่สุขุมรอบคอบ  พูดเร็วทำเร็ว  การตัดสินใจเป็นไปอย่างรวดเร็ว  สามารถเริ่มดำเนินโครงการต่างๆได้ในจำนวนมาก  (มันต่อความต้องการ  ความคาดหวังของประชาชน  (ผู้บริโภค)  ที่เพิ่มมากขึ้นทุกวันนี้)  โดยไม่ต้องคำนึงถึงอดีตของพรรค  กรอบต่างๆที่ถูกกำหนดขึ้นจากพรรค   ทั้งวัฒนธรรมต่างๆของพรรค  ทำให้นโยบายต่างๆที่ออกมามีความสดใหม่  มีความแตกต่างจากรูปแบบเดิมอย่างมาก  โดยไม่ต้องตำนึงถึงรูปแบบเดิม  มีสีสัน  ดึงดูดความสนใจ  สอดคล้องกับบริทบปัจจุบัน  และเมื่อได้เข้ามาเป็นรัฐบาล  (ได้รับการบริโภค – การไว้วางใจ)  มีการบริหารจัดการตราสินค้าที่ดี  คือ มีการใช้ปรโยชน์จากสถาบันพรรคการเมือง  เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของพรรค  โดยมีการจัดการผ่านพรรค  สมาชิกของพรรค  ตัวแทนเพื่อทำกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกับพรรค  เพื่อเกิดประโยชน์ต่อพรรคเองทั้งแง่การได้รับความน่าเชื่อถือ  การขยายฐานเสียง  การสร้างความเข้มแข็งของนโยบาย  การยอมรับนโยบาย  รวมทั้งการสร้างความเป็นเจ้าของนโยบาย  (เพ่ิ่มต้นทุนการบริโภคสะสม) ทำให้คนเห็นประโยชน์จากพรรคไทยรักไทยที่ได้รับเป็นรัฐบาล  ไม่ใช่หมายถึงพรรคไทยรักไทยเพียงอย่างเดียว  หรือรัฐบาลเพียงอย่างเดียว

 

เห็นได้ว่าต้นทุนการบริโภคสะสมทำให้พฤติกรรมของพรรคการเมืองไทยนั้นมีความแตกต่างอย่างชัดเจน  ซึ่งไม่ได้หมายความว่าพฤติกรรมแบบไหนจะได้รับการรับเลือก  เพราะสุดท้ายแล้วสังคมเองจะเป็นผู้เลือก  และผู้รับผิดชอบต่อผลการเลือก  โดยการตรวจสอบทั้งทางตรง  และทางอ้อม

 

จากต้นทุนการบริโภคสะสมสามารถสรุปพฤติกรรมจากกรณีทั้งสองได้ดังนี้

 

กรณี  ต้นทุนการบริโภคสะสมสูง  มีพฤติกรรมดังนี้

1.  มีรูปแบบปฏิบัติชัดเจน  สามารถคาดการณ์แนวโน้มในอนาคตได้

2.  มีการปฏิบัติที่น่าเชื่อถือสูง

3.  มีความรับผิดชอบต่อการปฏิบัติ

4.  มีขอบเขต และข้อจำกัดของการปฏิบัติ

 

กรณี  ต้นทุนการบริโภคสะสมต่ำ  มีผพฤติกรรมในทางตรข้ามกับกรณีต้นทุนการบริโภคสะสมสูง

 

ฉะนั้นเมื่อถามว่าพฤติกรรมพรรคการเมืองแบบไหนมีความเหมาะสม  ก็ต้องกลับไปพิจารณาเงื่อนไขจำเป็นต่อการแสดงพฤติกรรม โดยไม่บิดเบือนวัตถุประสงค์  นั่นคือ  ต้นทุนการบริโภคสะสมในระดับสูง  ถ้าหากต้นทุนการบริโภคสะสมในระดับตำ่แล้ว  ทำให้มีโอกาสของการบิดเบือนของพฤติกรรมในระดับสูง  จากข้างต้นสามารถยกตัวอย่างเช่น  มีความเป็นไปได้สูงที่พรรคการเมืองที่มีต้นทุนการบริโภคสะสมต่ำจะนำเสนอนโยบายแปลกใหม่ๆ  แต่มีความน่าเชื่อถือน้อย  (ถ้าประสบความสำเร็จก็เป็นการเพ่ิมความน่าเชื่อถือ  เพิ่มต้นทุนการบริโภคสะสม),  มีความเป็นไปได้สูงที่สมาชิกของพรรคไม่ปฏิบัติตามวัฒนธรรมของพรรค  (ถ้ามีการลงโทษ  เป็นการเพิ่มต้นทุนการบริโภคสะสม),  มีความเป็นไปได้สูงที่พรรคการเมืองที่มีต้นทุนการบริโภคสะสมต่ำมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างได้ตลอดเวลา  เช่น  คณะรัฐมนตรี,  กรรมการบริหารพรรค,  มีความเป็นไปได้ต่ำที่พรรคการเมืองที่มีต้นทุนการบริโภคสะสมต่ำจะนำเสนอนโยบายแปลกใหม่ๆ  แต่มีความน่าเชื่อถือน้อย  (ถ้าประสบความล้มเหลวก็เป็นการลดความน่าเชื่อถือ  ลดต้นทุนการบริโภคสะสมอย่างมาก)  เป็นต้น

 

ส่วนใหญ่ คือ ความต้องการ

ความต้องการ  ไม่ใช่  ความเหมาะสม

Read Full Post »

triamboy

หลายคนอาจสงสัยงงงวยกับประเด็นที่ผู้เขียนนำเสนอ  จะนำเสนอขั้นตอนการผลิต  และออกแบบตุ๊กตาหรือ  แล้วเสนอเพื่ออะไร …  จริงแล้วผู้เขียนตั้งใจเขียนบทความนี้ขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์โดยตรงของผู้เขียนตลอดระยะเวลา  4  ปีที่ผ่านมาในการทำกิจกรรมต่างๆ  ทั้งภายใน  และภายนอกมหาลัย  ได้มีโอกาสติดต่อผู้คนจำนวนมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งรวมถึงศิษย์เก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

แรกเริ่มเดิมทีนั้นข้าพเจ้านั้นได้มีโอกาสเข้ามารับผิดชอบกิจกรรมตั้งแต่ชั้นปีที่  1   ทั้งในและนอกคณะ  งานที่ได้รับก็มีหลายรูปแบบตั้งแต่การวางแผน  การประสานงาน  การรวบรวมทีมงาน  รวมถึงการปฏิบัติกิจกรรมร่วมกับเพื่อน  พี่  และบุคคลากรที่เกี่ยวข้อง  จนกระทั้งจบชั้นปีที่  2  ตลอดสองปีที่ผ่านมาทำให้ข้าำเจ้าได้เรียนรู้ว่า  แนวคิดทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมือง  โดยที่มีอุปทานเป็นตัวขับเคลื่อนยังสามารถพบได้ในชีวิตเรา  ณ  ปัจจุบันนี้  อาทิเช่น

 

เราทำกิจกรรมโดยอาศัยทรัพยากรจากแต่ละบุคคล  ครอบครัวมาร่วมลงทุนกัน โดยไม่ต้องมีสื่อกลาง  มีแรงจูงใจ  คือ  ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนในอนาคต  (ไม่แน่นอน)  แต่ละคนได้เสียสละแรงกาย  ความคิด  เวลา  เงิน  ของใช้ที่บ้านต่างๆมากมายที่จำเป็นต่อการจัดกิจกรรมให้สำเสร็จลุล่วงไปด้วยดี

 

เราพยายามหาวิธีการผลิต  โดยที่ให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย  โดยที่มีเงื่อนไข  คือ  สิ่งของที่มีอยู่ในมือของทุกคน  เราพยายามสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ  ไม่ว่าแต่ละขั้นตอนต้องเพิ่มแรงงานมากเพียงใด  ต้องเพิ่มเวลามากอีกเท่าไหร่  แต่ดูเหมือนว่าเราก็เต็มใจที่จะทำมัน  และสนุกไปกับมัน

 

เราพอใจในผลงาน  ผลิตภัณฑ์ที่ออกมา  ไม่จำเป็นต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีที่สุด  ต้องแตกต่างที่สุด  หรือต้องตอบสนองต่อความต้องการของคนดู  หรือแม้แต่คนให้คะแนน    เรามีเพียงผลงานที่สามารถทำหน้าที่ของมันได้ดีที่สุดตามเจตนารมณ์ของคนทำกิจกรรม  (ผู้ผลิต)

 

เราไม่ได้ต้องการ  จำเป็น  หรือพึ่งพาต่อสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน  นั่นคือเงินนั่นเอง  เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพยากรต่างๆ  เราใช้เงินในระดับที่พอเพียงต่อการขับเคลื่อนกิจกรรมเท่านั้นเอง

 

ดูเหมือนว่าการทำกิจกรรมในรูปแบบนี้ขัดต่อกระแสของสังคมส่วนใหญ่ข้างนอกมหาวิทยาลัยอยู่มากที่มีแนวคิดสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมือง  โดยที่มีอุปสงค์เป็นตัวขับเคลื่อน  คือ

 

ต้องอาศัยทรัพยากรจากแหล่งที่ให้ต้นทุนต่ำสุด  มีแรงจูงใจ  คือ  ผลต่างระหว่างต้นทุน  และรายได้  หรือกำไร

 

ต้องหาวิธีการการผผลิตที่มีผลิตภาพสูงสุด  ผลตอบแทนจากวัตถุดิบสูงในขณะที่ต้นทุนต่ำที่สุด  ไม่สนว่าต้องใช้วัตถุดิบอะไร  อะไรไม่มีก็ต้องสร้าง  ต้องผลิตขึ้นมา  อะไรมีแต่ไม่คุ้มไม่ต้องผลิต

 

ต้องสร้่างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีที่สุด  ต้องมีความโดดเด่น  แตกต่าง  ต้องตอบสนองต่อผู้บริโภค  คนที่มีสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน

 

จำเป็น  และต้องใช้สื่อกลางในการแลกเปลี่ยน  หรือเงินตรา  เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพยากรต่างๆ  รวมถึงขั้นตอนต่างที่เกี่ยวเนื่องจนกว่าสินค้าถึงมือผู้รับ

 

หลังจากการมุ่งทำกิจกรรมสองปีที่ผ่านมาในคณะ  ข้าพเจ้าก็ได้รับโอกาสในการทำกิจกรรมนอกคณะ  และรวบถึงนอกมหาลัยด้วย  ทั้งหน่วยงานราชการ  เอกชน  และรัฐวิสาหกิจ  เป็นโอกาสที่ให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้  และเข้าใจกระแสภายนอกที่ไหลเข้ามาท่วมตัวเราตลอดเวลา   ได้เข้าไปเริ่มต้นตั้งแต่การวางแผนงานของกิจกรรมนั้น  ซึ่งถือเป็นกระบวนการท่ีสำคัญของการทำกิจกรรมต่างๆ  ข้าพเจ้าได้พบกับความประหลาดใจขึ้นครั้งแรกถึงกระบวนการวางแผนของบุคคลที่มีวัยวุฒิ  คุณวุฒิสูงกว่าเรามาก

 

“ผมอยากให้น้องลองสมมติตุ๊กตาขึ้น  จะได้เข้าใจมากขึ้น  น้องสมมติตุ๊กตาขึ้นมา  เราขายมันไปร้อยบาท  เราจะซื้อมาสัก  70  เดี๋ยวพี่ต่อรองกับผู้ผลิตเอง  เรื่องการผลิตนั้นรับรองได้ว่าคุณภาพเยี่ยม  เสียเว็ท  (ภาษีมูลค่าเพิ่ม)  7  บาท  ให้หน่วยงาน  20  บาท  น้องเอาไปขายก็  3  บาท  โอเคป่าว  ไม่โอเคก้คุยกันได้”

 

จะเห็นได้ว่ามันคือ  “การแบ่งเค้กนั่นเอง”  การวางแผนแล้วส่วนใหญ่เกี่ยวกับแหล่งรายได้ของกิจกรรม  และเป็นเรื่องของสัดส่วนของรายได้ที่ต้องเสียไป  และส่วนที่เหลือ  และไม่ได้ให้ความสำคัญของวัตถุประสงค์ของกิจกรรม  หรือแม้กระทั่งกระบวนการทำกิจกรรม  ซึ่งผิดกับความคาดหวังที่วางไว้มาก  ข้าพเจ้าเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันเกี่ยวกับตุ๊กตาตรงไหน  นึกแล้วก็ยังสงสารตุ๊กตาเหลือเกิน  เข้าใจว่าตุ๊กตาคือสิ่งสมมติ  ทำขึ้นมาให้เหมือนจริง  ทั้งตามความเป็นจริง  และจินตนาการ  ด้วยเหตุนี้จึงใช้ตุ๊กตาเป็นตัวแทน

 

ข้อสังเกต

ทำไมเค้กแต่ละก้อนไม่ค่อยเท่ากัน  บางก้อนไม่สมเหตุสมผล  บางก้อนโตมากจนกินไปได้นานก็ไม่หมด  บางก้อนกินไม่นานก็หมด  บางก้อนถ้าแบ่งให้ดีก็กินได้นาน  นั่นคือ  ต้องมีคนอีกหลายคนรอแบ่งเค้กก้อนโตอยู่ข้างหลัง  จากกรณีตัวอย่าง  พบว่า  ในก้อน  70  บาท  มีการไปแบ่งเป็นสองส่วนอีกที  คือ  ส่วนนายหน้า  (คนที่เจรจากับทั้งสองส่วน  โดยไม่ให้เจอกัน  หรือปกปิด)  30  บาท  ส่วนผู้ผลิต  40  บาท  หรือนายหน้าคิดเป็นร้อยละ  43  ของก้อนใหญ่  ส่วนของผู้ผลิตยังไปแบ่งอีกหลายส่วนให้คนที่เกี่ยวข้อง  เช่น  เจ้าของโรงงาน  ลูกจ้าง  ตั้งแต่  เลขา  การเงิน  บัญชี  ออกแบบ  ผู้ใช้แรงงาน  ลองนำก้อนนี้มาพิจารณาดู  แล้วคิดว่าเจ้าของจะแบ่งอย่างเท่าเทียมกันเหรอ  ไม่มีทางที่เจ้าของจะได้ส่วนแบ่งน้อยกว่ากรรมกร  เพราะฉะนั้นลองจินตนาการเปรียบเทียบภาพระหว่างผลตอบแทนนายหน้า  และผู้ใช้แรงงานที่ผลิตผลงานนั้นออกมา  มันเป็นการตอบแทนที่ช่างยุติธรรมเหลือเกินสำหรับสังคมทุกวันนี้ที่ผู้ใช้แรงงานมีต้นทุนการเข้าถึงสูง  (ไม่มีโอกาสการเข้าถึงทรัพยากร)

 

มากกว่านั้นทุกคนในสังคมยังเต็มใจที่จะยกย่อง  สรรเสริญนายหน้า  คนกลาง แต่กลับดูแคลนผู้ใช้แรงงาน  ทั้งที่ทั้งสองส่วนไม่ได้ต่างกันที่เป็นมนุษย์  แต่เป็นมนุษย์ที่อุทิศทรัพยากรต่างกัน  คือ  แรงงาน  และความรู้  (เครือข่าย  รายชื่อผู้ซื้อขาย  ฯลฯ)  เพียงแค่หน้าที่ต่างกัน  สามารถชี้ชัดได้ว่าคนเรายืนอยู่กันคนละระดับชั้นบนพื้นโลกดวงเดียวกันนี้

เราควรทำความรู้จัก  “ตุ๊กตา” ที่แท้จริง  ก่อนที่จะรับมือกับมัน  !!!

Read Full Post »

เศรษฐศาสตร์ทฤษฎีเกม ว่าด้วยการท้าสาบานของนักการเมืองไทย

 

                “ข้าพเจ้าชอบเสรีภาพที่เสี่ยงอันตรายมากกว่าความสงบสุขใน ความเป็นทาส (Malo periculosam libertatem quan quietum servitium)”  ปาลาแตง

 

                เมื่อคืนวันที่ 26 มิถถุนายน 2551 ผมนั่งฟังอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ฯพณฯนายกสมัคร สุนทรเวช และรัฐมานตรีรายบุคคล โดยรัฐมนตรีรายสุดท้ายที่ถูกอภิปรายในขณะนั้นคือคุณเฉลิม อยู่บำรุง ได้ลุกขึ้นตอบข้อกล่าวหาของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ โดยการท้าสาบาน (ซึ่งจริงๆ มิใช่การตอบคำถาม แต่เป็นการเบี่ยงประเด็นอย่างมีชั้นเชิง และ ถูกจริตผู้ดูโดยทั่วไปที่มีความผูกพันธ์และเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์) ซึ่งต่อมาเมื่อท่านรัฐมนตรีมหาดไท เฉลิม อยู่บำรุงอภิปรายตอบข้อซักถามเสร็จ นายสุเทพ ก็ได้ลุกขึ้นปฏิเสธที่จะไปสาบานร่วมกันกับ คุณเฉลิม

                จุดนี้เองที่ทำให้หลายต่อหลายคนเกิดข้อสงสัยในใจว่า ตกลงแล้วที่คุณสุเทพ ไม่ไปสาบานกับ คุณเฉลิมเพราะกลัว ที่ตัวเองใส่ร้ายคุณเฉลิมอย่างไม่มีมูลใช่หรือไม่ ? และคุณเฉลิมที่กล้าท้าสาบานกับคุณสุเทพ เป็นผุ้บริสุทธิ์จึงกล้าที่จะท้าสาบานหรือเปล่า ? คำถามนี้มีคำตอบในทางเศรษฐศาสตร์ครับ

                โดยการวิเคราะห์จะเริ่มจาก การตัดกรณีที่ทั้งผู้อภิปราย และ ผู้ถูกอภิปรายจะพูดจริงทั้งคู่ออกไปได้เพราะไม่มีทางเกิดขึ้นจริง เนื่องจากฝ่ายหนึ่งเป้นผู้ตั้งข้อกล่าวหา ในขณะที่อีกฝ่ายต้องหักล้างข้อกล่าวหานั้น ทิศทางของการอภิปราจึงสวนทางกัน ในลำดับถัดมา เราจึงเหลือทางเลือกที่ว่า ฝ่ายหนึ่งฝ่ายบใดโกหก หรือทั้งสองฝ่ายโกหกทั้งคู่เอาไว้ให้พิจารณากัน ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ดังตารางที่ 1 และ 2 ดังนี้

 

ตารางที่ 1: แสดงผลลัพทธ์การเดินเกมของผู้ท้าสาบาน และ ผู้ได้รับคำท้ากรณีผู้ท้าโกหก[1]

 

 

 นาย B

 

 

 

รับคำท้า

ไม่รับ

 นาย A

ท้าสาบาน

(,+)

(+,-)

ไม่ท้า

(0,0)

(0,0)

 

ตารางที่ 2: แสดงผลลัพทธ์การเดินเกมของผู้ท้าสาบาน และ ผู้ได้รับคำท้ากรณีผู้ท้าสาบานพูดจริง

 

 

 

 นาย B

 

 

รับคำท้า

ไม่รับ

 นาย A

ท้าสาบาน

(+,)

(+,-)

ไม่ท้า

(0,0)

(0,0)

 

                ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า แบบแผนการตัดสินใจจะออกมาว่า กลยุทธ์เด่นในกรณีคนโกหกมักจะออกมาในรูปไม่ท้าสาบาน และ ไม่รับคำท้าเสมอ ในขณะที่ผู้ซึ่งพูดความจริงในการอภิปราย จะมีกลยุทธ์เด่นคือการท้าสาบานเสมอ เช่นเดียวกัน เช่นนี้กล่าวได้หรือไม่ว่า นักการเมืองที่เริ่มท้าสาบานก่อน (โดยการท้าสาบานดังกล่าวมีเหตุมีผล และ เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์) จะเป็นผู้กล่าวความจริงเสมอไป คำตอบคือ ไม่ครับ !!!  นั่นเป็นภาพลวงตา และอย่างที่ผมกล่าวไปในเบื้องต้นว่า นักการเมืองจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจถึงความลึกซึ้งในประเด้นที่ผลกำลังจะกล่าวอธิบายหลังจากนี้

                โดยผมจะแสดงให้ทุกท่านได้เห็นว่า นักการเมืองสามารถที่จะโกหกทั้งคู่ได้โดยมีผุ้กล้าท้า สาบาน อย่างมีเหตุมีผลด้วย เช่นเดียวกัน ในเบื้องต้นผมจะสมมติว่า นักการเมืองที่อภิปรายกล่าวหา และตอบข้อซักถามระหว่างกัน กล่าวเท็จทั้งคู่ โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวเท็จเป็นบางส่วน เพื่อให้คำกล่าวหา หรือ คำอธิบายดูน่าเชื่อถือ เช่น นักการเมือง A กล่าวหา นักการเมือง B ในประเด็น ก. ซึ่งจริง และประเด็น ข. ที่ยกเมฆมาพูด นักการเมือง B จึงกุหลักฐานและพยายามจะโกหกเพื่อให้ตนเองรอดพ้นจากข้อกล่าวหา ก. (ซึ่งตนเองทำผิดจริง) ในขณะที่ประเด็น ข. นักการเมือง B สามารถใช้ข้อเท็จจริงมาหักล้างได้ (เพราะนักการเมือง A กล่าวหาด้วยการกล่าวเท็จ) การตัดสินใจของนักการเมือง A และ B ในกรณีนี้จะเป้นเช่นไรสามารถตอบได้จากตารางที่ 3 ต่อไปนี้คือ

 

ตารางที่ 3: แสดงผลลัพทธ์การเดินเกมของผู้ท้าสาบาน และ ผู้ได้รับคำท้ากรณีผู้ท้าสาบาน พูดเท็จทั้งคู่

 

 

 

นาย B

 

 

รับคำท้า

ไม่รับ

นาย A

ท้าสาบาน

(,)

(+,-)

ไม่ท้า

(,+)

(,+)

 

                เราจะพบว่า กรณีที่ทั้งนาย A และ นาย B ต่างโกหก ดุลยภาพกลับกลายเป็น นาย A ท้าสาบาน และนาย B ไม่รับคำสาบาน เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น มีคำอธิบายในเชิงทฤษฎีอยู่กล่าวคือ เหตุเพราะการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์นี้ เกิดขึ้นไม่พร้อมกัน คือนาย A ในกรณีนี้เป็นผุ้ตัดสินใจก่อน (เริ่มท้าก่อน) ดังนั้น เมื่อทั้งสองต่างโกหก นาย B จึงมีแต่เสียกับเสียและปราศจากทางเลือกที่ดี (มีแต่เลวน้อยที่สุด) เพราะ รับคำท้าก็กลัวว่าจะโดนฟ้าลงโทษ หากไม่รับก็เสียหน้าโดนหาว่าโกหก ยิ่งโดยเฉพาะนาย A สาบานไว้แรงเท่าไหร่ ต้นทุนที่จะหน่วงให้นาย B จำต้องเลือกไม่รับคำท้ายิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น (เพราะนาย B จะชั่งน้ำหนักระหว่าเสียหน้ากับผลลบจากคำสาบานอยู่ตลอด)

                บทเรียน การตัดสินใจเชิงกลยุธ์ในวันนี้จึงชี้ว่า แท้จริงแล้ว การที่นักการเมืองซัก คนออกมาท้าทายให้มีการสาบานอย่างแรงๆ ก่อน และ อีกฝ่ายไม่รับคำท้านั้น อาจไม่ได้เป็นเครื่องการันตรีความบริสุทธิ์ และ ขาวสะอาดของเขาผู้กล้าออกมาท้าสาบานเสมอไปหรอกครับ  ทว่าอาจเป็นเพราะประสบการณ์สอนเขาให้รู้จักการเล่นเกม ในลักษณะที่ผมได้แจกแจงให้เห็น ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์เราเรียกเกมเช่นว่านี้ว่า เกมปอดแหก (Game of chicken) เพราะผุ้เริ่มเปิดเกมก่อน (กล้าท้าสาบานก่อน) จะเป็นฝ่ายยึดกุมสถานการณ์ได้ และฝ่ายที่ปอดแหกมากกว่าจะพ่ายแพ้ไปในที่สุด

                ทีนี้เราคงกระจ่างกันเสียที่ว่า ทำไมนักการเมืองหลายคนจึงชอบออกมา ท้าสาบานกันนัก (ในมุมของนักเศรษฐศาสตร์) ซึ่งจริงๆ ยังมีคำอธิบายในแง่รัฐศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ หรือ ศาสตร์อื่นๆ อีกมาก หากสนใจก็ศึกษากันได้ครับ ตอนนี้ผมก็พึ่งซื้อหนังสือเรื่อง พูดไปสองไพเบี้ย ของคุณสมบัติ จันทรวงศ์ ที่วิจัยสังเคราะห์ถึงแนวทางการอภิปรายของนักการเมืองออกมาอย่างเป็นระบบ หากอ่านจบแล้วอาจนำมาเล่าสู่กันฟังในโอกาสหน้า สำหรับวันนี้ลาไปก่อน สวัสดีครับ


[1] หากนาย A โกหก แล้วท้าสาบาน นาย A จะได้รับผลลบหาก นาย B รับคำท้า ทว่าหากฝ่ายนาย B ไม่รับคำท้า นาย A จะได้ประโยชน์แทน นาย A จึงไม่มีกลยุทธ์เด่น เพราะการตัดสินใจของนาย A ที่ดีที่สุดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนาย B ด้วย ทว่าในกรณีนี้ นาย B มีกลยุทธ์เด่นคือการรับคำท้า เพราะนาย B รู้ว่าตนเองกล่าวถูกต้องแน่ๆ ดุลยภาพของการตัดสินใจจึงเป็นจุดที่นาย B รอรับคำท้า และนาย A ไม่กล้าท้า (เพราะรู้ว่านาย B รับคำท้าแน่ๆ)

Read Full Post »

triamboy

 

THE FARTHER BACKWARD YOU CAN LOOK, THE FARTHER FORWARD YOU ARE LIKELY TO SEE.

Winston Churchill

ในการเตรียมความพร้อมที่จะสังเกตุ  และสังเคราะห์ต่อไปในอนาคต  จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำความเข้าใจแนวคิดหลักอันเป็นพื้นฐานของสิ่งต่างๆ  มิเช่นนั้นแล้วเราก็ไม่สามารถเข้าใจ  และอธิบายสิ่งต่างๆ  ให้ตัวเราเอง  รวมถึงผู้อื่นเข้าใจได้เมื่อต้องการรู้ขึ้นมา หรือพยายามหาเหตุผลทั้งหลายมาอธิบาย  หรือกระทั่งในกรณีที่แย่สุด  คือ  เราไม่สนใจเลยก็เป็นได้  (ต้นทุนบริโภคสะสมน้อย  ทำให้พฤติกรรมบิดเบือนได้ – เงื่อนไขจำเป็น)

นานมาแล้วได้มีการแบ่งแนวคิดอันเป็นพื้นฐานของสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองออกเป็นสองแนวคิดหลัก  ดังนี้

 

1.  แนวคิดหน่วยสิ่งมีชีวิต  (Organic view)  คือ แนวคิดที่มีพื้นฐานที่ว่า  สิ่งต่างๆ  ต้องมีองค์ประกอบ  หน่วย  ส่วนต่างๆย่อยออกไป  และมีความสำคัญตามลำดับจากมากไปน้อย  โดยมีองค์ประกอบหลักอยู่หนึ่งอย่างทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของสิ่งนั้น  กำหนดเป้าหมาย  ชี้นำสังคม  เหนือการตัดสินใจบุคคล (มีความสำคัญท่ีสุด)  ยกตัวอย่างเช่น

สังคม  – สังคมเสมือนร่างกายที่ประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ  ประชาชนเป็นส่วนประกอบของอวัยวะทั้งหลาย  โดยมีรัฐบาลเปรียบเสมือนหัวใจ

ประเทศ  – ประเทศคืออวัยวะทั้งหมด  เหมือนที่ร่างกายคืออวัยวะทั้งหมด ไม่เหมือนกับเครื่องจักรที่แยกส่วนประกอบออกจากกันได้  แล้วประกอบกลับได้  (เหมา เจ๋อ ตุง)

สาธารณรัฐ – กิจกรรมของประชาชนเป็นสิ่งพึงประสงค์ก็ต่อเมื่อกิจกรรมนั้นนำไปสู่สังคมที่ยุติธรรม โดยมีเป้าหมาย  คือ  สร้างยุคทอง  ประชาชนสามารถประกอบกิจกรรมต่างๆ  บนพื้นฐานของเหตุผล  (เพลโต)

สาธารณรัฐสังคมนิยม – สาธารณรัฐสังคมนิยมไม่ได้หมายถึงปัจเจกบุุคคลที่แยกตัวออกจากชุมชน  สังคม  ซึ่งถูกป้องกันจากการรบกวน  แทรกแซงจากรัฐบาล  กิจกรรมทุกอย่างในชีวิตประจำวันจะมีคุณค่าและความหมายก็ต่อเมื่อรับใช้้ทั้งสาธารณรัฐ โดยมีเป้าหมาย  คือ  การสร้างความบริสุทธิ์ของเชื้อชาติ  ประเทศต้องมีเป้าหมาย  เป้าหมายนั้นต้องขึ้นอยู่กับการรักษา  และพัฒนาการขั้นสูงสุดทั้งทางกายภาพ  และจิตใจที่เหมือนกันหนึ่งเดียวของสัตว์  (ลัทธินาซี)

สามารถสรุปให้เข้าใจง่ายในมุมมองของสังคมได้ว่าคุณค่าของปัจเจกชนขึ้นอยู่กับการตระหนักถึงเป้าหมายของสังคม  ซึ่งถูกกำหนดจากส่วนกลาง  (รัฐบาล  กษัตริย์  กลุ่มผู้ปกครอง)

 

2.  แนวคิดหน่วยเครื่องจักร  (Mechanic view)  คือ  แนวคิดที่มีพื้นฐานที่ว่า  สิ่งต่างๆ  นั้นมีองค์ประกอบ  หรือส่วนต่างๆมีความสำคัญเท่าเทียมกัน  เป็นศูนย์กลางการตัดสินใจ  ซึ่งทำหน้าที่ของมันเอง  และแยกจากกันอย่างเสรี  เมื่อทุกส่วนทำตามหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบแล้วแล้ว  สิ่งนั้น (ภาพรวม)  ก็จะให้ผลลัพธ์รวมตามเป้าหมายหลัก  โดยรัฐไม่ใช่ส่วนหนึ่ง  หรือองค์ประกอบของสิ่งนั้น  แต่เป็นสัญญาประชาคมที่ถูกสร้างขึ้นมาจากปัจเจกบุคคลเพื่อทำหน้าที่ตอบสนองเป้าหมาย  หรือความต้องการของปัจเจกบุคคลทั้งหมด  โดยปกติแล้วรัฐได้รับการยอมรับในประเด็นของการเป็นสิ่งที่ดีต่อปัจเจกบุคคล  สิ่งยกตัวอย่างเช่น

ประชาธิปไตย – รัฐ  เป็นเพียงแค่การไว้วางใจ  และพนักงาน  เจ้าหน้าที่ของรัฐ  เป็นผู้ควบคุม และมีอำนาจในการจัดการสิทธิ์ต่างๆ อย่างน่าเชื่อถือภายใต้ขอบเขต  และข้อกำหนดต่างๆตามวัตถุประสงค์นั้นๆ  โดยทั้งรัฐ  และเจ้าหน้าที่ของรัฐถูกสร้างขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์แห่งมหาชน (เฮนรี เคลย์)

เหตุของการมีอยู่ของรัฐ – ไม่ใช่ศูนย์กลาง  แต่ได้รับการไว้ใจให้มีอยู่เพื่อดูแล  รับผิดชอบความต้องการของปัจเจกบุุคคล

รัฐ – ชีวิตของมนุษย์ต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยว  ความยากจน  สิ่งไม่พึงประสงค์  บุคคล  หรือสัตว์ที่ใช้ความรุนแรง  ไม่มีเหตุผล  รวมถึงการขาดแคลนสิ่งต่างๆ  (โทมัส  ฮ็อปป์)

รัฐ – รัฐต้องทำหน้าที่ป้องกันสังคมจากการใช้ความรุนแรง  และการบุกรุกของสังคนอิสระอื่นๆ  และต้องป้องกันตราบเท่านานให้สมาชิกของสังคมได้รับความเป็นธรรม  และพ้นจากการกดขี่ข่มเหงของสมาชิกจากสังคมอื่น  มากกว่านั้นรัฐต้องมีความรับผิดชอบในการสร้าง  และรักษาระดับจำนวนงาน  และสถาบันสาธารณะ  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เคยได้รับความสนใจ  รับผิดชอบจากปัจเจกบุคคล  (อดัม สมิท)

รัฐ – การแทรกแซงของรัฐเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อมหาชน  เช่น  การสร้างความปลอดภัยในสถานที่ประกอบการ  ทำงาน  กฎหมายห้ามการแบ่งแยกเชื้อชาติ  เพศ  หรือแม้กระทั้งสวัสดิการเบื้องต้นสำหรับผู้ขาดโอกาส  อาทิ  คนจน  คนพิการ  คนพลัดถิ่น เป็นต้น  (ลัทธิสังคมประชาธิปไตย)

ผู้ขัดแย้งการมีอยู่ของรัฐ

รัฐ –  มนุษย์ไม่สามารถไว้วางใจ  เชื่อใจในการปกครองตัวเองได้  และมนุษย์จะสามารถได้รับการไว้วางใจ  เชื่อใจในการปกครองคนอื่นได้หรือ  หรือเราค้นพบเทพผู้เป็นกษัตริย์ปกครองมนุษย์แล้ว  จงให้ประวัติศาสตร์ตอบคำถาม  (โทมัส  เจฟเฟอร์สัน)

สามารถสรุปให้เข้าใจง่ายในมุมมองของสังคมได้ว่า  รัฐ  เป็นสัญญาประชาคมที่ถูกเลือกเพื่อเติมเต็มเป้าหมายปัจเจกบุคคลที่ขาด

จากแนวคิดหลักทั้งสองที่กล่าวมาแล้ว  ถ้าพิจารณาแล้วพบว่า  แนวคิดทั้งสองไม่ได้พัฒนาในช่วงเวลาเดียวกัน  คือ  แนวคิดหน่วยสิ่งมีชีวิตนั้นได้ถูกพัฒนาขึ้นมาก่อนเป็นอย่างแรก  โดยมนุษย์ทั้งโลกนั้นได้เริ่มต้น  และเรียนรู้จากแนวคิดแรก  หลักจากนั้นคนบางกลุ่ม  ซึ่งหมายถึงประเทศตะวันตก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งอเมริกาซึ่งเป็นผู้เริ่มต้นได้ริเริ่ม  และพัฒนาแนวคิดเครื่องจักรขึ้น  โดยมีสาเหตุหลักดังนี้

1.  การปฏิวัติอุตสาหกรรม  จากการค้นพบเครื่องจักรไอน้ำครั้งแรกของประเทศอังกฤษ  ทำให้เกิดการผลิตในรูปแบบอุตสาหกรรมขึ้นโดยเริ่มจากอุตสาหกรรมสิ่งทอ  ซึ่งเป็นสินค้าออกหลักของอังกฤษในช่วงนั้น  การผลิตในรูปแบบอุตสาหกรรมนั้นทำให้เกิดการผลิตต่อขนาด  ต้นทุนการผลิตลดลง  ราคาสินค้าลดลง  มากกว่านั้นยังสร้างโอกาสให้กับประชาชนจำนวนมาก  คือสร้างงาน  สร้างรายได้  ถึงกับขาดแคลนแรงงาน  มีการจ้างเด็กทำงาน  การค้าแรงงานเกิดขึ้น  (ต้นทุนการเข้าถึงลดลง)  รูปแบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากพาณิชย์นิยม  (นำทองเข้าประเทศเป็นเป้าหมายสำคัญ)  เป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการผลิต  (Supple-side economy)  เป็นหลัก  จากภาวะเฟื่องฟูของการผลิตอย่างมากโดยไม่มีการจัดการทำให้สินค้าล้นตลาด  จึงต้องจัดการส่งออก  มีการหาตลาดเพื่อระบายสินค้า  รวมทั้งหาวัตถุดิบ  เกิดการล่าอาณานิคมขึ้น  จากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดการเรียนรู้เกิดศาสตร์ใหม่  อาทิ  เครื่องจักรกล  วิศวกรรมศาสตร์  การบริหารจัดการการผลิต  เป็นต้น  จากภาวะสินค้าล้นตลาด  จึงเกิดการหาตลาด  สร้างตลาด  เป็นจุดเริ่มต้นของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภค  การส่งออก  หรือระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์  (Demand-side economy)  ได้สร้างแนวคิดพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ต้องตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค  และพัฒนาเรื่อยมาอย่างต่อเนื่อง  จนเป็นระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่ทรงพลังต่อโลกทุกวันนี้

2.  การค้นพบดินแดนใหม่  จากการพยายามล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตกเพื่อระบายสินค้า  และนำเข้าทรัพยากรจากดินแดนต่างๆ  อุตสาหกรรมการเดินเรือที่เฟื่องฟูอันเนื่องมาจากการปฎิวัติอุตสาหกรรม  ทำให้เกิดการค้นพบดินแดนใหม่จำนวนมาก  อาทิ  ทวีปอเมริกา  ออสเตรเลีย  ทำให้เกิดประเทศใหม่จำนวนมาก  ที่ยังมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์  และไม่มีเจ้าของแน่นอน  ไม่มีอุปสรรคต่อการครอบครอง  (รัฐ  กฎระเบียบ  ข้อบังคับ)  ทำให้เกิดการอพยพของผู้คนจำนวนมากจากทวีปยุโรปเพื่อโอกาสตั้งตัว  โอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่  ที่มีความเป็นไปได้สูงว่าจะดีกว่าที่เดิม  คนเหล่านี้ละทิ้งทุกอย่างที่เป็นไว้เบื้องหลัง  ทั้งความโดดเดียว  ยากจน  การกดขี่ข่มเหง  การขูดรีดภาษีจากกษัตริย์  เชื้อชาติ  ศาสนา  และมีความคาดหวังว่ารูปแบบต่างๆจะต้องเปลี่ยนแปลง  และสร้างขึ้นในทิศทางที่ดีขึ้น  อย่างน้อยก็ไม่เหมือนเดิม  ทำให้เกิดการวางโครงสร้างของระบบสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองขึ้นใหม่  เพื่อความฝันใหม่

3.  การกีดกัน  ลดพื้นที่  และกดขี่ข่มเหงของชนชั้นปกครอง  รูปแบบการปกครอง  ด้วยการปกครองที่มีกษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ  และการใช้อำนาจกดขี้ข่มเหงประชาชน  เก็บรายได้จากภาษีในอัตราที่สูง  ท่ามกลางภาวะยากจนของประชาชนจำนวนมาก  เพื่อการใช้จ่ายที่สุรุ่ยสุร่ายในพระราชวัง  ข้าราชบริพาร  และขุนนาง  ในขณะที่การสร้างคุณูปการแก่ประเทศเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต  หรือแม้แต่กระทั่งแก้ไขปัญหาของราษฎรอยู่ในระดับต่ำ  ทำให้ลดพื้นที่การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองภายใต้ระบอบกษัตริย์  เกิดการต่อต้าน  และโค่นล้มระบอบกษัตริย์จำนวนมากในหลายประเทศของยุโรป  เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองไปในหลายรูปแบบ  แต่แนวคิดหลักของการปกครองรูปแบบที่เปลี่ยนไป  ไม่แตกต่างกันมากนัก  คือ  แนวคิดเครื่องจักร  ประชาชนเท่าเทียมกัน  ศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่ประชาชนแต่ละบุุคคล  ยกเว้นแต่เยอรมันที่มีแนวคิดหน่วยของสิ่งมีชีวิต  ได้พัฒนาลัทธินาซีขึ้น  รวมถึงอิตาลีซึ่งได้รับอิทธิพลด้วย  แต่หลายประเทศในทางเอเชียสามารถธำรงไว้ของการปกครองในระบอบกษัตริย์  โดยมีสาเหตุหลักคือ  ต้นทุนการบริโภคสะสมในระดับสูงของระบอบกษัตริย์  คือ  การสร้างประโยชน์หลายประการอย่างต่อเนื่องให้แก่ประชาชนในประเทศ  หลายชั่วอายุคน  เพื่อยกระดับคุณภาพของประชาชน  เข้าใจ  และไม่กดขี่ข่มเหงประชาชน  รวมทั้งการปรับตัวให้เข้ากับบริบทที่เปลี่ยนไปโดยปรับลดต้นทุนการเข้าถึง  คือ  ทุกคนสามารถเข้าถึงกษัตริย์  อาทิ  การที่ประชาชนสามารถมาตีระฆังร้องทุกข์ได้ตั้งแต่สุโขทัย   การถวายฏีกาแก่กษัตริย์  การเสด็จออกพื้นที่เยี่ยมเยียนราษฎร  การเพิ่มพื้นที่การมีส่วนร่วมของประชาชน  เช่น  ลูกเสื้อชาวบ้าน เหล่ากาชาด  การพระราขทานประชาธิปไตยแก่ประชาชน  ด้วยเหตุเหล่านี้จึงไม่มีพฤติกรรมบิดเบือนหรือการปฏิเสธระบอบกษัตริย์ในประเทศเหล่านี้

ด้วยเหตุทั้งสามประการที่กล่าวมานี้  ล้วยแต่เป็นความต้องการของประชาชนที่ต้องเผชิญกับความไม่พึงประสงค์  เพื่อลดต้นทุนการเข้าถึง  เพราะทุกคนต้องการโอกาสทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองนั่นเอง  แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามีโอกาสแล้วทุกอย่างจะไม่บิดเบือน  อันเนื่องมาจากพฤติกรรมของมนุษย์เราเอง

หลังจากที่เกิดแนวคิดเครื่องจักรขึ้นมาในประเทศทางตะวันตก  และการธำรงไว้ซึ่งแนวคิดหน่วยสิ่งมีชีวิตของประเทศทางตะวันออก  ทั้งสองแนวคิดได้พยายามคิดค้นเพิ่มเติม  พัฒนา  ปรับปรุง  เรื่อยมา  โดยมีอิทธิพลอย่างมากต่อระบบสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมือง  ของประเทศเหล่านั้น  โดยทั้งสองฝ่ายพยายามสร้างระบบที่มีประสิทธิภาพโดยมีพื้นฐานมาจากแนวคิดของตัวเอง  สามารถแยกอธิบายได้ตามแนวคิดดังนี้

1.  การมีประสิทธิภาพของเครือข่ายอันเนื่องมาจากแนวคิดหน่วยสิ่งมีชีวิต

2.  การมีประสิทธิภาพของปัจเจกบุคคลอันเนื่องมาจากแนวคิดเครื่องจักร

สำหรับรายละเอียดของการมีประสิทธิภาพทั้งสอง  รวมถึงแนวโน้มของทิศทางแนวคิดอนาคตจะได้อธิบายในบทความต่อไปภายหน้า

ทุกอย่างล้วนมีที่มาที่ไป

เมื่อรู้ที่มาจะสามารถรู้ถึงที่ไป

Read Full Post »

Dreaming always reflect the truly state of one mind, we couldn’t’ resist the truth from our subconscious.

We are living in everyday space facing problems, chaos and stresses, which varies lifestyle and create difference role and character for individual. Some people might lost in the hallucination of the society by forgetting their truly self, need and goal. In Never Awake stage of our physical, a core abstraction would come up deeply from our subconscious, its grey, we couldn’t judge whether it’s just a dream but it’s always convey something from our mind. We can resist it, but we couldn’t lie to ourselves. One should be honest to oneself. “Your answer might be in your dream”. “Find yourself, be yourself”

 

สภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น หรือสภาวะที่เรารู้สึกสบายนั้น จะทำให้สมองเราสามารถจินตนาการได้ดีที่สุด เช่น ในขณะที่เราเดินทาง อาบน้ำ เข้าห้องน้ำ.  

สภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น หรือ การฝันก็เช่นกันสภาวะเหล่านั้นมักจะสะท้อนความต้องการลึกภายในจิตออกมา และตัวตนที่แท้จริงของเราออกมา และเราทุกคนไม่สามารถปฎิเสทความจริงของจิตใจเราได้ 

การที่มนุษย์เรานั้นดำเนินชีวิต บางครั้งการเผชิญหน้ากับสังคมที่แตกต่างและวุ่นวาย การแข่งขัน ทำให้คนเรามีรูปแบบการใช้ชีวิตในหลายหน้าที่ การมีหลายบทบาทในสังคม บางครั้งมันก็ทำให้เราลืมตัวตนที่แท้จริงของเราไป ความต้องการลึกภายในจิตใจ หรือเป้าหมายของชีวิตที่เราวิ่งไขว่คว้า หรือวิ่งหนีมัน แต่ในสภาวะเหล่านี้ จะมีบางสิ่งสะท้อนออกมาจากจิตใต้สำนึก โดยที่เราไม่สามารถโกหกมันได้ ถึงแม้เราพยายามปฎิเสทมันเท่าไรแต่อย่างไรก็คือสิ่งที่ตัวเป็น เราทุกคนเพียงได้แต่พยายามเข้าใจและซื่อสัตย์ต่อตนเอง และรู้ถึงความต้องการของตน ซึ่งจะทำให้การเดินทางของชีวิต มีเส้นทาง ที่แน่ชัด

บนพื้นที่ว่างของการใช้ชีวิต เปรียบเสมือนการเดินทางที่ไร้จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด ทุกสิ่งเปรียบเสมือนการวนเวียน ผ่านมาและก็ผ่านไป แต่ในพื้นที่ของแต่ละคนนั้น มันแฝงและเต็มไปด้วย การค้นหาความเป็นตัวตนของตนเอง การแปรเปลี่ยนสภาพของบุคลิกที่ดูซับซ้อน เป็นเหตุผลมาจากจิตใต้สำนึกลึกภายใน แม้เราจะสวมหน้ากากตัวตนของเราเป็นเช่นไร แต่มีเพียงตัวเราเท่านั้นที่ไม่สามารถโกหกความจริงจากใจตัวเองได้ เราเผชิญหน้ากับสิ่งที่ผันแปรเปลี่ยนไปมันจึงทำให้ตัวเราแปรเปลี่ยนไปเช่นกัน จนบางครั้งเราหลงลืมตัวตนจนบางครั้งสิ่งที่แปรเปลี่ยนกลับมาครอบงำตัวเรา หากเพียงเข้าใจตัวตนที่แท้จริงของเรา และเผชิญทุกอย่างด้วยความจริงใจ นั่นจึงไม่ทำให้เราสูญเสียตัวตนของเรา ค้นหาและจงซื่อสัตย์กับตัวเรา และเป็นตัวของเราเอง

 

Henry

Read Full Post »

Older Posts »