Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘การเมือง’

recommendare

บทความเรื่อง ”“2 มาตรฐาน” นี่คือเครื่องมือทำลายล้างทางการเมือง แต่ผมมีวิธีแก้ปัญหา!!!

.

เขียนโดย

ศ. ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์

.

ความมีดังนี้

หากจะว่ากันไปแล้ว คำว่า “สองมาตรฐาน” ไม่ใช่คำที่เกิดขึ้นใหม่แต่เป็นคำที่ถูกหยิบยกเอามาใช้กันมากในช่วงเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากคำดังกล่าวเป็นคำที่ต้องการ “ข้อพิสูจน์” ที่เป็นรูปธรรม ผมจึงไม่ได้ให้ความสนใจมากเท่าไรนัก เพราะการพิสูจน์เรื่องแต่ละเรื่องที่มีการอ้างว่า “สองมาตรฐาน” ก็จะมีการอ้างข้อมูลที่แตกต่างกันไปและไม่สามารถกำหนดได้ว่าอะไรคือ “มาตรฐาน” ที่ว่านี้ ผมก็เลยไม่ได้นำเรื่อง “สองมาตรฐาน” มาพูดหรือมาเขียน

.

แต่อย่างไรก็ดี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสได้อ่านการ์ตูนของนักเขียนการ์ตูนชื่อดังคนหนึ่งในหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ฉบับหนึ่งที่ออกมาเล่นเรื่อง “สองมาตรฐาน” ที่ดูๆ แล้วขนาดการ์ตูนก็ยัง “สองมาตรฐาน” ผมจึงคิดว่าคงต้องเขียนเรื่องนี้บ้างเพื่อไม่ให้ตกขบวนครับ

.

ที่มาของคำว่า “สองมาตรฐาน”

.

คำว่า “สองมาตรฐาน” หรือ “double standard” เป็นคำที่ถูกนำมาใช้เรียกบรรดาการกระทำ การดำเนินการหรือการบริหารจัดการในเรื่องเดียวกัน แต่ต่างกลุ่มเป้าหมายกันและผลที่เกิดขึ้นตามมาก็แตกต่างกัน โดยผู้กระทำ ผู้ดำเนินการ หรือผู้บริหารจัดการเรื่องดังกล่าวอาจมีเจตนาหรือไม่ก็ได้ อาจทำโดยไม่รู้ก็ได้ อาจทำโดยหย่อนความสามารถก็ได้ หรืออาจทำโดยตั้งใจก็ได้ครับ

.

คำดังกล่าวเป็นคำยอดนิยมในปัจจุบันและถูกนำมาใช้ในเรื่อง “การเมือง” กันมาก โดยนำมาใช้ในลักษณะที่เป็นคุณเป็นโทษกับคน โดยปกติทั่วไปแล้ว ผู้ได้รับประโยชน์จากการกระทำ “สองมาตรฐาน” ก็มักจะไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องดังกล่าวเพราะคิดว่านี่คือ “สิทธิพิเศษ” ที่เกิดขึ้นกับตน ทำให้ตนได้รับการปฏิบัติด้วยมาตรฐานที่ดีกว่า จึงไม่เรียกร้องอะไรเพราะตนเป็นผู้ได้รับประโยชน์

.

แต่ในทางกลับกัน ฝ่ายที่ได้รับการปฏิบัติที่ด้อยกว่าอีกฝ่ายหนึ่งก็มักจะเรียกร้องหา “มาตรฐาน” เพราะสิ่งที่ตนได้รับนั้นก่อให้เกิดผลกระทบต่อตนเองมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะฉะนั้น หากเมื่อใดก็ตามที่เกิดอาการหรือเกิดการกล่าวอ้างว่า “สองมาตรฐาน” ก็หมายความว่า จะมีผู้หนึ่งหรือฝ่ายหนึ่ง “ได้ประโยชน์” ส่วนอีกผู้หนึ่งหรืออีกฝ่ายหนึ่งก็จะเป็นผู้ “เสียประโยชน์”

.

“สองมาตรฐาน” ไม่ได้เป็นศัพท์ด้านนิติศาสตร์ แต่ถ้าหากจะหาศัพท์ด้านนิติศาสตร์มาใช้ก็คงหนีไม่พ้นคำว่า “เลือกปฏิบัติ” ส่วนถ้าจะใช้ศัพท์ชาวบ้านทั่วๆ ไปก็คงเรียกการกระทำสองมาตรฐานว่าเป็นการ “ลำเอียง” ก็ได้นะครับ

.

“สองมาตรฐาน” ไม่ได้เป็นประเด็นด้านนิติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากข้อบกพร่องหรือข้อผิดพลาดของตัวบทกฎหมาย แต่เกิดจากการที่ “ผู้มีอำนาจ” ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเลือกที่จะใช้อำนาจหรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดกับบุคคลหนึ่งบุคคลใดหรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่แตกต่างกันภายใต้กฎหมายหรือกฎเกณฑ์เดียวกัน

.

ในชีวิตประจำวัน เรื่อง “สองมาตรฐาน” ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกเพราะโดยธรรมชาติของมนุษย์ที่มีการรวมกลุ่ม มีความเชื่อ มีสังคม มี “รุ่น” ต่างๆ ร่วมกัน ก็ย่อมมีความผูกพันเป็นธรรมดา และเมื่อเราอยากให้คนที่เราผูกพันได้รับความสะดวกสบาย หรือได้รับสิ่งที่ “ดีๆ” อาการสองมาตรฐานก็จะเกิดขึ้นตามมาครับ

.

จากวัฒนธรรมสู่ความชาชิน

.

นอกจากนี้แล้ว สภาพสังคมและวัฒนธรรมก็ยังเป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิด “สองมาตรฐาน” ไม่ต้องดูอื่นไกลนะครับ เด็กกับผู้ใหญ่ทำสิ่งเดียวกัน คนรวยกับคนจนทำสิ่งเดียวกัน เจ้านายกับลูกน้องทำสิ่งเดียวกัน ผลที่เกิดขึ้นไม่เหมือนกันอย่างแน่นอนครับ โดยเฉพาะเด็กกับผู้ใหญ่นี่เป็น “วัฒนธรรม” ที่ทำให้เกิด “สองมาตรฐาน” จนกลายเป็น “ความชาชิน” ของสังคมในปัจจุบัน

.

ลองนึกตัวอย่างดูเอาเองก็ได้ครับเพราะผมเชื่อว่า แต่ละคนก็เคยประสบกับ “สองมาตรฐาน” มาแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะประสบในครั้งที่ยังเป็น “เด็ก” ผู้ถูกกระทำหรือเมื่อเป็นผู้กระทำที่เป็น “ผู้ใหญ่” แล้วครับ เด็กทำอะไรก็ผิดไปหมดในขณะที่ผู้ใหญ่ทำอย่างเดียวกันแต่กลับไม่ผิด !!

.

ความเคยชินเหล่านี้ในบางครั้งผู้ถูกกระทำก็ต้องยอมรับเพราะวัฒนธรรมและสภาพสังคมต่างก็มีส่วนทำให้ผู้ถูกกระทำ “ต้องยอมรับ” และ “ไม่มีปากไม่มีเสียง” ครับ แต่ในใจของทุกคน ผู้ถูกกระทำทุกคนรู้สึกถึงความไม่เท่าเทียมกัน รู้สึกถึงการได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกันครับ !!!

.

ในทางกฎหมาย ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า แม้จะไม่มีคำว่า “สองมาตรฐาน” แต่เราก็สามารถนำคำว่า “เลือกปฏิบัติ” มาใช้แทนได้ การเลือกปฏิบัตินี้ก็เป็นสิ่งที่ทั้งรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 และฉบับปี พ.ศ. 2550 ได้กล่าวเอาไว้ โดยในมาตรา 30 วรรคสาม แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้กล่าวไว้ว่า

.

“การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางด้านเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้”

.

และนอกจากนี้แล้ว ในมาตรา 9 (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ก็ยังกำหนดให้การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

.

คดีบรรทัดฐาน ทนายพิการสอบอัยการ

.

ที่ผ่านมา ในช่วงเวลาของการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 มีกรณีของการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมที่น่าสนใจหลายเรื่องด้วยกัน แต่ที่น่าสนใจที่สุดก็คือกรณีของนาย ศิริมิตร บุญมูล ทนายความพิการด้วยโรคโปลิโอที่ไปสมัครสอบเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วยแต่ทางหน่วยงานไม่รับสมัคร

.

เนื่องจากเห็นว่ามีร่างกายพิการ ต่อมา นายศิริมิตร บุญมูล ก็ได้นำเรื่องดังกล่าวไปฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองกลาง และศาลปกครองสูงสุด ซึ่งศาลปกครองสูงสุดก็ได้พิพากษาเพิกถอนมติของคณะกรรมการอัยการที่มีมติไม่รับสมัคร นายศิริมิตร บุญมูล ในการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย โดยเรื่องดังกล่าว รองศาสตราจารย์ ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ ได้เขียนบทความลงใน http://www.pub-law.net ไปแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 ก็ต้องลองไปอ่านดูนะครับ

.

ในทางการเมือง ปัญหาใหญ่ของประเทศไทยในวันนี้คือ การแตกแยกในทางความคิดอันนำไปสู่ความขัดแย้งระดับชาติ มีการแบ่งขั้ว แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันในทุกที่ ทุกกลุ่ม อย่างชัดเจน มีการแบ่งเป็นพวกใครพวกมันในทุกระดับชั้นของสังคม ฝ่ายหนึ่งไปอีกฝ่ายหนึ่งมา คำว่า “สองมาตรฐาน” จึงถูกนำมาใช้สำหรับการดำเนินการที่ไม่เท่าเทียมกันที่ “อีกฝ่ายหนึ่ง” เป็นผู้ทำครับ

.

ผมคงไม่ต้องยกตัวอย่างอะไรมากมายนักเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้คนพยายามออกมาบอกว่า “สองมาตรฐาน” ถ้าเรามองอย่างใจเป็นธรรม เราก็คงรู้เอง เพราะอย่างที่ผมกล่าวไปแล้วข้างต้นว่า สองมาตรฐานไม่สามารถวัดได้ด้วยกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ใดๆ ทั้งนั้น เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการมากกว่าเกิดขึ้นจากข้อบกพร่องหรือข้อผิดพลาดของตัวบทกฎหมาย สังคมเราในวันนี้เกิดการบังคับใช้กฎหมายและการใช้อำนาจทางการเมืองแบบที่แตกต่างกัน ไม่ต้องดูอื่นไกลนะครับ

.

สองมาตรฐาน …ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

.

ล่าสุดที่เกิดขึ้น ภายใต้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เด็กนักเรียนเขียนป้ายที่มีข้อความกระทบกับการเมืองก็ถูกจับเข้าสถานพินิจเด็กและเยาวชน ประชาชนผูกผ้าแดงที่ป้ายสี่แยกก็ถือว่าทำผิดกฎหมาย ในขณะที่คนเป็นร้อยชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล ต่อมาย้ายไปชุมนุมบริเวณถนนราชดำเนินนอก มีการตั้งเวทีปราศรัย ซึ่งเป็นการชุมนุมที่ผิดพระราชกำหนดดังกล่าวอย่างชัดแจ้ง กลับไม่มีการดำเนินการทางกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น

.

นี่เป็นตัวอย่าง “เล็กๆ” ที่เกิดขึ้นล่าสุดเมื่อไม่กี่วันนี้เองครับ ส่วนตัวอย่าง “ใหญ่ๆ” อีกเรื่องหนึ่งที่ยังคงเป็นคำถามที่รอคำตอบอยู่ก็คือ ผู้ชุมนุมยึดสนามบิน ยึดทำเนียบ ปิดล้อมรัฐสภา ตำรวจใช้กำลังสลาย ถูกสอบสวนโดนไล่ออก ส่วนกรณีผู้ชุมนุมยึดสี่แยกราชประสงค์ ทหารใช้กำลังเข้าสลาย คนตายร่วมร้อย บาดเจ็บหลายพันกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยครับ

.

ยังมีตัวอย่างอีกมากมายที่ผมคงไม่ต้องหยิบยกมาพูดให้สะเทือนความรู้สึก และสร้างความ “น้อยใจ” ให้กับผู้ได้รับผลกระทบจาก “สองมาตรฐาน” เพราะจริงๆ แล้ว คนไทยทุกคนในฐานะผู้เสียภาษี ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม ต่างก็มีสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันจากหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

.

เพราะเงินภาษีเหล่านี้ก็คือ “ค่าจ้าง” ที่ประชาชน “จ้าง” พวกคุณมาบริหารประเทศ มาเป็นตำรวจ มาเป็นทหาร เพื่อดูแลทุกข์สุขให้กับประชาชนทุกคนอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน ไม่ใช่เพื่อ “ดูแล” หรือ “รับใช้” คนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเป็นการเฉพาะนะครับ !!!

.

เราจะแก้ปัญหา “สองมาตรฐาน” ได้ไหม ? เป็นคำถามที่หลายๆ คนอยากรู้กันมาก

.

นี่คือวิธีการแก้ปัญหาสองมาตรฐาน

.

ผมเคยเสนอผ่าน “ผู้มีอำนาจ” ไปแล้วหลายครั้งว่า อะไรที่ใครบอกว่าสองมาตรฐานก็ต้องให้ผู้ที่รับผิดชอบออกมาชี้แจงว่าทำไมถึงเข้าใจกันไปว่าสองมาตรฐาน ลองยกตัวอย่างดูก็ได้ว่า หากมีฝ่ายหนึ่งบอกว่า เรื่องของอีกฝ่ายหนึ่งค้างอยู่ที่ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ป.ป.ช. กกต. ฯลฯ มาเป็นเวลานานแล้ว ส่วนเรื่องของฝ่ายตนเองบรรดาองค์กรเหล่านั้นก็รีบดำเนินการ ไม่ยากหรอกครับ ทำแบบ ศอฉ. แถลงข่าวก็ได้ เอาผู้ที่เกี่ยวข้องและสามารถให้ข้อมูลได้ออกมานั่งกันให้เต็มจอทีวี อธิบายว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนใด ช้าเพราะเหตุใด และคาดว่าจะเสร็จเมื่อไร ชี้แจงให้เป็นระบบและชัดเจน

.

ผมว่าคนคงหายสงสัยไปได้มากนะครับ นี่คือวิธีการแก้ปัญหาของสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วด้วยการให้ข้อมูลที่ชัดเจน ถูกต้องแก่ประชาชน และให้ประชาชนรับทราบด้วยว่า “น่าจะ” ใช้เวลาในการดำเนินการอีกนานเท่าไรสำหรับแต่ละเรื่อง ส่วนในวันข้างหน้า เพื่อไม่ให้เกิดการดำเนินการที่มีลักษณะสองมาตรฐานอีก หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐควรจะต้องพยายามมีความเป็นกลางทางการเมืองให้มากขึ้น หยุดที่จะฟังและทำตามนักการเมืองโดยละเลยกับหลักนิติรัฐ

.

ใช้มาตรา 157 เป็นเครื่องมือแก้ปัญหา

.

หลักของความเป็นข้าราชการที่ดี คงต้อง “สำนึก” ให้มากขึ้นว่า มีงานทำและมีเงินใช้ได้ทุกวันนี้ก็เพราะภาษีจากประชาชนทั้งประเทศ ในการทำงานควรทำด้วยความโปร่งใส รวดเร็ว ชัดเจน มีคำตอบ เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้เสนอข้อเท็จจริง ข้อเสนอ “เชยๆ” ที่กล่าวไปแล้วนี้ไม่ล้าสมัยหรอกครับ เพราะยังเป็นสิ่งที่เราไม่ให้ความสนใจที่จะทำอย่างเสมอต้นเสมอปลายต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานานจนทำให้ความแตกแยกในสังคมขยายออกไปกว้างมากขึ้นทุกวัน

.

ฝ่ายประชาชน ผู้ที่มั่นใจว่าตนเองได้รับการปฏิบัติที่มีลักษณะ “สองมาตรฐาน” ก็น่าจะลองใช้สิทธิทางศาลยุติธรรมด้วยการฟ้องร้องเจ้าหน้าที่ผู้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ต่อไป หรือไม่ก็ใช้สิทธิฟ้องศาลปกครองเพื่อขอให้ศาลสั่งให้หัวหน้าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมาตรา 72 (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คือปฏิบัติตามหน้าที่ภายในเวลาที่ศาลปกครองกำหนดในกรณีที่มีการฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเว้นต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร

.

หลายๆ คนอาจ “ส่ายหน้า” ว่าการใช้สิทธิทางศาลกว่าจะรู้ผลก็ต้องใช้เวลานาน แต่ผมก็ยังเห็นว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดและถูกต้องที่สุดเพราะเป็นการ “ต่อสู้” ตามกฎหมายครับ ฟ้องกันมากๆ ให้มีข่าวออกมามากๆ ผู้มีอำนาจที่จะใช้วิธี “สองมาตรฐาน” ก็จะต้องระวังตัวมากขึ้นที่จะใช้อำนาจในลักษณะดังกล่าว ไม่ช้าไม่นานสถานการณ์ก็คงจะดีขึ้นไปเองครับ เพียงแต่ต้องอาศัย “ความกล้า” และ “เวลา” เท่านั้นเองครับ !!

.

เครื่องมือในการทำลายล้างทางการเมือง

.

สำหรับฝ่ายการเมือง ผมว่าหยุดได้แล้วที่จะใช้ “สองมาตรฐาน” เป็นเครื่องมือในการทำลายล้างทางการเมือง แค่นี้ก็ไม่รู้แล้วว่าจะหาทางออกให้กับประเทศได้อย่างไรครับ ควรหยุดแทรกแซงและสั่งการฝ่ายข้าราชการประจำและในขณะเดียวกันก็ควรหาทางให้มีการใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อก่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และต้องพยายามหาทางทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างกลับมาสู่มาตรฐานเดียวให้ได้ รัฐบาลสองมาตรฐานคงไม่สามารถนำความสงบสุขและความปรองดองกลับมาสู่ประเทศได้อย่างแน่นอนครับ !!!

.

ขนาดการ์ตูนก็ยังสองมาตรฐาน ?

.

ข้อเขียนนี้คงไม่สมบูรณ์ หากจะไม่กล่าวถึง “สื่อ” ที่ในวันนี้ก็สองมาตรฐานกันเสียเหลือเกิน ขนาดการ์ตูนก็ยังสองมาตรฐานเลยครับ !!! คงจะต้องหันกลับมาปฏิบัติตามสิ่งที่ได้ร่ำเรียนกันมาใหม่นะครับ พยายามทำตัวให้เป็นกลาง อย่าเลือกข้าง นำเสนอสิ่งที่ถูกต้องและเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนให้มากที่สุดและดีที่สุด ต้องไม่ลืมว่าสื่ออยู่เหนือการเมืองนะครับ ไม่ใช่อยู่กับการเมือง อยู่ในการเมืองหรืออยู่ใต้การเมืองครับ

.

หากยังปล่อยให้บ้านเมืองของเราอยู่ในสภาวะ “สองมาตรฐาน” ต่อไป ความแตกแยกก็ต้องมีมากขึ้น จนในที่สุดระบบต่างๆ ที่เป็นตัวขับเคลื่อนสังคมและประเทศก็จะต้อง “ล่มสลาย” เมื่อถึงวันนั้น ผู้คนจะไม่มีความเชื่อถือในรัฐบาล ไม่มีความเชื่อถือในเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐ ไม่มีความเชื่อถือในทหาร ไม่มีความเชื่อถือในตำรวจ และไม่มีความเชื่อถือในฝ่ายตุลาการ แล้วประเทศเราจะอยู่ต่อไปได้อย่างไรครับ บ้านเมืองที่ไร้กฎเกณฑ์ ไร้กติกาคงไม่ใช่สิ่งที่พวกเราอยากเห็นหรืออยากให้เกิดขึ้นครับ !!!

.

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง ”จุดจบของขบวนการคนเสื้อแดง”

โดย

ประภาส ปิ่นตบแต่ง

ความมีดังนี้

.

บทความนี้ เขียนในสถานการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดง ที่ยังคงอยู่ในป้อมค่ายถนนราชประสงค์
.

แต่ท่ามกลางการยกระดับไปสู่ความสุดโต่งด้วยกันทุกฝ่าย อาจจินตนาการได้ไม่ยากนักว่า ชะตากรรมของผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง และแกนนำคงจะเหมือนดังกบฏผู้มีบุญ
.

พระราชพงศาวดารอยุธยาฉบับหมอบรัดเล ได้บันทึกกบฏผู้มีบุญที่เกิดขึ้นหลายครั้งในตอนปลายรัชสมัยพระเพทราชา ที่น่าสนใจมากเป็นพิเศษ คือ กบฏบุญกว้างกับพวก 28 คน ซึ่งมีการกล่าวเอาไว้ชัดเจน ว่า คิดอ่านตั้งตนเป็น “ผู้มีบุญ”
.

กบฏบุญกว้างผู้มีอำนาจคุณวิชา กับพวกแค่ 28 คนได้เข้าบุกยึดเมืองนครราชสีมาอยู่หลายเดือน จนทำให้ฝ่ายเมืองหลวงตั้งคำถามว่า เพียงคนแค่หยิบมือ หากชาวเมืองหยิบเพียงดินคนละก้อนโยนเข้าไป อ้ายพวกกบฏก็พ่ายจนสิ้นแล้ว
.

เมืองหลวงจึงได้ยกทัพถือพลฉกรรจ์ลำเครื่อง 5,000 สรรพด้วยเครื่องศาสตราวุธทั้งปวง แต่ก็หาได้สามารถจัดการกับอ้ายกบฏลาวได้ไม่ การล้อมปราบกบฏบุญกว้างที่ยึดศาลากลางนครราชสีมาดำเนินอยู่อีกเป็นเวลานาน แต่สุดท้าย ก็หาได้รอดไปไม่เหมือนดังขบวนการผีบุญอื่นๆ
.

เหตุใดขบวนการผู้มีบุญหรือกบฏผีบุญมักต้องพบจุดจบเช่นนี้
.

ประการแรก ขบวนการผู้มีบุญมีจุดหมายทางการเมืองที่สำเร็จรูป คือ การโหยหาธรรมสังคมในยุคพุทธกาลที่เคยเจริญรุ่งเรือง การกล่าวถึง ความเลวร้ายของสังคมปัจจุบัน จึงเป็นการเปรียบเทียบกับความรุ่งโรจน์ในอดีต
.

แกนนำคนเสื้อแดงได้ยกระดับการต่อสู้จนแทบจะเหมือนกบฏผู้มีบุญไปเสียแล้ว กล่าวคือ การพาผู้คนกลับสู่ความอุดมสมบูรณ์พูนสุขของอดีตกาลยุครัฐบาลทักษิณ
.

เมื่อเป็นเช่นนี้ แกนนำและนักเคลื่อนไหวคนเสื้อแดง จึงมักออกมาประณามเครือข่ายองค์กร และรายการทีวีที่นำพาผู้คนมาพูดกันเรื่องปฏิรูปประเทศไทย หรือประเด็นในการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่จะพาสังคมก้าวเดินไปข้างหน้า
.

เพราะตรรกะการเปลี่ยนแปลงสังคมของขบวนการผู้มีบุญมีลักษณะเป็นวัฏจักร ไม่ใช่มีลักษณะก้าวไปข้างหน้า กล่าวคือ สิ่งที่ดีงาม คือ การกลับคืนสู่อดีตกาล ประชาธิปไตยและสังคมที่อุดมสมบูรณ์ได้เกิดขึ้นแล้วในยุคทักษิณ
.

ประการที่สอง ขบวนการผู้มีบุญมีลักษณะสุดโต่ง ไม่ประนีประนอม ไม่มีข้อเรียกร้องแบบยืดหยุ่น ต่อรองไม่ได้ และพร้อมที่จะตาย ขบวนการต่อสู้ในลักษณะเช่นนี้ จึงรอคอยและเชื้อเชิญให้ฝ่ายอำนาจรัฐเข้ามาล้อมปราบ นั่นคือ จุดจบของผีบุญทุกครั้ง
.

แน่ละว่า ขบวนการคนเสื้อแดงมีบริบทที่แตกต่างไปจากขบวนการผู้มีบุญในอดีตเป็นอย่างมาก แต่ก็น่าสนใจว่า การเคลื่อนไหวต่อสู้แบบสุดโต่ง ไม่รู้จักสะสมชัยชนะระยะยาวไม่เคยประสบความสำเร็จ
.

การมีอุดมการณ์หรือจุดหมายที่สำเร็จรูป และการระดมผู้คนด้วยคาถาอาคม อำนาจวิชาแบบโบราณ หรือการระดมปลุกเร้าสร้างอารมณ์โดยอาศัยองค์ศาสดานักรบหน้าไมค์ ที่กระทำเหมือนกันทุกสีเสื้อ
.

แม้จะมีพลังการเคลื่อนไหวกดดัน แต่ไม่ได้เกิดประโยชน์ในระยะยาว เพราะพลังเช่นนี้ทำงานในด้านลบ สร้างความเป็นพวกเขา พวกเรา และขับเคลื่อนด้วยตรรกะของความเกลียดชัง ความโกรธเกรี้ยวด้วยกันทั้งสิ้น
.

ดังนั้น พลังของขบวนการผีบุญจะมีเพียงใด ก็จะมีอย่างจำกัดในหมู่ศาสดาและสาวกหรือสมาชิก แต่ไม่สามารถขยายผู้เข้าร่วมที่กว้างขวางออกไปได้มากกว่าความเป็นพวกเดียวกันที่สุดโต่ง
.

บริบทสังคมการเมืองปัจจุบันอาจจะมีลักษณะที่แตกต่างออกไปมาก แต่ลองพิจารณาการปิดล้อมตัวเองของคนเสื้อแดงผ่านยุทธวิธีการเคลื่อนไหว และการวางท่าทีต่อพื้นที่สาธารณะ ก็จะพบว่า ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก
.

กล่าวคือ การใช้ยุทธวิธีขัดขวางระบบปกติทั้งด้านเศรษฐกิจ และชีวิตทางสังคม ด้วยการบุกยึดราชประสงค์ การปิดถนนบ่อยครั้ง การตั้งด่านค้นรถยนต์ของแกนนำตามถนน การระรานชีวิตของผู้คน ฯลฯ หรือแม้แต่การไม่ระมัดระวัง ด้วยการทะเลาะกับสื่อบ่อยครั้ง
.

กระทำการเหล่านี้มีหลายเรื่องที่ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจแน่ๆ แต่โดยภาพรวมแล้วเกิดขึ้น ภายใต้ยุทธวิธีหลักที่ใช้ในการเคลื่อนไหว ขบวนการคนเสื้อแดงไม่ได้มุ่งที่จะดึงเอาสาธารณชน ผู้เฝ้ามองอย่างกลางๆ เข้ามาร่วมสนับสนุนได้
.

ยุทธวิธีเช่นนี้ดูเหมือนจะมีพลัง สามารถทำให้ระบบชีวิตเศรษฐกิจและสังคมพังทลาย แต่ก็สามารถสร้างความเป็น “พวกเรา” เพียงด้านเดียว และกลับมีต้นทุนสำคัญ คือ สร้างศัตรูรอบทิศทาง นับตั้งแต่ภาคธุรกิจ คนชั้นกลาง คนใช้รถใช้ถนน รถไฟฟ้าฯ ฯลฯ
.

อีกด้านหนึ่ง ต้นทุนดังกล่าวนี้ทำให้การสร้างวาทกรรม “ผู้ก่อการร้าย” ของรัฐบาลสามารถขยายออกไปอย่างรวดเร็ว คนเสื้อแดงจึงอยู่ในวงล้อมปราบจากสังคมรอบทิศไปหมด
.

การเข้าใจว่าผู้คนที่ออกมาชุมนุมต่อต้านเป็นพวกรัฐบาลแต่เพียงด้านเดียวยิ่งนำมาสู่ความหายนะมากยิ่งขึ้น เพราะทำให้คนเสื้อแดงไม่ปรับยุทธวิธี ไม่ประนีประนอมข้อเรียกร้องหรือไม่กลับไปสู่โต๊ะเจรจา
.

โดยเฉพาะบรรดานักรบหน้าไมค์หรือแกนนำบนเวที ยิ่งนานวันพวกเขายิ่งเหมือนผีบุญเข้าไปทุกทีๆ
.

ทั้งหมดนี้ เป็นการพิจารณาจากแง่มุมของขบวนการประชาสังคมหรือขบวนการทางสังคม ซึ่งบอกได้ว่า ไม่เคยมีขบวนการเคลื่อนไหวใดที่จะประสบความสำคัญได้ หากไม่สามารถสร้างหรือรบในพื้นที่ทางสังคม

แต่หากจะประเมินคนเสื้อแดงจากขบวนการปฏิวัติประชาชนแบบที่แกนนำบางคนแพลมๆ ออกมาบ่อยๆ ก็ต้องประเมินกันอีกแบบหนึ่ง

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง  ”ยุบสภา-ทางเลือกที่ต้องเลือก”

โดย

นิธิ เอียวศรีวงศ์


ความมีดังนี้

.

กรอ.ประชุมกันแล้ว หาเหตุผลที่จะไม่ควรยุบสภาออกมาได้ว่า เพราะยังไม่มีความขัดแย้งระหว่างสภาและฝ่ายบริหาร จึงไม่มีเหตุจะยุบสภาได้

.

แต่ใครบอกเล่าว่า เงื่อนไขให้ยุบสภามีได้เพียงอย่างเดียว ยุบเพื่อทำให้ฝ่ายบริหารมีเสียงเพิ่มขึ้นในการเลือกตั้งครั้งใหม่ เพราะอยู่ในช่วงที่ฝ่ายบริหารกำลังได้รับความนิยม เขาก็ทำกันเป็นปกติในทุกประเทศที่ปกครองด้วยระบบรัฐสภา ยุบเพราะจะเสนอกฎหมายใหม่ที่ต้องการเสียงสนับสนุนแข็งจริง ทั้งๆ ที่เสียงฝ่ายบริหารยังเกินครึ่งในสภาก็ทำกันอยู่เสมอ ยุบเพราะรัฐบาลถูกโจมตีมาก เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจ ก็เป็นการแก้ปัญหาทางการเมืองซึ่งที่ไหนๆ เขาก็ทำกัน

.

เพราะการยุบสภาเป็นกลไกทางการเมืองที่สำคัญ เอาไว้แก้ปัญหาทางการเมืองเฉพาะหน้า ที่ไหนๆ รวมทั้งเมืองไทยจึงให้อำนาจเด็ดขาดไว้ที่นายกรัฐมนตรี เพราะถึงอย่างไรก็เป็นอำนาจที่จำกัด กล่าวคือยุบแล้วก็ต้องกลับไปหาประชาชนใหม่ จึงไม่มีใครเขาทำประชามติเพื่อยุบสภา หากชอบที่จะปกครองกันด้วยประชาธิปไตยทางตรงอย่างนั้น ทำประชามติกันด้วยเรื่องแผนพลังงานไม่ดีกว่าหรือ

.

อีกบางฝ่ายออกมาคัดค้านการยุบสภาว่า ถึงยุบไปก็แก้ปัญหาไม่ได้ แต่ไม่ชัดว่าปัญหาที่ว่านั้นคืออะไร แต่ดังที่กล่าวแล้วว่าการยุบสภาเป็นกลไกการเมืองสำหรับแก้ปัญหาการเมือง ไม่ได้แก้ปัญหาได้ทั่วไป การที่มีคนจำนวนมากออกมายึดถนน และยังมีผู้สนับสนุนไปทั่วประเทศจนกระทั่งกลไกรัฐทำงานไม่ได้ คือปัญหาการเมืองเฉพาะหน้าที่ต้องแก้ก่อนอื่น

.

ก็ตาม หากนิยามปัญหาที่ว่าแก้ไม่ได้ว่าคือสิ่งที่การชุมนุมเรียกร้อง ได้แก่ความไม่เท่าเทียม, สองมาตรฐาน, และความไม่สมานฉันท์ ถ้าอย่างนั้น ยิ่งไม่ยุบสภาก็ยิ่งแก้ไม่ได้ เพราะเวลาปีกว่าภายใต้รัฐบาลอภิสิทธิ์ ยิ่งตอกย้ำความไม่เท่าเทียม, สองมาตรฐาน และความแตกร้าวมากขึ้นไปอีก แม้ขณะนี้ก็กำลังคิดกันถึงการชดเชยช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม โดยไม่ได้แยกระหว่างผู้ประกอบการขนาดใหญ่และเล็ก มันจะเป็นตลกร้ายสักเพียงใด ที่วันหนึ่งเราจะต้องควักกระเป๋าไปอุดหนุนธนาคารกรุงเทพ, บริษัทซีพี และ ฯลฯ ในขณะที่ชาวนาและกรรมกรต้องแบกรับความเสี่ยงในความผันผวนทางเศรษฐกิจไปตามลำพัง

.

ส่วนปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำนั้น นายกฯพูดเองว่าเริ่มคลี่คลายลงแล้ว เพราะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในเอเชียเริ่มฟื้นตัว ผลกระทบของความตกต่ำทางเศรษฐกิจโลกที่กระทบถึงไทยนั้น มาจากการที่เศรษฐกิจไทยผูกอยู่กับเศรษฐกิจโลกอย่างแน่นแฟ้น แต่หนึ่งปีกว่าที่ผ่านมา รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ได้ทำให้ความผูกพันนั้นเปลี่ยนแปลงไปในทางที่จะบรรเทาผลกระทบแต่อย่างไร เช่นสร้างฐานการผลิตบางส่วนของไทยให้เข้าถึงตลาดโลกส่วนที่ได้รับผลกระทบน้อย หรือเพิ่มผลิตภาพเพื่อแข่งขันได้ดีขึ้น เป็นต้น ประเทศไทยเคยอ่อนแอทางเศรษฐกิจอย่างไร ก็ยังอ่อนแออยู่เหมือนเดิม

.

ยิ่งประหลาดมากขึ้นที่กลุ่มคนซึ่งอ้างว่าเป็นตัวแทนของ “ภาคประชาชน” ยกปัญหาเรื้อรังขึ้นมาว่า ปัญหาเหล่านี้ควรถูกนำมาถกกันในการตัดสินใจว่าจะยุบสภาหรือไม่

.

ปัญหาเหล่านี้สรุปรวมแล้วก็คือการจัดสรรแบ่งปันทรัพยากรนั้นเอง และนี่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของสังคมไทยจริง แต่จะแก้ปัญหานี้ได้ไม่ใช่หวังพึ่งรัฐบาลใดๆ ทั้งสิ้น (ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือรัฐประหาร) รัฐบาลอภิสิทธิ์เองเพิ่งปล่อยให้ กฟผ.ลงนามในสัญญากับบริษัทจีนและพม่า เพื่อสร้างเขื่อนฮัตจี ทำลายวิถีชีวิตของผู้คนอีกหลายพันในลุ่มน้ำสาละวินตอนกลาง (หากนับรวมถึงประชาชนในพม่าด้วยก็หลายหมื่น) แต่ถึงแม้เป็นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ก็คงปล่อยให้ กฟผ.ลงนามเหมือนกัน

.

นี่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เรามีการเมืองที่ชนชั้นนำครอบงำ ดังนั้นจึงจัดสรรแบ่งปันทรัพยากรโดยดึงเอามาบำเรอชนชั้นนำ และปล่อยปละละเลยประชาชนระดับล่างที่ได้เคยใช้ทรัพยากรนั้นมาอีกวิถีทางหนึ่งไปตามยถากรรม

.

แต่เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไรได้ นอกจากเปิดพื้นที่ให้ประชาชนระดับล่างได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ นักวิชาการและเอ็นจีโอที่เสนอเรื่องนี้ก็เคยเข้าไปร่วมเคลื่อนไหวกับประชาชน เช่นให้ข้อมูลที่ทำให้เห็นผลกระทบกว้างไกลกว่าความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของประชาชนในท้องถิ่น ช่วยเปิดพื้นที่สื่อให้เสียงคัดค้านการแย่งชิงทรัพยากรเช่นนี้ดังไปถึงคนชั้นกลางในเมือง และเคยแม้แต่ร่วมเดินขบวนหรือสนับสนุนการประท้วงของชาวบ้านมาแล้ว

.

ทั้งหมดนี้คือ “กระบวนการประชาธิปไตย” ซึ่งเป็นเครื่องมืออันเดียวที่จะทำให้การจัดสรรแบ่งปันทรัพยากรในประเทศของเรามีความเป็นธรรมมากขึ้น และคงจะมีโอกาสพัฒนาต่อไปจนพ้นจากท้องถนนไปสู่พื้นที่อื่นๆ มากขึ้น (รวมถึงสภาผู้แทนราษฎรด้วย) ท่านเหล่านั้นฝันไปหรืออย่างไร จึงคิดว่าปัญหาเรื้อรังระดับโครงสร้างเช่นนี้ อาจแก้ได้ด้วยการเจรจาทุบโต๊ะเปรี้ยงเดียว แล้วทุกอย่างเข้าที่หมด

.

นอกจากนี้ มันแก้ปัญหาวิกฤตทางการเมืองเฉพาะหน้าได้อย่างไร

.

ควรเตือนไว้ด้วยว่า วิกฤตทางการเมืองที่เราเผชิญอยู่เวลานี้หนักหนาสาหัสมาก เพราะรัฐบาลไม่เหลือทางเลือกอะไรอีกแล้ว นอกจากสลายการชุมนุมด้วยวิธีรุนแรง ซึ่งจะทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายอย่างขนานใหญ่กว่าที่ประเทศไทยเคยเผชิญมา (แม้ใน 6 ตุลา และพฤษภาทมิฬ) ซ้ำถึงสลายได้ เรื่องก็ไม่ยุติ เพราะจะเกิดการต่อต้านรัฐในรูปแบบต่างๆ ไปทั่วประเทศ รวมทั้งการก่อวินาศกรรมด้วย

.

ชนชั้นนำอาจเลือกที่จะไม่เก็บอภิสิทธิ์เอาไว้ โดยยึดอำนาจด้วยกองทัพไปเสียเลย แต่นั่นยิ่งจะนองเลือดมากขึ้น และประเทศไทยจะโงหัวไม่ขึ้นไปอีกหลายปี

.

ทั้งหมดนี้ แลกกับการยุบสภาทันที อย่างไหนจะเป็นทางออกจากวิกฤตเฉพาะหน้าได้สงบสันติกว่ากัน

.

แม้กระนั้นก็ยังมีบางคนคัดค้านว่า ถึงยอมยุบสภา หลังการเลือกตั้ง หากได้รัฐบาลที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ชอบ ก็อาจออกมาประท้วงปิดถนนอีก จึงไม่ใช่ทางที่จะแก้ปัญหาได้จริง

.

ข้อคัดค้านนี้มีความเป็นไปได้ แต่ต้องเข้าใจการประท้วงให้ดี

.

หัวใจสำคัญของการประท้วงไม่ได้อยู่ที่ยึดถนนหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าได้รับการสนับสนุนจากผู้คนในสังคมกว้างขวางเพียงไร หากได้รับกว้างขวางหนักแน่น กฎหมายอะไรๆ ก็ไม่อาจเอาไว้อยู่ (เพราะความศักดิ์สิทธิ์ของกฎไม่ได้อยู่ที่กลไกรัฐเท่ากับความเห็นชอบของประชาชน) ไม่ว่า พ.ร.บ.ความมั่นคง, สถานการณ์ฉุกเฉิน หรือแม้แต่กฎอัยการศึก ฉะนั้น หากอีกฝ่ายหนึ่งมีข้อเรียกร้องที่สังคมโดยรวมเห็นด้วย รัฐบาลใหม่ก็ต้องทำตาม เช่น ขอให้ยุบสภา ก็ต้องยุบสภา แต่หากขอให้ขอพระราชทานนายกฯ สังคมโดยรวมอาจไม่เอาด้วย ถึงตอนนั้นรัฐย่อมสามารถใช้กลไกของรัฐรักษากฎหมายได้

.

ข้อนี้น่าจะเป็นเครื่องเตือนสติให้ผู้จัดตั้งรัฐบาลต้องคำนึงถึงการยอมรับของสังคมมากขึ้น ไม่ใช่นำเอาคนอันเป็นที่รังเกียจของคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ มาเป็นนายกฯ หรือคิดว่าตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร จึงยอมเอายี้มาเต็ม ครม. เพราะจากนี้ไป การกระทำเช่นนั้นจะเป็นผลให้รัฐบาลนั้นไม่สามารถบริหารงานได้เลย

.

ในระบบการเมืองที่การประท้วงไม่มีพื้นที่อื่นซึ่งได้ผลมากไปกว่าท้องถนน จะให้สังคมเข้ามากำกับรัฐได้อย่างไร สิ่งที่น่าคิดก็คือเราจะสร้างพื้นที่ให้สังคมมีพลังในการควบคุมรัฐนอกท้องถนนได้อย่างไรต่างหาก แต่การที่สังคมสามารถกำกับควบคุมรัฐได้มากขึ้นนั้น เป็นความก้าวหน้าของสังคมไทยไม่ใช่หรือ

.

บางคนอาจตั้งคำถามเชิงค้านว่า ถ้าอย่างนั้น เรามิต้องปกครองกันด้วย “ม็อบ” หรอกหรือ ใช่เลยที่เราต้องตกอยู่ในภาวะอย่างนั้น จนกว่าเราจะสามารถสร้างพื้นที่นอกถนนให้แก่สังคมได้ดังกล่าวข้างต้น พูดอย่างที่ผมเคยได้พูดมาหลายครั้งแล้วว่า เราต้องปรับระบบการเมืองของเราให้รองรับความเปลี่ยนแปลงของสังคมให้ได้ นั่นคือมีคนจำนวนมากที่จำเป็นต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการเมืองระดับชาติ ถ้าเราไม่มีพื้นที่ให้เขาในระบบ เขาก็ต้องใช้พื้นที่นอกระบบ ฉะนั้น หากไม่ปรับระบบการเมืองให้ทัน ก็บอกได้เลยว่า เราจะเผชิญกับความวุ่นวายทางการเมืองจนกลายเป็นจลาจลเช่นนี้ต่อไปอีกนาน

.

ทำไมการยุบสภาซึ่งเป็นการกระทำง่ายๆ และเป็นกลไกปกติทางการเมืองเช่นนี้ จึงทำได้ยากเย็นหนักหนาแก่นายกฯอภิสิทธิ์

.

โดยสรุปแล้ว อภิสิทธิ์เป็นทางออกเพียงอันเดียวของเครือข่ายอำนาจที่สลับซับซ้อนของสังคมไทย หากไม่นับการรัฐประหารอย่างออกหน้า อันนับวันก็เป็นเครื่องมือที่ไม่คุ้มทุนมากขึ้น เพราะก่อให้เกิดการสึกหรอของสถาบันแห่งอำนาจมากเกินไป (เช่น กองทัพ, ตุลาการ ฯลฯ) แต่หนึ่งปีกว่าผ่านไป ก็ยังไม่มีทางเลือกอื่นให้ออกมากไปกว่าอภิสิทธิ์ ฉะนั้น การยุบสภาจึงหมายถึงการทิ้งไพ่จนเกือบหมดหน้าตัก เหลือไพ่ที่ใช้การไม่ดีอีกสองใบเท่านั้นคือ

.

1) สลายการชุมนุมอย่างเด็ดขาดรุนแรง แต่ก็รู้อยู่แล้วว่า จะทำให้ปัญหายิ่งขยายตัวและจัดการยากขึ้น

.

2) รัฐประหาร พร้อมทั้งให้อำนาจที่ไม่มีการตรวจสอบไว้ในมือของฝ่ายชนชั้นนำเต็มที่ ระบบอำนาจนิยมนี้จะสามารถสยบการต่อต้านอย่างรุนแรงได้ ก็โดยวิธีเดียวคือ เป็นผู้นำการปฏิรูปประเทศในทุกด้าน ซึ่งจะมีผลลิดรอนผลประโยชน์และอำนาจของกลุ่มชนชั้นนำเอง แม้อาจมีนักอุดมคติในฝ่ายชนชั้นนำที่คิดจะทำเช่นนี้ ก็ยังมีปัญหาว่าจะรักษาเอกภาพของชนชั้นนำไว้ได้อย่างไร มิฉะนั้นแล้ว นักอุดมคตินั้นก็จะถูกชนชั้นนำอีกกลุ่มหนึ่ง หรือหลายกลุ่มร่วมมือกันโค่นล้มลงจนได้

.

ยุบสภาจึงเป็นทางออกเดียวที่เป็นไปได้มากที่สุด ทั้งแก่ชนชั้นนำเองและแก่สังคมไทยโดยรวม

.

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง  ”ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน”

โดย

อานันท์ ปันยารชุน

ความมีดังนี้

หนึ่งนิยาม คือหนึ่งความหมาย แต่ประชาธิปไตยไม่ได้ถูกให้นิยามไว้แค่นิยามเดียว ประชาธิปไตยจึงมีมากกว่าหนึ่งความหมาย  นับจากโสเครติสถึงเด็กติสต์แถวๆ บ้าน จากอเมริกาถึงไทย ความหมายของประชาธิปไตยได้ปรับแปรเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องขาดช่วงไปมา  ทั้งเหตุที่เกิดในแต่ละบริบทสังคมการเมืองนั้นให้ประจักษ์แล้วว่า แต่ละหนแห่งไม่ได้ให้ความหมายประชาธิปไตยเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม หลายๆ สังคมก็ยังมีผู้คนที่ถวิลสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค และความยุติธรรม อยู่เสมอ

เช่นเดียวกัน สังคมไทยมีบุคคลซึ่งอุทิศตนให้กับประชาธิปไตยนานานับ ถ้าสังคมไทยความจำไม่สั้นมากเกินไป คงจำผู้คนเหล่านั้นได้ และอาจยังจำอานันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรีในห้วงสมัยรัฐประหารพฤษภาทมิฬกันได้

ครั้งนี้โอเพ่นออนไลน์เปิดคอลัมน์ให้ผู้อ่านพินิจใคร่ครวญความหมายประชาธิปไตยแบบคุณอานันท์ ที่ได้ให้ไว้ในงานอมาตยา เซน เล็คเชอร์ ซีรีส์ ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ในเดือนมิถุนายน 2551 และเคยตีพิมพ์ก่อนแล้วในหนังสือชื่อเรื่อง ประชาธิปไตยในระยะเปลี่ยนผ่าน

ประชาธิปไตยแบบคุณอานันท์จะเป็นทางออกให้สังคมที่ขมุกขมัวหรือไม่ อาจไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ประชาธิปไตยแบบคุณอานันท์เป็นเช่นไร ช่างน่าสนใจยิ่งกว่า


ท่านศาสตราจารย์อมาตยา เซน คุณมาร์ก ไบเฮน แห่ง ING Bank คุณวิลเลม ฟาน เดอร์ กีสท์  แขกผู้มีเกียรติ และท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษทุกท่าน

ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาแลกเปลี่ยนข้อสังเกตเกี่ยวกับประชาธิปไตยที่ยั่งยืนในเวทีปราศรัยซึ่งตั้งชื่อตามนักปราชญ์ นักคิด และผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ นอกจากนั้นท่านยังได้รับการยกย่องจากผลงานในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาในฐานะเป็นประธานร่วม United Nations Panel on Human Security

ศาสตราจารย์เซนได้สร้างแรงบันดาลให้พวกเราทุกคนด้วยการนําเสนอข้อคิดสําคัญๆ ซึ่งให้ความหมายใหม่ต่อมิติเชิงจริยธรรมของปัญหาเศรษฐกิจและสังคมที่เร่งด่วนแห่งยุค

หนึ่งในข้อคิดที่สําคัญยิ่งของศาสตราจารย์เซนคือเรื่องสมรรถนะ ซึ่งจัดให้เสรีภาพของมนุษย์เป็นหัวใจในการวิพากษ์การพัฒนาประชาธิปไตย ศาสตราจารย์เซนเคยตั้งข้อสังเกตว่า “ไม่เคยมีทุพภิกขภัยร้ายแรงเกิดขึ้นในประเทศใดที่เป็นเอกราช มีประชาธิปไตย และมีสื่อที่ค่อนข้างเสรี”

ในยุคปัจจุบันอันเป็นยุคที่การมุ่งหากําไรมักอยู่เหนือข้อพิจารณาเรื่องความเป็นธรรม ความเท่าเทียม และสิทธิเสรีภาพ แนวคิดของศาสตราจารย์เซนว่าด้วยการพัฒนาซึ่งเกี่ยวโยงกับเสรีภาพของมนุษย์ ความเป็นประชาธิปไตย และสื่อที่เสรี นั้นเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม

เมื่อสงครามเย็นสิ้นสุด ฟรานซิส ฟูกูยามา ได้เสนอว่าจุดจบของประวัติศาสตร์ใกล้มาถึงแล้ว แต่นี่เวลาได้ล่วงเลยมากว่า 15 ปีแล้ว ชัยชนะของประชาธิปไตยก็ยังไม่สมบูรณ์

บางประเทศได้ผันแปรตัวเองจากแนวทางประชาธิปไตยเสรีนิยมไปสู่แนวทางที่เป็นอํานาจนิยมมากขึ้น บางรัฐบาลก็ยังประสบความสําเร็จพอสมควรในการรักษาระบอบการเมืองที่ปราศจากประชาธิปไตย แต่สามารถตอบสนองความต้องการทางเศรษฐกิจของประชาชนได้  ในขณะเดียวกัน หลายประเทศที่มีระบอบประชาธิปไตยก็ยังมีปัญหาด้านความรับผิดชอบต่อประชาชนและธรรมาภิบาล

เรื่องนี้ถ้ามองอย่างผิวเผิน ออกจะน่าแปลกใจ ประชาธิปไตยมีข้อดีที่เห็นชัดขนาดนี้ ไม่น่าจะมีปัญหาในการหยั่งรากลงทั่วโลก แต่สําหรับหลายประเทศ “การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน”ยังคงเป็นอุดมการณ์ที่ดูเหมือนอยู่แค่เอื้อม แต่ไปไม่ถึง

ต้นเหตุหลักอยู่ที่การต่อสู้ระหว่างผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง อริสโตเติลเคยประกาศว่า “หากเสรีภาพและความเท่าเทียมดังที่บางคนคิดมีอยู่ในประชาธิปไตยเป็นหลัก มันจะเกิดขึ้นได้ดีที่สุดก็ต่อเมื่อทุกคนเข้าไปมีส่วนร่วมในรัฐบาลมากที่สุด”

ในยุคปัจจุบัน เราเผชิญกับคําถามที่สําคัญยิ่งว่า

เหตุใดประชาธิปไตยจึงดูเปราะบางนัก

มีองค์ประกอบและปัจจัยใดที่จําเป็นสําหรับประเทศหนึ่งๆ ในการไปให้ถึงจุดที่สามารถธํารงไว้ซึ่งประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน

ผมขอให้แง่คิดจากประสบการณ์ของผมในการเป็นนายกรัฐมนตรีที่มุ่งมั่นจะสร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในประเทศไทย รวมถึงการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน

ผมขอเริ่มด้วยคําพูดของมหาตมะ คานธีเกี่ยวกับธาตุแท้ของความเป็นประชาธิปไตยว่า “วิญญาณของประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยัดเยียดจากภายนอกได้ แต่เป็นสิ่งที่ต้องมาจากข้างใน” กล่าวคือ ประชาชนต้องเป็นผู้ต้องการประชาธิปไตยเอง

ในยุโรปส่วนใหญ่ วิวัฒนาการของประชาธิปไตยเป็นไปอย่างเชื่องช้าและเลี้ยวลดคดเคี้ยว ประวัติศาสตร์ของยุโรปนั้นเกลื่อนกล่นไปด้วยสงครามกลางเมือง การปฏิวัติ และระบอบเผด็จการ  แต่ประชาธิปไตยก็ยังสามารถหยั่งราก และในปัจจุบันก็ไม่มีระบอบการปกครองอื่นใดมาแข่งขันท้าทายกับประชาธิปไตยในยุโรป

หากเราถือว่าการให้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งแก่ทุกคนเป็นจุดสําคัญของการพัฒนาประชาธิปไตยในโลกตะวันตก เราก็จะพบว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งหมดที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางเพิ่งเริ่มได้ร้อยกว่าปีเท่านั้น

ในกระบวนการวิวัฒนาการทางการเมือง คนเราต้องปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ และปัญหาต่างๆ นานา เช่น การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติทางธรรมชาติ

ในระยะยาว ระบอบประชาธิปไตยจะสามารถปรับตัวในกระบวนการวิวัฒนาการได้ดีที่สุดก็ต่อเมื่อมีเสาหลักที่แข็งแรงพอ

ในยุคปัจจุบันเราอาจเปรียบเทียบประชาธิปไตยได้กับสูตรคํานวณซอฟท์แวร์ที่สามารถผลิตผลลัพธ์ทางการเมืองที่ดีที่สุดสําหรับสังคมใดก็ได้ โค้ดสําหรับซอฟท์แวร์ทางการเมืองนี้เก่าแก่หลายศตวรรษ แต่เพื่อความสะดวก เราอาจถือเอกสารแม็กนาคาร์ตาของอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 1215 เป็นจุดเริ่มต้น

เป็นที่เชื่อกันว่าประชาธิปไตยนั้นดีกว่า มั่นคงกว่า มีเหตุมีผลกว่า มีประโยชน์และมีความชอบธรรมมากกว่าระบบการปกครองอื่นใด

วินสตัน เชอร์ชิลล์ ได้กล่าวอย่างเหมาะสมว่า “ไม่มีใครเสแสร้งว่าประชาธิปไตยมีความสมบูรณ์หรือดีเลิศประเสริฐศรีไปหมดหรอก จริงๆ แล้วเคยมีผู้กล่าวว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองที่เลวที่สุด ถ้าไม่นับระบอบการปกครองอื่นๆ ที่ถูกนํามาทดลองใช้บ้างเป็นครั้งคราว”

กระบวนการทางการเมืองต้องพิจารณาควบคู่ไปกับระดับการพัฒนาของประเทศ หากการพัฒนาไม่ราบรื่น สภาพของประชาธิปไตยก็จะเป็นเช่นเดียวกัน การพัฒนาและประชาธิปไตยเปรียบเสมือนด้านหัวและก้อยของเหรียญเดียวกัน

จากประสบการณ์ของผม จําเป็นต้องมีเสาหลักอย่างน้อยจํานวนหนึ่งสําหรับรองรับโครงสร้างพื้นฐานของประชาธิปไตย ถ้าเราคิดจะสร้างสะพานก็ต้องยึดตามหลักวิชาวิศวกรรม แต่การสร้างประชาธิปไตยไม่เหมือนกับการสร้างสะพาน เพราะไม่ใช่วิทยาศาสตร์ แต่เป็นศิลปะของการทําเท่าที่จะทําได้

การศึกษาและการแพร่ความรู้

ประชาธิปไตยเริ่มต้นด้วยปัญญาของผู้ลงคะแนนเสียง ไม่ว่าปัญญานั้นจะได้มาอย่างไรก็ตาม ที่ผมพูดอย่างนั้นหมายความว่าผู้ลงคะแนนเสียงต้องเข้าใจประเด็นปัญหาที่ตนเผชิญอยู่และทางเลือกที่ตนมี ผู้ลงคะแนนเสียงจะต้องเข้าใจด้วยว่าตนมีหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างไรบ้างภายใต้ระบบประชาธิปไตย และมีหนทางที่จะแสดงออกว่าตนต้องการอะไรในกระบวนการประชาธิปไตย

หัวใจของประชาธิปไตยจะเต้นได้ก็ด้วยการมีส่วนร่วมในการใช้สิทธิของพลเมืองทุกคน อย่างแรก คือสิทธิในการหยิบยกประเด็นต่างๆ ที่ตนห่วงกังวลให้บรรจุอยู่ในวาระทางการเมือง และอย่างที่สองคือ การเลือกคนที่ตนรู้สึกว่าจะตอบสนองข้อห่วงกังวลของตนได้ดีที่สุดในกระบวนการการเมือง

นอกเหนือจากการทําหน้าที่พลเมืองอย่างรับผิดชอบโดยการลงคะแนนเสียงแล้ว ประชาธิปไตยต้องมีพลเมืองที่มีความรู้เกี่ยวกับประเด็นปัญหาที่ชุมชนและสังคมกําลังเผชิญในยุคแห่งโลกาภิวัตน์และอิทัปปัจจยตา

ปัญหาท้าทายอย่างหนึ่งในประเทศกําลังพัฒนาหลายประเทศคือ การจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้การศึกษาตอบสนองต่อชีวิตความเป็นอยู่ประจําวันมากขึ้น ให้เปลี่ยนจากการท่องจําแบบนกแก้วนกขุนทองไปสู่การรู้จักคิดอย่างสร้างสรรค์และเป็นตัวของตัวเอง และขยายขอบข่ายโครงการการศึกษาให้ไปถึงเด็ก ผู้หญิง และสตรีที่ยากจน

ผมยินดีที่เห็นความก้าวหน้าด้านความเท่าเทียมระหว่างเพศในการส่งเสริมการศึกษาสําหรับทุกคน ความก้าวหน้าเช่นนี้เป็นนิมิตหมายที่ดีในการสร้างผู้ลงคะแนนเสียงที่มีความรู้จํานวนมากพอที่จะเป็นเชื้อเพลิงให้กระบวนการประชาธิปไตยก้าวหน้าต่อไป

จุดเด่นอย่างหนึ่งของเอเชียคือเป็นภูมิภาคที่ผลิตสตรีซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาลและประมุขของรัฐจากการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยเป็นจํานวนไม่น้อย พัฒนาการที่น่ายินดีเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาคือ ความพยายามของเอเชียใต้ที่จะให้มีความเสมอภาคทางเพศในกระบวนการประชาธิปไตย โดยกําหนดให้เจ้าหน้าที่ซึ่งมาจากการเลือกตั้งมีสัดส่วนส่วนหนึ่งเป็นสตรี  จึงถึงเวลาแล้วที่ทั้งภูมิภาคจะต้องเร่งรัดส่งเสริมความก้าวหน้าของเด็ก ผู้หญิง และสตรี เพื่อให้พวกเขามีส่วนร่วมในระดับรากหญ้ากว้างขวางมากขึ้น

การศึกษาและการเผยแพร่ความรู้ในฐานะทรัพย์สินสาธารณะเป็นวิธีสําคัญที่ทําให้กระบวนการประชาธิปไตยเป็นพลังเข้มแข็ง ต้านทานไม่ให้ผู้ปกครองประเทศใช้อํานาจในทางที่ผิด

ในเอเชียเช่นเดียวกับในตะวันตก ประชาธิปไตยไม่ได้มาจากการลงคะแนนผ่านหีบเลือกตั้งเท่านั้น แต่มาจากการต่อสู้ที่แท้จริง ซึ่งเกิดขึ้นบนท้องถนนโดยนักศึกษา ชาวนา แรงงาน และประชาชนทั่วไปที่ออกมาเดินขบวนเพื่อแสดงความไม่พอใจ

ในเอเชีย มหาตมะ คานธี ได้พัฒนาแนวคิดการต่อสู้ด้วยสันติวิธีเพื่อเป็นขบวนการเปลี่ยนแปลงการเมือง ในช่วงห้าทศวรรษหลังจากนั้น ก็ได้มีการเดินขบวนประท้วงเกิดขึ้นในสาธารณรัฐเกาหลี มีพลังประชาชนแผ่กระจายไปทั่วอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และประเทศอื่นๆ เปลวไฟของประชาธิปไตยยังคงส่องสว่างอยู่ในเอเชียใต้ซึ่งมีจํานวนผู้ลงคะแนนเสียงมากที่สุดและกระตือรือร้นที่สุดในโลก

เพื่อให้ประชาธิปไตยมีชีวิต ประชาชนต้องอย่าปล่อยตัวเองให้ตั้งอยู่ในความประมาท แต่ละชุมชน แต่ละที่ทํางาน แต่ละโรงเรียน ต้องมีโครงการส่งเสริมประชาธิปไตยในระดับรากหญ้า

ผู้มีสิทธิมีเสียงที่ไม่สนใจและนิ่งเฉย ย่อมตกเป็นเหยื่ออย่างง่ายดายให้กับกลุ่มจัดตั้งใดๆ ก็ตามที่หวังยึดอํานาจด้วยกําลังหรือการหลอกลวงตบตา ซึ่งในที่สุดจะนําไปสู่เผด็จการเบ็ดเสร็จ

ในเอเชียส่วนใหญ่ ซึ่งเน้นเรื่องความสามัคคีและการหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง นั้นเป็นค่านิยมสําคัญ สิ่งที่ท้าทายเราคือว่าทําอย่างไรจึงจะยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์ การชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย และความเห็นที่ไม่ลงรอยกัน โดยถือว่าทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งในการเติบใหญ่ของกระบวนการประชาธิปไตยในบริบทของเอเชีย

เสาหลักของประชาธิปไตย

ในทัศนะของผม โครงสร้างทางสถาปัตยกรรมของประชาธิปไตยมีเสาหลักอยู่ 7 เสา อันได้แก่ การเลือกตั้ง ขันติธรรมทางการเมือง การปกครองด้วยกฎหมาย เสรีภาพในการแสดงออก ความรับผิดชอบต่อประชาชนและความโปร่งใส การกระจายอํานาจ และประชาสังคม

การเลือกตั้ง

การเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรมสร้างความชอบธรรมให้กับประชาธิปไตย โดยป้องกันบุคคลหรือกลุ่มคนเล็กๆ ในสังคมไม่ให้ยัดเยียดผลประโยชน์เฉพาะตัวให้ประชาชนแบกรับ ไม่ควรมีบุคคลใดหรือคนกลุ่มใดมีสิทธิผูกขาดอํานาจเหนือกระบวนการเลือกตั้ง

พรรคการเมืองเป็นเครื่องมือสําคัญของระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งมีแบบแผนพื้นฐานที่เป็นกรอบให้กับชุมชนทางการเมืองและกําหนดความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ประชาชน และการปฏิสัมพันธ์ระหว่างศูนย์อํานาจต่างๆ

ในสังคมประชาธิปไตย พรรคการเมืองสามารถจัดตั้งขึ้นมาและหาเสียงได้โดยปราศจากการข่มขู่คุกคาม บางประเทศกําหนดให้ก่อนการเลือกตั้งพรรคการเมืองต้องมีเสียงสนับสนุนในระดับหนึ่งเป็นอย่างน้อย ทุกพรรคการเมืองจะต้องได้รับโอกาสใช้สื่อเสรีและวิธีอื่นๆ เพื่อเผยแพร่แนวทางของพรรคในการหาเสียงเลือกตั้ง กระบวนการเลือกตั้งจะต้องได้รับการกํากับดูแล สังเกตการณ์และดําเนินการโดยองค์กรอิสระซึ่งมักจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งสามารถโกงกันได้ ซื้อเสียงกันได้ และเป็นที่น่าเสียดายที่นักการเมืองซึ่งลงพื้นที่เฉพาะในช่วงการเลือกตั้งเพื่อสร้างฐานอํานาจและถ่ายภาพกับประชาชน กลายเป็นภาพที่คุ้นเคยกันในหลายประเทศ

รัฐบาลจะสิ้นสุดความชอบธรรมก็ต่อเมื่อไม่สามารถสะท้อนความต้องการของพลเมืองได้ และหากเกิดขึ้น รัฐบาลก็สามารถจัดให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ แต่บางครั้งก็อาจมีการใช้กําลังและข่มขู่คุกคามเพื่อหวังยึดครองอํานาจต่อไป การเลือกตั้งอาจถูกเลื่อนออกไปหรือบ่อนทําลาย

ถึงแม้การเลือกตั้งเป็นสิ่งที่จําเป็นและเป็นมิติที่เห็นชัดที่สุดของระบบประชาธิปไตย แต่ก็ยังมีตัวอย่างของการทุจริตเลือกตั้งเพื่อส่งเสริมผลักดันการปกครองแบบอัตตาธิปไตยและทรราช ดังนั้นการเลือกตั้งจึงไม่ได้เป็นหลักประกันว่ามีประชาธิปไตย

ขันติธรรมทางการเมือง

เสาหลักที่สองคือ ขันติธรรมทางการเมือง  การเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรมไม่ได้เป็นการมอบสิทธิให้กดขี่หรือกีดกันกลุ่มผู้ที่ไม่ได้ลงคะแนนเสียงให้ฝ่ายรัฐบาล และก็ไม่ได้หมายความว่าเสียงข้างมากจะมีสิทธิปล้นสิทธิเสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือชีวิตของเสียงข้างน้อย

ถ้าจะให้ประชาธิปไตยคงอยู่ได้ในระยะยาวก็ต้องมีขันติธรรม ถ้ากลุ่มเสียงข้างน้อยไม่ได้รับผลประโยชน์อย่างเที่ยงธรรมจากกระบวนการการเลือกตั้ง ก็จะไม่สามารถมีความสงบสุขได้ การขาดความสงบสุขจะทําให้ความพยายามทั้งปวงที่จะเป็นประชาธิปไตยไร้ผล

ในหลายประเทศ มีตัวอย่างของการให้สินรางวัลกับผู้ลงคะแนนเสียงสนับสนุนพรรครัฐบาล และทอดทิ้งหรือลงโทษผู้ที่ลงคะแนนเสียงให้พรรคฝ่ายตรงข้าม  การแจกจ่ายอาหาร น้ำ และทรัพยากรต่างๆ เพื่อการพัฒนา ล้วนเคยถูกใช้เพื่อเป็นเครื่องมือควบคุมให้ชนะการเลือกตั้งมาแล้วทั้งสิ้น

การเมืองภายหลังการเลือกตั้งอาจเป็นโทษต่อผู้แพ้ โดยอาจเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งมองว่าการมีส่วนร่วมของเสียงข้างน้อยเป็นอุปสรรค แทนที่จะหาทางโน้มนําฝ่ายค้านเข้ามาถกหารือกันอย่างมีเหตุผล หรืออาจนําท่าทีของฝ่ายค้านเข้าไปบรรจุเป็นนโยบายรัฐบาลหากสมควร

ขันติธรรมเป็นเรื่องของการยอมรับความหลากหลายในสังคม โดยเริ่มจากการปลูกฝังเลี้ยงดูในวัยเยาว์ ถ้าเราสอนให้ผู้เยาว์เชื่อในหลักการผู้ชนะกินรวบ ก็เท่ากับว่าเรากีดขวางการพัฒนาประชาธิปไตย แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เยาวชนควรต้องเรียนรู้ว่า สิ่งที่ฝ่ายชนะได้รับในการเลือกตั้ง คือหน้าที่ที่จะรักษาส่งเสริมฉันทามติที่สมดุลในสังคม การสร้างความสมดุลดังกล่าวนี้ก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง

หลักนิติธรรม

เสาหลักที่สามของประชาธิปไตยคือหลักนิติธรรม มีการถกเถียงกันมากมายถึงความหมายของคำคํานี้ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือความเกี่ยวโยงอย่างใกล้ชิดระหว่างหลักนิติธรรมและประชาธิปไตย

เมื่อกระบวนการทางการเมืองกํากับด้วยกฎหมายและกรอบระเบียบกฎเกณฑ์ ราษฎรก็จะสามารถพิจารณาได้ว่ารัฐบาลนั้นปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และสามารถหาคําตอบต่อคําถามหลักๆ เช่น

- รัฐบาลปกครองตามหลักกฎหมายหรือไม่ หรือถือหลักว่าตนได้รับการยกเว้นจากกฎเกณฑ์ที่ไม่สะดวกบางข้อ

- ลําดับขั้นตอนการดําเนินงานของรัฐบาลคงเส้นคงวาและอยู่ภายใต้กฎหมายหรือไม่ หรือว่ารัฐบาลดําเนินการตามอําเภอใจ จับกุมผู้คนที่คัดค้านนโยบายของตนและลิดรอนเสรีภาพของบุคคลเหล่านั้นโดยไม่เคารพสิทธิที่พวกเขาพึงมีตามกฎหมาย

ในช่วงต้นๆ ผมได้กล่าวถึงความสําคัญของแม็กนาคาร์ตา เอกสารประวัติศาสตร์ฉบับนั้นได้จารึกหลักที่ว่ารัฐจะต้องเคารพสิทธิตามกฎหมายทั้งหมดที่บุคคลพึงมี  habeas corpus เป็นหลักการสําคัญที่สุดอย่างหนึ่งในแม็กนาคาร์ตา  habeas corpus ป้องกันการจับกุม กักขัง และประหารชีวิตตามอําเภอใจของรัฐ โดยกําหนดว่าการกระทําดังกล่าวโดยรัฐต้องมีเหตุผลทางกฎหมายและเคารพสิทธิตามกฎหมายของบุคคลที่ถูกกักกัน

ชนชั้นทางการเมืองที่ยอมรับว่า การกระทําใดๆ โดยรัฐต้องเป็นไปตามครรลองของกฎหมาย จะยอมรับประชาธิปไตยมากกว่า การบังคับใช้หลักนิติธรรมอย่างถูกต้องเป็นการป้องกันความพยายามใดๆ ที่จะทําลายเสรีภาพ ยึดทรัพย์สิน หรือละเมิดสิทธิมนุษยชน และยังหมายความว่ากฎเหล่านั้นมีผลต่อราษฎรทุกคนอย่างเท่าเทียม

เมื่อการบังคับใช้หลักนิติธรรมอ่อนแอ การฉ้อราษฎร์บังหลวงก็เฟื่องฟู การติดสินบน การจ่ายเงินใต้โต๊ะ การฮั้วประมูล การออกนโยบายที่เอื้อต่อครอบครัวหรือพวกพ้อง ล้วนเป็นที่รู้กันอย่างกว้างขวางในหลายประเทศ ในสถานการณ์เหล่านี้ผู้ที่มุ่งบังคับกฎหมายอาจเผชิญกับการข่มขู่คุกคามหรือตอบโต้แก้แค้น

ประชาธิปไตยจะผิดเพี้ยนไม่ทํางานเมื่อข้าราชการ ตุลาการ นิติบัญญัติ ภาคเอกชน ตํารวจ และทหาร ล้วนใช้อํานาจที่ตนมีอยู่เพื่อสร้างความร่ำรวยและเอื้อประโยชน์ส่วนตนบนความทุกข์ยากของประชาสังคม  ถึงแม้จะมีกฎหมาย การฉ้อราษฎร์บังหลวงก็เป็นตัวบั่นทอนหลักนิติธรรม

ความเป็นกลางของภาคตุลาการเป็นฐานหลักอย่างหนึ่งของหลักนิติธรรม หากผู้พิพากษาใช้กฎเกณฑ์ชุดหนึ่งสําหรับผู้ที่มีอํานาจวาสนา และใช้อีกชุดหนึ่งสําหรับผู้ที่ไม่มีสิ่งเหล่านั้น ระบบการเมืองและระบบยุติธรรมทั้งหมดก็จะตกต่ำเสื่อมเสีย เซาะกร่อนความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อการให้ความยุติธรรมของรัฐบาล

หลักนิติธรรมย่อมมีรากฐานอยู่ในระบบค่านิยมทางศีลธรรมจรรยา ในแอฟริกาใต้ เป็นเวลาหลายสิบปีที่ได้มีหลักนิติธรรมภายใต้กรอบระบบกฎหมายที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของสีผิว (apartheid) ภายใต้ระบบการเมืองและกฎหมายที่ปกป้องสิทธิของประชาชน คนที่มีสีผิวสีใดสีหนึ่งไม่สามารถใช้มันกีดขวางความยุติธรรมได้ ความยุติธรรม
และความเสมอภาคเกี่ยวโยงโดยตรงกับความยั่งยืนของประชาธิปไตย โดยทั่วไปแล้ว หากหลักนิติธรรมถูกครอบงํา ชื่อเสียงในความเป็นประชาธิปไตยพร้อมกับความชอบธรรมของรัฐบาลก็จะพลอยเสียหายไปด้วย ไม่ว่ารัฐบาลนั้นจะใช้ข้ออ้างอย่างไรก็ตาม

หลักนิติธรรมยังมีหน้าที่สุดท้ายอีกหนึ่งอย่างในระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ เช่นของไทย รัฐธรรมนูญเป็นตัวกําหนดกรอบและความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันปกครองต่างๆ ในระบบประชาธิปไตย ประชาธิปไตยจะทํางานได้ผลดีที่สุดก็ต่อเมื่อสถาบันและเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ระบบที่มีกลไกตรวจสอบถ่วงดุล

หลักนิติธรรมเป็นตัวกําหนดขอบเขตของการแทรกแซงกระบวนการตัดสินใจทางการเมือง  เมื่อมีนิติธรรม ประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของระบบและขึ้นอยู่กับกฎหมายเดียวกัน  ในขณะที่ผู้ปกครองนั้นไม่ได้เป็น “เจ้าของ”ของระบบ

เพื่อให้หลักนิติธรรมทํางานเป็นผล มีความจําเป็นอย่างยิ่งที่เกียรติภูมิและอิสรภาพของฝ่ายตุลาการและระบบยุติธรรมทั้งหมดจะต้องปลอดจากการกดดันโดยอิทธิพลหรือการแทรกแซงที่ผิดกฎหมาย

เสรีภาพในการแสดงออก

เสาหลักที่สี่ซึ่งทําให้ประชาธิปไตยยั่งยืนคือเสรีภาพในการแสดงออก สิ่งที่บุคคลสามารถกล่าว ตีพิมพ์ แจกจ่าย และพูดคุย เป็นสิ่งบ่งชี้ว่าระบบการเมืองเป็นประชาธิปไตยมากน้อยเพียงใด สื่อมวลชนที่อิสรเสรีเป็นตัวชี้วัดเสรีภาพในการแสดงออก ระบบอินเทอร์เน็ตที่ไม่ถูกเหยียบย่ำโดยการควบคุมของรัฐก็เป็นตัวชี้วัดอีกตัวหนึ่งเช่นกัน

รัฐบาลไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยหรือเป็นแบบอื่น น้อยรายนักที่มีความสัมพันธ์ที่สบายใจอย่างแท้จริงกับสื่อมวลชนเสรี แต่ไม่ว่าจะมีข้อเสียเพียงใด สื่อมวลชนเสรีซึ่งสนับสนุนโดยอินเทอร์เน็ตที่ไม่ถูกปิดกั้น เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการให้ข้อมูลข่าวสารกับสาธารณะ โดยเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยที่ทํางาน  แม้ในสังคมที่มีประชาธิปไตยมานาน รัฐบาลก็ยังพยายามจัดการใช้สื่อเพื่อประโยชน์ของตน รัฐบาลมักพยายามชี้นําการตีความข่าวเพื่อผลักดันวาระของตนและเจือจางอํานาจของสื่ออิสระ

เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้เปิดทางให้การแพร่กระจายข้อมูลข่าวสารพร้อมกับพื้นที่สําหรับวาทกรรมสาธารณะได้ขยายตัวอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน อินเทอร์เน็ตได้ปฏิวัติการมีส่วนร่วมในการอภิปรายและการดําเนินการทางการเมือง และได้เกื้อกูลให้เกิดชุมชนออนไลน์ขึ้นมามากมาย ในขณะเดียวกันโทรศัพท์มือถือก็ทําให้การติดต่อส่งข้อมูลข่าวสารกระทําได้อย่างทันท่วงที

ในประเทศที่ยึดแนวทางอํานาจนิยม เสรีภาพของข้อมูลข่าวสารเป็นภัยใหญ่หลวงสําหรับรัฐบาล เสรีภาพที่มากับสื่อสมัยใหม่นี้สามารถเข้าถึงได้โดยเพียงคลิกไปยังเว็บไซต์ เช่น ยูทูบและบล็อกต่างๆ  ปรากฏการณ์ใหม่ๆ เหล่านี้ทําให้รัฐบาลควบคุมข้อมูลข่าวสารได้ยากขึ้น

ข้อเท็จจริงก็คือว่า แม้กระทั่งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็มักพยายามที่จะปั้นแต่งมติมหาชนให้ไปในทิศทางที่ต้องการ ไม่ว่าผ่านสื่อโทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ หรืออินเทอร์เน็ต การที่รัฐควบคุมหรือมีอิทธิพลเหนือข้อมูลข่าวสารนั้น พวกเราควรจะหยุดและคิดเรื่องนี้ให้ดีๆ แม้หน้าตาของประชาธิปไตยอาจดูสดใส แต่หากเสรีภาพของข้อมูลข่าวสารและของสื่อถูกคว้านจนกลวง ก็เท่ากับว่าประชาธิปไตยถูกบั่นทอน ประชาชนจึงต้องคอยเฝ้าระวังตลอดเวลาเพื่อให้มีการ
ตรวจสอบและถ่วงดุล ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากกฎหมายในหลายประเทศที่ประชาธิปไตยกําลังพัฒนาไม่ได้ส่งเสริมเสรีภาพของข้อมูลข่าวสาร และไม่ให้ความสําคัญต่อสื่อมวลชน

เสรีภาพในการแสดงออกถือว่าสําคัญพอที่จะบรรจุในปฏิญญาสากลสิทธิมนุษยชน ดังหัวข้อ 19 ซึ่งระบุว่า “ทุกคนมีสิทธิอย่างเสรีในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก สิทธิดังกล่าวนั้นรวมถึงเสรีภาพที่จะมีความคิดเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง และเสรีภาพที่จะแสวงหา ได้รับ และถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารและความคิดผ่านสื่อใดๆ ก็ได้โดยไม่จํากัดพรมแดน”

หากพลเมืองไม่มีสิทธิในการแสดงออกในกระบวนการทางการเมือง ก็จะไม่มีรัฐบาลใดที่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทําของตน อย่างไรก็ดี ไม่มีสังคมประชาธิปไตยใดที่มีเสรีภาพในการแสดงออกอย่างสมบูรณ์

กุญแจสําคัญคือการชั่งให้เกิดความสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของชาติและสังคม เพื่อสร้างและรักษาระดับการถกเถียงแลกเปลี่ยนในสังคม ซึ่งจะทําให้การมีส่วนร่วมในประชาธิปไตยมีความหมาย และในขณะเดียวกันก็ต้องขีดเส้นซึ่งนําบริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเข้าไปพิจารณา แต่ละประเทศกําหนดขอบเขตของเสรีภาพในการแสดงออกไว้แตกต่างกัน แต่สิ่งที่สําคัญคือขอบเขตดังกล่าวต้องไม่ถูกอิทธิพลทางการเมืองนําไปใช้ในทางที่ผิด เพื่อจํากัดไม่ให้สาธารณะตรวจสอบนโยบายและการกระทําที่มีผลกระทบต่อบูรณภาพของผลประโยชน์สาธารณะ เช่น หากกฎหมายอาญาว่าด้วยการหมิ่นประมาททําให้คนไม่กล้าเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลหรือการฉ้อราษฎร์บังหลวง ก็เป็นการทําให้ประชาธิปไตยเสื่อม

ประชาธิปไตยเป็นเรื่องของการให้ทุกเสียงมีสิทธิได้แสดงออก เสียงเหล่านั้นอาจขัดกันเอง บางเสียงอาจมีความรู้มากกว่าเสียงอื่น บางเสียงอาจเป็นความเห็นส่วนตัว ซุบซิบนินทา หรือคาดเดา ทั้งหมดนี้คือตลาดแห่งความคิด ซึ่งก็เหมือนตลาดทั่วไปตรงที่สินค้าแต่ละอย่างมีคุณค่าไม่เท่ากัน ตราบใดที่สถาบันต่างๆ ของเราทําให้คนสามารถรู้จักวิธีประเมินคุณค่าของความคิดในตลาดนี้ รู้จักคัดเอาความคิดที่ไตร่ตรองเข้มงวดมาใช้ รู้จักปฏิเสธความคิดที่สุกเอาเผากิน ไม่เพียงแต่ประชาธิปไตยจะยั่งยืนเท่านั้น แต่จะเจริญงอกเงยขึ้นอีกด้วย

โดยที่มีทั้งอินเทอร์เน็ต โลกาภิวัตน์ และการสื่อสารมวลชน ตลาดแห่งนี้ได้ดึงความคิดมาจากแหล่งต่างๆ อย่างหลากหลาย ไม่ใช่เพียงจากประเทศประชาธิปไตยประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น  แม้ว่าตลาดนี้จะไม่สามารถสร้างขึ้นมาและควบคุมโดยรัฐอย่างง่ายดาย แต่ก็คงไม่มีรัฐบาลใดปลอดโปร่งใจทีเดียวกับการใช้วิธีปิดปากผู้ที่ไม่เห็นด้วยหรือผู้ที่แฉการกระทําของรัฐบาล

ความรับผิดชอบต่อสาธารณะและความโปร่งใส

เสาหลักที่ห้าของประชาธิปไตยคือ ความรับผิดชอบต่อสาธารณะและความโปร่งใส ซึ่งหมายความว่าสถาบันของรัฐและบุคคลในสถาบันเหล่านั้นต้องรับผิดชอบการกระทําของตน รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อประชาชนที่เลือกรัฐบาลนั้นเข้ามา นอกจากนี้ ยังต้องรับผิดชอบต่อฝ่ายตุลาการที่อิสระหรือสถาบันที่เป็นกลางอื่นๆ ที่ตั้งขึ้นเพื่อตรวจสอบการกระทําของรัฐบาล การตัดสินใจใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนโยบายด้านการเกษตร การกําหนดราคาน้ำมัน หรือบริการสาธารณสุข จะต้องไม่ทําไปเพื่อผลักดันวาระของกลุ่มผลประโยชน์เหนือกว่าผลประโยชน์สาธารณะ

ในแก่นแท้ของความรับผิดชอบต่อสาธารณะและความโปร่งใสนั้นมีวัตถุประสงค์เดียวกัน คือเพื่อคุ้มครองพลเมืองจากนโยบายที่หลงทางหรือการตัดสินใจที่ให้ประโยชน์แก่คนไม่กี่คนแต่ทําให้คนจํานวนมากต้องเสียประโยชน์ เมื่อใดที่หลักการทั้งสองนี้สั่นคลอน ก็จะเป็นสัญญาณเตือนภัยว่าธรรมาภิบาลกําลังตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยง และกระบวนการประชาธิปไตยได้ชะงักงัน

การกระจายอํานาจ

เสาหลักที่หกตั้งอยู่บนการให้อํานาจทางการเมืองแก่ระดับท้องถิ่นหรือระดับจังหวัด ยิ่งรัฐบาลอยู่ใกล้ประชาชนที่ต้องปกครองมากเพียงใด รัฐบาลก็จะยิ่งตอบสนองต่อประชาชนได้มากเพียงนั้น ขณะเดียวกัน เพื่อให้ประชาธิปไตยที่มีการกระจายอํานาจจากส่วนกลางสามารถทํางานได้ ก็จะต้องมีการกระจายอํานาจในเรื่องของเงินสนับสนุน ทรัพยากรด้านอุปกรณ์สิ่งของและบุคคล ตลอดจนขีดความสามารถของสถาบัน

การกระจายกระบวนการทางการเมืองออกจากส่วนกลางก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะลดการรวมศูนย์อํานาจและอิทธิพลของกลุ่มพลังทางการเมือง  พลเมืองจะมีความตื่นตัว สนใจ และพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในประชาธิปไตยมากขึ้น เมื่อพวกเขามองเจ้าหน้าที่รัฐเป็นเสมือนเพื่อนบ้านและเห็นว่าสิ่งที่เขามีส่วนได้ส่วนเสียเป็นเรื่องใกล้ตัว

เราจะเห็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของความเชื่อมโยงระหว่างประชาธิปไตยกับชีวิตประจําวันของพลเมืองได้ในระดับท้องถิ่น การอยู่ในพื้นที่ที่ใกล้ชิดในละแวกเดียวกันมีประโยชน์ในทํานองเดียวกับชุมชนออนไลน์ในเศรษฐกิจแห่งความรู้ ประชาชนที่มีผลประโยชน์และค่านิยมร่วมกันจะแสดงและแลกเปลี่ยนความเห็นและความรู้ จะโน้มน้าวกันและกัน สิทธิของพลเมืองในการชุมนุมและการมีส่วนร่วมในระดับท้องถิ่นจะช่วยบ่มเพาะประชาธิปไตยให้อยู่ยืนยาวในสังคม

การตั้งพรรคการเมืองในระดับท้องถิ่นช่วยให้การสร้างประชาธิปไตยแบบผู้แทนเป็นไปได้ง่ายขึ้น การมีส่วนร่วมในระดับท้องถิ่นของผู้ลงคะแนนเสียงและผู้สมัครที่มาจากเขตหรือจังหวัดเดียวกันจะสร้างความน่าเชื่อถือและความชอบธรรมให้แก่กระบวนการประชาธิปไตย  และการปกครองระดับท้องถิ่นจะเป็นสนามฝึกซ้อมให้แก่ผู้นําของชาติในอนาคต

ประชาสังคม

ประชาสังคมเป็นเสาหลักสําคัญเสาที่เจ็ด ประชาสังคมที่
แข็งขันจะเริ่มบทบาทของการมีส่วนร่วมตั้งแต่ระดับรากหญ้า  เวทีชุมชน ชมรม กลุ่มนักรณรงค์เรื่องต่างๆ องค์กรการกุศล สหกรณ์ สหภาพ กลุ่มนักคิด และสมาคม ล้วนจัดอยู่ภายใต้กรอบประชาสังคม กลุ่มเหล่านี้เป็นยานพาหนะในการมีส่วนร่วมที่จะนําไปสู่การมีประชาธิปไตยระดับรากหญ้าอย่างยั่งยืน โดยมีความเข้มข้นในแง่ของความรู้สึกต้องการเป็นอาสาสมัคร ความสนใจร่วมกัน และค่านิยมเหมือนกัน อันเป็นแกนสําหรับการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล สร้างกรอบแนวคิด และผลักดันแนวคิด

ความเข้มแข็งของประชาธิปไตยอาจวัดได้โดยดูว่ามีประชาสังคมที่แท้จริงเพียงใด และพลเมืองมีส่วนร่วมในการกําหนดนโยบายสาธารณะมากน้อยเพียงใด ประชาสังคมเป็นแหล่งข้อมูลที่สําคัญสําหรับการถกเถียงด้วยสติปัญญาในเรื่องที่อยู่ในความสนใจของสาธารณะ ประชาสังคมยังเป็นกลไกให้ทัศนะส่วนรวมของพลเมืองสามารถมีส่วนกําหนดและโน้มน้าวนโยบายของรัฐบาลได้  และจากการที่ต้องนําข้อถกเถียงและข้อมูลเข้าสู่เวทีสาธารณะเพื่อใช้เป็นบริบทในการพิเคราะห์นโยบาย รัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยก็จําเป็นต้องนําเสนอข้อโต้แย้งหรือปรับเปลี่ยนท่าที การแลกเปลี่ยนในลักษณะนี้เป็นสิ่งดีสําหรับประชาธิปไตย และเป็นที่ชัดเจนว่า เมื่อกระบวนการพิจารณาภายในระบบการเมืองนั้นยอมรับบทบาทของประชาสังคม ก็เท่ากับว่าได้ตกลงให้ประชาชนได้มีบทบาทในการตรวจสอบการตัดสินใจของรัฐบาล ในสังคมประชาธิปไตยนั้นประชาสังคมที่ตื่นตัวจะทําให้มีการตัดสินใจที่รอบคอบมากขึ้น

หลายประเทศมีประวัติศาสตร์ของระบบอุปถัมภ์ทางการเมือง โดยหัวหน้าของกลุ่มการเมืองจะสร้างกลุ่มผู้ตามของตนที่มีความภักดีต่อตัวบุคคลมากกว่าต่อพรรคการเมืองหรือความเชื่อ เมื่อใดที่เกิดอย่างนี้ขึ้น ประชาธิปไตยก็ไม่สามารถคงอยู่อย่างยั่งยืนได้ง่ายนัก

คุณสมบัติความเป็นผู้นํา

เสาหลักต่างๆ ของประชาธิปไตยที่ผมได้กล่าวถึงมานี้ เป็นสิ่งที่จําเป็นแต่ยังไม่เพียงพอ หากขาดผู้นําที่จะมาสร้างและธํารงรักษาเสาหลักของประชาธิปไตยเหล่านี้

คุณสมบัติของความเป็นผู้นําสําหรับประชาธิปไตยที่ยั่งยืนจะพบได้ในบุคคลที่ดํารงตนด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส และรับผิดชอบในสิ่งที่ตนทํา เป็นบุคคลที่สามารถสร้างฉันทามติ มีใจที่เปิดกว้างและเป็นธรรม ยึดมั่นต่อความยุติธรรมและส่งเสริมประโยชน์สาธารณะ มีขันติธรรมรับฟังท่าทีของฝ่ายตรงข้าม แน่นอน มักมีการพูดกันว่าประชาธิปไตยเป็นวิธีปกครองที่ยุ่งเหยิงวุ่นวาย และวิสัยมนุษย์ก็มีข้อบกพร่องมากมาย คํากล่าวทั้งสองนี้มีความจริงอยู่ แต่ขณะที่เรายอมรับข้อจํากัดของเราเอง เราก็ควรพยายามหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดในอดีตและมองไปสู่รุ่นผู้นําในภายภาคหน้าที่จะสามารถสานต่อ โดยเรียนรู้จากบทเรียนของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชนคนธรรมดา

สรุป

ในการเสริมสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืน ประเทศชาติจะต้องมุ่งความพยายามไปที่การสร้างระบบที่ให้อํานาจแก่ประชาชน ไม่ใช่เฉพาะผ่านสิทธิในการลงคะแนนเสียงเท่านั้น แต่โดยปลูกฝังบรรทัดฐาน สถาบันและค่านิยมที่สนับสนุนสิทธิดังกล่าว และทําให้สิทธินั้นมีความหมาย

สิ่งที่จะทําให้ประชาธิปไตยยั่งยืนคือ ความตระหนักร่วมกันว่า แม้ว่าประชาธิปไตยจะห่างไกลความดีเลิศประเสริฐศรี แต่ทางเลือกอื่นยังห่างไกลเสียยิ่งกว่า บางสังคมตระหนักในสัจธรรมนี้เร็วกว่า บางสังคมตระหนักช้ากว่า บางสังคมก็กําลังทดลองดูว่าจะสามารถนําเฉพาะบางส่วนของประชาธิปไตยมาใช้ เช่น ธรรมาภิบาลและความ
รับผิดชอบ โดยไม่ต้องรับภาระของการเป็นประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบได้หรือไม่

ผมขอให้สังคมเหล่านั้นโชคดี ตราบใดที่พวกเขาแสดงความยึดมั่นต่อสวัสดิภาพและความกินดีอยู่ดีของประชาชน และจัดหาบริการสาธารณะให้แก่ประชาชนได้ ประชาชนส่วนใหญ่ก็คงจะพึงพอใจกับสถานะที่เป็นอยู่และไม่ประท้วง

ในบางประเทศที่ระบอบประชาธิปไตยยังไม่เข้มแข็งแบบนี้ ประเด็นหนึ่งที่พวกเขาได้เปรียบก็คือความรู้สึกผิดหวังกับประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน บุคคลที่ได้รับเลือกตั้งมา แทนที่จะสนองและปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ กลับสนองประโยชน์ส่วนตนและพรรคพวก อ้างสิทธิที่จะบงการในนามของคนส่วนใหญ่ เหยียบย่ำสิทธิของคนกลุ่มน้อย จนตนเองกลายเป็น “สาธารณชน” เสียเอง ไม่ใช่ “ผู้แทน” อีกต่อไป

ในช่วงประมาณสามทศวรรษที่ผ่านมา ได้มีแนวโน้มไปสู่ประชาธิปไตยที่มีส่วนร่วมโดยตรงมากขึ้น ซึ่งในสังคมประชาธิปไตยที่อยู่ตัวแล้ว แนวโน้มนี้อาจเป็นความเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่การเดินจากระบอบอัตตาธิปไตยไปสู่ประชาธิปไตยที่มวลชนมีส่วนร่วมนั้น นับว่าเป็นการกระโดดก้าวใหญ่

สิ่งที่สําคัญคือ เมล็ดของประชาธิปไตยจะต้องงอกเงยจากภายในของแต่ละสังคมเอง จึงจะได้รับการยอมรับและดําเนินไปได้ สังคมแต่ละแห่งจะต้องหาทางออกจากความขัดแย้งต่างๆ และจัดลําดับความสําคัญของเรื่องต่างๆ ด้วยตนเอง

ประสบการณ์ในทุกที่เน้นให้เห็นถึงความเปราะบางของประชาธิปไตย แม้ว่าในบางแห่งที่อาจดูเหมือนอยู่ตัวแล้ว ประชาธิปไตยก็อาจถูกแทรกแซงได้โดยเฉพาะในยามที่มีวิกฤต ผมไม่เชื่อว่าจะมีประชาธิปไตยแห่งใดที่เข้มแข็งจนปลอดภัยจากความละโมบและความมักใหญ่ใฝ่สูงของมนุษย์ ในการบ่มเพาะและทําให้ประชาธิปไตยยั่งยืนนั้น ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากประชาธิปไตยจะต้องทําหน้าที่เป็นผู้ปกป้องประชาธิปไตย ประชาชนคนธรรมดาจะต้องระแวดระวังและชาญฉลาด สําหรับมนุษยชาติ ประวัติศาสตร์ยังไม่ได้จบสิ้น การต่อสู้เพื่อผลักดันและต่อต้านประชาธิปไตยจะยังคงดําเนินอยู่ต่อไปอีกนาน

Read Full Post »

recommendare

บทความเรื่อง  ”สื่อ-การเมือง-สังคม…บนความขัดแย้ง”

โดย

ประเวศ วะสี

สัมภาษณ์โดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

เรียบเรียงโดย บุญชัย แซ่เงี้ยว

ความมีดังนี้

“ถ้าเพียงแต่ไปแตะประชานิยม แม้แต่ไปบอกให้นิยมใคร แม้แต่ไปบอกว่าข้างนี้นิยมกษัตริย์ ข้างนี้นิยมคุณทักษิณ พูดตรงไปตรงมา มันแก้ปัญหาไม่ได้ถ้าเราไม่ไปแก้โครงสร้าง”

บทสนทนานี้ เริ่มขึ้นจากงานเปิดตัวหนังสือ สื่อมวลชนบนวิถีศีลธรรมตามทัศนะของพุทธทาส ของท่านพุทธทาสภิกขุ

บทสนทนานี้ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ได้ชวน ศ. นพ. ประเวศ วะสี มานั่งคุยในรายการตอบโจทย์ ทีวีไทย ถึงปัญหาเรื่องความขัดแย้งในสังคมไทย โดยเฉพาะด้านสื่อสารมวลชน เสื้อเหลืองเสื้อแดง และสังคมที่ไม่ยุติธรรม

และบทสนทนานี้ จะช่วยไขทางแก้ แนะทางออก ได้หรือไม่ และอย่างไร  อ่านคำตอบของราษฎรอาวุโส ได้ที่นี่

จากคำพูดของท่านพุทธทาสที่บอกไว้ในหนังสือ สื่อมวลชนบนวิถีศีลธรรมตามทัศนะของพุทธทาส ว่า สังคมกำลังเป็นข้าศึกกับบรมธรรม  ทีนี้เมื่อสื่อมวลชนมีหน้าที่สะท้อนความเป็นไปของสังคม หมายความว่าสื่อมวลชนได้กลายเป็นข้าศึกกับบรมธรรมไปด้วยหรือเปล่า

จริงๆ แล้วอาจจะเป็น หากไปดูที่อัล กอร์ (Al Gore) บอกไว้ว่า เขาอยู่ในอเมริกามาตั้งแต่ก่อนมีทีวี แต่หลังมีทีวี ทุกอย่างเลวลงหมด (หัวเราะ) การเมืองก็เลวลง ศีลธรรมก็เลวลง  แต่จะไปโทษสื่ออย่างเดียวก็ไม่ได้ มันประกอบขึ้นจากหลายอย่างด้วยกัน สังคมมันเปลี่ยนแปลง

ครั้งที่ผมเป็นเด็กๆ สังคมไม่เหมือนสมัยนี้ คนไม่ได้เห็นแก่ตัวเห็นแก่วัตถุเหมือนเดี๋ยวนี้  ผมเรียนโรงเรียนประชาบาล ครูก็ไม่ได้มีวุฒิอะไร แต่ตั้งใจสอนดี  ผมคิดว่ากระแสวัตถุนิยม บริโภคนิยม มันไปกระตุ้นความเห็นแก่ตัว  ถ้าไม่เห็นแก่ตัวมันก็ไม่บริโภค บริโภคน้อย  ธุรกิจ เศรษฐกิจก็ไม่เจริญ  เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องยากมากที่สิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน เพราะมันไปขัดแย้งในโครงสร้างของประโยชน์ของมันเอง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราบอกว่า บาร์ ไนต์คลับ อาบอบนวด ไม่ดีกับเยาวชน มีทำไม น่าจะปิดซะ แต่ถ้าเราปิด แม่ค้าส้มตำที่ขายหน้าบาร์ก็เดือดร้อน สาวเชียร์เบียร์ก็ลำบาก เราเอาอาชีพของผู้คนไปผูกไว้กับโครงสร้างของบริโภคนิยม  ผมเคยพูดกับคุณชวน หลีกภัย ตอนเป็นนายกฯ อยากจะแก้ปัญหาโสเภณีเด็ก แต่แก้ไม่ได้เลย เพราะมันเป็นเรื่องเชิงโครงสร้าง เราต้องเข้าใจตรงนี้ การไปเรียกร้องเอาดื้อๆ ว่าจงทำดี มีศีลธรรม มันไม่ได้ช่วยให้เกิดการแก้ปัญหา

ผมมีตัวอย่างของจริงที่ตำบลยกกระบัตร อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ย้อนหลังไป 40 ปี ที่นั่นเต็มไปด้วยความชั่วทุกชนิด เล่นการพนัน ลักขโมย ยาเสพติด  พระสอนเท่าไรๆ ก็ไม่หาย  ต่อมามีหลวงพ่อองค์หนึ่ง จบ ป.4 ท่านได้ทำเรื่องสัมมาชีพ คนทั้งตำบลมีสัมมาชีพเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกคนมีอาชีพ มีรายได้ 200-400 บาทต่อวันต่อคนในสมัยนั้น ดังนั้นเราต้องรู้ตรงนี้ อย่าไปเรียกร้องเอาเฉยๆ ผมเคยไปที่อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น ที่นั่นคนจนมาก มีลุงคนหนึ่งบอกผมว่า แกกับเมียทะเลาะกันเป็นประจำ เพราะมันเครียดมาก พระมาบอกให้ใจเย็นไว้ แต่ก็ไม่หาย

เราต้องเข้าใจว่าการสร้างสัมมาชีพให้คนมีอาชีพเต็มพื้นที่คือบ่อเกิดของศีลธรรม วัดเรามีตั้งเยอะ สามหมื่นวัด หลวงพ่อก็มีตั้งเยอะ ควรจะส่งเสริมให้คนมีสัมมาชีพให้เต็ม ถ้าจะไปสอนศีลธรรมเฉยๆ มันยากมาก

สื่อสารมวลชนควรมีท่าทีอย่างไร เพราะทุกวันนี้สื่อต้องพึ่งโฆษณามาก  75-80 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ต้องพึ่งโฆษณา

เป็นการยากมากในสังคมแบบบริโภคนิยม เพราะสื่อต้องอาศัยโฆษณา และโฆษณามันก็ไปกระตุ้นให้คนอยากบริโภคมากขึ้น เพราะฉะนั้น เขาจะทำอะไรให้มันดี ก็ทำได้ยาก เพราะเขาก็ต้องอยู่ได้ เขาก็ต้องมีกำไร กระนั้นเขาก็ยังทำประโยชน์ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีคิด วิธีคิดวิธีหนึ่งคือ ธุรกิจนั้นทำเพื่อกำไร  ใช่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ธุรกิจทำเพื่อสังคมไปด้วยได้พร้อมกัน  เมื่อก่อน วิธีคิดเก่าคือถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่ใช่อย่างนี้ เป็นวิธีคิดแบบสุดโต่ง ตายตัว เหมือนที่จอร์จ บุช (George W. Bush) พูด ถ้าคุณไม่เป็นพวกเรา คุณก็เป็นศัตรูของเรา  อีกวิธีคิดหนึ่งคือ คนเราเป็นสองอย่างพร้อมกันได้ในขณะเดียวกัน ขณะนี้จึงมีกระแสความรับผิดชอบต่อสังคม(Corporate Social Responsibility: CSR) สำหรับภาคธุรกิจ ว่าธุรกิจนั้นทำกำไรและมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยได้พร้อมกัน

สื่อก็เช่นเดียวกัน ถ้าสื่อเป็นธุรกิจ สื่อก็รับผิดชอบต่อสังคมด้วยได้ ซึ่งการรับผิดชอบนั้นก็คือการพยายามสื่อความจริงให้คนไทยรู้ความจริงโดยทั่วถึง ใช้วจีสุจริตตามพระพุทธเจ้าสอนว่า จะพูดอะไร จะสื่ออะไร ต้องเป็นความจริง มีที่มา มีที่อ้างอิง  สอง เป็นปิยวาจา อย่าใช้คำเสียดสีด่าทอกัน  สาม พูดถูกกาลเทศะ  สี่ พูดแล้วเกิดประโยชน์ ต้องรู้ว่าสื่ออะไรที่จะเป็นความรู้และเป็นความจริงที่ทำให้คนฉลาดขึ้น สื่อยังไงที่จะทำให้คนมีปิยวาจาต่อกัน สื่อยังไงให้ถูกกาลเทศะ และสื่อยังไงให้เกิดประโยชน์ เรื่องนี้ต้องไปคิดใคร่ครวญดู ผมคิดว่าทำพร้อมกันได้ และสามารถทำให้ไม่ขาดทุนด้วยได้ แต่ต้องใช้ความพยายาม

อีกอย่างหนึ่ง เรื่องดีๆ ในสังคมมีเยอะมาก แต่ไม่มีสื่อที่ไปสื่อ สื่อเรื่องร้ายๆ ใครฆ่าใคร ใครด่าใคร ใครข่มขืนใคร มันง่ายกว่า ทั้งที่สิ่งดีๆ ที่มีอยู่นั้นเยอะมากมาย ผมทำงานข้างล่าง เห็นเรื่องดีๆ เยอะมาก มันต้องลงไปสัมผัส ต้องลงทุนหน่อย ลงแรงหน่อย ไปสัมผัสเรื่องดีๆ แล้วเอามาสื่อ  เมื่อเร็วๆ นี้ผมชวนนายกสมาคมนักเขียนไปคุยกันว่า นักเขียนแต่งนวนิยายต้องมีพล็อตเรื่อง บางทีต้องคิดแทบหัวแตก ขณะที่เรื่องดีๆ ข้างล่างมีเยอะมาก นิยายชีวิตมันมีเหลือเต็มไปหมด เอามาเขียน เพราะฉะนั้น เรื่องการสื่อสาร ถ้าสื่อสารดีๆ จะมีเรื่องดีๆ ให้เขียนเยอะ ต้องทำฝืนธรรมชาติหน่อย ธรรมชาติมันอยากฟังเรื่องร้ายๆ และจำเรื่องร้ายแม่นกว่าเรื่องดี ทั้งที่เรื่องดีเกิดมากกว่ามันก็ไม่จำ มันจะไปจำเรื่องร้าย และเอาเรื่องร้ายมาเกี่ยวข้องหมองใจ เกิดการทะเลาะต่างๆ นานา ฉะนั้น ต้องฝืนกระแสธรรมชาติด้วยการใส่ความพยายามเข้าไป ไปหาเรื่องดีๆ เข้ามา แล้วจะทำให้คนมีความสุขขึ้นเยอะ ตอนนี้คนตื่นเช้ามาอ่านหนังสือพิมพ์ เหนื่อย มีแต่เรื่องร้ายๆ เต็มไปหมด

ท่านพุทธทาสอ้างพระพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้าไม่ให้ด่าแม้แต่คนที่เป็นศัตรู แต่สื่อมวลชนในทุกวันนี้ แม้แต่คนที่เป็นมิตร ถ้าทำอะไรไม่เข้าท่าเข้าทาง เราก็ด่าเหมือนกัน เราจะอยู่อย่างไรในสังคมที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรงอย่างนี้ สื่อจะอยู่อย่างไร ประชาชนจะเสพสื่ออย่างไร

เบื้องต้นคือต้องอดทน จะแก้ทันทีเป็นไปไม่ได้  สอง ต้องมีความเมตตา  จริงๆ อาจารย์พุทธทาสได้สอนธรรมะชุดหนึ่งไว้ เรื่องเกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ท่านอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ไปหาท่านอาจารย์พุทธทาส ไปเคารพท่าน ตอนนั้นท่านอาจารย์สัญญาเป็นนายกฯ ท่านอาจารย์สัญญาพูดว่า “ท่านอาจารย์ขอรับ ก่อนผมเป็นนายกรัฐมนตรี อะไรที่ผมทำเขาว่าดีทุกอย่าง แต่พอผมเป็นนายกฯ อะไรที่ผมทำเขากลับว่าเลวทุกอย่าง” อันนี้เป็นธรรมชาติ ใครมีอำนาจคนก็อยากจะโจมตี

ท่านอาจารย์พุทธทาสจึงบอกว่า การจะทำอะไรในสาธารณะแล้วสามารถฝ่าความเสียดทานไปได้ ให้ใช้คาถา 4 คำดังต่อไปนี้

หนึ่ง สุทธิ คือความบริสุทธิ์ ความไม่โกง ถ้าโกงแล้วจะรักษาตัวได้ยากมาก สุทธิคือความบริสุทธิ์จนคนเขาเชื่อว่าคนนี้ไม่โกง อย่างอาจารย์สัญญาไม่มีคนเชื่อว่าท่านจะโกง มันก็ช่วยให้ผ่านพ้นปัญหาไปได้ง่าย เรื่องใหญ่ก็กลายเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าตรงข้าม เขาเห็นว่าคนคนนี้ไว้ใจไม่ได้ มันอาจจะโกง เรื่องเล็กก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้น ทำอะไรต้องมีความบริสุทธิ์

แต่ความบริสุทธิ์อย่างเดียวก็ไม่พอ ต้องใช้ปัญญา ต้องเรียนรู้ รู้เท่าทัน

แต่สองอย่างก็ยังไม่พอ ต้องใช้ความเมตตา เพราะสิ่งที่เข้ามากระทบ สิ่งที่ต้องฝ่าความเสียดทาน หรือการที่เราคิดว่าเราทำดีทุกอย่างแล้วก็ยังมีคนเข้ามาโจมตี มาว่า ในสิ่งที่เราไม่ได้ทำ  มันเป็นธรรมดา มันจะโกรธ มันจะมีความทุกข์ได้ จึงต้องมีความเมตตา ความเมตตาจะทำให้ไม่ทุกข์ ไม่มีปฏิกิริยารุนแรงเกินไป (Overreact)

แต่สามอย่างก็ยังไม่พอ ต้องมีขันตี ต้องอดทน อดทนให้เรื่องมันผ่านไปได้ เพราะสิ่งต่างๆ มันเปลี่ยนแปลงเป็นอนิจจัง มันไม่ได้คงทนอย่างนั้นตลอดไป คนที่ร้ายกับเรา ไม่จำเป็นต้องร้ายตลอดไป มันเปลี่ยนเป็นดีได้ถ้าเราอดทน

ทั้งหมดนี้เป็นคาถาสี่คำของท่านอาจารย์พุทธทาส สามารถใช้กับเรื่องต่างๆ ได้ เป็นแพ็กเกจชุดธรรมะเพื่อฝ่าความเสียดทานในการทำงานสาธารณะ

ทุกวันนี้ปัญหาบ้านเมืองทั้งหมดเราโยนไปที่คุณทักษิณ ว่าสาเหตุอาจจะเกิดจากคุณทักษิณ  อาจารย์ครับ สังคมไทยควรจะอยู่กับคุณทักษิณต่อไปอย่างไร

ผมเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงคุณทักษิณ เพราะว่ารู้จักกันอยู่  เมื่อวันที่ 21 ตุลาคมหนังสือพิมพ์ก็ลงเผยแพร่  ผมเขียนว่า คุณทักษิณ คุณเป็นคนมีศักยภาพมาก คุณน่าจะทำเรื่องใหญ่กว่านี้ ถามว่าเรื่องใหญ่กว่านี้คืออะไร เรื่องใหญ่คือขณะนี้โลกทั้งโลกมันเกิดความขัดแย้ง เกิดวิกฤตทั้งโลก เพราะมนุษย์มีจิตสำนึกเล็ก  มนุษย์ต้องมีจิตสำนึกใหญ่ ต้องมีจิตสำนึกใหม่  มีนักข่าวฝรั่งคุยกัน บอกว่า มนุษย์วิกฤต ไม่มีทางอื่นที่จะแก้วิกฤตนอกจากการปฏิวัติจิตสำนึก (Consciousness Revolution) ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดของมนุษย์ทั้งโลก  ผมบอกคุณทักษิณว่า มีหลานของคุณอยู่คนหนึ่งที่สนใจเรื่องนี้ ถ้าคุณสนใจจริงๆ เขาคงยินดีเดินทางมาคุยกับคุณที่ดูไบ

ผลตอบรับจากคุณทักษิณเป็นอย่างไร ได้จดหมายตอบกลับไหม

ได้ ท่านเรียกหลานคนนี้ไปที่ดูไบ แสดงว่าท่านสนใจเรื่องนี้อยู่

ทำอย่างไรสังคมไทยถึงจะก้าวพ้นคุณทักษิณไปได้ และทำอย่างไรคุณทักษิณถึงจะก้าวพ้นความขัดแย้งในสังคมไทยไปได้

สังคมไทยมันขัดแย้งเชิงโครงสร้างมานานเป็นร้อยปี ทีนี้ การต่อสู้กันในขณะนี้มันไม่ได้ไปแก้โครงสร้าง  เพราะทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายที่อาจจะเรียกว่าอำมาตยาธิปไตยหรืออะไรก็แล้วแต่ และฝ่ายที่อาจจะเรียกว่าฝ่ายอนุรักษ์ ต่างทำประชานิยมเหมือนกัน หาเสียงอย่างประชานิยม ไม่ได้ไปจับที่โครงสร้าง ผมคิดว่ามันไม่หายหรอก มันจะขัดแย้งกันอยู่เรื่อยไป ซึ่งผมคิดว่าทั้งเสื้อแดงและเสื้อเหลืองต่างมีคนที่คิดเชิงโครงสร้าง เราต้องไปทำงานเรื่องโครงสร้าง โครงสร้างในสังคมไทยมันไม่ยุติธรรมกับคนจนคนเล็กคนน้อย มันแก้ความยากจนไม่ได้หรอกถ้าไม่แก้โครงสร้าง โครงสร้างยังขาดความเป็นธรรม ทั้งโครงสร้างทางกฎหมาย เศรษฐกิจ สังคม ทุกชนิด ร้อยแปด

อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ บอกไว้เมื่อนานมาแล้วว่า กฎหมายมีอคติกับคนจน เพราะฉะนั้น เราต้องทำงานแก้โครงสร้างให้ได้ จึงจะแก้ความยากจนได้จริง แก้ความอยุติธรรมในสังคมได้จริง ถ้าเพียงแต่ไปแตะประชานิยม แม้แต่ไปบอกให้นิยมใคร แม้แต่ไปบอกว่าข้างนี้นิยมกษัตริย์ ข้างนี้นิยมคุณทักษิณ พูดตรงไปตรงมา มันแก้ปัญหาไม่ได้ถ้าเราไม่ไปแก้โครงสร้าง เพราะฉะนั้น มันน่าจะมีทางเลือกที่สามเข้ามาทำงานเพื่อแก้ไขตรงนี้ ชวนทุกฝ่ายมาปรึกษากัน ถ้าไม่แก้มันก็ขัดแย้งเรื่อยไป ถึงคุณทักษิณจะตายไปก็ยังมีคนขัดแย้งเรื่องพวกนี้อยู่

อาจารย์จะฝากอะไรถึงคนเสื้อแดง เสื้อเหลือง เสื้อฟ้า เสื้อน้ำเงิน ทุกๆ เสื้อในประเทศไทย

เราคนไทยต้องมีจิตสำนึกใหญ่ เห็นคนทุกสีเป็นเพื่อนมนุษย์  ไม่ว่าจะเป็นสีอะไรก็แล้วแต่ พวกนี้มันเป็นมายาคติ ลึกๆ แล้วทุกคนเป็นเพื่อนมนุษย์กัน และเพื่อนมนุษย์มันก็มีที่แตกต่างกันไป ถูกบ้างผิดบ้าง มันไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาฆ่ากันตาย สิ่งที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดคือการทำงานและมีเป้าหมายร่วมกัน ถึงแม้ข้างไหนชนะก็ไม่ได้หมายความว่าจะแก้ปัญหาได้ เพราะฝ่ายที่ชนะก็ต้องไปแบกรับภาระปัญหาซึ่งแก้ได้ยาก รัฐบาลทุกรัฐบาลก็แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะปัญหามันยาก คุณทักษิณเป็นนายกฯ ผมก็เตือนท่านว่า คุณทักษิณอย่าใช้อำนาจ แก้ไม่ได้ ต้องเอาคนมาร่วม ถ้าคุณใช้อำนาจ อำนาจมันจะตีกลับมาที่คุณ

ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล ผมอยากเห็นรัฐบาลที่สามารถดึงคนไทยให้มาร่วมกันและให้ขยับไปได้ เพราะประเทศไทยมีทรัพยากรเยอะแยะ มากกว่าประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลก มากกว่าสวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน

เราคนไทยต้องเข้ามาร่วมกันทำงาน เพื่อปรับปรุงโครงสร้างของไทยที่ไม่ยุติธรรม แก้ปัญหาเรื่องขาดความเป็นธรรมให้เกิดความเป็นธรรม ถ้าเราทำได้ เราจะแก้ความยากจนได้ ถ้าเราไม่ทำตรงนี้ เราแก้ไม่ได้  รับรอง เอาเงินไปแจกเท่าไรๆ ไอ้โครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมก็ดูดกลับหมด แต่ถ้าเราเรียนรู้ตรงนี้ เราสามารถแก้ความยากจนได้อย่างเด็ดขาดและถาวร

เรามาร่วมกันสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในโลก ผมคิดว่าเราทำได้  ถ้าเราทำงานด้วยกัน มันจะเกิดความเชื่อถือไว้วางใจกัน หัวใจของความเป็นมนุษย์คือตรงนี้ และพอเกิดความเชื่อถือไว้วางใจกัน ผมคิดว่ามันเป็นทุนมโหฬารที่ทำให้เกิดความสุข และช่วยให้ทำอะไรก็สำเร็จได้ง่าย เรื่องนี้มันซื้อไม่ได้ ใช้เงินกี่พันกี่หมื่นล้านก็ซื้อไม่ได้ มันจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการทำงานร่วมกัน เพราะมนุษย์ทุกคนมีเมล็ดพันธุ์ความดีอยู่ในหัวใจ ขอให้เอาตรงนี้มาเจอกัน มันเกิดร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมรับรองได้ เพราะมันมีอยู่ใน ธรรมชาติของคน

เราเป็นเพื่อนมนุษย์กัน เรื่องสีมันเป็นเรื่องมายาคติ ไม่ใช่ความจริงแท้  ความจริงแท้คือความเป็นมนุษย์ ศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นมนุษย์ ถ้าเรารักเพื่อนมนุษย์ ช่วยกันทำงาน เราสามารถสร้างสันติภาพความอยู่เย็นเป็นสุขในประเทศเราได้อย่างสบาย เมื่อถึงตอนนั้นประเทศเราก็จะเป็นพลังในการไปแก้ปัญหาโลก เพราะโลกมีปัญหาเยอะ ต้องการการเยียวยาแก้ปัญหา เรามาร่วมกันทำเมืองไทยของเราให้ดี ทำให้เมืองไทยมีบทบาทในการช่วยแก้ปัญหาโลก ถ้าทิ้งโลก ปัญหาก็จะไม่มีวันจบ

เรียบเรียงจาก รายการตอบโจทย์ ทีวีไทย  27 พฤจิกายน 2552

Read Full Post »

triamboy

ข้อเท็จจริง กับ การก้าวข้ามกรอบความคิด

ไม่นานมานี้, ข้าพเข้าได้อ่านข่าวเกี่ยวกับชนไทยในมุมมองของชนต่างชาติเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมาในมติชน ออนไลน์, ซึ่งถูกถ่ายทอดโดยอดีตตัวแทนของสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยในรายการวิทยุบีบีซีก่อนที่จะพ้นจากตำแหน่งในกระทรวงการต่างประเทศประเทศนี้. ตัวแทนที่กล่าวถึงท่านนี้คือ เซอร์ แอนโทนี รัมโบลด์ (Sir Anthony Rumbold), ผู้เคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยระหว่างปี ค.ศ. ๑๙๖๕ – ๑๙๖๗. เนื้อหาที่ถูกนำเสนอโดยท่านนี้ได้สร้างความแปลกใจ, ความสงสัย, ความงุนงง, …, แก่ชนไทยส่วนใหญ่เหมือนอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนหน้า, ซึ่งมีเนื้อหาส่วนหนึ่งที่ข้าพเจ้าพยายามหาได้ดังนี้;

“They have no literature, no painting and only a very odd kind of music; their sculpture, ceramics and dancing are borrowed from others, and their architecture is monotonous and interior decoration hideous. Nobody can deny that gambling and golf are the chief pleasures of the rich, and that licentiousness is the main pleasure of them all. The general level of intelligence of the Thais is rather low, a good deal lower than ours and much lower than that of the Chinese.”

(ต้นฉบับ)

“พวกเขาไม่มีวรรณกรรม ไม่มีภาพเขียน และมีแต่ดนตรีประเภทที่เก่ามากๆ ประติมากรรม เซรามิก หรือการร่ายรำของพวกเขาก็ยืมมาจากประเทศอื่น และสถาปัตยกรรมของพวกเขาก็ราบเรียบ และมีการตกแต่งภายในที่น่าเกลียด ไม่มีใครปฏิเสธว่าการพนัน และการเล่นกอล์ฟเป็นความเพลิดเพลินใจสูงสุดของคนรวย และความมักมากในกามก็เป็นความเพลิดเพลินใจของพวกเขาส่วนใหญ่ ระดับสติปัญญาโดยทั่วไปของคนไทยนั้นค่อนข้างต่ำ, ต่ำกว่าของคนในประเทศเราเยอะทีเดียว  และก็ต่ำกว่าของคนจีนมาก”

(ฉบับที่ถูกแปลเป็นภาษาไทย และใช้สื่อสารกับคนไทยทั่วไป, ซึ่งคำศัพท์เกือบเหมือนกันทุกสื่อ. ส่วนที่ต่างกันคือส่วนเสริมอารมณ์ของผู้รายงานข่าว (ผู้เขียนข่าว), ซึ่งข้าพเจ้าได้ตัดทิ้งส่วนนี้ให้เหลือแต่เพียงเนื้อหา.)


จากเหตุการณ์ครั้งนี้ พบว่าได้มีชนไทยบางส่วนที่ไม่พอใจ, ส่วนหนึ่งได้ออกมาโต้ตอบผ่านสื่อ, ส่วนหนึ่งได้ตอบโต้พูดคุยระหว่างคนรู้จัก, ส่วนหนึ่งต่อต้านอยู่ในเบื้องลึกของจิตใจ, ที่เหลือมีวิธีของแต่ละส่วน. ในตอนแรก, การนำเสนอครั้งนี้ดูเหมือนจะนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศ, แต่กลับเงียบไปอย่างฉับพลันด้วยการแก้ไขสถาณการณ์ทันด่วนของเอกอัครราชทูตคนปัจจุบัน โดยการเพิ่มเติมข้อมูลทางกลับในตลาด. โชคดีอย่างยิ่ง, ข้อมูลอีกทางหนึ่งนี้, กอปรกับการแดกด่วนความสงบ (นิ่งเฉย, เพิกเฉย, ไม่สนใจ, อภัย, เกื้อกูล, ยอมรับมัน, จำใจ, ไม่รู้ทำอย่างไร, เป็นต้น) ของชนไทย, ทำให้ความต้องการโต้ตอบโดยรวมจากชนบางส่วนนี้ลดลงอย่างมาก, และไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของความนึกคิดของชนในที่ตั้งประเทศไทย.



“My own views differ from my predecessor of 42 years ago. Amazing Thailand! Ever since I was first posted to Thailand 30 years ago, I have been impressed by the richness of Thai culture, be it art, sculpture, dance, music or literature. All this is embellished by the natural beauty of the landscape and the charm and warmth of the Thai people.

(ต้นฉบับข้อมูลในทางกลับ)

“มุมมองของผมแตกต่างจากท่านทูตคนก่อน เมื่อ 42 ปีที่แล้ว อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ ผมเคยมาทำงานที่สถานทูตอังกฤษเมื่อ 30 ปีที่แล้ว และตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมยังคงหวังที่จะกลับมาเป็นทูตที่ประเทศไทย เพราะรู้สึกประทับใจในประวัติศาสตร์อันยาวนานและวัฒนธรรมไทยซึ่งมีคุณค่ามาก ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของ ศิลปกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม ดนตรี และการฟ้อนรำ อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมาก ทูตทุกคนที่ประจำในประเทศไทยต่างรู้สึกดีใจเมื่อเห็นความสวยงามของประเทศไทยเสน่ห์ และอัธยาศัยไมตรีอันดีงามของคนไทยทุกคน”

(ฉบับที่ถูกแปลเป็นภาษาไทย และใช้สื่อสารกับคนไทยทั่วไป, ซึ่งคำศัพท์เกือบเหมือนกันทุกสื่อ. ส่วนที่ต่างกันคือส่วนเสริมอารมณ์ของผู้รายงานข่าว (ผู้เขียนข่าว), ซึ่งข้าพเจ้าได้ตัดทิ้งส่วนนี้ให้เหลือแต่เพียงเนื้อหา.)

สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่ใช่ประเด็นหลัก, ที่ข้าพเจ้าต้องการนำเสนอในบทความนี้. เมื่อลองพิจารณาอย่างถี่ถ้วน, ทำให้ข้าพเจ้ามองเห็นความเป็นไปบางอย่างภายในที่ตั้งประเทศไทย, และคิดว่าสามารถใช้อธิบายความสัมพันธ์บางอย่างได้ต่อมาดังนี้;

ภูมิหลังหลักภายใต้บริบทสถาณการณ์นี้

๑. ผู้นำเสนอเนื้อหานี้เป็นเพียงหนึ่งในประชากรทั้งหมดของโลก, ที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับประเทศไทยในช่วงเวลาหนึ่งที่ผ่านมา และเข้าใจว่าเฝ้ามองติดตามความเป็นไปมาโดยตลอดหลังจากนั้น, ไม่ใช่เฉพาะที่ตั้งประเทศไทยเท่านั้น, ในความคิดข้าพเจ้า.

๒. เนื้อหานี้เป็นข้อเท็จจริงตามการรับรู้, วิเคราห์, และสังเคราะห์ของบุคคลหนึ่ง.

๓. เนื้อหามีลักษณะของการเปรียบเทียบเชิงคุณภาพของชนชาติที่ตั้ง, ที่มีโอกาสของการนำไปสู่การดูถูก, เหยียดหยาม, และแบ่งกลุ่ม.

๔. ประเทศไทยมีการตัดตอนการนำเสนอเนื้อหาบางส่วนจากต่างประเทศ, รวมถึงความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อชนไทย. เนื้อหาที่ถูกตัดตอนนี้ส่วนใหญ่มีลักษณะเชิงลบ, หรือมีเนื้อหาไม่เหมาะสมตามความคิดของผู้ตัดตอน.

๕. ชนต่างชาติที่มีความคิดการเปรียบเทียบเชิงคุณภาพของชนชาติที่ตั้งที่กล่าวข้างต้น, ไม่ใช่มีเพียงแต่อดีตตัวแทนของสหราชาณาจักรเท่านั้น. มากกว่านั้น, ยังมีชนต่างชาติอีกจำนวนที่มีนัยสำคัญ, ที่คิดในทิศทางนี้, รวมถึงการเปรียบที่ตั้งประเทศไทยเช่นกัน.

๖. ไม่เฉพาะแต่ชนต่างชาติที่มีความคิดการเปรียบเทียบเชิงคุณภาพของชนชาติที่ตั้งเท่านั้น, ชนไทย, เช่นกัน, มีความคิดการเปรียบเทียบเชิงคุณภาพของชนชาติที่ตั้ง, อย่างน้อยที่สุดเปรียบเทียบกับชนชาติที่มีอำนาจต่อรองตำ่กว่า และส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับชนชาตินั้น.

๗. เบื้องลึกภายใต้จิตสำนึกของชนไทย, ตามความคิดของข้าพเจ้าเข้าใจว่า เราส่วนใหญ่ตระหนักว่า เรามีคุณลักษณะของด้อยอารยะชน, หรือการด้อยกว่าโดยเปรียบเทียบ, อาทิเช่น ด้อยพัฒนา, ด้อยอารยะธรรม, เป็นต้น.

๘. เบื้องลึกภายใต้จิตสำนึกของชนตะวันตก, ตามความคิดของข้าพเจ้าเข้าใจว่า พวกเขาส่วนใหญ่ตระหนักว่า เขามีคุณลักษณะของเหนืออารยะชน, หรือการเหนือกว่าโดยเปรียบเทียบ, อาทิเช่น เหนือพัฒนา, เหนืออารยะธรรม, เป็นต้น.

สมมติฐานหลักของสถาณการณ์นี้

๑. การเปรียบเทียบทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณของชนชาติ, รวมถึงระหว่างชนชาติ และภายในชนชาติเดียวกัน, เป็นปัจจัยหลักหนึ่งต่อการกำหนดกรอบความคิดชนในสังคม.

๒. กรอบความคิดของการเปรียบเทียบ เป็นปัจจัยหลักต่อการกำหนดความเป็นผู้นำ และผู้ตามในสังคม. โดยกรอบความคิดที่มีลักษณะเหนืออารยะชนกำหนดความเป็นผู้นำ และกรอบความคิดที่มีลักษณะของด้อยอารยะชนกำหนดความเป็นผู้ตาม.

บทวิเคราะห์

ในการเปรียบเทียบทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณของชนชาติ, รวมถึงระหว่างชนชาติ และภายในชนชาติเดียวกัน ทำให้จุดประสงค์ หรือเจตนารมย์ของด้อยอารยะชนบิดเบือน หรือลู่ออกไปในทางที่ไม่เหมาะสม อันนำไปสู่พฤติกรรมที่บิดเบือน, ในขณะเดียวกันนั้นจุดประสงค์ หรือเจตนารมย์ของเหนืออารยะชนยังคงเหมาะสมเช่นเดิม หรือถูกปรับเปลี่ยนไปในทางที่เหมาะสมขึ้น (เหนือมากว่าเดิมโดยเปรียบเทียบ). พิจารณาในรายละเอียด, จุดประสงค์ หรือเจตนารมย์ของแต่ละเกมส์ส่วนใหญ่ถูกออบแบบจากผู้นำ, ที่เต็มใจพร้อมปฏิบัติภายใต้กติกาที่กำหนดขึ้นเอง, โดยถูกกำหนดจากปัจจัยภายในและภายนอกของผู้นำเป็นหลัก. ในทางกลับกัน, สำหรับผู้ตาม, การยอมรับเกมส์ทั้งที่เต็มใจและไมเต็มใจ, ที่ถูกออบแบบโดยผู้นำ, ทำให้ผู้ตามค้นหาและปฏิบัติทุกวิถีเพื่อให้ได้รับการเปรียบเทียบในระดับเดียวกัน หรือใกล้เคียง, รวมถึงวิถีทางที่ไม่สนใจวัตถุประสงค์ หรือเจตนาของเกมส์นั้น. ในวิถีทางหลังนี้, ดูเหมือนว่าจะเป็นทางออกหลักของภาวะผู้ตาม, และสร้างความสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขัน (เปรียบเทียบ) มากขึ้น .

ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์

กรณีศึกษาของการศึกษาบนบริบทที่ตั้งประเทศไทย

จากภูมิหลังที่กล่าวมาข้างต้น, การตระหนักด้อยอารยะชนส่วนหนึ่งหมายรวมถึงการตระหนักด้อยการศึกษาโดยเปรียบเทียบ, และการตระหนักด้อยการศึกษาดุลยภาพที่ตั้งประเทศไทยเป็นประเด็นหนึ่ง ทั้งที่ถูกเปรียบเทียบจากชนต่างชาติ, และถูกยอมรับโดยชนไทย. การเปรียบเทียบนี้ทำให้จุดประสงค์ หรือเจตนารมย์ของด้อยอารยะชนบิดเบือน หรือลู่ออกไปในทางที่ไม่เหมาะสม อันนำไปสู่พฤติกรรมที่บิดเบือน, ในขณะเดียวกันนั้นจุดประสงค์ หรือเจตนารมย์ของเหนืออารยะชนยังคงเหมาะสมเช่นเดิม หรือถูกปรับเปลี่ยนไปในทางที่เหมาะสมขึ้นอย่างที่กล่าวมาข้างต้น.

ในรายละเอียด, พบว่าตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบันเราถูกเปรียบเทียบให้เป็นด้อยอารยะชน, รวมถึงการศึกษา. โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาในสถานศึกษา, ที่ถูกเปรียบเทียบให้อยู่ในตำแหน่งที่ด้อยกว่าตั้งแต่ระดับพื้นฐานจวบจนระดับสูงโดยชนตะวันตกส่วนใหญ่, เริ่มต้นพัฒนา และคิดค้นการศึกษาทีหลังตะวันตก. มากกว่านั้น, การต้องการให้ก้าวข้ามด้อยอารยะชนทำให้การศึกษาเป็นแนวทางหนึ่งที่พิสูจน์ความเหนืออารยะชน, แต่ไม่ได้ศึกษาเพื่อตอบจุดประสงค์ที่เหมาะสมของการศึกษา. อย่างลืมไม่ได้, ใช่เพียงแต่ชนต่างชาติเท่านั้นที่มีการเปรียบเทียบการศึกษาเกือบทุกครอบครัว, อย่างน้อยที่สุดพ่อแม่, ไม่นับรวมถึงญาติ, พี่, น้อง, และเพื่อนบ้าน, ล้วนต้องการให้บุตรได้รับการศึกษาขั้นสูงสุดเท่าที่ทรัพยากรของครอบครัวจะอำนวยสนับสนุนได้. ถึงแม้นว่าไม่ได้รับความสนใจจากพ่อแม่, บุตรหลายคนต่างตระหนักดีว่าการศึกษาเป็นการก้าวข้ามสู่ความเหนืออารยะชน, ที่เป็นความเข้าใจผิดอย่างไม่น่าควรแก่การได้รับอภัยอย่างยิ่ง.

อย่างน้อยที่สุด, ข้าพเจ้าเข้าใจว่าชนไทยเราทุกคนต้องเคยสัมผัส หรือรับรู้ความเข้าใจทั้งโดยตรง และอ้อม, ที่ว่าพ่อ, แม่, หรือญาติพี่น้องใกล้ชิดอยากให้เรียนต่อ (ในสถานศึกษา) ให้สูงที่สุดเท่าที่ทำได้ พร้อมกับเงื่อนไขต่างต่างรอบตัว. บางคนบอกข้าพเจ้าว่าพ่อ, และแม่จะได้มีเรื่องไปคุยกับเพื่อนในสังคมต่างต่างของเขา. บางคนบอกข้าพเจ้าว่าพ่อ, และแม่หวังให้ลูกได้รับโอกาสต่างต่างจากสังคมเท่าที่จะได้รับจากการศึกษาสูงสุด, ที่ได้รับ. บางคนบอกข้าพเจ้าว่าเรียนไปก่อน, ถ้ายังหางานไม่ได้. บางคนบอกข้าพเจ้าว่าเรียนต่อเพื่อที่จะได้รับเข้าทำงาน, ระดับการศึกษาขณะนี้ไม่เพียงพอ. บางคนบอกข้าพเจ้าว่าเรียนต่อ เพราะสังคมไทยดูเพียงใบปริญญา. บางคนบอกข้าพเจ้าว่าเรียนสูงสูง, พ่อ, และแม่จะได้ภาคภูมิใจ. บางคนบอกข้าพเจ้าว่าเรียนต่อเพื่อเงินเดือนที่สูงขึ้นเมื่อกลับมาทำงานภายใต้ที่ตั้งบ้านเกิด. บางคนบอกข้าพเจ้าว่าเรียนไปเหอะ, จะได้รับการชุบตัว, หรือในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่าการคัดสรรรันทด (Adverse selection) -ช่างรันทดเสียจริงจริง, สังคมไทย. และคงมีอีกหลายคนที่ยังคงบอกเรื่องราวต่างต่างเหล่านี้กับตนเอง, หรือไม่ก็คนรอบข้างที่รับฟังความเห็นคุณ (อย่างเต็มใจ, พึงพอใจ, ไม่ประสงค์).

หากจุดประสงค์ของการศึกษาต่อของแต่ละปัจเจกบุคคลยังให้น้ำหนักอยู่ที่ปัจจัยข้างต้นเหล่านี้, ในขณะเดียวกันนั้นนำหนักที่มีต่อจุดประสงค์ต่อการศึกษาต่อในสถานศึกษาอย่างแท้จริงกลับน้อย- อย่างน้อยที่สุดผู้ศึกษาไม่ได้คาดหวังว่าการได้รับใบปริญญาเป็นหน้าที่หลักของการศึกษา, หากเป็นเงื่อนไขที่ได้รับจากการศึกษาเพื่อยืนยัน, ให้ความเชื่อมั่น, และให้เข้าใจ ถึงสิ่งที่รับรู้และเรียนรู้ตลอดระหว่างทางของการศึกษา-, ปัจเจกบุคคลนั้นไม่สามารถก้าวข้ามกรอบความคิดของด้อยอารยะชนอย่างหลีกหนีได้.

ทางก้าวข้ามกรอบความคิดสู่เหนืออารยะชน (พร้อมทั้งนาม และรูป).

จงเชื่อมั่นในตนเอง. จงเชื่อมั่นในชนเอง.

จงคาดหวังในตนเอง. จงคาดหวังในชนเอง.

จงลดความหวังต่อตนอื่น. จงลดความหวังต่อชนต่างชาติ.

จงเพิ่มความหวังต่อทุน (ทรัพยากรสังคม, เศรษฐกิจ, และการเมือง) ของชนต่างชาติ.

จงดูดซับทุนของชนต่างชาติ. จงลดการรับทุนเรี่ยร่ายรายทางของชนต่างชาติ.

อ้างอิง

The BBC programme revealed the assessment by Rumbold, who served in Bangkok from 1965 to 1967, delivered in a final dispatch to the foreign office in London before leaving his post.

Until the foreign office ended the tradition in 2006, departing British ambassadors would give valedictory summaries of their host nation upon leaving the post. The missives were meant to stay confidential. But the BBC used Freedom of Information legislation to obtain brutally frank dispatches from ambassadors for its radio series “Parting Shots”. Others were released under a 30-year National Archive rule.

Read Full Post »

recommendare

  

สิ่งที่ถูกมองข้าม กรณีการปฏิรูปการเมืองไทย

 

โดย

พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย

อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

 

ความมีดังนี้

 

กระแสข่าวของการปฏิรูปการเมืองนั้นเป็นที่กล่าวขวัญกันอย่างแพร่หลาย ผู้เขียนคงจะมิได้มาวิพากษ์วิจารณ์ว่าองค์กรใดเป็นองค์กรที่เหมาะสมในการเข้ามารับพันธกิจที่สำคัญในครั้งนี้ หากแต่จะได้เสนอแง่คิดบางมุมในเรื่องการปฏิรูปการเมืองในสังคมไทยว่าครอบคลุมในทุกมิติเฉกเช่นเดียวกับที่ต่างประเทศกระทำกัน

 

ประเด็นแรกที่จะต้องกล่าวถึงคือความหมายของ “การปฏิรูปการเมือง” ว่ามีความหมายครอบคลุมไปถึงเรื่องใดบ้าง โดยหากมองในเชิงอำนาจนิยมก็จะให้ความสำคัญไปในเรื่องของโครงสร้างอำนาจทางการเมืองและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเท่านั้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง จะพิจารณาแค่มิติที่ว่าอำนาจนั้นควรจะถูกจัดไว้ให้กับองค์กรใด มีองค์กรใดที่จะเข้ามาตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ การเข้าสู่และออกจากตำแหน่งในองค์กรต่างๆ การรับรองและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ซึ่งก็คือแนวคิดส่วนใหญ่ของสังคมไทยในช่วงที่เวลาผ่านมาและปัจจุบัน

 

แท้ที่จริง “การปฏิรูปการเมือง” มีนัยครอบคลุมไปมากกว่าแนวความคิดข้างต้น ไม่ได้เน้นเฉพาะการเมืองในเชิงการจัดสรรอำนาจที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองหรือประชาชนในเพียงแค่บางแง่มุม หากแต่ยังครอบคลุมไปถึงมิติทางเศรษฐกิจและสังคมในองค์รวมด้วย ทั้งนี้อยู่บนตรรกะที่ว่าการเมืองนั้นมีความใกล้ชิดอย่างยิ่งกับเรื่องของเศรษฐกิจและสังคมอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

 

แม้ว่าล่าสุดจะได้มีการเปลี่ยนชื่อจากการปฏิรูปการเมืองมาเป็น “การศึกษาเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยและการเมืองการปกครอง” ซึ่งอาจจะมีมิติทางสังคมอยู่บ้าง แต่จากแนวคิดของผู้มีส่วนร่วมที่ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างๆ ก็ยังสะท้อนให้เห็นว่าเป็นการใช้มุมมองเชิงอำนาจนิยมแบบเดิมๆ อยู่ดี

 

หากจะให้วิเคราะห์ถึงสาเหตุในการปฏิรูปการเมือง ผู้เขียนเห็นว่าสามารถจำแนกออกเป็น 2 ปัญหาหลัก ได้แก่ ปัญหาในภาคการเมือง และปัญหาในภาคประชาชน

 

ปัญหาทางภาคการเมืองเห็นได้ชัดว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบปัญหาในเรื่องโครงสร้างอำนาจทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่และออกจากตำแหน่งขององค์กรต่างๆ การจัดสรรอำนาจ การจัดสรรองค์กรในการใช้อำนาจ ระบบการถ่วงดุลอำนาจขององค์กรต่างๆ ระบบการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ฯลฯ

 

อย่างไรก็ดี ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นคงจะมิอาจสรุปได้ว่าเกิดขึ้นมาจากฝ่ายการเมือง หรือตัวนักการเมืองเพียงอย่างเดียว หากแต่ในความเป็นจริง ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สังคมไทยต้องเจอกับปัญหาอย่างหนักหนาสาหัสนั้นคือ ภาคประชาชนเอง

 

ทุกประเทศทั่วโลกทราบกันดีว่า สาเหตุสำคัญที่ขัดขวางการพัฒนาทางการเมืองการปกครองของประเทศและส่งผลให้เกิดการทุจริตในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทุจริตเชิงนโยบาย ส่วนหนึ่งมาจากภาคประชาชนอันอยู่ในรูปแบบของกลุ่มผลประโยชน์ (Interest Group) เมื่อมีการเสนอแนวความคิดเรื่องการปฏิรูปการเมืองขึ้น ประเด็นนี้จะถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันเป็นประเด็นแรกๆ แต่ในไทยกลับไม่มีใครกล่าวถึงและให้ความสนใจ ทั้งๆ ที่ทราบกันดีว่าอิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์รุนแรงถึงขั้นสามารถกำหนดทิศทางทางการเมืองทั้งในองค์กรนิติบัญญัติและบริหารได้

 

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาข้างต้นไม่ใช่เพียงแค่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเหมือนที่เคยทำผ่านๆ มา หากแต่ต้องมีการพิจารณาในเรื่องของการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายลำดับรองฉบับต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือแม้กระทั่งการบัญญัติกฎหมายใหม่ขึ้นมาเพื่อช่วยในการแก้ไขปัญหาในทางการเมืองการปกครองด้วย

 

ในประเด็นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สิ่ง ที่จะต้องดำเนินการศึกษาและแก้ไข คือ การจัดสรรอำนาจในองค์กรฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีการออกแบบให้รัฐบาลค่อนข้างอ่อนแอจนเกินไปอันส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินมากพอสมควร

 

ปัญหาทำนองดังกล่าวเคยเกิดในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อผู้ร่าง Articles of Confederation ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรก ได้กำหนดโครงสร้างให้ฝ่ายบริหารมีความอ่อนแอ ทั้งนี้มาจากประสบการณ์ที่เจอมากับกษัตริย์อังกฤษ แต่เมื่อเวลาผ่านไป สภาพการณ์ทางการเมืองการปกครองแสดงให้เห็นว่าประเทศชาติไม่สามารถเดินหน้าไปได้ภายใต้รัฐบาลที่อ่อนแอ จึงมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางด้านของการจัดสรรอำนาจโดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติให้มีความเหมาะสมมากขึ้น

 

เพราะฉะนั้น เพื่อปรับปรุงแก้ไขภาคการเมืองการปกครองของไทยให้มีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพจึงเป็นภาระของผู้ดำเนินการปฏิรูปการเมืองที่จะต้องหาดุลยภาพของอำนาจ (Balance of Power) ให้ได้ องค์กรต่างๆ ต้องไม่มีอำนาจมากหรือน้อยจนเกินไป ในขณะเดียวกันก็จะต้องมีระบบของการตรวจสอบ การคานและดุลอำนาจซึ่งกันและกันที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันไม่ให้องค์กรใดมีอำนาจเบ็ดเสร็จซึ่งนำไปสู่การใช้อำนาจไปในทางมิชอบอันกระทบต่อการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้

 

ส่วนประเด็นของการพิจารณาปรับปรุง หรือตรากฎหมายลูกต่างๆ ขึ้นใหม่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาทางด้านการเมืองการปกครอง ผู้มีหน้าที่จะต้องทำการศึกษา แต่ปัญหาหนึ่งที่ผู้เขียนอยากจะขอเสนอแนะก็คือ ประเด็นของระบบการปฏิรูปทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับทางการเมือง (Campaign Finance Reform) ซึ่งส่งผลต่อสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศด้วยในส่วนหนึ่ง กล่าวคือ ในแต่ละปี หากนำเอางบประมาณของประเทศมาคำนวนแล้วจะเห็นว่าส่วนหนึ่งถูกกันและนำไปใช้ในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองไม่ว่าจะผ่านองค์กร หรือตัวบุคคลค่อนข้างมาก

 

หากสามารถจัดระเบียบการใช้เงินดังกล่าวให้ถูกต้องและเหมาะสม งบประมาณของประเทศก็จะไม่บานปลายอย่างที่เป็นอยู่ทุกๆ ปี โดยการจัดระเบียบดังกล่าวสามารถกระทำได้ผ่านมาตรการการปฏิรูปทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับทางการเมือง เช่น การกำหนดให้มีการแสดงหลักฐานของงบประมาณอย่างเปิดเผย เพื่อให้ทุกอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ การกำหนดจำนวนเงินที่เหมาะสมของทางภาครัฐที่สามารถเข้าไปอุดหนุนต่อการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ฯลฯ เป็นต้น ฉะนั้นจะเป็นการลดช่องทางของการทุจริตในการกันงบประมาณแผ่นดินเพื่อไปแสวงหาผลประโยชน์ในทางการเมืองเป็นการส่วนตัวได้

 

ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นแล้ว มาตราการปฏิรูปทางการเงินข้างต้นจะเป็นเครื่องมือหนึ่งในการแก้ไขปัญหาเรื้อรังของระบบกลุ่มผลประโยชน์ที่เข้ามาครอบงำระบบการเมืองของประเทศได้ด้วยการกำหนดจำนวนเงินของการบริจาคให้แก่ตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งเองก็ดี หรือตัวพรรคการเมืองเองก็ดี หรือหากไปไกลกว่านั้นก็อาจจะมีการกำหนดว่าบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลใดที่สามารถและไม่สามารถจะบริจาคเงินให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือพรรคการเมืองได้ ดังเช่นที่ได้กำหนดไว้ในประเทศสหรัฐรัฐอเมริกา เป็นต้น โดยประเด็นต่างๆ เหล่านี้จำต้องมีการศึกษาอย่างละเอียดเพื่อหามาตรฐานที่เหมาะสมกับสภาพสังคมการเมืองของประเทศไทย

 

จริงอยู่แม้ว่าภายใต้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 จะได้มีการกล่าวถึงจำนวนเงินในการบริจาคให้กับพรรคการเมืองไว้ แต่ผู้เขียนเห็นการกำหนดอนุญาตให้บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลใดๆ บริจาคเงินให้แก่พรรคการเมืองได้ในจำนวนเงินไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อปี เป็นจำนวนเงินที่สูงเกินไป อาจไม่สามารถแก้ไขระบบการเมืองแบบนายทุนได้ ดังนั้น ผู้ที่จะเข้ามาปฏิรูปจึงควรมาพิจารณาประเด็นนี้เสียใหม่

 

หากกระทำได้เช่นนี้แล้ว ผู้เขียนเชื่อว่าระบบการปฏิรูปทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับทางการเมือง จะขจัดเส้นทางอิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์ในทางการเมือง ทำให้ประเทศไทยสามารถหลุดพ้นจากระบบนายทุนที่จะเข้ามาครอบงำ กำหนดทิศทางทางการเมืองเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

 

อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญอันส่งผลให้เกิดปัญหาทางด้านการเมืองการปกครองในช่วงเวลาที่ผ่านมาคือ หลักนิติรัฐ หรือที่รัฐธรรมนูญใช้คำว่า “นิติธรรม” ที่ถูกมองข้ามไป ไม่ให้ความเคารพและปฏิบัติตามจากชนชั้นผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง

 

เคยตั้งคำถามไหมว่า ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญไทยมีบทบัญญัติที่ดีมากมายหากเทียบกับประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นบทบัญญัติทางด้านของการเมืองรวมถึงบทบัญญัติว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองในมิติทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ แต่ด้วยเหตุใดปัญหาต่างๆ ยังคงเกิดมาโดยตลอด ทั้งหมดนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่สังคมไทยไม่เป็นนิติรัฐนั่นเอง

 

ถึงแม้จะมีกฎหมายที่ดีเลิศปานใด แต่หากไม่มีผู้ใดเคารพและกระทำตามก็ไร้ประโยชน์ กล่าวคือ แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะมีบทบัญญัติที่ดี หรือตัวบทกฎหมายอื่นๆ จะดีมากมายเท่าใด แต่ถ้าองค์กรและประชาชนมิได้ให้ความเคารพ การเมืองการปกครอง การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน สังคมและเศรษฐกิจที่ดีและมีประสิทธิภาพคงมิอาจเกิดขึ้นได้

 

ผู้เขียนขอย้ำว่าการบัญญัติหลักการต่างๆ ไว้ในตัวบทกฎหมายมิได้หมายความว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามนั้นทั้งหมด อันรวมถึงหลักนิติรัฐ ด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้ว่าในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้มีการบัญญัติไว้ให้ทุกองค์กรปฏิบัติปฏิบัติหน้าที่ภายใต้หลักนิติธรรม แต่กาลเวลาก็พิสูจน์แล้วว่าหลายองค์กรมิได้กระทำตามบทบัญญัติดังกล่าวรวมถึงประชาชนด้วย

 

หากพินิจพิเคราะห์แล้วจะเห็นได้ว่าประเทศที่มีระบบการเมืองการปกครองที่ดี จะเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญและเคารพในหลักนิติรัฐ หรือนิติธรรม ไม่ว่าจะเป็น ประเทศฝรั่งเศส เยอรมัน อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ทั้งๆ ที่ประเทศเหล่านี้มิได้มีการบัญญัติหลักนิติรัฐ หรือนิติธรรมไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนเหมือนประเทศไทย

 

เหตุผลสำคัญที่ทำให้องค์กรต่างๆ และประชาชนของประเทศข้างต้นเคารพในหลักนิติรัฐ หรือนิติธรรม เนื่องจากเขาประพฤติปฏิบัติเป็นประเพณี (Tradition) จนกระทั่งกลายมาเป็นบรรทัดฐาน (Norm) ที่ทุกคนทำกันเป็นปกติวิสัยอยู่แล้ว จึงเป็นโจทย์ใหญ่ให้ผู้ที่จะเข้ามาปฏิรูปการเมืองได้ไปขบคิดว่าจะทำอย่างไรให้ทุกคนในสังคมไทยให้ความเคารพต่อหลักนิติรัฐ หรือนิติธรรมเช่นเดียวกันกับนานานอารยประเทศ

 

โปรดได้ตระหนักว่ารัฐธรรมนูญมิได้เป็นบ่อเกิดของการปฏิบัติตามหลักนิติรัฐ หรือนิติธรรม หากแต่เป็นเพียงตัวรักษาและธำรงค์หลักการดังกล่าวไว้เท่านั้น ดังนั้น ผู้เขียนเห็นว่าเพียงการนำเอาหลักการดังกล่าวมาบัญญัติอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ในรัฐธรรมนูญมิได้เป็นการรับประกันว่าสังคมไทยจะเป็นนิติรัฐ หรือนิติธรรมได้ โดยแนวคิดนี้ยังสามารถตอบโจทย์ในกรณีที่ว่าการบัญญัติหลักการที่สำคัญๆ ทางด้านการเมืองการปกครอง การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ การส่งเสริมทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ไว้ในรัฐธรรมนูญก็มิได้ทำให้สังคมไทยเป็นไปตามที่ผู้ร่างต้องการ หากมิได้มีการกระทำตามด้วยเช่นเดียวกัน

 

ท้ายที่สุดนี้ การปฏิรูปทางการเมืองจะสำเร็จเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ต่อเมื่อสามารถทำให้สังคมไทยกลายเป็น“นิติสังคมรัฐ” ได้ อันหมายถึง รัฐที่ทุกคนนั้นอยู่ภายใต้ความเสมอภาคกันทั้งทางด้านของกฎหมาย สังคมและเศรษฐกิจ ฯลฯ มิฉะนั้นแล้ว การปฏิรูปการเมืองในครั้งนี้ก็จะเป็นเพียงการลดกระแสสังคมที่กดดันมาเท่านั้นว่าตนเองได้ทำการปฏิรูปแล้ว ซึ่งก็ไม่ต่างกับการสับไพ่ ที่ไพ่แต่ละใบก็คือไพ่ใบเดิมๆ แทนที่จะเป็นการเปลี่ยนไพ่สำรับใหม่

 

Read Full Post »

recommendare

 

ประเทศไทย จึงขาดทั้ง  “ความรู้”  และขาดทั้ง  “statesman”  ที่เสียสละ

ศาสตราจารย์ ดร. อมร จันทรสมบูรณ์

 

ถอดความ

จากการบรรยายเรื่อง  คนไทยจะหา “ทางออกทางการเมือง”ได้อย่างไร

 

ในหัวข้อ  “อุดมศึกษา กับ การปฏิรูปการเมือง”

เนื่องในโอกาสการประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย – ปอมท

ณ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๒

 

โดย

ศาสตราจารย์ ดร. อมร จันทรสมบูรณ์
ประธานกรรมการกฤษฎีกา

 

ความมีดังนี้

 

ความเบื้องต้น 

 

       บทความนี้ เขียนขึ้นตาม “สาระ” ของการบรรยายที่ผู้เขียนได้รับเชิญให้ไปพูด ณ “ที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย – ปอมท” ที่มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๒ ที่เพิ่งผ่านมา ในหัวข้อ “อุดมศึกษา กับ การปฏิรูปการเมือง” ซึ่ง การบรรยายครั้งนี้ ได้กำหนดไว้ล่วงหน้าก่อนที่กลุ่มเสื้อแดงจะก่อการจลาจลในกรุงเทพฯและพัทยา ในวันที่ ๑๒ – ๑๔ เมษายน และก่อนที่จะมีเหตุการณ์ลอบยิง และพยายามสังหาร นายสนธิ ลิ้มทองกุล( แกนนำคนสำคัญของกลุ่มเสื้อเหลือง) ด้วยอาวุธปืนสงครามนา ๆ ชนิด ในเช้าวันที่ ๑๗ เมษายน ที่บริเวณสี่แยกบางขุนพรหม ใกล้ที่ทำการธนาคารแห่งประเทศไทย

 

       นอกจากนั้น เป็นการบังเอิญที่การบรรยายของผู้เขียนครั้งนี้ ได้ทำขึ้นก่อนที่ท่านนายกรัฐมนตรี(นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) จะได้กล่าวในรายการ“เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกอภิสิทธิ”ในเช้าวันอาทิตย์ที่ ๑๙ เมษายน เป็นเวลาหนึ่งวัน และที่น่าสนใจ ก็คือ ปรากฎว่า ผู้เขียนพบว่า เนื้อหาสาระในการบรรยายของผู้เขียนในบ่ายวันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน นั้น มีสาระที่แตกต่างกันความเห็นของท่านนายกรัฐมนตรีในทางตรงกันข้าม แต่จะแตกต่างกันอย่างไรนั้น ท่านผู้อ่านคงต้องอ่านเอาเอง ; และเนื่องจากการบรรยายของผู้เขียน ได้มีขึ้นก่อนที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะได้พูดในรายการดังกล่าว ดังนั้น คงทำให้ไม่มีผู้ใดมากล่าวได้ว่า ผู้เขียนตั้งใจจะโต้แย้งหรือไม่เห็นด้วยกับความเห็นของท่านนายกรัฐมนตรี ที่กล่าวในรายการวันที่ ๑๙ เมษายน 

 

       ในรายการฯ วันที่ ๑๙ เมษายน ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้ดังนี้ “…….. ผมรับโทรศัพท์ ….พบข้อเรียกร้องหลายประการ ประชาชนจำนวนมากที่เห็นว่า กติกาทางการเมืองปัจจุบันไม่เป็นธรรมสืบเนื่องมาจากการรัฐประหาร รัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง(กับ)ข้อเรียกร้องนี้ ผมให้ความสำคัญมาตลอด ก่อนเกิดเหตุการณ์ ผมได้ริเริ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้ไขกฎหมายและปฏิรูปการเมือง เพียงแต่เห็นว่า มีประชาชนจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้และออกมาเรียกร้องในช่วงปีที่แล้ว ก็ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ย้อนกลับไปเหมือนปีที่แล้ว จึงเสนอให้สถาบันที่เป็นกลางมาดำเนินการ แต่ยังไม่ได้รับการขานรับจากพรรคฝ่ายค้านที่อาจจะระแวงว่า สถาบันนั้นเป็นกลางจริงหรือไม่ ดังนั้น ครม.และพรรคร่วมรัฐบาลจึงได้ตั้งหลักกันใหม่ ว่า จะให้ทุกพรรคการเมืองให้สรุปว่า ความไม่เป็นกลางในรัฐธรรมนูญและความไม่เป็นประชาธิปไตย มีประเด็นใดบ้างภายใน ๒ สัปดาห์ จากนั้นก็มาพิจารณาดูว่ามีกี่ประเด็น และจะได้รับฉันทามติจากสังคมว่า จะแก้ไขอย่างไร และพร้อมจะเดินหน้าแก้ไขภายหลังระดมความคิดเห็นของพรรคการเมืองแล้ว ก็จะเปิดกว้างต่อไป เชื่อว่าใช้เวลาไม่มากจนเกินไป ส่วนปัญหาเรื่องความขัดแย้งนั้น ………”
       

       ในการบรรยายเรื่อง “อุดมศึกษา กับ การปฏิรูปการเมือง” ผู้เขียนได้แยกออกเป็น ๓ ส่วน 
       ส่วนแรก ว่าด้วย สาเหตุของ“ปัญหาการเมือง”ของคนไทย อยู่ที่ไหน
       ส่วนที่สอง ว่าด้วย คนไทยจะหา”ทางออกทางการเมือง” ได้อย่างไร
       ส่วนที่สาม(บทสรุป) “statesman” คือ บุคคลอย่างไร และทำไมประเทศไทยจึงไม่มี statesman
       
       
       ในการบรรยายวันนั้น ผู้เขียนได้อ้างถึง บทความหลังสุด ๒ บทความ ที่ผู้เขียนได้เขียนไว้ก่อนหน้านี้และใช้เป็นเอกสารประกอบการบรรยาย ในวันนั้น คือ บทความเรื่อง “การปฏิรูปการเมือง(ของคนไทย) ครั้งที่ ๓ จะสำเร็จหรือล้มเหลว (?)” กับบทความ “บทความเขาพระวิหาร ๒” ในหัวข้อเรื่อง “สภาพการเมือง และ สภาพวิชาการทางกฎหมายมหาชน” ; บทความเรื่องแรก ผู้เขียนได้เขียนขึ้นเมื่อเดือน พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่เราจะมี “รัฐบาล”ชุดปัจจุบันเมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ ( ที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกน) เป็นเวลาหนึ่งเดือน และบทความเรื่องที่สอง ผู้เขียนเขียนตั้งแต่เดือนกันยายน ๒๕๕๑ คือ ก่อนการเขียนบทความเรื่องแรกประมาณ ๒ เดือน

 

       ผู้เขียนได้เรียนให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายในวันนั้นทราบว่า การบรรยายของผู้เขียน จะเป็น“ความ”ที่ต่อเนื่องกับ “สาระ”ของบทความทั้งสองข้างต้น แต่โดยที่ผู้เขียนยังไม่มีเวลาที่จะเขียนบทความดังกล่าวต่อไปจนจบ ผู้เขียนจะขอเอา “แนวความคิด”ที่ผู้เขียนตั้งใจจะเขียนในบทความดังกล่าว มาเล่าสู่กันฟัง พอเป็นสังเขป เผื่อจะมีประโยชน์ได้บ้าง สำหรับสถานการณ์ของประเทศไทย ที่เป็นอยู่ขณะนี้

       
       ส่วนที่ (๑) สาเหตุของ“ปัญหาการเมือง”ของคนไทย อยู่ที่ไหน


       
ในการบรรยายส่วนแรกนี้ ผู้เขียนได้เรียนให้ท่านที่มาฟังฯ ว่า ผู้เขียนได้วิเคราะห์และ “กำหนด”สาเหตุของปัญหาการเมืองของเรานี้ไว้แล้วก่อนหน้านี้แล้ว ดังที่ปรากฏอยู่ใน บทความ เรื่อง “การปฏิรูปการเมือง(ของคนไทย) ครั้งที่ ๓ จะสำเร็จหรือล้มเหลว (?)”(เขียนในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๑) ซึ่งในตอนท้ายของบทความดังกล่าว ผู้เขียนได้ให้ สารบัญ ที่เป็นหัวข้อที่ผู้เขียนจะเขียนต่อไป (แต่ยังไม่ได้เขียน) โดยในหัวข้อสุดท้ายที่เป็นบทสุดท้าย ของสารบัญดังกล่าว ผู้เขียนได้สรุปผลจากการวิเคราะห์สภาพการเมืองของประเทศไว้ว่า ประเทศไทยไม่สามารถทำการปฏิรูปการเมืองได้ เพราะ ประเทศไทย ขาดทั้ง “ความรู้” และ ขาดทั้ง “statesman (รัฐบุรุษ)” ที่เสียสละ        ดังนั้น ในการบรรยายครั้งนี้ ผู้เขียนจึงจะเริ่มต้นด้วยการบรรยายถึง “สาเหตุ”ของปัญหาการเมืองของคนไทย ซึ่งก็จะมีอยู่ ๒ สาเหตุ คือ ประเทศไทยขาด “ความรู้” และ ประเทศขาด “statesman” 

       

       เพื่อที่จะให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายฯในวันนั้น ได้“ทดสอบ”พิจารณาถึง สาเหตุของปัญหาการเมืองตามสภาพของสังคมไทยที่เป็นจริง ดัวยตนเอง ผู้เขียนได้ขอให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยาย ลองคิดและ ตอบคำถาม ๓ – ๔ ข้อ ที่ผู้เขียนจะตั้งไว้ แล้วขอให้ท่านผู้มาฟังฯ วินิจฉัยด้วยตัวเอง ว่า ประเทศไทย ขาด “ความรู้” และ ประเทศไทย ขาด “statesman” จริง หรือไม่ 

 

       โดยผู้เขียนได้ให้ข้อสังเกตไว้ว่า ถ้าท่านผู้มาฟังการบรรยายฯ ในฐานะที่ เป็น elite ของคนไทยที่อยู่ในกลุ่มประชาชนที่มีความรู้สูงสุด ทราบและตอบคำถามได้เป็นส่วนใหญ่ ก็จะแสดงว่า ประเทศไทยไม่ขาด“ความรู้” แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าท่านผู้ฟังฯ ยังไม่ทราบ หรือตอบไม่ได้ ก็กรุณาอย่าไปคาดหวังว่า คนไทยอีก ๖๔ ล้านคน ที่ต่างคนต่างต้องทำมามาหากินเป็นประจำวันเพราะความจำเป็นในการดำรงชีวิต และไม่มีเวลาคิดถึงปัญหาบ้านเมือง จะแก้ปัญหาการเมืองได้

       
       (๑.๑) ในประเด็นแรก ประเทศไทยขาด “ความรู้”หรือไม่ 

 

ผู้เขียนได้ตั้งคำถาม ๓ ข้อ (ที่ขอให้ท่านผู้ฟังการบรรยายฯ ตอบเองในใจ เรียงตามลำดับ ดังนี้ 

       คำถามที่หนึ่ง มีว่า ท่านทราบหรือไม่ว่า บทบัญญัติรัฐธรรมนูญของไทย (ทั้งฉบับ ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ และ ปีพ.ศ. ๒๕๕๐) เป็นรัฐธรรมนูญฉบับเดียวในโลก ที่มีระบบสถาบันการเมือง(รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎร) ที่ไม่เหมือนประเทศใด และท่านทราบหรือไม่ว่า รัฐธรรมนูญของเราที่ไม่เหมือนใครนั้น คือบทบัญญัติเรื่องอะไร และ ทำไมจึงเกิดขึ้นได้

       คำถามที่สอง มีว่า ท่านทราบหรือไม่ว่า คำว่า “form of government” หมายถึงอะไร และท่านทราบหรือไม่ว่า “form of government”ที่แตกต่างกันนี้ มีผลทำให้การบริหารประเทศมีประสิทธิภาพแตกต่างกัน 

       คำถามที่สาม มีว่า ถ้าท่านได้ยินว่า นักวิชาการคนใดพูดว่า “ถ้าเราไม่บังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมืองแล้ว “รัฐบาล”ของเราก็จะไม่มีเสถียรภาพ เหมือนอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต” ท่านคิดว่า คำพูดของนักวิชาการท่านนี้ จริงหรือไม่จริง

       [ หมายเหตุ โดยที่ “สาระ”ที่เป็นคำเฉลยของคำถามเหล่านี้ ผู้เขียนได้เคยเขียนอธิบายไว้ในบทความทางวิชาการไว้ก่อนหน้านี้แล้วนับเป็นร้อย ๆ หน้า (ซึ่งท่านผู้อ่านที่สนใจการเมือง อาจเคยผ่านสายตามาบ้างแล้ว) ดังนั้น ในการบรรยายในวันนั้น ผู้เขียนจึงได้นำสาระมาสรุปอย่างสั้น ๆ เป็นการตอบคำถามดังกล่าว] 

       
       ๑) คำตอบของคำถามที่หนึ่ง (ท่านทราบหรือไม่ว่า บทบัญญัติรัฐธรรมนูญของไทย ทั้งฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๐ และ พ.ศ. ๒ ๕๕๐) เป็นรัฐธรรมนูญฉบับเดียวในโลก ) ก็คือ รัฐธรรมนูญของประเทศไทยเป็นรัฐธรรมนูญฉบับเดียวในโลก เพราะรัฐธรรมนูญของเรามีบทบัญญัติให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมืองและบัญญัติให้พรรคการเมืองมีอำนาจบังคับให้ ส.ส.ต้องปฏิบัติตามมติพรรคการเมือง ฯ กล่าวคือ ถ้าหาก ส.ส.ไม่ปฏิบัติตามมติของพรรคการเมือง พรรคการเมืองสามารถให้ ส.ส. พ้นจากสมาชิกของพรรคการเมืองได้ โดยรัฐธรรมนูญของเราบัญญัติว่า เมื่อ ส.ส พ้นจากสมาชิกของพรรคการเมือง ก็ให้ ส.ส. ต้องพ้นจากสมาชิกภาพของ ส.ส.ไปด้วย 

 

       บทบัญญัตินี้ ตรงกันข้ามกับ “หลักการ” ของระบอบประชาธิปไตยของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เพราะ ส.ส.ของทุกประเทศทั่วโลก ต่างมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ ของ ส.ส.ได้ตามมโนธรรม (conscience) ของตนเอง 

 

       ดังนั้น พรรคการเมือง ของประเทศไทย (ที่ก่อตั้งโดยนายทุนธุรกิจของเรา ไม่ว่าจะเป็นนายทุนท้องถิ่นหรือนายทุนระดับชาติ จึงได้กลายเป็น “องค์กรสูงสุด – super organ)”ของประเทศ ที่ควบคุมรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรในระบบสถาบันการเมืองของเรา (ที่ใช้ ระบบรัฐสภา – parliamentary system) และทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศเดียวในโลก ที่มีรัฐธรรมนูญลายลักษณะอักษร ที่ สร้าง “ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมือง(นายทุนธุรกิจ)” 

 

       การที่ “คนไทย”มองไม่เป็น ปัญหานี้ ก็เพราะความล้มเหลว ของการเรียนการสอนใน “ระดับอุดมศึกษา” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเรียนการสอนในคณะนิติศาสตร์และคณะรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยของเรา ที่ต่ำกว่ามาตรฐานสากล ; การเรียนการสอนใน “ระดับอุดมศึกษา”ของเรา ได้สอนนักศึกษาของเราทั้งประเทศ อย่างผิดพลาดไม่ตรงกับความเป็นจริง ( reality) ตลอดมา และดังนั้น ตามความเห็นของผู้เขียน เป็นความรับผิดชอบของวงการนิติศาสตร์ และวงการวิชาการ ที่ปล่อยให้คนไทยทั่วไป เรียก “ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมือง(นายทุนธุรกิจ)”ประเทศเดียวในโลกนี้ ว่า เป็นระบอบประชาธิปไตย

       
       “ข้อเท็จจริง”ที่แสดงให้เห็นถึง ความล้มเหลวในการเรียนการสอนกฎหมายในมหาวิทยาลัยของเรา สามารถยืนยันได้จาก “บทความ”ของคณาจารย์คณะนิติศาสตร์จำนวน ๕ ท่านของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ถือกันว่า เป็นมหาวิทยาลัยที่ดีสุดในทางกฎหมายมหาชน) ที่ท่านคณาจารย์เหล่านี้ได้เขียนขึ้นเอง ; ท่านคณาจารย์ ฯได้กล่าวไว้ในบทความของท่านว่า ท่าน(คณาจารย์)เห็นว่า ในปัจจุบันนี้ ประเทศไทยมี “ดุลยภาพแห่งอำนาจ ขององค์กรนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ”; ทั้งที่ ตามความเป็นจริง (reality) แล้ว ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ(ลายลักษณ์อักษร)ของประเทศไทย ระบบสถาบันการเมืองของเรา ไม่มีดุลยภาพแห่งอำนาจ ระหว่างองค์กรนิติบัญญัติกับองค์กรบริหาร แต่อย่างใด เนื่องจากรัฐธรรมนูญของประเทศไทย(ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นต้นมา) ได้มีบทบัญญัติ ให้ ส.ส.ของเรา ต้องสังกัดพรรคการเมือง / ให้พรรคการเมืองมีอำนาจให้ ส.ส. พ้นจากการเป็น ส.ส.ได้ / และนายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส. (หัวหน้าพรรคการเมือง) ; ซึ่งบทมาตราทั้งสามนี้ เป็นบทบัญญัติที่แตกต่างกับ รัฐธรรมนูญของต่างประเทศ (รวมทั้งรัฐธรรมนูญของประเทศเยอรมันนีและของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศที่ท่านคณาจารย์ดังกล่าวได้ไปศึกษาและจบปริญญาเอกมา) เพราะ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญของประเทศดังกล่าว ส.ส.ของเขามีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ได้ตามมโนธรรม – conscience ของตน 

 

       [หมายเหตุ โปรดดูเอกสารที่เกี่ยวข้อง ได้จาก หนังสือ “การกระทำทางรัฐบาล หรือการกระทำของรัฐบาล : ข้อถกเถียงทางวิชาการในระบบกฎหมายมหาชนของไทย” โดย ดร.เอกบุญ วงศ์สวัสดิกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บรรณาธิการ จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๕๒]

       
       ๒) คำตอบของคำถามที่สอง (ท่านทราบหรือไม่ว่า คำว่า “form of government” หมายถึงอะไร ฯลฯ ) อันที่จริง คำว่า“form of government” เป็นคำสามัญในตำรากฎหมายรัฐธรรมนูญ(ของต่างประเทศ) ที่นักกฎหมายรัฐธรรมนูญ(ของต่างประเทศ)ทุกคนรู้ เพราะเป็นคำที่บ่งบอกถึง “การจัดระบบสถาบันการเมือง” ที่เป็นรูปแบบของรัฐบาล 

 

       การศึกษาวิเคราะห์ “form of government – การจัดระบบสถาบันการเมือง” ที่อยู่ในตัวบทรัฐธรรมนูญ ของประเทศต่าง ๆ จะทำให้เราสามารถมองเห็น “หลักการ”สำคัญ ๆ ของระบบสถาบันการเมืองที่บัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ และทำให้เราสามารถนำรัฐธรรมนูญ(ระบบสถาบันการเมือง)ของประเทศต่าง ๆ มาเปรียบเทียบกันได้ ซึ่งจะทำให้เรารู้ได้ว่า ระบบสถาบันการเมืองในแต่ละรูปแบบ(ของแต่ละประเทศ) มี “ประสิทธิภาพ”มากน้อยเพียงใด และเป็น “ระบบเผด็จการ” หรือเป็นประชาธิปไตย แต่เป็นที่น่าประหลาดใจอย่างมาก ที่เราไม่ค่อยเห็นนักวิชาการของไทย พูดถึง “form of government” 

 

       เราทุกคน คงเคยฟังรายการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ที่“นักวิชาการ”ของเรามาออกรายการกันบ่อย ๆ และเราคงได้ยินนักวิชาการที่ออกรายการเหล่านั้น บอกกับเรา ว่า นักการเมืองของเรา มีมาตรฐานทางการเมือง แตกต่างกับ “นักการเมือง”ของประเทศอื่น เช่น เมื่อมีเรื่องฉาวเกิดขึ้น นักการเมืองของเขาก็จะแสดงรับผิดชอบด้วยการ“ลาออก” แต่นักการเมืองของเราจะไม่ยอมลาออก โดยอ้างว่า “กฎหมาย”ไม่ได้บังคับให้ลาออก ; แต่ถ้าท่านผู้อ่านสังเกต ท่านจะไม่เคยพบว่า นักวิชาการที่ออกรายการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์เหล่านั้น บอกกับเรา(คนไทย) ว่า form of government ของต่างประเทศ (ที่นักการเมืองของเขา มีความรับผิดชอบ มากกว่านักการเมืองของเรานั้น) ใช้ form of government “รูปแบบ”ใด และระบบกฎหมายในการบริหารประเทศของเขา มีอย่างไร แตกต่างกับประเทศไทย อย่างไร ทั้งๆ ที่ form of government และระบบกฎหมายเหล่านี้ เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้นักการเมืองของเขามีความรับผิดชอบ 

 

       การที่นักวิชาการไทยไม่สนใจต่อ “form of government”ของรัฐธรรมนูญ นี้ เป็น “หลักฐาน” อีกประการหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึง “ความล้มเหลว” ของการเรียนการสอนในระดับอุดมคึกษาของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความล้มเหลวการเรียนการสอนในคณะนิติศาสตร์และคณะรัฐศาสตร์ ของเรา

       
       ผู้เขียนเห็นว่า การที่นักวิชาการ(นักกฎหมายและนักรัฐศาสตร์)ของไทย ขาดความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ form of government ที่เป็นมาตรฐานของ “ระบบสถาบันการเมือง” และไม่สนใจที่จะติดตามวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการจัดรูปแบบ“ระบบสถาบันการเมือง” ทำให้นักวิชาการไทยไม่มีความสามารถพอ ที่จะวิเคราะห์และสังเกตเห็น “การปรับเปลี่ยน(rationalization) ระบบสถาบันการเมือง” ในรัฐธรรมนูญของประเทศที่พัฒนาแล้ว ( เช่น ประเทศเยอรมันนีและฝรั่งเศส และประเทศอื่น ๆ) ที่เกิดขึ้นหลังจากสงครามครั้งที่สอง ( กลางศตวรรษที่ ๒๐)ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปรับเปลี่ยนระบบสถาบันการเมืองในระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา – parliamentary system (ระบบที่เราใช้อยู่) ที่มีความมุ่งหมายให้กลไกในระบบรัฐสภา เป็นระบบที่มีกลไกที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีมาตรการด่าง ๆ กำกับให้สถาบันการเมือง(ในระบบรัฐสภา) ทำงานและบริหารประเทศมุ่งไปสู่จุดหมายเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ( ป้องกันนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแก่งแย่งกันเป็นรัฐมนตรี ของ และในขณะเดียวกัน ป้องกันไม่ให้เกิดการเผด็จการโดยพรรคการเมือง )

 

       การที่นักวิชาการ(นักกฎหมายและนักรัฐศาสตร์)ของเรา ขาดความรู้ในกฎหมายเปรียบเทียบ และขาดประสบการณ์ในทางวิชาการ จึงทำให้การเขียนรัฐธรรมนูญ แบบไทย ๆ ของเรา เป็นไปอย่างไร้จุดหมาย เพราะนักวิชาการไทยเขียนรัฐธรรมนูญ บนพื้นฐานจากสามัญสำนึก (common sense) และ การอ้างสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชน (individualism) 

 

       มาตรฐาน“ความ (ไม่)รู้”ของนักวิชาการในเรื่อง form of government และ การ rationalization ของรัฐธรรมนูญนี้ ปรากฎให้เห็นได้ชัดเจนในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นปีที่เรายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน(พ.ศ. ๒๕๕๐) 

 

       ในขณะที่ทำการร่างรัฐธรรมนูญ ตลอดทั้งปี พ.ศ. ๒๕๕๐ นั้น ไม่ปรากฏว่า นักกฎหมายและนักรัฐศาสตร์ ที่มีความรู้ ดีที่สุดของประเทศ (ที่ได้รับคัดเลือกให้ เป็น “ สมาชิกของสภาร่างรัฐธรรมนูญ” และเป็นกรรมการใน “คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ”) ได้พิจารณาถึงประเด็น“ form of government”นี้แต่อย่างใด และไม่มีนักกฎหมายและนักรัฐศาสตร์ของเรา แม้แต่คนเดียวและแม้แต่ครั้งเดียว ได้กล่าวถึง คำว่า “ form of government” นี้ 

 

       ใน “เอกสารคำชึ้แจงประกอบการร่างรัฐธรรมนูญ” ซึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้วถือว่า เป็นเอกสารที่สำคัญที่สุดสำหรับการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นเอกสารที่อธิบายให้คนทั่วไปได้รับรู้ว่า รัฐธรรมนูญได้แก้ไขในประการสำคัญอย่างไร และจะทำให้การเมืองของประเทศ ดีขึ้นได้อย่างไร แต่ปรากฏว่า เอกสารดังกล่าวของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (และสภาร่างรัฐธรรมนูญ) ที่พิมพ์ออกมาเผยแพร่ต่อประชาชนทั่วไป เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับ “สาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” เมื่อวันที่ ๒๖ เดือนเมษายน ๒๕๕๐ มีความยาวเพียง ๑๓ หน้า โดยเป็นเพียงเอกสารที่รวบรวม “บทมาตรา”ต่าง ๆ ที่คณะกรรมาธิการฯแก้ไข ; คณะกรรมาธิการฯได้ชี้แจงไว้ในเอกสารดังกล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญ(ที่แก้ไขนี้) มี “สาระสำคัญ” ที่มุ่งหมายจะแก้ปัญหาการบริหารประเทศ โดยดำเนินการใน ๔ แนวทางด้วยกัน และแนวทางที่สำคัญที่สุด ที่คณะกรรมาธิการฯได้ยกขึ้นกล่าวเป็นลำดับแรก ก็คือ “การคุ้มครอง ส่งเสริม และการขยายสิทธิและเสรีภาพของประชาชน อย่างเต็มที่” ; จากเอกสารนี้ ดูเหมือนว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญ และ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ของเรา อาจ เข้าใจ “ความมุ่งหมาย”ของการเขียน(ออกแบบ)รัฐธรรมนูญ คลาดเคลื่อน(แตกต่าง)ไปจากการร่างรัฐธรรมนูญของนานาประเทศ และด้วยเหตุนี้ จึงทำให้รัฐธรรมนูญของเราไม่สามารถแก้ปัญหาวิกฤติทางการเมืองของประเทศได้ ดังสถานการณ์ของประเทศตามที่ปรากฏและเป็นอยู่ในขณะนี้ 

 

       [หมายเหตุ โปรดย้อนไปดูบทความก่อน ๆ ของผู้เขียน ที่อยู่ใน เว็บไซต์ “ http://www.pub-law.net” ที่ผู้เขียนได้เขียนวิเคราะห็ “แนวความคิด” ในการกำหนดรูปแบบของ “องค์กรยกร่างรัฐธรรมนูญ - ส.ส.ร.” (ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ.๒๕๔๙ ) และวิเคราะห็ ผลงาน(คือ รัฐธรรมนูญ)ที่ได้มาจากการทำงานของ “องค์กรยกร่างรัฐธรรมนูญ”(ส.ส.ร. และ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ) ; บทความนี้ ยังไม่ได้จัดพิมพ์เป็นหนังสือ ] 

       
       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราเคยรับสั่งไว้ เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ “ …..ในบ้านเมืองนั้นมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ การทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ได้คนดีปกครองบ้านเมือง และควบคุม“คนไม่ดี” ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้ …..”

 

       จุดมุ่งหมายของการวิเคราะห์ form of government ก็มิใช่อะไรอื่นไกล แต่ความจริง ก็คือ เป็นการตรวจสอบโครงสร้างของรัฐธรรมนูญ ตามแนวทางที่เป็นไปตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั่นเอง คือ ตรวจดูว่า form of government รูปแบบใด จะ เป็นรูปแบบที่ทำให้ “คนดีได้เข้ามาปกครองบ้านเมือง” ได้ ดีที่สุด

       
       ในการบรรยายวันนั้น ผู้เขียนก็ได้ชี้แจง(อย่างสั้น ๆ) ให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยาย ได้ทราบถึง form of government ที่มีรูปแบบมาตรฐาน ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ๓ แบบ ( คือ ระบบประธานาธิบดี – presidential system / ระบบพรรคการเมืองพรรคเดียว – one party system ของประเทศสังคมนิยม / และระบบรัฐสภา – parliamentary system) และอธิบายให้ทราบว่า form of government ในแต่ละรูปแบบ มี“หลักการ”สำคัญ ๆ ในการจัดระบบสถาบันการเมือง อย่างไร รูปแบบใดเป็น(เสรี)ประชาธิปไตย รูปแบบใดเป็น “เผด็จการ” และอธิบายให้เห็น “ลักษณะเฉพาะ”ของ form of government แต่ละรูปแบบว่า รูปแบบเหล่านี้ทำให้การบริหารประเทศมีประสิทธิภาพ อย่างไร และทำให้”คนดี”ได้เข้ามาปกครองบ้านเมือง ได้อย่างไร ( แม้ว่าระบอบนั้นจะเป็นระบอบคอมมิวนิสต์) ; ผู้เขียนได้อธิบาย วิวัฒนาการของกลไกการจัดระบบสถาบันการเมืองใน “ระบบรัฐสภา – parliamentary system” (ซึ่งเป็นระบบที่ประเทศไทยใช้อยู่) ที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงถึง ๓ ช่วงเวลา ตลอดระยะประมาณสองร้อยปีที่ผ่านมา คือ ตั้งแต่รูปแบบดั้งเดิมใน ศตวรรษที่ ๑๙ ที่มีการแยกอำนาจบริหาร โดยกษัตริย์เป็นผู้ใช้อำนาจบริหารโดยตรงด้วยพระองค์เอง และต่อมาในต้นศตวรรษที่ ๒๐ ที่กษัตริย์ลดบทบาทลงมาตามระดับการพัฒนาของสภาพสังคมในยุโรป จนถึงยุคปัจจุบันในกลางศตวรรษที่ ๒๐ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ได้มีการแก้ไขจุดอ่อนในระบบรัฐสภา ด้วยการปรับเปลี่ยน – rationalization กลไกในระบบสถาบันการเมือง และในขณะนี้ ระบบรัฐสภา ได้กลายเป็น rationalized systems (เกือบ)ทั้งโลก 

 

       ผู้เขียนไม่อาจทราบได้ว่า สิ่งที่ผู้เขียนบรรยาย(อย่างสั้น ๆ)ในวันนั้น จะเป็นเรื่องที่ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายในวันนั้น ได้เคยมี “ความรู้”มาก่อนแล้วหรือไม่ หรือเป็น “ความรู้ใหม่”ของท่านผู้ที่มาฟังฯ ที่ไม่เคยรู้มาก่อน ; แต่อย่างไรก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายในวันนั้น จะได้นำไป “คิด” และ “ประเมิน”ตอบคำถามด้วยตนเอง ว่า “มาตรฐานความรู้ของนักวิชาการของประเทศไทย”ในปัจจุบันนี้ เป็นอย่างไร

 

       แต่ผู้เขียนขอยืนยันว่า ไม่มี “form of government”ในรัฐธรรมนูญของประเทศใดในโลกนี้ ที่เหมือนกับรัฐธรรมนูญของประเทศไทย คือ เป็นรัฐธรรมนูญ ที่สร้าง “ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมือง(นายทุนธุรกิจ)” ผิดหลักการทางสังคมวิทยา(sociology) เพราะเป็นรูปแบบที่เป็นการชักชวนให้บรรดานายทุนธุรกิจ รวมทุนกันจัดตั้งพรรคการเมืองและออกเงินให้ผู้มีสิทธิสมัคร ส.ส. ไปทำการเลือกตั้ง(ในสภาพที่สังคมไทยมีความอ่อนแอฯ) เพื่อนายทุน(เจ้าของพรรคการเมือง)เจะได้ข้ามาผูกขาดอำนาจรัฐในสภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาล (ในระบบรัฐสภา) และจัดสรรโควตากันเป็น”รัฐมนตรี”โดยคำนวณอัตราส่วนตามจำนวนของ ส.ส. ที่อยู่ในสังกัดของพรรคการเมืองของตน และแบ่งปันกันหา”กำไร” ด้วย การทุจริตคอร์รัปชั่นทั้งทางตรงและทางอ้อม จากทรัพยากรส่วนรวมของชาติ ในสภาพที่กลไกการบริหารประเทศ(กฎหมาย)ของเรา พิกลพิการ

 

       ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมือง(นายทุนธุรกิจ) เกิดขึ้นในประเทศไทยเพราะ “ความเห็นแก่ตัว”ของนายทุนธุรกิจท้องถิ่นเจ้าของพรรคการเมือง ในปี พ.ศ. ๒๕๓๕

 
       
       ๓) คำตอบของคำถามที่สาม ( ถ้าท่านได้ยินว่า นักวิชาการคนใดพูดว่า “ถ้าเราไม่บังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมือง “รัฐบาล”ก็จะไม่มีเสถียรภาพ” ท่านคิดว่า คำพูดของนักวิชาการท่านนี้ จริงหรือไม่จริง)

 

       ผู้เขียนเชื่อว่า ท่านผู้อ่านคงจำเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมาได้ว่า “ความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาล(ทหาร)” เกิดมาจากการที่ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง เรียกร้อง “ซอง” ในการยกมือสนับสนุนญัตติของรัฐบาล ซึ่งในบางครั้ง ก็ปรากฏเป็นข่าวในสื่อมวลชนว่า ไปแจกซองกันในห้องสุขาของสภาผู้แทนราษฎร ; ซองจะใหญ่หรือซองจะเล็ก ย่อมแล้วแต่ความสำคัญของ “ญัตติ” ; ถ้าเป็นญัตติธรรมดา ซองก็อย่างหนึ่ง แต่ถ้าเป็นการลงมติในเรื่องงบประมาณหรือในเรื่องการลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซองก็จะหนาหน่อย เพราะถ้ารัฐบาลแพ้มติประเภทนี้แล้ว รัฐบาลถึงกับต้องลาออก

 

       คำถามข้างต้นนี้ ตอบได้ไม่ยาก เพียงแต่ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยาย (ในวันนั้น) จะตอบ “ คำถามเบื้องต้น”เป็นคำถามแรกก่อนว่า ท่านคิดว่า ในโลกนี้ มีรัฐบาลของประเทศใดในโลก หรือไม่ ที่รัฐบาลของเขามีเสถียรภาพได้โดยไม่ต้องบังคับให้ ส.สของเขาต้องสังกัดพรรคการเมือง ; ถ้าทราบว่า “มี” ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายก็สามารถตอบได้ทันทีว่า คำพูดของนักวิชาการที่พูดว่า “ถ้าเราไม่บังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมือง “รัฐบาล”ก็จะไม่มีเสถียรภาพ”นั้น เป็นคำพูดที่ไม่จริง ; และตามความเป็นจริงในโลก มีหลายประเทศที่รัฐบาลของเขามีเสถียรภาพได้ โดยรัฐธรรมนูญของเขาให้ ส.ส.ของเขามีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส.ได้ตามมโนธรรมของตนเอง 

 

       การที่นักวิชาการท่านนั้นพูดว่า “ถ้าเราไม่บังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรคการเมือง รัฐบาลก็จะไม่มีเสถียรภาพ” สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลเพียง ๒ เหตุผล เท่านั้น คือ เหตุผลประการแรก เพราะ นักวิชาการต้องการจะช่วยเหลือนักการเมืองนายทุนธุรกิจให้ผูกขาดอำนาจรัฐใน”ระบบเผด็จการโดยพรรคการเมือง” ได้ต่อไป หรือ เหตุผลอีกประการหนึ่ง ก็คือ เพราะนักวิชาการท่านนั้นไม่มีความรู้ หรือมี”ความรู้”ไม่พอ เพราะนักวิชาการท่านนั้นไม่ทราบว่า รัฐบาลของประเทศอื่น ที่เขามีเสถียรภาพได้โดยไม่ต้องบังคับให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคฯลฯ เขาทำได้อย่างไร รัฐธรรมนูญของเขาเขียนอย่างไร และ กฎหมายที่เป็นกลไกการบริหารของเขา มีอย่างไร

       
       สรุปจากคำถามทั้ง ๓ ประการ และหลังจากที่ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยาย(หรือท่านผู้อ่าน)ได้ ลองตอบคำถามข้างต้นด้วยตนเองแล้ว ผู้เขียนก็เชื่อว่า ท่านฯ คงจะสามารถประเมินได้เอง ว่า “ประเทศไทยขาด ความรู้” หรือไม่ และสามารถประเมินได้ว่า คณาจารย์ในคณะนิติศาสตร์และคณะรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาชั้นสูงของเรา มีความรู้ “พอ”ที่จะออกแบบ (design)รัฐธรรมนูญที่เป็น “การปฏิรูปการเมือง” ให้แก่คนไทยได้ หรือไม่ 
       

       แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะผ่านข้อนี้ไป ขอท่านผู้อ่านได้โปรดระลึกว่า คำถามทั้ง ๓ คำถามดังกล่าวข้างต้นนั้น เป็นเพียงคำถามที่เกี่ยวกับ “กฎหมายรัฐธรรมนูญ”เท่านั้น แต่ในการแก้ปัญหาของประเทศไทย ยังมีกฎหมายสำคัญ ๆ ที่เป็นพื้นฐานของการบริหารประเทศอยู่อีกไม่น้อย ซึ่งจำเป็นจะต้องแก้ไข(หรือปฏิรูป)ไป พร้อมกับการปฏิรูป “ระบบสถาบันการเมือง” (องค์กรสูงสุดในการใช้อำนาจรัฐ) เช่น กฎหมายเกี่ยวกับระบบกระบวนการยุติธรรม(โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อำนาจหน้าที่ของตำรวจ) กฎหมายเกี่ยวกับการกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่น หรือแม้แต่กฎหมายที่เกี่ยวกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ฯลฯ กฎหมายเหล่านี้ต้องการ“การวิจัย”ที่ได้มาตรฐาน และต้องการการกำหนด “ขั้นตอน”ในการปรับเปลี่ยน(transformation) จากสภาพปัจจุบันไปสู่รูปแบบที่ดีกว่าและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ ย่อมไม่สามารถทำได้ในทันทีทันใด แต่ต้องอาศัยช่วงเวลาเพื่อการปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ ซึ่งแน่นอนว่า จะต้องการเวลาที่นานพอสมควร 

 

       การปฏิรูปการเมือง ซึ่งจำเป็นจะต้องกระทำพร้อม ๆ กับการปฏิรูประบบบริหาร จึงมิได้ง่ายอย่างที่คิด ; การปฏิรูปการเมือง คงไม่ใช่การไปสอบถามพรรคการเมืองหรือนักการเมืองว่า ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องใดบ้าง อย่างไร แล้วเอามารวม ๆ กันแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยเสียงข้างมาก ตามที่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีของเรากำลังทำอยู่ในขณะนี้(เดือนเมษายน)
       


       
(๑.๒) ในประเด็นที่สอง ประเทศไทย ขาด “statesman (รัฐบุรุษ)”ที่เสียสละ หรือไม่ 

 

ประเด็นนี้ เป็นประเด็นสำคัญ ; ผู้เขียนได้เรียนให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายในวันนั้น ทราบว่า แม้ว่าประเทศไทย (หรือประเทศใด ๆ ก็ตาม) ไม่ขาด“ความรู้”จากวงการวิชาการ แต่ ถ้าประเทศนั้น ขาด statesman ที่เสียสละ ประเทศดังกล่าว ก็ไม่สามารถ “ปฏิรูปการเมือง”ได้ เพราะจะไม่มี “ผู้ที่มีอำนาจรัฐ”คนใด นำเอา ความรู้นั้น มาแก้ไขกลไกการบริหารประเทศ ซึ่งเป็นการ ลดอำนาจของตนเอง และลดโอกาสในการแสวงหาประโยชน์ให้แก่ตนเอง

 

       ดังนั้น ประเด็นที่สอง (ประเทศไทย ขาด “statesman – รัฐบุรุษ”ที่เสียสละ หรือไม่) จึงสำคัญไม่น้อยกว่า ประเด็นที่หนึ่ง (ประเทศไทย ขาด “ความรู้” หรือไม่) ; และบางทีแล้ว อาจจะสำคัญยิ่งกว่าการที่ประเทศขาด“ความรู้”เสียอีก เพราะความ(ไม่)รู้ของนักวิชาการ อาจทดแทนได้ด้วยความรู้ของ statesman และเท่าที่ปรากฏจากประวัติศาสตร์ของประเทศที่ทำการปฏิรูปการเมืองได้สำเร็จ statesman ของประเทศนั้นจะมีความรู้ เกินกว่านักวิชาการทั่ว ๆ ไปของประเทศ ( ซึ่งผู้เขียน จะได้นำ “ตัวอย่าง”ของบางประเทศ มาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟัง ใน “ส่วนที่สอง” )

 

       ในการบรรยายในวันนั้น ผู้เขียนได้เรียนให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายทราบว่า ผู้เขียนจะไม่ย้อนประวัติศาสตร์ไปตั้งแต่ การเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทย ใน พ.ศ. ๒๔๗๕ ว่า ในอดีตประเทศไทย มี statesman หรือไม่ และทำไม การเมืองของประเทศไทย จึงต้องตกอยู่สภาพเช่นนี้ในขณะนี้ ; และผู้เขียนก็จะไม่ย้อนไปกล่าวถึงปัญหาว่า เพราะเหตุใด การรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ ที่ผ่านมา จึงล้มเหลวอย่างสมบูรณ์แบบ ประเทศไทยไม่สามารถแก้ปํญหาการเมืองได้ หรือไม่สามารถแม้แต่จะทำให้คนไทยพอมองเห็น “ทางออก”ในการแก้ปัญหาการเมือง 

 

       [ หมายเหตุ ผู้เขียนได้วิเคราะห์ สาเหตุของ “ความล้มเหลว”ของการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ ไว้แล้ว ในการบรรยายที่ศาลปกครอง เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๑ ในหัวข้อว่าด้วย “ปัญหาชนชั้นนำ ของสังคมไทย” , โปรดดู วารสารวิชาการศาลปกครอง ปีที่ ๘ เดือนพฤษภาคม – สิงหาคม ๒๕๕๑ ]

 

       ในวันนั้น (วันเสาร์ ที่ ๑๘ เมษายน) ผู้เขียน(ผู้บรรยายในวันนั้น) ได้ขอให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายฯ พิจารณาจาก “ ข้อเท็จจริง” ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คือ ศึกษาพฤติกรรมของนักการเมือง ที่เป็น“ผู้ใช้อำนาจรัฐ”อยู่ในขณะนี้ ซึ่งได้แก่ บุคคลในรัฐบาลชุดปัจจุบัน เพราะตามความเป็นจริง “ ผู้ที่มีอำนาจรัฐ”เท่านั้น ที่จะเป็นผู้ที่ทำการปฏิรูปการเมืองได้
       
       ผู้เขียน(ผู้บรรยายในขณะนั้น) ได้ลองลำดับ “เหตุการณ์”ที่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีได้กระทำไป ในระยะเวลา (ประมาณ) ๔ เดือนที่ผ่านมา คือ ตั้งแต่วันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ จนถึง (วันที่ ๑๘) เดือนเมษายน ๒๕๕๒ และ ขอให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยาย(และท่านผู้อ่านบทความนี้) ประเมินและตอบคำถามด้วยตัวท่านเองว่า “การกระทำ”ของนักการเมืองของเราในปัจจุบัน มีลักษณะเป็นการกระทำของ statesman (หรือใกล้กับการกระทำของ statesman) หรือไม่ 

 

       การติดตามและศึกษา “การกระทำ”ของนักการเมืองอย่างต่อเนื่องเท่านั้น ที่จะทำให้เราสามารถมองเห็น “ความจริง” ที่เป็นความในใจของนักการเมืองนายทุนธุรกิจได้ และสามารถประเมินได้ว่า นักการเมืองเของเรานั้นเป็นบุคคลประเภทใด เป็น statesman หรือ เป็นเพียงนักการเมืองธรรมดาที่เห็นแก่ตัว (ตามธรรมชาติของมนุษย์ทั่ว ๆ ไป ) 

 

       ผู้เขียนได้ลองลำดับเหตุการณ์ ที่เป็น“การกระทำ”ของรัฐบาลและของนายกรัฐมนตรี มาให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายในวันนั้นได้พิจารณา โดยแยกการกระทำฯ ออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ การกระทำที่เกี่ยวกับ“การบริหารประเทศ” (หรือ การบริหารราชการแผ่นดิน) กลุ่มหนึ่ง และ “การกระทำ”ที่เกี่ยวกับการริเริ่ม “การปฏิรูปการเมือง” อีกกลุ่มหนึ่ง และขอให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายฯ ลองพิจารณาและตอบ “คำถาม”สั้น ๆ ด้วยตนเอง 

       
       (ก) “การกระทำกลุ่มแรก”  เป็นการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับการบริหารประเทศหรือการบริหารราชการแผ่นดิน โดยผู้เขียนได้รวมรวม “เหตุการณ์”เท่าที่ผู้เขียนจำได้ มาทบทวนให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายได้รับทราบ ดังนี้ 

 

       – รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ได้ใช้ “นโยบาย populist” (ซึ่งนักวิชาการบางท่านเรียกว่า นโยบายประชานิยม แต่ผู้เขียนขอแปลอย่างตรง ๆ ว่า “ นโยบายเอาใจประชาชน” ) เป็นหลัก คือ นโยบายลดแลกแจกแถม รวมทั้งการแจกเช็คช่วยชาติให้แก่ผู้ที่มีรายได้ไม่เกินหนึ่งหมื่นห้าพันบาทต่อเดือน คนละ ๒๐๐๐ บาท 
       – หลังจากการเป็นรัฐบาลไม่กี่วัน ปรากฏเหตุการณ์ที่(อาจ)เป็นการทุจริตคอร์รัปชั่น คือ “ปลากระป๋องเน่า”ในถุงยังชีพ ที่แจกให้แก่ประชาชนที่มีอุบัติภัยทางภาคไต้ ; การแจก “นมบูดหรือนมด้อยคุณภาพ”ให้แก่เด็กนักเรียนในโรงเรียน อันเนื่องมาจากระบบการผูกขาดจากการจำหน่ายนมโดยแบ่งเป็นเขตและห้ามจำหน่ายนมข้ามเขต ; การนำเงินของแผ่นดินไปแจกให้แก่ราษฎร โดยมีนามบัตรส่วนตัวของรัฐมนตรีแนบไปด้วย
       – รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี มี mega projects หลายโครงการ เช่น การซื้อรถเมล์ ๔๐๐๐ คัน การสร้างรถไฟฟ้าและรถไต้ดินหลายสาย ที่ต่อเนื่องมาจากรัฐบาลก่อน
       – รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ได้รับจำนำหรือรับซื้อผลิตผลการเกษตรหลายชนิดเพื่อช่วยเหลือเกษตรที่มีปัญหา และได้มีการจำหน่ายและประมูลขายผลิตผลการเกษตร์ (เช่น ข้าว มันสำปะหลัง) เพื่อระบายสต๊อกที่เก็บไว้ ซึ่งปรากฏเป็นข่าวในสื่อมวลชนถึงความไม่โปร่งใจและการเอื้อประโยชน์ให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งอยู่แสมอ ๆ
       – รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี มีการโยกย้ายข้าราชการสำคัญหลายตำแหน่ง เช่น ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ข้าราชการ กระทรวงพาณิชย์ ข้าราชการตำรวจ 
       – รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี สับเปลี่ยนกรรมการใน “รัฐวิสาหกิจ”หลายแห่ง 

 

       อันที่จริง บรรดา การกระทำและเหตุการณ์ที่ผ่านมาของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีของเราในช่วงเวลา๔ เดือนที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ก็ดูว่า จะเหมือน ๆ กับการกระทำของรัฐบาลก่อนและอดีตนายกรัฐมนตรีได้ทำมาแล้ว ไม่มีแตกต่างอะไรกัน และรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีของเราทั้งเก่าและปัจจุบัน ก็ดูจะพูด เหมือน ๆ กัน คือ “พูด”ว่า รัฐบาลทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม หรือเพื่อประชาชน หรือเพื่อคนยากจน ; และเมื่อรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ถูกซักถามในปัญหาต่าง ๆ รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีในปัจจุบันของเรา ก็จะ“พูด”ว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตาม “กฎหมาย” ซึ่งก็ดูจะเหมือนกับรัฐบาลก่อนและอดีตนายกรัฐมนตรี

       
       ปัญหามีว่า อะไร คือเงื่อนไขหรือหลักเกณฑ์ ที่ใช้แยก “การกระทำ” ของนักการเมืองที่เป็น statesman ออกจาก “ การกระทำ” ของนักการเมืองธรรมดา 

       statesman ได้แก่ บุคคลที่มองการแก้ปัญหาประเทศที่จะมีผลต่อเนื่องระยะยาว และคิดถึงอนาคตของประเทศ แม้ว่าจะเป็นเวลาหลังจากที่ตนเองได้หมดอำนาจไปแล้ว ; statesman จึงเป็นผู้ที่แก้ปัญหาในเชิง“ระบบ” มากกว่าการแก้ปัญหาด้วยการใช้อำนาจโดยตนเอง แม้ว่าการสร้างระบบนั้น จะเป็นการลดอำนาจหรือตัดอำนาจของตนเอง เพราะ statesman รู้ว่า การใช้อำนาจโดยไม่สร้าง “ระบบ ”ที่โปร่งใส ย่อมเปิดโอกาสให้นักการเมือง ปิดบังซ่อนเร้นการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวและทำการทุจริตได้

 

       ผู้เขียนได้ให้ข้อสังเกตสำหรับให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยาย(และท่านผู้อ่าน) นำไปใช้ ในการพิจารณาและตรวจดู ว่า “การกระทำ”ของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีปัจจุบัน เป็น(หรือใกล้จะเป็น) การกระทำของ statesman หรือไม่ คือ ขอให้พิจารณาดูว่า รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีของเราได้เอาใจใส่ในการป้องกันการรั่วไหลในการใช้จ่าย”เงินแผ่นดิน”ในนโยบาย populist อย่างไรหรือไม่ / มีความตั้งใจจะทำให้หรือนำ ผู้ที่(อาจ)ไม่สุจริตหรือ(อาจ)แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ(ที่เป็นพรรคพวกของตนเอง) ให้ต้องรับผิดชอบ หรือไม่เพียงใด / สนใจที่จะแก้ไข “กฎหมาย”(มิใช่ แก้ไขโดยการมี “มติคณะรัฐมนตรี”) ที่ทำให้นักการเมือง (ตนเอง) ต้องกระทำการโดยโปร่งใส เพื่อลดการแสวงหาประโยชน์จากการประมูลและการอนุมัติโครงการของรัฐ หรือไม่ / แก้ไขและปรับปรุง “กฎหมาย”เพื่อป้องกัน ระบบ spoils system ที่นักการเมือง(ตนเอง) เอาตำแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจและตำแหน่งราชการ ให้เป็นการตอบแทนแก่พรรคพวกและข้าราชการที่รับใช้ตนเอง หรือไม่ / ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เปิดเผย และไม่อยู่ภายไต้อิทธิพลของนักการเมือง(ตนเอง) หรือไม่ / ฯลฯ

       
       คำถาม ที่ผู้เขียนขอให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายในวันนั้น(และท่านผู้อ่าน) ตอบ หลังจากที่ได้พิจารณาตามข้อสังเกตดังกล่าวข้างต้นแล้ว ก็คือ ตาม “ข้อเท็จจริง” ที่ปรากฏที่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีในปัจจุบันได้บริหารราชการแผ่นดินมา ในช่วง ๔ เดือน

 

       “ท่านคิดว่า รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีของเรา กำลังบริหารประเทศ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม หรือ กำลังรอโอกาส เพื่อจะ แสวงหาประโยชน์ส่วนตัว” 
       


       (ข) “การกระทำ กลุ่มที่สอง”
 ว่าด้วย การริเริ่ม “การปฏิรูปการเมือง” [หมายเหตุ ในการบรรยาย(วันนั้น) ผู้เขียนได้ใช้ “ข้อเท็จจริง”ที่เกี่ยวกับประเด็นนี้เท่าที่ปรากฏในขณะนั้น จนถึงวันที่มีการบรรยาย คือ วันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๒ ดังนั้น ในบทความนี้ ซึ่งเป็น “สาระ”จากการบรรยายในวันดังกล่าว ผู้เขียนก็จะถือตามข้อความที่ผู้เขียนบรรยายในวันนั้น แม้ว่าจะปรากฏในขณะนี้(หลังการบรรยาย)ว่า ข้อเสนอของท่านนายกรัฐมนตรี(รวมไปถึงการเสนอให้นิรโทษกรรมให้แก่ผู้ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง) ได้ก่อให้เกิด “เหตุการณ์”และ “ความคิดเห็น”ที่แตกต่างกันในระหว่างกลุ่มนักการเมืองและนักวิชาการหลายประการ แต่ผู้เขียนจะยังไม่ขอนำมากล่าวในบทความตอนนี้ และถ้าผู้เขียนมีเวลาพอ ผู้เขียนอานจะนำมาเขียน ป็น “ภาคผนวก” ไว้ในตอนท้ายของบทความนี้ ]

 

       ผู้เขียนได้ให้ “ข้อเท็จจริง”(เกี่ยวกับการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาล) กับท่านผู้ที่มาฟังการบรรยาย ฯ ว่า เท่าที่ผ่านมา ในระยะที่เข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่ ๆ ในต้นปี พ.ศ. ๒๕๕๒ รัฐบาลและ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ให้ความสนใจกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปการเมืองแต่อย่างใด แต่ได้เน้นการแก้ไขปัญหาประเทศเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ และ เพิ่งจะปรากฎในระยะหลังเมื่อไม่นานมานี้ คือ เมื่อกลุ่มเสื้อแดงเริ่มก่อตัวที่จะมีการชุมนุมใหญ่ ท่านนายกรัฐมนตรีจึงได้กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า จะมอบให้คนที่เป็นกลาง เช่น สถาบันพระปกเกล้า มาช่วยพิจารณาว่า จะแก้รัฐธรรมนูญในประเด็นใดบ้าง โดยรัฐบาลจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง และรัฐบาลจะขอให้ทุกคนทุกฝ่าย รวมทั้งพรรคการเมืองทุกพรรคมีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฯลฯ

 

       ในประเด็นนี้ ผู้เขียนไม่มีข้อเท็จจริงอื่นจะเพิ่มเติม และขอตั้งคำถาม ๓ คำถาม เพื่อให้ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยายฯ ลองเปรียบเทียบพฤติกรรมของนักการเมือง กับพฤติกรรมของตนเอง ดังต่อไปนี้

       คำถามแรก มีว่า ตัวท่านเอง(ท่านที่มาฟังการบรรยาย) “ท่านคิดว่า โดยพฤติกรรมตามธรรมชาติของมนุษย์ ผู้ที่จะต้องเสียประโยชน์จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ทำให้ตนเองได้เข้ามาผูกขาด “อำนาจรัฐ” ผู้นั้นจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ และจะทำให้ตนเอง(อาจ)ต้องหมดอำนาจ หรือไม่”

       คำถามที่สอง มีว่า ตัวท่านเอง(ท่านที่มาฟังการบรรยาย) “ท่านคิดว่า บุคคลในรัฐบาลและท่านนายกรัฐมนตรีปัจจุบันนี้ ทราบหรือไม่ทราบว่า โดยพฤติกรรมตามธรรมชาติของมนุษย์ คนส่วนใหญ่ย่อมเห็นแก่ตัว และรักษาประโยชน์และอำนาจของตน”

       คำถามที่สาม มีว่า ตัวท่านเอง(ท่านที่มาฟังการบรรยาย) “ถ้าท่านคิดว่า บุคคลในรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีปัจจุบันนี้ ได้ทราบหรือควรทราบอยู่แล้วว่า พฤติกรรมของมนุษย์เป็นอย่างไร 

 

       การที่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีปัจจุบันนี้บอกแก่คนทั่วไปว่า ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูปการเมือง จะมอบให้คนกลางโดยรัฐบาลจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง และขอให้พรรคการเมืองทุกพรรคและนักการเมือง มาช่วยกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านคิดว่า บุคคลในรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีที่ใช้อำนาจรัฐอยู่ปัจจุบันนี้ มี “ความในใจ” ที่ต้องการจะให้มีการปฏิรูปการเมือง หรือไม่”
       


       ผู้เขียนได้กล่าวสรุปในตอนท้ายของการบรรยายในตอนนี้ว่า เมื่อท่านผู้ฟังการบรรยายฯ ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับ “การกระทำ”ของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ทั้ง ๒ กลุ่ม (การบริหารราชการแผ่นดิน กับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ)ให้แก่ตัวท่านเองแล้ว ผู้เขียนก็เชื่อว่า ท่านผู้ที่มาฟังการบรรยาย ซึ่งเป็น elite กลุ่มที่มี “ความรู้”สูงที่สุดของคนไทย คงตอบได้เอง ว่า รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีของเรา เป็น “statesman” หรือไม่ และ ประเทศไทยของเรา ขาด “statesman ”ที่เสียสละ หรือไม่ 

 

       สำหรับผู้เขียน ผู้เขียนมีความรู้สึกว่า สภาพการเมืองของประเทศไทยในขณะนี้ ดูหมือนว่า เราจะมีนักการเมือง(นายทุนธุรกิจ)อยู่ ๓-๔ กลุ่ม ต่างแย่งกันและสลับ“ขั้ว”จับกลุ่มกันเข้ามา เพื่อเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและเข้ามาเป็นรัฐบาล(ในระบบรัฐสภา) ภายไต้ชื่อ“พรรคการเมือง” ต่าง ๆ กัน ( ซึ่งแต่ละกลุ่มก็จะเปลึ่ยนชื่อพรรคฯ ไปตามโอกาส) แต่ไม่ว่าพรรคการเมืองของเราจะมี “ชื่อ”เรียกว่าอย่างไร แต่กลุ่มนักการเมืองของเราก็(เกือบ)จะไม่เปลี่ยนแปลง เราคงพบกลุ่มนักการเมืองเดิม ๆ ลูกเมียพี่น้องนามสกุลเดิม ๆ และพรรคพวกเดิม ๆ ที่ร่วมกันลงทุนตั้งพรรคการเมืองและเข้ามาผูกขาด“อำนาจรัฐ” ภายไต้ “ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมือง(นายทุนธุรกิจ)” ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญของประเทศไทย (ประเทศเดียวในโลก) 

 

       “ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมือง(นายทุนธุรกิจ)” เป็นระบบที่บรรดานายทุนธุรกิจของเรา ได้ช่วยกันสร้างขึ้นมา ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๕ และอาศัย “ความรู้ ”(หรือ “ ความไม่รู้” แล้วแต่จะเรียก ) ของคณาจารย์ในคณะนิติศาสตร์และคณะรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาชั้นสูงของประเทศไทย ชักชวนให้คนไทยทั้งหลายพากันเรียก “ระบบ”นี้ ว่า เป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย (?) 
    

ประเทศไทย จึงขาดทั้ง “ความรู้” และขาดทั้ง “statesman”ที่เสียสละ
       

 

Read Full Post »

เสนอ 3 ข้อ ผ่าทางตันการเมืองไทย

recommendare

 

” …. ทางออกของเรื่องนี้ คือการยุติ และเสียสละของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากยอมยุติ บรรดาผู้จงรักภักดีก็จะยอมยุติด้วย แต่เมื่อการยุติ เป็นการยุติแบบชั่วคราว ความขัดแย้งยังคงมีอยู่ จะรับประกันได้อย่างไรว่า จะไม่มีบุคคลแบบอดีตนายกฯเกิดขึ้นอีก … ประวัตศาสตร์ก็จะซ้ำรอย เกิดวิกฤตเหมือนเดิม … “

 

สรุป

ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การเมืองไทยในปัจจุบัน”

 

เนื่องโอกาสการประชุมใหญ่ทางวิชาการโรงพยาบาลราชวิถี

วันที่ 24 กุมภาพันธ์

 

โดย

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า

ราชบัณฑิตยสภา

 

ความมีดังนี้

 

วิกฤติการเมืองไทยที่เกิดขึ้น เป็นความขัดแย้งที่สะสมมาตั้งแต่สมัยการเปลี่ยนแปลงระบอบการบริหารประเทศและระบอบเศรษฐกิจ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีการเปลี่ยนแปลงจากระบอบเทศาภิบาล เป็นกระทรวง ทบวง กรม ระบบขุนนางกินเมืองเป็นข้าราชการกินเงินเดือน รายได้จากพระคลังและภาษี เป็นการเก็บภาษีอากร นอกจากนี้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ยังไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง กับสภาพสังคมไทย แผนพัฒนาเศรษฐกิจ ฉบับที่ 1-3 เน้นการผลิตและนำเข้า ฉบับที่ 4 และ 5 เน้นการผลิตเพื่อการส่งออก แต่ไม่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจใดที่กล่าวถึงการพัฒนาภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศเป็นรายได้หลักของประเทศ รวมทั้งไม่มีแผนพัฒนาอย่างชัดเจนถึงการขยายผลผลิต ยุทธศาสตร์การผลิตเพื่อการเกษตร ที่น่าแปลกและส่งผลถึงปัจจุบัน เมื่อข้าวมีราคาแพง รัฐบาลกลับไม่ดีใจ เข้ามาแทรกแซง ไม่ได้คำนึงว่าจะกระทบต่อคนจนหรือชาวนา 

 

สาเหตุหลักของความขัดแย้ง เหลื่อมล้ำ เป็นเพราะคนจนไม่เคยได้รับการช่วยเหลือ ไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากร การช่วยเหลือทั้งของบีโอไอ (สำนักงานส่งเสริมการลงทุน) และเอสเอ็มอี (ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) เป็นการช่วยเหลือที่กระจุกตัวอยู่ในคนมั่งคั่งและคนชั้นกลาง มีแต่ชนชั้นกลางกับชนชั้นสูงที่ได้รับการส่งเสริม จึงทำให้เกิดคนจนจำนวนมาก  คนรวย ก็รวยมากขึ้น ส่วนคนจนก็ยิ่งจนลง เมื่อคนจนไม่มีอำนาจต่อรองทรัพยากรเหมือนชนชั้นกลางความขัดแย้งจึงยิ่งทวีคูณ ในปี 2519 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 และ 5 พบว่า รายได้ของคนรวย ร้อยละ 20 มีรายได้เป็นเจ้าของรายได้ประชาชาติสุทธิ 29.26 คนจน 6.05 ในปี 2529 เพิ่มขึ้นเป็นคนรวย 55.63 ขณะที่คนจน 4.55 ซึ่งสังเกตได้ว่า ชนชั้นกลางแม้ว่าจะมีรายได้เศรษฐกิจดีขึ้น แต่ยังไม่เคยสนใจเรื่องการเมืองเช่นเดิม ขณะที่คนจนก็ไม่มีอำนาจต่อรอง

 

ในปีที่ผ่านมาประเทศไทย มีนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน จากการบริหารประเทศภายใต้ระบอบประชาธิปไตย 76 ปี ขณะนี้ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีแล้วทั้งสิ้น 27 คน มีรัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ เกิดกบฏ 11 ครั้ง รัฐประหารสำเร็จ 9 ครั้ง ความขัดแย้งในเรื่องของความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจ ทั้งปิดและเปิดยังคงมีอย่างต่อเนื่อง และซ่อนตัว และเมื่อปี 2540 เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นเป็นการแก้ในส่วนของเรื่องการเมืองเป็นหลัก ทำให้เกิดระบบการเลือกตั้ง ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ เน้นการหาเสียงเชิงนโยบายเป็นหลัก พรรคไทยรักไทย จึงได้รับคะแนนนิยมสูงสุดจากประชาชนในปี 2544 และได้เสียงข้างมากเกินครึ่งในปี 2548 เป็นผลมาจากนโยบายประชานิยม ทั้ง 30 บาท กองทุนหมู่บ้าน 1 อำเภอ 1 ทุน โอท็อป ซึ่งความขัดแย้งที่ถูกปิดก็ถูกเปิดขึ้นมา คนจนเข้าถึงทรัพยากรมากขึ้น ได้ลิ้มลองการรักษาฟรี และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ
  

จึงเป็นที่มาว่า คนจนเลือกตั้งรัฐบาล โดยคำนึงถึงนโยบายประชานิยม เพื่อการเข้าถึง ในขณะที่คนชั้นกลาง เป็นคนกำหนดนโยบายและล้มรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลไทยรักไทยถือได้ว่า เป็นการรวมตัวของมหาเศรษฐีที่ไม่เคยมีมาก่อน จึงเกิดปัญหาการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายขึ้น แต่การเมืองภาคประชาชนก็ไม่กล้าที่จะต่อสู้เรียกร้อง เพราะกลัวไม่ได้รับทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวกจากนโยบายของรัฐ ขณะที่สื่อมวลชนก็ตกภายใต้การบีบคั้นของภาคธุรกิจ ถ้าหากวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล โฆษณาก็จะลดน้อยลง ทำให้เสียงวิจารณ์ไม่มี และเลยเกิดความขัดแย้ง ที่ส่งผลต่อปัจจุบัน 
  

ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะนักการเมืองในสมัยที่แล้วรู้เห็นเป็นใจและปลุกให้กลุ่มคนเสื้อแดงขึ้นมาต่อสู้กัน และไม่มีใครรู้ได้ว่าความขัดแย้งนี้จะจบลงเมื่อไหร่ ซึ่งความขัดแย้งอาจเกิดจาก 2 ปัจจัยคือ

 

1.มาจากความขัดแย้งของคนเสื้อเหลืองกับอดีตนายกฯ ที่ผู้ต่อต้านไม่ยอมรับการได้มาซึ่งอำนาจ หากฝ่ายหนึ่งยอมหยุดก็จะยุติเพียงชั่วคราวเท่านั้น หากมีคนที่ใช้วิธีเดียวกันขึ้นมาอีกก็จะเกิดความขัดแย้งขึ้น

2.ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่าง คนมี กับ คนไม่มี ซึ่งวันนี้คนจนรู้แล้วว่าจะเข้าถึงอำนาจได้อย่างไรเพื่อให้เข้าถึงทรัพยากร

 

อนาคตพรรคการเมืองจะหันมาใช้นโยบายประชานิยมกันหมดเพื่อให้ได้คะแนนเสียง โดยไม่สนใจว่าจะเอาเงินมาจากไหนเพื่อทำตามนโยบายนั้น ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ขณะนี้การหันมาใช้นโยบายประชานิยมกันหมด จะส่งผลให้ทรัพยากรหมดประเทศ เพราะเป็นประชานิยมที่ออกแบบแบบฉาบฉวยไม่คำนึงถึงการหาทรัพยากรเพิ่มเติม กลายเป็นการผลักภาระหนี้ไปในอนาคตให้รัฐบาลรับผิดชอบภาระหนี้แทนภาคประชาชน สุดท้ายประเทศก็จะเป็นหนี้ระยะยาว เกิดเป็นวิกฤตเศรษฐกิจเหมือนละตินอเมริกาที่เป็นเจ้าประชานิยม

 

การปกครองประเทศแบบประชาธิปไตย เหมาะกับประเทศที่มีคนชนชั้นกลางมาก แต่ประเทศไทย ไม่ใช่ เพราะมีแต่คนจน และคนชอบประชานิยมแบบไม่มีเหตุผล ลด แลก แจก แถมไปเรื่อย  

 

ทางออกของเรื่องนี้ คือการยุติและเสียสละของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากยอมยุติ บรรดาผู้จงรักภักดีก็จะยอมยุติด้วย ความขัดแย้งก็จะไม่เกิดขึ้น แต่เมื่อการยุติ เป็นการยุติแบบชั่วคราว ความขัดแย้งยังคงมีอยู่ จะรับประกันได้อย่างไรว่า จะไม่มีบุคคลแบบอดีตนายกรัฐมนตรีเกิดขึ้นอีก หากนำนโยบายประชานิยมเข้ามาใช้และกลับมาเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ประวัตศาสตร์ก็จะซ้ำรอย เกิดวิกฤตเหมือนเดิม

 

ทางออกในเรื่องนี้ จึงต้องจัดสรรโครงสร้างทรัพยากรทางเศรษฐกิจใหม่ ด้วยการปรับโครงสร้างภาครัฐ ให้คนชนชั้นล่างมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจโดยไม่ต้องพึงพารัฐ ซึ่งสามารถทำได้ 3 ทาง  คือ 1. รัฐธรรมนูญ และกฏหมาย ต้องเปิดโอกาสให้คนจนเข้าถึงทรัพยากรและเศรษฐกิจมากขึ้น

 

1. รัฐธรรมนูญ และกฏหมาย ต้องเปิดโอกาสให้คนจนเข้าถึงทรัพยากรและเศรษฐกิจมากขึ้น

2.ปรับระบบภาษี หารายได้มาบริหารจัดการรายจ่าย นำเงินของคนมั่งมีมาช่วยคนจน เช่นภาษีมรดก ภาษีที่ดิน จัดการเรื่องรายจ่ายของประเทศ ไม่เน้นนโยบายประชานิยม เพราะเป็นการนำเงินอนาคตมาใช้ และ

3.ลดการกระจุกตัวของกลุ่มทุนธุรกิจขนาดใหญ่ จัดสรรทรัพยากรจากคนรวยให้เข้าถึงคนจน แต่ต้องไม่ก่อให้เกิดวิกฤตตามอีก ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่กระชากทรัพย์จากคนมีให้คนจน เหมือนระบอบคอมมิวนิสต์ หรือเป็นการแย่งชิงทรัพยากร แต่เป็นการร่วมแรงร่วมใจกัน ช่วยเหลือกระจายทรัพยากร

 

ทางออกวิกฤตก็ขึ้นอยู่กับคนในสังคมทั้งหมด ไม่ใช่แค่นักการเมือง หรือ รัฐสภา เพราะเป็นเรื่องใหญ่เกินที่ใครจะทำเพียงคนเดียวได้ แต่เชื่อว่าหากทำเช่นนี้ปัญหาต่าง ๆ ก็จะค่อย ๆ คลี่คลายและหมดไป 

 

Read Full Post »

ปัญหาชนชั้นนำของสังคมไทย

recommendare

 

แม้แต่”ความรักลูก”ก็เป็นอาวุธได้ และ “ความรักลูก” คือพฤติกรรม ; ดังนั้น พฤติกรรมของคนทางสังคมวิทยา ก็ถูกใช้เป็นอาวุธได้ 

ศาสตราจารย์ ดร. อมร จันทรสมบูรณ์

 

ถอดความ

จากปาฐกถาพิเศษเรื่อง  ปัญหาชนชั้นนำของสังคมไทย

 

โดย

ศาสตราจารย์ ดร. อมร จันทรสมบูรณ์
ประธานกรรมการกฤษฎีกา

 

ความมีดังนี้

 

ท่านองคมนตรี ท่านประธานศาลปกครองสูงสุด ท่านตุลาการศาลปกครองสูงสุด ท่านตุลาการ ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณที่ทางศาลปกครองได้ให้เกียรติผมมาพูดในวันนี้ โดยในวันที่ ๙ มีนาคม ก็จะเป็นวันที่ครบรอบ ๗ ปีของศาลปกครอง ผมเชื่อว่า ศาลปกครองจะอยู่คู่กับประเทศไทยนานแสนนาน และคงจะเป็นสถาบันที่พัฒนาหลักฎหมายและแก้ “ปัญหา”ให้ประเทศต่อไปข้างหน้า

 

เป็นที่ทราบดีว่า กฎหมายมหาชนเป็นกฎหมายยุคใหม่ เมื่อทางศาลปกครองเชิญผมมาพูด ผมก็ไม่รู้ว่าจะพูดในเรื่องอะไร ท่านทั้งหลายก็มีความรู้มากมาย ผมก็มาคิดว่า ขณะนี้เรามีวิกฤติอยู่และทุกเช้าเราได้ฟังวิกฤติของกฎหมายมหาชนอยู่ตลอดเวลา แม้เมื่อเร็ว ๆ นี้ เราก็มีปัญหาเรื่องการโยกย้ายข้าราชการ เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการว่า เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม มี “การเมือง”แทรกแซงหรือไม่ และข้างหน้าก็คงจะมีปัญหาตามมาอีกมาก ผมก็เลยมานั่งนึกว่าจะเอาเรื่องอะไรมาพูดในวันนี้ ; ขณะนี้ผมกำลังเขียนบทความอยู่เรื่องหนึ่ง เป็นบทความที่ค่อนข้างยาว และผมคิดว่าบทความนี้จะเป็นบทความชุดสุดท้ายของผม ซึ่งก็ยังไม่ทราบว่าผมจะเขียนจบหรือไม่จบ ; บทความบทนี้เป็นบทความที่เป็นความเห็นของผมเกี่ยวกับ “ทางออก”ของประเทศไทยในภาวะการเมืองปัจจุบัน คือ ถ้าเราหาทางออกได้ เราก็คงจะหลุดพ้นจากวงจร vicious circle ไปได้ แต่ถ้าเราหลุดพ้นจากวงจรไม่ได้ ผมก็คิดว่าข้างหน้าเราคงจะมีเหตุการณ์อีกมากมาย ที่อาจกระทบกระเทือนถึงประวัติศาสตร์ของเราในอนาคตด้วย ; ในบทความดังกล่าว ผมพยายามจะเขียนให้เห็นทุกแง่ทุกมุมของปัญหาสังคมของเรา ขณะนี้ก็เริ่มเขียนมาหลายตอนแล้ว และในบางตอนเมื่อย้อนกลับไปอ่านแล้วก็ยังรู้สึกว่าภาษาค่อนข้างเข้าใจยาก

 

ดังนั้น “เรื่อง”ที่ผมจะพูดในวันนี้ เป็น”ส่วนหนึ่ง”ที่ตัดตอนมาจากบทความขนาดยาวดังกล่าว บางส่วนก็เขียนเป็นบทความและลงเว็บไปแล้ว บางส่วนก็คิดไว้ในใจและตั้งใจจะเขียนเป็นบทความตอนต่อ ๆ ไป ; ผมขอให้”ชื่อ”ของหัวข้อเรื่องที่ผมจะพูดในวันนี้อย่างสั้น ๆ แต่อยากให้เป็น “ชื่อ”ที่มีความหมายค่อนข้างกว้างพอที่จะครอบคลุมปัญหาการเมืองของไทยในขณะนี้ได้ คือ ผมจะพูดเรื่อง “ปัญหาชนชั้นนำของสังคมไทย” ซึ่งพูดง่าย ๆ ก็คือ ปัญหาของสังคม ที่มีสาเหตุมาจาก “ชนชั้นนำ”ของเราเอง

 

นักประวัติศาสตร์ เวลาเขามองย้อนว่าประเทศเราจะเจริญหรือเสื่อม เขาจะดูที่บทบาทของ “ชนชั้นนำ” หรือ Elite ; ถ้าเราอยากจะรู้ว่า ข้างหน้า อนาคตของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร เราก็ต้องวิเคราะห์บทบาทของ Elite ในปัจจุบัน ; ในบทความที่ผมเขียนและลง Web ไว้ ผมได้นำข้อวิจารณ์ของนักประวัติศาสตร์ต่างประเทศ ที่เขาวิจารณ์และให้ความเห็นว่า เหตุการณ์ของประเทศฝรั่งเศสในยุคปลายศตวรรษที่ ๑๘ คือ ในปี ค.ศ. ๑๗๘๙ เกิดขึ้นเพราะอะไร ซึ่งผมเชื่อว่า ทุกท่านทราบดีอยู่แล้วว่า มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในประเทศผรั่งเศสในระยะนั้น โดยผมไม่ต้องกล่าวซ้ำอีก

 

ในการพูดในวันนี้ ผมก็จะขอใช้แนวทางวิเคราะห์ในแนวทางเดียวกันกับนักประวัติศาสตร์ของต่างประเทศ คือ วิเคราะห์ปัญหาของประเทศไทย บนพื้นฐานของ “บทบาทของ Elite”ในปัจจุบัน โดยถือว่า เป็นการเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้ท่านที่มีความรอบรู้ช่วยนำไปคิด 

 

โดยในส่วนแรก จะเป็นความนำหรือ”บทนำ” ซึ่งผมจะขอเรียนให้ท่านทราบอย่างสั้น ๆ ว่า ทำไมผมถึงเลือก “หัวข้อ”เกี่ยวกับปัญหาชนชั้นนำของสังคมไทย มาพูด และจากนั้น จะเป็นส่วนที่เป็น”สาระ”ที่ผมตั้งใจจะพูด โดยจะขอแบ่งออกเป็น ๓ ตอน 

 

ตอนที่ ๑ คือ ทำไมเมื่อปีที่แล้ว คือ นับแต่ปลายปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ที่เรามีการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน จนถึงพ.ศ.๒๕๕๐ รวมเวลา ๑ ปี ๓ เดือน เราจึงล้มเหลวใน”การปฏิรูปการเมือง” ซึ่งส่วนนี้ผมได้เขียนไว้ในบทความที่ได้กล่าวถึงแล้ว ซึ่งยังเขียนเข้าใจยาก แต่วันนี้ ผมจะสรุปให้ง่ายขึ้น เพื่อมาดูอย่างรวบรัดว่า เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว เราล้มเหลวเพราะอะไร ชนชั้นนำ หรือ Elite กลุ่มใหนที่รับผิดชอบ

 

ตอนที่ ๒ เราจะมาดูว่า ถ้าเราอยากจะรู้ “อนาคต”ของเราว่าเป็นอย่างไร เราก็ต้องดู Eliteของเรา ณ “ปัจจุบัน” โดยเราจะพิจารณาว่า เราจะต้องสนใจ Elite ของเราประเภทหรือจำพวกใดบ้าง ดังนั้นในตอนที่สองนี้ ผมจะพูดถึง Elite ของเรา ๓ ประเภท ประเภทที่หนึ่ง ก็คือ “นักกฎหมาย” ประเภทที่สอง คือ นักการเมือง ซึ่งแก่ “นายทุนธุรกิจ”ที่มาเล่นการเมืองอยู่ในขณะนี้ และประเภทที่สาม คือ “นักวิชาการประเภท philosophers” ที่มักจะสร้างปัญหาแต่ไม่ได้ช่วยคิดเพื่อแก้ปัญหาให้ประเทศ ;เราจะลองมาคาดคะเนดูว่า Elite ของเรา ๓ ประเภทหรือ ๓ จำพวกนี้ จะพาเราคนไทยไปถึงไหน ในเวลาข้างหน้า 

 

ตอนที่ ๓ จะเป็นตอนสุดท้าย เราจะดูว่า อนาคตของเราจะมืดมน อย่างไร โดยผมจะย่ออย่างสั้น ๆ โดยแยกเป็น ๒ ประเด็น คือ ในประเด็นแรก ผมจะพูดถึง “คุณภาพ”ของ Elite ของเราในอดีตสมัยรัชการที่ ๕ เมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่นในระยะเดียวกันว่า เป็นอย่างไร และดูว่าในขณะนี้ “คุณภาพ”ของ Elite ในปัจจุบันของเรา ก้าวไปข้างหน้าหรือถอยงหลั และในประเด็นที่สอง ผมจะพูดถึง คือ “กระบวนการยุติธรรม” ของเรา ณ ปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการยุติธรรมทางอาญาว่า จะพาเราไปรอดหรือไม่ 

ทั้งหมดนั้น เป็นแนวทางที่ผมกำหนดจะพูด ในวันนี้ นะครับ

 

บทนำ

 

ในส่วนต้นหรือ “บทนำ”ว่า ทำไมผมถึงเลือกเรื่องนี้ คือ “ปัญหาชนชั้นนำของสังคมไทย”มาพูดในวันนี้ ; ผมขอเรียนว่า นักประวัติศาสตร์เขาเคยวิเคราะห์ว่า เหตุที่เกิดความวุ่นวายและมิคสัญญีนองเลือดในประเทศฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. ๑๗๘๙ เกิดจาก Elite ๒ กลุ่ม 

 

ผมเชื่อว่า ท่านตุลาการศาลปกครองที่จบจากฝรั่งเศสหลายท่าน คงทราบอยู่แล้วว่า Elite กลุ่มแรก ที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นองเลือดของประเทศฝรั่งเศส ก็มาจากพวกตุลาการนี่แหละครับ ในสมัยนั้นศาลยุติธรรมของฝรั่งเศส เรียกว่า le Parlement และพวกตุลาการเรียกว่า Parlementaires ; พวก Parlementaires นี่แหละครับ คือ กลุ่มแรกที่สร้างปัญหาและทำให้พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แก้ปัญหาประเทศไม่ได้ ไม่ว่าจะมีนายกรัฐมนตรีที่เก่งอย่างไร ก็แก้ไม่ได้ ; และกลุ่มที่สอง คือ พวก philosophers ที่นักประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส เรียกว่า the Philosophes คือ นักวิชาการที่พูดถึงสิทธิเสรีภาพ แต่ไม่คิดถึงวิธีที่จะแก้ปัญหา 

 

ในรายละเอียดที่ผมเขียนไว้ในบทความในส่วนที่เกี่ยวกับศาล le Parlement นี้ ผมได้กล่าวไว้อย่างสั้น ๆ ว่า ในระยะนั้นตุลาการของฝรั่งเศสมีอำนาจมาก คือ ถ้ารัฐบาลออก”กฎหมาย”อะไรมา ตุลาการมีสิทธิที่จะจดหรือไม่จดทะเบียนกฎหมายสำหรับให้ศาลทั่วประเทศใช้บังคับ ; ถ้าไม่จดทะเบียน ก็หมายความว่าใช้ฟ้องศาลไม่ได้ เพราะศาลไม่บังคับให้ ดังนั้น ในระยะนั้น แม้ว่ารัฐบาลของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ จะมีนายกรัฐมนตรีมีชื่อเสียงและเก่งกาจอย่างไรก็ตาม แต่ถ้ากฎหมายที่ตราออกมาเพื่อแก้ปัญหาประเทศ มีผลกระทบกระเทือนสิทธิและประโยชน์ของตุลาการหรือเป็นการปฏิรูประบบศาล ศาลก็จะไม่รับ register และบังคับใช้ไม่ได้ และด้วยเหตุนี้เอง พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ จึงแก้ปัญหาประเทศไม่ได้ จนกระทั่งนโปเลียนทำการปฏิวัติ และเข้ามาแก้ปัญหาและปฏิรูประบบศาล จนได้มีศาลปกครองขึ้นมา

 

ดังนั้น เราจะเห็นว่า ในการบริหารประเทศ ศาลซึ่งเป็นองค์กรที่บังคับใช้กฎหมาย จะมีอิทธิพลอยู่มาก ; ปัญหาของเราในขณะนี้ ก็คือ กระบวนการยุติธรรมของเรามี “ปัญหา”หรือเปล่า “นักกฎหมาย”ของเรามีปัญหาหรือเปล่า ทำไมเราจึงต้องมีตุลาการภิวัฒน์ ขอให้ท่านย้อนไปพิจารณาเหตุการณ์ดู ; ขณะนี้ เราคงเห็นอยู่แล้วว่า คตส. ขัดแย้งกับอัยการ กกต. ก็มีทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย เจ้าหน้าที่เดิม ๆ ของ DSI หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็ถูกโยกย้ายไปหมดแล้ว และ DSI ก็กำลังกล่าวหาว่า กกต.ทำผิดกฎหมาย ฯลฯ ; ถ้าสภาพเป็นอย่างนี้แล้ว สังคมของเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ใครถูกใครผิด ; และในเวลาต่อไปข้างหน้า ก็คงจะมีปัญหาอีกมากนะครับ 

 

ผมเห็นว่า ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมของประเทศอื่น ๆ เขาแก้ปัญหากันไปหมดแล้ว แต่ของเรายังไม่ได้แก้ นี่คือเหตุผลข้อแรก ที่ผมเลือกหัวข้อว่าด้วย “ปัญหาชนชั้นนำของสังคมไทย” มาพูดในวันนี้

 

ปัญหาในเรื่องนักวิชาการประเภท “The Philosophes” ก็เช่นเดียวกัน เราจะเห็นว่า ขณะนี้มีนักวิชาการบางกลุ่มออกมาต่อต้านเผด็จการกัน แต่ดูเหมือนว่า นักวิชาการเหล่านี้จะพูดถึงและต่อต้านเฉพาะ “เผด็จการทหาร” แต่ไม่พูดถึง “เผด็จการโดยนายทุนธุรกิจ” ; เราจะพูดถึงแต่สิทธิเสรีภาพของเอกชนและของตัวเอง แต่ไม่ได้บอกว่า ประเทศเรา จะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร ; ดังนั้น The Philosophes ก็ยังเป็นปัญหาของเมืองไทย และนี่ก็คือ เหตุผลอีกข้อหนึ่ง ที่ผมเลือกหัวข้อว่าด้วย “ชนชั้นนำที่เป็นปัญหาของสังคมไทย” มาพูด

 

ต่อไปนี้ ผมจะพูดถึงเรื่องใน “สาระ”ที่ผมตั้งใจจะพูด โดยเริ่มต้นจากตอนแรก คือ เมื่อหนึ่งปีสามเดือนที่ล่วงมาแล้ว หลังการรัฐประหารวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ทำไมเราถึงแก้ปัญหาไม่ได้ โดยจะมองจาก Elite ของเรา 

 

Eliteของเรา ในขณะนั้น คือ “นักการเมืองจำเป็น”ที่กระโดดเข้ามาทำการปฏิวัติ ทั้ง ๆที่ไม่รู้ว่า เมื่อปฏิวัติสำเร็จแล้ว จะต้องทำอะไร พูดง่าย ๆ ก็ คือบริหารประเทศไม่เป็น ; ตรงนี้ ผมเขียนไว้ในบทความแล้ว ผมจะพยายามสรุปให้สั้นที่สุด และต่อจากนั้น ผมจะพูดถึงบทบาทของ Elite ๓ จำพวกหรือ ๓ประเภทของเรา คือ “นักกฎหมาย” ซึ่ง รวมทั้งผู้พิพากษา ตุลาการ และ อาจารย์ คือ รวมนักกฎหมายทั้งหมด ; ส่วน Elite ประเภทที่สอง ซึ่งได้แก่ “นักการเมืองนายทุนธุรกิจ” ที่เป็นเจ้าของพรรคการเมืองอยู่ในขณะนี้ Eliteประเภทนี้ประเทศฝรั่งเศสในยุคปี ๑๗๘๙ ยังไม่มี แต่ของเรามีอยู่ในปัจจุบัน ; ส่วน Elite ประเภทที่สาม คือพวก The Philosophers ซึ่งประเทศฝรั่งเศสก็มี และประเทศไทยของเราก็มี โดยเราจะลองมาวิเคราะห์ดูว่า Elite ทั้ง ๓ ประเภทซึ่งเป็นพื้นฐานของสังคมเราในปัจจุบัน มีบทบาทอย่างไร ทำเพื่อส่วนตัวหรือทำเพื่อส่วนรวม 

 

นักการเมืองจำเป็น

 

ผมขอเริ่มต้นด้วย “นักการเมืองจำเป็น” คือ Elite ที่เข้ามาใช้อำนาจรัฐด้วยการรัฐประหาร ปัญหาของเรามีว่า เมื่อปฏิวัติมาแล้ว มีอำนาจเต็มที่ แต่ทำไมแก้ปัญหา ประเทศไม่ได้

 

ผมเห็นว่า การที่เราทำไม่สำเร็จ ก็เพราะผู้ที่ทำการปฏิวัติเข้ามา ไม่รู้ว่า”ภารกิจ”ของตัวเองคืออะไร ผมคิดว่า ก่อนที่จะทำการปฏิวัติหรือรัฐประหาร ผู้ที่ทำการรัฐประหาร ควรจะต้องกำหนด “ภารกิจ”ของตนเองเสียก่อน 

 

ในบทความที่ผมเขียนไว้ ผมแยกภารกิจสำคัญของการทำรัฐประหารเพื่อแก้ปัญหาของประเทศไว้ ๒ ประการ ซึ่งจะต้องแยกให้ชัดเจน และอย่าปนกัน ;

 

ภารกิจประการแรก ก็คือ “รปฏิรูปการเมือง” ผู้ที่ทำการรัฐประหารเข้ามา จะต้องหา “รัฐธรรมนูญใหม่“ที่ดีกว่าเก่า และภารกิจประการที่สอง คือ การบริหารประเทศในช่วงระหว่างการปฏิวัติ ซึ่งผู้ที่ทำการรัฐประหารจะต้องทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และต้องรีบทำเพราะมีระยะเวลาอันจำกัดสั้น แต่ปรากฏว่า นักการเมืองจำเป็น หรือ “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ที่ผ่านมาแล้ว ไม่ได้ทำ คือไม่ได้กำหนดภารกิจของตนเอง 

 

นอกจากจะต้องกำหนด “ภารกิจ”ของตนเองแล้ว ผู้ที่ทำรัฐประหารจะต้องรู้ด้วยว่า ภารกิจทั้ง ๒ ประการนั้น มี “ลักษณะ”อย่างไร และจะต้องทำอย่างไร “ภารกิจ”จึงจะสำเร็จได้ 

 

การที่จะทำให้ “ภารกิจ”ทั้ง ๒ ประการสำเร็จ จำเป็นจะต้องสร้าง “องค์กร”ขึ้นมาเพื่อปฏิบัติภารกิจ และเครื่องมือในการสร้างองค์กรนี้ ก็คือ “รัฐธรรมนูญชั่วคราว ” ; ผู้ที่ทำรัฐประหารจะต้องรู้ว่า “รัฐธรรมนูญชั่วคราว” จะมีสาระแตกต่างจาก”รัฐธรรมนูญถาวร” ; องค์กรที่จะจัดตั้งขึ้นตาม รัฐธรรมนูญชั่วคราวจะมีความมุ่งหมายอยู่ ๒ ประการ คือ ประการแรก เพื่อสร้าง “องค์กรที่จะสร้างรัฐธรรมนูญถาวร” และประการที่สอง เพื่อสร้าง “องค์กรสำหรับการบริหารประเทศเป็นการชั่วคราวในระหว่างที่มีการร่างรัฐธรรมนูญถาวร ซึ่งได้แก่ รัฐบาลชั่วคราวและสภานิติบัญญัติชั่วคราว 

 

ถ้าหาก “องค์กร”ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวไม่ดี ผลที่ตามมาก็คือ “รัฐธรรมนูญถาวร”ก็จะออกมาดีไม่ได้ และการบริหารราชการแผ่นดินชั่วคราว ก็จะดีไม่ได้เช่นกัน เพราะ “รุปแบบ” ขององค์กรที่จะปฏิบัติภารกิจผิด มาตั้งแต่ต้น

 

ดังนั้น เราลองมาดูว่าใน “ภารกิจแรก” คือ การปฏิรูปการเมืองหรือการจัดหารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้คนไทย นักการเมืองจำเป็นหรือคณะรัฐประหารของเรา สร้าง “องค์กร”อะไรขึ้นมาให้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือรัฐธรรมนูญถาวร 

 

ท่านทั้งหลายทราบดีอยู่แล้วว่า “องค์กร”ที่มาเขียนหรือออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. ๒๕๔๙ ของคณะปฏิรูปการปกครองฯ ก็คือ “สภาร่างรัฐธรรมนูญ”

 

เราลองมาดูโครงสร้างของ “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” ของคณะปฏิรูปการปกครองฯ หรือของนักการเมืองจำเป็น ว่ามีอย่างไร และท่านทั้งหลายก็ทราบดีอยู่แล้วเช่นกันว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญของเรา เป็นรูปแบบ”สภานานาอาชีพ” คือเป็นสภาที่มีสมาชิกที่คัดสรรมาจากระบบสมัชชาแห่งชาติ โดยมีแนวความคิดว่า การร่างรัฐธรรมนูญควรมีส่วนร่วมจากประชาชนหลากหลายอาชีพ เพื่อ “ความเป็นประชาธิปไตย” ; ตรงนี้ ผมขอให้ท่านหยุดคิดสักนิดและลองถามตัวท่านเองว่า สภาที่มีสมาชิกจากนานาอาชีพจะสามารถร่างรัฐธรรมนูญ ได้ดีหรือไม่ หรือว่า รัฐธรรมนูญที่ดีนั้นต้องการความเชี่ยวชาญของนักวิชาการที่มีความรู้และมีความเชี่ยวชาญในรูปแบบและการร่างรัฐธรรมนูญ ; ทั้งนี้ โดยเราจะยังไม่พิจารณาไปถึงว่า ทำอย่างไร จึงจะออกแบบ “องค์กรยกร่างรัฐธรรมนูญ” ที่เป็นไปหลักการของระบอบประชาธิปไตยและในขณะเดียวกันก็อยู่บนพื้นฐานของความเชี่ยวชาญด้วย เพราะถ้าพูดถึงข้อนี้ ก็คงจะต้องพูดไปอีกยาว

 

ในที่นี้ เราคงพูดเพียงว่า ถ้าเรากำหนดรูปแบบของ “องค์กรยกร่างรัฐธรรมนูญ” ผิด รัฐธรรมนูญที่เป็น “ผลงาน”ขององค์การยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็จะออกมาผิด ๆด้วย เหมือนกับที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน คือรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่เราได้มา เป็นรัฐธรรมนูญที่แก้ปัญหาการเมืองของเราไม่ได้ และทำให้เราต้องกลับมาสู่ที่เดิม ก่อนมีการรัฐประหาร

 

ความจริง ผมได้เคยเตือนเรื่องนี้ไว้แล้ว คือ ก่อนมีการรัฐประหารวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ประมาณ ๔เดือน ผมได้ไปปาฐกถาในวันปรีดีพนมยงค์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดูเหมือนว่าจะเป็นเดือนพฤษภาคม ผมได้ยก”นิทาน” ขึ้นมาเรื่องหนึ่ง สมมุติว่า มีประเทศหนึ่งใช้ชื่อว่าสารขันธ์ ซึ่งผมยืมชื่อมาจากท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ประเทศนี้อยากจะออกแบบบ้านพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ให้เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ ดังนั้น สภานิติบัญญัติของประเทศสารขันธ์ ก็เลยออกกฎหมายขึ้นมาฉบับหนึ่ง จัดตั้ง”สภาออกแบบบ้านพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ”ขึ้นมา ให้มีสมาชิกสภาเป็นแบบสภานา ๆ อาชีพหลายประเภท โดยกำหนดให้มีสมัชชาการเลือกกันเองขึ้นมาตามประเภทของอาชีพที่เกี่ยวข้อง ประเภทละ ๕ คน คือ จะมีตั้งแต่กลุ่มคนที่มีหน้าที่ต่างๆในบ้าน คือ คนครัว แม่บ้าน คนทำสวน ประเภทละ ๕ คน กลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในบ้าน คือ หญิง ๕ คน ชาย ๕ คน เยาวชน ๕ คน แล้วก็มีกลุ่มนักเทคนิคที่เกี่ยวกับการสร้างบ้านและออกแบบบ้าน คือ วิศวกร และ สถาปนิก ประเภทละ ๑๐ คน รวมทั้งหมดทุกประเภท ก็จะมีสมาชิกของ “สภาออกแบบพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ” ประมาณ ๕๐ – ๖๐ คน

 

แล้วให้ “สภาออกแบบบ้านพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ” นี้มาช่วยกันออกแบบบ้าน ด้วยการให้สมาชิกออกเสียงโหวตกันด้วยเสียงข้างมาก “เพื่อความเป็นประชาธิปไตย ว่า จะเอาบ้านรูปแบบใด หลังคาจะเอาอย่างไร ประตูจะเอาแบบไหน หน้าต่างจะเป็นอย่างไร ฯลฯ

 

ถามว่า ในผลสุดท้ายเมื่อเอามารวมกันแล้ว “บ้านพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ”ของประเทศสารขันธ์ จะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ซึ่งผมเชื่อว่าทุกท่านคงจะตอบได้ว่า บ้านพิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลังนี้คงมีผสมผเส คือ อาจมี “หลังคา”เป็นแบบสเปน “ประตู”เป็นแบบจีน “หน้าต่าง”อาจจะออกมาคล้าย ๆ อังกฤษ ฯลฯ เพราะสภาหรือองค์กรในลักษณะนานาอาชีพนี้ ต่างคนต่างมีความเห็น ต่างคนต่างออกเสียง ; เสียงข้างมากของสภาในแต่ละประเด็นจะออกมาอย่างไร คงไม่มีผู้ใดคาดคะเนล่วงหน้าได้ ; แต่บอกได้อย่างเดียวว่า เมื่อสภาออกแบบบ้าน ฯ ประกอบด้วยสมาชิกนานาอาชีพ ผลก็คือ รูปร่างหน้าตาของบ้าน ฯ ก็คงจะเป็นสัพเพเหระ อย่างละนิด อย่างละหน่อย

 

ผมยกตัวอย่างเรื่องสภาออกแบบบ้าน ฯ นี้ก่อนการรัฐประหาร ๔ เดือน แต่หลังเมื่อมีการรัฐประหารแล้ว เราก็ยังอุตสาห์มีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว จัดตั้ง “สภาร่างรัฐธรรมนูญนานาอาชีพ”มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมาอีก ; และผมก็คิดว่า “ผลงาน” คือ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจาก “องค์กรยกร่างรัฐธรรมนูญนานาอาชีพ” ก็คงออกมาอย่างสัพเพเหระ และไม่ดีไปกว่า “บ้านพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ”ของประเทศสารขันธ์ 

 

ผมถามว่าใครเป็นคนยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ความจริงผู้ที่ยกร่างก็เป็นนักกฎหมายของเรานี่แหละครับ แต่ใครจะยกร่างก็ไม่สำคัญ เพราะคนที่จะรับผิดชอบนั้นไม่ใช่นักกฎหมาย ; คนที่จะรับผิดชอบ คือ “ผู้ที่ทำการรัฐประหาร” เพราะผู้ที่ทำการรัฐประหาร เป็นผู้ที่นำเอาร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่นักกฎหมายเป็นผู้ร่างนั้น มาประกาศใช้บังคับ 

 

ผู้ที่ทำการรัฐประหารของเรา ขาดความรู้และขาดความสนใจ ไม่รู้ว่ารัฐธรรมนูญนั้นจะใช้ได้หรือใช้ไม่ได้ ดังนั้น ภารกิจประการแรกของการรัฐประหาร จึงล้มเหลว

 

จริง ๆ แล้ว ในการร่างกฎหมายในยุคปัจจุบัน ประเทศที่พัฒนาแล้วเขามีระบบบังคับ ให้ผู้ที่ยกร่างกฎหมายจะต้องจัดทำเอกสารประกอบร่างกฎหมาย หรือ Exposé ซึ่งผู้ยกร่างกฎหมายจะต้องอธิบายให้ได้ว่า กฎหมาย มีเป้าหมายอย่างไร และ รูปแบบของกฎหมายที่ตนเองเขียนขึ้นมานั้น จะสามารถทำให้เป้าหมายหรือภารกิจสำเร็จได้อย่างไร ; แต่บังเอิญ ผู้ที่ทำการรัฐประหารของเราในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ไม่สนใจในเรื่องนี้ การยกร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. ๒๕๔๙ จึงไม่ได้มีการตรวจสอบ

 

แต่ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ซึ่งได้แก่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๕๐ของเรา สภาร่างรัฐธรรมนูญนานาอาชีพของเราก็อุตส่าห์เขียน Exposé ให้เราเหมือนกัน คือทำเป็น “คำชี้แจงสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่” มีอยู่ประมาณ ๑๐ หน้า ; ถ้าท่านมีโอกาสและมีเวลา ก็โปรดไปอ่านดูได้ ; ผมอ่านดูแล้ว แต่ผมไม่คิดว่า คำชี้แจงสาระสำคัญนี้ จะอยู่ในมาตรฐานที่เป็นคำชี้แจงของผู้เชี่ยวชาญในระดับที่จะมายกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งปัญหานี้ ผมได้วิเคราะห์ไว้ในบทความของผมที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว 

 

ผมจำได้ว่า ในคำชี้แจงดังกล่าว ขึ้นต้นว่า ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีความมุ่งหมายใน ๔ แนวทาง และแนวทางแรก ที่ปรากฏในคำชี้แจง ก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีสิทธิเสรีภาพให้มากที่สุด ฯลฯ ซึ่งผมคิดว่า การให้มีเสรีภาพมากที่สุด ไม่ใช่ “เป้าหมาย” ของการเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ปัญหาของประเทศ ; การเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ปัญหาของประเทศ จะต้องเริ่มต้นด้วยการทำ”ความเข้าใจ”และวิเคราะห์ว่า รัฐธรรมนูญฉบับเดิมก่อให้เกิดปัญหาทางการเมืองได้อย่างไร และอะไร คือข้อผิดพลาดของรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ฯลฯ ; ผมเห็นว่า ถ้าสภาร่างรัฐธรรมนูญของเราแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และเขียน Exposé อธิบายการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกมาในระดับนี้ ผมคิดว่า ถ้าแปลออกมาเป็นภาษาต่างประเทศ แล้วเอาไปให้นักกฎหมายของต่างประเทศดู ก็อาจจะเสียชื่อกันไปหมดทั้งประเทศ 

 

ความล้มเหลวอันนี้แหละครับ ที่ทำให้สภาพการเมืองของเรา กลับไปเหมือนเดิมก่อนการรัฐประหาร

 

ตรงนี้ ผมขอขยายความให้ยาวสักเล็กน้อย เพราะถ้าหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับอีกครั้งหนึ่งข้างหน้า ไม่ว่าจะมีการรัฐประหารหรือไม่ก็ตาม เราจะได้แก้รัฐธรรมนูญได้ดีกว่าครั้งนี้

 

ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือมีการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราจะต้องพิจารณาแยกสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ ออกเป็นส่วน ๆ และมีประมาณ ๔ – ๕ ส่วน เช่น ส่วนที่หนึ่งเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ส่วนที่สองเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของประชาชน ส่วนที่สามว่าด้วยนโยบายของรัฐ และต่อ ๆ ไป 

 

ส่วนที่สำคัญที่สุด หรือส่วนที่เป็น key ของรัฐธรรมนูญ ก็จะได้แก่ “ระบบสถาบันการเมือง” ที่ว่าด้วย สภาผู้แทนราษฎรหรือสภานิติบัญญัติ กับรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรี นี่แหละครับ และส่วนสำคัญต่อไป ก็จะเป็นบทบัญญัติว่าด้วยศาล และองค์กรอิสระต่าง ๆ

 

“ระบบสถาบันการเมือง” ในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ เรียกว่า Form of Government ซึ่งมีระบบหลัก ๆ อยู่ ๓ -๔ รูปแบบ เช่น ระบบรัฐสภา ซึ่งจะมีทั้งระบบรัฐสภาสมัยใหม่และสมัยเก่า หรือระบบประธานาธิบดี หรือระบบพรรคการเมืองพรรคเดียว คือพรรคคอมมิวนิสต์ ; ในการเขียนหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญของต่างประเทศ จะต้องพิจารณาเป็นข้อแรกก่อนสิ่งอื่นใด ก็คือ Form of Government เพราะ Form of Government เป็น รูปแบบของการจัดองค์กรของรัฐ ที่จะใช้ “อำนาจสูงสุด”ในทางการเมือง ; นักกฎหมายรัฐธรรมนูญจะต้องวิเคราะห์หลักการข้อนี้ก่อนว่า จะใช้รูปแบบใหน และจะปรับเปลี่ยนด้วยเหตุผล ที่เรียกว่า rationalization อย่างไร ; ไม่ใช่แก้ไปอย่างสัพเพเหระตามใจชอบด้วยเสียงข้างมากเพื่อความเป็นประชาธิปไตย ตามที่เราทำมาแล้วในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ 

 

ผมขอให้ข้อสังเกตไว้ว่า ตลอดระยะเวลาที่เราทำการร่างรัฐธรรมนูญกันมาเป็นเวลา ๑๒ เดือนตลอดปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา นักกฎหมายทั้งประเทศไทยรวมทั้งผู้ที่มิได้มีส่วนร่วมอยู่ในสภาร่างรัฐธรรมนูญด้วย ไม่เคยพิจารณาและไม่เคยใช้คำว่า Form of Government แม้แต่คนเดียว ; สิ่งเหล่านี้บอก “อะไร” แก่เรา 

 

ผมขอเรียนว่า สิ่งเหล่านี้บอกว่าการสอนกฎหมายมหาชนในมหาวิทยาลัยของเราล้าหลัง และเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาจนถึงปัจจุบันนี้ เป็นเวลา ๗๐ กว่าปี การสอนวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญของเราล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง 

 

ถ้าเราพิจารณารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๕๐ จากหลักเกณฑ์ของ “Form of Government ” แล้ว เราก็จะทราบได้ทันทีว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๕๐ ล้มเหลวเพราะเหตุใด และทำไม การเมืองของเราในปัจจุบันของเรา จึงกลับไปสู่ที่เดิมก่อนมีการรัฐประหาร โดยไม่จำเป็นต้องพิจารณาบทบัญญัติอื่น ๆ ของรัฐธรรมนูญในรายละเอียด 

 

Form of Government ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๕๐ ของเรา เหมือนกับ Form of Government ในรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. ๒๕๔๐ คือ ใช้ “ระบบผูกขาดอำนาจในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ” เหมือนกัน และข้อนี้ คือ สาเหตุที่ทำให้การเมืองของเราในปัจจุบันของเรา กลับไปสู่ที่เดิมก่อนมีการรัฐประหาร

 

ทำไมผมจึงเรียก ระบบสถาบันการเมืองตามรัฐธรรมนูญของเราว่า เป็นการ “การผูกขาดอำนาจในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ” ; ผมขออธิบายง่าย ๆ ว่า ใน “ระบบรัฐสภา” หรือ Form of Government นี้ จะมีกลไกหรือหลักการที่เป็น key ของระบบ ที่แตกต่างกับ “ระบบประธานาธิบดี” หรือ “ระบบพรรคการเมืองพรรคเดียวของประเทศสังคมนิยม”

 

ระบบรัฐสภา มีทั้งระบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นระบบ conventional system และ ระบบที่มีการปรับเปลี่ยนแล้ว ที่เรียกว่า rationalized system ซึ่งจะแตกต่างกัน แต่ในที่นี้คงไม่มีเวลาพอที่จะกล่าวถึง ; พูดโดยหลักการแล้ว ใน “ระบบรัฐสภา” จะมีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน คือ ถือว่า ใครคุมเสียงข้างมากในสภา คนนั้นเป็นรัฐบาลด้วย ; แต่ข้อที่รัฐธรรมนูญของไทยเรา แตกต่างกับรัฐธรรมนูญของประเทศอื่นทั่วโลก ก็คือ ใน “ระบบรัฐสภา”ของประเทศอื่นทั่วโลกนั้น เขาไม่บังคับให้ ส.ส.ต้องสังกัด และไม่ให้พรรคการเมืองมีอำนาจบังคับให้ ส.ส.ต้องปฏิบัติตามมติของพรรคการเมือง เหมือนกับรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ; เพราะฉะนั้น ตรงนี้แหละครับ ที่เป็นจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญของประเทศไทย และทำให้ปัญหาการเมืองของประเทศไทยกลับสู่ที่เดิม 

 

ใน “ระบบพรรคคอมมิวนิสต์ของประเทศสังคมนิยม” ซึ่งเป็นระบบผูกขาดอำนาจรัฐโดยพรรคการเมือง เหมือนกับประเทศไทย ; แต่แล้ว เราต้องถามว่า ทำไมผลของการใช้บังคับรัฐธรรมนูญของเขาจึงไม่เหมือนประเทศไทย ; ข้อแตกต่างอยู่ตรงนี้ครับ พรรคการเมืองของเขานั้น “นายทุนนักธุรกิจ”เป็นสมาชิกพรรคการเมืองไม่ได้ ผู้ที่จะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองของเขานั้น จะต้องเป็นผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร และนักวิชาการ คือ มีเพียง ๓ อาชีพนี้เท่านั้น ; นอกจากนั้น แม้จะเป็นบุคคลใน ๓ อาชีพนี้ ก็มิใช่ว่าทุกคนจะสามารถจะเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้ตามใจชอบนะครับ ผู้ที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค จะต้องถูกสกรีนหรือกลั่นกรองโดยระบบพรรคก่อน ; ผู้ที่จะได้รับคัดเลือกเข้าเป็นสมาชิกพรรคจะต้องเป็นผู้ที่เสียสละและพิสูจน์ “พฤติกรรม”มาแล้วว่าเป็นผู้ที่ปฏิบัติตามอุดมการณ์ของพรรค และกว่าที่จะเลื่อนลำดับตำแหน่งภายในพรรค ขึ้นไปถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคการเมือง ก็จะมีการสกรีนกันหลายชั้น ; และเมื่อได้เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคการเมืองแล้ว จึงจะมีสิทธิเป็นผู้บริหารประเทศระดับสูงตามรัฐธรรมนูญ คือ เป็นประธานาธิบดี หรือเป็นนายกรัฐมนตรี หรือเป็นประธานสภานิติบัญญัติ ฯลฯ ซึ่งเป็นตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญได้

 

ถ้าท่านอ่านหนังสือพิมพ์เมื่อ ๒ – ๓ วันมานี้ ท่านก็จะพบว่า “สภาผู้แทนประชาชน”ตามรัฐธรรมนูญของประเทศจีน เพิ่งเปิดการประชุมเมื่อวันที่ ๓ มีนาคมมานี้เอง และท่านก็จะรู้ว่า หูจินเทา เป็นผู้นำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน รุ่นที่ ๔ และขณะนี้เป็นประธานาธิบดีของประเทศจีน และประเทศจีนกำลังจะเตรียมเลือกผู้นำพรรค รุ่นที่ ๕ ; และตาม” ชื่อ”ที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้ บุคคลที่มีโอกาสจะขึ้นไปเป็น “ผู้นำพรรค รุ่นที่ ๕” คนหนึ่ง ก็คือ สีจิ้นผิง ซึ่งเคยเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำจังหวัดเจ๋อเจียง และต่อมาย้ายมาเป็นเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นจังหวัดหรือมณฑลสำคัญของประเทศจีน ; และแม้ว่าจะได้เลื่อนตำแหน่งในคราวนี้ คือ ต้นปี พ.ศ. ๒๕๕๑ หรือ ค.ศ. ๒๐๐๘ ก็มิใช่ว่า สีจิ้นผิง จะได้เป็นผู้นำพรรค รุ่นที่ ๕ อย่างแน่นอนนะครับ สีจิ้นผิงยังจะต้องพิสูจน์พฤติกรรมและการกระทำตามอุดมการณ์ของพรรคไปอีก ๕ ปีข้างหน้า คือ ในปี ค.ศ. ๒๐๑๒ อันเป็นปีที่หูจิ่นเทา ประธานาธิบดีจะก้าวลงจากอำนาจ พรรคคอมมิวนิสต์จีน จึงจะได้พิจารณากันอีกครั้งหนึ่งว่า สีจิ้นผิงจะได้เลื่อนขึ้นเป็นเลขาธิการของพรรคคอมมิวนิสต์ และเข้ามาเป็นประธานาธิบดีจีนตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่ 

 

ซึ่งจะเห็นได้ว่า ในการปกครองในประเทศสังคมนิยม พรรคการเมืองที่เข้ามาผูกขาดอำนาจรัฐ คือพรรคคอมมิวนิสต์ของเขา ; และพรรคของเขาจะเป็นองค์กรที่ “เลือก”ตัวบุคคลที่จะเข้ามาดำรง “ตำแหน่งบริหาร”ตามรัฐธรรมนูญและใช้อำนาจรัฐตามรัฐธรรมนูญ ; พรรคการเมืองของเขาสกรีนแล้วสกรีนอีกและใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์พฤติกรรมของคน แต่ระบบการผูกขาดอำนาจรัฐในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองของเราตามรัฐธรรมนูญ ก็คือ ใครมี ” เงิน”ออกทุนในการเลือกตั้งของพรรคการเมืองได้มาก และทำให้พรรคการเมืองมีจำนวน ส.ส.มากกว่าพรรคอื่น คนนั้นก็เข้ามาผูกขาดอำนาจรัฐ คือ เป็นทั้งรัฐบาลและคุม ส.ส.เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ 

 

พูดอย่างง่าย ๆ ก็คือ “ระบบรัฐสภา”ตามรัฐธรรมนูญของเราที่มีการบังคับให้ ส.ส. ของเราต้องสังกัดพรรคการเมือง ฯลฯ เป็นการเอา “อำนาจรัฐ”ทั้งหมดไปขึ้นอยู่กับ จำนวน ส.ส.ของพรรคการเมืองของนายทุนธุรกิจ ; “ผู้ใด” มีเงินมากพอจะออกค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ให้แก่ผู้ที่สมัครใจมาเป็นพรรคพวก รวมทั้งนักวิชาการที่อยากเล่นการเมืองโดยไม่ต้องลงทุน “ผู้นั้น” ก็เอาอำนาจรัฐไป

 

“ระบบรัฐสภา” ผิดกับ ” ระบบประธานาธิบดี” เพราะในระบบประธานาธิบดี จะมีการแบ่งแยกอำนาจจากผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน ออกเป็น ๒ ขั้ว หรือ ๒ สาย คือ ขั้วแรก เป็น “อำนาจบริหาร” ที่ประธานาธิบดีเป็นผู้ใช้ โดยประธานาธิบดีจะเป็นผู้ที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง ซึ่งแยกจากการเลือกตั้งของสมาชิกสภานิติบัญญัติ และขั้วที่สอง เป็น “อำนาจนิติบัญญัติ” ที่สภานิติบัญญัติเป็นผู้ใช้ โดยสมาชิกของสภานิติบัญญัติต่างคนต่างสมัครรับเลือกตั้งของตนเอง จะสมัครโดยสังกัดพรรคการเมืองก็ได้หรือไม่สังกัดก็ได้ ; ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ในระบบประธานาธิบดีนั้น จะไม่สามารถเกิด ” ระบบเผด็จการโดยพรรคการเมือง” หริอ “ระบบเผด็จการโดยประธานาธิบดี” ได้เลย และประธานาธิบดีของเขาไม่มีอำนาจหรืออิทธิพลไปบังคับให้ ส.ส.ต้องปฏิบัติความต้องการของประธานาธิบดี และพรรคการเมืองของเขาก็ไม่มีอำนาจไปบังคับให้ ส.ส.ต้องปฎิบัติตามมติของพรรค 

 

ผมขอเรียนถามท่านว่า ตามข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ขณะนี้ คือ เมื่อรัฐธรรมนูญของเรา ทั้งรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๔๐ และฉบับ ปีพ.ศ. ๒๕๕๐ ให้อำนาจแก่ “พรรคการเมือง”ในการบังคับ ส.ส.ที่อยูในสังกัดพรรค ต้องปฏิบัติตามมติพรรค ประการหนึ่ง ; และใน “ระบบรัฐสภา”ที่เราใช้อยู่ในรัฐธรรมนูญของเรา กำหนดว่า พรรคการเมืองใดมี ส.ส.จำนวนมากที่สุด พรรคนั้นจะได้เป็นรัฐบาล ประการหนึ่ง ; ประกอบกับ สภาพที่สังคมไทยมีความอ่อนแอและอ่อนไหวต่อการใช้เงินและอิทธิพลทางสังคม อีกประการหนึ่ง ; รวมกันทั้ง ๓ ประการนี้ ขอถามว่า เมื่อรัฐธรรมนูญวางระบบนี้ลงไป คนมีเงินจะทำ “อะไร” 

 

ผมเห็นว่า คำตอบนั้นง่ายเหลือเกิน เพราะเป็นไปตามพฤติกรรมตามธรรมชาติของคน คือ เมื่อรัฐธรรมนูญวางระบบนี้ลงไป คนมีเงินก็ย่อมรวมทุนกันตั้งพรรคการเมือง เพราะว่าประโยชน์ตอบแทนที่จะกลับคืนมานั้นมหาศาล เนื่องจากเป็นการลงทุนเพื่อเข้ามาครอบครองทรัพยากรของชาติทั้งหมด จะเอาตำแหน่งใดก็ได้ จะออกกฎหมายใด ๆ ก็ได้ จะตั้งใครก็ได้ ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะพรรคการเมืองของเรา เป็นทั้งสภาและเป็นทั้งรัฐบาล

 

นี่คือ ความล้มเหลวของ “ภารกิจที่หนึ่ง” ของคณะปฏิรูปการปกครอง หรือนักการเมืองจำเป็น ใน ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา 

 

ภารกิจที่สอง คือ “การบริหารราชการแผ่นดิน”ในระหว่างการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งก็จะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ ในระหว่างที่มีการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราลองมาดูว่า “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” มอบหมาย ภารกิจนี้ ให้องค์กรใด

 

ผมขอพูดสั้น ๆ ว่า ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ. ๒๕๔๙ ของคณะปฏิรูปการปกครองฯ ในการบริหารราชการแผ่นดิน เราก็มีอยู่ ๒ องค์กร คือ เรามี “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” และเรามี “รัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรี” ; สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก็เลือกสรรกันมาอย่างหลากหลาย และมีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และสำหรับรัฐบาล ก็มีการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีก็มาเลือกบุคคลแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีอีกทอดหนึ่ง 

 

ข้อเท็จจริงที่ปรากฎ ก็คือ สมาชิกสภานิติบัญญัติ ฯ ต่างคนต่างทำงานตามใจชอบของตนเอง และรัฐบาล คือ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ใครคิดอะไรได้ก็ต่างคนต่างทำ ; แสภานิติบัญญัติฯ กับรัฐบาล ไม่มี “เป้าหมาย”ร่วมกัน และก็ไม่มีใครมากำหนดหรือพูดถึง “ภารกิจเร่งด่วน” ในการบริหารราชการแผ่นดิน ที่จะต้องทำให้สำเร็จในช่วงเวลาของการรัฐประหาร ที่มีอยู่ไม่นานนัก

 

ทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติและรัฐบาล ต่างก็บริหารกันไปโดยปราศจาก “เป้าหมาย””ตามที่เห็น ๆ กันอยู่ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติคนใดนึกจะเสนอร่างกฎหมายอะไร ก็ไปรวบรวมเพื่อนฝูงมาร่วมกันลงชื่อเสนอเป็นร่างกฎหมายให้สภาพิจารณา ฯลฯ ถ้าท่านมีเวลา ท่านอาจลองไปขอดู”บัญชีรายชื่อ” กฎหมายและร่างกฎหมายที่บรรดาสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเสนอต่อสภาฯ มาพิจารณาดูก็ได้นะครับ ; ทางฝ่ายบริหาร รัฐมนตรีต่างคนต่างเสนอร่างกฎหมายที่ตนเองชอบ คณะรัฐมนตรีก็เห็นด้วยบ้างไม่เห็นด้วยบ้าง ; ผมเห็นว่า การบริหารประเทศอย่างนี้ ไม่น่าจะเป็นการบริหารประเทศในช่วงที่ประเทศมีปัญหาและมีการรัฐประหาร ด้วยเหตุนี้ ผลงานรัฐบาลในช่วง ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ จึงไม่มีอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน 

 

เมื่อผมอ่านรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. ๒๕๔๙ ซึ่งจะต้องเป็น”เครื่องมือ” ในการทำภารกิจของผู้ที่ทำการรัฐประหาร ที่ได้ประกาศใช้บังคับ ในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๙ ผมจึงสามารถบอกได้ตั้งแต่ต้น คือ หลังจากการรัฐประหารในวันที่ ๑๙ กันยายน ได้เพียง ๑๑ วัน ว่า “การรัฐประหาร”ของคณะปฏิรูปการปกครองฯ จะล้มเหลวอย่างแน่นอน เพราะเห็นได้ชัดว่า รูปแบบของ “องค์กร” ต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวดังกล่าว ไม่สามารถทำให้ “ภารกิจ” ที่คณะปฏิรูปการปกครองฯหรือคณะรัฐประหารควรจะต้องทำได้ ให้สำเร็จลงได้

 

ผมอยากจะเรียนว่า “การบริหารประเทศ”ในช่วงของการปฏิวัติหรือรัฐประหารนั้น มากกว่าและยากกว่าการบริหารประเทศในภาวะปกติ เพราะว่า ประการแรก รัฐบาลและสภานิติบัญญัติ ที่จัดตั้งขึ้นมานั้น มีระยะเวลาทำงานจำกัด และประการที่สอง การที่ประเทศมีปัญหามากมายอยู่ในปัจจุบัน จนถึงกับต้องมี”การปฏิวัติหรือการรัฐประหาร”นั้น ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่า กฎหมายซึ่งเป็นระบบบริหารพื้นฐานของประเทศจำนวนมากนั้นไม่ดี ซึ่งคณะปฏิรูปการปกครองฯที่รัฐประหารเข้ามา มี “ภาระ”ที่จะต้องแก้กฎหมายดังกล่าว ทั้งนี้ นอกเหนือไปจาก ที่จะต้องบริหารประเทศที่เป็นภาระประจำวันและเป็นปัญหาเฉพาะหน้า ที่จะต้องทำให้ดีที่สุดและเร็วที่สุด เท่าที่จะสามารถทำได้ 

 

เมื่อ “การบริหารประเทศ”ในช่วงของการรัฐประหารหรือการปฏิวัติ ทั้งยากกว่า มากกว่า และมีเวลาอันจำกัด ดังนั้น ในการเขียนรัฐธรรมนูญชั่วคราว เพื่อจัดองค์กรเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งได้แก่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติและรัฐบาล คณะปฏิรูปการปกครองฯ จำเป็นจะต้องคิดถึง “ภารกิจ”นี้ไว้ในใจ และออกแบบรัฐธรรมนูญชั่วคราวให้เหมาะสมกับภารกิจ ; และในการเลือกและแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ดี การเลือกตัวบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือแม้แต่เป็นรัฐมนตรีก็ดี การวางระบบการประสานงานระหว่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติกับรัฐบาลก็ดี คณะปฏิรูปการปกครองฯ จะต้องกำหนดขึ้น โดยมี “ความมุ่งหมาย”ที่จะทำให้ภารกิจบรรลุผลสำเร็จ และจะต้องอธิบายให้ประชาชนทั่วไปทราบถึงความตั้งใจดีของคณะปฏิรูปการปกครองฯ 

 

แต่สิ่งเหล่านี้ ปรากฎว่า คณะปฏิรูปการปกครองฯไม่ได้ทำแต่ประการใด และดังนั้น คณะปฏิรูปการปกครองฯ จึงประสบความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดินในช่วงระยะเวลาของการรัฐประหาร ใน ปี พ.ศ. ๒๕๕๐

 

สรุปได้ว่า “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ได้ประสบความล้มเหลวในภารกิจทั้ง ๒ ประการ คือ (๑)ไม่สามารถหา”รัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ที่ดีกว่ารัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ที่คณะปฏิรูปการปกครองฯได้รัฐประหารและยกเลิกไปได้ และ (๒)ไม่สามารถแก้ไขหรือวางแนวทางไว้สำหรับการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับ “ระบบบริหารพื้นฐานของประเทศ”หลังจากการรัฐประหารได้ และการล้มเหลวนี้ เป็นการล้มเหลวที่เรียกได้ว่า สมบูรณ์แบบที่สุด

 

ในบทความที่ผมได้เขียนไว้ ผมได้เขียนไว้ว่า เหตุที่ “สภาพการเมือง”เราเป็นเช่นนี้ ก็เพราะเราคิดเพียงว่า “ประชาธิปไตย คือ การเลือกตั้ง” และเราคิดได้เพียงเท่านี้ ; ผมมีความเห็นว่า เราคนไทย”คิด”ไม่เป็น และคนไทยไม่ค่อยสนใจวิชา”นิติปรัชญา” ซึ่งเป็นวิชาที่สอนวิธีคิดให้แก่เรา ; และแม้แต่ในการทำรัฐประหาร คณะปฏิรูปการปกครอง ฯ ซึ่งเป็น Elite กลุ่มสำคัญในระดับสูงของสังคมไทย ก็ยังไม่คิดที่จะกำหนด”เป้าหมาย” ที่เป็นภารกิจที่ควรจะต้องทำให้สำเร็จ

 

มาถึง ตรงนี้ ผมคงต้องขออนุญาตพูดขยายความในตอนนี้ให้ยาวไปอีกเล็กน้อยอีกสักครั้งหนึ่งนะครับ โดยผมจะพูดถึงวิธีคิดและนิติปรัชญาของคนไทย 

 

อะไร คือ “จุดหมาย” ของระบอบประชาธิปไตย เรามักจะคิดกันว่า ถ้ามี “การเลือกตั้ง”แล้ว เราก็เป็นประชาธิปไตย และนักการเมืองที่มาเลือกตั้งของเราก็ย้ำบอกให้เราเชื่ออยู่ทุก ๆ วันตลอดเวลาว่า ถ้ามีการเลือกตั้งแล้ว จึงจะเป็นประชาธิปไตย เราคิดของเราอย่างนี้ และผมก็เชื่อว่าหลาย ๆ ท่านก็ยังคิดอย่างนี้ 

 

ในบทความที่ผมเขียนไว้ ผมอธิบายไว้ว่า “จุดหมาย”ของระบอบประชาธิปไตย คือ การทำให้ “ระบบสถาบันการเมือง” ทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และประสานประโยชน์ของปัจเจกชนหรือของเอกชน ให้สอดคล้องกับประโยชน์ส่วนรวม ; นี่ คือ จุดหมายของการปกครองระบอบประชาธิปไตย และ “จุดหมาย”นี้ จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่า “รูปแบบ”ของระบบสถาบันการเมือง หรือ form of government จะเป็นอย่างไร

 

แล้วดังนั้น “การเลือกตั้ง” คืออะไร ; ทำไมนักการเมืองของเราจึงพยายามทำให้เราและคนทั่วไปเข้าใจว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตย คือการเลือกตั้ง ; นักการเมืองของเรา ทำอย่างนี้ เพื่อประโยชน์อะไร

 

การเลือกตั้ง ไม่ใช่ “จุดหมาย”ของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ; การเลือกตั้งเป็น “วิธีการ”อันจำเป็น ที่จะต้องมีในการปกครองระบอบประชาธิไตย เพราะ เราต้องเลือกผู้แทนเพื่อให้เข้ามาบริหารประเทศแทนคนจำนวนมาก ที่ไม่สามารถมาใช้อำนาจในการบริหารประเทศพร้อมกันด้วยตนเอง แต่ใน “การบริหารประเทศ”ของผู้แทน ผู้แทนจะต้องบริหารให้เป็นไปตาม “จุดหมาย”ของ การปกครองระบอบประชาธิปไตย คือ ประโยชน์ส่วนรวมของสังคม 

 

“การเลือกตั้ง” จึงไม่ใช่ “จุดหมาย” ของระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นวิธีการอันจำเป็นที่จะต้องมีในการปกครองระบอบประชาธิปไตย 

 

ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า “จุดหมาย”ของระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นสิ่งที่แน่นอน ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่วิธีการเลือกตั้งและการที่จะกำหนดให้ผู้ได้รับเลือกตั้งมีอำนาจมากน้อยเพียงใด สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปตาม “จุดหมาย”ของระบอบประชาธิปไตย เช่น ในระบบประธานาธิบดี เราจะแยกอำนาจของประธานาธิบดีและอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรออกจากกัน เพื่อให้เป็นระบบที่การควบคุมและถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ก็สามารถทำได้

 

ในการกำหนด form of government หรือ รูปแบบของระบบสถาบันการเมือง จึงเป็นศิลปะของกฎหมายมหาชน ที่จะต้องทำให้กลไกหรือระบบสถาบันการเมืองที่จำต้องมีการเลือกตั้งนั้น ทำ”หน้าที่”ไปสู่จุดหมายของการปกครองระบอบประชาธิปไตยเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และมีการประสานประโยชน์ปัจเจกชนให้สอดคล้องกับประโยชน์ส่วนรวม 

 

“จุดหมาย”ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ก้บ “การเลือกตั้ง”ในการปกครองในระบอบประชาธิไตย ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ; นักการเมืองนายทุนธุรกิจของเรา ไม่ต้องการให้เรามี “ความรู้”ในเรื่องนี้ เพราะเขารู้ว่า ถ้าเรามีความรู้เรื่องนี้แล้ว เราคนไทยก็อาจจะแก้ไข รัฐธรรมนูญ ไม่ให้มี “ระบบการผูกขาดอำนาจรัฐ โดยพรรคการเมือง ที่บังคับให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมืองของนายทุนธุรกิจเจ้าของเงินทุน”

 

สิ่งที่เราจะต้องทำ คือ ทำความเข้าใจให้ดีว่า การเลือกตั้งไม่ใช่ “จุดหมาย”ของการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่เราจำเป็นต้องมีการเลือกตั้งเพื่อให้ได้ผู้แทนมาบริหารประเทศ แต่เราต้องมี “ความรู้”พอที่จะปรับวิธีการเลือกตั้งและขอบเขต “อำนาจ”ของผู้ที่ได้รับเลือกตั้งมานั้น เพื่อให้เขาทำหน้าที่ที่ทำให้ “จุดหมาย”ของการปกครองเพื่อประโยชน์ส่วนรวมนั้น เป็นผลสำเร็จ ; ซึ่งแน่นอนว่า “ระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ” ย่อมไม่สามารถทำให้จุดหมายของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยบรรลุผลได้ เพราะการขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ตามพฤติกรรมตามธรรมชาติของมนุษย์

 

ปัญหาอยู่ที่ว่า เรามี “ความรู้”พอที่จะปรับเปลี่ยน ที่เรียกว่า rationalization ระบบสถาบันการเมือง เพื่อให้ไปสู่เป้าหมายได้ หรือไม่ และนี่ คือปัญหาของเรา

 

ดังนั้น ถ้าคณะปฏิรูปการปกครองฯ หรือคณะรัฐประหารประสงค์จะทำให้ประเทศไทยออกนอกวงจรแห่งความเสื่อม vicious circle คณะปฏิรูปการปกครอง ฯ จำเป็นจะต้องรู้ในสิ่งเหล่านี้และต้องมีความสามารถพอที่เขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่มีการปรับองค์กรที่มาจากการเลือกตั้ง ให้มีอำนาจหน้าที่คานกันและสมดุลกันให้ได้ ไม่ใช่เอา “อำนาจรัฐ”นั้น ไปขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกในสภาที่มาจาก “การเลือกตั้ง” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกตั้งของประเทศไทย ที่สภาพสังคมของเรามีความอ่อนแอ ที่คนส่วนใหญ่ยังยากจนและตกอยู่ภายไต้อิทธิพลของการใช้เงินที่สามารถซื้อเสียงได้ ซึ่งเป็นสภาพการณ์ที่แตกต่างกับสภาพสังคมของประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่ประชาชนของเขามีประสบการณ์ทางการเมืองจากวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ; ถ้าตราบใดที่เรายังมีระบบผูกขาดอำนาจโดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจอยู่อย่างนี้ เราก็คงออกนอกวงจรแห่งความเสื่อมเดิม ๆ ไปไม่ได้ 

 

ผมเปรียบเทียบไว้ว่า การเขียนรัฐธรรมนูญของเราที่สร้างระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองซึ่งเป็นประเทศเดียวในโลก เปรียบเหมือนกับเป็นการเอา “ปลาย่าง”ไปวางไว้ให้แมว แล้วไปสร้างกลไกและองค์กรอิสระให้มาคอยไล่จับแมวที่มากินปลาย่าง แทนที่จะไปคิดและเขียนรัฐธรรมนูญทำให้ปลาย่างไม่ให้เป็นปลาย่าง เหมือน ๆ กับประเทศที่พัฒนาแล้ว ; ดังนั้น เราจะเห็นว่าเมื่อเราวาง “ปลาย่าง”ไว้อย่างนี้ ผลก็เป็นอย่างนี้ ; ปัจจุบันนี้เราพยายามไล่จับแมวกันยกใหญ่ แต่ไม่เคยมีใครไปมองว่าความผิดพลาดอยู่ที่ “เป้าหมาย”ของแมวที่จะมากิน คือ ระบบการผูกขาดอำนาจรัฐโดยพรรคการเมืองในระบบรัฐสภา ; อย่างนี้ ผมเห็นว่า เราไม่มีทางที่จะไปจับแมวได้หมด และในที่สุด กลไกและองค์กรอิสระที่จะจับแมวเหล่านี้ ก็จะถูกแมวกัดตายหมด ; ผมคิดว่า เท่าที่พูดมานี้ ท่านคงจะพอเข้าใจปัญหาการเมืองของประเทศไทย ในขณะนี้ได้

 

ปัญหาการเมืองของประเทศไทยข้างหน้านี้ เป็นปัญหาใหญ่ ; ผมมองว่า คณะปฏิรูปการปกครอง ฯ มีโอกาสแล้ว แต่ไม่มีความรู้และไม่มีความเสียสละพอ ซึ่งเป็นเหตุให้เราต้องกลับมาสู่ที่เดิมอีกครั้ง ใน ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ คือ ระบบเผด็จการในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองของนายทุนธุรกิจ ; และผมก็ไม่ทราบว่า ข้างหน้าเราจะมีโอกาสออกจากวงจรนี้ได้หรือไม่ เพราะคนที่มีอำนาจแล้วจะไม่สละอำนาจของตนเอง 

 

ถ้าหากเราไม่รู้และยังไม่สนใจที่จะแสวงหาความรู้และศึกษาแนวทางที่จะออกจากวงจร ผมเองก็ไม่ทราบว่า จะทำอย่างไร ขณะนี้ ผมคิดว่าเราถูกหลอกตลอดเวลา ; ท่านลองอ่านหนังสือพิมพ์ทุก ๆ วัน แล้วดูว่า มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง มีข่าวว่า จะตั้ง “สหภาพข้าราชการ”เพื่อป้องกันการเมืองแทรกแซงการโยกย้ายข้าราชการประจำที่สุจริตที่ไม่ยอมรับใช้นักการเมือง มีการพยายามที่จะไปเซ็นชื่อขับไล่รัฐมนตรี ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่”สาเหตุ”ของปัญหา ; สาเหตุจริง ๆของปัญหา อยู่ที่การผูกขาดอำนาจโดยพรรคการเมืองของนายทุนธุรกิจในระบบรัฐสภา ; เราไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้ ด้วยการไล่ตามแก้สิ่งที่เป็น “ผล”ของระบบการผูกขาดอำนาจโดยพรรคการเมือง เพราะแก้อย่างไรก็ไม่หมด ปัญหาข้างหน้ายังจะตามมาอีกมากมาย 

 

การที่จะปฏิรูปการเมืองได้สำเร็จ ผมคิดว่า ประการแรก คณะปฏิรูปการปกครอง ฯ หรือใครก็ตามที่จะเข้ามาแก้ปัญหาประเทศ จะต้องมี “ความรู้” คือ รู้ว่า ความเสื่อมของการบริหารประเทศเกิดจากอะไร อะไรเป็นสาเหตุ และนอกจากนั้น ยังจะต้องรู้ถึงวิธีการที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยว่า จะแก้ได้อย่างไร ; และเมื่อรู้แล้ว ในการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเพื่อแก้ปัญหาประเทศ โดยมีการจัดตั้งสภานิติบัญญัติชั่วคราวและรัฐบาลชั่วคราว คณะรัฐประหารหรือใครก็ตามที่จะมาแก้ปัญหาประเทศ จะต้องกำหนดเป้าหมายและทำให้เกิดการประสานงานระหว่างสภาชั่วคราวกับรัฐบาลชั่วคราวเพื่อให้องค์กรทั้งสอง ทำงานไปสู่เป้าหมาย ไม่ใช่ให้ต่างคนต่างทำ 

 

จริงๆ แล้ว คณะปฏิรูปการปกครอง ฯจะต้องเป็นแกนกลางและกำหนดเป้าหมายไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวให้ชัดเจนว่าจะทำอะไร เพื่ออะไร และให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ด้วยว่า เป้าหมายของการบริหารประเทศชั่วคราวนั้น คือ อะไร และคณะปฏิรูปการปกครอง ฯ ต้องการจะทำอะไรและทำอย่างไร เพื่อให้เป้าหมายดังกล่าวบรรลุผล 

 

และในขณะเดียวกัน คณะปฏิรูปการปกครอง ฯ จะต้องมีความเสียสละ และแสดงความเสียสละให้ปรากฏให้ประชาชนได้เห็น ; ความเสียสละ คืออย่างไร ผมก็เขียนไว้ในบทความที่กล่าวถึงแล้ว ; ความเสียสละมีอยู่ ๒ อย่าง ; ข้อที่หนึ่ง ก็คือ คณะปฏิรูปการปกครอง ฯ จะต้องบอกว่า คณะปฏิรูปการปกครอง จะไม่สืบทอดอำนาจ คือ เมื่อคณะปฏิรูปการปกครองทำสำเร็จตามภารกิจที่กำหนดไว้แล้ว จะต้องวางกลไกไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะดำเนินการแก้ปัญหาของประเทศต่อไปไปได้โดยอัตโนมัติ ; ข้อที่สอง ก็คือ ในระหว่างที่คณะปฏิรูปการปกครอง ฯ ใช้อำนาจบริหารประเทศเป็นการชี่วคราวในระหว่างการรัฐประหาร คณะปฏิรูปการปกครองจะต้องบริหารประเทศด้วยความโปร่งใส (Transparency) ซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ทั่วไปของกฎหมายมหาชนยุคใหม่ที่จะต้องมีการกำหนด “วิธีการใช้อำนาจ” ให้เป็นไปอย่างโปร่งใส โดยคณะปฏิรูปการปกครอง ฯ จะต้องไม่หาประโยชน์ให้แก่ตนเอง 

 

เมื่อใดที่ คณะปฏิรูปการปกครองมีความเสียสละทั้ง ๒ ประการนี้ คณะปฏิรูปการปกครอง ก็จะปฏิรูปการเมืองให้คนไทยได้สำเร็จ ; แต่ถ้าคณะปฏิรูปการปกครอง ฯหรือใครก็ตามที่รับอาสามาแก้ไขปัญหาของประเทศ ไม่แสดงความเสียสละสองอย่างนี้ให้ปรากฏแก่ประชาชนทั่วไป ประชาชนทั่วไปก็จะไม่เชื่อถือ และนอกจากนั้น ก็ยังจะถูกฝ่ายตรงกันข้ามที่เสียประโยชน์ พยายามจะทำลายคณะปฏิรูปการปกครองหรือใครก็ตามที่เข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศ ด้วยการไปแสวงหาเรื่องราวที่ดิสเครดิตคณะปฏิรูปการปกครอง ฯลฯ ไม่ว่าเรื่องเหล่านั้นจะเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ และไม่ว่าเรื่องเหล่านั้นจะเป็นเรื่องใหญ่ หรือเรื่องเล็กน้อย เช่น การมีภริยาสองคนของผู้ที่ศาสนามุสลิม เป็นต้น

 

เท่าที่กล่าวมานี้ เป็นอันจบสาระของตอนแรก ที่ผมตั้งใจจะพูด คือ เรื่องความล้มเหลวของการบริหารประเทศในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ เมื่อ ๑ ปี ๓ เดือนที่ล่วงมาแล้ว ; และผู้ที่ต้องรับผิดชอบในความล้มเหลวครั้งสำคัญนี้ ก็คือ โดย Elite ที่เข้ามาบริหารประเทศด้วยการรัฐประหาร ที่ผมเรียกว่า เป็น “นักการเมืองจำเป็น” ที่อาสาเข้ามาแก้ไขปัญหาประเทศ แต่ขาดความรู้และความเสียสละ ; และอันที่จริง สาระในส่วนนี้ ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด จะเป็นส่วนที่ผมได้เขียนไว้ในบทความและลงเว็บไว้แล้ว ผมเพียงแต่เอามาสรุปย่อ ๆ เป็นตอน ๆ ให้ท่านฟัง ; ส่วนสาระที่ผมจะพูดต่อไป จะเป็นส่วนที่ผมกำลังจะเขียนเป็นบทความในตอนต่อๆ ไป แต่ยังไม่ได้เขียน ก็ขอเอามาเล่าเป็นการล่วงหน้าก่อน

 

Elite กลุ่มต่าง ๆ ของสังคมไทย ที่มีบทบาทในทางการเมืองของไทยอยู่ในปัจจุบัน

 

ต่อไปนี้ จะเป็น “สาระ”ในตอนที่สอง ว่าด้วย Elite กลุ่มต่าง ๆ ของสังคมไทย ที่มีบทบาทในทางการเมืองของไทยอยู่ในปัจจุบัน คือ นับตั้งแต่ปีนี้ พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นต้นไป ; และตามที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า ถ้าอยากทราบอนาคตของประเทศ ก็จะรู้ได้จากการศึกษา “พฤติกรรม” ของ Elite ในปัจจุบัน

 

ในประเทศฝรั่งเศส หลังจากเกิดมิคสัญญีเมื่อ ๒๐๐ ปีก่อน นักประวัติศาสตร์ของเขาวิเคราะห์ไว้ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดมาจาก Elite ๒ จำพวก คือ กลุ่มแรกได้แก่ พวก “นักกฎหมาย”ที่เป็นผู้พิพากษา ที่เรียกว่า parlementaires และกลุ่มที่สองได้แก่ กลุ่ม “นักวิชาการประเภท The Philosophes” ที่สนใจสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชน แต่ไม่สนใจการแก้ปัญหาของสังคม ; สำหรับของไทยเราในปัจจุบัน Eliteที่เป็นพื้นฐานสังคมมีอยู่ ๓ จำพวก ซึ่งได้แก่ (๑)นักกฎหมาย (๒) นายทุนธุรกิจที่เป็นนักการเมือง และ (๓)นักวิชาการประเภท The Philosophes ; ซึ่งจะเห็นได้ว่า Elite ที่มีบทบาททางการเมืองของเรามีมากกว่าประเทศฝรั่งเศสหนึ่งจำพวก การที่ประเทศไทยมีมากกว่าฝรั่งเศส ก็เพราะการเมืองของไทยในปัจจุบัน เรามี “นายทุนธุรกิจ” เจ้าของพรรคการเมือง ที่เข้าผูกขาดอำนาจรัฐตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งประเทศฝรั่งเศสไม่มี

 

เราลองมาประเมินดูว่า Elite ๓ จำพวกหรือ ๓ประเภทของเรา มีสภาพเป็นอย่างไร ; Elite แต่ละจำพวกหรือแต่ละประเภท จะช่วย”แก้”ปัญหา หรือจะช่วย”สร้าง”ปัญหา ให้แก่คนไทย โดยผมจะให้ความเห็นของผมอย่างรวบรัดให้สั้นที่สุด ; สำหรับรายละเอียด ผมจะไปเขียนเป็นบทความ

 

นักกฎหมาย

 

เราเริ่มต้นดูจาก Elite กลุ่มแรก คือ “นักกฎหมาย”ก่อน ผมแยกนักกฎหมายออกเป็น ๒ พวก พวกแรกได้แก่นักกฎหมายทั่ว ๆ ไป ไม่ว่าจะเป็น ตุลาการ ผู้พิพากษา อัยการ หรือนักกฎหมายอะไรก็ได้ และนักกฎหมายพวกที่สอง ได้แก่ นักกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ ที่สันนิษฐานว่า จะเป็นผู้ที่ช่วยเขียนหรือออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เรา

 

สำหรับนักกฎหมายทั่วไป ผมจะขอประเมินคุณภาพโดยพิจารณาจาก “วิธีคิด”ของนักกฎหมายของเราว่า นักกฎหมายของเราใช้กฎหมาย บนพื้นฐานของหลัก “นิติปรัชญา”ในยุคศตวรรษที่ ๒๐ หรือว่า ยังติดอยู่กับความคิดเดิม ๆ เมื่อ ๒๐๐ – ๓๐๐ ปีก่อน ; เพราะผมเห็นว่า “วิธีคิด”ของนักกฎหมาย เป็นเครื่องชี้วัด “คุณภาพ”ของนักกฎหมาย ; ผมจะวิเคราะห์พฤติกรรมของนักกฎหมายที่ทำหน้าที่ต่าง ๆ ให้แก่สังคม คือ การเขียนหรือการออกแบบกฎหมาย การตีความกฎหมาย หรือการใช้กฎหมาย the application of laws ในด้านต่าง ๆ ; และศึกษาดูว่า ในการทำหน้าที่ดังกล่าวนี้ นักกฎหมายของเราได้คำนึงถึง “จุดหมาย – purpose” ของกฎหมาย มากน้อยเพียงใด

 

ผมมีความเห็นว่า การที่นักกฎหมายของเรา ชอบตีความแบบศรีธนนชัยก็ดี หรือนำกฎหมายมาใช้โดยทำตัวเป็นนิติบริกรเพื่อให้บริการแก่นักการเมืองก็ดี เป็นเพราะนักกฎหมายเราใช้กฎหมายโดยไม่คำนึงถึง purpose ของกฎหมาย ; นอกจากนั้น เพราะการที่หนังสือตำรากฎหมายของเรา ที่ยังคงอ้างถึง Montesquieu หรือ Hobbes หรือ Locke หรือ Rousseau เช่น “หลักการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย” หรือ “สัญญาประชาคม” ในลักษณะที่ทำให้นักศึกษากฎหมายของเรา เข้าใจว่า แนวความคิดดังกล่าว เป็นแนวความคิดในปัจจุบัน มากกว่าที่จะอธิบายให้นักศึกษากฎหมายเข้าใจว่า ความคิดของบุคคลดังกล่าวเป็นวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ และด้วยเหตุนี้ เราจึงยังมีนักกฎหมายจำนวนมากที่ยังหลงติดยึดอยู่กับแนวความคิดหรือนิติปรัชญาเดิม ๆ เมื่อ ๓๐๐ ปีก่อน โดยไม่รู้ว่าความคิดของตนเองล้าหลังไปแล้ว ๑๐๐ – ๒๐๐ ปี ; ท่านในฐานะที่เป็นนักกฎหมาย ลองพิจารณาทบทวนความจำจากเรื่องที่ท่านได้ผ่าน ๆ มาก็ได้ ว่า สิ่งที่ผมพูดนี้ มีความจริงมากน้อยเพียงใด 

 

ผมขอเรียนว่า นิติปรัชญาในยุค ๒๐๐ ปีที่ผ่านมานี้ได้เปลี่ยนไปจากแนวความคิดเดิม ๆ ไปหมดแล้ว “นิติปรัชญา”ในยุครุ่นหลังนี้ เป็นแนวความคิดกฎหมายเชิงสังคมวิทยา Sociological Approaches เช่น เมื่อนักกฎหมายพูดถึงคำว่า “ประชาชน” นักกฎหมายจะต้องนึกถึง “ประชาชน”บนพื้นฐานของสังคมวิทยา คือ ประชาชนเป็นกลุ่มชนที่มีพฤติกรรม แบ่งเป็นกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ และแต่ละกลุ่มต่างมีผลประโยชน์ส่วนตัวของตนเอง ; ซึ่งหมายความว่า ความหมายของคำว่า “ประชาชน”ในปัจจุบันนี้ ไม่เหมือนกับ ความหมายของ”ประชาชน”ในยุคที่มีการเรียกร้องการปกครอง “ระบอบประชาธิปไตย” ใน สมัย Montesquieu ” เมื่อ ๒๕๐ ปีก่อน คือ ในขณะที่ประเทศต่าง ๆ ในโลกยังปกครองกันด้วย”ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช” ที่พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจสิทธิขาด และในระยะนั้น เรากำลังคิดว่า จะจำกัดพระราชอำนาจของกษัตริย์ลงได้อย่างไร ; ดังนั้น ถ้านักกฎหมายของเรายังมี”วิธีคิด”เหมือนเก่าในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช หรือสมัย Montesquieu หรือนักปราชญ์ในยุคนั้น ก็แสดงว่า นักกฎหมายของเรามี “วิธีคิด” ล้าหลังอย่างน้อย ๑๕๐ ปี ; และในปัจจุบันนี้ “โจทก์”ทางการเมืองได้เปลี่ยนไปแล้ว โจทก์ทางการเมืองในปัจจุบัน ได้แก่ “นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง”ไม่บริหารประเทศให้เป็นไปตาม “จุดหมาย”ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และการทุจริดคอร์รัปชั่นของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง 

 

Jhering (เยียริ่ง) คือ นักนิติปรัชญาที่ถือกันว่า เป็น”บิดา”ของแนวความคิดนิติปรัชญาเชิงสังคมวิทยาแห่งยุคศตวรรษที่ ๒๐ ได้บอกเราเมื่อ ๑๕๐ ปีมาแล้วว่า “กฎหมาย”มาจากพื้นฐานของสังคม – society ซึ่งก่อนหน้านั้น แนวความคิดทางนิติปรัชญามิได้คิดถึงเงื่อนไขของกฎหมายจากด้านพฤติกรรมตามธรรมชาติของมนุษย์ ; ผมได้เขียนไว้ในบทความแล้วว่าสังคมวิทยาเกิดขึ้นเพราะ Auguste Comte ท่านผู้นี้เป็นคนแรกที่ใช้คำว่า Sociology และหลังจากนั้น แนวความคิดของนิติปรัชญาเชิงสังคมวิทยาก็ตามมา และกลายเป็น “วิธีคิด”ของนักกฎหมายยุคใหม่ 

 

การเขียนกฎหมาย และการตีความกฎหมาย ถ้าไม่คำนึงถึงพฤติกรรมของมนุษย์แล้ว การใช้กฎหมายนั้นก็จะล้มเหลว ; ในระยะ ๑๕๐ ปีที่ผ่านมา นิติปรัชญาเชิงสังคมวิทยาได้ทำให้การเขียนกฎหมายกลายเป็นเทคโนโลยีของการจัดองค์กรและกลไกของรัฐในการควบคุมพฤติกรรมมนุษย์ เพื่อให้กฎหมายมีผลในทางปฏิบัติตาม “จุดหมาย”ของการตรากฎหมาย คือ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม และทำให้การตีความกฎหมาย เป็นเครื่องมือของการอุดช่องว่างของกฎหมาย

 

บางท่านอาจจะเคยได้ยินมาแล้วว่า บทกฎหมายพัฒนาไม่ทันกับพฤติกรรมของคน บางท่านอาจจะเคยได้ยินนักนิติปรัชญาในยุคนี้บางคนกล่าวว่า ในสังคมเรามี Living Law ที่มิใช่ตัวบทกฎหมาย และนักกฎหมายมีหน้าที่ต้องเขียนกฎหมายลายลักษณ์อักษรให้ทันกับวิวัฒนาการของ living Law แต่ถ้ากฎหมายลายลักษณ์อักษรตามไม่ทัน living law แล้ว เรานักกฎหมายในยุคปัจจุบัน จะทำอย่างไร : และแน่นอน ในหลาย ๆครั้ง ตัวบทกฎหมายก็ไม่ชัดเจนด้วยเหตุหลาย ๆ เหตุ ซึ่งทำให้ต้องมีการตีความกฎหมาย ; ปัญหามีว่า “นักกฎหมาย”ที่มีหน้าที่ต้องบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม นักกฎหมายจะทำหน้าที่นี้อย่างไร 

 

นักกฎหมายของประเทศที่พัฒนาแล้วได้สร้าง “หลักกฎหมายทั่วไป – the general principle of law ” ขึ้นมาเพื่ออุดช่องว่างของบทกฎหมายไว้เป็นจำนวนมาก ไม่ใช่บอกว่าไม่มีตัวบทแล้ว ก็ทำอะไรไม่ได้ ; ผมคงไม่ต้องบอกว่า “การอุดช่องว่างของกฎหมาย”คืออะไร และนักกฎหมายมหาชนของประเทศที่พัฒนาแล้วได้สร้าง “หลักกฎหมายทั่วไป”ขึ้นมาได้อย่างไร เพราะท่านคงทราบดีอยู่แล้ว ; “กฎหมายมหาชน” ไม่ใช่กฎหมายอาญา ; “กฎหมายมหาชน” ได้แก่กฎหมายปกครอง – administrative law และ กฎหมายรัฐธรรมนูญ – constitutional law ; ถ้าในกฎหมายแพ่ง ศาลแพ่งมีอำนาจหน้าที่ในการอุดช่องว่างของกฎหมายแพ่งได้ ศาลปกครองก็มีอำนาจหน้าที่ในการอุดช่องว่างของกฎหมายปกครองได้เช่นกัน

 

ตามความจริง หลักกฎหมายที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรมหรือหลักการที่ว่าทุกคนจะต้องใช้สิทธิโดยสุจริต เหล่านี้ คนทั่วไปได้รับรู้และถือว่ามีอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้เขียนเป็นตัวบทไว้ให้ครบถ้วนในทุกกรณีเท่านั้น ; ตรงนี้แหละครับ ที่ “คุณภาพ” ของนักกฎหมายของเราแตกต่างกับนักกฎหมายของประเทศที่พัฒนาแล้ว

 

ผมเชื่อว่า ใน “การใช้กฎหมาย”ของนักกฎหมายของเราส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดในปัจจุบัน นักกฎหมายของเราไม่ได้คิดถึงพฤติกรรมทางสังคมวิทยาของคนหรือของชุมชน สิ่งเหล่านี้ขาดหายไปจากความคิดของนักกฎหมายของเรา ; นักกฎหมายของเราไม่เคยคิดว่า พฤติกรรมทางสังคมวิทยาของคน เป็นเงื่อนไขของกฎหมาย ; “ผล”ที่เกิดจากการที่นักกฎหมายของเราขาดคุณสมบัติในเรื่องนี้ ที่เห็นได้ชัดที่สุด ก็คือ ทำให้นักกฎหมายของเราออกแบบและเขียนกฎหมายไม่เป็น ; ผมไม่เข้าใจว่า นักกฎหมายของเราเขียนรัฐธรรมนูญ จนเกิด “ระบบผูกขาดอำนาจในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ “ขึ้นมาได้อย่างไร โดยที่เราเป็นประเทศเดียวในโลกที่เขียนรัฐธรรมนูญอย่างนี้ ไม่มีประเทศไหนเขาเขียนกัน และเราก็เขียนกันมาซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายฉบับ ทั้ง ๆ ที่ผลเสียของระบบผูกขาดอำนาจโดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจก็เห็น ๆ กันอยู่ แต่เราก็ยังคิดว่า นี่คือ “ประชาธิปไตย”

 

Roscoe Pound (รอสโค พาวด์) บอกว่า งานของกฎหมายเป็นงานวิศวกรรมทางสังคม – social engineering และนักกฎหมายเป็น วิศวกรสังคม – social engineer แต่นักกฎหมายของเราโดยทั่วๆไปยังคงเป็นศรีธนญชัย ตีความกฎหมายโดยเล่นถ้อยเล่นคำ โดยไม่มี “จุดหมาย”ของกฎหมายกำกับ ; นักกฎหมายของเราเขียนกฎหมายไม่เป็นและใช้กฎหมายไม่เป็น เพราะนักกฎหมายของเราใม่สนใจนิติปรัชญา 

 

ผู้เขียนเคยเปรียบเทียบไว้ว่า การเรียนวิชา “นิติปรัชญา”เหมือนกับเราเรียนวิชาว่ายน้ำ นักศึกษากฎหมายที่เรียนนิติปรัชญาและสอบได้ร้อยคะแนนเต็ม เพราะเขียนคำตอบได้เหมือนตำรา แต่ไม่ได้หมายความว่านักศึกษากฎหมายนั้นเก่งนิติปรัชญา ; ตำราว่ายน้ำก็เหมือนกัน นักศึกษากฎหมายเขียนคำตอบข้อสอบเหมือนตำราและได้คะแนนเต็ม แต่เมื่อนักศึกษานั้นกระโดดลงน้ำแต่ว่ายน้ำไม่เป็น และนักศึกษาอาจจมน้ำตาย 

 

นิติปรัชญาไม่ได้เรียนเพื่อท่องสอบเอาคะแนน แต่นักกฎหมายเรียนนิติปรัชญาเพื่อทำให้ “วิธีคิด”ทางนิติปรัชญา ให้กลายเป็นคุณสมบัติประจำตัวของนักกฎหมายเอง ; เมื่อนักกฎหมายจะใช้กฎหมาย นักกฎหมายจะต้องดู”จุดหมาย”ของกฎหมายและตรวจดูพฤติกรรมและสภาพทางสังคมวิทยาของคนที่เกี่ยวข้อง และ เมื่อนักกฎหมายทำตัว เอง ให้มีหลักการของนิติปรัชญาแล้วหนหนึ่ง ก็เหมือนกับนักกฎหมายทำตัวเองให้ว่ายน้ำเป็น และเมื่อว่ายน้ำเป็นแล้ว นักกฎหมายก็จะว่ายน้ำเป็นตลอดไป แต่ถ้านักกฎหมายไม่มีนิติปรัชญา นักกฎหมายก็เป็นศรีธนญชัย เพราะนักกฎหมายไม่มีเป้าหมายของกฎหมายในการใช้กฎหมายและในการตีความกฎหมาย และดังนั้น ก็เลยไม่รู้ว่าจะใช้เกณฑ์อะไรมาเป็นเครื่องวัดความถูกต้องและความเป็นธรรม 

 

วิธีคิดทางนิติปรัชญา จึงเป็น “เครื่องวัด”สภาพล้าหลังของนักกฎหมาย และดูเหมือนว่า สภาพของนักกฎหมายทั่วๆไปของเราในปัจจุบัน จะยังคงติดอยู่กับนิติปรัชญาเก่า ๆในทางประวัติศาสตร์ ที่ผ่านพ้นเวลาของการใช้ประโยชน์ไปแล้วไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ ปี ; ถ้าท่านสนใจในนิติปรัชญาในยุคศตวรรษที่ ๒๐ ท่านก็อาจไปอ่านได้จากบทความของผมที่อยู่ในเว็บ ซึ่งผมย่อไว้ให้แล้ว รวมทั้งแนวความคิดของนักนิติปรัชญายุคใหม่ ที่สำคัญ ๆ

 

สำหรับนักกฎหมายรัฐธรรมนูญ รวมทั้งนักกฎหมายที่อ้างตัวเองว่าเป็นนักกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผมจะขอประเมินคุณภาพจาก “ความรู้”ของนักกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยพิจารณาว่านักกฎหมายรัฐธรรมนูญของเรา มีความรอบรู้เกี่ยวกับการวิวัฒนาการของรูปแบบของ “ระบบสถาบันการเมือง หรือ Form of Government ” มากน้อยเพียงใด เพราะถ้านักกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่มีความรอบรู้ในเรื่องนี้แล้ว ก็เป็นอันสรุปเป็นข้อยุติได้ว่า นักกฎหมายรัฐธรรมนูญของไทย ไม่มีความสามารถพอที่จะเขียนหรือออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เราได้ เพราะขาดความรู้พื้นฐาน

 

ดังนั้น ในระหว่างการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของเรา ตลอดปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ทั้งในสภาร่างรัฐธรรมนูญและนอกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นเวลาปีกว่า ผมติดตามประเด็นนี้มาโดยตลอด และ เมื่อไม่ปรากฎว่า มีนักกฎหมายและนักวิชาการคนใด พูดถึงเรื่อง Form of Government แม้แต่คนเดียว ก็เป็นข้อเท็จจริงที่บอกอยู่ในตัวว่า การสอน “กฎหมายมหาชน”ในมหาวิทยาลัยของเราล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะตามที่กล่าวไว้แล้วข้างต้นว่า ในการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั่วโลก ” Form of Government ” จะต้องเป็นประเด็นที่จะต้องพิจารณากันเป็นอันดับแรก เพราะเป็นประเด็นที่จะกำหนดว่า สถาบันการเมืองใดจะใช้อำนาจรัฐอย่างไร มีขอบเขตเพียงใด และมีระบบการถ่วงดุลอำนาจระหว่างสถาบันการเมืองอย่างไร จะควบคุมและกำกับ “พฤติกรรม”ของบุคคลที่มีใช้อำนาจรัฐได้อย่างไร ฯลฯ ; ถ้านักกฎหมายรัฐธรรมนูญของเราสร้างหรือออกแบบ Form of Government ไม่เป็นแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องไปพูดถึงประเด็นอื่น

 

โดยสรุป ผมเห็นว่า ประเทศเราไม่มี “นักกฎหมายรัฐธรรมนูญ”ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่ เป็น professional มีแต่มือสมัครเล่น และเมื่อสรุปโดยรวมแล้ว สำหรับ Elite ประเภทแรกของเรา คือ “นักกฎหมาย “เท่าที่ประเมินมาแล้ว ผมมีความเห็น ไม่อยู่ในสภาพที่จะทำ”หน้าที่”พัฒนาสังคมให้แก่คนไทย 

 

นักการเมืองนายทุนธุรกิจ

 

Elite กลุ่มที่สอง คือ “นักการเมืองนายทุนธุรกิจ” ซึ่งผมก็จะขอพูดอย่างสั้นๆ ; ขณะนี้ เราแยกพรรคการเมืองออกเป็นสองฝ่าย คือ พรรครัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้าน ทั้งนี้ โดยผมจะไม่ระบุ ” ชื่อ”พรรคการเมืองแต่อย่างใด 

 

ผมขอเรียนว่า จากพฤติกรรมที่แสดงออก ทุกพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคใหญ่หรือพรรคเล็ก ไม่ว่าจะเป็นพรรครัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้าน ดูเหมือนว่า ทุกพรรคการเมืองต่างต้องการรัฐธรรมนูญที่เป็น “ระบบเผด็จการในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ” ทั้งสิ้น ; ดังนั้น จะแก้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญเรื่องใดก็ได้ แต่นักการเมืองของเราขออย่าแก้ “ระบบเผด็จการในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ” ก็แล้วกัน ; ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ เพื่อประโยชน์ส่วนตัว หรือเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

 

วันหนึ่งเมื่อ ๓ – ๔ เดือนที่ผ่านมา ผมหยิบหนังสือพิมพ์มาอ่าน พบว่าพรรคฝ่ายค้านแถลงว่า พรรคฝ่ายค้านได้จัดตั้ง “รัฐบาลเงา”ประกบกับรัฐบาล เพื่อจะได้ติดตามการบริหารประเทศของพรรครัฐบาลอย่างใกล้ชิด และหวังว่าในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า พรรคฝ่ายค้านจะได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและจะได้เป็นรัฐบาล 

 

เราลองมาพิจารณาดูว่า ทำไมนักการเมืองในพรรคการเมืองต่าง ๆ ของเรา จึงชอบระบบเผด็จการในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ ผมขออธิบายอย่างง่าย ๆว่า

 

“ระบบเผด็จการในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ” เกิดจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญของเรา ๓ – ๔ มาตราที่กระจัดกระจายกันอยู่ ถ้าไม่อ่านและไม่พิจารณารวมกันก็จะมองไม่เห็นระบบเผด็จการหรือระบบผูกขาดอำนาจนี้ ; ซึ่งแตกต่างกับรัฐธรรมนูญของประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ที่เขาเขียนไว้อย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญว่า ระบอบการปกครองของเขา จะบริหารโดยชนชั้นนำจาก ๓ ประเภท คือ แรงงาน เกษตรกรและนักวิชาการ เท่านั้น ; แต่ในรัฐธรรมนูญของประเทศไทย บทบัญญติมาตราหนึ่ง จะบังคับให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และ ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมือง บทบัญญัติอีกมาตราหนึ่ง ให้พรรคการเมืองมีอำนาจบังคับให้ สส. ต้องทำตามมติพรรค ยกเว้นเรื่องบางเรื่องที่ไม่ใช่สาระสำคัญ และบทบัญญัติอีกมาตราหนึ่ง กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง คือ ต้องเป็น ส.ส. เท่านั้น ; หมายความว่า ถ้านายทุนเอาเงินมารวมทุนกันจัดตั้ง “พรรคการเมือง” แล้วออกเงินค่าใช้จ่ายให้พรรคพวก ไปสมัครรับเลือกตั้งในขณะนี้ คือ ในขณะที่สังคมไทยมีความอ่อนแอและอ่อนไหวต่ออิทธิพลการใช้เงิน และเมื่อได้ ส.ส. จำนวนมาก นายทุนเจ้าของทุนของพรรคการเมืองเหล่านี้ก็จะได้เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีและเป็นรัฐบาล เพราะเขียนรัฐธรรมนูญจำกัดไว้ให้ตัวเองแล้วว่า คนอื่นที่ไม่ใช่ ส.ส.จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้ ซึ่งบทบัญญัติจำกัดเช่นนี้ไม่มีในรัฐธรรมนูญของประเทศที่พัฒนาแล้ว ; นอกจากนั้น ยังไม่พอ ถ้าปรากฏว่า ส.ส.ที่ได้รับเงินช่วยเหลือจากนายทุนธุรกิจเจ้าของพรรคการเมือง ไม่เชื่อฟังหรือหักหลังเจ้าของทุน และพรรคการเมืองมีมติไล่ออกไปจากการเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองแล้ว ก็ยังเขียนรัฐธรรมนูญให้ “การออกจากสมาชิกพรรคการเมือง”นั้น มีผลทำให้ ส.ส.คนนั้นต้องพ้นจากสมาชิกภาพของการเป็น ส.ส. ไปด้วย 

 

ผมขอเรียนว่า ไม่มีรัฐธรรมนูญของประเทศเสรีประชาธิปไตยใด ที่เขียนรัฐธรรมนูญเหมือนประเทศไทย และ อย่าว่าแต่รัฐธรรมนูญที่มีบทบัญญัติทั้ง ๓ มาตรานี้รวมบัญญัติไว้ด้วยกันเลยครับ แม้แต่รัฐธรรมนูญที่มีบทบัญญํติเพียงมาตราเดียว ไม่ว่าจะเป็นมาตราใดมาตราหนึ่งใน ๓ มาตราดังกล่าว ก็ไม่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญของประเทศเสรีประชาธิปไตย 

 

แต่ทำไมพรรคการเมืองของเราทุกพรรคจึงชอบระบบนี้อยู่ คำตอบก็คือ ทุกพรรคการเมืองต่างก็มี “นายทุนธุรกิจ” เป็นเจ้าของทุนของพรรค และคาดหวังว่าตนเองจะได้มีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีหรือเป็นรัฐบาลบ้าง ดีกว่าการเลิกระบบที่บังคับให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง และเปิดโอกาสให้ “คนที่ไม่มีเงิน”มาเลือกตั้งแข่งกับพรรคการเมืองของตน

 

มี”ข้อเท็จจริง”ที่น่าศึกษาและน่าวิเคราะห์เกี่ยวกับ “พฤติกรรม”ของ Elite ประเภทนักการเมืองนายทุนธุรกิจอยู่กรณีหนึ่ง ที่นักวิเคราะห์ไม่ควรจะผ่านไป คือ ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ ๒๓ เดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา มีพรรคการเมืองพรรคใหญ่พรรคหนึ่งที่คาดหวังว่าตนเองจะได้เป็นรัฐบาล เพราะพรรคการเมืองฝ่ายตรงกันข้ามที่มีเงินทุนมหาศาลได้เพลี่ยงพล้ำทางการเมืองเพราะถูกรัฐประหาร และดังนั้น เพื่อความแน่นอนในการที่จะได้เป็นรัฐบาล พรรคการเมืองพรรคใหญ่นี้ได้พยายามทำ “ความตกลง” กับพรรคการเมืองในระดับรอง ๆ ที่จะมี ส.ส. ประมาณ ๒๐ – ๔๐เสียง ไว้เป็นการล่วงหน้า ที่จะร่วมกันเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร และมาร่วมกันตั้งรัฐบาล ; แต่ปรากฎว่า พรรคการเมืองพรรคใหญ่พรรคนี้ต้องผิดหวังเพราะไม่ได้เป็นรัฐบาล เพราะพรรคการเมืองในระดับรองนั้น เปลี่ยนใจ และไปร่วมเป็นรัฐบาลกับพรรคการเมืองที่มี ส.ส.ที่ได้รับเลือกตั้งมากที่สุด

 

สำหรับผม ข้อที่น่าสังเกตในเหตุการณ์ครั้งนี้ ก็คือ “ความไม่รอบรู้ทางการเมือง” ของนักการเมืองชั้นนำ ของพรรคการเมืองพรรคใหญ่ที่เก่าแก่พรรคนี้ ที่ขาดพื้นฐานของนิติปรัชญาเชิงสังคมวิทยา ในศตวรรษที่ ๒๐ ; “ความไม่รอบรู้ทางการเมือง”นี้ ปรากฎให้เห็นอย่างน้อย ๒ ประการ คือ ประการแรก ผมได้เคยวิเคราะห์ไว้ล่วงหน้าอย่างเปิดเผยว่า ในสภาพสังคมที่อ่อนแอเช่นประเทศไทยและในระบบสถาบันการเมืองตามรัฐธรรมนูญที่เป็น “ระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองในระบบรัฐสภา”นี้ เมื่อ “นายทุนระดับชาติ”ร่วมกันลงทุนกันตั้งพรรคการเมืองและเล่นการเมืองแล้ว พรรคการเมืองของนายทุนระดับท้องถิ่นจะไม่มีโอกาสที่จะได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและเป็นรัฐบาลได้อีกต่อไป และผมให้ความเห็นแนะนำไว้ว่า พรรคการเมืองของนายทุนท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคการเมืองพรรคใหญ่ที่เก่าแก่ ควรริเริ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ให้เป็นรัฐธรรมนูญที่เป็น “ประชาธิปไตย” ที่แท้จริง และไม่ควรคาดหวังกับประโยชน์ส่วนตัวของ”นายทุนท้องถิ่น”ของพรรค ที่จะได้รับจาก”ระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองในระบบรัฐสภา” เพราะกฎเกณฑ์ของระบบเผด็จการเช่นนี้ จะเป็นประโยชน์แก่ “นายทุนระดับชาติ” (ที่มีเงินทุนมากกว่า) มากกว่าตนเอง ; และ ประการที่สอง การขาดความรู้พื้นฐานทางสังคมวิทยาและพฤติกรรมของมนุษย์ ทำให้นักการเมืองชั้นนำของพรรคการเมืองพรรคใหญ่ดังกล่าว มองข้าม “พฤติกรรม”ของนักการเมืองที่เป็น “นายทุน” ของพรรคการเมืองในระดับรองพรรคอื่นที่มี ส.ส.ระหว่าง ๑๐ – ๔๐ คน เพราะตามความเป็นจริง – reality ผลประโยชน์ส่วนตัวทางการเมือง ย่อมมีน้ำหนักมากกว่า “สัญญาหรือความตกลงระหว่างพรรคการเมือง” ซึ่งนักการเมืองชั้นนำในพรรคการเมืองพรรคใหญ่นี้ ควรจะต้องรู้อยู่แล้ว

 

ผมคิดว่า อาจเป็นที่น่าสงสารสำหรับพรรคการเมืองพรรคใหญ่พรรคนี้ ที่แม้จนกระทั่งในขณะนี้ นักการเมืองชั้นนำของพรรคการเมืองพรรคนี้ ก็ยังคาดหวังว่าจะได้ร้บเสียงข้างมากในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าถ้ามีการยุบสภา ซึ่งผมเห็นว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะในปัจจุบันนี้ สภาพสังคมไทยอ่อนแอและมีความอ่อนไหวต่อการใช้เงิน ประกอบกับสภาพกลไกการบริหารประเทศที่พิกลพิการ ซึ่งสภาพทั้ง ๒ ประการนี้ เป็นข้อเท็จจริง – facts ที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้น พรรคการเมืองของใครมีเงินมาก พรรคการเมืองนั้นก็ได้ สส. มาก สิ่งนี้ เป็นความเป็นจริงทางสังคมวิทยา ; ผมเห็นว่า ความคาดหวังของพรรคการเมืองดังกล่าว คงเป็นเพียง “ความฝัน”

 

นักปรัชญา

 

Elite กลุ่มที่สาม นักวิชาการประเภท “นักปรัชญา – The Philosophes” Elite ประเภทนี้ เป็นประเภทที่หาชื่อเสียงให้ตัวเอง โดยแสดงตนว่า เป็นนักสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชน แต่ไม่คิดที่จะหาวิธีแก้ปัญหาให้แก่สังคม

 

ก่อนที่จะมาปาฐกถาที่ศาลปกครองในวันนี้ ผมคิดว่าจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไรดี จึงจะพูดได้ง่าย ๆ และท่านผู้ฟังเกิดความเข้าใจ ผมก็เลยแวะไปที่ร้านหนังสือศึกษาภัณฑ์ที่ถนนราชดำเนิน และชื้อหนังสือมาเล่มหนึ่ง คือ หนังสือเรื่องสามัคคีเภทคำฉันท์ ; อันที่จริง ผมต้องขอพูดเสียหน่อยว่า “สามัคคี”กันไม่ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดีเสมอไปนะครับ ความสำคัญอยู่ที่ว่าสามัคคีไปทำอะไร ; เพราะ สามัคคีเป็นเพียง “วิธีการ” ถ้าสามัคคีกันทำความดี ก็ดี แต่ถ้าสามัคคีกันไปปล้น ก็ไม่ดี อยู่ที่ว่าสามัคคีกันไปทำอะไร ;”สมานฉันท์” ก็คงมีนัยเหมือน ๆ กัน 

 

ผมจะเอาหนังสือสามัคคีเภทคำฉันท์ มาจะอ่านเนื้อเรื่องให้ท่านฟัง ดูว่าท่านจะคิดอะไรได้บ้าง 

 

ในหนังสือเขาบอกว่า ในกาลโบราณมีกษัตริย์องค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า “พระเจ้าอชาตศัตรู”ครอบครองแคว้นมคธ มีกรุงราชคฤห์เป็นเมืองหลวง มีอำมาตย์ที่สนิทคนหนึ่งชื่อวัสสการพราหมณ์ เป็นผู้ที่ฉลาดและมีความรอบรู้ศิลปศาสตร์ เป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ; พระเจ้าอชาตศัตรูประสงค์จะไปปราบแคว้นวัชชี ซึ่งมีกษัตริย์ลิจฉวีปกครองอยู่ โดยแคว้นวัชชีเป็นสหพันธรัฐ มีกษัตริย์ผลัดเปลี่ยนกันปกครอง ๑๒ พระองค์ ทุกพระองค์ล้วนอยู่ในธรรมะที่เรียกเป็นภาษาบาลีว่า อปริหานิยธรรม คือเป็นธรรมที่เป็นเหตุแห่งความเจริญ ดังนั้น พระเจ้าอชาตศัตรูจึงปรึกษากับวัสสการพราหมณ์ว่า จะทำอย่างไร จึงจะทำลายความพร้อมเพรียงของกษัตริย์ลิจฉวีได้ 

 

เมื่อปรึกษากันเรียบร้อยแล้ว วันหนึ่ง พระเจ้าอชาตศัตรูก็เสด็จออกว่าราชการ แล้วมีดำรัสเป็นเชิงหารือกับพวกอำมาตย์ว่า จะยกกองทัพไปรบกับแคว้นวัชชี และมีเพียงคนเดียวที่ค้านพระเจ้าอชาติศัตรู คือ วัสสการพราหมณ์ ที่กราบทูลทักท้วงว่า ให้ทรงยับยั้งรอไว้ก่อนเพื่อเห็นแก่มิตรภาพ และทำนายว่า ถ้ารบก็จะพ่ายแพ้ ; พระเจ้าอชาตศัตรูทรงฟังแล้วแสดงอาการพิโรธถือว่า หมิ่นพระเดชานุภาพ ให้นำตัววัสสการพราหมณ์ไปลงโทษตามคำพิพากษาตามบทพระอัยการ คือ เฆี่ยน โกนผม ประจาน และขับไล่ออกจากราชอาณาเขต

 

วัสสการพราหมณ์ ยอมทนรับราชอาญาด้วยทุกขเวทนาแสนสาหัสถึงแก่สลบ และเมื่อถูกเนรเทศจากแคว้นมคธ ก็ไปเมืองเวสาลี ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นวัชชี แล้วก็ไปผูกมิตรไมตรีกับชาวเมือง ข่าวนี้ทราบไปถึงกษัตริย์ลิจฉวี จึงได้ตีกลองสำคัญขึ้น เชิญกษัตริย์ทั้งหลายมาชุมนุมปรึกษาราชการ กษัตริย์ลิจฉวีประชุมกันแล้วตกลงกันเห็นควรให้พราหมณ์ผู้นี้เข้ามาเพื่อจะได้เห็นท่าทางและฟังความดูก่อน ; ภายหลังที่วัสสการ พราหมณ์ได้เข้าเฝ้ากษัตริย์ลิจฉวีกราบทูลข้อความ ประกอบกับมีรอยฟกช้ำจากการถูกโบยให้เห็น กษัตริย์ลิจฉวีทุกพระองค์ต่างก็หมดความสงสัย และแต่งตั้งให้วัสสการ พราหมณ์ เป็นครูสอนศิลปวิทยาแก่บรรดาราชกุมาร และให้มีตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาชี้ขาดอรรถคดีอีกตำแหน่งหนึ่ง 

 

วัสสการพราหมณ์ก็เอาใจใส่ราชการเป็นอย่างดี จนกษัตริย์ลิจฉวีให้ความไว้วางใจหมดความสงสัย วัสสการพราหมณ์จึงยั่วยุราชกุมารทั้งหลายผู้เป็นศิษย์ให้แตกร้าวกัน และวัสสการพราหมณ์ก็คอยส่งเสริมเหตุแห่งการทะเลาะวิวาทให้บังเกิดขึ้นในหมู่ราชกุมารอยู่เนืองนิตย์ จนกระทั่งที่สุดราชกุมารก็แตกความสามัคคีกัน และเมื่อทะเลาะวิวาทกันแล้วก็นำความไปทูลพระชนกคือบิดาของตน ความแตกร้าวก็ลามไปถึงบรรดากษัตริย์ที่เชื่อถ้อยคำโอรสของตนโดยปราศจากการไตร่ตรอง ; วัสสการพราหมณ์ ใช้เวลา ๓ ปี สามัคคีธรรมในระหว่างพวกกษัตริย์ลิจฉวีก็ถูกทำลายลง

 

วัสสการพรามณ์จึงให้คนลอบไปทูลพระเจ้าอชาตศัตรู และพระเจ้าอชาตศัตรูก็กรีฑาทัพเข้าเมืองเวสาลี ; ชาวเมืองเวสาลีตกใจกลัว มุขมนตรีตีกลองสำคัญขึ้นเป็นอาณัติสัญญาณให้ยกทัพมาต่อสู้ แต่กษัตริย์ลิจฉวีก็หาเข้าที่ประชุมไม่ ทุกพระองค์ต่างเพิกเฉยแม้แต่ประตูเมืองทุกทิศก็ไม่มีใครสั่งให้ปิด พระเจ้าอชาติศัตรูยึดแคว้นวัชชีได้โดยง่าย ไม่ต้องเปลืองรี้พลในการรบ

 

เรื่องนี้คืออะไร บอกอะไรแก่เรา ; ผมขอให้ท่านสังเกตเรื่องนี้ว่า แม้แต่”ความรักลูก”ก็เป็นอาวุธได้ และ”ความรักลูก” คือพฤติกรรม ; ดังนั้น พฤติกรรมของคนทางสังคมวิทยา ก็ถูกใช้เป็นอาวุธได้ 

 

ทำไมประเทศมหาอำนาจจึงบอกให้เราเลือกตั้งและให้เอกชนมีสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่ แต่เขาไม่เคยบอกเราว่า ก่อนที่จะเลือกตั้ง ต้องทำ “ระบบการบริหารประเทศ”ให้ดีเสียก่อน และเขาไม่เคยบอกเราว่า การมีสิทธิเสรีถาพของเอกชน จะต้องมีเงื่อนไขอย่างไรเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และต้องทำอย่างไร ; ดังนั้น การที่ประเทศมหาอำนาจบอกว่า ให้คนของเรามีสิทธิเสรีภาพ และให้มีการเลือกตั้งเพื่อความเป็นประชาธิปไตย หมายถึงอะไร 

 

“แนวความคิด”นี้ ถูกส่งเข้ามาในประเทศที่ด้อยพัฒนาเช่นประเทศไทย ในขณะที่ประเทศไทยเต็มไปด้วย Elite ของเราที่มีความคิดในระดับกษัตริย์ลิจฉวีอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือนักวิชาการ ; ในโลกปัจจุบันนี้ “วัสสการพราหมณ์” ไม่จำเป็นต้องส่งมาเป็นตัวคน ไว้ผมยาวและแต่งตัวเป็นพราหมณ์ แต่ “วัสสการพราหมณ์”เป็นแนวความคิดที่ส่งเข้ามาในประเทศ โดยทางหนึ่งทางใดก็ได้ และในประเทศด้อยพัฒนา ย่อมจะมี Elite ที่มี “ความไม่ฉลาด” หรือมี”ความอยากมีชื่อเสียงของตนเอง” ที่เป็นพฤติกรรมปกติของมนุษย์ อยู่ทั่วไป

 

ดังนั้น ผมเห็นว่า ถ้าประเทศใด มีนักวิชาการจำพวก the Philosophes คือ นักวิชาการประเภทที่สนใจจะหาชื่อเสียงด้วยการทำตนให้เป็นที่รุ้จักในฐานะนักสิทธิเสรีภาพ โดยไม่สนใจที่จะรู้ว่า สังคมจะแก้ปัญหาอย่างไร และจะทำอย่างไรจึงจะประสานประโยชน์ ระหว่าง “ประโยชนส่วนตัวของปัจเจกชน” กับ “ประโยชน์ของส่วนรวม”ได้ ; นักวิชาการจำพวกนี้จะทำให้ “คนส่วนใหญ่ของประเทศ” กลายเป็นคนที่เห็นแก่ตัวและคิดถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว ; ประเทศใด มี Elite ที่เป็นนักวิชาการ ประเภท the Philosophes จำนวนมาก ประเทศนั้นก็อาจจะเสียเมืองได้ เพราะใครจะไปนึกว่า “ความรักลูก”ก็เป็นอาวุธได้ ใช่ไหมครับ 

 

ท่านคิดว่า ในปัจจุบันนี้ สภาพทางสังคมวิทยาของสังคมไทยเป็นอย่างไร และในประเทศไทย เรามีนักวิชาการจำพวก the Philosophes มากหรือไม่มาก (?)

 

ผมได้ประเมิน Elite ที่เป็นพื้นฐานของสังคมไทย มาครบทั้ง ๓ ประเภทแล้วนะครับ และอนาคตของประเทศไทย ก็ขึ้นอยู่กับ Elite ทั้ง ๓ ประเภทนี่แหละครับ ; ถ้าจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยข้างหน้า ก็กรุณาอย่าไปโทษพลเมืองของประเทศไทยทั้ง ๖๓ ล้านคนเศษ เพราะเขาต้องทำมาหากิน แต่ความรับผิดชอบจะอยู่ที่ Elite ของสังคม ของเรานี่เอง

 

อนาคตอันมืดมนของประเทศ

 

มาถึง ตอนที่สาม ที่เป็น “สาระ”ตอนสุดท้ายที่ผมจะพูดในวันนี้ ก็คือ อนาคตอันมืดมนของประเทศ ; ผมมีความเห็นว่า ถ้า Elite ของเรายังมีสภาพเช่นนี้ คือ “ความรู้” ก็มีไม่พอ และยังมีพฤติกรรมที่เห็นแก่ตัวอีกด้วย ประเทศไทยคงเป็นประเทศที่ไม่มีอนาคต

 

ในตอนสรุปนี่ ผมจะขอยกประเด็น ๒ ประเด็นมาพูดอย่างสั้น ๆ ประเด็นที่ ๑ ก็คือ Elite ของเราในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นอย่างไร และประเด็นที่ ๒ คือ สภาพกฎหมายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทย

 

ในประเด็นที่ ๑ ผมมีเจตนาที่จะตรวจสอบดูว่า ชนชั้นนำในอดีตของเราในสมัยรัชกาลที่ ๕ ของเรา มีสภาพทางวิชาการอย่างไร และเมื่อผ่านมาแล้วประมาณ ๑๕๐ ปี สภาพทางวิชาการของชนชั้นนำของเราในปัจจุบัน เป็นอย่างไร โดยผมคงจะไม่เทียบ สภาพวิชาการของเราเองในระหว่างสองเวลาที่ต่างกัน เพราะเป็นที่แน่นอนว่า ถ้าเทียบอย่างนั้น นักวิชาการของเราในปัจจุบันคงจะมีความรู้มากกว่านักวิชาการในสมัยรัชกาลที่ ๕ อย่างแน่นอน เนื่องจากนักวิชาการของเราในปัจจุบันไปเรียนต่างประเทศมากกว่า มีหนังสือตำราอ่านมากกว่า มีวิธีการที่จะหาความรู้ได้มากกว่า แต่ผมจะเทียบมาตรฐานวิชาการของนักวิชาการของเรากับต่างประเทศในระยะเดียวกัน เพื่อดู “ความห่าง”ระหว่างมาตรฐานความรู้ของประเทศที่พัฒนาแล้ว กับมาตรฐานความรู้ของนักวิชาการของเราโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “นักกฎหมาย” ว่า ช่องห่างระหว่างมาตรฐานความรู้ดังกล่าวนี้ของนักวิชาการในสมัยรัชกาลที ๕ กับ นักวิชาการในพ.ศ. ๒๕๕๑ ที่เป็นเวลาต่างกัน ๑๕๐ ปีนี้ จะห่างกว้างมากขึ้นหรือลดลง

 

เราทราบแล้วว่า ในปลายศตวรรษที่ ๑๘ ประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นมี “ปัญหา”ในยุคที่ประเทศมหาอำนาจตะวันตกมีนโยบายตามลัทธิขยายอาณานิคม มาคล้าย ๆ กัน และประเทศในทวีปเอเชียตะวันออกที่สามารถรักษาเอกราชไว้ได้ในยุคนั้น ก็มีเพียง ๒ ประเทศเท่านั้น คือประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น ; ในวันนี้ ผมจะขอนำ “ผลสำเร็จ”ของการแก้ปัญหาของประเทศญี่ปุ่นกับของประเทศไทย มาเปรียบเทียบให้ท่านดูความแตกต่างอย่างสั้น ๆ และแน่นอนครับ ความแตกต่างของผลสำเร็จนั้น เกิดจาก “ความรู้”และ”พฤติกรรม”ของ Elite ของประเทศ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ “คุณภาพ”ของ Elite นั่นเอง 

 

สมัยรัชกาลที่ ๕ นั้นตรงกับสมัยจักรพรรดิญี่ปุ่น พระเจ้ามัตสุฮิโต – Mutsuhito ซึ่งเวลาการขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์ทั้ง ๒ พระองค์เกือบจะตรงกัน คือ ห่างกันเพียง ๑ ปี และระยะเวลาหรือความยาวในการครองราชย์ก็ใกล้เคียงกัน คือ รัชกาลที่ ๕ ของเราครองราชย์อยู่ ๔๒ ปี พระเจ้ามัตสุฮิโตครองราชย์ ๔๔ ปี ; รัชกาลที่ ๕ ของเราขึ้นครองราชย์เมื่อพระชนมายุได้ ๑๕ พรรษา จักรพรรดิญี่ปุ่นขึ้นครองราชย์เมื่อพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา เกือบเหมือนกันเช่นเดียวกัน โดยรัชสมัยของรัชกาลที่ ๕ ของเรา จาก ค.ศ.๑๘๖๙ ถึง ๑๙๑๑ และรัชสมัยของจักรพรรดิญี่ปุ่น จาก ค.ศ. ๑๘๖๘ ถึง ๑๙๑๒ ; ต่อไปนี้ เราลองมาดูว่า “ผลงาน” ในรัชสมัยของกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่สองพระองค์ว่าเป็นอย่างไร 

 

แต่ก่อนอื่น อย่าลืมนะครับว่า ในคุณสมบัติส่วนพระองค์แล้ว จักรพรรดิของญี่ปุ่นแล้ว มีข้อเสียเปรียบอย่างมากเมื่อเทียบกับรัชกาลที่ ๕ ของเรา ; รัชกาลที่ ๕ ของเราเรียนรู้ภาษาอังกฤษและการบริหารราชการแผ่นดินมาก่อนที่จะขึ้นครองราชย์ อันเนื่องมาจาก รัชกาลที่ ๔ ซึ่งเป็นพระราชบิดาได้ทรงติดต่อกับต่างประเทศ และทรงรู้ปัญหาของประเทศไทยในระยะนั้นเป็นอย่างดี ; ตามความเห็นส่วนตัวของผม รัชกาลที่ ๔ พระองค์ท่านทรงเป็น “มหาราช” รัชกาลที่ ๔ ได้ทรงถ่ายทอดประสบการณ์ของพระองค์ท่านให้แก่พระราชโอรสพระราชธิดา ฯลฯ แต่ตามประวัติศาสตร์ราชวงศ์ของญี่ปุ่น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเหล่านี้ ; แต่ “อะไร”ล่ะครับ ที่ทำให้ผลงานการบริหารประเทศในช่วงรัชสมัยของกษัตริย์ทั้งสองพระองค์นี้ ต่างกันอย่างมากมาย 

 

โปรดดู “ผลงาน”ของญี่ปุ่นในรัชสมัยของพระเจ้ามัตสุฮิโต เทียบกับรัชสมัยของรัชกาล ที่ ๕ ของเรา นะครับ โดยผมจะเทียบไว้ ๓ หัวข้อ คือ การเลิกซามูไรกับการเลิกทาส การพระราชทานรัฐธรรมนูญ และการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน

 

พระเจ้ามัตสุฮิโตเมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว ได้เรียกรัชสมัยของพระองค์ท่านว่า เป็นสมัยเมจิ – enlightened rule แปลว่า “รัชสมัยแห่งความรุ่งโรจน์” หรือ “รัชสมัยแห่งปัญญา”

 

การเลิกซามูไรของญี่ปุ่น เทียบกับการเลิกทาสของประเทศไทย กษัตริย์เมจิของญี่ปุ่นใช้เวลา ๙ ปีในการเลิกซามูไร โดยซามูไรเป็นประเพณีของญี่ปุ่นมานานประมาณ ๒๕๐ ปี แต่การเลิกทาสของประเทศไทย ใช้เวลา ๓๐ ปี 

 

ผมคิดว่า เมื่อไม่นานมานี้ หลายท่านคงจะดูภาพยนตร์เรื่อง The Last Samurai มาแล้ว ภาพยนตร์ดังกล่าว เป็นเรื่องราวหลังจากที่ซามูไรในแคว้นต่าง ๆ ร่วมกันปฏิรูปประเทศญี่ปุ่นแล้ว แต่มีซามูไรในแคว้นหนึ่งที่ไม่ยอมเลิกระบบซามูไรและสิทธิพิเศษของซามูไร โดยเห็นว่า ซามูไรเป็นประเพณีเก่าแก่ที่ควรรักษาไว้ แต่ถูกซามูไรกลุ่มอื่นที่เห็นว่าถ้าญี่ปุ่นจะปฏิรูปประเทศ ก็ต้องทำให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด อะไรที่เป็นอุปสรรคของการปฏิรูปประเทศ ก็ควรยกเลิกให้หมด ; ภาพยนตร์ดังกล่าว จึงเป็นเรื่องราวของทหารรัฐบาลญี่ปุ่นยกกำลังไปปราบกลุ่มซามูไรที่ไม่ยอมทำตามกฎหมายที่ออกมายกเลิกระบบซามูไร ทั้งที่ซามูไรที่เป็นกบฎนั้น ยังมีความจงรักภักดีกับจักรพรรดิ แต่ไม่เห็นด้วยกับการออกกฎหมายยกเลิกซามูไร 

 

การพระราชทานรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่น เทียบกับของไทย ต่อมาอีก ๑๔ ปีนับตั้งแต่ครองราชย์ย์ คือ ในปี ค.ศ. ๑๘๘๑ จักรพรรดิเมจิประกาศว่า จะพระราชทานรัฐธรรมนูญ as a gift เป็นของขวัญแก่ประชาชน และญี่ปุ่นใช้เวลายกร่างรัฐธรรมนูญอยู่ ๘ ปี ญี่ปุนประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรก ในปี ค.ศ. ๑๘๘๙ กล่าวคือ นับเวลารวมทั้งหมด ตั้งแต่จักรพรรดิเมจิขึ้นครองราชย์ในปี ค.ศ. ๑๘๖๘ จนถึงเวลาที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ญี่ปุ่นใช้เวลา ๒๓ ปี 

 

สำหรับประเทศไทย รัชกาลที่ ๕ ขึ้นครองราชย์ ในปี ค.ศ. ๑๘๖๙ จนถึงเวลาที่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ ฉบับแรกในปีพศ. ๒๔๗๕ หรือ ค.ศ.๑๙๓๒ ประเทศไทยใช้เวลา ๖๓ปี ต่างกันถึง ๔๐ ปี ; ปัญหาที่นักกฎหมายหรือนักประศาสตร์ของเรา จะต้อง “คิด”และศึกษา ก็คือ เพราะเหตุใด

 

การปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินของญี่ปุ่น เทียบกับของไทย ผมคงจะไม่พูดในรายละเอียดว่า ประเทศญี่ปุ่นในสมัยรัชกาลจักรพรรดิเมจิทำอะไรบ้างและทำอย่างไร และประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทำอะไรบ้างและทำอย่างไร ; ผมคิดว่าเราลองมาดู “ผลสำเร็จ”ที่เกิดขึ้นจริงจากการปฏิรูปการเมืองและการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นหลักฐานที่เห็นได้จริงและพิศูจน์ได้ และถ้าเราคนไทยมี “เวลา”ว่างพอที่จะย้อนกลับไปพิจารณาถึง “สาเหตุ”ของความแตกต่างกันระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น เราคนไทยก็จะพบสิ่งที่เราควรจะรู้ แต่ไม่รู้อีกมาก 

 

ในปี ค.ศ. ๑๘๗๖ อันเป็นปีที่ ๘ หลังจากจักรพรรดิเมจิขึ้นครองราชย์ในปี ค.ศ. ๑๘๖๘ ญี่ปุ่นสามารถสร้างกองทัพเรือที่สามารถไปปิดเมืองท่าของประเทศเกาหลี ซึ่งขณะนั้นเป็นเมืองขึ้นของจีน ให้เปิดทำการค้ากับตน ; เหมือนกับที่นายพลเรือเพอร์รี่ของสหรัฐอเมริกาทำกับตนเอง เมื่อ ค.ศ. ๑๘๕๓ ห่างกันเพียง ๒๓ ปี

 

ในปี ค.ศ. ๑๘๙๔ อันเป็นปีที่ ๒๖ หลังจากจักรพรรดิเมจิขึ้นครองราชย์ ญี่ปุ่นทำสงครามกับประเทศจีน เพื่อขยายดินแดนครอบคลุมเกาหลี ประเทศญี่ปุ่นชนะจีนภายในเวลา ๙ เดือน ซึ่งเป็นที่ประหลาดใจของประเทศมหาอำนาจตะวันตกเป็นอย่างมาก และจีนจำต้องสละอิทธิพลเหนือประเทศเกาหลี และยกเกาะไต้หวันให้ประเทศญี่ปุ่น พร้อมทั้งการชดใช้เงินเป็นค่าปฏิกรรมสงคราม

 

ในปี ค.ศ. ๑๘๙๙ อันเป็นปีที่ ๓๑ หลังจากจักรพรรดิเมจิขึ้นครองราชย์ ประเทศญี่ปุ่นปลดสนธิสัญญาสภาพนอกอาณาเขต – extraterritoriality กับประเทศมหาอำนาจทั้งหมด

 

ในปี ค.ศ. ๑๙๐๔ -๑๙๐๕ อันเป็นปีที่ ๓๖ – ๓๗ หลังจากจักรพรรดิเมจิขึ้นครองราชย์ ญี่ปุ่นทำสงครามกับประเทศรัสเซีย และรบชนะรัสเซีย โดยทำลายกองทัพเรือของรัสเซียทั้งกองทัพ นายพลเรือของรัสเซีย ๓คนถูกจับและทหารเรือรัสเซียถูกจับเป็นเชลยกว่า ๗๐๐๐คน และเสียชีวิตกว่า ๔๐๐๐คน และประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาต้องเข้ามาเป็นคนกลางในการเจรจาสงบศึก 

 

ในปี ค.ศ. ๑๙๑๒ อันเป็นปีที่ ๔๔ หรือปิสุดท้ายของจักรพรรดิเมจิ หรือพระเจ้ามัตสุฮิโตสิ้นพระชนม์ ประเทศญี่ปุ่นได้รับการยอมรับว่าเป็น “ประเทศมหาอำนาจ” เท่าเทียมกันสหรัฐอเมริกาและประเทศมหาอำนาจตะวันตก และอาณาเขตของประเทศญี่ปุ่นทางไต้จะลงมาถึงเกาะไต้หวัน และทางตะวันตกครอบคลุมประเทศเกาหลี

 

สำหรับประเทศไทย ผมคงไม่สรุป เพราะท่านในฐานะที่เป็นคนไทยคงทราบดีอยู่แล้วว่า ผลสำเร็จของประเทศไทยในสมัยรัชการที่ ๕ เป็นอย่างไร และในปี ค.ศ. ๑๙๑๑ อันเป็นปีที่ ๔๒ หรือปีสุดท้ายของรัชกาลที่ ๕ ประเทศไทยเราเป็นอย่างไร

 

ต่อไปนี้ ผมคิดว่า เราลองมาทบทวนเหตุการณ์บางเหตุการณ์ในส่วนที่เกี่ยวกับวงการกฎหมาย เพื่อดู “เหตุผล”ว่า เพราะเหตุใด ประเทศไทยจึงพัฒนาได้ช้ากว่าประเทศญี่ปุ่นมาก

 

รัชกาลที่ ๕ พระองค์ท่านเสด็จสวรรคต ในปี ค.ศ. ๑๙๑๑ หรือ พ.ศ. ๒๔๕๓ โดยมีพระชนมายุ ๕๗ พรรษา แต่ก่อนที่พระองค์ท่านจะเสด็จสวรรคต ๓ เดือน พระองค์ท่านได้มีพระราชดำรัสปรารภกับราชอำมาตย์ว่า อีก ๓ ปีเมื่อพระองค์ท่านมีพระชนมายุ ๖๐ พรรษา พระองค์ท่านจะสละราชสมบัติและจะให้รัชกาลที่ ๖ พระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ประชาชนคนไทย แต่บังเอิญพระองค์ท่านสิ้นพระชนม์ก่อน คนไทยก็เลยไม่ได้รัฐธรรมนูญ และต้องรอมาจนถึงรัชกาลที่ ๗ และเรามีรัฐธรรมนูญฉบับแรก ใน ปีพ.ศ. ๒๔๗๕ หรือ ค.ศ. ๑๙๓๒

 

ผมได้เรียนให้ท่านแล้วว่า คุณสมบัติส่วนพระองค์ของรัชกาลที่ ๕ นั้น ทรงมีคุณสมบัติที่ได้เปรียบกว่าจักรพรรดิญี่ปุ่นอยู่หลายประการ แต่สิ่งที่แตกต่างระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับประเทศไทย ที่ประเทศญี่ปุ่นมีแต่ประเทศไทยไม่มี ก็คือ “คุณภาพและความรู้ ของ Elite” 

 

ท่านลองดูประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นดังต่อไปนี้นะครับ ในปี ค.ศ. ๑๘๕๓ ขณะที่นายพลเรือเพอร์รี่ นำกองเรือรบอเมริกันเข้ามาข่มขู่ประเทศญี่ปุ่นให้เปิดประเทศในทางการค้านั้น ญี่ปุ่นอยู่ในสมัยพระเจ้าจักรพรรดิโคเมอิ พระราชบิดาของจักรพรรดิมัตสุฮิโต และในระยะนั้น ญี่ปุ่นอยู่ในระบบโชกุน ซึ่งโชกุนจะผู้ใช้อำนาจแทนจักรพรรดิทั้งหมด ซึ่งผมขอแปลระบบโชกุนว่า เป็นระบบผู้สำเร็จราชการผู้มีอำนาจเต็ม plenipotentiary regent 

 

ในขณะที่นายพลเรือเพอร์รี่เข้ามา โชกุนที่ใช้อำนาจแทนจักรพรรดิ์ได้แก่ โชกุน ตระกูลโตกุกาว่า และดังนั้น การทำสัญญาระหว่างสหรัฐอเมริกากับญี่ปุ่น ก็คือ การทำสัญญาระหว่างนายพลเพอรี่กับโชกุนนั้นเอง ; ตระกูลโตกุกาว่านี้ มีอำนาจครองตำแหน่งเป็นโชกุนต่อเนื่องกันมา ๒๕๐ ปีแล้ว ; ในระบบโชกุนของญี่ปุ่น ก็จะมีหัวหน้ารองลงไปในภูมิภาค เรียกว่า “ไดเมียว” โดยไดเมียวส่วนใหญ่จะอยู่ไต้อาณัติของโชกุน แต่ไดเมียวบางคนก็วางตัวเป็นอิสระ ; ไดเมียวคนสำคัญ ๔ – ๕ ไม่พอใจและไม่เห็นด้วยที่โชกุนโตกุกาว่า เจรจาทำสัญญากับสหรัฐอเมริกา และไม่แน่ใจว่าโชกุนทำสัญญาเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือของประเทศญี่ปุ่น 

 

พวกไดเมียว ๔ – ๕ นี้ จึงพร้อมใจกันปลดโชกุนโตกุกาวาและปฏิวัติยกเลิกระบบโชกุน เอาอำนาจคืนให้จักรพรรดิ ซึ่งพอดีกับจักรพรรดโคเมอิเสด็จสวรรคต พระเจ้ามัตสุฮิโตพระราชโอรส จึงเป็นจักรพรรดิแทนเมื่อมีพระชนมายุเพียง ๑๖ พรรษา

 

ความแตกต่างของ “การปฏิรูปประเทศ”ของประเทศญี่ปุ่น กับของประเทศไทยอยู่ตรงนี้ครับ ประการแรก ก็คือ การปฏิรูปประเทศของประเทศญี่ปุ่นเป็นเจตจำนงร่วมกันขององค์พระจักรพรรดิกับบรรดา Elite ของสังคม ; โดยบรรดาไดเมียวที่มองเห็น “ปัญหาของประเทศ” ในภาวะที่ต้องเผชิญกับพลังอำนาจของประเทศมหาอำนาจ และพร้อมใจกันยกฐานะและมอบอำนาจให้องค์จักรพรรดิเมจิ เป็นศูนย์รวมของการปฏิรูปประเทศ ; ซึ่งแตกต่างกับประเทศไทย การปฏิรูปประเทศของประเทศไทยมาจากพระราชอัจฉริยะของพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียว และ Elite ของสังคมไทยไม่มีเจตจำนงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ที่จะปฏิรูปประเทศ 

 

ประการที่สอง ซึ่งสำคัญยิ่งกว่าเหตุประการแรก ก็คือ Elite ของสังคมญี่ปุ่น มีความเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม กล่าวคือ หลังจากที่กลุ่มไดเมียวได้ร่วมใจกันให้จักรพรรดิเป็นศูนย์รวมแห่งอำนาจแล้ว บรรดาไดเมียวทั้งหลายได้พร้อมใจตกกันลงถวายที่ดิน สิทธิ และรายชื่อทะเบียนประชาชนที่เคยเป็นของตน คืนให้จักรพรรดิ์ทั้งหมด ซึ่งได้ทำเสร็จสิ้นภายใน ๒ ปี นับแต่การสถาปนาองค์จักรพรรดิ ; นี่คือ ความแตกต่างประการสอง คือ “คุณภาพ”ของ Elite ของญี่ปุ่นนี้ ดูเหมือนว่า จะไม่มีใน Elite ของสังคมไทยในปัจจุบัน

 

และประการที่สาม Elite ของญี่ปุ่นซึ่งไม่มี “ความรู้”ในระยะนั้น ได้รู้จักตนเองว่าไม่มีความรู้ และตั้งใจจะแสวงหาความรู้และเทคโนโลยี่จากประเทศมหาอำนาจตะวันตก อย่างมีระบบและไม่ชิงดีชิงเด่นระหว่างกัน ; ญี่ปุ่นส่งคณะออกไปศึกษาดูงาน และจ้างผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศเข้ามาทำงานในด้านต่างๆ อย่างมีแผนงาน ; จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ เขียนไว้ว่า แผนการพัฒนาประเทศเพื่อตามให้ทันประเทศมหาอำนาจในด้านต่าง ๆ รวมกันเป็นเอกสาร ถึง ๕ เล่มใหญ่

 

ในส่วนที่เกี่ยวกับการศึกษาระบบสถาบันการเมืองและการปฎิรูประบบบริหารราชการ ปรากฎว่า รัฐบาลญี่ปุ่นได้ส่ง คณะ Elite รุ่นใหม่ที่รับผิดชอบการบริหารประเทศ ออกไปศึกษารูปแบบของการจัดระบบสถาบันการเมืองและการจัดหน่วยงานการบริหารราชการของรัฐ ในประเทศมหาอำนาจอย่างละเอียด โดยเดินทางไปทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศต่าง ๆยุโรป รวม ๑๒ ประเทศ และใช้เวลาของการเดินทางไปศึกษาในเที่ยวนั้น เกือบ ๓ ปี

 

จากเอกสารที่ผมได้อ่านๆ มา ผมเองก็รู้สึกแปลกใจว่า Elite ของญี่ปุ่นเป็นชาติที่ขวนขวายหาความรู้และมีวิธีคิดในการทำงานอย่างคาดไม่ถึง ทั้งที่เป็นเวลากว่า ๑๐๐ ปีมาแล้ว ตัวอย่างเช่น Dicey ศาสตราจารย์กฎหมายรัฐธรรมนูญที่มีชื่อเสียงของอังกฤษที่ตำรารัฐธรรมนูญของไทยในปัจจุบันอ้างอิงกันอยู่ในปัจจุบัน และคนไทยรู้จัก Dicey บ้าง ไม่รู้จักบ้าง แต่ปรากฎว่า คณะทำงานที่ญึ่ปุ่นส่งไปศึกษาเรื่องรัฐธรรมนูญนี้ได้ไปพบตัวจริงและไปสัมภาษณ์ Dicey ด้วยตัวเอง 

 

สิ่งที่ผมแปลกใจอย่างยิ่ง ก็คือ สิ่งที่ผมนำมาเขียนไว้ในบทความของผมที่กำลังเขียนลง web อยู่ในขณะนี้ ในปีพ.ศ. ๒๕๕๑ และยังเขียนไม่จบ ว่า การพัฒนาประเทศของประเทศในยุโรปทั้งหมดในระยะต้นของ constitutionalismนั้น ไม่ว่าจะเป็นเยอรมันนี สวีเดน ฮอลแลนด์ ต่างก็ใช้รัฐธรรมนูญ ที่มี “รูปแบบ”ที่กำหนดให้ อำนาจบริหารเป็นของกษัตริย์และกษัตริย์ทรงใช้อำนาจนี้ด้วยพระองค์เอง และให้อำนาจนิติบัญญัติ เป็นของสภาผู้แทนที่เลือกตั้งมาโดยประชาชน และผมได้วิจารณ์ไว้ว่า รูปแบบรัฐธรรมนูญแบบนี้ ไม่มีสอนอยู่ในตำรากฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศไทยแม้เต่เล่มเดียว ซึ่งทำให้นักศึกษากฎหมาย(ไทย)ในมหาวิทยาลัยของไทยไม่มีประสบการณ์และไม่มีความรู้เกี่ยวกับ “วิวัฒนาการของรูปแบบระบบสถาบันการเมืองในรัฐธรรมนูญ” และดังนั้น นักศึกษากฎหมายในมหาวิทยาลัยของเรา จึงขาด”พื้นฐานความรู้” สำหรับการคิดปรับเปลี่ยน – rationalize รูปแบบของรัฐธรรมนูญ หรือ form of government เมื่อประเทศไทยมีปัญหา

 

ท่านเชื่อหรือไม่ว่า รัฐธรรมนูญรูปแบบนี้ มีปรากฎอยู่ในแผนปฏิรูปการเมืองของญี่ปุ่นตั้งแต่ ค.ศ. ๑๘๘๙ แล้ว กล่าวคือ Elite ของญี่ปุ่นศึกษาและนำ “รูปแบบ”รัฐธรรมนูญของประเทศมหาอำนาจต่าง ๆมาเปรียบเทียบกัน มานานกว่า ๑๐๐ ปีแล้ว ในขณะที่เขาทำการปฏิรูปประเทศและจะเขียนรัฐธรรมนูญ ; ซึ่งผิดกับนักกฎหมายและนักวิชาการของคนไทย เพราะในปัจจุบันนี้ ปี ค.ศ. ๒๐๐๘ นักศึกษากฎหมายของไทยยังไม่รู้เลยว่า ในโลกนี้ เคยมีรูปแบบของรัฐธรรมนูญที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้ “อำนาจบริหาร”ได้โดยตรง เพราะ อาจารย์ของเราไม่เคยสอน และตำรากฎหมายรัฐธรรมนูญของเราไม่ได้กล่าวถึง 

 

ท่านเชื่อหรือไม่ว่า รัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นฉบับแรก ค.ศ. ๑๘๘๙ ไม่ได้เขียนขึ้นตามแนวทางรัฐธรรมนูญของอังกฤษ ตามที่เราเรียนกันอยู่ทุกวันนี้ ; ในคราวนั้น คณะทำงานของญี่ปุ่นได้เดินทางออกไปพบศาสตราจารย์กฎหมายรัฐธรรมนูญในหลายประเทศ รวมทั้งศาสตราจารย์กฎหมายรัฐธรรมนูญของเยอรมันนี ซึ่งในขณะนั้น คือประเทศปรัสเซีย และเท่าที่จำได้ ดูเหมือนว่าคณะทำงานของประเทศญี่ปุ่นได้พบกับ บิสมาร์ค ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศปรัสเซียในขณะนั้นด้วย 

 

ท่านทราบหรือไม่ว่า รัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศญี่ปุ่นได้เขียนตามแนวทางรัฐธรรมนูญของประเทศปรัสเซีย โดยไม่ใด้ใช้ตามแนวทางรัฐธรรมนูญของประเทศอังกฤษที่นักวิชาการไทยอ้างและสอนกันมาอย่างผิด ๆ ; รัฐธรรมนูญของปรัสเซีย ใช้ “รูปแบบ”ของรัฐธรรมนูญที่ผมกล่าวมาแล้ว คือ กษัตริย์เป็นผู้ใช้อำนาจบริหารได้โดยตรงแม้ว่าจะต้องมีการรับสนองพระบรมราชโองการโดยรัฐมนตรีที่กษัตริย์ทรงแต่งตั้งเองก็ตาม 

 

การที่ Elite ของญี่ปุ่นในขณะนั้น เลือกใช้รัฐธรรมนูญรูปแบบดังกล่าวนี้ก็ไม่ผิดพลาด เพราะเป็นรูปแบบรัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสให้สถาบันกษัตริย์และ Eliteของญี่ปุ่น ร่วมกันคิดร่วมกันทำงาน ภายไต้บารมีของสถาบันกษัตริย์อันเป็นที่ยอมรับของประชาชนทั่วไปได้ และประเทศญี่ปุ่นก็ได้ประสบความสำเร็จอย่างสูง ; ซึ่งแตกต่างกับประเทศไทยเรา นักกฎหมายและนักวิชาการเรา รู้จักแต่รูปแบบรัฐธรรมนูญของประเทศอังกฤษที่สอนต่อ ๆ กันมา และไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า รัฐธรรมนูญของประเทศอังกฤษมีวิวัฒนาการมาอย่างไร และใช้เวลาในการวิวัฒนาการมานานแค่ไหน 

 

ผมเข้าใจว่า เมื่อผมเขียนบทความเรื่อง constitutionalism เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗ หรือ ค.ศ. ๑๙๙๔ คือ เมื่อ ๑๔ ปีที่แล้ว ผมได้นำ “รูปแบบ”ของรัฐธรรมนูญที่มีระบบสถาบันการเมือง หรือ form of government ต่าง ๆ มาเรียงลำดับไว้ให้ท่านผู้อ่านได้ทราบ และในจำนวนนั้น ผมได้นำรูปแบบของ ระบบรัฐสภา – parliamentary system ที่กษัตริย์เป็นผู้ทรงใช้ “อำนาจบริหาร”โดยตรงมาเขียนไว้ด้วย ; และผมเชื่อว่า บทความของผมเป็นเอกสารฉบับแรกของประเทศไทยที่กล่าวถึงรัฐธรรมนูญรูปแบบนี้ เพราะก่อนหน้านั้น ตำรากฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นมา จะสอนเพียงว่า อำนาจอธิปไตยแยกเป็น ๓ อำนาจ คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ และพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติทางรัฐสภา อำนาจบริหารทางคณะรัฐมนตรี และอำนาจตุลาการทางศาล 

 

ขอให้ท่านลองทบทวนความจำของท่านดูก็ได้ว่า ข้อความของหนังสือตำรารัฐธรรมนูญของเราที่ผมกล่าวมาข้างต้นนี้ ยังก้องอยู่ในความคิดของท่านแม้ในขณะนี้ หรือไม่

 

Elite ของญี่ปุ่น เขารู้เรื่องรูปแบบของรัฐธรรมนูญ – form of government ต่าง ๆ ตามกฎหมายเปรียบเทียบ มาก่อน Elite ของเรากว่า ๑๐๐ ปี แล้วเขาเลือกรูปแบบระบบสถาบันการเมืองที่จะทำให้เขาพัฒนาประเทศได้โดยเร็วที่สุด ; จริงอยู่ในขณะนี้ อาจจะเป็นการช้าเกินไป ที่จะนำรูปแบบหรือระบบเดิม ๆ ของรัฐธรรมนูญมาใช้ เพราะในเวลากว่า ๑๐๐ ปีที่ผ่านมาสภาพสังคมและสภาพการเมืองระหว่างประเทศได้เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว ; แต่ที่ผมนำมาพูดในที่นี้ ก็เพื่อเป็น”ตัวอย่าง”ว่า ก่อนที่เราจะทำอะไร เราต้องหา”ความรู้”ก่อน ; และก็เป็นที่น่าเสียใจ ที่จะต้องเรียนให้ท่านทราบว่า ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของเราใน ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ หรือ ค.ศ. ๒๐๐๗ ซึ่งห่างจากการร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศญี่ปุ่น ปี ค.ศ. ๑๘๘๙ เป็นเวลานานถึง ๑๑๘ ปี แต่เรายังไม่มี “นักกฎหมาย”และ”นักวิชาการ”ของประเทศไทยแม้เต่คนเดียว ที่พูดเอ่ยถึง ประเด็นเรื่อง form of government ในการร่างรัฐธรรมนูญ ; และ นี่คือ “คุณภาพ” ของ Elite ประเภทนักกฎหมายและนักวิชาการ ของสังคมไทยในปัจจุบัน ค.ศ. ๒๐๐๘

 

“ความห่าง”ระหว่างมาตรฐานความรู้ของประเทศที่พัฒนาแล้วกับมาตรฐานความรู้ของ’”นักกฎหมาย” และ “นักวิชาการ” ของเราในปัจจุบัน ดูจะกว้างมากขึ้น เมื่อเทียบกับ สมัยรัชกาลที ๕ (?)

 

ผมขอย้อนไปใน ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ของเราสักเล็กน้อย ซึ่งผมเห็นว่า เป็นความผิดพลาดครั้งแรก ในการเขียนรัฐธรรมนูญของเรา ; ผมคิดว่า รูปแบบรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นรูปแบบที่ผิด ; รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๔๗๕ นี้ ผมหมายถึง รัฐธรรมนูญฉบับที่สองของประเทศไทย เพราะรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทย คือ พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. ๒๔๗๕ ที่ใช้บังคับอยู่เพียง ๖ เดือนก็ถูกยกเลิกไป ; รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๔๗๕ ฉบับที่สองนี้ เป็นรูปแบบที่คณะราษฎร์ปฏิเสธพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์โดยสิ้นเชิง กล่าวคือ ไม่ใช้รูปแบบของระบบรัฐสภา -parliamentary system ในยุคแรก ๆ ของประเทศในภาคพื้นยุโรปหรือ ไม่ได้ตามอย่างรัฐธรรมนูญของประเทศญี่ปุ่น ปี ค.ศ.๑๘๘๙ หรือ พ.ศ. ๒๔๓๒ ซึ่งจะเป็นรูปแบบที่เปิด “โอกาส”ให้มีความร่วมมือระหว่างสถาบันกษัตริย์และ Elite รุ่นใหม่ และทำให้มีการใช้ทรัพยากรบุคคลของประเทศอย่างเต็มที่และเหมาะสม ;และนอกจากนั้น ถ้าจะพิจารณากันจริง ๆ แล้ว รูปแบบระบบรัฐสภาในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๔๗๕ ของเรา ก็มิใช่ว่าจะเป็นรูปแบบระบบรัฐสภาของประเทศอังกฤษ

 

เนื่องจากการเริ่มต้นครั้งแรกที่ผิด ๆในรูปแบบของ “ระบบรัฐสภา” ที่ถูกบิดเบือน ดังนั้น ในเวลาต่อมา รูปแบบรัฐธรรมนูญที่ผิด ๆ ของเรา จึงได้ทำให้เกิดการแย่งชิง “อำนาจรัฐ” ระหว่างกลุ่มทหารกับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ; “นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง”ก็อ้างสิทธิอันชอบธรรมในการเข้ามาใช้อำนาจรัฐ และเมื่อได้อำนาจมาแล้ว ก็ใช้อำนาจในการแสวงหาประโยขน์ส่วนตัวและทำการทุจริดคอร์รัปชั่นจากทรัพยากรของส่วนรวม และในทางกลับกัน ก็เป็นโอกาสของ “กลุ่มทหาร” ที่จะก้าวเข้ามาแก้ปัญหาของประเทศเมื่อการทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนทั่วไป 

 

“การแก่งแย่งอำนาจรัฐ”ในระบบรัฐสภา ระหว่างกลุ่ม Elite สองฝ่าย ได้ต่อเนื่องกันมาเป็น เวลาถึง ๖๕ ปี คือ นับจากปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๕ หลังพฤษภาทมิฬ ซึ่งในระหว่างนั้น ประเทศไทยไม่มี “โอกาส”ที่จะพัฒนากฎหมายที่เป็นระบบบริหารพื้นฐานของประเทศแต่อย่างใด; “นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง” ก็จะออกกฎหมายเพื่อเพิ่มอำนาจให้กับตนเอง ซึ่งก็คือ การเพิ่ม “โอกาส”ในการทุจริดคอร์รัปชั่นให้มากขึ้นและง่ายขึ้นโดยจะได้ไม่ต้องมี”ใบเสร็จ”ให้เห็น ; และนักกฎหมายและนักวิชาการก็เป็นฝักเป็นฝ่าย เข้าเล่นการกับ Elite กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในสองกลุ่ม เพื่อแสวงหาประโยชน์ แสวงหาตำแหน่งและความก้าวหน้าให้กับตนเอง และไม่สนใจที่จะหา “ความรู้” ; ประเทศไทยเสียเวลาพัฒนาประเทศไปถึง ๖๕ ปี เพราะการเลือกรูปแบบรัฐธรรมนูญที่ผิดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕

 

ความผิดพลาดครั้งที่สอง ในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ หลังพฤษภาทมิฬ ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรงกว่าความผิดพลาดครั้งแรก ; ความผิดพลาดของสังคมไทยครั้งนี้ เกิดจากพฤติกรรมของ Elile ของสังคมไทย ๒ กลุ่ม คือ “ความเห็นแก่ตัว” ของ Elite ประเภทที่เป็นนายทุนธุรกิจและเป็นนักการเมือง ที่ต้องการเข้ามาผูกขาดการใช้ “อำนาจรัฐ” ด้วยการเลือกตั้งในขณะที่สภาพสังคมไทยมีความอ่อนแอ และ “ความไม่ฉลาด” และความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ของ Elite ประเภทที่เป็นนักกฎหมายและนักวิชาการของไทย

 

Elite ทั้งสองประเภทนี้ ได้ช่วยกันเขียนรัฐธรรมนูญที่ทำให้ประเทศไทยมีรูปแบบของรัฐธรรมนูญ – form of government ที่ไม่เหมือนกับรัฐธรรมนูญประเทศใด ๆ ในโลก คือ เป็นรัฐธรรมนูญประเทศเดียวในโลก ที่สร้าง “ระบบเผด็จการในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ” ซึ่งหมายความว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่ทำให้ “การเมือง”เป็น”ธุรกิจ” กล่าวคือ ถ้านายทุนธุรกิจรวมกลุ่มกันตั้งพรรคการเมืองและร่วมทุนกันออกเงินให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งไปทำการเลือกตั้งในสภาพที่สังคมไทยมีความอ่อนแอ ; และถ้านายทุนธุรกิจที่รวมทุนกันนั้น สามารถทำให้ ส.ส.ในสังกัดหรือในอาณัติของตนมีจำนวนมากพอและเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นพรรคเดียวกันหรือหลายพรรคตกลงร่วมกัน นายทุนธุรกิจกลุ่มนั้น ก็เอา “อำนาจรัฐ”ไป ทั้งในการบริหารเป็นรัฐบาล และในการออกกฎหมายในสภานิติบัญญัติ

 

“ระบบเผด็จการในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ” นี้ เริ่มต้นตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๓๕ โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๓๔ หลังพฤษภาทมิฬ และระบบนี้ได้ใช้ ต่อเนื่องกันมา ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ และ ในรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๕๐ ตามลำดับ ; ความเลวร้าย – vice ของระบบเผด็จการในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ มีอย่างไร ผมคงไม่ต้องนำมากล่าวในที่นี้ เพราะท่านอาจหาอ่านได้จากหน้าหนังสือพิมพ์ เป็นประจำได้ทุกวันในขณะนี้

 

ปัญหาของคนไทย ก็คือ เราจะหลุดพ้นจากระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองของนายทุนธุรกิจ ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๕๐ได้อย่างไร เพราะพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจที่ผูกขาดอำนาจอยู่ในขณะนี้ ย่อมไม่ยอมแก้ไขระบบนี้ในรัฐธรรมนูญ และตามสภาพในปัจจุบัน สังคมไทยเองยังมีความอ่อนแอและขาดประสบการทางการเมือง คนส่วนใหญ่ของประเทศยังยากจนต้องทำมาหากิน และมีความจำเป็นต้องมองผลประโยชน์ของตนเองระยะสั้น จนไม่มีเวลาพอที่จะคิดถึงปัญหาระยะยาวของประเทศ ; แล้ว ใครจะมาเป็นผู้แก้ปัญหาให้คนไทย (?) ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ

 

ประเด็นที่ ๒ คือ เรื่องกฎหมายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทย ; เรื่องนี้เป็นเรื่อง”ยาก”และเป็นเรื่อง”ใหญ่” ; ที่ผมเอามาพูดในที่นี้ ก็เพื่อเปรียบเทียบกับกรณีของศาล le Parlement ของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเรื่องของ “นักกฎหมาย”เหมือนกัน เพราะ ผมได้เรียนให้ท่านทราบแล้วว่า ตุลาการ parlementaires ของศาล le Parlement ของประเทศฝรั่งเศส ได้เคยเป็นสาเหตุอันสำคัญของการล้มเหลวในการแก้ “ปัญหาการเมือง”ของประเทศฝรั่งเศส จนกระทั่งได้กลายเป็นเหตุการณ์รุนแรงในปี ค.ศ. ๑๗๘๙ ; ผมคิดว่า ในปัจจุบันสภาพกฎหมายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของเราในหลาย ๆ กรณี ได้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง และความล้มเหลวในการดำเนินคดีได้เป็นสาเหตุสำคัญของความล้มเหลวในการแก้ปัญหาทางการเมืองของประเทศไทย

 

ประเทศไทยมีคดีฟ้องร้องกลับไปกลับมาระหว่างคู่ความเป็นจำนวนมาก มีการกลับคำให้การในระหว่างการสอบสวนและในการพิจารณาคดีในศาลโดยไม่ปรากฎว่ามีการดำเนินคดีฐานให้การเท็จ มีการฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐ จนยากที่จะแยกได้ว่าเป็นการฟ้องโดยสุจริตใจ หรือเป็นการฟ้องเพื่อข่มขู่เจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการโดยสุจริต ทั้งนี้โดยไม่พูดถึงความล่าช้าในการสอบสวนและในการดำเนินคดี และความคั่งค้างของคดีจำนวนมาก ; ข้อเท็จจริงต่าง ๆ เหล่านี้ แสดงให้เห็นถึง “ความผิดปกติ”ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของเรา ; และเหตุการณ์เช่นนี้ ผมไม่ค่อยพบในประเทศอื่น

 

การที่ผมใช้คำว่า “กฎหมายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญา” ก็เพราะผมอยากให้มีความหมายอย่างกว้าง คือ ผมตั้งใจให้มีความหมายรวม ทั้งกฎหมายที่เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นประมวลกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญา หรือกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ ทั้งกฎหมายที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของเจ้าหน้าที่ของรัฐประเภทต่าง ๆ ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการตำรวจ ข้าราชการในกรมสอบสวนคดีพิเศษ อัยการ ผู้พากษา และรวมไปถึงกฎหมายสารบัญญัติในทางอาญา ที่เกี่ยวกับ “อำนาจฟ้อง”ในความผิดอันยอมความและในความผิดต่อรัฐตามประมวลกฎหมายอาญา 

 

กล่าวโดยทั่ว ๆไป สาเหตุของ “ความผิดปกติ”ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของเรา น่าจะมีได้หลายประการและหลากหลาย ผมเห็นว่า กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของเรา ดูจะแยกออกเป็น ๓ กระบวนการ มากกว่าที่จะเป็นหนึ่งกระบวนการยุติธรรม โดยขั้นตอนที่หนึ่งการสอบสวนเป็นของตำรวจ ขั้นตอนที่สองการสั่งคดีเป็นของอัยการ และขั้นตอนสุดท้ายการพิจารณาพิพากษาคดีที่เป็นของศาล โดยในแต่ละขั้นตอนมีลักษณะแยกเป็นอิสระจากกัน และไม่ประสานกัน ; และในกฎหมายว่าด้วยการระบบบริหารงานบุคคลก็เช่นเดียวกัน คือ เรามีกฎหมายว่าด้วยข้าราชการตำรวจ กฎหมายว่าข้าราชการฝ่ายอัยการ และกฎหมายว่าด้วยข้าราชการฝ่ายตุลาการ ฯลฯ ซึ่งมีสาระแยกเป็นเอกเทศและต่าง “รวมศูนย์”ในการบังคับบัญขาหรือการกำกับดูแล 

 

ในการดำเนินคดี ถ้าเรื่องยังไม่เสร็จจากการสอบสวนของพนักงานสอบสวนซึ่งเป็นตำรวจ พนักงานอัยการก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ; พอมาถึงขั้นตอนการสั่งคดีหรือการสั่งฟ้องของอัยการ แม้พนักงานอัยการเห็นข้อบกพร่องของสำนวนและต้องการทำสำนวนให้สมบูรณ์ พนักงานอัยการจะทำการสอบสวนเพิ่มเติมเอง ก็ทำไม่ได้ ต้องส่งกลับไปให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม ; นอกจากนั้น เมื่อ ๓ ปีก่อน คือ ต้นปี พ.ศ. ๒๕๔๗ เราก็มีพระราชบัญญัติว่าด้วย”ระบบการสอบสวนคดีพิเศษ” เพิ่มเติมขึ้นมาอีก โดยเรามีพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ คณะกรรมการคดีพิเศษ คณะกรรมการพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และมีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ขึ้นในกระทรวงยุติธรรม ; ซึ่งดูเหมือนว่า เมื่อเรามี “ปัญหา”ในระบบปกติในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของเรา และเรายังแก้ปัญหาไม่ได้หรือแก้ไม่เป็น ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม และเราก็เพิ่ม”ระบบพิเศษ”ขึ้นมา ซึ่งผมสงสัยว่า ในอนาคต ระบบสอบสวนคดีพิเศษนี้ อาจจะเพิ่ม “ปัญหาพิเศษ”ให้แก่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา ให้มากขึ้นจากปัญหาที่เรามีอยู่เดิม

 

นอกจากนั้น ในหน้าหนังสือพิมพ์ขณะนี้ ก็ปรากฎข้อขัดแย้งในระหว่างเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม อยู่หลายกรณี เช่น กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ ดีเอสไอนี้ กำลังจะตั้งข้อกล่าวหาคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต.ว่า กระทำผิดกฎหมาย หรือ กรณีที่อัยการสูงสุดขัดแย้งกับ”คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ” หรือ คตส. ในเรื่อง “อำนาจฟ้องคดี”ในคดีสำคัญเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมือง ซึ่งผมเห็นว่า ข้อขัดแย้งนี้เป็น “ปรากฏการณ์”ที่ค่อนข้างแปลก คือ เจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรมของเราขัดแย้งกันเอง แทนที่จะร่วมมือกันทำงาน เพื่อให้”จุดหมาย”ของกฎหมายบรรลุผล 

 

และยังมี “ประเด็น”ไปถึงกับว่า อัยการอาจมีอำนาจไปว่าความให้แก่”จำเลย” ที่เป็นหรือเคยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ถูกฟ้องโดย คตส.ในคดีทุจริตคอร์รัปชั่น ; ซึ่งในประเด็นนี้ มีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า “อัยการสูงสุด”ยังสงวนอำนาจตามกฎหมายที่จะพิจารณาว่า อัยการจะเป็นผู้ว่าคดีให้จำเลยดังกล่าวได้ ในเมื่อได้รับคำร้องขอจากจำเลย ; ซึ่งผมเห็นว่า เป็นเรื่องที่ยิ่งแปลกและยิ่งผิดปกติอย่างมาก

 

ผมคงไม่สามารถบอกได้ว่า “กระบวนการยุติธรรมทางอาญา”ของเรา ควรจะเป็นอย่างไร และควรแก้ไขอย่างไร แต่ผมเห็นว่า “ความผิดปกติ”ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของเราเหล่านี้เกิดขึ้น เพราะเราได้ปล่อยปละละเลยให้กฎหมายเรื่องนี้เป็นไปตาม “กฎหมาย” ที่ข้าราชการที่เกี่ยวข้องแต่ละฝ่าย ต่างคนต่างเขียนและต่างคนต่างเสนอกฎหมายกันคนละที มานานแล้ว จนกระทั่งกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของเราอยู่ในสภาพที่พิกลพิการ ; ผมคิดว่า การที่เราจะออกจาก “ปัญหาที่ผิดปกติ”ของ กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของเราได้ เราคงจะต้องมี “การวิจัย”ตามหลักวิชาการในแนวทางของนิติปรัชญายุคใหม่ คือ ต้องวิเคราะห์ในเชิงของสังคมวิทยาและกฎหมายเปรียบเทียบ ; เพราะเราจะคงต้องรู้ก่อนว่า ปัญหาของเราเกิดจากอะไร “รูปแบบ”ของระบบกฎหมายของประเทศที่พัฒนาแล้วมีกี่รูปแบบที่จะให้เราเลือก เราจะปรับเปลี่ยน “รูปแบบ”ที่เราเลือกแล้วได้อย่างไรบ้าง และเราจะวางขั้นตอนของการปรับเปลี่ยนกันอย่างไรและจะใช้เวลานานสักเท่าใด 

 

ปัญหาที่แท้จริงของเรา ก็คือ นักกฎหมายและนักวิชาการเราไม่มี”ความรู้”พอที่จะทำการวิจัย แต่เราคงจะต้องมีวิธีการที่จะหา “ความรู้” 

 

ผมคิดว่า เราไม่ควรรอให้เรื่องเหล่านี้เรื้อรังต่อเนื่อง เหมือนกับปัญหา’”นักกฎหมาย”ที่เป็นตุลาการของประเทศฝรั่งเศส ที่เรียกว่า parlementaires ของศาล le Parlement ในอดีต ; ที่ประเทศฝรั่งเศสได้ปล่อยปัญหานี้ไว้ โดยไม่ได้คิดแก้ปัญหาที่เป็น “ปัญหาพื้นฐาน”ของประเทศ จนกระทั่งสภาพทางการเมืองได้กลายเป็นเหตุการณ์รุนแรงขึ้น 

 

ข้อที่ผมเป็นห่วงและกังวล ก็คือ เราคนไทยไม่รู้ว่า “ปัญหาของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา” คือ อุปสรรคสำคัญของการแก้ “ปัญหาทางการเมือง” ผมก็เลยขอถือโอกาสในการมาพูดที่ศาลปกครองนี้ มาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้ท่านตุลาการของศาลปกครองในฐานะที่เป็นส่วนสำคัญของกระบวนการยุติธรรมสาขาหนึ่ง ได้รับทราบปัญหานี้และปวดหัวไปพร้อม ๆ กับผม 

 

ผมขอจบตอนสุดท้ายที่ผมจะพูดในวันนี้ คือ อนาคตอันมืดมนของประเทศไทย ที่เกิดจาก “คุณภาพ” ของ Elite ของเราเอง ; และผมขอขอบคุณ “ศาลปกครอง”ที่กรุณาเชิญผมมาพูด และขอขอบคุณท่านตุลาการศาลปกครองที่ให้เกียรติมาฟังข้อคิดเห็นของผม ขอบคุณครับ

 

Read Full Post »

Older Posts »

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.