Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘วิวัฒนาการโลก’

triamboy

 

เมื่อวานยามบ่าย  หลังจากที่ได้รับประทานอาหารเที่ยงเสร็จข้าพเจ้าได้มีโอกาสนำหน่วนความจำภายนอกขนาด  150  กิกะไบต์มาสำรวจดู  ได้มีโอกาสดูรูปเก่าๆมากมายอีกครั้ง  ทำให้รำลึกถึงความหลังต่างๆมากมาย  มากกว่านั้นได้มีโอกาสเปิดดูไฟล์สารคดีประเทศอาร์เจนตินาเมื่อปี  2545  ที่บันทึกเอาไว้โดยปราศจากการเปิดดูมาก่อน   จากการสำสรวจ  พบว่า  ได้ประหลาดใจกับบรรยากาศของเกษตรกรชาวอาร์เจนตินาหลายกลุ่มได้ออกมาร้องป่าว  ตะโกน  พร้อมกับตีถังใส่่นมขนาดใหญ่  20 ลิตร   นอกเหนือจากนั้นยังพบว่ามีการเผายางรถยนต์ที่ไม่ได้ใช้แล้วตลอดสองข้างทางที่ปกคลุมไปด้วยกลุ่มควันสีดำจากมันเอง  เหมือนกับว่าพวกเขาเหล่านี้ต้องการสื่อสารอะไรสักอย่างกับผู้คนที่ผ่านไปมาได้รับรู้

 

จากการสำรวจจึงพบว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมเหล่านี้ออกมาเรียกร้องความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ  เกษตรกรเอง  ที่ถูกเอาเปรียบจากร้านสรรพสินค้าขนาดใหญ่ในเมือง  โดยเขาเหล่านั้นต้องขายนมโคให้ห้างสรรพสินค้าในราคาลิตรละ  0.06  เปโซ  (1.2  บาท)  ในขณะที่ห้างสรรพสินค้าเหล่านี้นำนมโคเหล่านี้ไปขายในราคาลิตรละ  1.2  เปโซ  (24  บาท)  ซึ่งห่างกันถึง   20  เท่า  หรือ  2000 %   ลองตระหนักดูว่าถ้าเหตุการณเหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศไทยมันจะหดหู่ขนาดไหนถึงความไม่ยุติธรรมที่ชัดเจนขนาดนี้  เราจะแค่ออกมาตีถังใส่นมข้างถนนเหรอ  ผู้เขียนคิดว่าคนไทยคงต้องเรียกร้องและต่อสู้มากกว่านี้

 

อาร์เจนตินาเป็นประเทศหนึ่งที่เพิ่งประสบกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ  เมื่อปี  ค.ศ. 2000  หลังจากการเปิดให้มีไหลเวียนของเงินทุนอย่างเสรี  และต่อเนื่องจากการเกิดวิกฤตของแม็กซิโกในปี  1994  ไทยและเอเชียตะวันออก  ในปี  1997  รัสเซียในปี  1998  บราซิลในปี  1999  และตุรกีในปี  2000  พร้อมกับอาร์เจนตินา  และเหยื่อรายต่อไปในอนาคตที่ไม่แน่นอน   ประเทศเหล่านี้เป็นตัวอย่างของผลลัพธ์เชิงประจักษ์ที่หลายคนได้ทราบกันเป็นอย่างดี   โดยมีสาเหตุหลักมาจาก  “ฉันทามติวอชิงตัน”  ที่ประกอบด้วย  5  นโยบายหลักดังนี้

1.  เปิดเสรีการค้าและความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยการส่งออก

2.  เปิดเสรีตลาดการเงินและเคลื่อนย้ายทุนการเงินอย่างเสรี

3.  มาตรการเข้มงวดทางการเงินการคลัง

4.  การแปรรูปกิจการ

5.  ความยืดหยุ่นของตลาดแรงงาน

อาร์เจนตินาเป็นประเทศที่ปฏิบัติตามฉันทามติอย่างเคร่งครัด  และรวดเร็ว  โดยการเปิดเสรีการเงิน  รื้อทิ้งอุปสรรคทางการค้า  การลงทุน  แปรรูปกิจการทั้งของรัฐ  รัฐวิสาหกิจ  และเอกชน  สร้างความยืดหยุ่นแก่ตลาดแรงงาน  ดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนโดยตรึงกับค่าเงินดอลลาร์อเมริกา  รวมทั้งดำเนินนโยบายการเงินและการคลังอย่างเข้มงวด  เรียกได้ว่า  ทำตามบทเรียนทุกกระเบียดนิ้ว  ยังไงเสียแล้วผลลัพธ์ได้ปรากฎชัดแก่สายตาชาวโลกทุกวันนี้  

 

เดิมทีเป็นประเทศอาร์เจนตินา  (ชนชาติอาร์เจนตินาเป็นเจ้าของ)  ที่รำ่รวยมาก  เนื่องมาจากทรัพยากร  หรือทุนจำนวนมหาศาล  พื้นที่ที่มีขนาดใหญ่เกือบเท่าประเทศอินเดีย  ประชากรเกือบ  100  ล้านคน  ตัั้งแต่การดำเนินนโยบายตามฉันทามติวอชิงตัน  บางอย่างได้เปลี่ยนไปเป็น  อาร์เจนตินาเป็นประเทศ  (หลายชนชาติเป็นเจ้าของ)  ที่รำ่รวยมาก  เนื่องมาจากทรัพยากร  หรือทุนจำนวนมหาศาล  พื้นที่ที่มีขนาดใหญ่เกือบเท่าประเทศอินเดีย  ประชากรเกือบ  100  ล้านคน  หรือมีการเปลี่ยนความเป็นเจ้าของทุนเกิดขึ้น  ประเทศไม่ได้หมายความว่าต้องมีชนชาตินั้นชนชาติเดียวที่ดำเนินกิจกรรมทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมือง  หรือประเทศไม่ได้หมายถึงอัตลักษณ์อย่างเดิมที่เราเข้าใจ  คือ  ประเทศนั้นต้องมีชนชาติหลัก  มีภาษาประจำชาติ  มีการแต่งการประจำชาติ  มีทุนวัฒนธรรมประจำชาติต่างๆ  เป็นต้น   จากนโยบายหลักทั้ง  5  ส่งเสริม  ผลักดัน  และทำให้ความเป็นเจ้าของทุน  (ทรัพยากร  วัฒนธรรม  ฯลฯ)  ได้เปลี่ยนไปโดยผ่านวิธีการที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายคือ  การแปรรูปกิจการของรัฐ  และรัฐวิสาหกิจ  รวมทั้งเอกชน  จากเดิมทีที่ประชาชน  ชนชาตินั้นเป็นเจ้าของร่วมกันทั้งประเทศผ่านการตัดสินใจดำเนินการโดยรัฐ  มาเป็นของชนชาติอื่น  อาจจะเพียงคนเดียว  หรือหลายคน  รวมทั้งของชนชาติอื่นทั้งประเทศผ่านกองทุนความมั่งคั่งแต่ละประเทศที่มีรัฐของชนชาตินั้นดำเนินการ  จากกรณีของประเทศอาร์เจนตินา  พบว่า  มีการแปรรูปกิจการที่มีอยู่เกือบทุกอย่างทั้งของรัฐ  รัฐวิสาหกิจ  และเอกชนให้แก่  “ชนต่างชาติ”  อาทิ

สินค้าสาธารณะ

ไฟฟ้า    ทั้งประเทศมีการแปรรูปให้แก่ชนต่างชาติทั้งหมด  ดังนี้  ทางเหนือแปรรูปให้แก่สเปน  และฝรั่งเศส  ทางใต้ให้แก่อเมริกา  และชิลี  พื้นที่ชายฝั่งให้แก่ชิลี

ถนน      ถนนทางหลวงทั้งประเทศแปรูปให้แก่ชนต่างชาติ  หลายชนชาติ  ทำให้เกิดปัญหา  อุปสรรคจากการเก็บค่าผ่านทางหลายต่อ  หลายราคาในระดับสูงตามความเป็นเจ้าของ

รถไฟ     มีการแปรรูปสองสายหลัก  คือ  สายที่  1  ยาวกว่า  4600  กิโลเมตร  สายที่  2  ยาวกว่า  3000  กิโลเมตร

การบิน   มีการแปรรูปสายการบินแห่งชาติให้แก่ชนต่างชาติ  และเปิดเสรีการทำกิจการให้บริการการบินพาณิชย์

ประปา   แปรรูปกิจการทั้งประเทศให้แก่ชนต่างชาติ

นำ้มัน    ขายสัมปทานน้ำมันสำรองทั้งหมดที่มีในประเทศ  ทั้งบนบก  และทะเลกว่า  21000  ล้านบาร์เรล

โทรศัพท์ แปรรูปกิจการทั้งหมดแก่ชนต่างชาติ

ที่ดิน     พบว่าขายที่ดินกว่า  51%  ของเนื้อที่ประเทศให้แก่ชนต่างชาติ

ฯลฯ

สินค้าเอกชน

ที่ดิน    ขายที่ดินแก่ชนต่างชาติเกือบหมด  ต้องอาศัยกันในสลัม

วัว,  ม้า,  ไก่  มีการนำมาประมูล  ณ  ศาลาประมูลที่สามารถพบเห็นได้ทั่วในชุมชุนของอาร์เจนตินา

ธนาคารพาณิชย์

สื่อโทรทัศน์   วิทยุ

ฯลฯ

มากกว่านั้นยังแก้ไขกฎหมายเพื่อสนับสนุนการแปรรูปกิจการทุกอย่าง  และทำลายกิจการที่มีอยู่  จากการแข่งขันของชนต่างชาติ  เช่น

การตั้งร้านขายปลีกขนาดใหญ่ของ  Carrfour  (ฝรั่งเศส)  พบว่ามีสาขาทั้งหมดกว่า  377  สาขา  (พ.ศ.2545)  สำหรับประชากร  37.3  ล้านคน  (พ.ศ.2545)

ข้อสังเกต

มีประเทศที่ออกกฎหมายเพื่อป้องกันการค้าปลีกขนาดใหญ่  170  ประเทศ  (รวมถึงฝรั่งเศสเอง)

ทีประเทศที่ไม่ได้ออกกฎหมายเพื่อป้องกันการค้าปลีกขนาดใหญ่  24  ประเทศ  (รวมถึงอาร์เจนตินา  และไทย)

ในกรณีของฝรั่งเศสนั้นมีการตรากฎหมายการป้องกันกรค้าปลีกขนาดใหญ่  โดยกำหนดไว้ว่า  ในเขตพื้นที่  หรือรัศมีที่จะจัดตั้งร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ต้องมีจำนวนประชากรมากกว่า  40,000  คน  ถ้าหากมีจำนวนประชากรน้อยกว่า  40,000  คนจะต้องตั้งกรรมมาธิการพิจารณาที่มาจากคนในท้องที่นั้น  เพื่อพิจารณาการจัดตั้ง

 

จากกรณีของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมที่ออกมาประท้วงข้างถนนด้วยวิธีการต่างๆ  นั้นสาเหตุหลักมาจากการพยายามสื่อสาร  เรียกร้องความไม่ยุติธรรมผ่านช่องทางที่สามารถทำได้  ในขณะที่ผู้ทำหน้าที่รายงานข้อเท็จจริง  ร้องเรียนรัฐบาล  ชี้นำสังคม  คือ  “สื่อ”  ของชนต่างชาติ  กลับเพิกเฉยต่อการเรียกร้องของชนชาติเดิม  มากกว่านั้นยังบิดเบือนการนำเสนอโดยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง  ทำให้ชนชาติเดิมในประเทศมีโอกาสน้อยมากในการติดต่อสื่อสารกับรัฐบาลที่เป็นชนชาติเดียวกัน  เสมือนสภาวะสุญญากาศระหว่างชนชาติเดียวกัน  ก่อนที่จะสูญสิ้นความเป็นชนชาติเดียวกันในอนาคต

 

จากการแปรรูปกิจการทั้งประเทศจะนำมาซึ่งความสูญสิ้นของชนชาติเดียวกัน  คือ  ไม่ความสามารถดำเนินกิจกรรมทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองตามความต้องการของชนชาติเดียวกันได้  อาทิ

กิจกรรมทางสังคม

อุปสรรคจากความเป็นเจ้าของของชนต่างชาติ  ได้แยกสังคมออกเป็นส่วนย่อย  มีการปฏิสัมพันธ์น้อย  ไม่สามารถแลกเปลี่ยนทุน  เช่น  สินค้า  ทรัพยากร  ข้อมูล  ความสัมพันธ์  ความสนิทสนน  เป็นต้น  เนื่องจากการแลกเปลี่ยนทุนพวกนี้ต้องมีต้นทุนจำนวนมาก  คือต้นทุนการเข้าถึงในระดับสูง  เช่น  ค่าผ่านทางหลายด่านจากการใช้ถนนของเอกชนชนต่างชาติ  สื่อที่เป็นของชนต่างชาติที่นำเสนอเพียงดานที่เจ้าของต้องการเพื่อผลประโยชน์ชนต่างชาติด้วยกัน  เป็นต้น  ทำให้เกิดแรงจูงใจท่ีต้องละทิ้งการดำเนินกิจกรรมทางสังคม  (การบริโภคสินค้าทางสังคมในระดับตำ่มาก)​  จึงมีแนวโน้มของการปฏิสัมพันธ์ลดลง  และเสี่ยงต่อการแตกสลายของสังคม  สูญสิ้นความเป็นสังคมชนชาติเดียวกัน

มากกว่านั้น  พบว่าสังคง  และองค์ประกอบทางสังคมกำลังถูกสร้างขึ้นมาใหม่  หรือกล่าวได้ว่าเขียนประวัติศาสตร์ใหม่  ตามความต้องการของเจ้าของทุนชนต่างชาติ  ที่ไม่ค่อยจะคำนึงถึงทุนสังคมในอดีต  อาทิ  วัฒนธรรม  ศิลปะ  ประเพณี  เป็นต้น  ผ่านสื่อ  วัฒนธรรมจากการดำเนินกิจการ  ธุรกิจ  โดยที่ชนชาติเดิมมีโอกาสในการต่อรองทางสังคมน้อยมาก  ได้แต่เพียงพยายามเขียน  รักษาประวัติศาสตร์เดิมให้เหลือมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

กิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ด้วยปัจจัยความเป็นเจ้าของทุนของชนต่างชาติ  ทำให้การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องเป็นไปตามเจ้าของทุนชนต่างชาติ  ที่มีเป้าหมายหลักของการเคลื่อนย้ายผลกำไรกลับสู่ประเทศแม่  เสมือนรูปแบบการพัฒนาการขั้นสูงกว่าของลัทธิพาณิชย์นิยม  และลัทธิล่าอาณานิคมในอดีต  ชนชาติเดิมที่เป็นเพียงอดีตเจ้าของทุน  มีทางเลือกเดียวที่สามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ  คือ  ลูกจ้าง  เป็นลูกจ้างเกือบทั้งประเทศ  ที่มีความยืดหยุ่นของแรงงานมาก  จนเรียกได้ว่าไม่มีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ  จะถูกจ้าง  หรือออกจากงานเป็นเรื่องปกติมาก  มากกว่านั้นยังเป็นลูกจ้างที่ไม่มีอำนาจในการต่อรอง  ทั้งส่วนบุคคล  การรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน  แม้กระทั่งรัฐบาลชนชาติเดียวกัน

 

กิจกรรมทางการเมือง

เมื่อปัจจัยทุนทั้งหลายเป็นของชนต่างชาติเกือบทั้งสิ้น  การเมืองที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของชนชาติเดิม  เป็นเพียงการอ้างความชอบธรรมของนักการเมืองชนชาติเดิมเดียวกัน   เพื่อความอยู่รอดของนักการเมือง  ในขณะที่ความเป็นเจ้าของทุนตกเป็นของชนต่างชาติ  ทางเลือกเดียวเพื่อความอยู่รอดที่มีอยู่จึงไม่ต่างอะไรจากประชาชนทั่วไป  นั่นคือ  ลูกจ้าง  ลูกจ้างของชนต่างชาติ  ไม่ใช่ลูกจ้างของชนชาติเดิมเดียวกัน  แต่อาจเป็นตรรกะที่ถูกต้องก็ได้  ถ้าพิจารณาว่าต้องปกป้องผลประโยชน์ของเจ้าของทุน  และเพิกเฉยต่ออดีตเจ้าของทุน  (เสมือนหน้าที่ของผู้บริหารบริษัท)  การเมืองไม่มีประสิทธิภาพสำหรับคนชนชาติเดิม  ไม่สามารถปกป้องผลประโยชน์  ความยุติธรรมให้กับชนชาติเดิม  ไม่ตอบสนองต่อความต้องการของชนชาติเดิมที่มีเพียงทุนแรงงาน  และทุนความคิดอย่างเดียวที่เหลืออยู่ติดตัวอยู่  กลับตอบสนองต่อความต้องการของชนต่างชาติ  ดังนั้นจึงพบว่าการเมืองจึงไม่ใช่ทางเลือก  หรือทางออกของชนชาติเดิมอีกต่อไป  ถ้าหากบริบทยังเป็นของเจ้าของทุนอย่างเดียว  ไม่ได้เป็นไปเพื่อบริบทของประเทศที่มีลูกจ้าง  (ทุนแรงงาน)   ที่เป็นชนชาติเดิม  และเจ้าของทุนที่เป็นชนต่างชาติ  ถ้าหากชนชาติเดิมในประเทศถูกบีบให้จนตรอกแล้ว  เป็นไปได้สูงมากที่ความเป็นเจ้าของอาจจะกลับมาเป็นของชนชาติเดิมอีกครั้ง  ด้วยการทำสงครามครั้งสุดท้าย   การลุกฮือเพื่อต่อต้านชนต่างชาติ  และการเมืองที่ตอบสนองต่อชนต่างชาติที่มีทุนจำนวนมาก

 

จากที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น  พบว่าชนชาติเดิมในพื้นที่ประเทศเดียวกันนี้มีแนวโน้มที่จะสูญสิ้นความเป็นชนชาติเดียวกัน  ซึ่งกำลังจะกลายเป็นอัตลักษณ์ในรูปแบบเดิมของพื้นที่นี้ที่มีภาษาประจำชาติ  วัฒนธรรมประเพณีประจำชาติ  ธงประจำชาติ  มีประวัติศาสตร์ของชนชาตินี้ในพื้นที่นี้  เป็นต้น  ในทางกลับกันพบว่า  ในพื้นที่เดียวกันนี้  เรากำลังจะมีชนต่างชาติหลายชนชาติเข้ามาเป็นองค์ประกอบการดำเนินกิจกรรมทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมือง  กำลังสร้างอัตลักษณ์ใหม่ในพื้นที่นี้  ที่มีชนหลายชาติ  มีภาษาหลายภาษาประจำพื้นที่  มีธงหลายชาติประจำในพื้นที่เดิมนี้  มีวัฒนธรรมประเพณีหลายชาติ  มีประวัติศาสตร์ของชนหลายชาติในพื้นที่เดียวกันนี้ที่กำลังถูกเขียนขึ้นใหม่เพียงด้านเดียว หรือว่าเรากำลังต้องการ

 

ความหลากหลายที่ไม่เท่าเทียมกันของหลายชนชาติ

และความสูญสิ้นของชนชาติเดียวกัน

ในพื้นที่เดิมที่เราเป็นเพียง  “อดีต”  ที่ถูกเมิน

Read Full Post »

myseat

 

หมายเหตุ : บทความนี้เป็นบทความที่กลั่นกรองมาจากความคิดของผู้เขียนเพียงผู้เดียว จะถูก-ผิด หรือไม่เห็นด้วยอย่างไรก็ขออภัย คิดซะว่า ช่างปะไร… ยิ่งดี

ปัญญาชนย่อมไม่ตอบโต้กันด้วยกำลัง แต่เขาเหล่านั้นก็จะปกป้องความเชื่อของตัวเองอย่างสุดแรงเกิด ภายหลังการอภิปรายที่เชียวกราก ยาวนาน ข้อสรุปจักเกิดขึ้น และ มิตรภาพคงยังแน่นแฟ้น เพราะท่านรู้อยู่เสมอว่า ทุกปัจเจกชนล้วนแตกต่างแลมีความคิดทั้งอคติเป็นของตัวเอง…… 

 

ช่วยด้วย…ประเทศไทย หายไปจากข้าพเจ้า

7 กรกฎาคม 2551

ท่านผู้อ่าน   ทุกท่าน    ข้าพเจ้ามีเรื่องจะสารภาพ……………………

      สิ่งหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับข้าพเจ้าอย่างชัดเจน แม้จะอยากปฏิเสธเพียงไร คือ   ข้าพเจ้ากำลังสูญเสียเอกราชความเป็นไทยส่วนตน ให้กับพวกฝรั่ง รวมถึง บางชาติเอเชีย การสูญเสียเอกราชที่ว่านี้ เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเป็นการส่วนตัว ไม่มีการนองเลือด หรือ การบังคับ หากแต่ค่อยเป็นค่อยไป แล เยือกเย็นยิ่งนัก การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ มิได้เป็นไปในทางกายภาพ ในทางกลับกัน การดำเนินการนั้นเกิดขึ้นกับความคิดและหัวใจของข้าพเจ้าเอง มันดูเหมือนจะชัดเจนขึ้นในยามที่เขียนบทความนี้………………………

      ไม่ว่าชาติไหนๆ ในโลกใบนี้ ล้วนแต่มีประวัติศาสตร์ประจำชาติเป็นของตัวเองทั้งสิ้น อาจจะยาวนานนับพันปี หรืออาจจะเพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่สิบปี แต่อย่างไรเสีย สิ่งที่อนุชนจะสามารถยืนยันการดำรงอยู่ของชาตินั้นๆ ในโลกใบนี้ได้ มิใช่อดีตที่ผ่านมา หากเป็นตัวตนของชาติที่แสดงอยู่ ถ้าทางรูปธรรม นั่นคือ ประเทศนั้นๆ มีอยู่จริงในแผนที่โลก หากประเทศใดประเทศหนึ่งสูญสิ้นไป ก็จะไม่มีชื่อที่แสดงอยู่บนแผนที่โลก ง่ายๆ…อย่างนั้น หรือในอีกทางหนึ่ง คือตัวตนทางจิตใจ นั่นคือ ชนในชาตินั้นสามารถดำรงไว้ซึ่งความต้องการอันเป็นหนึ่งเดียว ที่จะกอปรขึ้นเป็นชาติของตัวเองได้ การที่ความเป็นชาติจะแห้งเหือดไปนั้น ในความเห็นส่วนตน ข้าพเจ้าคิดว่า ชาติๆนั้นจะต้องสูญสิ้นซึ่งความต้องการที่จะเป็นชาติเดียวกันของตัวพลเมืองเอง1

      อย่างไรเสีย เนื่องด้วยยุคสมัยแห่งการล่าอาณานิคมด้วยปืนไฟ หมายจะเอาดินแดนนั้น ได้หมดสิ้นลงไปเป็นร้อยปีแล้ว ดังนั้นการที่ประเทศหนึ่งจะถูกลบให้หายไปจากแผนที่โลกเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ แต่ การสูญเสียตัวตนของชาติในเชิงจิตใจนั้นเป็นไปได้ และ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ผ่านทางเครื่องมือแห่งเทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และองค์กรระหว่างประเทศ สิ่งนี้เกิดขึ้นบนความตั้งใจล่าอาณานิคมแนวทางใหม่2 กระแสของโลกาภิวัฒน์ และ บางทีก็จากความยินยอมหยิบยื่นให้เอง ด้วยเหตุนี้แนวคิดของความเป็นชาติทางด้านจิตใจนั้น จึงเป็นสิ่งที่ชนในชาตินั้นๆให้ความสนใจ โดยเฉพาะในแง่ของการอนุรักษ์ รักษาไว้ 
            ข้าพเจ้าก็คิดเช่นนั้น …….แต่ก็อย่างที่ได้กล่าวไป.. ปราศจากการบังคับใดๆ ข้าพเจ้ากำลังสูญเสียเอกราชส่วนตัวอย่างช้าๆ… ข้าพเจ้ากำลังหยิบยื่นมันออกไป… โดยไม่ได้สนใจว่าจะมีผู้รับหรือเปล่า อย่างไรเสีย ข้าพเจ้าก็จะส่งมันออกไป แน่นอนเสียเหลือเกิน

1: ค่อนข้างที่จะเป็นความเห็นส่วนตนของข้าพเจ้าเสียมาก บางแง่มุมก็บอกข้าพเจ้าว่า ตัวตนของชาตินั้นแสดงออกด้วยหลายสิ่งกว่านั้น อย่างเช่น เอกลักษณ์ที่ยังคงดำรงอยู่ แต่ข้าพเจ้าเองมองว่า เอกลักษณ์เป็นแค่ส่วนๆหนึ่งของกระบวนการสร้างความแตกต่างและความภูมิใจในชาติ อันจะนำมาซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายดังกล่าว เช่นเดียวกันกับอย่างอื่น

2: แนวคิดจากหนังสือ Confession of an Economics Hit Man, John Perkins (2004)

      ก่อนที่ข้าพเจ้าจะพูดถึงความเปลี่ยนแปลงในทัศนคติ ข้าพเจ้าจำต้องอธิบายแหล่งที่มาของความภาคภูมิใจในชาติตามความคิดของข้าพเจ้าซักครู่หนึ่ง … ข้าพเจ้ากล่าวไปข้างต้นว่าความภูมิใจในชาตินั้นเป็นตัวแปรหลักที่กอปรชาติให้เกิดขึ้น หากไร้ซึ่งความภาคภูมิใจแล้ว ชนในชาติก็ไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษไปกับการถือสัญชาติของตน กับการดำรงเอกลักษณ์ของตน ถึงชาตินั้นจะมีอยู่ แต่ก็เสมอเหมือนได้สูญสิ้น เหือดแห้งลงไปแล้วดังนี้ คำถามต่อมาก็คือ ผู้คนรับรู้ความภูมิใจในชาติจากอะไรบ้าง ในความเป็นจริงก็คงจะมีปัจจัยหลายอย่างเหลือเกิน เช่น วัฒนธรรม ภาษา สถาปัตยกรรม ศิลปะ อาหาร เศรษฐกิจ สังคม ผู้คน นิสัย-ทัศนคติ ความก้าวหน้า ความสามารถในการที่จะก้าวหน้า และความน่าจะเป็นที่จะก้าวหน้า เป็นต้น เราอาจยังสามารถแบ่งรายการเหล่านี้ออกได้เป็นสามจำพวกคือ ผลของอดีต สิ่งที่เป็นปัจจุบัน และการก้าวเข้าสู่อนาคต ทั้งหมดนี้ แต่ละคนก็ให้น้ำหนักแตกต่างกันไป สิ่งที่ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงในบทความ เป็นเพียงแค่เสี้ยวเดียวของทั้งหมด 

      นี่ท่าน!!! อย่ามากล่าวโทษว่าข้าพเจ้าผิดนะ อย่าได้หาว่า ข้าพเจ้าไม่รักชาติ ไม่ภูมิใจในชาติ …..แน่นอน ข้าพเจ้าภูมิใจในชาติ แต่…….ในปริมาณที่น้อยลงต่างหาก……..นี่ๆ!!! ท่าน ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นคนไร้เหตุผลขาดความคิดอ่าน ข้าพเจ้าก็เรียนจบปริญญาเหมือนท่านๆน่ะแหละ ที่ข้าพเจ้านิยม”คนบ้านอื่น”น่ะ ข้าพเจ้าอธิบายได้   ท่านมีเวลาสักครู่ไหม ข้าพเจ้าจะค่อยๆเล่าให้ฟัง

      จริงๆแล้ว สมัยยังเป็นเด็กไร้เดียงสา ข้าพเจ้าจำได้แม่นว่า ข้าพเจ้าก็เป็นคนที่ชาตินิยมพอประมาณ อาจจะไม่ข้นคลั่กขนาดกินข้าวสวย-แกงเขียวหวานทุกมื้อ สเต็ก เค้ก หรือ ไอศกรีม รับประทานไม่ได้ แต่ อย่างน้อย ข้าพเจ้าก็เห็นด้วยกับพี่แอ๊ดในเพลง เมด อิน ไทยแลนด์ พี่อ่ำ ในอัลบั้ม ประเทศไทย I Love You หรือ อีกหลายกระแสชาตินิยมในตอนนั้น แหม! จะไม่ให้ภูมิใจได้อย่างไร ตั้งแต่เราเติบโตขึ้นมา ได้เข้าเรียนในโรงเรียน คุณครูก็บอก ดูรายการนู้น รายการนี้ เขาก็ชมประเทศไทยสารพัด จะว่าไปเราก็ถูกปลูกฝังเรื่องเหล่านี้มาโดยตลอดนี่ครับ แล้วไอ้ความไม่ภาคภูมิใจต่อชาติของข้าพเจ้านั้น… เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไรกัน?

      นั่นสิ….มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน !!! 

      บาทที่1 เมืองตาหลิ่ว

      รั้งแรกๆนั้น มันเกิดขึ้น หลายปีมาแล้ว เมื่อข้าพเจ้า คิดว่าตัวเองโตพอที่จะมีสำนึกในสังคม หรือที่ฝรั่งเขาเรียกกันว่าSocial Concern (ข้าพเจ้าเอาอีกแล้ว คราวนี้เป็นคำฝรั่ง) แท้จริงแล้ว ข้าพเจ้าคิดว่า มันค่อนข้างจะเป็นการซึมซับมากกว่า เพราะคนไทยที่บริโภคข่าวอยู่บ้างก็จะได้รับรู้เรื่องราวเช่นนี้ปีละหลายๆครั้ง ไม่แน่อาจจะเป็นร้อย…..ท่านผู้อ่านว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาของชาติเราไปรึยัง สิ่งที่เราเรียกว่า “ทุจริต” “คอรัปชั่น” และ “โกงชาติ” …คำเหล่านี้ เราได้ยินเมื่อไหร่ เราก็รู้สึกว่าเป็นสิ่งเลวร้าย บั่นทอนความเจริญ หลายคนรังเกียจนับว่ามันเป็นมหันตภัย และคงมีไม่กี่คนที่รักมัน(พวกนั้นแหละ!) แต่ก็เป็นเรื่องน่าแปลกที่ สิ่งที่คนเกือบจะทั้งประเทศ หรือ ทั้งโลกก็ว่าได้ รู้สึกรังเกียจ มันไม่เคยจะละ-ลด-ลงไปจากชาติที่เรารักยิ่งนี้เลย …เมื่อใดก็ตามที่มีการสำรวจว่าประเทศไหน มีสถิติการคอรัปชั่นสูง แน่นอน ประเทศไทยจำต้องเข้าร่วมทุกครั้งไป …ข้าพเจ้าเคยสงสัยว่าเราอาจจะเป็นสมาชิกถาวรไปเสียแล้วก็ได้ เรื่องนี้ ท่านผู้อ่านอาจจะรู้สึกซ้ำซากจำเจ อาจจะคิดว่าใครๆก็รู้สถิตินี้กันอยู่แล้ว และถ้าท่านรู้สึกซ้ำซากจริงๆ นั่นแหละครับ แปลว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องร้ายแรงมากๆแล้ว ….แล้วทำไม ถึงร้ายแรง? ที่มันร้ายแรงก็เพราะว่ามีใครหลายคนรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ซ้ำซาก(ผมคนหนึ่ง) จนเหมือนทำให้ทุกคนเริ่มจะชาชิน เหมือนทุกคนจะยอมรับกันได้แล้วว่า การคอรัปชั่นเป็นสิทธิที่ชอบธรรม ในบางโอกาส สำหรับคนบางพวก…… ซึ่งนั่นเป็นเรื่องผิด!!!! ผิดมันหมด ทั้งกฎหมาย มโนธรรม ธรรมภิบาล จรรยาบรร ศีล ผิดหมด คอรัปชั่นก็คือการโกง การโกงก็แทบไม่ต่างจากการขโมย ใช่มั้ยครับ แท้จริงแล้ว การทุจริต-คอรัปชั่น เป็นตัวการที่บั่นทอนทำลายชาติ เป็นการทำลายโอกาสที่จะพัฒนาในแนวทางที่เหมาะสม เหมาะกับคนส่วนใหญ่ การทุจริตคอรัปชั่น คือ ต้นทางแห่งการบิดเบือนหนทางที่จะเป็น หรือควรเป็นโดยตลอดระบบ ทั้งระบบการบริหารจัดการ ให้ผลตอบแทน ผลสำเร็จและทั้งหมด เมื่อเกิดการคอรัปชั่นขึ้น แปลว่า ทรัพยาการที่จะนำไปใช้เพื่อจัดสรร พัฒนา-สร้างความเจริญได้หดหายไป แท้จริงแล้ว มันคือต้นทางแห่งความยากจน คือต้นทางของการสูญเสียโอกาสทางการศึกษา ต้นทางของความขาดแคลนเรื้อรัง ต้นทางของการเร่ร่อน เจ็บป่วย เสียชีวิต เป็นทุกอย่างของเรื่องไร้มนุษยธรรม และ ความไม่เท่าเทียม ทั้งหมดนี้ เริ่มต้นจากเงิน(ทรัพยากร)ก้อนหนึ่งมันหายไป (แต่..ก้อนละไม่น้อย หรือน้อยก็หลายก้อน)

      เมื่อเห็นผลเสียดังนี้ ก็มีคำถามว่าทำไม”ความผิด”อย่างนี้ ทำไมไม่หมดไป ข้าพเจ้าอยากจะยกตัวอย่างดังนี้ ในช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าเรียนอยู่ ในขณะที่ทุกคนยังไร้ซึ่งผลประโยชน์ เป็นนักศึกษา ข้าพเจ้าได้มีโอกาสพูดคุยกับคนที่หลากหลาย หลายคนยังยึดมั่นในความบริสุทธิ์แห่งจิตใจ แต่ก็มีบางคนที่ข้าพเจ้ามั่นใจว่า ถ้าเขามีโอกาส เขาต้องโกงเป็นแน่ ซึ่งเมื่อถามไถ่เหตุผล ก็ได้รับคำตอบว่า “ใครๆเขาก็ทำกัน” …….นี่ไง!! ส่วนที่ข้าพเจ้า รู้สึกเสื่อมศรัทธา รู้สึกไม่ชอบในแนวคิดนี้(ที่เกิดขึ้นทั่วไปในชาติ) เพราะไอ้คำที่ทำให้เรื่องเลวร้ายเหมือนกลายเป็นเรื่องปกติ ท่านเพื่อนคู่เสวนาของข้าพเจ้า โดนลัทธิเข้าเมืองตาหลิ่วครอบงำ ท่านจึงเห็นว่าเรื่องเหล่านั้น เป็นเรื่องผิดน้อย ทำได้ไม่เป็นไร ถ้ามีโอกาสนั่นแปลว่า ต้องโกง ถ้าไม่ฉวยไว้ คุณพลาด แบบนั้น แล้วไอ้ลัทธิแบบที่ท่านเชื่อนั้นมาจากไหน…….ก็จะที่ไหนละครับคุณ

      และท่านผู้อ่าน เรื่องนี้ไม่ได้หยุดแค่ที่ปัญหาว่าใครๆก็โกง แต่ปัญหาต่อเนื่องก็คือ ใครพวกนั้นก็มีชีวิตปกติดีสุขสบาย มีลาภ ยศ ชื่อเสียงยาวนาน มั่นคงดี น้อยนักที่จะโดนสงสัย และยิ่งกว่าน้อยมากนักที่ได้ได้รับการตัดสินว่ามีความผิด และแทบจะไม่มีที่เขาพวกนั้นจะได้รับโทษทัณฑ์กันจริงๆ(เพราะท่านก็เล่นซ่อน-แอบไปซะก่อน) ท่านครับบางทีเรื่องนรก-สวรรค์ก็ยากที่จะเชื่อ และในประเด็นนี้ คนไทยก็ต้องไม่ยอมบ้าง ต้องไม่รอให้ท่านพวกนั้นถึงแก่กรรมไปก่อน ความยุติธรรมถึงจะบังเกิด ต้องต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและโอกาสในการมีชีวิตที่ดีขึ้นของเราด้วย

      ประเด็นคำถามที่เกิดขึ้นก็คือ สิ่งนี้ การทุจริตคอรัปชั่น(ต้องใช้คำว่าทั้งระบบ) สิ่งที่เกาะกินประเทศของเรามายาวนาน มันจะลดลงไป หรือไม่ อย่างไร ในเมื่อคนรุ่นใหม่อย่างพวกข้าพเจ้า เริ่มมีความคิดแบบนี้ตั้งแต่ยังไม่เผชิญชีวิตผู้ใหญ่……. ที่จะเต็มตื้นไปด้วยผลประโยชน์อย่างนั้น

      บาทที่2 ตัวแทน

      ท่านผู้อ่านครับ เหตุผลของข้าพเจ้ายังไม่จบที่ตรงนั้น เมื่อกาลเวลาผ่านไป ข้าพเจ้าเติบโตขึ้น รู้จักคำว่าการเมือง ได้อ่านข่าว ดูโทรทัศน์ ติดตามตามแหล่งต่างๆ ข้าพเจ้าก็พบว่าเพียงเวลาไม่นาน ข้าพเจ้าก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยหน่ายไปกับมัน กับ การสาดโคลน โต้เถียงด้วยวาจาที่สาแก่ใจ กับคำลวงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่พวกท่านๆออกอากาศ…ที่จริง…ข้าพเจ้าก็หวังเล็กๆ ว่าท่านเหล่านั้น จะรู้สึกหนักในหน้ากากที่เขาสวมอยู่ และถอดมันออกบ้างเมื่อทนไม่ไหว แต่เมื่อล่วงเลยไป ข้าพเจ้าก็ยังไม่เคยเห็นใครปลดแอกเข้าสู้กับเรื่องโปปดสักคน ท่านผู้อ่านครับ คนพวกนี้ คือกลุ่มคนของบ้านเมือง บางคนเรียกเขาว่าตัวแทน…..ใช่! ข้าพเจ้าเกือบลืมไป …..ตัวแทน……..แล้วเขาได้ทำหน้าที่ของเขาอย่างเต็มที่ สร้างสรรค์รึเปล่า เขาเป็นตัวแทนของเราเข้าไปต่อสู้กับปัญหาของประเทศจริงๆรึเปล่า หรือเขาสู้กันเอง? ตัวอย่างง่ายๆ เราเคยท่องว่าประชาธิปไตยประกอบด้วยฝ่าย บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ 3ฝ่ายนี้คานอำนาจซึ่งกันและกัน แล้วจริงๆระบบเป็นไงครับ บริหาร+พรรครัฐบาล ฝ่ายค้าน ตุลาการ เนี่ยครับประชาธิปไตยแบบบ้านเรา คนก็ไปชินกับมัน เราก็ปล่อยให้ “ตัวแทน”พรรครัฐบาลเชียร์กันไป “ตัวแทน”พรรคฝ่ายค้านก็ค้านลูกเดียว นั่นเป็นงานที่ประเทศไทยจ่ายเงินให้เขาทำหรือครับ? ทำแบบนั้น เขาถูกเลือกโดยเราแต่เขาเป็นตัวแทนของเรารึเปล่าครับ? ทำไมเราถูกรณรงค์ บังคับให้เลือก ทั้งๆที่เราก็รู้ว่า เขาจะไม่รับผิดชอบมันอย่างเต็มที่แต่เขาจะไปสนใจ “อย่างอื่น”เสียมากกว่า ………… คำว่าตัวแทน คือคำหนึ่งที่ประชาชนอย่างข้าพเจ้า มีความรู้สึกนึกคิดอย่างแรงกล้ากับมัน ข้าพเจ้าในฐานะคนไทย ผู้มีสำนึกรักบ้านเกิดเมืองนอน ย่อมอยากจะเห็นประเทศของเราเดินไปข้างหน้า เจริญขึ้น ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และศีลธรรม และมันจะดีขึ้นได้ ก็ต้องอาศัยตัวแทนของเราเป็นสำคัญ เราผู้ไม่มีอำนาจ ย่อมหวังจะให้ท่านๆนำอำนาจที่ผ่องถ่ายจากเราไป(ในทางทฤษฎี เพราะในทางปฏิบัติ เราไม่เคยมีอำนาจ ฮ่า ฮ่า) ใช้ในทางที่ก่อให้เกิดความพัฒนา แต่เมื่อมองไปยังผู้เป็นตัวแทนของเรา ข้าพเจ้าก็ยังคลางแคลงใจอยู่ว่า ท่านๆยังอยากจะเห็นสิ่งเดียวกับข้าพเจ้ารึเปล่า …ประชาชนคนอย่างเราอยากจะเห็นการผลักดันนโยบายดีๆ แต่มันก็กลายเป็นคอรัปชั่นเชิงนโยบาย   เราอยากเห็นท่านเอาประโยชน์ของชาติในอนาคตเป็นที่ตั้ง ก็กลายเป็นการหาทุนให้ตนและพวกพ้อง เราอยากจะให้ท่านมองผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว ก็กลายเป็นเรื่องผลักดันเครื่องมือเพื่อคะแนนนิยมไปซะนี่……..

      แย่ไปกว่าที่กล่าวไป ท่านผู้อ่านครับ เรื่องนี้ก็ไม่ต่างจากปัญหาคอรัปชั่น ปัญหาของตัวแทนที่เกิดขึ้นในบ้านเราเป็นปัญหาเชิงระบบ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเรื้อรัง ที่เกาะกินประเทศไทยมายาวนาน อย่างที่เราเคยได้ยินกันครับ เราเคยได้ยินคนเก่ง คน(น่าจะ)ดี มีชื่อเสียงตอบคำถามว่า ไม่สนใจเล่นการเมืองหรือ? คำตอบของท่านก็คือไม่สนใจ ชีวิตสุขสบายดีแล้ว เล่นการเมืองมัน “เปลืองตัว” …… ทำไมเปลืองตัว เพราะการเมืองล้วนเป็นเกมส์การแข่งขัน วิ่งเข้าสภาและเก้าอี้ ถ้าเราลงเล่น เราก็คือเข้าสู่เกมส์ซึ่งพฤติกรรมทั้งหลายสามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีเกมส์ เช่น ถ้าคุณไม่ทำ “ความผิด” คนอื่นก็จะทำ และคุณก็จะตกที่นั่งลำบาก มีสิทธิที่จะแพ้เลยทีเดียว เมื่อนั้นคุณก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องลงไปร่วมวงบ้าง เพื่อให้ความสามารถในการแข่งขันของคุณไม่ด้อยกว่า (คุณอาจจะคิดว่า เอาน่ะ ก็เขาเริ่มก่อน จริงๆเราไม่อยากทำหรอก) ดังนั้น เกมส์นี้เมื่อเวลาผ่านไปก็จะมีผู้เข้าร่วมเยอะขึ้นๆ และเมื่อมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามา เขาก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเข้าร่วมกับสิ่งนี้นี้ด้วย และถ้าไม่ทำจริงๆ ก็ต้องถูกเหมารวมอยู่ดีเพราะคุณก็ต้องได้รับผลประโยชน์จากการทำความผิดของพรรคพวกไม่มากก็น้อย ดังนั้นจึงเปลืองตัว(และอาจจะเปลืองตังค์ ถ้าแพ้) ดังนั้นจึงถามว่า แล้วใครดีๆที่ไหนจะเข้ามาเปลี่ยนแปลง นั่นสิครับ คงจะน้อย ไม่มากหรอกครับ เราจึงเห็นพวกหน้าเก่าๆ ครบครันกันอย่างปัจจุบันนี้   อีกปัญหาหนึ่งก็คือ ทุนครับ พรรคการเมืองเกิดขึ้นมา ก็ต้องการเป็นพรรครัฐบาลใช่มั้ยครับ ถ้าอยากเป็นพรรครัฐบาลก็ต้องการคะแนนเสียง และถ้าต้องการคะแนนเสียงก็ต้องหาทุนมาทำประชาสัมพันธ์ด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งบนดิน ใต้ดิน บนเวทีและใต้โต๊ะ คำถามก็คือ ทุนนั้นมาจากไหน ก็ต้องมาจากนายทุนผู้ลงทุนใช่มั้ยครับ แล้วคนที่ลงทุนนี่ เขาต้องการผลตอบแทนหรือไม่ แน่นอนครับ เมื่อลงทุน ก็ต้องการเงินทุนบวกผลตอบแทนเป็นธรรมดาแบบตอบได้ทันทีไม่อาศัยทฤษฎี เมื่อเอาเงินตัวเองลงไป ตอนเอาเงินเอากลับ เอาเงินใครกลับครับ ปัญหาคอรัปชั่นของตัวแทนก็ตอบง่ายๆแค่นี้เองครับ….. แต่แก้ยากชะมัด

      ด้วยเรื่องราวข้างต้น ข้าพเจ้าผู้ร่วมชาติไทย รู้สึกเหนื่อยหน่ายกับตัวแทน ที่พูดว่ารักชาติ เสียสละเพื่อประเทศชาติ(แต่ ใครจะเชื่อ!!! ไม่ใช่ข้าพเจ้าคนหนึ่ง) ข้าพเจ้าเหนื่อยหน่ายกับการฝากความหวังไว้ที่ตัวพวกเขา ซึ่งแท้จริงแล้วข้าพเจ้าก็ไม่เข้าใจเพื่อนร่วมชาติจำนวนหนึ่งที่นำตัวเองไปผูกติดกับพวกเขาอย่างแยกอิสระความนึกคิดของท่านๆไม่ออก ปกป้องแก้ต่างสนับสนุนและศรัทธาเขาเหล่านั้นอย่างไม่ลืมหูลืมตา จนลืมไปว่าผลประโยชน์ของชาติไม่ได้เป็นผลประโยชน์ของเขา และแท้จริงแล้วท่านมีสิทธิที่จะเชื่อในบางเรื่อง และไม่เชื่อในบางเรื่อง ถึงตรงนี้ ข้าพเจ้าย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ท่านเหล่านั้นคือตัวแทน ตัวแทนของปวงชนชาวไทย ตัวแทนประเทศไทย สิ่งใดที่ท่านทำ สิ่งนั้นก็คือผู้นำ ตัวแทนของประเทศทำ ถ้าท่านทำดี ก็เป็นข่าวดีของเรา เราก็ยินดีปรีดา ด้วยอนาคตของชาติเราดูดีขึ้น ถ้าท่านทำไม่ดี เราก็เหนื่อยหน่าย หมดหวัง แล้วก็นั่งได้แต่นั่งน้อยใจ ว่าทำไม คนที่น่าจะเป็นที่น่าเชิดชูตาของเรา ท่านไม่รักเมืองไทย เหมือนเราๆบ้าง มานั่งนึกว่า อนาคตที่ยั่งยืนของประเทศไทยจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ หนอ…..

      หลายๆชาติในโลกนี้ มีสภาพเศรษฐกิจ สังคม ความเป็นอยู่ของประชาชนที่มั่นคง ก็ด้วยเพราะตัวแทนรุ่นต่อรุ่นของเขาได้สร้างคุณ ความดีงามไว้ให้ อย่างต่อเนื่อง เขาเหล่านั้นได้ทำหน้าที่ของตัวแทนของชาติอย่างเต็มที่ อาจจะไม่ได้ดีเลิศ สะอาดหมดจดร้อยเปอร์เซ็น แต่ท่านก็เลือกทำในสิ่งที่ถูก ที่ควรจะทำ มากกว่า และระบบของเขาก็เอื้ออำนวยให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ข้าพเจ้าไม่จำเป็นต้องยกตัวอย่างรัฐบุรุษของชาติเหล่านี้ ข้าพเจ้าเพียงแต่อยากให้ท่านได้รู้สึกเจ็บในใจ แปลบๆบ้างว่า ทำไม ประเทศที่ท่านอาศัยอยู่ที่นี้ ที่มีคนมากมายกว่า70ล้านคน กลับไม่มีคนเช่นนั้น(คนที่เก่ง ดี และกล้าหาญ)มากพอที่เราๆจะสามารถความหวังในชาติที่จะเจริญขึ้นอย่างที่ควรจะเป็นของเราได้  

      น่าเสียดายที่ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายแค่ให้เขียนบทความ ไม่ใช่เรื่องสั้นสารคดี รายละเอียดจึงต้องถูกหยุดยั้งไว้แต่เพียงเท่านี้ สิ่งที่ข้าพเจ้าพยายามจะชี้แจงท่านคือ ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความภูมิใจในชาตินั้น ก็คือคน และทัศนคติของเขา อย่างที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไป เมื่อเติบโตขึ้น คนเราย่อมรู้อะไรๆมากขึ้น ข้าพเจ้าก็รู้ในพฤติกรรม การกระทำของคนในชาติมากขึ้น แน่นอน หลายอย่างก็เป็นเรื่องที่ดีน่าชื่นชม แต่ หลายการกระทำเป็นสิ่งที่ไม่พึงปราถนา ส่วนใหญ่เราคนไทย จะภูมิใจหนักหนากับสิ่งที่เรามีมาแต่อดีต เช่น ประวัติศาสตร์ ภาษา วัฒนธรรม ทรัพยากร แต่น้อยนักที่เราจะยินดีกับสิ่งที่เราทำในโลกปัจจุบัน และสิ่งที่เราจะไปเป็นในอนาคต หากเราพูดถึงคนไทยแบบเหมารวมเป็นองค์ใหญ่ เราจะพบว่ามีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ยังต้องปรับปรุงอีกมาก และคงต้องใช้แรงกาย แรงใจและความกล้าหาญยิ่งในการแก้ปัญหานี้ ปัญหาความภูมิใจในชาตินั้นน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนรุ่นใหม่ ที่มักจะนำเรื่องราวในโลกกว้างมาเปรียบเทียบกับการเป็นไปในประเทศของเขา และเมื่อเกิดการเปรียบเทียบ ย่อมจะเห็นฝ่ายที่ทำได้ดี และฝ่ายที่ล้มเหลว และถ้าหากชาติเราตกเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้มากเข้า หลายประเด็นเข้า จะเป็นอย่างไร ซึ่งก็ไม่น่าแปลกที่ใครคนหนึ่งจะรู้สึกชื่นชมในชาติพันธุ์ของเขาน้อยลง เมื่อความรู้ ความสามารถในการเปรียบเทียบของเขามากขึ้น ฉะนั้น ความภูมิใจในชาติ การสร้างชาติ ไม่ได้เป็นเรื่องแต่การเรียนหนังสือ การพร่ำพูด แต่ต้องเป็นเรื่องที่หยั่งลึกลงถึงปัญหาจริงของชาติ และต้องทำการแก้ไข บรรเทา ไม่เช่นนั้น ความศรัทธาในชาติ ในเพื่อนร่วมชาติ ก็จะไม่เกิดขึ้น ความต้องการที่จะดำรงชาติก็จะน้อยลง น้อยลง เป็นลำดับไป

      …..

      …

      ..

      นห้วงเวลาที่เรายังศึกษาอยู่ในโรงเรียน และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมหาวิทยาลัย เราได้รับคำขวัญ เราได้ปฏิญาณ ว่าเราจะจงรักภักดีต่อชาติ นำความรู้ที่ได้ที่มีนั้นไปพัฒนาประเทศชาติ และ เทิดทูนไว้ซึ่งเกียรติแห่งการรับใช้ประชาชน แม้กระทั่งเราเรียนจบ เราก็ปฏิญาณอีกครั้งหนึ่ง ว่าเราจะยึดมั่นในคำสัญญานั้นอย่างเข้มแข็งตลอดช่วงชีวิตของเรา ด้วยสิ่งนี้ ท่านพอจะมองภาพออกใช่หรือไม่ว่า แท้จริงแล้ว ปลายทางสุดท้ายของการศึกษานั้น มุ่งหมายที่สิ่งใดกัน….มันไม่ยากเลยใช่มั้ยครับ กับการที่จะพูดให้ตรงบท กับเพียงปฏิญาน แต่มันคงจะยากไม่น้อย ที่จะดำรงลมปากของเราไว้ จนมันกลายเป็นคำสัตย์  อย่างไรเสีย ขอให้ท่านอย่าได้ลืม จิตวิญญาณที่ท่านเคยเชิดชู คุณธรรมที่ท่านเคยยึดถือ ลมถอนหายใจในปัญหาของประเทศ เมตตาที่ท่านมีให้แก่สังคม คำสบถต่างๆที่ท่านเคยด่าคนคด ความรู้สึกสมเพชในพวกเขา ในอนาคต จะอีกกี่ปี สิบปี ยี่สิบปี สามสิบปี ท่านก็คงได้เจอบททดสอบ บทนั้น และคงจะวนเวียนรอบๆตัวท่านไปตลอดทั้งชีวิต แล้วเวลานั้นท่านก็คงจะได้ตัดสินใจ ………………………….

      ……………ประเทศไทยคือประเทศด้อยพัฒนา ตามนิยามของนานาชาติ และ ความเป็นชาติที่ล้มเหลว มันไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวจากเราหรอกครับ คนไทยทุกคน    . ขอบคุณครับ สวัสดีครับ. /   ในอีกแง่มุมหนึ่ง

Read Full Post »

triamboy

 

จากความพยายามส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงของภาคประชาชนมากขึ้น  โดยการรับรองจากรัฐธรรมนูญปีพุทธศักราช  2550  และ  2540  อันเป็นมิติใหม่ทางการเมืองของประเทศไทยที่เปิดโอกาส  พื้นที่ให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมทำหน้าที่ทางการเมืองโดยตรง  “ไม่ต้องผ่านตัวแทน  หรือตัวกลางทางการเมือง”  หากพิจารณาในแง่ของเงื่อนไขพอเพียงต่อการแสดงพฤติกรรมแล้ว  นั่นหมายความว่า  มีความพอเพียงมากขึ้นในการเข้าถึงการบริโภคสินค้าทางการเมือง  แต่ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเข้ามาบริโภคสินค้าทางการเมืองอย่างมีเหตุมีผล  แต่ในทางกลับกันหมายถึงโอกาสที่รัฐจัดสรรให้ประชาชนสามารถเข้ามาบริโภคสินค้าทางการเมืองโดยตรงอย่างเท่าเทียม  และทุกคน  โดยไม่ได้อยู่บนเงื่อนไขที่ว่าผู้บริโภคจะมีเหตุมีผลในการบริโภคหรือไม่  อันจะนำไปสู่พฤติกรรมที่ตอบสนองเจตนารมย์ของการเปิดโอกาส  ดังนั้นการแสดงพฤติกรรมการบริโภคจึงขึ้นอยู่กับความหลากหลายของสินค้าทางการเมืองในปริมาณมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยที่มีแนวคิดพื้นฐานของสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองของหน่วยสิ่งมีชิวิต

 

ก่อนอื่นนั้นขอทำความเข้าใจแนวคิดพื้นฐานของผู้บริโภคทางการเมืองไทย  หรือประชาชนชาวไทยก่อน  ด้วยประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีแนวคิดพื้นฐานของสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองแบบหน่วยสิ่งมีชีวิต  ไม่ใช่หน่วยเครื่องจักร  มีการพัฒนาจนมีประสิทธิภาพของเครือข่าย  ของกลุ่มคน  พวกพ้อง  หรือระดับมหภาค   แต่มีพัฒนาการการสร้างเสริมประสิทธิภาพปัจเจกบุคคลในระดับต่ำ  ทำให้มีพฤติกรรมที่มีลักษณะของการสำนึกร่วม  สำนึกส่วนรวม  ภาพรวมทั้งทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมือง  อาทิ  การอ้างความชอบธรรมของประเทศชาติ  ประชาชน  ผลประโยชน์ของประเทศชาติ  ของประชาชน  ของญาติ  ของพวกพ้อง  หรือแม้แต่กระทั่งเป็นต้น  หรือกล่าวได้ว่าเป็นความเห็นแก่ตัวของกลุ่มคน  ไม่คำถึงนึงปัจเจกชน  อาทิ  

การบริจาคทอง  เงินตราต่างประเทศตั้งแต่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ  2541  เพื่อชำระหนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศการรณรงค์  

การบริโภคของไทยในหลายยุค  การทำกิจกรรมสังคมต่างๆ  เพื่อประเทศชาติ  

การให้ความสำคัญของเงินเฟ้อ  จนละเลยบัญชีทางการเงินที่แสดงเสถียรภาพทางการเงินในระดับจุลภาค 

เป็นต้น  

แต่สิ่งเหล่านี้บางส่วนได้กลายเป็นเพียงในอดีตไปแล้ว  ท่ามกลางวิวัฒนาการของโลกเพื่อประสิทธิภาพที่ดีกว่าของการเคลื่อนย้ายทุน  (สมอง  คน  เครื่องจักร  ที่ดิน(มีการสร้างเกาะมากมาย)  เงิน  ข้อมูล)  ในด้านการผลิต  สินค้าและบริการ  ในด้านการตลาด  ทำให้เกิดการปะทะ  แลกเปลี่ยนของแนวคิดทั้งหน่วยสิ่งมีีวิต  และหน่วยเครื่องจักร  ทำให้ประชาชนในประเทศมีความหลากหลายมากขึ้นโดยสามารถแบ่งออกเป็น  3  ส่วนใหญ่  คือ  1.คนที่มีรูปแบบของแนวคิดหน่วยสิ่งมีชีวิตสุดโต่ง  หรือเห็นแก่กลุ่ม  2.คนที่มีทั้งรูปแบบผสมระหว่างแนวคิดหน่วยสิ่งมีชีวิต  มีทั้งเห็นแก่ตัว  และเห็นแก่กลุ่ม  3.คนที่ีมีรูปแบบของแนวคิดหน่วยเครื่องจักรสุดโต่ง  หรือเห็นแก่ตัว  การเปลี่ยนแปลงนี้ได้สร้างความหลากหลายของผู้บริโภคทางการเมืองการขึ้น  และมีแนวโน้มรูปแบบไปในทิศทางหน่วยเครื่องจักร   แต่ถ้าหากพิจารณาจุดที่เป็นตัวแทนของผู้บริโภคทั้งหมด  ข้าพเจ้าเชื่อว่าผู้บริโภคทางการเมืองไทยยังอยู่  ณ  จุดที่ค่อนข้างไปทางหน่วยของสิ่งมีชีวิตที่กำลังขยับไปอยู่จุดกึ่งกลางระหว่างหน่วยสิ่งมีชีวิต  และหน่วยเครื่องจักร  หรือกล่าวได้ว่ายังคงมีแนวคิดพื้นฐานของหน่วยสิ่งมีชีวิตอยู่มากถึงแม้ว่ามีการเปิดรับแนวคิดหน่วยเครื่องจักรเข้ามาบ้างแล้วก็ตาม

 

ดังนั้น  ผู้บริโภคทางการเมืองไทยมีแนวคิดพื้นฐานค่อนมาทางหน่วยสิ่งมีชีวิต  อันมีความพึงพอใจของกลุ่มเป็นเป้าหมายของการดำเนินกิจกรรมเหนือความพึงพอใจของตน  (พยายามหาผลลัพธ์ที่เป็นที่พอใจของกลุ่ม  โดยไม่ได้ให้ความสำคัญของกระบวนการซึ่งหมายถึงความสำคัญของทุกคน)  และดูเหมือนว่าความพึงพอใจปัจเจกบุคคลเกือบไม่มีความสำคัญ  รวมถึงไม่มีการแสดง  (reveal)  ความพึงพอใจ  (จุดยืน)  ที่ชัดเจน  (นั่นหมายความว่าไม่มีความแนบแน่น  พร้อมที่จะลู่เข้าหาสิ่งที่มีกระตุ้น  หรือกระทบ  - ชักจูง  โฆษณา)   ต่างจากแนวคิดหน่วยเครื่องจักรอันมีตัวแทน  (ค่าเฉลี่ย  การถดถอย)  ที่มาจากผลรวมของความพีงพอใจของปัจเจกบุคคลเป็นเป้าหมายของการดำเนินกิจกรรม  และมาจากการแสดงความพึงพอใจของปัจเจกบุคคลที่ชัดเจนที่ได้รับการยอมรับ  (พยายามหากระบวนการในการหาตัวแทนผลรวมทั้งหมด  ให้ความสำคัญทุกคน  มีส่วนสร้างนวัตกรรม -เหมือนการ rotate  จากจุดเดิม,  เทคโนโลยี – เหมือนการ  shift จากจุดเดิม – จำนวนมาก)  ด้วยความพึงพอใจในการบริโภคทางการเมืองของไทยเป็นอย่างที่กล่าวมาข้างต้น  จะส่งผลต่อความต้องการสินค้าทางการเมืองที่มีความแตกต่างจากรูปแบบทางตะวันตก

 

มากกว่านั้นการลดต้นทุนการเข้าถึงการบริโภคทางการเมืองของประเทศไทย  จากการเปิดให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมโดยตรงทางการเมือง  เห็นได้จากรัฐธรรมนูญทั้งปีพ.ศ.  2540  และ  2550  ที่รับรองให้โอกาสการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงของประชาชน  ใน  3  หน้าที่ของการเมือง  ดังนี้

1.  มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอกฎหมาย  (บางอย่าง)  นั่นคือเปิดโอกาสสู่่การนำเสนอกฎหมาย  แต่ไม่ได้ตรากฎหมาย  ลดต้นทุนการเข้าถึงจาก  50,000  รายชื่อ  เหลือ  20,000  รายชื่อตามรัฐธรรมนูญปีพ.ศ.  2500

2.  มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง  ด้วยเหตุทุจริต  ลดต้นทุนการเข้าถึงจาก  50,000  รายชื่อ  เหลือ  20,000  รายชื่อตามรัฐธรรมนูญปีพ.ศ.  2500

3.  มีสิทธิออกเสียงประชามติ  ด้วยเหตุคณะรัฐมนตรีเสนอให้มีการออกเสียงประชามติ  และมีกฎหมายบัญญัติให้เรื่องใดต้องมีการออกเสียงประชามติ  ลดต้นทุนการเข้าถึงการเมืองโดยตรง  จากเดิมที่เป็นไปเพื่อให้คำปรึกษาครม.เท่านั้น  เป็นการนำไปสู่ข้อยุติ  หรือให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญปีพ.ศ.  2500

นอกเหนือจากการลดต้นทุนการเข้าถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยรัฐธรรนูญแล้ว  ยังมีการกระทำหลายอย่างที่ลดต้นทุนการเข้าถึงการมีส่วนร่วมทางการเมือง  ไม่ว่าจะส่งเสริมหรือสนับสนุนทางใดทางหนึ่ง  อาทิ

สหภาพแรงงาน  องค์กร  หน่วยงานของแรงงานอาชีพต่างๆ  เช่น  สหภาพแรงงานรถไฟ  สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ  คุรุสภา  เป็นต้น

สภานายจ้างต่างๆ  เช่น  หอการค้า  สภาอุตสาหกรรม  กลุ่มผู้ประกอบการอาชีพต่างๆ  เป็นต้น

หน่วยการปกครองท้องถิ่นต่างๆ  เช่น  ผู้ใหญ่บ้าน  กำนัน  อบต.  อบจ.  เทศบาล  เป็นต้น

องค์กรถ่วงดุลต่างๆ  เช่น  ปปช.  ปปง.  กกต.  สตง.  ผู้ตรวจการแผ่นดิน   ศาลปกครอง  ศาลรัฐธรรมนูญ  เป็นต้น

รวมถึงสิทธิ  เสรีภาพทางการเมืองทางอ้อมต่างๆ  อาทิ

เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียนการพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น

สิทธิในข้อมูลข่าวสารและการร้องเรียน

เสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคม

สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ

เป็นต้น

 

จากความพยายามลดต้นทุนการเข้าถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงของประชาชนตลอด  20  ปีที่ผ่านมา  ได้สร้างแรงจูงใจต่อการแสดงออกพฤติกรรมของประชาชนในการมีส่วนรวมทางการเมืองโดยตรงมากขึ้น  (แสดงออกได้หลายทางอาจไม่จำเป็นต้องสนองเจตนารมย์)  และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น  เห็นได้จากเหตุการณ์  ปรากฎการณ์เชิงประจักษ์ในหลายครั้ง  ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาของการเมืองไทย

 

จากการลดต้นทุนการเข้าถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองทั้งโดยตรง  และโดยอ้อมลงมากแล้วจากในอดีต  แต่ทำไมถึงยังมีการออกมาเรียกร้องตามถนนหนทางมากมาย  จากกลุ่มคนท่ีมีความหลากหลาย  ความพยายามเหล่านี้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคการเมืองไทยเหรอ

คำตอบคือความพยายามในการลดต้นทุนการเข้าถึงนั้นเพียงพอต่อความต้องการแล้ว  ณ  ปัจจุบัน  ในทางกลับกันความพยายามในการสร้างการสะสมการบริโภคทางการเมืองในปัจจุบันยังไม่เพียงพอ  ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างการสะสมการบริโภคทางการเมืองถ้าต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองตามเจตนารมย์   ไม่มีการบิดเบือนพฤติกรรม  นั่นคือแสดงออกทางพฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องตามเจตนารมย์เป็นสิ่งไม่พึงประสงค์   จึงทำให้เกิดการออกมาแสดงสิทธิ์การมีส่วนร่วมทางการเมืองตามท้องถนน  สถานที่ราชการ  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  เนื่องมาจากสาเหตุหลัก  2  ประการดังนี้

 

1.  ภาวะขาดแคลนสินค้าทางการเมือง  เป็นเหตุ  หรือปัจจัยเชิงปริมาณ  คือ  มีชนิดสินค้าทางการเมืองในปริมาณต่ำ  และเป็นการบริโภคทางอ้อมทั้งสิ้น  เช่น  สส. (บริโภคทางอ้อม)  สว. (บริโภคทางอ้อม)  การยุบพรรคการเมือง  (บริโภคทางอ้อมผ่าน  กกต.)  เป็นต้น  มากกว่านั้นได้มีผู้เขียนร่วมของเรา - bankngam - ได้นำเสนอสินค้าตัวใหม่เพ่ือเป็นทางเลือกแก่ผู้บริโภคทางการเมือง  คือ  กฎหมายให้ประชาชนฟ้องเพื่อเรียกค่าเสียหายในกรณีที่พรรคการเมื่อไม่สามารถทำตามสัญญาที่ได้ให้ไว้กับประชาชนได้เช่น หากสัญญาว่าจะทำ 30 บาทรักษาทุกโรค ทว่าถึงเวลาจริงทำไม่ได้ พรรคต้องจ่ายเงินคินให้กับสังคมในมูลค่าเท่ากับราคาตลาดของนโยบาย เป็นต้น  (อ้างอิงจาก  การแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในตลาดการเมือง: การยุบพรรค ยาแรงที่ไม่เพียงพอ  โดย  bankngam)  ส่วนสิทธิ์ในการร้องขอกฎหมาย  การถอดถอน  นั้นไม่ได้เป็นสินค้า  เป็นเพียงโอกาสที่เพิ่มขึ้น  หรือลดต้นทุนการเข้าถึง  ไม่ได้หมายความว่ากฎหมายนั้น  การถอดถอนน้ันได้รับการตอบสนอง  หรือได้รับการบริโภคนั้นเอง

 

2.  ภาวะความไม่ต้องการบริโภคสินค้าทางการเมืองที่มีอยู่  เป็นเหตุ  หรือปัจจัยเชิงคุณภาพ  คือสินค้าทางการเมืองที่มีอยู่ไม่ได้เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทางการเมือง  ด้วยสาเหตุที่ไม่สามารถตอบสนองความพึงพอใจของผู้บริโภคการเมืองไทย  สินค้าทางการเมืองหลายตัวเราได้ยึดเอารูปแบบของระบอบการเมืองประเทศตะวันตกมาใช้  โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก  พูดง่ายๆได้ว่ารับเอาของเขามาขายต่อ  (เป็นคนกลาง  (traders)  อย่างที่คนไทยถนัด)  ซึ่งไม่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค  จากที่กล่าวมาข้างต้น  ในการอธิบายความพึงพอใจของผู้บริโภคการเมืองไทยที่มีความต้องการสินค้าทางการเมืองที่มีความแตกต่างจากรูปแบบทางตะวันตก  จึงเป็นไปได้มากที่จะถูกปฏิเสธ  และไม่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค

 

จากเหตุที่กล่าวมาทั้งสองเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคการเมืองไทยแสดงพฤติกรรมออกมาเรียกร้อง  บริโภคสินค้าทางการเมืองตามท้องถนน  สถานที่สำคัญจากการการสร้างแรงจูงใจทางลบจากภาวะขาดแคลลนสินค้าทางการเมือง  และสินค้าที่ไม่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค  และสร้างแรงจูงใจทางบวกโดยลดต้นทุนการเข้าถึงการบริโภคการเมืองไทย   จึงไม่แปลกใจเลยที่แกนนำทั้ง  6  ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  รวมถึงการเข้าร่วมจากสหภาพแรงงานกลุ่มอาชีพต่างๆ  อาทิ  การไฟฟ้า  ประปา  การท่าเรือ  นักเรียน  นิสิต  นักศึกษา  อาจารย์  เป็นต้น  ต้องออกมาแหกปากข้างถนน  เหมือนที่ใครๆหลายคนเข้าใจอยู่

วังว่าในอนาคตจะมีสินค้าทางการเมือง  พื้นที่ทางการเมืองที่ตอบสนองผู้บริโภคการเมืองไทยมากขึ้น

ปรากฎการณ์ที่ไม่พึงประสงค์จะได้ไม่ต้องเกิดขึ้นซ้ำแล้วซำ้อีก

Read Full Post »

triamboy

 

จากแนวคิดอันเป็นพื้นฐานของสังคม เศรษฐกิจ  และการเมืองสองแนวคิดหลักของโลกทุกวันนี้  ทั้งแนวคิดหน่วยสิ่งมีชีวิต  และแนวคิดเครื่องจักรได้ส่งผลต่อการแสดงพฤติกรรม  และทำซ้ำจนเป็นพัฒนาการของมนุษย์  หรือวิวัฒนาการนั่นเอง   โดยสามารถสังเกตได้จากรูปแบบต่างๆ  อันส่งผลต่อการดำเนินชีวิต  กิจกรรมทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองในทุกวันของทุกคน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปแบบทางสังคมที่เป็นพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบทางเศรษฐกิจ  และการเมือง  นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง  ถึงแม้ว่าในตอนหลังเมื่อมีการพัฒนารูปแบบทั้งสองให้เกิดขึ้นจึงเกิดการผสมผสาน  แลกเปลี่ยนรูปแบบทั้ง  3  มิติเข้าด้วย  มิติหนึ่งเป็นพื้นฐานต่อการพัฒนาอีกมิติหนึ่ง  และในทางกลับกันพบว่ามิตินั้นย้อนกลับไปเป็นพื้นฐานต่อการพัฒนามิติเดิม   อย่างไรเสียแล้วดูเหมือนว่ารูปแบบของการพัฒนาของเศรษฐกิจ  และการเมืองยังไม่มีเสถีรภาพเทียบเท่ารูปแบบทางสังคมได้  ข้าพเจ้าจึงอยากทำความเข้าใจและพยายามอธิบายรูปแบบทางสังคมที่แตกต่างกันของแนวคิดอันเป็นพื้นฐานของสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองทั้งสองแนวคิด

เพื่อที่จะให้การพิจารณาสามารถเข้าใจได้โดยง่าย  ขอแบ่งการพิจารณาออกเป็น  3  ช่วงเวลา  ดังนี้

 

1.  ช่วงได้รับการเลี้ยงดูในวัยเด็ก  (Fosterage)   พบว่า

ในประเทศทางตะวันออก  หรือประเทศที่มีแนวคิดหน่วยส่ิงมีชีวิตนั้น  ตั้งแต่ก่อนที่เด็กจะเกิดออกมานั้น  ครอบครัวที่กำลังจะคลอดเด็กได้รับความสนใจ  ความคาดหวัง  และความเอาใจใส่เป็นอย่างดีจากคนรอบข้างจำนวนมาก  และในบางประเทศมีการคาดหวังในเพศของเด็กที่จะคลอด  เมื่อเด็กเกิดออก  เด็กจะถูกเลี้ยงมาตั้งแต่คลอดให้ถูกสัมผัส  ถูกเชยชมจากคนจำนวนมาก  เมื่อโตขึ้นมาจะถูกเลี้ยงให้เล่นกับคน  อาทิ  มีการหยอกล้อ  แกล้ง  ด่าทอเพื่อให้เด็กมีความอดทนอดกลั้น   มีสัมมาคารวะ  สำหรับของเล่นนั้นปรากฎว่า  มีการละเล่นกับญาติ  พี่น้องโดยการละเล่นที่ใช้อวัยวะส่วนต่างๆของร่างกายในการสัมผัสกัน  ไม่มีของเล่นที่มีบทบาทความสำคัญมากนักเมื่อเทียบกับการละเล่น  ของเล่นส่วนใหญ่เป็นงานหัตถกรรมที่ประดิษฐ์สิ่งจำลองของสิ่งมีชีวิต  อาทิ  การปั้นวัว  การสานปลาตะเพียร  การสานตั๊กแตน  เป็นต้น

ในประเทศที่มีแนวคิดเครื่องจักร  หรือประเทศทางตะวันตกนั้น  การตั้งครรภ์เป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติอย่างหนึ่ง  และดูเหมือนว่าไม่ได้รับความสนใจ  ความดาดหวังจากคนรอบข้างมากนัก  ตั้งแต่แรกเกิดเด็กจะถูกเลี้ยงโดยมีความใกล้ชิดกับมารดา  เพื่อได้รับสารอาหารที่เพียงต่อการเจริญเติบโต  ไม่มีการได้รับการสัมผัสของคนรอบข้าง  โตขึ้นจะถูกเลี้ยงดูโดยให้เล่นกับของเล่นเชิงตรรกศาสตร์ที่มีความสัมพันธ์กับพัฒนาการของเด็ก  อาทิ  ให้เด็กใส่วัสดุ  วัตถุ  ในรูที่เหมือนกันของกล่อง  เป็นต้น  ถูกสอนให้เล่นกับวัตถุต่างๆตั้งแต่เด็ก  มากกว่านั้นไม่มีการละเล่นที่ได้รับการสัมผัสคนรอบข้าง  มีแต่การส่งเสริมให้เล่นกีฬาต่างๆ  ไม่มีการหยอกล้อ  แกล้งจากผู้ใหญ่

 

2.  ช่วงได้รับการศึกษา  (Education)  พบว่า

ในประเทศที่มีแนวคิดหน่วยสิ่งมีชีวิตนั้นมีระบบการสอนที่สอนให้เด็กท่องจำ  อาทิ  การท่องสูตรคูณของไทย  การท่องบทเรียน  บทกลอนของจีน  รวมถึงการท่องจำโดยอาศัยตัวกลาง  เช่นบทเพลง  เป็นต้น  ไม่ได้มีการเน้นกระบวนการคิด  พัฒนาการทางความคิดของเด็ก  ไม่ได้เน้นความเป็นเหตุผล  ตรรกศาสตร์  เน้นการทำแบบทดสอบที่ต้องตอบคำตอบตายตัว  ไม่สามารถแสดงกระบวนความคิดต่างๆออกไปได้  นอกจากที่ท่องจำมา  เน้นการเรียนเพื่อทำแบบทดสอบ  อาทิ  การเน้นเฉพาะตำตอบ  เน้นส่วนสำคัญ  อาทิ  การสร้างสูตรลัด  (ที่ไม่ครอบคลุมในบางครั้ง)  การสอนเทคนิคการทำข้อสอบ  การทำเอกสารย่อเฉพาะส่วนที่ออกข้อสอบ  การแจ้งเนื้อหาในแบบทดสอบก่อนสอบ  เป็นต้น  เห็นได้อย่างชัดเจนว่าการเรียนการสอนมีแนวโน้มเน้นที่ผลลัพธ์  ไม่ได้เน้นที่กระบวนการ  มากกว่านั้นผู้ปกครองยังให้การสนับสนุนการเรียนรู้เทคนิค  กลวิธีต่างๆอย่างเต็มที่  จึงทำให้เด็กสะสมการบริโภคความไม่เข้าใจความรู้อย่างแท้จริง  เข้าใจในส่วนที่ต้องเอาไปใช้เพื่อให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง

ในประเทศที่มีแนวคิดเครื่องจักรนั้นมีระบบการสอนที่เน้นให้นักเรียนมีความสำคัญที่สุดได้รับการฝึกกระบวนการคิด  ความเป็นเหตุเป็นผล  การใช้ตรรกศาสตร์  มีพัฒนาการทางความคิดที่เป็นระบบ  เพื่อที่จะสามารถประยุกต์ได้กับทุกสถานการณ์  ไม่เน้นการท่องจำ  เช่น  การที่นักเรียนสามารถใช้เครื่องคำนวณเพื่อหาผลลัพธ์ได้  ซึ่งหมายความว่าถ้าไม่สามารถคิดกระบวนการได้  ก็หาผลลัพธ์ไม่ได้   มากกว่านั้นไม่เน้นการทำแบบทดสอบที่ต้องได้ผลลัพธ์ตายตัว  เน้นการทำแบบทดสอบโดยอาศัยการวิเคราะห์  และสังเคราะห์ความรู้อย่างเป็นเหตุเป็นผล  ทำให้เด็กมีการบริโภคสะสมความรู้ทั่วไปอย่างชัดเจน

 

3.  ช่วงทำงาน  (Work)  พบว่า

ในประเทศที่มีแนวคิดหน่วยสิ่งมีชีวิตนั้นมีวัฒนธรรมในการทำงานท่ีเน้นประสิทธิภาพจากเครือข่าย  เนื่องมาจากต้นทุนบริโภคสะสมความสัมพันธ์ของญาติพี่น้อง  พวกพ้อง  รวมทั้งเครือข่ายในระดับสูง  รวมถึงความรู้  ทักษะ  ความสามารถจากทรัพยากรร่วมกันของเครือข่าย  ดังนั้นหน่วยการทำกิจกรรมทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองจึงเป็นหน่วยของเครือข่าย  ไม่ใช่ปัจเจกบุคคล  โดยมีเป้าหมายการดำเนินกิจกรรม  คือ  ผลประโยชน์สูงสุดของเครือข่าย  จากการพยายามเพิ่มประสิทธิภาพของเครือข่าย  โดยอาศัยข้อมูล  ทักษะ  ความรู้  หรือต้นทุนบริโภคสะสมที่มีอยู่  (รวมถึง  ความสัมพันธ์  การติดสินบนต่างๆ  การช่วยเหลือ)  แสวงหาโอกาสซึ่งผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับภายใต้  และจากกฎเกณฑ์  ระเบียบกติกาของบริบทสังคมนั้นๆ  เพื่อผลได้ในระดับสูง  ผลเสียหรือต้นทุนในระดับต่ำของเครือข่าย

ข้อสังเกต  จากประสิทธิภาพของเครือข่ายทำให้มีอำนาจในการต่อรองทั้งทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองเพิ่มขึ้น  จึงเป็นสาเหตุของการไม่เคารพ  และเคร่งครัดในกฎกติกาของสังคม  จึงทำให้การต้นทุนในการทำกิจกรรมต่างๆ  ไม่เท่ากัน  อำนาจในการต่อรองไม่เท่ากัน  เสมือนประเทศที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ทั้งทางสังคม  (มีคนจีนในหลายประเทศ  ในจำนวนมาก  รวมทั้งในประเทศเองจำนวนมาก)  เศรษฐกิจ (ขนาดของมหภาคต่างๆ  โดยเฉพาะรายได้ของประเทศ  ซึ่งสหรัฐก็เป็นอันดับหนึ่ง)  และการเมือง  (บทบาทตำรวจโลกของสหรัฐ)

สำหรับประเทศที่มีแนวคิดเครื่องจักรนั้นมีวัฒนธรรมการทำงานที่เน้นประสิทธิภาพจากปัจเจกบุคคล  เนื่องมาจากต้นทุนบริโภคสะสมทักษะ  ความรู้  ความสามารถปัจเจกบุคคลในระดับสูง  ความรู้ความสามารถจากทรัพยากรร่วมกันของเครือข่ายอยู่ในระดับตำ่  ดังนั้นหน่วยการทำกิจกรรมทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองจึงเป็นหน่วยของปัจเจกบุคคล  ตามที่เรา  (ประเทศไทย)  เรียนในตำราของตะวันตกอย่างแพร่หลาย  และยึดถือ  ไม่ใช่เครือข่าย  โดยมีเป้าหมายการดำเนินกิจกรรม  คือ  ผลประโยชน์สูงสุดของปัจเจกบุคคล  จากความพยายามเพิ่มประสิทธิภาพของปัจเจกบุคคล  อาศัยข้อมูลความรู้ความสามารถแสวงหาโอกาส  และดำเนินกิจกรรมต่างๆ  ภายใต้กฎเกณฑ์  ระเบียบกติกาของสังคมนั้น

ข้อสังเกต  จากประสิทธิภาพของเครือข่ายทำให้มีอำนาจในการต่อรองทั้งทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองเพิ่มขึ้น  จึงเป็นสาเหตุของการมีวินัย  เคารพ  และเคร่งครัดในกฎกติกาของสังคม  ทำให้การต่อรองของแต่ละปัจเจกบุคคลค่อนข้างเท่าเทียมด้วยอำนาจที่แต่ละปัจเจกบุคคลมีอยู่

 

จากการพิจารณาเปรียบเทียบรูปแบบทางสังคมข้างต้นบนแนวคิดพื้นฐานที่แตกต่างกันใน  3  ช่วงเวลา  จะเห็นได้ชัดว่าในประเทศที่มีแนวคิดหน่วยสิ่งมีชีวิต  เครือข่าย  (หน่วยการตัดสินใจ)  มีความโน้มเอียงที่จะใช้กลวิธี  ไม่ว่าจะภายใต้  หรือจากกติกา  รวมถึงนอกเหนือกติกาในการดำเนินกิจกรรมทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมือง  ในทางกลับกันพบว่า  ในประเทศที่มีแนวคิดหน่วยเครื่องจักร  ปัจเจกบุคคล  (หน่วยการตัดสินใจ)  มีความโน้มเอียงที่จะดำเนินกิจกรรมต่างๆตามตรรกะ  มีเหตุ  มีผล  ภายใต้กติกาในการดำเนินกิจกรรมทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองอย่างเคร่งครัด  

 

ในการอยู่รอดของมนุษย์  

จึงมีอยู่ของกลวิธี  และวิถีตรรกะ

Read Full Post »

triamboy

 

THE MOST IMPORTANCE THING IN COMMUNICATION IS TO HERE WHAT ISN’T BEING SAID.

Peter Drucker.

 

หลายวันมานี้ข้าพเจ้าเชื่อว่าคงไม่มีใครที่ไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  และรัฐบาลผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง  และหลายคนใจจดจ่อต่อการรับรู้ข่าวสารเรื่องนี้ตลอดเวลาด้วยสาเหตุอย่างหนึ่ง  การสื่อสารในปัจจุบันนี้มีวิวัฒนาการจากเดิมมาก  ทำให้ผู้บริโภคข่าวสารได้รับข่าวสารต่างๆมากมายจากอุปกรณ์ต่างๆรอบตัวอย่างไม่มีโอกาสปฏิเสท  อาทิ  ข่าวด่วนผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่  โทรทัศน์  หนังสือพิมพ์   หนังสือพิมพ์ออนไลน์  เป็นต้น  หลายครั้งหลายคราพบว่าทำให้ผู้บริโภคข้อมูลข่าวสารคาดการณ์เหตุการณ์ต่างๆเกินกว่าความเป็นจริง  ส่งผลต่อทัศนคติ  ความคิด  ความเชื่อของแต่ละบุคคล  อย่างไรก็ตามแล้วไม่ว่าการนำเสนอ  หรือได้รับข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทาง  หรือเครื่องมือไหนมีจุดร่วมที่เหมือนกัน คือ  เป็นข้อมูลที่ถูกเลือกมาจากส่วนหนึ่งของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากเหตุการณ์นั้น  โดยไม่คำนึงว่าการนำเสนอมีความพอเพียง  (เท่าเทียม  และทั่วถึง)  ในการนำเสนอข้อเท็จจริง  ความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย  ได้แต่นำเสนอบางส่วนจากบุคคลที่เรียกร้อง  พูดโฉ่งฉ่าง  โวยวาย  เป็นต้น  (เพื่อความน่าสนใจของข่าวสาร  ทำให้คนจำนวนมากสนใจ  นำมาซึ่งผลประโยชน์ของผู้นำเสนอ)  ด้วยสาเหตุนี้ทำให้พฤติกรรมของคนในสังคมทุกวันยิ่งบิดเบือนไปในทางที่ไม่พึงประสงค์

 

ในเหตุการณ์หนึ่ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับคนจำนวนมาก  เหตุการณ์ของสังคม  นั้นมีสมาชิกที่มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก  ซึ่งหมายความว่าทางออกของปัญหา  หรือทางเลือกในการสร้างสรรค์  ดำเนินกิจกรรมมีความหลากหลาย  โดยไม่จำเป็นต้องมี  2  ทางเลือกเพื่อเปรียบเทียบ  หรือให้เลือกข้าง  เพื่อแสดงออกซึ่งพฤติกรรมของบุคคล  อันเนื่องมาจากระดับต้นทุนการบริโภคสะสมที่แตกต่างกัน  อาทิ  การศึกษา  ประสบการณ์  วัฒนธรรม  ความรู้  ข้อเท็จจริง  เป็นต้น  เป็นสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนสามารถปฏิบัติได้  ภายใต้ขอบเขต  กฎระเบียบของสังคม  เพื่อความชัดเจนขอยกตัวอย่างต่อเนื่องจากข้างต้น  คือ

 

การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตยเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกจากหน้าที่  โดยการเข้ายึดธรรมเนียบรัฐบาล  และสถานที่ราชการต่างๆ  จากกรณีนี้เห็นได้ชัดว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้มีผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียไม่เพียงแต่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  และรัฐบาล  โดยมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียดังนี้

 

1.  พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

2.  รัฐบาล  และเจ้าหน้าที่  บุคคลากรของรัฐ

3.  ประชาชนทั่วไป

 

เห็นได้ว่าเหตุการณ์นี้ประกอบไปด้วยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  3  ส่วนหลัก  โดยมีปัจจัยกำหนด  หรือสาเหตุ  คือ  ทางเลือกในการแก้ไขสถานการณ์  โดยสองส่วนแรกนั้นพบว่ามีความชัดเจนในทางเลือกที่มีทิศทางในตรงกันข้าม  คือ  

 

1.  พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  เลือกที่จะดำเนินกิจกรรมเพื่อให้รัฐบาลลาออก  โดยอารยะขัดขืน  

2.  รัฐบาลเลือกที่จะอยู่ต่อ  และอดทน  ดำเนินการตอบโต้ภายใต้กระบวนการยุติธรรมต่อการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  

3.  ประชาชนทั่วไปมีทางเลือกที่ชัดเจนอาจอยู่ระหว่างสองข้างเลือกข้างต้นหรือไม่ก็ได้  มีความหลากหลายในรายละเอียดรูปแบบปฏิบัติขึ้นกับแต่ละปัจเจกชน อาจมีจุดร่วมในภาพรวม อาทิ  ประชาชนบางส่วนเลือกที่จะให้มีการประนีประนอม  มีการถอยกันคนละก้าว  และดำเนินกิจกรรมภายใต้กฎกติกาของประเทศเพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียต่อบ้านเมือง  และประชาชนทั่วไปมากไปกว่านี้  บางส่วนเลือกไม่เห็นด้วยกับทั้งสองทางเลือก  บางส่วนเลือกที่จะนิ่งเฉย  บางส่วนเลือกที่จะให้เกิดการปะทะ  ใช้ความรุนแรง  เพื่อเหลือเพียงข้างใดข้างหนึ่ง  เป็นต้น

 

หากพิจารณาถึงสัดส่วนของแต่ละองค์ประกอบของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  พบว่า  ส่วนที่  3  ประชาชนทั่วไปที่มีทางเลือกโดยไม่ได้เรียกร้อง  หรือถูกนำเสนอมีสัดส่วนมากที่สุด  เมื่อเปรียบเทียบกับอีกสองส่วนที่เหลือ  แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่า  สองส่วนที่เหลือดูเหมือนจะมีบทบาท  ความสำคัญมากกว่าส่วนของประชาชนทั่วไป  โดยสาเหตุหลักของพฤติกรรมที่บิดเบือนนี้มาจาก  สื่อมวลชน  ทำหน้าที่รายงานข้อเท็จจริง  แต่เป็นข้อเท็จจริงเพียงบางส่วน  เป็นของสองส่วนนี้เป็นส่วนใหญ่  ไม่ว่าจะเปรียบเทียบกับเวลาที่นำเสนอ  ระดับความสำคัญเนื้อหาของข้อเท็จจริง  เป็นต้น  ทำให้เกิดสภาพแวดล้อม  บริบทของความไม่สมมาตรของข้อมูล  หรือกล่าวได้ว่าต้นทุนในการเข้าถึงอยู่ในระดับสูง  ดังนี้

 

1.  การนำเสนอข้อมูลเพียงบางส่วนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  ของสื่อมวลชน  เป็นอุปสรรคต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียส่วนอื่นที่ไม่ได้รับการนำเสนอ  เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดความคิด  ความคาดหวััง  และการกระทำไปยังผู้รับสาร  ทำให้เกิด

2.  ความไม่สมมาตรของข้อมูล  ข้อมูลเพียงส่วนหนึ่งของทั้งหมด  ในบริบทของสังคมใดสังคมหนึ่ง

 

จากปัจจัยทั้งสองที่กำหนดให้ต้นทุนในการเข้าถึงอยู่ในระดับสูง  ทำให้พฤติกรรมของผู้รับสาร  หรือประชาชนทั่วไปมีความบิดเบือน  คือ  ประชาชนทั่วไปที่มีทางเลือกของแต่ละบุคคล  บนความรู้  เหตุผลของตน  เมื่อได้รับการนำเสนอข้อมูลอีกด้าน  มีแรงจูงใจต่อข้อมูล  มีการนำข้อมูลมาวิเคราะห์  สังเคราะห์  ทำให้ได้รับการแทรกแซงต่อการตัดสินใจเพื่อแสดงพฤติกรรมจากข้อมูลที่ได้รับ  เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากสถานะเดิม  โดยเลือกที่จะเอนเอียงไปทางใดทางหนึ่งมากขึ้น  หลังจากนั้นเมื่อมีการสะสมการบริโภคข้อมูล  หรือสิ่งอื่นที่เกี่ยวข้องมากขึ้น  เมื่อต้นทุนการบริโภคสะสมในระดับสูงสุดท้ายทำให้แสดงพฤติกรรมออกมาชัดเจนโดยเลือกทางเลือกที่ถูกกำหนดมาไม่ว่าทางใดทางหนึ่งอย่างชัดเจน   หรือสามารถกล่าวอย่างง่ายได้ว่า  การนำเสนอของสื่อมวลชนด้วยข้อมูลด้านหนึ่ง  เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่  จูงใจให้ผู้รับสารเลือกทางเลือกที่กำหนดมาให้  จนท้ายที่สุดแล้วจะมีทางเลือกน้อยเพียงหนึ่ง  หรือสองทางเลือกที่ปรากฎ  เกิดปรากฎการณ์  “ถูกบังคับให้เลือกข้างอย่างชัดเจน”  นั่นหมายรวมถึงข้างเดียวในที่สุด

 

ในทางกลับกันหากสื่อมวลชนมีการนำเสนอข้อมูลครบทุกด้านจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  มีความสมมาตรของข้อมูล  ทำให้ผู้รับสารมีการถูกแทรกแซง  จูงใจต่อการตัดสินใจเพื่อแสดงพฤติกรรมน้อย   ยังคงสถานะการแสดงพฤติกรรมใกล้เคียงเดิม  เนื่องมาการได้รับสารที่มีความหลากหลาย  มีสภาพแวดล้อม  บริทบที่มีความหลากหลาย  มีทางเลือกที่หลากหลาย  และความหลากหลายนี้บางส่วนมีจุดร่วมกัน  ผู้บริโภคจึงมีความมั่นใจมากขึ้นในการแสดงออกพฤติกรรมเดิมของตนเอง  และถ้าหากทางเลือกของตนได้รับการนำเสนอยิ่งมีความเชื่อมั่นมากขึ้นต่อการแสดงพฤติกรรม  ดังนั้น  สื่อมวลชน  ที่ทำหน้าที่เสนอข้อมูล  ข้อเท็จจริงควรที่จะนำเสนอข้อมูลครบทุกด้าน  จากทุกส่วนที่ได้เสีย  อย่างเท่าเทียมกัน  เพื่อที่จะให้ทุกคนสามารถเลือกทางเลือกของตนเองได้  โดยที่ไม่มีการแทรกแซง   บิดเบือนให้กระทำในสิ่งที่ไม่คาดคิด  รู้เท่าไม่ถึงการณ์ในอนาคตก็เป็นได้

 

ฟังสิ่งที่ไม่ได้ยิน  เสียงที่ไม่ได้พูด

ฟังสิ่งที่ได้ยิน  เสียงที่ได้พูด

นั่นคือ  “สังคมอันพึงประสงค์”

Read Full Post »

triamboy

 

จากทุนที่ไหลออกจากประเทศไทยอย่างรวดเร็วเมื่อปี พ.ศ.  2541  รวมถึงการไม่มีระเบียบวินัยทางการเงินอย่างแพร่หลายนำมาซึ่งการล้มลงของเศรษฐกิจไทย  เกิดวิกฤตทางการเงิน  (เงินทุนไหลออกสุทธิจำนวนมาก  ไหลไปเข้ารัสเซีย  แล้วออกเพื่อไหลไปต่อที่หมายปลายทางใหม่  เพื่อนำความวิบัติไปสู่ที่นั่น)  และวิกฤตหนี้เนื่องมาจากเงินกู้ยืมจากต่างประเทศจำนวนมาก  และระยะสั้นด้วย  (ค่าเงินล้ม  อ่อนค่าอย่างมาก)  ทำให้ผู้ประกอบการทุกภาคกิจกรรมต้องปิดตัวลงอย่างรวดเร็ว  แล้วนำมาซึ่งปัญหาสังคมมากมาย  อาทิ  คนตกงาน  ไม่มีรายได้เพียงพอต่อการดำเนินชีวิต  สุขภาพจิตที่ย่ำแย่ของคนโดยรวม  ฯลฯ  ทำให้ผู้รับผิดชอบการบริหารบ้านเมืองไม่สามารถนิ่งนอนใจได้  และต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อแก้ปัญหา  อย่างน้อยก็หยุดไว้ไม่ให้แย่กว่าเดิม  ด้วยภาวะการณ์ที่ไม่มีการคาดการณ์  และเตรียมความพร้อมรับมือมาก่อนทำให้การดำเนินนโยบายต่างๆ  เหมือนกับการลองผิดลองถูกไปเรื่อย  และดูเหมือนว่าไม่มีแนวโน้มที่ดีขึ้น  ไม่ว่าความพยายามของรัฐบาลพล.อ.ชวลิต  หรือแม้แต่รัฐบาลใหม่ของนายชวน  ก็ไม่สามารถทำให้ประชาชนพอใจได้เท่าที่ควร  ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น  มีการเรียกร้องหาทางเลือกใหม่  กอปรกับโอกาสนี้ทำให้เกิดพรรคใหม่ขึ้นมา  คือ  พรรคไทยรักไทย  และมีคู่แข่งท่ีสำคัญ  และมีประวัติศาสตร์ยาวนานอย่างประชาธิปัติย์  และผลการไว้วางใจจากประชาชนก็เป็นอย่างที่เราทุกคนทราบแล้ว

 

เมื่อถามถึงปัจจัยสำคัญต่อชัยชนะที่เป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองครั้งนี้  ข้าพเจ้ามองว่า  ปัจจัยสำคัญที่สุด  คือ  พฤติกรรมพรรคการเมืองทั้งสอง  โดยมีความแตกต่างอย่างชัดเจน  แล้วอะไรที่เป็น  “แรงจูงใจเบื้องหลังต่อพฤติกรรมของพรรคการเมืองทั้งสอง”

 

คำตอบที่ชัดเจน  คือ  ต้นทุนการบริโภคสะสมของพรรคการเมืองแต่ละพรรค  ดังนี้

 

พรรคประชาธิปัติย์   มีต้นทุนการบริโภคสะสมในระดับสูง

พรรคไทยรักไทย     มีต้นทุนการบริโภคสะสมในระดับต่ำ

 

โดยรายละเอียดมีดังนี้

พรรคประชาธิปัติย์

 

มีการก่อตั้งมายาวนานกว่า  62  ปี  ตั้งแต่ปี  พ.ศ.2489  มีประวัติศาสตร์การเรียนรู้  พัฒนาการที่ยาวนาน  จนถือได้ว่าเป็นวิวัฒนาการก็ว่าได้  ทั้งด้านวัฒนธรรมภายในพรรค  อาทิ  วิสัยทัศน์  นโยบาย  เป้าหมาย  กฎระเบียบพรรคเป็นต้น  ที่ค่อยๆล้มลุกคลุกคลาน  ปรับเปลี่ยนจนมีตำแหน่งของตัวเอง  มีจุดยืนที่ชัดเจน  มีรูปแบบวัฒนธรรมที่ชัดเจน  ด้านทรัพยากรบุคคล  ที่มีสมาชิกสภาผู้แทนจำนวนมากที่เข้ามาเพื่อทำหน้าที่  และออกไปเมื่อหมดวาระ  รวมถึงตัวแทนพรรค  สมาชิกที่มีมายาวนาน  แล้วค่อยๆเพิ่มเติม  ขยายไปตามพื้นที่ต่างๆ  อย่างช้าๆ ด้านความสัมพันธ์ชุมชน  มีความสัมพันธ์ยาวนานในพื้นที่ของตนเอง  และยังคงทำกิจกรรมในพื้นที่ตัวเอง  และพ้นที่อื่นๆ  เรื่อยมา

พรรคไทยรักไทย

 

เพิ่งมีการก่อตั้งขึ้นเมื่อ  กรกฎาคม  2541  ท่ามกลางวิกฤตสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมืองของไทย  ที่ต้องการทางเลือกใหม่  และมีอายุของพรรคเพียง  9  ปีก่อนที่จะถูกยุบพรรคในที่สุด  พรรคไทยรักไทยจึงมีลักษณะพรรคที่ตั้งขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในขณะนั้น  มีรูปแบบปัจจุบันทันด่วน  โดยรวบรวมเงินทุนจากนายทุน  รวมรวมสมาชิกจากกลุ่มต่าง  แล้วจัดตั้งพรรคขึ้น  โดยไม่มีการเรียนรู้  และพัฒนาพรรคมาก่อนหน้านี้  มีลักษณะของการนำความรู้  (know-how) มาเป็นทุนเริ่มต้น  ไม่มีวิวัฒนาการ  จึงไม่สามารถคาดการณ์  หรือบอกแนวโน้มทิศทางในอนาคตได้  หรือกล่าวได้ว่าไม่มีความน่าเชื่อถือ  (credit)  ไม่มีรูปแบบวัฒนธรรมของพรรคที่ชัดเจน  หรือเป็นวัฒนธรรมแบบสุ่ม  คือวัฒนธรรมที่ตอบสนองความต้องการทุกส่วน  (ส.ส.  ประชาชน  พรรคร่วมรัฐบาล  กลุ่มทุนพรรค)  ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  รวมทั้งไม่มีการสร้างแบบปฏิบัติของพรรค   เป็นกฎที่น่าเชื่อถือ  ที่ยึดถือปฏิบัติร่วมกันชัดเจน  ด้านความสัมพันธ์ชุมชน  จัดหาทรัพยากรจากพรรคที่มีทุนทางสังคมมาก  มาเป็นสมาชิกพรรค  เพื่อสร้างความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นกับพรรค  ความสัมพันธ์ะหว่างพรรคกับชุมชนไม่มีความสัมพันธืที่ลึกซึ้ง  และยาวนาน

 

จากการต้นทุนบริโภคสะสมที่อธิบายไว้ข้างต้นของทั้งสองพรรคการเมืองเป็นแรงจูงใจให้มีพฤติกรรมต่างกัน  ดังนี้

รรคประชาธิปัติย์

 

จากรูปแบบวัฒนธรรมที่ชัดเจน  มีความน่าเชื่อถือ  มีความรับผิดชอบ  จึงทำให้พฤติกรรมของพรรค  และสมาชิกในสังคมประชาธิปัตย์มีลักษณะรอบคอบ  เชื่อมั่นต่อวัฒนธรรมพรรคสูง  ไม่สะเพร่า  ค่อยคิดค่อยทำ  หรืออาจมองในทางกลับกันพบว่าการตัดสินใจเป็นไปได้ช้า  จำนวนการตัดสินใจลงมือทำโครงการต่างๆ น้อย  (อาจไม่ทันต่อความต้องการของประชาชนทุกวันนี้ที่มีมากขึ้น)  นโยบายค่อนข้างยึดติดรูปแบบเดิม  ไม่น่าสนใจ  ไม่มีสีสันดึงดูด  ไม่เสนอทางเลือกนโยบายใหม่  เป็นเพราะการนำเสนอเฉพาะนโยบายที่เคยประสบความสำเร็จของพรรค  นโยบายสามารถกระทำได้  ทำให้ความน่าเชื่อถือของนโยบายของพรรคมีมากเพราะมีความเป็นไปได้สูงมาก  รวมถึงต้องคำนึงถึงนโยบายในอดีตอันเป็นตัวสะท้องอัตลักษณ์ของพรรคด้วย  แต่นั่นอาจไม่ได่สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไป  ณ  ปัจจุบันนี้  เมื่อได้มีโอกาสเข้ามาทำหน้าที่รัฐบาลก็ทำหน้าที่เพียงรัฐบาล  แต่ไม่ได้ใส่ใจเรื่องของการบริหารจัดการของพรรค  ไม่ได้เสริมสร้างความเข้มแข็งของฐานเสียงระหว่างเป็นรัฐบาล  นั่นคือการใช้พรรค  รวมถึงสมาชิกของพรรคเพื่อทำกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกับพรรค  หรือในทางการตลาดแล้วคิดว่าเป็นเรื่องของการบริหารจัดการแบรนด์  (Brand management)  ทั้งนี้เนื่องมาจากกรอบต่างๆที่ประชาธิปัตย์สร้างไว้เองทำให้ไม่สามารถคิดสร้างสรรค์พรรคได้มากขึ้น  หรือไม่สามารถเพ่ิมต้นทุนการบริโภคสะสมในทางอื่นได้มากขึ้น  ได้แต่ทำในรูปแบบเดิมของการเป็นรัฐบาล

พรรคไทยรักไทย

 

จากพรรคที่เพิ่งได้รับการก่อตั้งใหม่  และไม่มีการสร้างรูปแบบวัฒนธรรมที่ชัดเจน  ทำให้พฤติกรรมของพรรค  และสมาชิกในพรรคไทยรักไทยมีลักษณะคำพูดนำความคิด  ไม่สุขุมรอบคอบ  พูดเร็วทำเร็ว  การตัดสินใจเป็นไปอย่างรวดเร็ว  สามารถเริ่มดำเนินโครงการต่างๆได้ในจำนวนมาก  (มันต่อความต้องการ  ความคาดหวังของประชาชน  (ผู้บริโภค)  ที่เพิ่มมากขึ้นทุกวันนี้)  โดยไม่ต้องคำนึงถึงอดีตของพรรค  กรอบต่างๆที่ถูกกำหนดขึ้นจากพรรค   ทั้งวัฒนธรรมต่างๆของพรรค  ทำให้นโยบายต่างๆที่ออกมามีความสดใหม่  มีความแตกต่างจากรูปแบบเดิมอย่างมาก  โดยไม่ต้องตำนึงถึงรูปแบบเดิม  มีสีสัน  ดึงดูดความสนใจ  สอดคล้องกับบริทบปัจจุบัน  และเมื่อได้เข้ามาเป็นรัฐบาล  (ได้รับการบริโภค – การไว้วางใจ)  มีการบริหารจัดการตราสินค้าที่ดี  คือ มีการใช้ปรโยชน์จากสถาบันพรรคการเมือง  เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของพรรค  โดยมีการจัดการผ่านพรรค  สมาชิกของพรรค  ตัวแทนเพื่อทำกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกับพรรค  เพื่อเกิดประโยชน์ต่อพรรคเองทั้งแง่การได้รับความน่าเชื่อถือ  การขยายฐานเสียง  การสร้างความเข้มแข็งของนโยบาย  การยอมรับนโยบาย  รวมทั้งการสร้างความเป็นเจ้าของนโยบาย  (เพ่ิ่มต้นทุนการบริโภคสะสม) ทำให้คนเห็นประโยชน์จากพรรคไทยรักไทยที่ได้รับเป็นรัฐบาล  ไม่ใช่หมายถึงพรรคไทยรักไทยเพียงอย่างเดียว  หรือรัฐบาลเพียงอย่างเดียว

 

เห็นได้ว่าต้นทุนการบริโภคสะสมทำให้พฤติกรรมของพรรคการเมืองไทยนั้นมีความแตกต่างอย่างชัดเจน  ซึ่งไม่ได้หมายความว่าพฤติกรรมแบบไหนจะได้รับการรับเลือก  เพราะสุดท้ายแล้วสังคมเองจะเป็นผู้เลือก  และผู้รับผิดชอบต่อผลการเลือก  โดยการตรวจสอบทั้งทางตรง  และทางอ้อม

 

จากต้นทุนการบริโภคสะสมสามารถสรุปพฤติกรรมจากกรณีทั้งสองได้ดังนี้

 

กรณี  ต้นทุนการบริโภคสะสมสูง  มีพฤติกรรมดังนี้

1.  มีรูปแบบปฏิบัติชัดเจน  สามารถคาดการณ์แนวโน้มในอนาคตได้

2.  มีการปฏิบัติที่น่าเชื่อถือสูง

3.  มีความรับผิดชอบต่อการปฏิบัติ

4.  มีขอบเขต และข้อจำกัดของการปฏิบัติ

 

กรณี  ต้นทุนการบริโภคสะสมต่ำ  มีผพฤติกรรมในทางตรข้ามกับกรณีต้นทุนการบริโภคสะสมสูง

 

ฉะนั้นเมื่อถามว่าพฤติกรรมพรรคการเมืองแบบไหนมีความเหมาะสม  ก็ต้องกลับไปพิจารณาเงื่อนไขจำเป็นต่อการแสดงพฤติกรรม โดยไม่บิดเบือนวัตถุประสงค์  นั่นคือ  ต้นทุนการบริโภคสะสมในระดับสูง  ถ้าหากต้นทุนการบริโภคสะสมในระดับตำ่แล้ว  ทำให้มีโอกาสของการบิดเบือนของพฤติกรรมในระดับสูง  จากข้างต้นสามารถยกตัวอย่างเช่น  มีความเป็นไปได้สูงที่พรรคการเมืองที่มีต้นทุนการบริโภคสะสมต่ำจะนำเสนอนโยบายแปลกใหม่ๆ  แต่มีความน่าเชื่อถือน้อย  (ถ้าประสบความสำเร็จก็เป็นการเพ่ิมความน่าเชื่อถือ  เพิ่มต้นทุนการบริโภคสะสม),  มีความเป็นไปได้สูงที่สมาชิกของพรรคไม่ปฏิบัติตามวัฒนธรรมของพรรค  (ถ้ามีการลงโทษ  เป็นการเพิ่มต้นทุนการบริโภคสะสม),  มีความเป็นไปได้สูงที่พรรคการเมืองที่มีต้นทุนการบริโภคสะสมต่ำมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างได้ตลอดเวลา  เช่น  คณะรัฐมนตรี,  กรรมการบริหารพรรค,  มีความเป็นไปได้ต่ำที่พรรคการเมืองที่มีต้นทุนการบริโภคสะสมต่ำจะนำเสนอนโยบายแปลกใหม่ๆ  แต่มีความน่าเชื่อถือน้อย  (ถ้าประสบความล้มเหลวก็เป็นการลดความน่าเชื่อถือ  ลดต้นทุนการบริโภคสะสมอย่างมาก)  เป็นต้น

 

ส่วนใหญ่ คือ ความต้องการ

ความต้องการ  ไม่ใช่  ความเหมาะสม

Read Full Post »

triamboy

หลายคนอาจสงสัยงงงวยกับประเด็นที่ผู้เขียนนำเสนอ  จะนำเสนอขั้นตอนการผลิต  และออกแบบตุ๊กตาหรือ  แล้วเสนอเพื่ออะไร …  จริงแล้วผู้เขียนตั้งใจเขียนบทความนี้ขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์โดยตรงของผู้เขียนตลอดระยะเวลา  4  ปีที่ผ่านมาในการทำกิจกรรมต่างๆ  ทั้งภายใน  และภายนอกมหาลัย  ได้มีโอกาสติดต่อผู้คนจำนวนมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งรวมถึงศิษย์เก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

แรกเริ่มเดิมทีนั้นข้าพเจ้านั้นได้มีโอกาสเข้ามารับผิดชอบกิจกรรมตั้งแต่ชั้นปีที่  1   ทั้งในและนอกคณะ  งานที่ได้รับก็มีหลายรูปแบบตั้งแต่การวางแผน  การประสานงาน  การรวบรวมทีมงาน  รวมถึงการปฏิบัติกิจกรรมร่วมกับเพื่อน  พี่  และบุคคลากรที่เกี่ยวข้อง  จนกระทั้งจบชั้นปีที่  2  ตลอดสองปีที่ผ่านมาทำให้ข้าำเจ้าได้เรียนรู้ว่า  แนวคิดทางสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมือง  โดยที่มีอุปทานเป็นตัวขับเคลื่อนยังสามารถพบได้ในชีวิตเรา  ณ  ปัจจุบันนี้  อาทิเช่น

 

เราทำกิจกรรมโดยอาศัยทรัพยากรจากแต่ละบุคคล  ครอบครัวมาร่วมลงทุนกัน โดยไม่ต้องมีสื่อกลาง  มีแรงจูงใจ  คือ  ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนในอนาคต  (ไม่แน่นอน)  แต่ละคนได้เสียสละแรงกาย  ความคิด  เวลา  เงิน  ของใช้ที่บ้านต่างๆมากมายที่จำเป็นต่อการจัดกิจกรรมให้สำเสร็จลุล่วงไปด้วยดี

 

เราพยายามหาวิธีการผลิต  โดยที่ให้ได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย  โดยที่มีเงื่อนไข  คือ  สิ่งของที่มีอยู่ในมือของทุกคน  เราพยายามสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ  ไม่ว่าแต่ละขั้นตอนต้องเพิ่มแรงงานมากเพียงใด  ต้องเพิ่มเวลามากอีกเท่าไหร่  แต่ดูเหมือนว่าเราก็เต็มใจที่จะทำมัน  และสนุกไปกับมัน

 

เราพอใจในผลงาน  ผลิตภัณฑ์ที่ออกมา  ไม่จำเป็นต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีที่สุด  ต้องแตกต่างที่สุด  หรือต้องตอบสนองต่อความต้องการของคนดู  หรือแม้แต่คนให้คะแนน    เรามีเพียงผลงานที่สามารถทำหน้าที่ของมันได้ดีที่สุดตามเจตนารมณ์ของคนทำกิจกรรม  (ผู้ผลิต)

 

เราไม่ได้ต้องการ  จำเป็น  หรือพึ่งพาต่อสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน  นั่นคือเงินนั่นเอง  เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพยากรต่างๆ  เราใช้เงินในระดับที่พอเพียงต่อการขับเคลื่อนกิจกรรมเท่านั้นเอง

 

ดูเหมือนว่าการทำกิจกรรมในรูปแบบนี้ขัดต่อกระแสของสังคมส่วนใหญ่ข้างนอกมหาวิทยาลัยอยู่มากที่มีแนวคิดสังคม  เศรษฐกิจ  และการเมือง  โดยที่มีอุปสงค์เป็นตัวขับเคลื่อน  คือ

 

ต้องอาศัยทรัพยากรจากแหล่งที่ให้ต้นทุนต่ำสุด  มีแรงจูงใจ  คือ  ผลต่างระหว่างต้นทุน  และรายได้  หรือกำไร

 

ต้องหาวิธีการการผผลิตที่มีผลิตภาพสูงสุด  ผลตอบแทนจากวัตถุดิบสูงในขณะที่ต้นทุนต่ำที่สุด  ไม่สนว่าต้องใช้วัตถุดิบอะไร  อะไรไม่มีก็ต้องสร้าง  ต้องผลิตขึ้นมา  อะไรมีแต่ไม่คุ้มไม่ต้องผลิต

 

ต้องสร้่างผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีที่สุด  ต้องมีความโดดเด่น  แตกต่าง  ต้องตอบสนองต่อผู้บริโภค  คนที่มีสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน

 

จำเป็น  และต้องใช้สื่อกลางในการแลกเปลี่ยน  หรือเงินตรา  เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพยากรต่างๆ  รวมถึงขั้นตอนต่างที่เกี่ยวเนื่องจนกว่าสินค้าถึงมือผู้รับ

 

หลังจากการมุ่งทำกิจกรรมสองปีที่ผ่านมาในคณะ  ข้าพเจ้าก็ได้รับโอกาสในการทำกิจกรรมนอกคณะ  และรวบถึงนอกมหาลัยด้วย  ทั้งหน่วยงานราชการ  เอกชน  และรัฐวิสาหกิจ  เป็นโอกาสที่ให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้  และเข้าใจกระแสภายนอกที่ไหลเข้ามาท่วมตัวเราตลอดเวลา   ได้เข้าไปเริ่มต้นตั้งแต่การวางแผนงานของกิจกรรมนั้น  ซึ่งถือเป็นกระบวนการท่ีสำคัญของการทำกิจกรรมต่างๆ  ข้าพเจ้าได้พบกับความประหลาดใจขึ้นครั้งแรกถึงกระบวนการวางแผนของบุคคลที่มีวัยวุฒิ  คุณวุฒิสูงกว่าเรามาก

 

“ผมอยากให้น้องลองสมมติตุ๊กตาขึ้น  จะได้เข้าใจมากขึ้น  น้องสมมติตุ๊กตาขึ้นมา  เราขายมันไปร้อยบาท  เราจะซื้อมาสัก  70  เดี๋ยวพี่ต่อรองกับผู้ผลิตเอง  เรื่องการผลิตนั้นรับรองได้ว่าคุณภาพเยี่ยม  เสียเว็ท  (ภาษีมูลค่าเพิ่ม)  7  บาท  ให้หน่วยงาน  20  บาท  น้องเอาไปขายก็  3  บาท  โอเคป่าว  ไม่โอเคก้คุยกันได้”

 

จะเห็นได้ว่ามันคือ  “การแบ่งเค้กนั่นเอง”  การวางแผนแล้วส่วนใหญ่เกี่ยวกับแหล่งรายได้ของกิจกรรม  และเป็นเรื่องของสัดส่วนของรายได้ที่ต้องเสียไป  และส่วนที่เหลือ  และไม่ได้ให้ความสำคัญของวัตถุประสงค์ของกิจกรรม  หรือแม้กระทั่งกระบวนการทำกิจกรรม  ซึ่งผิดกับความคาดหวังที่วางไว้มาก  ข้าพเจ้าเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันเกี่ยวกับตุ๊กตาตรงไหน  นึกแล้วก็ยังสงสารตุ๊กตาเหลือเกิน  เข้าใจว่าตุ๊กตาคือสิ่งสมมติ  ทำขึ้นมาให้เหมือนจริง  ทั้งตามความเป็นจริง  และจินตนาการ  ด้วยเหตุนี้จึงใช้ตุ๊กตาเป็นตัวแทน

 

ข้อสังเกต

ทำไมเค้กแต่ละก้อนไม่ค่อยเท่ากัน  บางก้อนไม่สมเหตุสมผล  บางก้อนโตมากจนกินไปได้นานก็ไม่หมด  บางก้อนกินไม่นานก็หมด  บางก้อนถ้าแบ่งให้ดีก็กินได้นาน  นั่นคือ  ต้องมีคนอีกหลายคนรอแบ่งเค้กก้อนโตอยู่ข้างหลัง  จากกรณีตัวอย่าง  พบว่า  ในก้อน  70  บาท  มีการไปแบ่งเป็นสองส่วนอีกที  คือ  ส่วนนายหน้า  (คนที่เจรจากับทั้งสองส่วน  โดยไม่ให้เจอกัน  หรือปกปิด)  30  บาท  ส่วนผู้ผลิต  40  บาท  หรือนายหน้าคิดเป็นร้อยละ  43  ของก้อนใหญ่  ส่วนของผู้ผลิตยังไปแบ่งอีกหลายส่วนให้คนที่เกี่ยวข้อง  เช่น  เจ้าของโรงงาน  ลูกจ้าง  ตั้งแต่  เลขา  การเงิน  บัญชี  ออกแบบ  ผู้ใช้แรงงาน  ลองนำก้อนนี้มาพิจารณาดู  แล้วคิดว่าเจ้าของจะแบ่งอย่างเท่าเทียมกันเหรอ  ไม่มีทางที่เจ้าของจะได้ส่วนแบ่งน้อยกว่ากรรมกร  เพราะฉะนั้นลองจินตนาการเปรียบเทียบภาพระหว่างผลตอบแทนนายหน้า  และผู้ใช้แรงงานที่ผลิตผลงานนั้นออกมา  มันเป็นการตอบแทนที่ช่างยุติธรรมเหลือเกินสำหรับสังคมทุกวันนี้ที่ผู้ใช้แรงงานมีต้นทุนการเข้าถึงสูง  (ไม่มีโอกาสการเข้าถึงทรัพยากร)

 

มากกว่านั้นทุกคนในสังคมยังเต็มใจที่จะยกย่อง  สรรเสริญนายหน้า  คนกลาง แต่กลับดูแคลนผู้ใช้แรงงาน  ทั้งที่ทั้งสองส่วนไม่ได้ต่างกันที่เป็นมนุษย์  แต่เป็นมนุษย์ที่อุทิศทรัพยากรต่างกัน  คือ  แรงงาน  และความรู้  (เครือข่าย  รายชื่อผู้ซื้อขาย  ฯลฯ)  เพียงแค่หน้าที่ต่างกัน  สามารถชี้ชัดได้ว่าคนเรายืนอยู่กันคนละระดับชั้นบนพื้นโลกดวงเดียวกันนี้

เราควรทำความรู้จัก  “ตุ๊กตา” ที่แท้จริง  ก่อนที่จะรับมือกับมัน  !!!

Read Full Post »

triamboy

LIFE MUST BE LIVED FORWARD, BUT IT CAN ONLY BE UNDERSTOOD BACKWARD.

Soren Kierkegaard, Denmark Philosopher.

 

คราวที่แล้วเราได้พูดคุยถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรม  และต้นทุนกันแล้ว  และคงมีบางคนลองนำไปอธิบายพฤติกรรมต่างๆ บ้าง  คราวนี้ขอยกตัวอย่างรายละเอียดของพฤติกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน  การเปลี่ยนแปลงและความต่อเนื่องของพฤติกรรม

เมื่อมานั่งคิดดูแล้วหลายๆ ครั้ง  พบว่าคนเราได้ตัดสินใจเพื่อทำอะไรสักอย่าง  โดยคาดการณ์ความเป็นไปได้บนพื้นฐานของข้อมูลในอดีต  เช่น  เมื่อเราตัดสินใจไปงานต่างๆ  เช่น  สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ  การแสดงนิทรรศการต่างๆ  พบว่า  เราคาดการณ์กิจกรรมแต่ละอย่างบนพื้นฐานของข้อมูลในอดีต  เช่น  วัน  เวลา  ที่จัดกิจกรรม  หรือแม้กระทั่งรูปแบบกิจกรรมในงาน  คิดว่าหลายคนเคยโทรนัดเพื่อนไปงานสัปดาห์หนังสือ  พูดคุยถึงเวลา  สำนักพิมพิมพ์ที่มาออกบูท  โดยอ้างอิงจากงานปีที่แล้ว  (ปีนี้ไม่รู้ว่ามติชนมาป่าว…อืม…น่าจะมานะ….ปีที่แล้วก้มานิ)  เรามักจะสามารถพยากรณ์ได้อย่างแม่นยำ  แต่การคาดการณ์เหล่านี้ไม่ได้ถูกต้องเสมอไปแล้วในปัจจุบันนี้

ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับพฤติกรรมบนพื้นฐานของเวลาก่อนหน้า  เพื่อที่จะได้อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลง  สาเหตุ  และความต่อเนื่องต่อไป

พฤติกรรมบนพื้นฐานของเวลาก่อนหน้า  คือ  รูปแบบการแสดงออกทางพฤติกรรม  มาจากการคาดการณ์  คาดหวัง  พยากรณ์บนพื้นฐานของข้อมูลในช่วงเวลาก่อนหน้า  เพื่อให้เข้าใจมากขึ้นขอยกตัวอย่างดังนี้

วัน  เวลา  สถานที่จัดงานสัปดาห์หนังสือ  คนส่วนใหญาคาดการณ์บนข้อมูล  ประสบการณ์จากปีที่แล้ว  (การจัดงานครั้งที่แล้ว  บางคนไม่ได้ไปทุกปี)

เงินเฟ้อ  คนส่วนใหญ่คาดการณ์บนตัวเลขเงินเฟ้อของเวลาก่อนหน้าที่รับรู้ (เดือนที่แล้ว  ไตรมาสที่แล้ว  ปีที่แล้ว)

ฤดูฝน  คนส่วนใหญ่คาดการณ์จากประสบการณ์ของตัวเองที่ได้รับรู้ (บางคนบอกว่าปีที่แล้วเดือนมิถุนายน  บางคนบอกว่ากรกฎาคม)

การสอบผ่านของเพื่อน  คนส่วนใหญ่คาดการณ์จากการได้สัมผัสเพื่อนคนนั้นในเวลาก่อนหน้า

จากที่กล่าวมาข้างต้นสามารถสร้างแบบจำลองทั่วไปของการคาดการณ์ได้ดังนี้

การคาดการณ์  =  ค่าคงที่ + สัมประสิทธิ์ของข้อมูลเวลาก่อนหน้า(ข้อมูลเวลาก่อนหน้า) + ค่าความคลาดเคลื่อน

(expectation = c + b(data(t-n)) + e) , n = 1, 2, 3, …

แต่เหตุการณ์จำนวนมากไม่ได้เป็นเช่นนี้อีกต่อไป  และมีแนวโน้มลดลง  

โดยพบว่าการคาดการณ์ของคนส่วนใหญ่มีความความสัมพันธ์กับข้อมูล  ประสบการณ์ในอดีตน้อยลง  และเพิ่มความสำคัญของข้อมูล  และประสบการณ์  ณ  ปัจจุบันมากขึ้น  และมีแนวโน้มมากขึ้น  (สัมประสิทธิ์ของข้อมูลปัจจุบันมากขึ้น-b2)  จากที่เมื่อก่อนไม่มีการนำข้อมูลปัจจุบันเป็นปัจจัยในการตัดสินใจ  รวมถึงลืม  ไม่คำนึงอดีต  ประสบการณ์มากขึ้น  (คนเดี๋ยวนี้ลืมง่าย)  ทำให้การแสดงออกของพฤติกรรมของมนุษย์มีแนวโน้มที่เป็นพฤติกรรมครั้งเดียวจบมากขึ้น  และมีความสัมพันธ์น้อยลงกับพฤติกรรมก่อนหน้า  ไม่มีรูปแบบปฏิบัติ  หรือแนวโน้ม  มีลักษณะสุ่มมากขึ้น  โดยสามารถสร้างแบบจำลองทั่วไปของการคาดการณ์ได้ดังนี้  

 

การคาดการณ์  =  ค่าคงที่ + สัมประสิทธิ์ของข้อมูลเวลาก่อนหน้า(ข้อมูลเวลาก่อนหน้า) + สัมประสิทธิ์ของข้อมูลเวลาปัจจุบัน(ข้อมูลเวลาปัจจุบัน) + ค่าความคลาดเคลื่อน

(expectation = c + b1(data(t-n)) + b2(data(t)) + e)  , n = 1, 2, 3, …

 

จากตัวอย่างก่อนหน้า  เปลี่ยนเป็นดังนี้

วัน  เวลา  สถานที่จัดงานสัปดาห์หนังสือ คนส่วนใหญ่คาดการณ์จากข้อมูลอดีตน้อยลง  และเลือกที่จะค้าหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต  สื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ มากขึ้นของการจัดงานปีน้ี

เงินเฟ้อ  คนส่วนใหญ่คาดการณ์บนตัวเลขเงินเฟ้อของเวลาก่อนหน้าน้อยลงมาก  และเลือกที่จะรับรู้จากตัวเลขของหน่วนงานที่เกี่ยวข้องที่เดียว  เช่น  คนที่เรียนมาในขอบเขตของเศรษฐศาสตร์รู้ว่าต้องดูตัวเลขจากแบงค์ชาติ  ชาวบ้านดูจากหนังสือพิมพ์  สหกรณ์อาชีพต่างๆ  ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์  คนชั้นกลางดูจากธนาคารพาณิยช์  บริษัทหลักทรัพย์  เป็นต้น

ฤดูฝน  คนส่วนใหญ่คาดการณ์จากประสบการณ์ของตัวเองที่ได้รับรู้น้อยลงมาก  และหันมารับทราบข่าวสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากขึ้น  เช่น  กรมอุตุนิยมวิทยา  หรือการพยากรณ์จากสื่อต่างๆ  คนที่เล่นอินเตอร์เน็ตสามารถดูพยากรณ์อากาศจากอินเตอร์เน็ต  ชาวบ้านในหมู่บ้านรับฟังเสียงตามสายจากผู้ใหญ่บ้าน  จากคำบอกเล่าปากต่อปาก  เป็นต้น

การสอบผ่านของเพื่อน  คนส่วนใหญ่คาดการณ์จากการสอบของเพื่อนคนนั้นในเวลาก่อนหน้าน้อยลง  แต่ดูจากกระทำก่อนการสอบมากขึ้น  ดูว่าขยัน  ตั้งใจมากขึ้นเพียงใด

แล้วอะไรเป็นสาเหตุของพฤติกรรมมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงไป  หลายๆ คนคงบอกว่าเพราะ  การสื่อสาร   เทคโนโลยี  วิทยาศาสตร์  การค้นคว้า  เป็นต้น  ทุกคำตอบที่บอกมาถูกทั้งหมด  เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้ต้นทุนการเข้าถึง  (Access  Cost)  ลดลง

ต้นทุนการเข้าถึงลดลง  เนื่องมาจากสาเหตุหลักดังนี้

1.  การเคลื่อนย้ายทุน (เงินตรา  ตราสารทุน  ตราสารหนี้  มนุษย์  เครื่องจักร)  อย่างมีประสิทธิภาพ  (เสรี-อุปสรรคต่างๆน้อยที่สุด,  รวดเร็วที่สุด,  ต้นทุนต่ำที่สุด,  ให้ลูกค้าพีงพอใจที่สุด)  มีการเคลื่อนย้ายปัจจัยทุนระหว่างประเทศมากขึ้นหลังจากที่เงินตรา  ตราสารต่างๆ  เครื่องจักรมีการเคลื่อนย้ายค่อนข้างมีประสิทธิภาพ  แต่หลังจากนี้ไปจะเป็นยุคของการเคลื่อนย้ายมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อทดแทนมนุษย์ที่มีผลิตภาพต่ำ  ต้นทุนสูง  อย่างเช่น  การเคลื่อนย้ายแรงงานในสหภาพยุโรป  (การอพยพแรงงาน  ในปี  ..  ๑๙๙๗  สองในสามของแรงงานที่เพิ่มขึ้นมาจากการอพยพ  ขนาดของการอพยพจะสะท้อนส่วนต่างของค่าจ้างระหว่างประเทศ  ในปัจจุบันธุรกิจมีแนวโน้มที่สูงขึ้นในการใช้แรงงานจากต่างประเทศ  โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความชำนาญเฉพาะทาง  ดังนั้นถ้าผู้ประกอบการพบว่า  มันเป็นการยากในการหาแรงงานเพิ่ม  แทนที่จะเพิ่มค่าจ้างเพื่อจ้างแรงงานนั้นจากบริษัทอื่น  เราสามารถนำแรงงานจากต่างประเทศมาใช้แทน  ข้อสังเกต  การเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผลผลิต  และต้นทุนแรงงานลดลง-จากบทความเรื่องโลกาภิวัฒน์  และแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินอนาคต  ของ triamboy)

2.  การเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการอย่างมีประสิทธิภาพ  สำหรับสาเหตุนี้เห็นชัดเจนจากชีวิตประจำวันของเราที่หลายประเทศพยายามผลักดันการสร้างเขตการค้าเสรีให้เกิดขึ้น รวมถึงไทยเองที่เป็นประเทศที่มีการเติบโตโดยการส่งออกเป็นหลัก (Export-lead-growth country)  รวมถึงการปรับโครงสร้างเพื่อให้สอดคล้องกับการเคลื่อนย้ายสินค้า  และบริการ  เช่น  ทูตการค้า  กรมส่งเสริมการส่งออก  เป็นต้น

3.  การเคลื่อนย้ายข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ  จริงอยู่ที่ข้อมูลเป็นทุนอย่างหนึ่งของปัจจัยการผลิต  แต่ขอแยกออกมา  เนื่องจากว่าความสำคัญของข้อมูลที่มีบทบาทมากขึ้นทุกวันนี้  การพัฒนาช่องทางการเคลื่อนย้ายข้อมูลในปัจจุบันนี้ก้าวหน้าไปมากกว่าเมื่อประมาณ 25  ปีก่อนที่ยังไม่มีอินเตอร์เน็ต   ที่เปลี่ยนให้การเข้าถึงข้อมูลจากเมื่อก่อนเป็นรูปแบบ  หนึ่งคนไปยังหลายคนผ่านสื่อพื้นฐาน  อย่าง  หนังสือพิมพ์  วิทยุ  โทรทัศน์  แต่ปัจจุบันนี้รูปแบบการติดต่อเป็นแบบหลายผู้ใช้ไปยังหนึ่งผู้ใช้  และเป็นความสัมพันธ์กลับไปกลับมาได้  คือ  หนึ่งผู้ใช้ไปยังหลายผู้ใช้  (หนึ่งคนอาจมีหลายชื่อผู้ใช้งาน  ซึ่งทำหน้าที่เสมือนบุคคล)  ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูล  และส่งออกข้อมูลอย่างง่าย  สะดวกมากขึ้น  (ต้นทุนน้อยมาก)

4.  การให้สิทธิ์มนุษย์เหนือสิทธิ์ของเชื้อชาติ  ศาสนา  ประเทศ  และกำแพงต่างๆ  (ขยายพื้นที่) เช่น การปรังปรุงกฎหมายเพื่อให้ชาวต่างชาติสามารถมีสิทธิ์เป็นเจ้าของทรัพย์สินต่างๆ  มากขึ้น  หรือกระทำกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น  เช่น  การประกอบกิจการทางการเงิน  สถาบันทางการเงิน  ธนาคารพาณิยช์  ประกัน(ภัย  ชีวิต  สุขภาพ  การเงิน  รถ  ค้าขายหลักทรัพย์  ตราสาร  ที่เดียวครบวงจร)  เป็นต้น  ต่อไปอาจสามารถมีส่วนร่วมทางการเมือง  เศรษฐกิจ  สังคมก็เป็นได้  โดยผ่านรูปแบบการรวมกลุ่มต่างๆ ก่อนในเบื้องต้น  ตัวอย่างเช่น  สหภาพยุโรปที่ทุกประเทศต้องดำเนินนโยบายทางการคลัง  และการเงินตามมติคณะรัฐมนตรีสหภาพยุโรป  เป็นต้น

5.  การค้นพบ  ปรับปรุง  พัฒนาทางวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี  นวัตกรรม  ทรัพยากรมนุษย์  เช่น  การสร้างนวัตกรรมต่างๆ  เช่น  การสร้างโปรแกรมที่เปิดให้ผู้ใช้ทั่วโลกมีส่วนร่วมในการพัฒนา  ปรับปรุง  หรือที่เราเรียกกันว่า  Opensource  เป็นต้น  การพัฒนาศาสตร์การบริหารจัดการต่างๆ  เช่น  การบริหาร  การตลาด  โลจิสติกส์  ห่วงโซ่อุปทาน  เศรษฐศาสตร์ประสาท  เป็นต้น

หากเราลองเปรียบเทียบเหตุการณ์ง่ายๆ  สักหนึ่งเหตุการณ์ในบริบทที่ต่างกันสองช่วงเวลา เช่น  ตารางเวลาของสิ่งต่างๆ  เช่น  เครื่องบิน  ภาพยนตร์  รถประจำทาง  ละคร  ข่าวภาสคค่ำ  เป็นต้น

ช่วงเวลาต้นทุนการเข้าถึงสูง  (ก่อนที่มีการปฏิวัติทางเทคโนโลยี)  พบว่า  การไปดูหนัง  เดินทางโดยเครื่องบิน  ขึ้นรถโดยสาร  ดูละคร  ข่าวภาคค่ำนั้นจะมีเวลาที่แน่นอน  ไม่เปลี่ยนแปลงภายในระยะยาว  หรือไม่เคยเปลี่ยนแปลง  ทุกคนในพื้นที่ที่บริโภคจะทราบ  และจดจำได้  ทำให้การคาดการณ์อยู่บนพื้นฐานของเวลาก่อนหน้าอย่างแนบแน่น  พฤติกรรมต่างๆ  จึงเป็นรูปแบบ  แผนปฏิบัติอย่างแนบแน่นเช่นกัน จากตัวอย่างคือ  ทราบเวลาที่ต้องแสดงพฤติกรรมต่างๆ  (ถ้าต้องการกระทำ) คือ  ไปดูหนัง  ขึ้นเครื่อง  ชมข่าวภาคค่ำ  ดูละคร

ช่วงเวลาต้นทุนการเข้าถึงต่ำ  (ปฏิวัติทางเทคโนโลยี)  พบว่า  ตารางเวลาของสิ่งต่างๆ  มีการเปลี่ยนแปลงในระยะเวลาสั้นๆมาก  ขนาดเป็นชั่วโมง  นาทีก็มี  ทำให้การคาดการณ์อยู่บนพื้นฐานของเวลาปัจจุบันอย่างแนบแน่น  และก่อนหน้าไม่ค่อยมีนัยสำคัญ  พฤติกรรมต่างๆ  จึงไม่มีรูปแบบ  แผนปฏิบัติอย่างแนบแน่นเช่นเดิม  มีลักษะสุ่มมากขึ้น  ทำครั้งเดียวจบ  จากตัวอย่าง  คือ  เช็คเวลาก่อนที่จะแสดงพฤติกรรมต่างๆ  (ถ้าต้องการกระทำ)  ครั้งหน้าก็เช็คเวลาก่อนกระทำไม่สนว่าครั้งที่แล้วจะไปดูหนังตอนกี่โมง  ขึ้นเครื่องตอนกี่โมง  ข่าวภาคค่ำกี่โมง(อาจมีรายการต่างๆ แทรกได้)  เป็นต้น  (จากการทำแบบสอบถามโดยหน่วยงานของสหภาพยุโรปไปยังบริษัทต่างๆ  เพื่อดูรูปแบบการ เปลี่ยนแปลงราคาสินค้าโดยแยกเป็นหมวดต่างๆ  พบว่า  มีแนวโน้มในการเพิ่มขึ้นของความถี่ในการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าในทุกหมวด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมวดที่ได้รับผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์มากที่สุด  การเพิ่มขึ้นของความถี่ในการเปลี่ยนแปลงของราคาในธุรกิจค้าปลีกเป็นตัวอย่างที่สะท้อนถึงภาวะการแข่งขันที่สูงมาก  จนเรียกว่า “Tesco Effect”  เป็นผลมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีจนสามารถตั้งราคาที่ได้เปรียบในการแข่งขันโดยง่ายมาก  - จาก  โลกาภิวัฒน์ กับ แนวทางการดำเนินนโบายการเงินอนาคต  ของ  triamboy)  พบว่าในสถาณการณ์นี้คือ  การเปลี่ยนแปลง  “เวลา”  เพื่อให้ได้เปรียบในการแข่งขัน  เป็นต้น

ด้วยสาเหตุหลักที่กล่าวมาข้างต้นทั้งสี่ประการล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดต้นทุนการเข้าถึงเปลี่ยนแปลงลดลง  อาทิ  ราคาท่ีลดลง  กฎระเบียบที่ผ่อนคลายความเคร่งครัด รวมถึงการยกเลิกกฎระเบียบ  ข้อมูลที่มากขึ้นและชัดเจน  เป็นต้น  โดยมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกวันของทุกปัจจัย  ทำให้ต้นการเข้าถึงมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องต่อไปในอนาคต  ทำให้การคาดการณ์ของมนุษย์มีแนวโน้มที่เป็นพฤติกรรมครั้งเดียวจบมากขึ้น  และมีความสัมพันธ์น้อยลงกับพฤติกรรมก่อนหน้า  ไม่มีรูปแบบปฏิบัติ  หรือแนวโน้มชัดเจน  มีลักษณะสุ่มมากขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น  พบว่าในอนาคตมีความเป็นไปได้สูงมากที่ปัจจัยทั้งสี่มีการเปลี่ยนแปลงในอัตราเร็วที่เพิ่มขึ้น  (ไม่จำเป็นต้องทิศทางเดียวกัน)  หรือมีอัตราเร่งเกิดขึ้น  ย่อมส่งผลให้การแสดงออกของพฤติกรรมของมนุษย์มีแนวโน้มที่เป็นพฤติกรรมครั้งเดียวจบ  และไม่มีความสัมพันธ์น้อยลงกับพฤติกรรมก่อนหน้า  ไม่มีรูปแบบปฏิบัติ  หรือแนวโน้ม  มีลักษณะสุ่มอย่างชัดเจน  ยกตัวอย่างเช่น  การไปชมภาพยนตร์ในปัจจุบันนี้  คือเดินไปที่หน้าโรงภาพยนตร์เลยแล้วเลือกเวลาที่ใกล้เคียงสุด  ไม่มีการเช็คเวลา  และไม่สนใจว่าครั้งที่แล้วดูตอนกี่โมง  เพียงแต่่ว่าถ้าไปที่นี้มีเวลาให้เลือกเยอะพอ   หรือยกตัวอย่างอีกกรณี  คือกรณี  ร้านขายปลีกขนาดใหญ่อย่าง  TESCO LOTUS  ซึ่งราคามีการเปลี่ยนแปลงทุกชั่วโมง  ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้คาดหวังว่าราคาสินค้าที่ซื้อจะมีราคาเท่าไหร่  ไม่ต้องเช็คผ่านแคตตาล็อก  เพียงแต่รู้ว่าถ้าไปที่นี้ก็มีของถูก  ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นพฤติกรรมแบบสุ่มนั่นเอง

และสามารถเขียนเป็นแบบจำลองสมการทั่วไปได้ดังนี้

การคาดการณ์  =  ค่าคงที่ + ค่าความคลาดเคลื่อน

(expectation = c + e)  

โดยค่าคงที่นั้นหมายถึง   การคาดการณ์ในระดับพอเพียง   เช่น  คาดว่า  TESCO LOTUS  มีของถูก  คาดว่า  PARAGON CINEPLEX  มีรอบหนังเยอะ  คาดว่าปั๊มมีน้ำมันขาย

ยังงัยแล้วลองพิจารณาเล่นๆ  กับการเปลี่ยนแปลราคาน้ำมันที่ถี่ขึ้นในทุกวันนี้

 

สุดท้ายแล้วเรากำลังสูญเสีย จิตวิญญาณความเป็นมนุษย์” 

หรือเรากำลังเรียนรู้และสร้างจิตวิญญาณมนุษย์พันธ์ุใหม่

Read Full Post »

triamboy

“ถ้าหากเงินเฟ้ออยู่เหนือระดับเงินเฟ้อเป้าหมายแล้ว  นั่นหมายถึง  การลดลงของระดับเงินเฟ้อจะนำมาสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก  และยาวนาน”


การดำเนินชีวิตในโลกปัจจุบันนี้ไม่ได้เรียบง่ายเช่นในอดีต  แต่กลับต้องดำเนินชีวิตภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ที่นับวันยิ่งเชี่ยวกราดมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว  ทุกอย่างรอบตัวกำลังรวมเป็นตลาดเดียว  คือ ตลาดโลก  นั่นหมายความว่า ราคาสินค้า  และบริการถูกกำหนดโดยตลาดโลก  ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการย่างเข้าสู่เศรษฐกิจแบบตลาดของ ประเทศจีน  อินเดีย  และยุโรปตะวันออก  การปฏิวัติทางเทคโนโลยี  และการสื่อสาร  ต้นทุนการคมนาคมขนส่งที่ลดลงต่ำเป็นอย่างมาก  ด้วยปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นแรงผลักดันให้เกิดการแบ่งงานกันทำมากขึ้น  หรือเราสามารถอธิบายโลกาภิวัฒน์ในมุมมองของธุรกิจเข้ากับมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ได้ว่า  โลกาภิวัฒน์  คือ  ช็อคที่เกิดขึ้นกับ ราคาสัมพัทธ์  โดยระดับราคาทั่วไปขึ้นกับราคาสินค้า  และบริการที่ผลิตได้ในประเทศ  โดยแนวโน้มของ ราคาเป็นดังนี้ 

 

ราคาของ  Tradable Goods  (สินค้าที่มีการทดแทนกันอย่างเกือบสมบูรณ์โดยสินค้านำเข้า  หรือราคาถูกกำหนดจากภายนอกประเทศ)  มีแนวโน้มลดลง

 

ราคาของ  Non-tradable Goods  (สินค้าที่ไม่มีการทดแทนกัน  หรือราคาถูกกำหนดจาก ภายในประเทศ)  มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

 

ผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์ต่ออัตราเงินเฟ้อสรุปได้  ดังนี้


(.)  การเปลี่ยนแปลงของอัตราการค้า  (ราคาของสินค้าออกต่อราคาสินค้าเข้า)

โลกาภิวัฒน์ได้เปลี่ยนแปลงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีความเกี่ยวเนื่องกับเงินเฟ้อ  อันเนื่องมาจากการตีตลาดสินค้าราคาถูกจากเอเชีย  นั่นคือ  ช็อคของอุปทานทางบวก  (การเพิ่มขึ้นของอุปทานทุกระดับราคา)  ดังนั้นการลดลงของราคาสินค้านำเข้าทำให้ค่าจ้างที่แท้จริงเพิ่มขึ้น  หรืออำนาจซื้อเพิ่มขึ้นโดยที่ไม่มีต้นทุนเกิดขึ้น 

 

ผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายการเงิน


ในทางปฏิบัติ  ก่อให้เกิดผลดีต่อการดำเนินนโยบายการเงินที่เรียกว่า  “Tailwind”  นั่นคือ  ธนาคารกลางสามารถใช้นโยบายการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับที่สูงกว่าปกติ  หรือกล่าวได้ว่าลดอัตราเงินเฟ้อโดยที่ไม่จำเป็นต้้องมีการชะลอตัวของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ  จากการศึกษาเชิงประจักษ์ของ London School of Economics  ผลดีที่เกิดขึ้นนี้เกิดนี้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว  เพราะว่าแรงงานอาจจะสร้างรูปแบบ การคาดการณ์จากคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากผลได้ของอัตราการค้า  ดังนั้นการดำเนินนโยบายนี้ใช้ได้เพียงชั่วคราว


(.)  การเปลี่ยนแปลงของพลวัตระยะสั้นของกระบวนการเงินเฟ้อ


โลกาภิวัฒน์ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเงินเฟ้อ  และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะสั้น  (Short-run tradeoff)  มีความสัมพันธ์ในลักษณะลาดมากขึ้น  หรือชันน้อยลง  จากการศึกษาเชิงประจักษ์ที่ได้จากหลายประเทศทั่วโลก  พบว่า


ทศวรรษที่  ๗๐  ความสัมพันธ์มีลักษณะแนวดิ่ง  คือ  ไม่ว่าจะพยายามที่จะรักษาอัตราการว่างงานให้ต่ำกว่าอัตราการว่างงานธรรมชาติแล้วก็ตามส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ


ทศวรรษที่  ๘๐  ความสัมพันธ์มีลักษณะชันลาดลง  คือ  เงินเฟ้อที่ระดับต่ำจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อภาวะเศรษฐกิจมีการว่างงานมากขึ้น


ทศวรรษที่  ๙๐  ความสัมพันธ์มีลักษณะลาดจนเกือบเป็นเส้นตรงแนวนอน  คือ  สามารถทำให้เงินเฟ้อต่ำลงในขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ชะงัก


ในทางทฤษฎีแล้วสามารถอธิบายได้ว่า  ผลที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึง  การจัดการทางด้านอุปสงค์ที่ดีมาก โดยทำให้ระดับการว่างงานอยู่ต่ำกว่าระดับธรรมชาติ 


ข้อสังเกต  กระบวนการของเงินเฟ้อมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม  อันมีสาเหตุดังต่อไปนี้


(.)  การเปลี่ยนแปลงทางนโยบายการเงินของธนาคารกลาง  โดยหันมาใช้นโยบายเงินเฟ้อเป้าหมายซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในระบบเศรษฐกิจทั่วโลก  นโยบายเงินเฟ้อเป้าหมายนี้ทำให้การคาดการณ์เงินเฟ้ออยู่ในกรอบต่างจากในอดีต  คือ  การว่างงานลดลงอาจนำไปสู่การคาดการณ์ เงินเฟ้อที่สูงขึ้น


(.)  ความถี่ในการปรับราคาเพิ่มขึ้นลดลงเพื่อให้สอดคล้องกับอัตราเงินเฟ้อ  อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลาง  ดังนั้นแม้ว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น  แต่ถ้าค่าเฉลี่ยอยู่ในกรอบที่กำหนดจึงไม่จำเป็นต้องปรับราคาเพิ่มขึ้น


ดังนั้น  ในระยะสั้น  การเพิ่มขึ้นของอุปสงค์จะไม่นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของระดับราคา  ความสัมพันธ์จะลาดมากขึ้นเมื่อขนาดการเปิดประเทศมากขึ้น


ลกระทบเชิงโครงสร้่างระหว่างความสัมพันธ์ของช่องว่างเงินเฟ้อ และช่องว่างผลผลิต  เนื่องมาจากสาเหตุดังต่อไปนี้


(.)  การค้า  และการลงทุนที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น  และความชำนาญเฉพาะทาง  ส่งผลดังนี้

        (.)  ลดการตอบสนองของเงินเฟ้อต่อช่องว่างผลผลิตในประเทศ

    (.)  เพิ่มการตอบสนองต่อระดับดุลยภาพจากอุปสงค์  และอุปทานนอกประเทศ


        ข้อสรุปนี้ยืนยันได้จากการศึกษาเชิงประจักษ์  ของ  BIS  โดย  Borio  และ  Filardo


(.)  การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากประเทศที่มีความเหลือเฟือของแรงงาน  ไปลดการตอบสนองต่อวัฏจักรส่วนต่างกำไร  อันเนื่องมาจากธุรกิจมีบทบาทน้อยลงในการเข้าไปแทรกแซง  คือ  สามารถเพิ่มราคาเมื่ออุปสงค์ภายในประเทศเพิ่มขึ้น


(.)  ต้นทุนการผลิตมีการตอบสนองต่อวัฏจักรธุรกิจน้อยลง  เห็นได้จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีการย้ายการผลิตไปยังจีน  อินเดีย  และยุโรปตะวันออก  ทำให้แรงงานเห็นว่าไม่มีประโยชน์อันใดในการเรียกร้องเพิ่มค่าจ้างในขณะที่การว่างงานลดลง    หรือกล่าวได้ว่าจำกัดผลกระทบที่เกิดจากต้นทุนแรงงานหน่วยสุดท้าย  เมื่อมีการผลิตเพิ่มขึ้น


(.)  การอพยพแรงงาน  ในปี  ..  ๑๙๙๗  สองในสามของแรงงานที่เพิ่มขึ้นมาจากการอพยพ  ขนาดของการอพยพจะสะท้อนส่วนต่างของค่าจ้างระหว่างประเทศ  ในปัจจุบันธุรกิจมีแนวโน้มที่สูงขึ้นในการใช้แรงงานจากต่างประเทศ  โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความชำนาญเฉพาะทาง  ดังนั้นถ้าผู้ประกอบการพบว่า  มันเป็นการยากในการหาแรงงานเพิ่ม  แทนที่จะเพิ่มค่าจ้างเพื่อจ้างแรงงานนั้นจากบริษัทอื่น  เราสามารถนำแรงงานจากต่างประเทศมาใช้แทน


ข้อสังเกต  การเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผลผลิต  และต้นทุนแรงงานลดลง


ในบางครั้งผลจากโลกาภิวัฒน์อาจก่อให้เกิดผลในทางตรงข้าม  คือ  ด้วยแรงกดดันจากสภาวะการแข่งขันที่สูงในโลกปัจจุบันนี้  อาจหมายถึงกำไรที่จะต้องสูญเสียไปจำนวนมาก  อันเนื่องมาจากการกำหนดราคาที่ผิดพลาด  ทำให้ธุรกิจนั้นต้องมีการปรับราคาที่ดีมาก  ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างช่องว่างเงินเฟ้อและช่องว่างผลผลิตเป็นไปในลักษณะที่ชันมากขึ้น


จากการทำแบบสอบถามโดยหน่วยงานของสหภาพยุโรปไปยังบริษัทต่างๆ  เพื่อดูรูปแบบการ เปลี่ยนแปลงราคาสินค้าโดยแยกเป็นหมวดต่างๆ  พบว่า  มีแนวโน้มในการเพิ่มขึ้นของความถี่ในการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าในทุกหมวด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมวดที่ได้รับผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์มากที่สุด  การเพิ่มขึ้นของความถี่ในการเปลี่ยนแปลงของราคาในธุรกิจค้าปลีกเป็นตัวอย่างที่สะท้อนถึงภาวะการแข่งขันที่สูงมาก  จนเรียกว่า “Tesco Effect”  เป็นผลมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีจนสามารถตั้งราคาที่ได้เปรียบในการแข่งขันโดยง่ายมาก


ที่ผ่านมาเป็นการอธิบายถึงผลกระทบจากโลกาภิวัฒน์ต่อการตอบสนองภาวะเงินเฟ้อด้านอุปสงค์  สำคัญยิ่งกว่านั้นโลกาภิวัฒน์ได้เปลี่ยนกระบวนการตอบสนองของภาวะเงินเฟ้อด้านอุปทาน  เห็นได้ชัดจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นเป็น    เท่า  ภายในเวลาเกือบสองปี  ซึ่งถ้าเป็นในอดีตแล้วอาจมีความกังวลที่จะนำไปสู่  “ภาวะเวินเฟ้อรุนแรง”  (Inflationary)  แต่ด้วยผลจากโลกาภิวัฒน์ทำให้ราคาสินค้านำเข้าลดลง  ขณะที่ภาคการผลิตมีการพึ่งพาน้ำมันน้อยลงเหลือ    ใน    ของทศวรรษที่  ๗๐  แต่อย่างไรก็ตาม  ยังมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอาจนำไปสู่การเรียกร้องค่าจ้างที่สูงขึ้นเพื่อที่จะรักษาอำนาจซื้อของรายได้ให้คงเดิม


จากเหตุการณ์พบว่า  ค่าจ้างมีระดับคงที่เป็นเวลานาน  ไม่มีการขึ้นค่าจ้างเลยในหลายปีที่ผ่านมา  เนื่องจากดัชนีราคาได้เพิ่มสูงขึ้นในเวลานั้น  อัตราการเปลี่ยนแปลงของอำนาจซื้อของค่าจ้างชะลอตัวเนื่องด้วยเหตุ ดังนี้


.)  อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น  ตั้งแต่ต้นปี  .๒๐๐๕  (ไม่มีนัยสำคัญในการกำหนด)


.)  ภาวะการกดดันอันเนื่องมาจากการแข่งขันที่สูงยังส่งผลกระทบไปยังกระบวนการปรับขึ้นของต้นทุนพลังงานในภาคธุรกิจ  ซึ่งโดยปกติแล้วจะส่งผลกระทบให้ต้นทุนพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้น  ทำให้ราคาสินค้า และบริการที่ได้รับผลกระทบปรับตัวเพิ่มขึ้น  ในทางกลับกัน  พบว่า  ภาคธุกิจพยายามหาช่องทางในการลดต้นทุน  อาทิ  การลดค่าจ้าง  การลดราคาสินค้าขั้นกลาง  หรือการเพิ่มประสิทธิภาพ  จากแบบสอบถามภาคธุรกิจของบริษัททั่วโลก  พบว่า  น้อยบริษัทที่จะขึ้นราคา  ในทางกลับกันพยายามที่จะเพิ่มประสิทธิภาพ  ลดการจ้างงาน  ลดค่าจ้าง  และลดต้นทุนอื่นๆ  ผลลัพธ์ที่ตามมาจากสาเหตุที่กล่าวมาข้างต้น  สามารถสรุปได้ว่ายังอีกห่างไกลที่จะส่งผลให้ค่าจ้างเพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น


จากทั้งหมดนี้สามารถสรุปได้ว่า  เงินเฟ้อมีแนวโน้มที่จะลดลง  อันเนื่องมาจากอิทธิพลของโลกาภิวัฒน์ส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายการเงิน  ดังนี้


.)  การลดลงของการส่งผ่านต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นไปยังค่าจ้าง  และราคาสินค้าและบริการ  ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับธนาคารกลาง   แต่ความสัมพันธ์ระหว่างช่องว่างเงินเฟ้อ  และช่องว่างผลผลิตมีแนวโน้มลาดลงมากขึ้น  นั่นสามารถตีความได้ว่า  หลายๆสิ่งจะดีขึ้น  คือ  ไม่ว่าจะเป็นช็อคจากอุปสงค์  หรือความผิดพลาดของการดำเนินนโยบาย  ไม่ส่งผลให้เกิดความผันผวนของเงินเฟ้อจนออกนอกระดับเป้าหมาย


.)  การเปลี่ยนแปลงของระดับอุปสงค์รวมมีความสำคัญน้อยลงในการกำหนดเงินเฟ้อ


.)  โลกาภิวัฒน์จะชักจูงการดำเนินนโยบายทางการเงิน  โดยให้ความสำคัญมากขึ้นในการลดเงินเฟ้อ โดยยอมเสียต้นทุนค่าเสียโอกาสที่เกิดขึ้นจากส่วนต่างผลผลิตที่มากขึ้นสามารถยืนยันได้จากการพิสูจน์โดยการเปรียบเทียบสัมประสิทธิ์ถ่วงน้ำหนักของส่วนต่างผลผลิต ภายใต้เงื่อนไขของระดับการเปิดประเทศที่แตกต่างกัน  ในสมการการสูญเสียที่ได้จากสมการสวัสดิการสังคมบนพื้นฐานอรรถประโยชน์ส่วนบุคคล   พบว่ายิ่งมีการเปิดประเทศมากขึ้นขนาดของสัมประสิทธิ์ถ่วงน้ำหนักของส่วนต่างผลผลิตยิ่งลดลง


ดังนั้น  ถ้าหากเงินเฟ้ออยู่เหนือระดับเงินเฟ้อเป้าหมายแล้ว  นั่นหมายถึง  การลดลงของระดับเงินเฟ้อจะนำมาสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก  และยาวนาน  ดังนั้นยิ่งทำให้มี  Premium  มากขึ้นในการรักษาให้ความคาดหวังเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับเป้าหมาย  อย่างที่ทราบกันดีแล้วว่า  เรารู้น้อยมากในรูปแบบการสร้างความคาดหวังของผู้บริโภค  ทางที่ดีที่สุดขั้นแรก  คือ  ป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ  และความสำคัญอย่างมากในการดูแล  เฝ้าระวังสัญญาณเงินเฟ้อ  ทั้งในตลาดสินค้า บริการ  และตลาดแรงงาน

 

Read Full Post »

« เรื่องที่ใหม่กว่า

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.